กทค. ส่อเบี้ยวสปท.ฉีกมติค่าโทรเป็นวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467243

กทค. ส่อเบี้ยวสปท.ฉีกมติค่าโทรเป็นวินาที

กทค. ส่อเบี้ยวนโยบายสภาปฏิรูปประเทศ เตรียมเปลี่ยนมติบังคับค่ายมือถือคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ “นพ.ประวิทย์” ขู่ฟ้องศาลปกครอง หากแก้ไขมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ความคืบหน้าเรื่องการคิดค่าโทรเป็นวินาที หรือคิดแบบไม่ปัดเศษ อันเป็นประเด็นที่สังคมไทยทั้งในระดับรัฐและผู้บริโภคทั่วไปเรียกร้องมานานข้ามปี โดยที่ผ่านมา กสทช. ก็เคยขานรับมาโดยตลอดว่าได้ดำเนินการกำหนดเป็นเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 4G แล้ว ซึ่งทำให้เสียงเรียกร้องสงบไป และแม้ 4G จะเริ่มเปิดให้บริการกันมาพักใหญ่ โดยระบบการปัดเศษค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเดิม แต่ผู้บริโภคไทยก็ยังคงรอคอยต่อไปด้วยความหวัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 29/2559 ได้พิจารณาเรื่องแนวทางบังคับผู้ให้บริการคิดค่าบริการเสียงตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาที โดยเรื่องนี้สืบเนื่องจากที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 10/2559 เมื่อ 17 พ.ค. 2559 ได้เคยมีมติให้ผู้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz (คลื่น 4G) จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตการให้ใช้คลื่นความถี่ที่กำหนดให้ “ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีบริการที่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการกำหนดอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผล ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค มีความชัดเจน และการให้บริการที่มีคุณภาพตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด” โดยมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยว่าต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริง

อย่างไรก็ดี ภายหลังจาก กทค. มีมติดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับในอนุญาตดำเนินการตามมติโดยเคร่งครัดหลายครั้ง แต่ได้รับการโต้แย้งจากผู้ให้บริการบางรายว่า ในขณะที่เข้าร่วมประมูล ผู้ให้บริการทุกรายคิดค่าบริการตามการใช้งานเป็นหน่วยนาที และได้ใช้อัตราดังกล่าวมาเป็นฐานในการคิดคำนวณแผนการลงทุนและกำหนดจำนวนเงินประมูลคลื่นความถี่ออกมา มตินี้จึงเป็นคำสั่งที่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควร หากจะบังคับใช้มติก็จะต้องบรรเทาความเสียหายหรือชดเชยให้กับบริษัทฯ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน กสทช. จึงยังไม่สามารถบังคับให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตามมติ กทค. ได้ และที่เสนอเรื่องให้ที่ประชุม กทค. พิจารณาทบทวนมติในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ ข้อเสนอก็คือจะมีการกำกับดูแลให้แต่ละบริษัทฯ มีรายการส่งเสริมการขายที่คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้น มิใช่คิดในอัตราวินาทีทั้งระบบ

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน เปิดเผยว่า ในที่ประชุมถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่สามารถมีมติในเรื่องนี้ได้ โดยตนเองนั้นไม่เห็นด้วยกับการทบทวนมติ กทค. ครั้งที่ 10/2559 เนื่องจากมติดังกล่าวออกโดยชอบด้วยกฎหมายตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตการให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งโดยหลักกฎหมาย หากจะมีการทบทวนมติ กรรมการต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่ และข้อเท็จจริงนั้นเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่ทำให้ต้องมีการทบทวนมติหรือไม่ ซึ่งสำนักงาน กสทช. ก็ยืนยันในที่ประชุมว่า เหตุผลที่บริษัทโต้แย้งยังไม่มีหลักฐานชัดเจนและไม่มีความสมบูรณ์ตามที่กล่าวอ้างเพียงพอ

“เรื่องนี้ชัดเจนว่ามติและคำสั่งมีผลบังคับใช้แล้ว เพียงแต่บริษัทฯ ยังไม่ยอมปฏิบัติตาม ดังนั้นหากจะให้บังคับรายการส่งเสริมการขายแค่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงมติ ดังนั้นต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมให้ถูกต้องด้วย แต่เนื่องจากปัจจุบันมีกรรมการท่านหนึ่งลาออกไป ทำให้การทบทวนมติต้องใช้เสียงของ กทค. ทั้งหมด ซึ่งผมยืนยันไม่ทบทวน เพราะในเมื่อมีกติกาแล้วก็ต้องบังคับใช้กติกา ไม่ใช่มาไล่แก้กติกาตามความพอใจ ที่สำคัญกติกานี้เป็นกติกาที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือผู้บริโภค และเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้เคยมอบนโยบายชัดเจนว่าให้มีการปรับการคิดค่าบริการโทรศัพท์ตามจริงเป็นวินาที แทนการปัดเศษวินาทีขึ้นเป็นนาที เพราะฉะนั้นหากยืนยันที่จะมีการทบทวนมติ ผมก็จะขอใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อชี้ขาดต่อไป”

อนึ่ง เรื่องนี้ก่อนที่ กทค. จะมีมติเมื่อครั้งที่ 10/2559 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขายนั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มีเคยหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อทวงถามว่า “การเรียกเก็บค่าบริการเป็นวินาทีเป็นวิธีการคำนวณค่าบริการที่เป็นธรรมและสามารถทำได้จริง ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรีที่ได้แถลงต่อประชาชนในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ และเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคที่จะได้ใช้บริการโทรศัพท์โดยมีการคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที อีกทั้งสำนักงาน กสทช. ยังได้นำเสนอข่าวต่อสื่อมวลชนว่าอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz จะต้องคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาทีอีกด้วย ในการนี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ และขอได้โปรดเร่งรัดให้มีการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามจริงเป็นวินาทีทั้งระบบโดยเร็ว”

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า จากการทวงถามความคืบหน้าอย่างเป็นทางการของ สปท. นี้เอง คือเหตุผลที่ทำให้ กทค. ขานรับจนมีมติครั้งดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีความคืบหน้าอะไร เนื่องจากความดึงดันของผู้ให้บริการ จนกระทั่งมีการเสนอขอแก้ไขมติดังกล่าวในที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มที่ กทค. ส่วนใหญ่จะคล้อยตามเสียด้วย

 

ยุคเน็กซ์เจนซีเคียวริตี้รับโจรกรรมไซเบอร์พรึ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467175

ยุคเน็กซ์เจนซีเคียวริตี้รับโจรกรรมไซเบอร์พรึ่บ

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

การโจรกรรมข้อมูลบนโลกไซเบอร์ที่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ถือเป็นภัยใกล้ตัวของทั้งในกลุ่มองค์กรและผู้บริโภคที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งกระแสข่าวที่มีการโจรกรรมเงินในตู้เอทีเอ็มของสถาบันการเงินชั้นนำของภาครัฐเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ได้ขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น จนวันนี้อาจกล่าวได้ว่า ระบบรักษาความปลอดภัยในยุคนี้จะต้องก้าวเข้าสู่เน็กซ์เจเนเรชั่น ซีเคียวริตี้ หรือระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พร้อมรับมือกับพัฒนาการใหม่ของนักโจรกรรมออนไลน์

ฌอน ดูก้า รองประธานและผู้บริหารด้านความปลอดภัยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า ระบบรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ต้องมีพัฒนาการที่ฉลาดมากขึ้น ต้องสามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของโปรแกรมต่างๆ ต้องตรวจสอบและป้องกันมัลแวร์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนได้ รับมือกับความซับซ้อนและความถี่ในการโจมตีทางโลกไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเรียกว่าเข้าสู่อีกเจนของระบบรักษาความปลอดภัยแล้ว เพราะอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ทั่วโลกขยายตัวสูงมาก ในแต่ละวันมีมัลแวร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก นักโจรกรรมออนไลน์เองก็มีพัฒนาการในการโจรกรรมที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นเช่นกัน

“ในโลกแห่งการโจรกรรมทางออนไลน์ แรมซั่มแวร์ (Ransomware) หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่ดูเหมือนจะเป็นการโจมตีหลักที่พบเจอมากที่สุด โดยลักษณะจะคล้ายกับการลักพาตัวแล้วเรียกค่าไถ่ แต่เปลี่ยนจากตัวบุคคลเป็นขโมยข้อมูลไปซ่อน หรือล็อกไม่ให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ หากเจ้าของต้องการให้กลับมาใช้งานได้ก็ต้องจ่ายค่าไถ่คืน ซึ่งมูลค่าค่าไถ่ในแต่ละครั้งถือว่าไม่น้อยทีเดียว”

กรณีเรียกค่าไถ่ที่เป็นฐานข้อมูลต่างๆ ขององค์กร อาชญากรไซเบอร์จะส่งมัลแวร์เข้าไปขโมยข้อมูลไปซ่อน ทำให้เจ้าของข้อมูลไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ทำให้ท้ายที่สุดก็จะถูกบังคับให้จ่ายคืน เพื่อปลดล็อกให้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้งานได้ใหม่ หรือกรณีของการล็อกอุปกรณ์ต่างๆ จะเห็นว่าโลกยุคนี้เป็นยุคอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง (Internet of Thing : IOT) อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ได้ เช่น ทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ สายไฟที่เชื่อมกับอุปกรณ์เหล่านี้ โจรไซเบอร์จะส่งมัลแวร์เข้าไปยึดระบบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อใช้งานไม่ได้ ก็จะถูกบังคับให้จ่ายค่าไถ่เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์เหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการโจรกรรมข้อมูลเพื่อเป้าหมายอื่น เช่น ขโมยข้อมูลเพื่อนำข้อมูลทางการเงิน บัตรประจำตัวประชาชน ประวัติส่วนตัวไปขายต่อ หรือเพื่อนำไปใช้ในการขโมยเงินออนไลน์ เช่น การปลอมอีเมลผู้บริหารสั่งการให้พนักงานโอนเงินให้กับบุคคลปลายทาง หรือใช้ประโยชน์ในระดับประเทศ เช่น ก่อการร้าย ซึ่งองค์กรต่างๆ ก็ต้องเรียนรู้แรงจูงใจของโจรไซเบอร์ว่า ลักษณะองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่นั้น มีโอกาสที่สร้างแรงจูงใจด้านใดให้อาชญากรได้บ้าง และหาทางป้องกัน

วรนล เวชมณีศรี ผู้จัดการวิศวกรระบบประจำภูมิภาคประเทศและอินโดจีน บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า มีการสำรวจของคนในแวดวงไอที พบว่า ไทยเป็นอันดับ 5 ในประเทศแถบเอเชียที่เสี่ยงในการโจมตีทางไซเบอร์ จากการที่คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างก้าวกระโดด องค์กรต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับระบบป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสูงอย่างซอฟต์แวร์แทรปส์ (Traps) ที่พาโลฯ เพิ่งเปิดตัวมากขึ้น

การที่ภาครัฐและเอกชนสนับสนุนเรื่องธุรกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์ และประกาศตัวเป็นดิจิทัล อีโคโนมีหรือการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่จะทำให้การเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยจะกลายเป็นเป้าหมายในการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สปริงนิวส์ดึงซีเอ็นเอ็นเสริมทัพข่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467173

สปริงนิวส์ดึงซีเอ็นเอ็นเสริมทัพข่าว

สปริงนิวส์ จับมือซีเอ็นเอ็นเสริมทัพคอนเทนต์ข่าว มั่นใจปีหน้าโต พุ่ง 200%

นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสื่อในช่วงไตรมาส 3-4 ตามปกติถือว่า เป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่ปีนี้ทุกองค์กรเจอผล กระทบเช่นเดียวกัน สปริงนิวส์จึงมองไปในปีหน้าว่าการเตรียมความพร้อมด้านคอนเทนต์ทุกด้านแบบมัลติแพลตฟอร์มจะช่วยให้มีการเติบโตที่ดีแบบก้าวกระโดด

ทั้งนี้ ล่าสุด สปริงนิวส์ ได้ร่วมมือกับซีเอ็นเอ็น นำรายการของซีเอ็นเอ็นมาเสริมความแข็งแกร่งด้านคอนเทนต์ เนื่องจากซีเอ็นเอ็นถือว่าเป็นสื่อที่มีคนรับชมทั่วโลกมากที่สุด โดยจะเลือกช่วงข่าวด่วน (เบรกกิ้งนิวส์) และรายการที่ได้รับความนิยมบางรายการมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อออกอากาศในวันที่ 1 ม.ค. 2560 นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมทัพในเรื่องของคุณภาพข่าวและพัฒนาบุคลากรของสังกัดให้มีโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ข่าวเชิงลึกมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการถ่ายทอดความรู้เพื่อยกระดับการทำงานข่าว รายการ โปรดักชั่นต่างๆ ร่วมกัน เพราะทางซีเอ็นเอ็นใส่ใจในเรื่องของแบรนด์ ซึ่งทางสปริงนิวส์จะเน้นการเพิ่มความรู้ให้แก่บุคลากรเดิมก่อนและมีแผนที่จะลงทุนด้านบุคลากรใหม่ในอนาคต โดยความร่วมมือครั้งนี้มีการ เซ็นสัญญานาน 5 ปี แต่ไม่สามารถบอกงบลงทุนได้

สำหรับสัดส่วนรายการข่าวของสปริงนิวส์ จะแบ่งเป็นข่าวจากซีเอ็นเอ็น 30% ข่าวธุรกิจ 35% และข่าวสังคม เศรษฐกิจและการเมือง 35% โดยสปริงนิวส์ยังคงทำข่าวต่างประเทศเช่นเดิม เพียงแต่จะเพิ่มมุมมองและบางข่าวที่แตกต่างกัน โดยมั่นใจว่าจะเพิ่มเรตติ้งและผู้เข้าชมมากขึ้น

 

เฟซบุ๊กลุยทำเซ็นเซอร์หวังกลับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466954

เฟซบุ๊กลุยทำเซ็นเซอร์หวังกลับจีน

เฟซบุ๊กพัฒนาซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์โพสต์บนฟีดข่าวโดยเฉพาะ หวังปูทางกลับเข้าสู่ตลาดจีน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เฟซบุ๊กบริษัทสื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหาบางอย่างไม่ให้ปรากฏขึ้นบนหน้าฟีดข่าวของผู้ใช้ในบางประเทศ แทนการรอให้รัฐบาลส่งคำขอเพื่อลบโพสต์ดังกล่าวออกไป โดยการพัฒนาซอฟต์แวร์นี้อาจทำให้บริษัทสามารถกลับไปให้บริการในจีนได้อีกครั้งหนึ่ง

รายงานระบุว่า เฟซบุ๊กไม่ได้ต้องการเซ็นเซอร์โพสต์ดังกล่าวเอง แต่วางแผนให้บริษัทอื่น ซึ่งน่าจะเป็นบริษัทจีนที่เป็นหุ้นส่วนของเฟซบุ๊กใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบเนื้อหาบนหน้าฟีดและประเด็นต่างๆ ที่กำลังอยู่ในกระแส ซึ่งผู้ใช้จำนวนมากแชร์ออกไป โดยหุ้นส่วนรายดังกล่าวจะมีสิทธิเต็มที่ในการควบคุมเนื้อหาหน้าฟีดข่าว

ด้านแถลงการณ์จากโฆษกเฟซบุ๊ก ระบุว่าเฟซบุ๊กรู้สึกสนใจตลาดจีนมาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับจีนให้มากขึ้นมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับการกลับเข้าไปทำธุรกิจในจีน

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กพัฒนาซอฟต์แวร์เซ็นเซอร์ร่วมกับจีน โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งจากบรรดาแนวทางต่างๆ เพื่อกลับเข้าสู่ตลาดจีน หลังจีนบล็อก เฟซบุ๊กนับตั้งแต่ปี 2009 เนื่องจากรัฐบาลต้องการควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กเคยปิดกั้นการแสดงเนื้อหาที่เป็นประเด็นอ่อนไหวในประเทศปากีสถาน รัสเซีย และตุรกี เช่นเดียวกับบริษัทสหรัฐอื่นๆ ที่ปฏิบัติ ตามคำขอร้องของรัฐบาลให้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาบางอย่าง โดยนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ในช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค. 2015 เฟซบุ๊ก บล็อกเนื้อหาบนหน้าฟีดราว 5.5 หมื่นชิ้น ใน 20 ประเทศทั่วโลก

 

นักวิชาการชำแหละพรบ.คอมฯใหม่พาร่วงมากกว่ารุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466940

นักวิชาการชำแหละพรบ.คอมฯใหม่พาร่วงมากกว่ารุ่ง

วงเสวนาชี้ ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯใหม่ ไม่ตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล แถมสร้างความหวาดกลัว ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน (iLaw) เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai netizen Network) และสมาคมผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) จัดงานเสวนา “เกาะขอบสนาม สนช.วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” โดยมี น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักแปล นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต น.ส.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายคณาธิป ทองรวีวงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น และนายจอมพล พิทักษ์สันตโยธิน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยามหิดล ร่วมเสวนา

น.ส.สฤณี กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง จุดประสงค์ของกฎหมายลักษณะนี้ ต่างประเทศมีไว้เพื่อจัดการเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ร้องคือเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ของไทยผู้ร้องคือเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็ตีความฐานความผิดกันเอาเอง พร้อมกับมีของใหม่คือ มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูล ให้มีอำนาจร้องศาล หากพบความผิดฐานขัดต่อศีลธรรมอันดี

“โดยการพิจารณาไม่มีหลัก มอบให้ศาลตีความเอา ขณะเดียวกันก็มอบให้ ผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา 18 (3) แต่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เปิดช่องให้ร้องเรียนเยียวยาคำสั่งจากรัฐได้ ทางออกเดียวคือต้องไปร้องศาลปกครอง ล่าสุดที่อังกฤษออกกฎหมายสอดแนม ถูกตำหนิว่า ขัดหลักสิทธิมนุษยชน แย่ที่สุดเท่าที่มีมา แต่ยังมีขั้นตอนเยียวยา”น.ส.สฤนี กล่าว

ด้านนายคณาธิป กล่าวว่า เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ต้องการส่งเสริมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่เนื้อหามาตรา 5-9 ที่ควรมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น แต่ในทางกลับกันพยายามมุ่งเน้นการควบคุมเนื้อหาด้วยการเซ็นเซอร์ มาตรา 14 ก็เปิดองค์ประกอบไว้กว้างขวาง พยายามป้องกันการหลอกลวงของการค้าออนไลน์ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทว่า ก็เปิดช่องให้ถูกนำไปใช้กับกับกฎหมายหมิ่นประมาทที่อยู่ในกฎหมายอาญาได้เหมือนเดิม สอดคล้องกับมาตรา 15 สั่งให้ผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบ

ทั้งนี้ โดยละเอียดให้เป็นไปตามที่ประกาศไว้ในกฎกระทรวง จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจึงให้เนื้อหารายละเอียดไปอยู่ในประกาศกระทรวงที่มีศักดิ์เป็นรองจากกฎหมาย ผลของมาตรานี้ ยกตัวอย่างเช่น เว็บมาสเตอร์ถูกสั่งให้นำเอาข้อมูลที่มีกฎหมายออกจากหน้าเว็บ เว็บมาสเตอร์ก็ต้องดำเนินการเพราะต้องระวังตัวเอง ส่งผลให้อาจเกิดการเซ็นเซอร์ตนเองตั้งแต่ก่อนเผยแพร่เนื้อหาเพื่อระวังตัวเอง

ส่วนผู้แจ้งความผิดก็เปิดช่องให้ใครก็ได้สามารถแจ้งได้ ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ ทำได้ทันทีโดยศาลไม่ต้องสั่ง ส่วนมาตรา 20 ไปไกลกว่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐสามารถร้องศาลให้สั่งปิดเว็บได้ทันที นอกจากนี้ มาตรา 18-19 เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ก็เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ทันที ทั้งยังพยายามขยายฐานให้ครอบคลุมความผิดอาญาตามกฎหมายอื่นด้วย จากนี้เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกกล่าวหาตามความผิดอะไรก็ได้ ที่มีคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้อง

จากนั้น เวทีเสวนาเปิดรับชมการถ่ายทอดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากรัฐสภา พร้อมทั้งวิเคราะห์เนื้อหาจากคำชี้แจงของสมาชิกสนช.ต่อคำถามของหน่วยงานเอ็นจีโอ เช่น แอมเนสตี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย ต่อร่างดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรา 14 (1) มีการชี้แจงว่า จะไม่ถูกนำไปใช้ร่วมกับกฎหมายหมิ่นประมาทของกฎหมายอาญาอีกต่อไป และมาตรา 16 ว่าด้วย การนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จและการตัดต่อภาพบุคคลที่ตายไปแล้วว่า หากศาลมีคำสั่งว่า มีการกระทำเข้าข่ายตามมาตราดังกล่าว ข้อมูลเหล่านั้นต้องถูกทำลาย

โดยนายจอมพล กล่าวว่า มาตรา 14 (1) ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถฟ้องร่วมกับคดีหมิ่นประมาทได้อยู่ดี เพราะหากไม่ต้องการให้ฟ้องหมิ่นได้ ก็ต้องเอาออกจากพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่บอกว่าจะไม่ทำคือการแถ ขนาดหลักการและเหตุผลกับเนื้อหากฎหมายยังมีการเขียนขัดแย้งกันเรื่องการบังคับใช้ ร่วมกับกฎหมายอื่นที่มีกำหนดไว้ในมาตรา 20(3) ส่วนคำห้อยท้ายว่าต้องไม่ละเมิดศีลธรรมอันดี ก็ตีความยาก เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว

สำหรับการคุ้มครองผู้ตายในกฎหมายอาญา 327 ระบุชัดว่า คุ้มครองการดูหมิ่นผู้ตายที่กระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะทำหน้าที่เซ็นเซอร์เหมือนที่ให้ กบว. ตรวจสอบเนื้อหารายทีวีเหมือนที่ผ่านมา มันคือการนำเครื่องมือสมัยโบราณมาใช้กับยุคดิจิทัล

ด้าน น.ส.สฤณี กล่าวเสริมว่า มาตรา 16 ร้ายแรง เพราะไม่ใช่ลบ แต่ต้องทำลาย หากไม่ทำก็มีโทษ คำถาม คือ จะลงโทษรุนแรงกับการตัดต่อล้อเลียนที่กระจายอยู่ทั่วไปเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งชี้วัดศีลธรรม สุจริตหรือไม่สุจริต ถ้ารู้ว่า อะไรคือปัญหาจากการใช้อำนาจรัฐก็ต้องปิดช่องไว้ สิ่งที่เวทีสนช.ไม่กล่าวถึงคือมาตรา 20 ที่หมายถึง single control ไม่ต่างจาก single gateway ที่กลัวกัน สิ่งที่ยังต้องติดตามต่อไปอีกคือ กฎหมายในชัดที่อ้างว่าต้องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่จะมีตามมาอีก เช่น ร่างกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม กฎหมายลักษณะนี้ไม่ตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซ้ำยังสร้างความหวาดกลัว นิยามความผิด ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์โดยศูนย์กลางอำนาจ ไม่ต้องผ่านศาล รัฐพยายามส่งสัญญาณให้เชื่อใจ แต่กลไกไม่ได้สร้างความเชื่อใจ ล่าสุดฟรีดอมเฮ้าส์ก็จัดอันดับการมีเสรีภาพของไทยต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเกิดการละเมิดสิทธิ กลั่นแกล้งคุกคาม

นายคณาธิป กล่าวว่า กฎหมายนี้ต้องเน้นปราบอาชาญากรรมไซเบอร์ ไม่ใช่ขยายขอบเขตไปเอาผิดคู่กับกฎหมายอื่น ผู้ใช้ที่ ไลค์ หรือแชร์ ต้องไม่เจอคุก หากพิจารณาตามหลักกฎหมายอาญาที่คลุมกฎหมายคอมพิวเตอร์และกฎหมายอื่นๆอยู่จะพบว่า มันไม่ผิดเลย ในเมื่ออัลกอริทึ่มมันประมวลผลมาให้เห็นแล้วเราไปกด จึงต้องมีการปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้ามจเจตนาของหลักการในกฎหมายอาญา

ด้าน นายอาทิตย์ กล่าวว่า กำลังจะสามารถสั่งให้ลบประวัติศาสตร์กันได้ใช่หรือไม่ กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯเคยระบุว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 มีคนตายเพียงคนเดียว แน่นอนมันไม่จริง แต่มีความหมาย หากศาลบอกผิดตามมาตรา 14 แล้วต้องทำลาย แสดงว่า คนรุ่นใหม่อีก 10 ปีข้างหน้า จะไม่มีทางรู้เลยใช่ไหมว่านายสมัคร เคยพูดแบบนั้น

นอกจากนี้ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนสืบสวนตามมาตรา 18 สำหรับการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายศาล ยิ่งการปิดกั้นเว็บไซต์มาตรา 19 มีความจำเป็นต้องขอหมายศาลอย่างเคร่งครัด แต่ก็ไม่ต้องทำ และมาตรา 26 การอุทธรณ์คำสั่ง ก็ถูกตัดทิ้งไป จากที่เคยมีในร่างแรก ระยะเวลาที่ผ่านมา สนช.ยิ่งร่างยิ่งถอยหลัง

น.ส.ฐิติรัตน์ กล่าวด้วยว่า มาตรา 14 เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลพินิจมากเกินไป ควรมีการเขียนให้ชัดเป็นกรณีว่า การกระทำไหนอาจเป็นการเข้าข่าย ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชนที่ต้องระมัดระวังการโพสต์ กระทบต่อบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความเห็น ส่วนที่หวังจะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลก็จะมีปัญหา คนไม่กล้าเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับเซิรฟ์เวอร์ในประเทศไทย เนื่องจากติดขัดที่ปัญหาภาระของผู้ให้บริการ

 

แนะรัฐลดภาษีใช้ซอฟต์แวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466855

แนะรัฐลดภาษีใช้ซอฟต์แวร์

ซิป้าระบุอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ใช้ซอฟต์แวร์น้อยและขาดแคลนบุคลากร จี้รัฐส่งเสริมมากขึ้น

นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) เปิดเผยว่า ได้จัดทำผลการสำรวจผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ประจำปี 2559 พบว่า จำนวน 94% เป็นกิจการขนาดเล็กและมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับด้านไอที 25% นอกจากนี้ยังพบว่ามีบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพียงสัดส่วน 4.5% และกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เพียง 10.5% เท่านั้น สะท้อนปัญหาการขาดบุคลากรที่มีความชำนาญด้านซอฟต์แวร์อย่างหนัก

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยสัญชาติไทยให้แก่ผู้ประกอบการด้วย เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เติบโตไปทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์มีการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประมาณ 77% ในแต่ละอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในองค์กรและพัฒนาใช้เองภายในองค์กรรวมกัน 6.42% ขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์มีการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในองค์กรและพัฒนาใช้เองภายในองค์กรรวมกัน 16.28%

“วัตถุประสงค์หลักของการสำรวจและรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสถานภาพความต้องการของผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์นำไปสู่แนวทางการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเด็นสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ซอฟต์แวร์มากขึ้นคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ไม่ซับซ้อนในการใช้งาน และรูปแบบการใช้งานของซอฟต์แวร์ต้องมีครบทุกความต้องการของกิจการทั้งเหมาะสมต่อขนาดของกิจการ รวมถึงต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย” นางสุวิมล กล่าว

 

เอไอเอสรุกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 05:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466727

เอไอเอสรุกหนัก

เอไอเอส ประกาศแผนปีหน้าควง 3 บริการ วิดีโอคอนเทนต์ พร้อมเพย์ บิซิเนสโซลูชั่น แม่เหล็กดูดผู้ใช้บริการ

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปีหน้าบริษัทมุ่งเน้นการให้บริการใน 3 ด้าน 1.กลุ่มวิดีโอคอนเทนต์ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 68% โดยใช้เพื่อดูวิดีโอในคอนเทนต์ถึง 80% ซึ่งพบว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการดูวิดีโอ 70% และเติบโตต่อเนื่อง 30-40% 2.กลุ่มการบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-money) จากการผลักดันคนไทยใช้พร้อมเพย์และฟินเทค

ขณะที่กลุ่ม 3.บิซิเนสโซลูชั่น หรือเปิดให้บริการคลาวด์รองรับกับปีหน้าบริษัทใหญ่หลายรายลงทุนกับระบบคลาวด์มากขึ้น รวมทั้งเกิดกระแสการเล่นเกมผ่านทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้เปิดเกมใหม่ๆ 3-4 เกม ซึ่งการรุกสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าปีหน้าจะเข้าสู่ยุคอุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต คอนเทนต์จึงกลายแม่เหล็กเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทั้งหมด 39.4 ล้านเลขหมาย

“นโยบายของเอไอเอส เดินหน้าสร้างคอนเทนต์ควบคู่กับการให้บริการด้านเครือข่ายผ่านทั้งสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต แอพพลิเคชั่น ซึ่งคอนเทนต์มีทั้งระดับพรีเมียมโดยร่วมกับมืออาชีพจากบริษัทต่างๆ หรือกระทั่งร่วมกับสตาร์ทอัพ เพื่อทำคอนเทนต์ พรีเมียม หรือคอนเทนต์ที่ไม่ได้โฆษณาในทีวีแต่ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนไทยใช้ระยะเวลาการดูวิดีโอคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ย 15 นาที/ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองมีแนวโน้มว่าใช้ระยะเวลาดูเพิ่มขึ้น” นายปรัธนา กล่าว

สำหรับทิศทางการแข่งขันผู้ให้บริการเครือข่ายทางโทรศัพท์มือถือ จะแข่งขันกันสร้างคอนเทนต์ หากคอนเทนต์ดี มอบความสะดวกสบาย การเข้าถึงที่ง่ายไม่ยุ่งยากต่อการใช้งาน และเครือข่ายดีเยี่ยมจะเป็นแม่เหล็กสำคัญ บริษัทจึงไม่เน้นกลยุทธ์ราคา นำเสนอคอนเทนต์ดูบอล 29 บาท/เดือน เหมือนคู่แข่ง เพราะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายมากก็ตาม

ทั้งนี้ ล่าสุดเอไอเอสได้ส่งทีม Gorgeous Way เข้าร่วมแข่งขันโครงการ The 5-Min Video Challenge ในหัวข้อเชื่อมโลกให้ใกล้ เชื่อมใจให้กว้างที่ สิงคโปร์ โดยผลงานชื่อ Hello Gorgeous คว้ารางวัล People’s Choice อันดับที่ 2 จากผู้เข้าประกวด 12 ทีม 6 ประเทศ กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นสร้างพันธมิตรคนรุ่นใหม่ ในกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ เพื่อก้าวสู่ดิจิทัล สตาร์ทอัพ หรือร่วมมือทำภาพยนตร์โฆษณา คลิปวิดีโอต่อไปในอนาคต

 

ชมคลิปรถยนต์ไร้คนขับทดลองวิ่งจริง โดย Tesla

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466314

ชมคลิปรถยนต์ไร้คนขับทดลองวิ่งจริง โดย Tesla

คลิปวิดีโอแสดงประสิทธิภาพรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla  ที่ผู้สาธิตไม่จำเป็นต้องแตะพวงมาลัยเลยตลอดการเดินทาง

อีลอน มัสก์ ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัท Tesla ของเขากำลังเตรียมสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ ที่มีระบบอัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนได้เอง โดยปราศจากผู้ขับขี่

และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามัสก์ก็ได้ปล่อยคลิปวิดีโอสาธิตการใช้งานรถยนต์ไร้คนขับของเขาว่าในอนาคตการเดินทางนั้นจะสะดวกง่ายดายขนาดไหน

คลิปวิดีโอดังกล่าวใช้เพลง The Benny Hills Show ประกอบ ตัวคลิปแบ่งอออกเป็นสองส่วนคือส่วนบรรยากาศในรถจริง กับหน้าจอแสดงผลของเซนเซอร์ในรถยนต์ จากในคลิปจะเห็นว่าผู้สาธิตที่นั่งไปกับรถยนต์ของ Tesla นั้นไม่ได้เอามือแตะพวงมาลัยเลยตลอดทาง และรถยนต์คันดังกล่าวก็ค่อนข้างปลอดภัยเลยทีเดียว ด้วยการขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็เคารพสัญญาณไฟ

ในคลิปวิดีโอมีอยู่ตอนหนึ่งที่รถยนต์คันนี้หยุดให้กับนักวิ่งข้างทางด้วย แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ดังกล่าว วิดีโอจบลงด้วยผู้สาธิตลงไปจากรถยนต์ ส่วนตัวรถก็เข้าจอดที่ข้างทางได้เองอย่างน่าทึ่ง

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย “ไบโอเมตริกซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466312

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย "ไบโอเมตริกซ์"

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

การเปิดตัวเทคโนโลยีด้านเสียงพูด (Voice Biometrics) เพื่อยืนยันตัวตนในการให้บริการลูกค้าผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารซิตี้แบงก์ นับเป็นการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในระบบการเงินเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้ผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความสะดวกรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทางซิตี้แบงก์ยืนยันว่านวัตกรรมวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ มีความปลอดภัยระดับสูงสุด สำหรับลูกค้าที่จะไม่มีใครสามารถแอบแฝงมาทุจริต หรือฉ้อโกงได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะแยกแยะว่าเป็นลูกค้าตัวจริงหรือไม่ด้วยเสียงแก้ปัญหาการเปิดบัญชีปลอมและอีกหลายเรื่อง โดยมีระบบปฏิบัติการที่ตรวจสอบและแยกองค์ประกอบเสียงของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบจะบันทึกเสียงของลูกค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาจัดเก็บในรูปแบบพิมพ์เสียง และเข้ารหัสเป็นตัวเลขเป็นการรักษาความปลอดภัย 2 ชั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบเสียงกันได้ แม้จะเป็นฝาแฝดกันก็ตาม

ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ของซิตี้แบงก์นั้นอาจจะแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ในต่างประเทศมีการใช้ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เห็นได้จากในภาพยนตร์ไซไฟชื่อดังหลายเรื่องอย่างเช่น Gattaca หรือ Minority Report และอีกหลายๆ เรื่องที่มีทั้งการสแกนม่านตา เสียง ลายนิ้วมือ ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น ฯลฯ ที่ใช้สำหรับเป็นรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงสถานที่หรือแหล่งข้อมูลในระดับขั้นที่มีความลับสูง

ไม่เพียงแต่ข้อมูลทางชีวภาพไบโอเมตริกซ์ยังรวมไปถึงลักษณะเฉพาะทางพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แต่ละบุคคลที่สามารถนำมาใช้ในการยืนยันตัวตนที่แท้จริงได้

นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) อธิบายว่า ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ โดยการตรวจวัดคุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) และลักษณะทางพฤติกรรม (Behaviors) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคล

หลังจากนั้นก็จะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่ได้มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลก่อนหน้านี้ เพื่อใช้แยกแยะบุคคลนั้นจากบุคคลอื่น

“คุณลักษณะทางกายภาพของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในขณะที่พฤติกรรมของมนุษย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด การลงลายมือชื่อ ฯลฯ จัดเป็นคุณลักษณะที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงทำให้การพิสูจน์บุคคล โดยการใช้ลักษณะทางกายภาพนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า” นักวิจัยจากเนคเทค กล่าว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้ไบโอเมตริกซ์ประเภทนี้ก็คือ ใช้ง่าย เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ และมีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ เนื่องจากไม่ต้องนำอวัยวะที่ไวต่อการติดเชื้อ (เช่น ดวงตา) ไปสัมผัสกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ตัวอย่างของคุณลักษณะทางกายภาพที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ ลายนิ้วมือ ม่านตา ช่องตาดำ ฝ่ามือ และรูปหน้า เป็นต้น

ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มนุษยชาติจำนวน 600 ล้านคน จะมีโอกาสที่ลายนิ้วมือซ้ำกันเพียง 1 คู่ ลายนิ้วมือของบุคคลจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพบอุบัติเหตุกับลายนิ้วมือร่างกายก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ ดังนั้น ธรรมชาติของลายนิ้วมือจึงเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของโลก

ในอดีตเมื่อเราจะทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดก็ตาม การยืนยันตัวบุคคลจะต้องไปแสดงตัวจริงกับเจ้าหน้าที่ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารจะต้องไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง รวมไปถึงการฝาก-ถอน ต่อมาเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตก็เริ่มที่จะใช้วิธีการสร้าง Email และ Password ในการยืนยันตัวตนของผู้ทำรายการ หรือเข้าสู่ระบบต่างๆ ของเว็บไซต์ที่ถามหาการแสดงตัวตน หรือ Login

อย่างไรก็ดี ระบบนี้ก็จำกัดการเข้าทำรายการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีความปลอดภัยมากพอสำหรับการยืนยันตัวบุคคล เพราะในความเป็นจริงแล้วระบบ Login หรือการใส่ Username และ Password ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลจริงๆ ได้ 100% ว่าเป็นตัวจริง เพราะอาจจะเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาแอบแฝงเป็นบุคคลอื่นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทำธุรกรรมกับธนาคาร ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่แม้ธนาคารจะกำหนดให้สร้างบัญชีในสาขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ธนาคารเองก็ตาม

เมื่อระบบ Login ที่เราใช้กันมานานไม่ตอบโจทย์การยืนยันตัวบุคคล ก็จึงมีการคิดค้นรูปแบบใหม่ขึ้นมาพิสูจน์ทางกายภาพของบุคคล เช่น ลายนิ้วมือ รูม่ายตา ผิวหนัง จังหวะการเต้นของชีพจร/หัวใจ แล้วแปลงค่าเหล่านี้ไปเป็นค่าดิจิทัลเพื่อส่งไปบันทึกในระบบ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคลต่อไป ยกตัวอย่างที่เห็นภาพกันง่ายๆ ก็คือระบบ Touch ID ของทาง Apple นั่นเองที่ใช้ระบบ Biometrics ในการจับลายนิ้วมือของเจ้าของเครื่องในการยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นเจ้าของเครื่องจริงหรือไม่แทนการใส่ Passcode 2-touch-id

เดิมทีไบโอเมตริกซ์ถูกนำไปใช้แพร่หลายในด้านความมั่นคงมากกว่าจะถูกนำมาใช้ทางด้านธุรกิจ แต่เมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ยกระดับขึ้นมาอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว การนำเอาไบโอเมตริกซ์มาใช้ในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การให้บริการต่างๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ที่ธนาคารนำมาใช้ช่วยลดระยะเวลาการยืนยันตัวตนจากกว่า 1 นาที เหลือ 10-15 วินาที เพิ่มศักยภาพให้บริการลูกค้าจำนวนมากขึ้นและมีจำนวนธุรกรรมผ่านคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น โดยธุรกรรมทั่วไปสามารถทำได้ทันที เช่น สอบถามวงเงิน หรือวันครบกำหนดชำระ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น การโอนเงิน หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ต้องตอบคำถามเพิ่มเติมอีก 1-2 คำถาม

ในระดับขององค์กรบางแห่งก็ติดเครื่องสแกนนิ้วมือในเครื่องลงเวลาเข้างาน เพื่อแก้ไขปัญหาพนักงานเสียบบัตร หรือลงเวลาแทนกันแทนเครื่องตอกบัตรแบบเดิม หรือการลงลายมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงานหรือเวลาเลิกงาน วัดประสิทธิภาพของพนักงานเป็นข้อมูล เพื่อประเมินผลงานได้ด้วย

บุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบการเงินจะเริ่มมีมากขึ้น เพราะราคาของเทคโนโลยีที่จะซื้อมาใช้ถูกลง แต่จะเป็นระบบใดธนาคารก็จะคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้บริการเป็นหลัก

“สำหรับระบบการเงินคิดว่าใช้เสียงจะปลอดภัยกว่าลายนิ้วมือ แต่ถึงอย่างไรทั้งสองระบบก็จะต้องมีคีย์ข้อมูลซ้ำอีกครั้ง และในอนาคตทุกอย่างจะอยู่บนมือถือจะเห็นแอพพลิเคชั่นของโมบายแบงก์กิ้งต่างๆ เริ่มเพิ่มให้มีการใช้ไบโอเมตริกซ์ เช่น TBM Touch ของธนาคาร” บุญทักษ์ กล่าว

นอกจากในระบบการเงินแล้ว ไบโอเมตริกซ์ยังก้าวเข้าไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น นำไปใช้เก็บข้อมูลของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อย่างค่ายหนังทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ได้ทดลองให้ผู้ชมภาพยนตร์สวมใส่สายรัดข้อมือเอาไว้ขณะเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง The Revenant โดยสายรัดนั้นจะทำการตรวจข้อมูลทางชีวภาพของผู้ชมไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย การเคลื่อนไหวของร่างกายและปฏิกิริยาทางร่างกายของผู้ชมในฉากแอ็กชั่น ดราม่า และผจญภัยในภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเรียลไทม์ เพื่อศึกษาอารมณ์ของผู้ชมขณะผู้เข้าชมภาพยนตร์รอบก่อนเปิดฉายจริง ซึ่งการวัดผลของผู้ชมแบบนี้ทำได้ดีกว่าการสัมภาษณ์หลังออกจากโรงภาพยนตร์เพราะบางครั้งผู้ชมอาจจำภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่ได้ การวัดด้วยไบโอเมตริกซ์ จึงเป็นวิธีที่แม่นยำกว่าและสามารถดูปฏิกิริยาที่มีต่อฉากต่างๆ ได้อีกด้วย

การใช้ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมากในต่างประเทศ เช่น ในไนจีเรียรัฐบาลได้นำไปใช้แก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยได้นำไปใช้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 3.12 แสนราย พบว่า 23,306 ราย ไม่มีตัวตนในระเบียนข้อมูลหรือได้รับเงินเดือนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยบางรายได้รับเงินเดือนจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีตัวตนหรือได้รับเงินเดือนซ้ำซ้อนเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 7% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ถูกตรวจสอบ ผลจากการใช้ระบบนี้ทำให้รัฐบาลปลดเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากตำแหน่งจำนวนมาก

ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมาก อยู่ที่จะเลือกใช้ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ หากไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่โลกใบนี้ได้

 

‘เฟซบุ๊ก’เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466163

'เฟซบุ๊ก'เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบในด้านการปล่อยให้มีข่าวลวงสะพัดโลกออนไลน์ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา และไม่ใช่เพียงแต่การเลือกตั้งสหรัฐเท่านั้น แต่ข่าวลวงอื่นยังสะพัดไปทั่วโลก โดยแม้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก จะระบุว่า มีข่าวลวงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามเฟซบุ๊กประกาศแผนการกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ขณะที่เว็บไซต์บัซฟีดรายงานว่า มีการเคลื่อนไหวภายในองค์กรอย่างไม่เป็นทางการในการหาทางกำจัดข่าวลวง

จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มากถึง 1,790 ล้านคน ประกอบกับการได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดทั้งปี รวมถึงประเด็นการวัดคุณภาพโฆษณาผิดพลาด กำลังกดดันเฟซบุ๊กในฐานะ “สื่อ” ที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้ทั้งผู้ใช้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเอกชน

ปีนี้เจอวิพากษ์วิจารณ์หนัก

ไม่ใช่เพียงแต่ข่าวลวงเท่านั้น แต่เฟซบุ๊กยังประสบกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดปี 2016 โดยในเดือน พ.ค.เฟซบุ๊กถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการเลือกเซ็นเซอร์ข่าวของกลุ่มอนุรักษนิยมไม่ให้เป็นเรื่องนิยมติดเทรนดิ้งทอปิกส์ (Trending Topics) ขณะที่ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำอีกหลังลบรูปภาพเด็กสาวเวียดนามที่หนีระเบิดนาปาล์มในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ออกจากเทรนดิ้งทอปิกส์ดังกล่าว

ในเหตุการณ์เซ็นเซอร์ข่าวอนุรักษฅนิยม เฟซบุ๊กหาทางออกด้วยการเลย์ออฟทีมงานเทรนดิ้งทอปิกส์ออก ขณะที่กรณีภาพถ่ายเด็กสาวนาปาล์มนั้น เฟซบุ๊กระบุว่า จำเป็นต้องเซ็นเซอร์ภาพดังกล่าวออกเนื่องจากเป็นภาพถ่ายอนาจารเด็ก อย่างไรก็ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพถ่ายที่ได้รับการพูดถึงในฐานะภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม

นอกจากประเด็นการเซ็นเซอร์ข่าวและการปล่อยข่าวลวงสะพัดแล้ว เฟซบุ๊กยังกลายเป็นหัวข้อน่าสนใจในแวดวงสื่อสารมวลชนต่อการใช้ “อัลกอริทึม” หรือการใช้คอมพิวเตอร์คำนวณเรื่องราวที่ผู้ใช้มีแนวโน้มจะชื่นชอบขึ้นมาในหน้าฟีดข่าว โดยเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่การใช้อัลกอริทึมดังกล่าว แต่สื่อออนไลน์เจ้าอื่นก็มีการใช้อัลกอริทึมในลักษณะนั้นเช่นกัน

นิกกิ อุชเชอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหน้าที่ “เกตคีปเปอร์” หรือผู้คัดกรองข่าวสารของสื่อมวลชน และทำให้หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นของคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นมนุษย์ โดย 60% ของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รับข่าวสารผ่านอัลกอริทึมดังกล่าว

อุชเชอร์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตามอุชเชอร์ไม่เชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะมีความสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้จริง เพราะผู้ใช้โดยทั่วไปมักจะเลือกเสพในสิ่งที่ต้องการรู้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีอัลกอริทึมมาคัดกรองให้

ยอมรับวัดโฆษณาไม่ตรงจริง

เฟซบุ๊กยอมรับเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เครื่องมือการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาบนเฟซบุ๊กมีปัญหามากกว่าที่เปิดเผยไว้ในทีแรก โดยมีการคำนวณระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ดูวิดีโอเกินจริงไปราว 7-8% นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2015 เป็นต้นมา ขณะที่ยังคำนวณการเข้าถึงโพสต์ในหน้าเพจเฟซบุ๊กแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 สัปดาห์ และในรอบเดือนผิดพลาดไป เนื่องจากนับผู้ใช้ที่เข้ามาชมโพสต์ดังกล่าวซ้ำ

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กขออภัยอย่างเป็นทางการมาแล้วครั้งหนึ่ง และยอมรับว่าคำนวณเวลาที่ผู้ใช้ชมวิดีโอผิดพลาดเกินจริงไป

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กเดินทางไปพบบริษัทต่างๆ เพื่อขอโทษอย่างไม่เป็นทางการเพื่อผ่อนคลายความกังวล และสร้างความมั่นใจว่าความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดเม็ดเงินโฆษณาที่ผู้ใช้บริการและบริษัทต่างๆ ทุ่มลงไปในการทำการตลาด

อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวยังคงอยู่ โดย เอียน เชฟเฟอร์ ซีอีโอ ของดีปโฟกัส บริษัทด้านการตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่มีการให้ข้อมูลการเข้าถึงที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด และข้อมูลดังกล่าวใช้ในการกำหนดสิ่งที่จะทำต่อไปในเวลาข้างหน้า แต่ถ้าข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเชื่อถือได้ ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊กลดลงไปด้วย

“ในฐานะนักโฆษณา ผมสงสัยว่ามีข้อมูลอื่นผิดพลาดอีกหรือเปล่า” เชฟเฟอร์ กล่าว