‘ดิจิทัล สกิล’ เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516410

'ดิจิทัล สกิล' เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์โฉมใหม่

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล ภาพ : อีพีเอ/เอเอฟพี/เอพี

 บุคลากรที่มีทักษะที่ผสมผสานทั้งด้านดิจิทัล (Digital Skill) และมีความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ การตลาด รวมทั้งมีความสามารถวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ได้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั่วโลกในยุคปัจจุบันนี้

การเตรียมบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกดิจิทัลมากขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นความจำเป็นอย่างเร่งเร็วและรอช้ามิได้ เพราะหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในการออกแบบและการใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลคือการมีผู้นำขององค์กรและพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ความหลากหลายของนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีใหม่เองก็มีส่วนเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลด้วยเช่นกัน

องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้กับพนักงานก่อนที่จะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยองค์กรต้องมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มของเทคโนโลยีบางอย่าง เช่น ระบบเซ็นเซอร์ หรือ IoT เพื่อใช้ในการสนับสนุนศักยภาพทางธุรกิจในองค์กร โดยจะเป็นการเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานให้เป็นอัตโนมัติ และเพิ่มกระแสรายได้ใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

 แต่กระนั้นทรัพยากรบุคคลที่สามารถพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าว มักจะมีจำกัดภายในองค์กร ถ้าในแง่นี้องค์กรก็ต้องรู้ว่าควรจะลงทุนเรื่องการพัฒนาทักษะให้กับพนักงานคนไหนและทักษะที่ขาดแคลนด้านอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้

คำจำกัดความของคำว่า ดิจิทัล สกิล (Digital Skill) หมายความรวมๆ ถึงการมีความรู้ความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลในการเชื่อมต่อสู่อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ และสามารถเข้าใจหรือเลือกทำในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลในเชิงลบต่อตนเองบนโลกออนไลน์ เช่น การไม่หลงกลเทคนิคฟิชชิ่ง การไม่โพสต์คอนเทนต์ที่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น ฯลฯ

ความสำคัญควบคู่ไปกับความรู้คือเรื่องของทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานในการปลูกฝังวิธีคิดและทัศนคติต่อไป ดิจิทัล สกิล เป็นหนึ่งในชุดทักษะขั้นพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างขีดความสามารถขององค์กรและของประเทศ

จากผลการวิจัยของ ICDL-International Computer Drivers Licence ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร ซึ่งทำหน้าที่ยกระดับมาตรฐานดิจิทัล สกิล ของกำลังคนในทวีปยุโรป ได้เปิดเผยผลการวิจัย พบว่าบุคลากรที่มีดิจิทัล สกิล อยู่ในระดับมาตรฐานนั้น จะมีประสิทธิภาพในการทำงาน สรุปได้ดังนี้ ลดเวลาการทำงาน 36 นาที/วัน/คน ลดเวลาในการเรียกเจ้าหน้าที่ทางด้านไอทีเหลือ 10% จากเดิม 40% เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานได้ด้วยตนเอง สุดท้ายเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรโดยรวมถึง 22%

พลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐ (Thailand Digital Government Academy) และเปิดการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (รอส.) รุ่นที่ 3

พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการเตรียมความพร้อมของบุคลากรภาครัฐเพื่อรองรับการก้าวไปสู่ Digital Thailand” และเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับศักยภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล

โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐจะเป็นแกนหลัก เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล ที่บุคลากรภาครัฐทุกระดับต้องผ่านการอบรมจากสถาบันนี้ด้วยหลักสูตรที่เหมาะสมกับความสามารถทางด้านดิจิทัลในแต่ละระดับ หรือ Digital Literacy ของแต่ละบุคคล

ย้อนกลับไปในการจัดงาน OSSC Forum ครั้งที่ 3 IT Update : Digital skill เพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 โดย ไชยเจริญ อติแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งดำรงตำแหน่งหลากหลายดังนี้ คณะกรรมการบริหาร สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) คณะกรรมการจัดหาคอมพิวเตอร์ของรัฐ องค์คณะ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาคุณภาพกำลังคนภาครัฐ ก.พ. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศ สมาคมสโมสรนักลงทุน (บีโอไอ) คณะกรรมการอำนวยการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้าน e-Science President ASEAN CIO ASSOCIATION, ACIOA

ไชยเจริญ ได้มาบรรยายถึงดิจิทัล สกิล ซึ่งได้ข้อสรุปคร่าวๆ กว้างๆ โดยประมาณ โดยเริ่มพูดถึงภาวะผู้นำในยุค Thailand 4.0 อาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรนั้น ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารองค์กร

ภาวะผู้นำถือเป็นทุนมนุษย์ของปัจเจกบุคคลที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยไม่ยากนัก อย่างไรก็ตาม ในยุคการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศสู่ยุค Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม รวมทั้งเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อการพัฒนาประเทศปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนเช่นนี้ องค์การที่ดำเนินงานในประเทศไทย ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนองคาพยพให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาหลักของประเทศ “ภาวะผู้นำ” ของผู้บริหารองค์กร จึงต้องได้รับการส่งเสริมให้สอดคล้องกับยุค Thailand 4.0 ด้วย

สิ่งแรกที่ทุกคนควรทำความเข้าใจคือ ภาวะผู้นำ (Leadership) คืออะไร ภาวะผู้นำ (Leadership) : ความสามารถของผู้นำในการทำให้บุคคลอื่นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร เมื่อผู้นำต้องสามารถทำให้บุคคลอื่นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดได้จึงนำเสนอทฤษฎีว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำ (Trait Theory) ในการนำไปสู่การพัฒนาตามโมเดล Thailand 4.0 ดังนี้

+ คุณลักษณะทางความคิดและสติปัญญา (Conceptual Characteristics) หมายความว่า ผู้นำต้องมีความฉลาด หลักแหลม คิดวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างเป็นระบบ เล็งเห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งกำหนดแนวทางตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในแบบโมเดลการพัฒนาประเทศแบบ Thailand 4.0

 + คุณลักษณะทางความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น (Interpersonal Characteristics) หมายถึง ผู้นำต้องมีทักษะในการสื่อสาร มีทัศนคติเชิงบวก เป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคม เนื่องจากในยุค Thailand 4.0 นั้น เป็นยุคแห่งการใช้ความคิดสร้างสรรค์สรรค์สร้างนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลและระหว่างองค์กรเป็นอย่างมาก

+ คุณลักษณะทางด้านการทำงาน (Technical Characteristics) หมายถึง ผู้นำต้องมีความรู้เข้าใจ ความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มีวิธีการถ่ายทอดและสอนงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

+ คุณลักษณะส่วนตัว (Personal Characteristics) ที่ส่งเสริมต่อการขับเคลื่อนในยุค Thailand 4.0 เช่น ความมั่นใจในตนเอง มีความรับผิดชอบสูง/มุ่งมั่นตั้งใจ มีความรอบคอบ/กระตือรือร้น เป็นต้น

+ คุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) หมายถึง อายุ ส่วนสูง พละกำลัง น้ำหนัก คุณลักษณะนี้อาจเป็นส่วนสนับสนุนในการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนในการใช้ภาวะผู้นำต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เสมือนคำกล่าวที่ว่า “บุคลิกภาพที่ดีส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ”

+ คุณลักษณะทางพื้นฐานสังคม (Social Background Characteristics) เช่น ประวัติการศึกษาของผู้นำที่มีส่วนในการสร้างเครือข่ายการพัฒนาองค์กรได้ ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยพลังประชารัฐ หมายถึง ผู้นำไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยลาพัง แต่ต้องมีเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนด้วย-ทักษะที่จำเป็นในการทำงานยุค Thailand 4.0

ไชยเจริญ ได้ย้ำถึงความเป็นดิจิทัล ลีดเดอร์ชิป หรือภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลที่ต้องมีคือ ยอมรับ

“ถ้าคุณไม่ยอมรับ ไม่ยอมเรียนรู้ และไม่นำมาใช้ในฐานะผู้นำเพื่อเป็นตัวอย่าง ไม่มีทางที่ประเทศนี้จะก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลได้ เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่เจเนอเรชั่นที่เป็นผู้ใหญ่เข้าสู่สูงวัยยังไม่เข้าใจว่ามีประโยชน์อย่างไร ทักษะในเรื่องดิจิทัล ลีดเดอร์ชิป ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเดิมที่เคยเป็นมา ต้องมีการครอส บอร์เดอร์”

สำหรับดิจิทัล สกิล หรือทักษะความชำนาญทางดิจิทัล ต้องประกอบด้วยทักษะการออกแบบและธุรกิจดิจิทัล (Digital Design & Business Skills) ทักษะคิดสร้างสรรค์หรือการคิดวิเคราะห์ (Creative & Critical Thinking Skills) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและข่าวสาร (Database & Information Analytical Skills) ทักษะความสามารถที่หลากหลาย (Multi-skills) ทักษะการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal & Communication Skills)-ความปลอดภัยในการทำงานยุค Thailand 4.0 ความปลอดภัย สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของ Thailand 4.0

ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้โมเดล “Thailand 4.0” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต กำลังการผลิต และประสิทธิภาพการทำงาน หัวใจสำคัญของการพัฒนาสู่ “Thailand 4.0” ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและการใช้ชีวิตประจำวันแบบดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันคนไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ต และการใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่าง มาก ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ๆ กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับดิจิทัลคอนเทนต์ ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ ไชยเจริญ จึงมองว่า “ระบบรักษาความปลอดภัย” จึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตของโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ และจะได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางก็ต่อเมื่อผู้บริโภคเชื่อมั่นในความสามารถขององค์กรนั้นๆ ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ดังนั้นปัจจัยสำคัญของการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 คือการวางรากฐานให้มั่นคงในอนาคต

“อยากกระตุ้นยังเจเนอเรชั่นว่าสิ่งที่สำคัญคือเรื่องวิชั่น แพลนนิ่ง แล้วก็ต้องทำถึงจะเผชิญอุปสรรคต้องแก้ไข ถ้าคุณไม่พร้อมก็อยู่ไม่ได้ คุณไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เลย ถ้าคุณไม่กล้า…”

กรณีศีกษา “Digital Skills Metro Map” ของไอร์แลนด์

บีบีซีรายงานว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีดิจิทัล สกิล (Digital Skill) กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก แม้แต่ประเทศอังกฤษที่พบว่าในแรงงานวัยผู้ใหญ่นั้นมีมากถึง 12.6 ล้านคนที่ขาดทักษะดังกล่าว ในขณะที่มี 5.8 ล้านคน ไม่เคยใช้งานอินเทอร์เน็ตมาก่อนเลย ซึ่งอังกฤษต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัล สกิล อีกราว 7.45 หมื่นตำแหน่ง ภายในปี 2017 การขาดแรงงานที่มีดิจิทัล สกิล ยังทำให้อังกฤษสูญเสียโอกาสในภาคธุรกิจคิดเป็นมูลค่าราว 63,000 พันล้านปอนด์/ปีด้วย

ในบทความ “Digital Skill ที่คนไทยควรมีถ้าจะต้องก้าวไปสู่ Thailand 4.0” โดย รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคนในอุตสาหกรรมไอซีที และกลุ่มนักวิชาการ โดยการสนับสนุนของสมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ที่ต้องการเห็นการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมไอซีทีไทยให้สามารถที่จะแข่งขันบนเวทีโลกได้ ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ

บทบาทและภารกิจของ IMC Institute คือการที่จะเป็นผู้นำในการทำวิจัย และสำรวจข้อมูล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งข้อมูลด้านบุคลากร การสำรวจการใช้งาน ตลอดจนสำรวจแนวโน้มการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศ นอกจากนี้ยังจะเน้นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรและสร้างความตระหนัก การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับผู้บริหารและองค์กรต่างๆ

รศ.ดร.ธนชาติ เขียนบอกว่า มีโอกาสเข้าร่วมทำงานเป็นคณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและพัฒนากําลังคนเพื่อรองรับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ของสำนักงานการอุดมศึกษา และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใหญ่ในวงการการศึกษาหลายท่านในเรื่องของกำลังคน และทักษะทางด้านดิจิทัลที่คนไทยควรจะมีเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพยายามที่จะเน้นเรื่องของ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมาก การเตรียมการบุคลากรในอนาคตคงต้องรองรับทั้งกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพด้านไอทีและคนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้ที่ต้องมีทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูง

รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ให้เห็นภาพกว้างและลึกของดิจิทัล สกิล ของคนไทยว่า โดยมากมักจะเข้าใจว่าคนไทยเก่งด้านการใช้ไอที เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้การใช้ไอทีเก่ง ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน การเล่นโซเชียลมีเดีย หรือโปรแกรมต่างๆ แต่ รศ.ดร.ธนชาติ บอกว่าเขามักจะบอกกับคนว่าเด็กไทยขาดทักษะทางด้านดิจิทัล เพราะทักษะทางด้านดิจิทัลไม่ใช่แค่การใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ และมันมีองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เคยบอกว่าเอสเอ็มอีไทยจำนวนมากใช้อีเมลไม่เป็น จริงๆ แล้วทักษะการใช้อีเมลมันมีความหมายมากกว่าการรับส่ง แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่ต้องเปลี่ยนไป เช่น การส่ง cc, bcc หรือการแนบไฟล์ต่างๆ รวมถึงวิธีการส่งที่เหมาะสม แต่คนเราก็ยังมักส่งอีเมลเสมือนว่าเป็นเครื่องมือธรรมดาแบบหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียนรู้ทักษะวิธีการเขียน ความสำคัญของการแนบเอกสารหรือการส่งข้อมูลต่างๆ

รศ.ดร.ธนชาติ ขยายภาพอีกว่า จริงๆ แล้วทักษะดิจิทัลมีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญมากกว่าการใช้เครื่องมืออีกมาก ทุกวันนี้นโยบาย Digital Economy ไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งก็ติดที่ทักษะของบุคลากรภาครัฐไม่เพียงแต่ใช้เครื่องมือไม่คล่องแล้ว ยังรวมถึงการขาด Digital Mindset และวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กร การศึกษาเราก็สอนแต่ให้นักเรียน นักศึกษาใช้เครื่องมือโดยไม่เข้าใจคำว่าทักษะดิจิทัลที่เด็กควรมี

“Digital Skills Metro Map” ของประเทศไอร์แลนด์ ที่ใช้ในการกำหนดองค์ความรู้และทักษะทางด้านดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขาทุกคน รศ.ดร.ธนชาติ นำมายกตัวอย่างและชี้ว่าแผนที่อันนี้น่าสนใจมากและเป็นแบบ Interactive ถ้าประเทศไทยจะก้าวไปเป็น Thailand 4.0 จะต้องทำให้คนไทยจำนวนมากมีทักษะแบบนี้ให้ได้

ภาคราชการและภาคเอกชนก็ต้องมีบุคลากรที่มีทักษะดังภาพ ซึ่งเห็นแล้วบุคลากรไทยเรายังห่างไกลกันอีกมาก เผลอๆ กลุ่มแรกที่ต้องจับ Re-skill ก็คือผู้บริหารภาครัฐทั้งหมด แล้วบังคับให้ทำงานแบบใช้ Digital Skill เหล่านี้ พร้อมทั้งต้องสร้าง Digital Mindset/Culture ในทุกองค์กร

สำหรับทักษะดิจิทัล 6 ด้านที่จำเป็นต้องมีคือ

1.Tools & Technologies คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะตามเทคโนโลยีได้ทันทั้งหมด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องให้มีทักษะความเข้าใจพื้นฐานว่าเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ทำงานได้อย่างไร อะไรคือความสามารถของเทคโนโลยีและมีข้อจำกัดอย่างไร จะเห็นได้ว่าต้องครอบคุลมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยอย่าง Internet of Things หรือ Collaboration Tools

2.Find & Use ซึ่งไม่ได้แค่ความสามารถในการค้นข้อมูลจากกูเกิล หรือเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ ได้ แต่รวมถึงความสามารถในการที่วิเคราะห์และตัดสินใจข้อมูลที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงทักษะในการอ้างอิงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ และเข้าใจถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูลและการนำไปใช้

3.Teach & Learn การเรียนการสอนแบบใหม่จะต้องให้ผู้มีเรียนและผู้สอนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกต้อง การใช้เครื่องมือบางอย่าง เช่น Presentation Tools เป็นเรื่องดี แต่ถ้าขาดทักษะและความเข้าใจที่ดีแล้ว ก็อาจทำให้การเรียนการสอนขาดคุณภาพได้ จึงจำเป็นต้องเข้ากระบวนการการเรียนการสอนแบบใหม่ การใช้เครื่องมือ การออกแบบหลักสูตร และเรื่อง Critical Thinking

 4.Communication & Collaborate โลกของดิจิทัลทำให้ทุกคนเชื่อมต่อกัน สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น รูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องให้มีทักษะในการทำงานแบบใหม่ การใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น อีเมล Video Conference Wiki Messaging Colloboration Tools การแชร์ข้อมูล เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในสถานที่ต่างๆ

5.Create & Innovate เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย ทั้งข้อความ รูปภาพ ซอฟต์แวร์ หรือบริการต่างๆ ผู้ทำงานต้องมีทักษะในการสร้างเนื้อหาดิจิทัลเหล่านี้ เช่น Digital Images และ Graphics Design รวมถึงการเขียนโปรแกรมที่คนทุกคนควรมีทักษะ เพื่อที่จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้

6.Identity & Wellbeing โลกดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการใช้งานจากภัยคุกคามต่างๆ เราจำเป็นต้องสอนให้คนมีทักษะที่เข้าใจในเรื่องปกป้องข้อมูลตัวเอง การเก็บรหัสตัวตนต่างๆ รวมถึงความรับผิดชอบในการดูแลและป้องกันข้อมูลของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา รวมถึงการมีจรรยาบรรณในการใช้งาน

ปิดท้ายบทความ รศ.ดร.ธนชาติ เขียนสรุปว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นและพอสรุปได้ว่า คนไทยมีทักษะด้านดิจิทัลที่แท้จริงแค่ไหน ถึงเวลาหรือที่ต้องพัฒนาหลักสูตรอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไม่ใช่ให้แต่เรียนรู้การใช้เครื่องมือแต่มันต้องมีทักษะอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Find & Use, Communication & Collorate ทำอย่างไรให้คนจบอุดมศึกษาทั้งประเทศ Coding เพราะต่อไปการใช้เครื่องมือต่างๆ แม้แต่รถยนต์ก็อาจต้องการทักษะแบบนี้ ถึงเวลาที่ต้องมาพัฒนาครูอาจารย์กันใหม่ ข้าราชการก็เป็นกลุ่มที่สำคัญที่ต้องมีทักษะเหล่านี้  ถ้าข้าราชการใหญ่ยังไม่มีทักษะแบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกกี่คน Digital Economy ก็คงไปไม่ถึงไหน และนโยบาย Thailand 4.0 ก็คงเป็นแค่ Hit and Run Campaign อีกรายการหนึ่งของภาครัฐ

………..ล้อมกรอบ…………

8 ทักษะความเชี่ยวชาญทางดิจิทัล

สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) ได้เผยแพร่ “8 ทักษะดิจิทัล (Digital Skills Set)” หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ โดยการยกระดับคุณภาพบุคลากรภาครัฐให้มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้มข้น (Digital Perform) ด้วยทักษะระดับมาตรฐานสากล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ พร้อมร่วมผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ในปี 2017

1.Digital skill Leadership ทักษะความเป็นผู้นำภายใต้การบริหารงานในยุคดิจิทัล

2.Digital skill Transformation ทักษะการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

3.Digital skill Governance ทักษะด้านการบริหารงานภายใต้ธรรมาภิบาลที่สอดคล้องกับนโยบายดิจิทัล

4.Digital skill Project Management  ทักษะการบริหารโครงการในยุคดิจิทัล

5.Digital skill Technology ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับศักยภาพองค์กร

6.Digital Services Design & Assurance ทักษะการออกแบบการให้บริการด้านดิจิทัลเพื่อการพัฒนาคุณภาพ

7.Digital skill Compliance ทักษะในการประยุกต์ใช้กฎระเบียบ แผนดำเนินงาน นโยบาย และกฎหมายด้านดิจิทัล

8.Digital skill Literacy ทักษะความรู้เท่าทันในการนำประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการพัฒนาองค์กร

 

สัปเหร่อก็ต้องมีทักษะดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516407

สัปเหร่อก็ต้องมีทักษะดิจิทัล

 โดย พรเทพ เฮง          phorntheps@posttoday.com ภาพ : อีพีเอ

 ภาพจากสำนักข่าวอีพีเอ ที่นำเสนอภาพแผ่นหินจารึกแบบดิจิทัลหน้าหลุมฝังศพในประเทศสโลวีเนีย

ทำให้เปิดมุมมองกับโลกยุคใหม่เลยว่า ดิจิทัลได้แทรกซึมไปทุกที่ตั้งแต่เกิดเจ็บตาย มิวายตรงหน้าหลุมฝังศพ

หลุมฝังศพที่มีแผ่นหินจารึกเป็นระบบดิจิทัลอยู่ในเมืองมาริบอร์ ทางตอนเหนือของสโลวีเนีย บนฝั่งแม่น้ำดราว่า ซึ่งสุสานที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลก่อนที่อื่นๆ มีชื่อว่า โพเบรียซจ์ นับได้ว่าเป็นศิลาหน้าหลุมฝังศพที่เป็นระบบดิจิทัลที่แรกของโลก ซึ่งสามารถให้ข้อมูลต่างๆ กับผู้มาเคารพหลุมฝังศพหรือผู้มาเยี่ยมเยือน

ทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้ตายหรือเจ้าของหลุมฝังศพ รวมถึงดิจิทัล คอนเทนต์ หรือเนื้อหาในรูปแบบดิจิทัลทั้งประวัติ บทความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว คลิปวิดีโอ อินโฟกราฟฟิก ที่เกี่ยวกับครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้ตาย

สำหรับเมืองมาริบอร์ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศสโลวีเนีย เพราะฉะนั้นจึงมีประชากรค่อนข้างเยอะ การนำเสนอป้ายหินหน้าหลุมฝังศพในสุสานประจำเมืองให้ทันสมัย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยหน้าจอหลักบนป้ายหินก็ยังยึดข้อความแบบดั้งเดิมแสดงถึงชื่อของผู้ตาย วันเกิดและวันตาย เหมือนกับป้ายอื่นๆ ในสุสาน

แต่เมื่อมีผู้มาเยี่ยมเยือนเคารพหลุมฝังศพ ตัวตรวจเช็กหรือเซ็นเซอร์จะทำงานเปลี่ยนหน้าจอพร้อมภาพและเสียงเพื่อให้เลือกว่าจะชมหรือฝังอะไรในอดีตของเจ้าของหลุมฝังศพที่วางวาย

ไอเดียหรือความคิดอันเจิดจรัสนี้ ที่เรียกว่า “เทอร์แนล” มาจากคณะอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และข้อมูลแห่งมหาวิทยาลัยมาริบอร์ พร้อมมีแผนที่จะตั้งบริษัทเพื่อบริการทำศิลาหน้าหลุมฝังศพดิจิทัลให้แพร่หลายในสโลวีเนีย

มาคิดเล่นๆ จากภาพข่าวนี้ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของอาชีพสัปเหร่อหรือคนจัดการเกี่ยวกับศพ งานศพ และสุสานว่าต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างแน่นอนในยุคดิจิทัลนี้ ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลทำให้เกิดธรรมเนียมแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หากเปลี่ยนจากหลุมฝังศพมาเป็นช่องใส่โกศหรือกระดูกตามวัดต่างๆ ของเมืองไทย ถ้ามีป้ายบอกและสัมผัสเหมือนหน้าจอมือถือสามารถเห็นประวัติเรื่องราวผ่านภาพและเสียง รวมถึงคลิปวิดีโอของผู้ตาย คนดูแลเรื่องพวกนี้อย่างสัปเหร่อหรือมัคนายกก็คงต้องมีทักษะทางด้านดิจิทัลไม่มากก็น้อย เพื่อบริหารจัดการและบริการให้กับญาติพี่น้องผู้ตายได้อย่างไม่ติดขัด

คิดไปแล้วโลกใบนี้และสังคมปัจจุบัน ทักษะดิจิทัลจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเดินไปสู่อนาคตอย่างเท่าทันจริงๆ ไม่ว่าอาชีพไหนๆ

 

4 โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิสที่ควรระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516288

4 โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิสที่ควรระวัง

การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย

หลายคนที่เป็นพนักงานออฟฟิส มักจะต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายหรือลุกออกไปที่ไหน ดังนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาอีกเพียบ ลองเช็คตัวเองดูหน่อยสิว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

1. อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

การนั่งหน้าโต๊ะทำงานนานๆ อาจทำให้ปวดเมื่อยที่หลัง คอ บ่า และก้นกบ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อเวลานั่งทำงาน และท่านั่งของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้นาน หากเกิดอาการเหล่านี้บ่อยๆ ให้ลองปรับท่านั่งให้สบายขึ้น ปรับความสูงต่ำของเก้าอี้ ให้ตัวเรานั่งพอดีกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับสายตา ไม่ต้องก้มหรือเกร็งไหล่เวลาพิมพ์งาน และอาจหาหมอนหรือเบาะรองนั่งมารองบริเวณหลังและก้นกบด้วยก็ได้

2. โรคที่เกี่ยวกับสายตา

เนื่องจากพนักงานออฟฟิสต้องใช้สายตาในการจ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับสายตาตามมา ไม่ว่าจะเป็นตาล้า ตาแห้ง สายตาสั้น หรืออาจะร้ายแรงไปถึงขั้นจอประสาทตาเสื่อมเลยก็ได้ ดังนั้นควรพักสายตาบ่อยๆ มองออกไปยังที่ไกล โดยเฉพาะที่ที่มีสีเขียวเยอะๆ หรือใช้น้ำตาเทียมสำหรับหยอดตาด้วย เพื่อให้ดวงตาผ่อนคลายและชุ่มชื้นขึ้น

3. โรคอ้วน

หลายคนมักจะติดการทำงานไป ทานขนมของจุกจิกไป ทานเพลินไปเรื่อยๆ แถมยังนั่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับร่างกายไปไหน รู้ตัวอีกทีก็อ้วนเสียแล้ว ดังนั้นควรเลิกพฤติกรรมการทานอาหารหน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ทานของจุกจิก และหาเวลาออกกำลังกายบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

4. โรคไมเกรน

ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเครียดจากเรื่องงาน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ และนั่งอยู่กับที่นานๆ ก็อาจทำให้เกิดความเครียด หรืออาการปวดหัวได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่โรคไมเกรนได้ วิธีที่ทำได้คือพักและทานแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่หากเป็นหนักมากเข้าก็ควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

 

เรื่องแปลกๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516280

เรื่องแปลกๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต”

วิษุวัต คือปรากฏการณ์ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งจะเกิดขึ้นไปละสองครั้ง

วิษุวัต (Equinox) หรือ จุดราตรีเสมอภาค เป็นศัพท์ดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี จะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง หรือในหนึ่งรอบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในวันนั้นกลางวันและกลางคืนจะเท่ากัน โดยวันที่ 23 กันยายนนี้ ก็จะเป็น “วันศารทวิษุวัต” อันเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงในเขตซีกโลกเหนือ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ก็มักจะเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณยังไม่เคยรู้มาก่อน

1. วันศารทวิษุวัตถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมีเจ้าตัวน้อย

ฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูการเก็บเกี่ยว ทำให้วันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงเป็นวันที่เหมาะจะชวนคนรักของคุณมากุ๊กกิ๊กกัน นอกจากนั้นยังเป็นที่เชื่อกันว่า ระดับฮอร์โมนเพศชายในผู้ชายและฮอร์โมนเพศหญิงในผู้หญิง จะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง

2. เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม็กซิโก

เนื่องจากวันศารทวิษุวัตเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงกับเส้นศูนย์สูตรพอดี ทำให้เกิดแสงแดดทอดยาวไปตามพิรามิดมายัน ที่ Chichen Itza ในประเทศแม็กซิโก ส่งผลให้เห็นเป็นเงารูปงูทอดยาวลงมาจากสุดยอดพิรามิดจนถึงพื้นดิน

3. เป็นเวลาที่ดีสำหรับการทำความสะอาดหลุมฝังศพและระลึกถึงผู้ล่วงลับ

ในวันวิษุวัต ทั้งในเดือนมีนาคมและกันยายน เมื่อปี ค.ศ. 1868 – 1912 ถือเป็นวันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่น ที่ให้ทุกคนร่วมระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เยี่ยมชม และทำความสะอาดหลุมฝังศพของพวกเขาเหล่านั้น

4. เป็นช่วงเวลาในการเล่นเสี่ยงทายด้วยแอปเปิ้ล

ชาวคริสต์เชื่อว่าแอปเปิ้ลเกี่ยวข้องกับความเป็นอมตะและความตาย ซึ่งสำหรับในวันศารทวิษุวัตแล้ว ก็มีการเล่นเสี่ยงทายด้วยแอปเปิ้ลอย่างหนึ่ง นั่นคือให้ค่อยๆ ปอกเปลือกแอปเปิ้ลโดยให้ยาวต่อกันเป็นเส้นเดียว ไม่ให้เปลือกขาด ปอกให้หมดแล้วปล่อยให้เปลือกหล่นลงพื้น ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นจากเปลือกนั้น จะเป็นตัวอักษรตัวแรกของชื่อรักแท้ของคุณ

5. พืชเริ่มตาย

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง พืชก็จะเริ่มร่วงหล่นไปตามชื่อฤดู และนำไปสู่ความแห้งเหี่ยวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

6. ชีวิตอยู่ในช่วงที่สมดุลที่สุด

ตามหลักโหราศาสตร์ ฤดูใบไม้ร่วงเท่ากับช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่กลุ่มดาวตราชั่ง ซึ่งนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเท่ากัน ความสมดุล ดังนั้นอาจบอกได้ว่า แท้จริงแล้วฤดูใบไม้ร่วงก็หมายถึงสัญลักษณ์แห่งชีวิตที่ตั้งอยู่ในความสมดุล

ที่มา: bustle

 

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516273

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

งานวิจัยเผยไขมันจะออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การเผาผลาญไขมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอย่างสูง ทั้งต้องออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร แต่ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่าไขมันที่หายไปทุกครั้งที่เราลดน้ำหนักนั้น มันหายไปไหน ละลายหายไปเหรอ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหรอ หรือมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้วไขมันออกจากในร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์!

จากการศึกษาของ UNSW Australia พบว่า มวลไขมันส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษยังเผยอีกว่า ไขมัน 10 กิโลกรัม จะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.4 กิโลกรัม และน้ำอีก 1.6 กิโลกรัม โดยที่ร่างกายของเราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นออกตอนที่เราหายใจออก และขับน้ำออกผ่านทางปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การหายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจะทำให้เราผอมได้ง่ายๆ เพราะร่างกายก็ยังต้องอาศัยขั้นตอนการเผาผลาญ เพื่อแปลงไขมันให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียก่อนที่จะกำจัดมันออกไปจากร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดกระบวนการนั้นขึ้น ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำ และการวางแผนโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ที่มา: metro

 

Smart and stylish in a trench coat

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320225

Smart and stylish in a trench coat

lifestyle July 08, 2017 11:45

By The Nation

Burberry is celebrating its iconic trench coat with an in-store experience at its Siam Paragon store.

Burberry is celebrating its iconic trench coat with an in-store experience at its Siam Paragon store. Running from Monday (July 10) to July 23 July, the exhibition presents the history of the brand since its establishment in 1856 and the evolution of the Burberry trench coat, showcasing the expert craftsmanship behind it. On display is Burberry gabardine, the enduring weatherproof fabric from which the Burberry trench coat is made and which was invented by Thomas Burberry, along with trench coat imagery from the Burberry Archive, replica Burberry Archive garments and archival trench coats from past runway collections showcasing the evolution of the trench coat over the years.

The second zone showcases the detailed construction of the iconic design. Customers will have the opportunity to monogram their own trench coat with two letters in hand-applied goldwork cording.

“The Portrait Studio”, a purpose-built photography set, first introduced at Maker’s House as part of the Burberry February 2017 show, will also be in-store. The Portrait Studio will allow visitors to become part of the new February collection experience, with the opportunity to share their images through social media.

Also available in-store is Burberry’s latest February collection, first unveiled in full on the runway as part of London Fashion Wee earlier this year. All menswear and womenswear looks are available to purchase in-store and online globally.

Double the fun, double the points

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320224

Best Western Patong Beach
Best Western Patong Beach

Double the fun, double the points

lifestyle July 08, 2017 11:30

By The Nation

4,361 Viewed

Staying at Best Western’s hotels and resorts in Asia is even more rewarding this summer, following the launch of the new Double Points promotion.

From now until September 20, Best Western Rewards members will earn twice as many reward points when they book a stay at any participating properties in Asia.

The promotion covers some of Asia’s most desirable destinations, from cities such as Tokyo, Bangkok, Manila and Jakarta to world-class beach resorts including Bali, Boracay, Phuket and Okinawa. Alternatively, guests seeking a true taste of Asian culture can choose to explore destinations like Mandalay, Vientiane, Buriram or Malang.

“There is no better time to visit Asia than in the summer months,” said Olivier Berrivin, Best Western Hotels & Resorts’ managing director of International Operations – Asia. “In countries like Japan, the weather is warm and pleasant, making it ideal for outdoor exploration. Meanwhile in many Southeast Asian destinations it is the green season, allowing guests to enjoy the lush scenery and cultural heritage away from the peak season crowds. Guests can stay at hotels across the region and earn twice as many Best Western Rewards points, which can then be redeemed for even more room nights and other benefits in future.”

All guests booking stays at Best Western’s hotels and resorts in Asia this summer will also be guaranteed complimentary in-room Wi-Fi. Bookings must be made either directly with the hotel or via www.BestWesternHotelAsia.com.

To sign up for membership, visit www.BestWesternHotelAsia.com/create-account, and you could earn double points on your next booking.

For more information about the promotion, go towww.BestWesternHotelAsia.com/offers/double-point-asia.

The eyes have it

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320223

The eyes have it

lifestyle July 08, 2017 11:14

By The Nation

French eyewear brand Izipizi has joins with lifestyle concept store Another Story in launching a limited edition collection of shades for hip and stylish Asian customers titled simply “Izipizi x Another Story Limited Edition”.

Based on the “Earth Traveller” concept, this collection takes you to explore the world and designers and celebrities, among them MR Mannarumas Yukol, Nandhini Amranand, Jarospan Svasti Na Ayudhya, Sarunpak Phenjati, Jarudech Boonyasit,  Pitchana Ekachai, Kanitkul Netbute and Wongsathorn Varachartkul, joined The Mall Group’s Maryse Kraatz and Trinupab Jiratraitarn of Cobalt International, the importer of Izipizi for the start of that journey,.

Specially designed for travellers, the collection is sold exclusively at Another Story and there are only 1,000 pairs available, all featuring an exclusive design. Earth green is used to represent going on an adventure, while the prints on the legs symbolise fun and style. Durable polycarbonate is used to offer more flexibility, making the specs an ideal companion that can be worn anywhere. The shape has been designed to suit Asian people’s face structure.

Guests were invited to take pictures with their choice of eyewear from this limited edition collection and post them on Instagram to win one-night hotel packages from Let’s Sea Al Fresco. Another activity was the DIY Patchwork workshop, in which the guests could design their own eyewear cases. The event wrapped with the announcement of the Best Dressed winners, given to those whose outfit best matched the Earth Traveller theme. The fun continued with the after party, with music from DJ LIVE.

MR Mannarumas said: “Eyewear not only protects the eyes but also adds a touch of style to any outfit. I don’t wear a lot of accessories and I dress quite simply, so sometimes I feel like something is missing. Sometimes I just wear a pair of sunglasses or perch them on my head.”

Nandhini Amranand said that she enjoys the great outdoors and often heads to the sea. Sunglasses are a must-have item for her. “Even when I’m working in my office, I spend a lot of time looking at the screen, and it helps to have blue light cutting lenses to protect my eyes. This collection has everything I need, and the style is suitable for everyone”. Model Wongsathorn Varachartkul agreed, adding that for her, eyewear is an accessory that can make any outfit look more outstanding and stylish.

Convenience takes a big leap forward

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320022

Convenience takes a big leap forward

lifestyle July 08, 2017 01:00

By Paisal Chuenprasaeng
The Nation

Install Line Mobile on your phone and you’ll never queue up for service again

With Line Mobile – now in beta testing – you can use your phone to pay bills, adjust your data speed and modify subscriptions without having to physically go to a shop.

The digital service, which I got to try out and found to be very fast and convenient, uses the Line Mobile app and is available for both Android and iOS devices.

The service arose from a survey of mobilephone users. Most expressed frustration about having to queue up in shops to pay monthly bills and get other kinds of service.

They also complained that monthly plans for phone use and the contracts that bound them to a service for months were too complicated.

So Line Mobile is designed to let users take care of business using only the app under a monthly plan that’s transparent, flexible and has no time-stamped contractual obligations.

 

People invited to participate in the beta testing didn’t even have to go out and buy the required SIM card. We got an email link to the server to buy the card and received it by courier.

Subscribers can also choose their own phone number by keying in the digits they like and don’t like. If the number’s available, it’s yours.

The price plan comes down to “what you see is what you get”, the Line Mobile team says. There are no hidden costs. (Full disclosure: We beta users scored a 75-per-cent discount through December.)

Like shopping for clothes, you pick the price plan by “size”. XS costs Bt69, S Bt99, M Bt119, L Bt169, XL Bt219, and XXL Bt269. The cheapest plan covers 1.5GB of full-speed Internet data use and 100 minutes of call time, while XXL is 40GB and 600 minutes.

Even when you’ve used up all your call time, you can continue making calls for just Bt0.99 per minute. And after you’ve chewed through your online quota, you still have free, unlimited normal-speed data at 256Kbps. Or you can top up full-speed access for Bt24 per gigabyte during the beta period and Bt120 thereafter.

 

I found the free speed (256Kbps) fast enough to check mail, browse the Web and watching YouTube videos at a resolution suitable for a mobile phone.

Best of all, the app lets you conveniently switch between full-speed data connection and the free 256Kbps speed, conserving your allotment when traffic is heavier for later use, such as uploading high-resolution photos and videos.

Users of Line Messenger are able to freely use Line Calls and Video Chat without worrying about their data quota, and the folks at Line tell me there may be more such perks coming for users of Line Mobile.

The app has two main sections – Dashboard and Control – and a Profile button at the top left. Tap Profile and you see your name and phone number as registered and buttons to access Billing, Packages, Topping and International Services.

Billing is for checking expenditures and paying the bill (via credit card, Rabbit Card or Line Pay, with more options in the works).

In Packages, you can switch to a different pricing plan. Topping, obviously, is for buying more time on the Net.

 

International Services is great for travellers, who can use it to activate a roaming service wherever they are and check roaming rates among available partners and fees for making international calls.

In the beta stage, calls abroad from Thailand are quite cheap. You could call a fixed line in Japan for Bt5 per minute or a mobile phone there for Bt6. Calling either one in South Korea is about Bt4 per minute.

International Services is disabled by default. You have to let Line Mobile know you want to use it, either through the call centre or Chat.

The Dashboard is as straightforward as can be. It shows your outstanding balance, which renders full details at a tap, and the number of minutes in your pricing plan and how many are left. Tap that to see a call history.

The Dashboard also has your full-speed data and what remains in your quota, again with full history available for scrutiny.

At the bottom of the Dashboard are your current package detail and the price. Tap this to change the package anytime, though the change takes effect the following month. Before that happens, you can change your mind and cancel or choose another package. The team is looking at ways to make the change take effect more quickly.

The Control tab has two toggles. Pick “Data” to switch between full-speed and free. Pick “Out-of-Plan Charges” to avoid any billing shocks and automatically stop uses that will incur charges beyond your monthly limit.

Line Mobile has good sound quality for voice calls and the data connection is fast, letting me download other apps and back up photos to cloud storage quickly.

The Ookla Speedtest app measured the download speed at 97.67Mbps and uploads at 43.32Mbps on a Samsung Galaxy S8+.

The Line Mobile team is collecting input from beta testers and plans to adjust pricing plans accordingly when the service is publicly released. Although it is currently linked to the Dtac network, other providers are welcome to become partners.

While the service remains in beta trials, details about the service provider are being withheld – but the name and availability of Line perks offers a big enough hint of who’s behind it.

 

KEY FACTS

– Website: th.LineMobile.com

– Current pricing plans: XS, S, M, L, XL, XXL

– Full-speed data: 4G

– Free data speed: 256 Kbps

– Service management and control: Line Mobile app (iOS, Android)

– Customer support channels: Live Chat, Line Mobile official account, FAQ, email, call centre

– 75%-discount promotion period for beta users: Ends December 31

Where Trat keeps the other good stuff

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320101

  • The province has long been home to a diverse array of ethnic groups.
  • You can apparently tour the entire Trat Museum in less than an hour, but the structure alone – originally the town hall – is worth staring at for awhile.
  • Trat has produced many famous personalities, but ordinary folk also have interesting stories to share.

Where Trat keeps the other good stuff

lifestyle July 08, 2017 01:00

By Kitchana Lersakvanitchakul
The Nation

The handsome Trat Museum has a lot of interesting stories to tell

Trat province in Thailand’s far east is so packed with attractions – led by sunbaked Koh Chang, the country’s second-largest island – that its slogan ends up being quite a mouthful. Trat wants tourists to know that it’s “The Land of Fifty Islands, Precious Rubies, Sweet Zalaccas, Good Ridgeback Dogs, Marine Battle of Koh Chang and the End of the East”.

Missing in that jumble of superlatives is Trat Museum, which can supposedly be surveyed in an hour or less and yet manages to cover a surprisingly rich local history.

Rungrote “Neng” Swangkarn, a museum assistant, is ready to take visitors on a guided tour through those remarkable stories, touching on warfare, the fine arts, native lore and ethnic culture. He explains all of it quite well.

 

The first bit of history Rungrote relates is that of the colonial-style building housing the museum. It was erected in 1922 to serve as Trat municipality’s town hall – all handsome wood, sitting on concrete pillars, with a roof missing the customary gable. It was registered in 1996 as an “ancient” monument and national treasure – and almost destroyed in a 2004 fire.

The municipality got to work the following year restoring it. The Culture Ministry’s Department of Fine Arts allocated Bt16 million for reconstruction and landscaping, which was completed in 2006. And the next year, the department designated the structure as a provincial museum.

The Office of National Museums handled the exhibits from 2010 to 2012 on a Bt19-million budget and then management was transferred to the municipality so it could become a learning centre focused on local natural and cultural heritage.

“Residents and tourists come here to learn about the province and they can get a pretty good understanding in just 45 minutes to an hour,” Rungrote says.

 

The museum has six areas – Natural and Cultural Resources, Ethnic Groups, Archaeological Artefacts from Prehistory to the Sukhothai, Ayutthaya and Rattanakosin Eras, Important Moments and Events during the Reign of King Rama V, The Marine Battle of Koh Chang between Thailand and France, and Displays of Trade Market in the Past and Present.

That hefty provincial slogan is posted on a wall near the entrance. Reading it uses up much of the promised 45 minutes’ browsing time. There’s that naval battle again, and rubies of course, but what about the good (meaning high-quality) ridgeback dogs?

Rungrote is there to defend all the claims. There are indeed 52 islands and lots of outstanding local products, he says. The rubies from Bo Rai district are stunning, and the sweet zalacca (salacca) fruit of the palm tree, harvested every May and June, is delectable.

Trat boasts a breeding centre for the classic Thai ridgeback dog, identifiable by its wedge-shaped head, triangular pricked-up ears, short, smooth coat and a tail either straight as a sword or curled like a sickle. The breed was once largely unknown outside Thailand.

One locally bred animal can fetch Bt10,000 or more, says Rungrote.

 

Looking forward to naval combat, we begin the tour by watching a video about the province whose chief intention seems to be making it clear that the “Siamese ruby” originates in Trat, not Chanthaburi, which is merely a large market for the rubies.

That settled, we move on to see a picture of Chao Chom Mother Jan, the Trat native who was King Rama IV’s first concubine and nurse to the baby who would become Rama V.

Rungrote informs us that 131 families descend from the monarchs from Rama I to V, and that Trat has firm ties to two of them – the Kasemsri and Suksawat clans. “It’s a matter of great pride here,” he says.

Another vintage photo depicts the province’s first petrol station, and still others show the grandmother of yet another famous child of Trat – entertainer Suthipong “Chompoo Fruity” Wattanajang.

 

Trat’s ethnic minorities are in the spotlight next. Among them are the Tai, who arrived here during the Ayutthaya Period, various Chinese groups immigrating in the Thonburi Period, and the Chong of Mon-Khmer derivation.

The Cham are Muslim Khmer who originally fled Cambodia during the reign of Rama III and form the majority population in Ban Nam Chieo, where there’s a 200-year-old mosque, the Masjid AlQubra.

From much further back in history, there’s a bronze-sheathed kettle-drum that’s somewhere between 1,900 and 2,700 years old.

Rungrote says 47 of these percussion instruments have been unearthed in Thailand and three of them in Trat, on land belonging to local farmer Samoe Imthasan.

“The drums all have different faces, depicting the sun if they were used in worshipping nature, a frog or an elephant for rain rituals, a boat for funerals, or a human wearing a crown for certain celebrations.

“We also have stone axes that were made 4,000 to 6,000 years ago. There was an old belief that if a fighting cock drank water from the blade of a stone axe, it was sure to win.”

Such lore in interesting stuff for visitors. Rungrote says Trat has a population of just 240,000, but last year attracted more than two million tourists. They surely have no problem finding interesting attractions around the province, but the locals have apparently struggled to stay amused.

“Trat hasn’t had much in the way of popular entertainment places since the cinema scene collapsed when everyone started watching videos at home,” he says. “After that, we’d often spend a lot of money just to go to Chanthaburi and see a film at the cinema.

“But we do have one of our own again now, called the Kantana Café,” he chuckles. “It’s got 72 seats.”

– Dual pricing, still just Bt30

– The Trat Museum is on Suntisuk Road in Bang Phra in Mueang district.

– It’s open daily except Monday from 9am to 4pm.

– Admission is Bt30 for foreigners and Bt10 for Thais.

– More information, please visit http://www.TourismThailand.org