กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470972

กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ

หากถามผู้ดูแลผู้สูงอายุ ว่าอะไรเป็นปัญหากวนใจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ รับรองได้ว่า “ท้องผูก” จะเป็นคำตอบอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการกันในแต่ละวัน รู้หรือไม่ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสท้องผูกก็ยิ่งมากขึ้น และผู้หญิงมักมีปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ พบว่ามีภาวะท้องผูกสูงถึง 80%

อย่างไรจึงเรียกว่าท้องผูก

หากมีอาการอย่างน้อยสองในสามข้อ ถือว่ามีอาการท้องผูก ต้องหาทางแก้ไข

1. ขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์
2. อุจจาระแข็ง หรือจับเป็นก้อน
3. ขับถ่ายยาก หรือขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องให้ช่วยบ่อยๆ เป็นเวลากว่า 6 เดือน

วิธีแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น

การท้องผูก ก็เหมือนการที่มีเศษอาหารเกาะกันแน่น ค่อนข้างแห้ง ในท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างจาน จึงอุดตัน หากไม่รุนแรงมากนักเราสามารถที่จะพยายามช่วยให้เศษอาหารเคลื่อนเหล่านี้ เคลื่อนไปได้ด้วยการทำให้เศษอาหารเหล่านี้ชุ่มน้ำ และ ช่วยให้ท่อขยับบีบตัว เศษอาหารที่อุดตัน ก็จะค่อยๆออกมา การแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น ทำได้โดยการปรับเรื่องน้ำ ใยอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกายดังนี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ :

ผู้สูงอายุมักเลี่ยงไม่ค่อยดื่มน้ำ อาจเพราะเข้าห้องน้ำเองไม่สะดวก จึงคิดเอาเองว่ากินน้ำให้น้อยลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย การถ่ายยากหรือท้องผูก เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ

ข้อแนะนำ :

โดยทั่วไปผู้สูงอายุควรดื่มน้ำ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน หรือ 1.5-2 ลิตร (ยกเว้นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือไตวายที่ต้องจำกัดน้ำ) ควรมีขวดใส่น้ำที่บอกปริมาตรไว้ประจำตัว เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละวัน ดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ และควรเตรียมความสะดวกในการปัสสาวะ ไม่ให้เดินไกลเกินไป หรืออาจใส่กางเกงอนามัย เพื่อลดปัญหาการไม่ชอบเข้าห้องน้ำ

2. กิน “ใยอาหาร” ให้เพียงพอ :

ใยอาหารมีหลากหลาย แต่ใยอาหารชนิดละลายน้ำเป็นชนิดที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี เพราะอุ้มน้ำทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม เคลื่อนตัวได้ง่าย เช่น ใยอาหารจากผลไม้เช่น ลูกพรุน แอบเปิ้ล กล้วย ส้ม ข้าวโอ๊ต ถั่ว เป็นต้น

รู้จักใยอาหารชนิดพิเศษ ที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย

ใยอาหาร ที่มีชื่อเฉพาะว่า “พรีไบโอติกส์” (Pre-biotics) ได้แก่ ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์(สายสั้น) และ อินนูลิน(สายยาว) เป็นใยอาหารละลายน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ (จุลินทรีย์สุขภาพ คือจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ที่ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดโรค) ทำให้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายไปพร้อมๆกัน

3. กินอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือที่เรียกว่า “โพรไบโอติกส์” :

ระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่) นอกจากจะเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการย่อย-ดูดซึม-ขับถ่ายแล้ว ยังเป็นอวัยวะภูมิคุ้มกันขนาดใหญ่ของร่างกายอีกด้วย เพราะคนเราจะติดเชื้อโรคได้หลักๆ อยู่ไม่กี่ทาง เช่น การหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป และการกินอาหารแล้วมีเชื้อโรคแฝงเข้าไปด้วย และการติดเชื้อจากอาหารนี่แหละ ที่ทำให้ระบบขับถ่ายเรามีปัญหา ซึ่งการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-biotics) จะช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้นได้

แล้วจุลินทรีย์สุขภาพ ช่วยเรื่องขับถ่ายและระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร

จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) จะส่งเสริมสุขภาพและการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยการกินใยอาหารชนิดพิเศษในข้อ 2 ที่เรียกว่า พรีไบโอติกส์ เป็นอาหาร แล้วผลิตสารให้พลังงานแก่เซลล์ลำไส้ขึ้นมา เมื่อเซลล์ลำไส้ได้พลังงานเพิ่มเติมจึงทำหน้าที่ขับถ่ายและป้องกันเชื้อโรคได้ดี กระบวนการนี้จะช่วยปรับสมดุลในลำไส้ ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี ที่ก่อให้เกิดโรคให้ลดลงได้อีกด้วย

แต่พอสูงอายุจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพจะลดลงไปอย่างมาก ทำให้ลำไส้ไม่แข็งแรง

เมื่อสูงอายุ เราควรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ เนื่องจากมีรายงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ชนิด แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ มีส่วนช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง โดยผู้สูงอายุที่ได้รับอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และใยอาหารชนิดพิเศษที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดนี้ มีสุขภาพที่แข็งแรงและพบการติดเชื้อน้อยกว่า ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุมีการขับถ่ายและภูมิคุ้มกันที่ดี จึงควรเสริมด้วยอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-Biotics) และใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์ (Pre-biotics) คู่กัน

4. จัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำและออกกำลัง :

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเคลื่อนไหว เป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการแก้ไขท้องผูก

ข้อแนะนำ :

ควรจัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำและออกกำลังให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น จัดเวลาเข้าห้องน้ำเวลาเดิมเป็นประจำทุกเช้าและเย็น (แม้ว่าไม่ปวด) ในระหว่างวัน ให้เดินหรือออกกำลังกายเบาๆ (เช่น โยคะ ไทชิ) ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนมื้อว่าง ที่ประกอบด้วยเครื่องดื่มร้อน(ไม่มีคาเฟอีน) และของว่างพวกผลไม้หรือธัญพืชนิ่มๆ ก่อนนอนให้ดื่มอาหารเสริมที่มีใยอาหาร เป็นต้น

5. ดูแลอาหารให้เหมาะสมและเพียงพอ :

ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่ได้มีปัญหาท้องผูกเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาอื่นๆร่วมด้วย เช่นมีปัญหาการเคี้ยว ไม่สามารถกินผักผลไม้ปกติได้ ต้องควบคุมน้ำตาล/ไขมัน มีภาวะน้ำหนักลดหรือกล้ามเนื้อลีบร่วมด้วย ควรพิจารณาอาหารเสริมที่มีสารอาหารเหมาะสมกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า “อาหารสูตรครบถ้วน” ที่มีโปรตีนสูง เป็นโปรตีนคุณภาพดี น้ำตาลไม่สูง มีไขมันที่ดี พร้อมกับใยอาหารและพรีไบโอติกส์ ก็จะช่วยตอบโจทย์สุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วน

อาหารสูตรครบถ้วนคืออะไร?

อาหารสูตรครบถ้วน คือ การนำอาหารทั้ง 5 หมู่ มาทำในรูปแบบผง ชงทานง่าย มีการคำนวณปริมาณสารอาหารให้สมดุลตามหลักทางการแพทย์ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันที่ดี วิตามินเกลือแร่ ที่จำเป็นและเพียงพอต่อร่างกาย ผสมเข้ามาไว้ด้วยกัน ผู้สูงอายุทั่วไปสามารถชงดื่มเสริมมื้ออาหารปกติได้เมื่อทานอาหารได้น้อยและไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งชงดื่มทดแทนอาหารมื้อที่ขาดหายไปได้

เลือกอาหารสูตรครบถ้วนอย่างไร?

อาหารสูตรครบถ้วนที่ดี นอกจากจะมีปริมาณสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุแล้ว คุณภาพของสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบก็เป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน เนสท์เล่ โดย Nestle Health Science เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ ที่ศึกษาอาหารทางการแพทย์ที่ถูกหลักโภชนาการออกมาให้ผู้สูงอายุทั่วไปรับประทาน รสชาติอร่อย ทานง่าย ชงง่าย ดูดซึมง่าย

สูตรเฉพาะของเนสท์เล่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีให้กับผู้บริโภค* เช่น เลือกใช้เวย์โปรตีน โปรตีนคุณภาพสูง, เพิ่มทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ โพรไบโอติกส์ และ ใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์, มีวิตามินอีสูง และมีวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญอื่นๆ รสชาติอร่อย จึงไม่เพียงแต่มีสารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ และเพียงพอต่อความต้องการ แต่มีส่วนประกอบที่โดดเด่นเพิ่มเติม สามารถดื่มเสริมวันละ 1-2 แก้ว ระหว่างอาหารปกติมื้อหลักได้ง่ายๆ ได้รับการยอมรับและใช้จริงจากแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้คุณมั่นใจได้ด้วยสินค้าคุณภาพจากเนสท์เล่

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมคลิกที่นี่ >> https://goo.gl/t1m1pA <<

หรือ ติดต่อบริษัทเนสท์เล่ในวันและเวลาทำการปกติที่เบอร์โทรศัพท์ 02-657-8582
(โทรติดต่อเพื่อสั่งซื้อ สอบถามถามข้อมูล หรือขอตัวอย่างสินค้า)

*ขึ้นกับแต่ละสูตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. Brenda G. Schuster, Lynette Kosar, Rejina Kamrul Constipation in older adults Stepwise approach to keep things moving. Can Fam Physician. 2015 Feb; 61(2): 152-158.
2. Daniel Bunout et. al. Effects of a nutritional supplement on the immune response and cytokine production in free-living Chilean elderly. Journal of Parenteral and Enteral Nutrition. 2004;28(5):348-354
3. Glenn R. Gibson, Emily R. Beatty, Xin Wang and John H. Cummings. Selective stimulation of bifidobacterial in the human colon by oligofructose and inulin. Gastroenterology. 1995;108:975-982
4. ชนิพรรณ บุตรยี่. การเพิ่มการบริโภคพืช ผัก ผลไม้. ฉบับปรับปรุง กุมภาพันธ์ 2557. โรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
5. Designed by Freepik http://www.freepik.com/free-photo/close-up-of-glass-of-water_945051.htm
6. Designed by Freepik http://www.freepik.com/free-photo/senior-couple-joking-and-laughing_857946.htm

 

โรงเรียนพระดาบส สร้างสัมมาชีพ สร้างเฟอร์นิเจอร์พันธุ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472211

โรงเรียนพระดาบส สร้างสัมมาชีพ สร้างเฟอร์นิเจอร์พันธุ์ไทย

โดย…ปอย ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ออร์เดอร์โต๊ะเก้าอี้ชุดใหญ่ มีใบสั่งมาจากบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี ซึ่งสนับสนุนโรงเรียนพระดาบสมาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี และในปีนี้ได้ขยายโอกาสให้นักเรียนแผนกช่างไม้ลูกศิษย์พระดาบส ได้ทดลองฝึกฝนทักษะ ได้ทำงานเป็นการฝึกปรือวิชากันในห้องเรียนกันจริงๆ จังๆ ชุดโต๊ะกาแฟลายหมากรุกพร้อมเก้าอี้ไม้ โชว์ผลงานสำเร็จสวยงามอยู่ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย สถานีบริการน้ำมันพีที จ.นครปฐม การได้ทำเฟอร์นิเจอร์ให้องค์กรชั้นนำครั้งนี้ เป็นการให้โอกาสเด็กๆ ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีสัมมาชีพ ได้สั่งสมประสบการณ์ในงานอาชีพสามารถเลี้ยงดูตัวเองยั่งยืน

สร้างโอกาสชีวิตเป็นศิษย์พระดาบส

ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานช่างต่อเรือกลึงไม้ด้วยพระองค์เอง ประดับไว้ที่ห้องโถงใหญ่ในโรงเรียนพระดาบส ย่านเทเวศร์ ทำให้เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องทรงให้ความสำคัญกับงานช่างฝีมืออย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ พระเมตตาที่มีต่อพสกนิกรยากไร้ พระราชดำริให้จัดตั้งโรงเรียนฝึกอาชีพช่างแห่งนี้ขึ้น เมื่อปี 2519 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมในการก่อตั้งโรงเรียน

ศิษย์พระดาบส คือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังไม่มีอาชีพ นักเรียนสมัครโรงเรียนนี้ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีความเพียรในการศึกษาสร้างอาชีพของตัวเอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้ทรงจำกัดเพศ วัย ศาสนา ถิ่นฐานที่อยู่ หรือวุฒิแต่อย่างใด เพียงอ่านออกเขียนได้ก็เพียงพอสำรับเข้ามาสมัครในโรงเรียนงานอาชีพแห่งนี้ได้

ดร.สมยศ เจตน์เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถรับศิษย์พระดาบสประมาณ 150 คน/ปี หลักสูตรที่ให้นักเรียนเลือก เช่น หลักสูตรวิชาชีพช่างไฟฟ้า หลักสูตรวิชาชีพช่างอิเล็กทรอนิกส์ (คอมพิวเตอร์) หลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์ หลักสูตรวิชาชีพการเกษตรพอเพียง หลักสูตรวิชาชีพช่างซ่อมบำรุง หลักสูตรวิชาชีพเคหบริบาล (งานแม่บ้านดูแลผู้สูงอายุ) และหลักสูตรวิชาชีพช่างไม้

“อาชีพช่างจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อทำให้เกิดความชำนาญ เด็กๆ จึงต้องการพื้นที่ฝึกฝนในสนามจริง ซึ่งการที่พีทีเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำเฟอร์นิเจอร์ให้ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ก็เป็นสนามฝึกงานจริงของนักเรียน แม้ว่าการทำเฟอร์นิเจอร์ครั้งนี้จะเน้นนักเรียนช่างไม้เป็นหลัก แต่นักเรียนในสาขาวิชาอื่นก็มีส่วนช่วยด้วย เพื่อฝึกทักษะช่างไม้พื้นฐาน ถึงจะมีอุปสรรคบ้างในเรื่องระยะเวลาในการทำงาน เพราะต้องทำช่วงนอกเวลาเรียนเท่านั้น แต่เมื่อได้เห็นผลงานและได้รับการตอบรับที่ดีจากพีทีผมก็รู้สึกภูมิใจแทนเด็กๆ เหล่านี้”

 

ดร.สมยศ เริ่มต้นสนทนาถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาในกลุ่มของผู้ที่แสวงหาโอกาส แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

“ทุกหลักสูตรใช้เวลาในการเรียน 1 ปี ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงให้โอกาสกับทุกๆ คนโดยแท้จริงครับ คนสนใจสมัครเข้ามาเรียนที่นี่รับอายุ 18-35 ปี นักเรียนอยู่กินกับโรงเรียนในย่านเทเวศร์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรีทั้งหมดนะครับ ตั้งแต่เสื้อผ้ารองเท้า ไปจนอาหารครบ 3 มื้อ โรงเรียนไม่เป็นเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการกุศล มีหลักการง่ายๆ ครับว่าผู้เรียนต้องมีความตั้งใจ และเต็มใจเรียน เพื่อประสงค์มีอาชีพ เพราะเป้าหมายของการเรียน คือ สร้างอาชีพให้คนยากจน

ส่วนครูก็ต้องเป็นผู้รู้ในแผนกช่างสาขานั้นในความหมายของอาชีพเช่นกัน คือ นักเรียนช่างไม้ก็ได้เรียนกับครูที่มีอาชีพช่างไม้จริงๆ เด็กๆ ได้ความรู้ ทักษะจากคนในสายงานนั้นโดยตรง

การเรียนจบการศึกษาใน 1 ปี ทุกคนที่เรียนจบจากที่นี่ผมรับรองได้เลยครับว่าทุกๆ คนออกไปทำงานเป็น ทำงานได้อย่างแน่นอน เพราะการสร้างโรงเรียนตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมิน
ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเน้นแนวความคิดที่ว่า ‘สอนให้คนมีอาชีพ ควรจะสอนอย่างไร…’ เด็กๆ จึงได้ร่ำเรียนกับเจ้าของอาชีพจริงๆ และรับนักเรียนในจำนวนเท่าที่เครื่องมือของโรงเรียนมี เช่น หลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์ เรามีมอเตอร์ไซค์วัสดุสำหรับฝึก 15 เครื่อง ก็รับนักเรียนได้ 15 คน เรียนให้แตกฉานในเรื่องเครื่องยนต์กลไกรถมอเตอร์ไซค์ จบไปก็ทำงานในร้านซ่อมรถได้

 

นักเรียนทุกๆ คนที่จบไปก็จะได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งก่อนจบบริษัทห้างร้านก็มาจองขอนักเรียนของเราไปทำงานด้วย บอกได้เลยครับว่าไม่เพียงพอต่อตลาดแรงงาน”

ดร.สมยศ กล่าวย้ำแนวคิดเรียนจริง ฝึกทำจริง ชุดเฟอร์นิเจอร์ออร์เดอร์ของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จึงเป็นการฝึกฝนเพื่อความชำนาญได้แท้จริง และจากโรงเรียนขนาดเล็ก พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชานุญาตจดทะเบียนจัดตั้งเป็นโรงเรียน พร้อมกับมูลนิธิพระดาบสตามกฎหมายเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2533

“มีออร์เดอร์มาจากหลายที่ครับ เด็กๆ ทำงานก็มีรายได้จากการทำงานแต่ละชิ้นอีกด้วย ปลายปีในช่วงนี้เริ่มรับสมัครนักเรียนแล้วนะครับ ซึ่งเกณฑ์ก็คือรับสมัครตั้งแต่อายุ 18-35 ปี แค่อ่านออกเขียนได้ก็รับเข้าเรียน แต่อย่างที่บอกว่าต้องมีใจมุ่งมั่นอยากเรียนจริงๆ ไม่ใช่พ่อแม่จูงมาสมัครหรือบังคับให้มาเรียน แต่ตัวเองไม่ได้ชอบหรือไม่รู้จะเรียนช่างอะไรเลย แบบนี้ไม่รับนะครับ การเรียนที่นี่ต้องพร้อมจริงๆ นะครับ ค่าใช้จ่ายนักเรียนต่อคนปีละ 1.2 แสนบาท แต่เด็กเรียนฟรีมีให้พร้อมทั้งอาหาร ที่พัก เครื่องแต่งกาย ซึ่งเงินที่ได้คือเงินบริจาคงานพระราชกุศลสงเคราะห์เข้ามา ฉะนั้นต้องใช้เงินให้คุ้มค่าครับ”

 

นักเรียนช่างไม้ศิษย์พระดาบส

โรงเรือนเรียนช่างไม้ มีนักเรียนฝึกเพียง 3-4 คนเท่านั้น บุญล้ำ ภูกองชัย อาจารย์หัวหน้าศูนย์ช่างไม้ โรงเรียนพระดาบส ผู้ควบคุมโครงการเฟอร์นิเจอร์ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าการทำงานร่วมกับพีทีในครั้งนี้ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะที่เรียนรู้จากในห้องเรียนมาใช้งานจริง และหากได้ฝึกฝนเพิ่มเติมจนเชี่ยวชาญ พร้อมนำประสบการณ์และการเรียนรู้ไปปรับใช้ในสายอาชีพในอนาคตต่อไป

“เด็กได้ทำงานหลากหลายครับ พีทีให้โจทย์มาว่าต้องการโต๊ะกาแฟที่มีลายหมากรุกบนโต๊ะในแบบร้านกาแฟสมัยก่อน การกำหนดแบบมาให้เด็กๆ ก็ได้ฝึกปรือฝีมือกับการทำงานชิ้นที่ไม่เคยทำนะครับ ตาหมากรุกนี่คือสิ่งยากที่สุดเพราะต้องใช้ทักษะความชำนาญการลงสีเว้นช่อง งานมีรายละเอียดเยอะขึ้น นอกจากโต๊ะเก้าอี้ก็มีตู้ชั้นวางแก้วกาแฟ และเคาน์เตอร์ การทำงานร่วมกับพีทีในครั้งนี้ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ ได้เรียนรู้จากในห้องเรียนมาใช้งานจริง

แนวทางในการสอนนักเรียนพระดาบส ผมยังได้น้อมนำเอาพระจริยวัตรที่ทรงทำเป็นแบบอย่างในเรื่องการใช้ของให้คุ้มค่าที่สุด ผมสอนนักเรียนให้ใช้ทรัพยากรไม้อย่างรู้คุณค่าอยู่เสมอ บางชิ้นงานอาจจะเหลือเศษไม้เล็กๆ แต่ก็ยังสามารถเก็บไว้ใช้กับงานอื่นได้ เพราะไม้คือทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถปลูกทดแทนได้ในเวลาอันสั้น ฉะนั้นเราต้องใช้ไม้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ไม่ใช้ไม้อย่างทิ้งขว้าง” บุญล้ำ ครูช่างไม้ท่าทางใจดีบอกพร้อมรอยยิ้ม

 

ลูกศิษย์ครูมีเพียง 4 คน ในปีนี้ บุญล้ำบอกว่า ดีกว่าปีที่แล้วที่มีเด็กมาสมัครเรียนช่างไม้เพียง 2 คนเท่านั้นเอง

“งานช่างไม้ต้องทำงานมีสมาธิอยู่กับตัวเอง แล้วรูปแบบที่สอนคือช่างไม้ไทยโบราณ งานค่อนข้างละเอียดและยากครับ เด็กๆ ก็ไม่ชอบ อย่างเช่นการเข้าเดือย ผมเน้นเคี่ยวให้เด็กฝึกปรือมือให้เชี่ยวชาญเพราะถ้าทำเข้าเดือยได้ ก็สามารถทำเฟอร์นิเจอร์หรืองานไม้อื่นๆ ได้ทุกอย่างครับ คนเรียนอาจจะรู้สึกว่าอยู่กับฝุ่นกับเศษไม้ ช่างไม้เรียนจบไปไม่มีวันตกงานนะครับ” บุญล้ำ บอกทิ้งท้าย

นักเรียนสาขาวิชาช่างไม้ นรากร ขุนณรงค์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปี จาก จ.สุพรรณบุรี กล่าวเสริมครูบุญล้ำว่า โอกาสจากพีทีในการทำเฟอร์นิเจอร์ในครั้งนี้ ได้ฝึกฝนทักษะหลายอย่างตั้งแต่การถอดแบบ อ่านแบบ สร้าง ฝึกใช้เครื่องมือ ประกอบ เก็บงาน และทำงานเป็นทีมกับเพื่อนๆ ที่สำคัญรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานที่ตนเองตั้งใจทำได้ถูกใช้งานจริงในร้านกาแฟพันธุ์ไทย ทั้งยังได้ค่าจ้างด้วย ซึ่งการได้รับโอกาสในครั้งนี้เปรียบเสมือนการได้ลงสนามทดลองชีวิตช่าง

“ผมเรียนจบ ม.6 ไม่มีเงินเรียนต่ออยากเรียนวิทยาลัยเทคนิค ครูก็แนะนำมาสมัครที่โรงเรียนพระดาบส หลังจากเรียนจบแล้ว ผมตั้งใจจะเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์สะสมรายได้จากการเป็นลูกจ้างไปก่อน แล้วจะไปเปิดร้านที่บ้านเกิด อีกทั้งตั้งใจที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้คนในชุมชนเพื่อให้มีทักษะช่างไม้ในการสร้าง หรือซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนในหมู่บ้านได้ด้วยตัวเอง เพื่อช่วยกันพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น” นรากร บอกย้ำสิ่งนี้ยังเป็นการทดแทนพระคุณสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงมอบโอกาสชีวิตให้เรื่องอนาคตงานอาชีพที่ยั่งยืน

 

‘เงาบนใบหน้า’ สิ่งที่จิตรกรหลวงหลางซื่อหนิงจำใจตัดทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472085

‘เงาบนใบหน้า’ สิ่งที่จิตรกรหลวงหลางซื่อหนิงจำใจตัดทิ้ง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หลางซื่อหนิง เป็นชื่อจีนของมิชชันนารีจิตรกรชาวอิตาลี จูเซปเป้ คาสติลิโยเน่ (Giuseppe Castiglione)

เด็กน้อยจูเซปเป้เป็นชาวอิตาลี ลืมตาดูโลกที่มิลานเมื่อ ปี ค.ศ. 1688 ตั้งแต่เด็กชื่นชอบและมีฝีมือในการวาดภาพ เมื่ออายุ 19 ปี เขาเข้าบวชในนิกายเยซูอิต

ช่วงนั้นกระแสการออกเผยแพร่คริสต์ศาสนาเฟื่องฟู มิชชันนารีจูเซปเป้ เลือกที่จะมายังดินแดนตะวันออกไกล-จีน

จุดประสงค์คือเพื่อเผยแผ่ศาสนา โดยใช้ความสามารถทางด้านศิลปะเป็นตัวเบิกทางเข้าราชสำนัก

จูเซปเป้มาถึงจีนในปี ค.ศ. 1715 ช่วงรัชกาลอันรุ่งโรจน์ของจีนในราชวงศ์ชิง-รัชศกคังซี

ฮ่องเต้คังซีทรงโปรดปรานในความแปลกใหม่และวิทยาการจากตะวันตก จูเซปเป้ใช้ชื่อจีนว่าหลางซื่อหนิง ถูกเลือกให้เข้ามาทำงานในฝ่ายจิตรกรรมราชสำนักโดยมีเพื่อนร่วมงานเป็นจิตรกรหลวงชาวจีนมากมาย

หลางซื่อหนิงเป็นบุคคลสำคัญที่นำเอาเทคนิคการวาดภาพแบบตะวันตกเข้ามาบุกเบิกในจิตรกรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นการไล่แสงเงา การจัดองค์ประกอบภาพ หรือหลักการเขียนภาพ Perspective ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ให้มิติภาพตามที่ตามองเห็นจริง

แต่ดูเหมือนการรับรู้ด้านศิลปะความงามของคนแต่ละวัฒนธรรมจะเปลี่ยนแปลงได้ไม่ง่าย งานของหลางซื่อหนิงดูตื่นตาตื่นใจในช่วงแรก แต่ผู้คนก็หายตื่นเต้นในระยะเวลาไม่นาน แล้วต่างกลับไปชื่นชมความงามของจิตรกรรมแบบจีนอย่างที่คุ้นเคย

ผู้คนเห็นเทคนิคตะวันตกเป็นของแปลก มากกว่าของทรงคุณค่า และไม่ได้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ศิลปะควรเป็น

ศิลปะภาพวาดจีนมีความแตกต่างจากตะวันตกอย่างชัดเจน

หากจะเปรียบเทียบให้กระชับ ศิลปะภาพวาดจีนใช้การพรรณนาสร้างความรู้สึก มิติของภาพวาดไม่ใช่มิติที่ตาเห็นหรือกล้องถ่ายรูปจะถ่ายออกมาได้

ยกตัวอย่างภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาและลำน้ำตามศิลปะจีน ผู้ชมจะได้สัมผัสภาพทิวทัศน์ของภูเขาไล่ไปตามสิ่งที่ศิลปินอยากพรรณนา

ส่วนบนของภาพอาจจะเป็นภาพภูเขาเกือบเต็มลูกในระยะไกล ในขณะที่เมื่อมองไปที่ส่วนกลางจะเริ่มเห็นภาพแสดงรายละเอียดความพลิ้วไหวของใบไม้ในป่าเขา และที่ด้านล่างของภาพปรากฏศาลาเล็กๆ ณ มุมหนึ่งซึ่งมีชายปลีกวิเวกคนหนึ่งนั่งอยู่ บางส่วนของภาพเว้นที่ว่างไว้เฉยๆ ให้จินตนาการของผู้ชมสานต่อเอาเอง

ทั้งหมดรวมกันเป็นภาพที่มีระยะและมุมมองอยู่หลากหลายในภาพเดียว

หรือภาพวาดทิวทัศน์แบบม้วนยาว ก็ให้ผู้ชมค่อยๆ คลี่ดูสิ่งที่จิตรกรต้องการพรรณนา ซึ่งผู้ชมเสพและมีส่วนร่วมโดยไล่ไปตามท้องเรื่องที่จิตรกรต้องการเล่า ทั้งหมดเสมือนการอ่านบทกวีไปทีละบท

ในขณะที่ภาพวาดจากศิลปะตะวันตกยุคนั้นคล้ายภาพถ่าย คือ การจับจังหวะปรากฏการณ์มาให้เราเห็น ผู้ชมยืนดูอยู่ในจุดเดียวแล้วมององค์ประกอบของภาพใหญ่ ในภาพจะมีจุดสนใจหลัก จุดสนใจรอง และพื้นภาพ ทั้งภาพเปลี่ยนเสมือนซีนหนึ่งของเรื่องเล่าซึ่งพยายามดึงอารมณ์ให้ผู้คนมีส่วนร่วม ณ วินาทีนั้น และที่สำคัญ คือ มีมิติสมจริง

เพื่อดึงอารมณ์ร่วมมาในวินาทีนั้น แสงเงาของภาพศิลปะตะวันตกจะเน้นความดรามาติก ให้มีมิติตื้นลึกกลมนูนมากที่สุด

ในฐานะจิตรกรหลวงผู้รับใช้ราชสำนัก หลางซื่อหนิงจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้สไตล์การวาดภาพแบบจีนไว้ด้วย อย่างไรก็ดีเขาพยายามสอดแทรกรูปแบบศิลปะตะวันตกที่เขานำติดตัวมาในงานจิตรกรรมของเขาเสมอ

หลางซื่อหนิงอยู่รับใช้ราชสำนักถึง 3 รัชกาล คือ รัชกาลของฮ่องเต้ คังซี หย่งเจิ่ง และเฉียนหลง ซึ่งจัดเป็นช่วงรุ่งโรจน์สุดท้ายของยุคราชวงศ์จีน

ในรัชสมัยของฮ่องเต้เฉียนหลง หลางซื่อหนิงคือจิตรกรผู้ถ่ายทอดชีวิตประจำวันในพระราชวังของฮ่องเต้เฉียนหลงได้อย่างมีชีวิตชีวา นอกจากภาพวาดหลากหลายซีรี่่ส์ตามพระบัญชาแล้ว ฮ่องเต้เฉียนหลงมักเรียกใช้ให้หลางซื่อหนิงวาดภาพกิจกรรมยามว่างของพระองค์เสมอๆ

ภาพฮ่องเต้เฉียนหลงจำลองการใช้ชีวิตแบบชาวฮั่นหรือชาวตะวันตกอยู่ภายในสวนในพระราชวัง ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งของชีวิตฮ่องเต้

หลางซื่อหนิง คือ ช่างภาพส่วนพระองค์

อย่างไรก็ตาม แม้ฮ่องเต้เฉียนหลงจะเรียกใช้หลางซื่อหนิงวาดภาพให้อย่างสม่ำเสมอ แต่พระองค์ก็มักจะเขียนพระราชโองการบัญชาให้ “ใช้กระดาษจีน” และลงท้ายว่า “ไม่เอาสไตล์ฝรั่ง”

ปัญหาหนักที่เขาเจอตลอดมา ก็คือ เรื่องแสงเงา เมื่อเขาพยายามนำเสนอภาพวาดบุคคลในแสงเงาสไตล์ฝรั่ง ฮ่องเต้แต่ละพระองค์มักติงกลับมาว่า ปื้นเงาดำบริเวณใบหน้า ไม่สง่างาม แลดูสกปรก

หลางซื่อหนิงจำต้องแก้ปัญหาด้วยการทำให้หน้าบุคคลดูสว่างโดยไม่ทิ้งหลักการของแสงเงา เขาวาดภาพใบหน้าคนโดยให้เสมือนแสงส่องมาตรงกลางหน้า  และไม่ใช้เงาซึ่งคอนทราสต์มากเกินไป

แต่เขายังคงเลือกใส่แสงเงาที่คอนทราสต์มากขึ้นในวัตถุต่างๆ ได้พอสมควร นั่นทำให้ภาพวาดของหลางซื่อหนิงแม้ดูเป็นจีน แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมื่อเฉียนหลงฮ่องเต้ให้เขาช่วยดูงานออกแบบตึกฝรั่งในพระราชวังหยวนหมิงหยวน ขณะที่พระองค์ต้องอนุมัติรูปปั้นประดับสวนพระราชวัง ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยกับรูปปั้นสาวเปลือยกายที่ใช้กันทั่วไปในพระราชวังตะวันตก รูปปั้นทั้งหมดจึงต้องเปลี่ยนเป็นรูปนักษัตรแทน

และนี่ก็คืออีกจุดที่ศิลปะจีนดั้งเดิมกับศิลปะตะวันตกยังไม่ยอมลงตัวกัน

เป็นเวลา 51 ปี ที่หลางซื่อหนิงรับใช้ราชสำนัก เขาเสียชีวิตอย่างสงบที่ปักกิ่ง ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงให้คำชื่นชมว่า หลางซื่อหนิงเป็นขุนนางที่ถ่อมตนนอบน้อม

นอกจากคำชื่นชมของเฉียนหลง ก็ยากที่จะบอกว่าหลางซื่อหนิงเป็นคนแบบไหนอย่างไร เพราะในช่วงชีวิตหลางซื่อหนิง ตัวตนและผลงานของเขาไม่ได้ถูกเล่าขาน

ในเชิงฝีมือ ภาพที่เขาวาดถูกยอมรับในเชิงความแปลกใหม่มากกว่า

แต่สำหรับปัจจุบัน ผลงานของหลางซื่อหนิงมีผู้คนให้คุณค่าไว้สูง เพราะเป็นจุดสำคัญที่โลกศิลปะจีนและตะวันตกพบกัน รวมถึงในแง่ที่เขาเป็นจิตรกรผู้ที่ฉายภาพส่วนพระองค์ฮ่องเต้

สันนิษฐานจากจดหมายที่หลางซื่อหนิงเขียนไว้ เขาไม่ค่อยพอใจกับผลงานของเขานัก ทั้งในเรื่องศิลปะและเรื่องการเผยแผ่ศาสนา

ที่จริงเทคนิคจิตรกรรมตะวันตกที่หลางซื่อหนิงสามารถสอดแทรกผสมผสานเข้าไปในงานของเขามีอยู่มากมาย ไม่ว่าเรื่องมิติของภาพที่สมจริงขึ้นของพื้นภาพ หรือการไล่แสงเงาในวัตถุ เราสามารถรู้ได้ไม่ยาก ว่าภาพไหนเป็นผลงานของหลางซื่อหนิง แต่สิ่งที่เขาไม่สามารถฝืนใส่ลงไปได้เลยตลอดมา คือ เงามืดบนใบหน้า

คติของศิลปะหลายครั้งสะท้อนถึงวิธีมองโลกของแต่ละวัฒนธรรม

และวิธีมองโลกของแต่ละวัฒนธรรมมักฝังลึกและเปลี่ยนแปลงได้ยากอย่างน่าเหลือเชื่อ

แม้จะเป็นเวลา 300 กว่าปีแล้ว ที่หลางซื่อหนิงนำศิลปะตะวันตกมาปะทะสังสรรค์กับศิลปะจีน แต่ทุกวันนี้ปกหนังสือเกี่ยวกับผู้นำจีน แม้จะใช้ภาพถ่ายจากกล้อง ถ่ายภาพ Portrait ขึ้นปก แต่ยังคงเห็นได้ชัดว่า ใบหน้าของท่านผู้นำจีนมักฉายภาพสว่างสดใสไร้เงาดำบนใบหน้า มิติภาพของผู้นำจีนจึงยังดูขาวสะอาดและแบนราบกว่าแสงในชีวิตจริง

ขณะที่อีกฟากวัฒนธรรมภาพปกหนังสือประวัติบุคคลสำคัญยังคงเน้นแสงเงาดรามาติกตามแบบศิลปะตะวันตก

หากนับแสงสว่างที่ส่องบุคคลในชีวิตประจำวันเป็นแสงมาตรฐาน แต่ละฝั่งก็เน้นรูปแบบแยกไปคนละทางกับแสงในชีวิตจริง

และทั้งคู่ยังคงมีศิลปะการเล่าประวัติบุคคลสำคัญของแต่ละวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ไม่ต่างกับการใช้มิติของแสงในภาพถ่าย หรือแม้กระทั่งการยอมรับความเปลือยเปล่าในการเล่าเรื่องของบุคคล

สิ่งที่หลางซื่อหนิงเคยพยายามผสมเมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว เอาเข้าจริง จนถึงทุกวันนี้จึงยังไม่ได้ผสานเป็นเนื้อเดียวเลย

 

ไขความเร้นลับของหัวใจ หมอตุ๊ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472112

ไขความเร้นลับของหัวใจ หมอตุ๊ด

โดย…นกขุนทอง ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่หาดูหาอ่านได้ยากสำหรับนวนิยายแนววาย (Y ย่อมาจาก Yaoi ที่แปลว่าชายรักชาย) หรือแนวบอยเลิฟ เพียงแต่ว่าเมื่อมันถูกเปิดเผย ถูกนำมาเล่าและสามารถเผยแพร่ไปสู่คนหมู่มากได้ง่ายแล้ว สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นๆ จะเป็นคุณหรือโทษ จะสร้างสรรค์หรือล่อแหลมนำไปสู่การสร้างปัญหา ผู้ที่สร้างงานขึ้นมาคือผู้กำหนดทิศทางได้

“หมอตุ๊ด” คือนามปากกาของ นพ.อุเทน บุญอระณะ แพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรียนต่อเฉพาะทางโรคสมอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากประกอบสัมมาชีพตรงสายที่เรียนมา “เป็นหมอ” เขายัง “เป็นนักเขียน” เพราะชอบเขียนชอบเล่าและชีวิตก็พานพบผู้คนเหตุการณ์ที่มีสีสันฉูดฉาดนำมาเล่าต่อ ใครฟังก็หัวเราะครื้นเครง สามารถเล่าเรื่องยากๆ ให้ง่าย และเล่าเรื่องธรรมดาให้สนุกสร้างรอยยิ้มได้ กลายเป็นเจ้หมอสุดจี๊ด แห่งเพจ หมอตุ๊ด ที่มีคนติดตามมากกว่าสองแสนคน เช่นนั้นแล หมอจึงมาเขียนหนังสือ และแนวนวนิยายที่หมอเขียนก็แนวชายรักชาย

“เมื่อ 2 ปีที่แล้วทำเพจ เขียนเรื่องสมัยเรียนให้เพื่อนอ่านกันว่าเราทำเรื่องบ้าๆ บอๆ อะไรบ้าง คนมากดไลค์กลายเป็นเรื่องสาธารณะเป็นเรื่องตลกของนักศึกษาแพทย์ พอทำมาสักพักหนึ่งก็มีคนมาชวนทำหนังสือ Wake Up ชะนี! แนวจิตวิทยา บอกผู้หญิงว่าถ้าผู้ชายเขาทำจุดๆ แบบนี้เขาไม่ได้รักเธอหรอก เช่น เขาโทรหาเธอตอนเมาไม่ได้หมายว่าจิตใต้สำนึกสั่งให้เขาโทรนะ ชะนีตื่นค่ะเขาไม่ได้รักเธอ จิตใต้สำนึกของมนุษย์ ไม่มีคำว่ารักนะคะ เราเอาจิตวิทยาที่เราเรียนมาผสมกับชีวิตคนรอบข้าง เพราะตุ๊ดเป็นเพศที่ผู้หญิงเข้ามาปรึกษาบ่อยมาก และเราจะเข้าใจความเยอะของชะนี”

 

“The Our Story กังหันกับพัดโบก” คือผลงานนวนิยายเรื่องแรกจากเจ้หมอ โดยนิยายเรื่องนี้ได้พล็อตเรื่องมาจากชีวิตจริงของคนรอบข้าง พูดถึงนวนิยายแนววายภาพโจ๊งครึ่มของเลิฟซีน ฮาร์ดคอร์เลือดกำเดาไหลก็เด้งขึ้นมาในจินตนาการ แต่ทว่านวนิยายของหมอตุ๊ดให้ความละมุนละไมในความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ไล่พัฒนาตามความรู้สึกที่ค่อยๆ กล้าเปิดเผย ยอมรับหัวใจและความต้องการของตัวเอง ส่วนฉากล่อแหลมนั้นหมอตุ๊ดบอกว่า เซ็นเซอร์งานตัวเองเรียบร้อย เพราะไม่นิยมสร้างงานแนวนั้น

“เรื่องนี้เขียนตอนเรียนปี 5 แต่ไม่จบ แล้วหลังจากที่เรามีผลงานหนังสือแล้ว ทางกอง บก.ก็โทรมาถามว่า คุณหมอมีนิยายแนววายสักเรื่องไหม ก็นึกถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นที่เขียนรู้สึกอยากเขียนเรื่องรัก มีโลเกชั่นเป็นธรรมศาสตร์ รังสิต หลับตาจินตนาการความรักของชายกับชาย แล้วเราเขียนสิ่งที่ตัวเองรู้จริงดีที่สุด ชีวิตนี้ก็คงไม่เขียนเรื่องความรักชายหญิง

การเล่าเรื่องแยกเป็นตอนของกังหันและพัดโบก มีเส้นของเรื่องดำเนินไป เพราะคนคนหนึ่งจะมองเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ตอนเรียนปี 2 ได้อ่านนิยายญี่ปุ่นมี 2 เล่มขายคู่กัน เล่มแรกชื่อ ร้อน เขียนมุมมองของผู้หญิง อีกเล่มชื่อ เย็น เป็นมุมมองของผู้ชาย เขาเล่าบทที่ 1 ถึงบทสุดท้ายเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มองด้วยฟิลเจอร์ต่างกัน เราอ่านแล้ว รู้สึกการดำเนินเรื่องแบบนี้เท่ว่ะ แล้วการเขียนและการอ่านแบบนี้เหมือนเอาตัวเราไปสิงในตัวละคร ซึ่งเหมาะกับสไตล์เราไม่ชอบเขียนลอยในอากาศแล้วมองดู แต่เราชอบการสื่อสารสิงไปเลย ใช้สรรพนามแบบบุรุษที่หนึ่ง

สำหรับเรานิยายมีส่วนประกอบ 4 อย่าง 1.ตัวละคร เราต้องปั้นขึ้นมา ยากที่สุดคือการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครขึ้นมาให้ได้ ก็เป็นคาแรกเตอร์จากคนใกล้ตัว 2.เนื้อเรื่อง ไม่ยาก เป็นเรื่องความรัก 3.ภาษา โจทย์ของบรรณาธิการ ให้คนอ่านได้หลายวัย ก็ภาษากลางๆ 4.เอาสามสิ่งแรกเป็นสะพานเชื่อมจากคนเขียนไปสู่คนอ่าน เพื่อสุดท้ายนำพาบทเรียนชีวิต มีปรัชญา วิธีการคิดบางอย่างให้ผู้อ่านได้คิดต่อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือแนว Coming of age เป็นแนวการเติบโต การเปลี่ยนผ่านวัย จากเด็กสู่วัยรุ่น วัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ นักศึกษาปีสุดท้ายเปลี่ยนเป็นวัยทำงาน รับผิดชอบตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อคนรักของเขา มีกระบวนการความคิดเปลี่ยนถ่าย ซึ่งเราต้องการส่งให้ผู้อ่าน มันมีเรื่องทั้งสนุก หวานๆ ขมๆ”

 

นวนิยายแนววายกำลังเป็นที่นิยม หลายเรื่องถูกนำมาสร้างเป็นละคร กลุ่มคนอ่านก็ขยาย และหนังสือเข้าถึงคนอ่านได้หลายช่องทางขึ้น “ตอนนี้กระแสคนเริ่มหันมามองเยอะขึ้น มีทั้งข้อดีข้อเสีย อย่างเมื่อก่อนคนให้ความสนใจกลางๆ นักเขียนอยากเขียนอะไรก็ได้ เขียนมีเพศสัมพันธ์ก็ได้ พอสังคมเริ่มจับตา งานเขียนของคุณให้อะไรกับสังคม หนังสือเล่มนี้ไม่มีความเป็นพิษอะไรทั้งสิ้น เราไม่มีฉากอล่างฉ่าง ไม่มีบรรยายเพศสัมพันธ์ อ่านแล้วฟิน ไม่เครียด เชื่อเสมอว่าเขียนได้ดีไม่ต้องมีฉากพวกนี้ก็ได้คนอ่านก็ชอบ ตอนนี้บนแผงหนังสือมีหนังสือแนววายเยอะแยะการเป็นนักเขียน เขียนได้ 2 อย่าง 1.เขียนสิ่งที่ตลาดต้องการ 2.เขียนสิ่งที่จะนำคนอื่นไปต่อ ซึ่งเราเลือกอย่างหลัง เราไม่ต้องเขียนเอาใจคนอ่านเอาใจตลาด เงินเดือนประจำเราพอกินพอใช้ การมาเขียนงานตรงนี้เหมือนเรามีของแล้วอยากปล่อย ไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยเงินจากการเป็นนักเขียนแต่ชอบเขียน ดังนั้นเราจะไม่ใส่สารพิษลงในสิ่งที่เราเขียนเพื่ออะไรก็ตาม”

เรื่องราวความรักที่ไร้ข้อจำกัดใดๆ ที่หมอตุ๊ดสร้างให้ กังหัน หนุ่มน้อยร่างเล็กนักศึกษาแพทย์ ที่เพิ่งโดนสะบัดรักจากชายคนรักเก่ามาอย่างเจ็บปวด และ พัดโบก หนุ่มมาดเข้มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่แผลในใจยังสด เพราะเพิ่งถูกหญิงสาวที่คบกันมานานบอกเลิก แต่แล้วโชคชะตาก็ได้นำพาเขาทั้งสองคนมาพบกัน ความใกล้ชิดที่ค่อยๆ บรรเทาความเศร้าจากรักครั้งนี้ให้จางหายไป แต่เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจที่จะรัก มันก็ไม่ง่าย… แล้วสุดท้ายความรักของกังหันกับพัดโบกจะหมุนไปอย่างไร ลองหา The Our Story กังหันกับพัดโบก มาอ่านดู อาจจะค้นพบเสน่ห์ในงานเขียนแนววาย และงานเขียนแนววายไม่จำเป็นต้องใต้สะดือเสมอไป

 

บ็อกซิ่ง กีฬาลูกผู้ชาย ภูมิ พวงกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472102

บ็อกซิ่ง กีฬาลูกผู้ชาย ภูมิ พวงกุหลาบ

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นายแบบหนุ่มหน้าหล่อหุ่นเฟิร์มลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์ วัย 25 ปี ภูมิ พวงกุหลาบ เป็นอีกคนหนึ่งที่หลงรักเมืองไทย เขาจึงตัดสินใจมาลงหลักปักฐานโดยซื้อบ้านอยู่ที่ อ.บางแสน จ.ชลบุรี ซะเลย และในฐานะที่เขามีอาชีพเป็นนายแบบหุ่นฟิตขนาดนี้ จึงไม่แปลกหากเขาจะหลงรักกีฬาแมนๆ สักอย่าง นั่นก็คือ การชกมวย (Boxing) นั่นเอง

“ผมรู้จักการชกมวยมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณพ่อชาวฮอลแลนด์ของผมเคยเป็นแชมป์โลกมวยสากลตอนท่านยังหนุ่มๆ เมื่อโตเป็นวัยรุ่นผมก็เหมือนเด็กฝรั่งทั่วไป คือ ทำงานพิเศษทั้งเสิร์ฟอาหารและส่งหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมเลยขอคุณแม่มาเที่ยวเมืองไทย เพราะตอนเด็กๆ คุณแม่เคยพามาเที่ยวบ่อยๆ ผมจึงชอบทั้งอากาศ อาหาร และนิสัยที่เป็นมิตรของคนไทย ก็เลยบอกกับคุณแม่ว่าจะขออยู่ที่นี่ ตอนแรกคุณแม่ก็ไม่ยอม เพราะอยากให้ผมช่วยดูแลกิจการร้านอาหารที่ฮอลแลนด์ แต่ในที่สุดผมก็อยู่เมืองไทยมาได้ 5 ปีแล้ว

ที่เมืองไทยผมทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็นนายแบบ ขับรถรับ-ส่งลูกค้าที่ว่าจ้าง ทำชีสพายสไตล์ฮอลแลนด์ (Kaas Soufle) ขาย รวมทั้งเป็นเทรนเนอร์สอนชกมวยส่วนตัวด้วย อย่างที่บอกว่าผมชอบมวยสากลเพราะได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว แม้ตอนเด็กๆ จะเคยฝึกซ้อมมาบ้าง แต่เมื่อคุณแม่ไม่เห็นด้วยก็เลยเลิกไป พอมาอยู่เมืองไทยผมจึงฝึกมวยสากลเป็นงานอดิเรก”

 

ภูมิบอกว่า เขาเริ่มฝึกชกมวยอย่างจริงจังตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยไปเรียนกับโค้ชเจ้าของค่ายมวย Lion Head แถวรามคำแหง แล้วฝึกอยู่ 7 เดือน จนโค้ชบอกว่าเขาสามารถแข่งชกมวยสากลสมัครเล่นได้แล้ว เขาจึงลองดู

“คู่ชกของผมมาจากค่ายมวยอื่นซึ่งโค้ชจับคู่เปรียบมวยให้ โดยเลือกคนที่มีน้ำหนักตัวและมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกัน โดยแข่งชกกัน 3 ยก ปรากฏว่าผมเป็นฝ่ายแพ้ เพราะคู่ต่อสู้ชกเข้าเป้าบริเวณใบหน้าได้เยอะกว่า จึงได้คะแนนมากกว่าและชนะไป

ถ้าถามว่าเบสิกพื้นฐานของการชกมวยสากลมีอะไรบ้าง ก็บอกได้ว่า อยู่ที่การเต้นฟุตเวิร์ก การถอย การก้าว และการหลบคู่ต่อสู้ ต่อมาคือต้องมีวิธีการต่อยหรือการแย็บในท่าที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ออกหมัดได้เร็วและแรงกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือร่างกายต้องฟิต เพราะการชกมวยต้องใช้พลังเยอะมาก ทั้งตอนซ้อมและตอนต่อยลงนวม”

 

ภูมิเสริมว่า ใครที่อยากจะเล่นกีฬาชกมวย ต้องเริ่มจากการฝึกวิ่งให้ร่างกายแข็งแรง ต้องเข้าฟิตเนส เล่นเวตเสริม และต้องซ้อมชกบ่อยๆ แล้วตอนซ้อมก็ควรใส่เฮดการ์ดทุกครั้ง เพราะการชกมวยเป็นกีฬาที่ค่อนข้างจะอันตราย จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างดี

“การชกมวยนอกจากต้องใช้กำลังแล้ว ยังเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมองด้วย เราต้องอ่านคู่ต่อสู้ออกว่า เขาจะออกหมัดไหน แล้วเราจะหลบหลีกอย่างไร ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันนี้มีผู้หญิงหันมาสนใจกีฬาชกมวยมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เยอะมาก จึงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับข้อควรระวัง หากเริ่มต้นเล่นหรือซ้อมใหม่ๆ อย่าใจร้อนที่จะรีบชกลงนวมกับครูฝึกหรือคู่ซ้อมเร็วเกินไป แต่ควรฝึกพื้นฐาน เช่น การเต้นฟุตเวิร์ก การถอย การหลบหลีก และการแย็บหมัด ให้ถูกต้องคล่องแคล่วซะก่อน การชกมวยจะใช้อารมณ์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้สติด้วย เพราะหากใช้อารมณ์อย่างเดียว เวลาคู่ต่อสู้ชกมาแรงๆ ก็มีแนวโน้มที่เราจะชกสวนกลับไปแรงกว่าเช่นกัน ถ้าเป็นมือสมัครเล่นก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ แล้วต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า วันใดวันหนึ่งเราก็อาจจะเจ็บตัวได้เช่นกัน

 

ข้อแนะนำ ก็คือ หากคิดจะออกกำลังกายด้วยการชกมวย ร่างกายเราต้องพร้อม และต้องเรียนรู้เทคนิคพื้นฐานเกี่ยวกับการชกมวยที่ถูกต้องจากครูฝึกหรือโค้ชให้ดีก่อน จำไว้ว่าถ้าเรามีพื้นฐานที่แน่นดีแล้ว โอกาสพลาดหรือโอกาสที่จะเจ็บตัวก็จะน้อยลงตามไปด้วย”

ภูมิทิ้งท้ายว่า ใครที่เล่นกีฬาชกมวยควรสวมเสื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่น ใส่สบาย เนื้อผ้าไม่บางไม่หนาจนเกินไป ระบายอากาศได้ดี ส่วนรองเท้าควรเลือกรองเท้าสำหรับการชกมวยโดยเฉพาะ ที่พื้นรองเท้าไม่หนาเกินไป น้ำหนักเบาใส่สบาย ใครสะดวกจะซื้อผ้าพันมือ นวม หรือเฮดการ์ดเป็นของตัวเองได้ก็จะดี แต่ส่วนใหญ่ที่ค่ายมวยมักจะมีให้ยืมอยู่แล้ว

“มวยสากลถือเป็นกีฬาที่ผมชอบที่สุดในตอนนี้ รองจากการว่ายน้ำและการปีนเขา ผมคงจะชกมวยต่อไปเรื่อยๆ และในอนาคตก็จะค่อยๆ พัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ดีขึ้นอีกครับ”…ติดตามไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : phumi_phuangkularb

 

บุญสรวง เทวอักษร เผชิญสึนามิที่ไม่อาจลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472099

บุญสรวง เทวอักษร เผชิญสึนามิที่ไม่อาจลืม

โดย…วราภรณ์

12 ปีล่วงมาแล้วที่ประเทศไทยเคยเกิดเหตุการณ์สึนามิ หนึ่งในผู้ที่ประสบเหตุสึนามิที่ทำให้ชีวิตของ บุญสรวง เทวอักษร ที่ปรึกษาผู้ป่วยด้านโรคมะเร็งอิสระ และเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้กับคนทุกรูปแบบ ได้ใกล้กับความตายอีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่เธอจดจำไม่ลืม หลังจากที่บุญสรวงรักษาตนเองหายจากการเป็นโรคมะเร็งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นมะเร็งเต้านม ครั้งหลังเธอเป็นมะเร็งที่ปอด หลังจากรักษาตนเองจนมีอาการที่ดีขึ้น ช่วงปลายปีเธออยากไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เขาหลัก จ.พังงา แต่วันพักผ่อนกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เคราะห์ดีที่เหตุการณ์สึนามิไม่ได้คร่าชีวิต 3 สมาชิกในครอบครัวไป อาจมาจากเหตุผลหนึ่งที่เธอเชื่อมาตลอดก็คือ สติ และปาฏิหาริย์

ผ่านการเป็นมะเร็งถึง 2 ครั้ง

บุญสรวงในวัยใกล้ 60 เคยเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านมเมื่อปี 2540 และรักษาหายแล้ว แต่เมื่อปี 2547 บุญสรวงพบว่าเธอกลับมาเป็นมะเร็งอีกหลังจากรักษาหายไปแล้วนาน 5 ปี ครั้งนี้เธอกลับมาเป็นมะเร็งที่ปอด รักษาตัวอยู่นานเกือบปีและต้องทนความทุกข์ทรมานจากการรับยาเคมีบำบัดนาน 5 เดือน หลังจากพักฟื้นแข็งแรงดี เธอจึงชวนสามีไปพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาส ไม่คิดเลยว่าจะต้องไปเผชิญชะตากรรมจนเกือบจะเอาชีวิตกันไม่รอดทั้งครอบครัว

“ดิฉันต้องเผชิญกับการรักษามะเร็งมานานหลายปี พอร่างกายส่งสัญญาณว่าเป็นมะเร็งครั้งที่ 2 ครั้งแรกเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นที่ปอดเริ่มมีอาการดีขึ้น จากการรักษาจิตใจออกกำลังกาย บริหารลมหายใจทุกวันร่างกายรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น ซึ่งช่วงนั้นใกล้ปลายปีของปี 2547 ดิฉันจึงบอกกับสามีและลูกชายว่า เราไปพักผ่อนกันเถอะ แม้ร่างกายจะไออยู่ แต่ดิฉันเริ่มเดินได้ปกติ เพราะดิฉันออกกำลังกายทุกวัน เราอยากไปทะเลจึงขับรถลงใต้จากกรุงเทพฯ เอารถฮอนด้าซีอาร์วีไป ซึ่งอายุใช้งาน 4 ปีแล้ว ขับรถไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ ตอนนั้นลูกชายชื่อโปโล (ด.ช.ภรินทร์ เพียรประสาธน์ศิริ) อายุ 9 ขวบ เราไปเขาหลักกัน จริงๆ เราตั้งใจจะไปกระบี่ แต่ดิฉันคิดว่าเราคงกรรมหนัก เราเลยเปลี่ยนแผนพอขับรถผ่านเขาหลัก พังงา เราตัดสินใจอยู่เขาหลักนี่แหละ สึนามิเกิดวันที่ 26 ธ.ค. แต่เราไปถึงพังงาวันที่ 24 ธ.ค. พอเราไปถึงก็ได้ฉลองคริสต์มาส เราเลือกเช่าโรงแรมตั้งอยู่ริมชายหาดเลย เราเลือกอยู่รีสอร์ทที่เป็นเหมือนกระท่อมชั้นเดียว โดยเลือกตำแหน่งแนวสุดกระท่อมหลังสุดท้ายของรีสอร์ท ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดราวๆ 100 เมตร ข้างหน้าเรามีกระท่อมอยู่ด้านหน้า 2 หลังกว่าจะถึงหาด”

 

วันที่ 26 ธันวา ผจญกับสึนามิ

เช้าวันที่ 26 ธ.ค. บุญสรวง เล่าว่า ครอบครัวเธอตื่นเช้าขึ้นมาปกติไม่มีสัญญาณบอกเหตุอะไร เธอตื่นราวๆ 8 โมง แต่ลูกชายกับสามีตื่นเร็ว ก็ชวนกันไปว่ายน้ำในสระน้ำของโรงแรม สามีและลูกเล่าให้ฟังว่า น้ำในสระกระฉอกเพราะแผ่นดินไหว แต่ไม่ได้เอะใจอะไร พอกินข้าวพร้อมหน้าครอบครัวเสร็จตอน 10 โมงเช้า เธอบอกสามีว่า อยากนวดขอกลับไปอาบน้ำที่ห้องก่อน อาบน้ำเพื่อรอหมอนวดมานวดในห้องพัก ส่วนสามีกับลูกไปเล่นน้ำต่อที่ชายหาด ขณะที่บุญสรวงอาบน้ำสระผมแชมพูเต็มศีรษะ เธอได้ยินเสียงคนเยอะแยะพูดกันดังฟังไม่รู้เรื่อง สักพักน้ำฝักบัวหยุดไหล ไฟฟ้าดับหมด เธอเอะใจคิดว่าไฟคงไหม้ จึงห่มผ้าเช็ดตัว สามีกับลูกวิ่งมาที่หน้าห้องเปิดประตูแต่ยังไม่เข้าห้อง แล้วสามีก็บอกเธอว่า หม่าม้า วิ่งหนีเร็ว คลื่นยักษ์กำลังมา

“ความที่ลูกเป็นเด็กชอบดูสารคดีทางช่องดิสคัฟเวอรี่ พอเขาเห็นคลื่นเป็นฟองขาวๆ อยู่สุดขอบฟ้าไกลหลายสิบกิโล ลูกจึงบอกป่าป๊าว่า คลื่นยักษ์กำลังมา สักพักหันไปอีกทีเห็นเรืออารักขาอยู่ชายหาดห่างไป 2 กิโล ถูกพัดขึ้นมาเกยอยู่หน้ารีสอร์ททางด้านขวาที่พวกเรายืนอยู่ พอคลื่นพัดเข้ามาอีกลูกจึงรู้ว่าคลื่นใหญ่แค่ไหน ในขณะนั้นก็มีชาวบ้านตะโกนบอก หนีเร็วๆ ให้ทุกคนหนีให้ทัน แต่สามีกับลูกห่วงดิฉันรีบมาตามให้หนีไปด้วยกัน แต่ก็ไม่ทัน

สามีชวนให้รีบหนีขึ้นที่สูงเร็วๆ ขณะนั้นดิฉันไม่ได้ใส่เสื้อผ้าก็บอกสามีว่า เดี๋ยวซิ ใส่เสื้อผ้าก่อน สามีตะโกนบอกไม่ทันแล้ว หนีขึ้นที่สูงเร็ว พอพูดจบ น้ำขึ้นมาถึงในห้องมันมาแบบเป็นโคลน ดิฉันลื่นไถลหงายท้องเข้าไปในบ้าน ขวามือเป็นตู้เสื้อผ้า ส่วนสามีและลูกล้มหงายท้องอยู่ข้างนอก พอดิฉันหงายท้องก็ปีนขึ้นเตียง แล้วได้ยินเสียงตูม คลื่นสองสามเมตรมาแล้ว คลื่นลูกสองซัดลูกกับสามีเข้ามาในห้องด้วย 1-5 วินาที น้ำมิดเพดานเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วและแรงมาก ดิฉันติดอยู่ในห้องหมุนไปหมุนมาราวกับอยู่ในเครื่องซักผ้าเลย หมุนอยู่ไม่กี่วินาที เรารู้สึกน้ำมิดเพดานแล้ว ด้วยสัญชาตญาณดิฉันกินอากาศไว้แล้วหลับตา ตัวรู้สึกว่าถูกเหวี่ยงไป ความรู้สึกตอนนั้นรู้เลยว่า เรากำลังจะตายแล้วเหรอ สักพักเหมือนเสียงระเบิดลง ตัวดิฉันรู้สึกเหมือนลูกปืนถูกยิงออกจากปลายกระบอกปืน ดิฉันเข้าใจว่า คลื่นลูกที่สามตีบ้านแตก ทำให้เราหลุดออกมาจากบ้าน”

 

จากนั้นสมาชิกของครอบครัวก็ลอยละล่องไร้ทิศทาง ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองเห็นแต่เพียงเศษซากบ้านพัง บุญสรวงจำได้ว่าเธอลอยอยู่ข้างใต้ซากบ้านออกไม่ได้จมอยู่แบบนั้น แต่ที่เธอรอดตายมาได้ เพราะเธอผ่านการฝึกบริหารลมหายใจมาแล้ว เธอหุบอากาศไว้แล้วก่อนจม เธอมีสติตลอดจึงจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด

“คลื่นพาดิฉันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เฮือกหนึ่งคิดว่าเราไม่ยอมตายง่ายๆ จึงตั้งจิตสวดมนต์คิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกด้วย สักพักเศษขยะหลุดออกไปจากตัวเรา ทำให้เราขึ้นมาเหนือน้ำและหายใจได้ แล้วคลื่นก็พาดิฉันลอยไปเรื่อยๆ ไม่มีแรงจับยึดอะไรทั้งนั้น ดิฉันต้องคอยพยุงตัวเหนือน้ำ ลอยไปอีกประมาณ 50 เมตร ก็ได้ยินเสียงมีคนบอกว่า พี่ให้หาอะไรจับ ถ้าจับไม่ได้เธอตายแน่ พอได้ยินเสียง ดิฉันชูมือเลย ไขว่คว้า ใช้ขาถีบตัวให้พ้นน้ำ สุดท้ายก็จับกิ่งไม้ได้ และจับคอยอยู่แบบนั้นจนคลื่นหยุด ตอนนั้นตัวไปติดอยู่ในป่าโกงกาง ซึ่งเดือน เม.ย.ปีถัดไป ดิฉันกลับไปสำรวจใหม่ที่เราผ่านเหตุการณ์ ไปวัดระยะทางทุกๆ ที่จนได้รู้ว่า บ้านที่เราอยู่จนลอยไปติดกิ่งไม้ห่างกันประมาณ 200 เมตร ตอนนั้นรถซีอาร์วีหายไป เสื้อผ้ายังไม่มีใส่เลย หลังจากสึนามิผ่านไป 5 ปี ฮิสตอรี แชนแนล เอาภาพเหตุการณ์สึนามิไปออก พบดิฉันกับสามีและลูกอยู่ในภาพประวัติศาสตร์นั้นด้วย”

เห็นภาพมีแต่ซากปรักหักพัง

พอคลื่นสงบหลังจากถูกพัดไป 1 ชั่วโมง ครอบครัวพลัดหลงกัน เธอเริ่มเป็นห่วงสามีและลูก สักพักเธอเจอสามีที่ลอยไปติดต้นไม้อีกต้นซึ่งอยู่ห่างจากเธอราว 50 เมตร ครั้งแรกยังไม่เห็นกัน ใช้วิธีตะโกนเรียก

 

“คลื่นหยุดตอน 11 โมงกว่า ดิฉันเกาะต้นไม้จนรู้สึกหมดแรง บรรยากาศเงียบมากๆ มองออกไปเห็นแต่ซากปรักหักพัง ดิฉันค่อยๆ ปีนขึ้นมาเกาะอยู่บนซากปรักหักพัง มองดูตัวเองมีเลือดจากรอยขีดข่วนเต็มตัว มีบาดแผลใหญ่ๆ คือที่ขามีรูใหญ่ๆ มีเลือดไหลออกมา พอพักหายเหนื่อยแล้วทีแรกคิดว่ารอให้คนมาช่วยดีกว่า แต่คิดไปคิดมาทุกคนน่าจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ช่วยตัวเองดีกว่า จากนั้นเลยปีนมายืนบนซาก มองไปเห็นภาพรีสอร์ทข้างๆ และของเราหายไปหมดเลย มีแต่ซากต้นไม้ยังไปหมด พอก้มมองตัวเองไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องรีบหาพอดีเห็นกระเป๋าเดินทางลอยมาติดตรงต้นไม้ห่างจากดิฉันอยู่ไป 1 เมตร ก็ตะกายไปเอาเสื้อผ้ามาใส่ซึ่งตัวใหญ่มาก คาดว่าน่าจะเป็นของชาวต่างชาติ หยิบเสื้อกับกางเกงได้ก็รีบใส่”

พอร่างกายพร้อมเสื้อผ้าพร้อมก็ร้องตะโกนหาลูกก่อน สักพักก็ได้ยินเสียงสามีตะโกนหาลูกเหมือนกัน ก็เลยมองเห็นกันไกลๆ วินาทีแรกที่มองเห็นกันและกัน บุญสรวงรู้สึกดีใจมาก สามียังไม่ตาย พวกเขาตะโกนหาลูก แล้วค่อยๆ ได้ยินเสียงคนตะโกนหากัน ส่วนใหญ่เป็นเสียงชาวต่างชาติตะโกนหากัน เป็นชื่อฝรั่งทั้งหมดเลย

เริ่มตามหาลูก

“เราตะโกนเรียกหาลูกนานครึ่งชั่วโมง เริ่มเห็นคนรอดชีวิต พวกเขาเดินขึ้นเขากัน และไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว ขณะที่ตะโกนเรียกลูก ไม่ได้ยินเสียงลูกตอบเลย เราก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น คิดว่าลูกตายแล้ว เรารู้สึกเสียใจมากๆ เราเป็นพ่อแม่คนแล้วลูกตายตอน 9 ขวบเอง มันเศร้ามากๆ ตอนนั้นมันเงียบมาก ดิฉันจึงตะโกนบอกสามีว่า ให้เดินย้อนไปที่โรงแรมไปหาลูกซึ่งไกลจากที่เราอยู่ราว 200 เมตร ค่อยๆ เดินบนซากปรักหักพัง พอเจอกันสามีภรรยาก็กอดกันร้องไห้ เริ่มเดินหาลูกเดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงยืนกอดกันร้องไห้หนักมาก สักพักมีลูกชายเจ้าของรีสอร์ทเดินมาหาเรามาเรียกบอกว่า พี่ๆ ครับ รีบหนีขึ้นเร็วๆ ตอนนี้ผมเห็นคนหนีขึ้นเขาหมดแล้ว ผมเดินมาสำรวจรอบสุดท้ายแล้ว เราเลยถามเขาว่า เห็นเด็กผู้ชายตัวเท่านี้อายุ 9 ขวบไหม เขาบอกว่าลูกชายพี่รอดแล้ว พนักงานพาลูกพี่หนีขึ้นเขาไปแล้ว ตอนนั้นพอได้ยินว่า ลูกรอดแล้ว ดีใจสุดๆ ดีใจกับไม่แน่ใจว่า จริงเหรอ แน่เหรอ” พอลูกชายเจ้าของโรงแรมบอกว่า พี่รีบหนี พวกเธอจึงเดินตามไปขึ้นถนนเพชรเกษม แล้วเดินขึ้นเขาอย่างช้าๆ เพราะเธอรู้สึกเจ็บขาและเท้ามาก

 

วินาทีเจอลูก

บุญสรวงเล่าวินาทีแรกเจอลูก พอเห็นลูกโผกอดกันแล้วยืนร้องไห้ 3 คนพ่อแม่ลูก

“เห็นลูกด้านบนเขา เราเรียกลูกว่า โปโล ฝรั่งที่อยู่รอบๆ ถามว่า นี่ลูกยูเหรอ เขาสมาร์ทมาก เขามีสติมาก เขาดูเป็นผู้ใหญ่มาก พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ เราก็ถามลูกว่า ตอนที่คนพาลูกหนีขึ้นเขา ไม่เจอพ่อแม่ลูกรู้สึกอย่างไร คิดอะไรเพราะลูกเราไม่ร้องไห้ ขณะที่เด็กฝรั่งยังร้องไห้ ลูกบอกว่า โปโลคิดแค่ว่า โปโลคงไม่เจอพ่อกับแม่อีกต่อไปแล้ว เพราะฝรั่งเขาคุยกันบนเขา ลูกรู้เรื่องเพราะเขาเรียนโรงเรียนนานาชาติ ลูกเห็นคนร้องไห้ ลูกได้ยินคนนู้นคนนี้หากันไม่เจอ โปโลคิดต่อว่า เขาจะทำอย่างไรดี ลูกตั้งใจว่าจะต้องกลับไปกรุงเทพฯ ไปหาคุณตาคุณยายที่กรุงเทพฯ โปโลเลยวางแผนเลยว่าจะกลับกรุงเทพฯ อย่างไร ถ้าไม่เจอพ่อแม่ แล้วเขายังคิดต่อว่า แล้วใครจะเลี้ยงโปโล โปโลจะไปอยู่กับใครดี ขณะที่อยู่บนเขาฝรั่งมาคุยกับดิฉันมาชมลูกว่า ลูกสมาร์ท เขาคุยรู้เรื่องเขาวางแผนชีวิตไว้หมด ซึ่งวินาทีแรกที่เราเจอลูกบนเขามีคนบันทึกภาพเอาไปออกในช่องฮิสตอรี่ แชนแนล เป็นภาพ 3 คนเจอกันแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ฝรั่งเป็นคนถ่ายวินาทีนั้นไว้ เรียกว่าวินาทีนั้นดีใจที่สุดในชีวิต บรรยายไม่ถูกเลย”

เหตุการณ์สึนามิสอนเธอเรื่อง กฎแห่งกรรม ที่เห็นกันในชาตินี้ พอเธอกลับมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ได้ 13 วัน ลูกชายก็เล่าช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ไร้พ่อแม่ว่า เขาโดนคลื่นซัดลอยไปติดต้นไม้ต้นนั้นทีต้นนี้ที พอเขาลอยไปติดต้นไม้ใกล้ๆ แท็งก์น้ำของโรงแรม มีพนักงานอยู่บนชั้น 2 ตะโกนบอกว่า ให้ลูกเกาะด้านหน้าของต้นไม้อย่าเกาะด้านหลัง ตัวจะได้ไม่ลอยไป ลูกทำตามพอคลื่นหยุดพนักงานจึงมาช่วยอุ้มลูกขี่หลังและพาขึ้นไปบนเขา ลูกจึงไม่บาดเจ็บมาก

พวกเขานั่งรอบนเขาสักพักเพื่อสังเกตการณ์ จาก 11.00 น. จนถึงเที่ยงกว่าๆ แผลที่น่องด้านซ้ายของบุญสรวงเริ่มอักเสบจากตอนแรกที่เจ็บแค่ชาๆ จนกระทั่งรู้สึกเจ็บมากเพราะโดนไม้ทิ่มเป็นแผลลึก เธอบอกตัวเองว่าต้องรีบไปโรงพยาบาลเพราะเธอรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว แม้ชาวบ้านจะห้ามว่าอย่าลงไปเลย ขาบาดเจ็บอยู่ หากเกิดสึนามิอีกจะหนีไม่ทัน แต่เธอใจเด็ดขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เธอจะไม่ยอมตายอยู่บนเขา เพราะเธอคิดว่าหากอยู่บนเขาอีกหนึ่งคืน แผลจะติดเชื้อในกระแสเลือดต้องตัดแขนขาเหมือนอีกหลายๆ คนที่รออยู่บนเขาแน่นอน

 

เดินทางไปโรงพยาบาลยากลำบาก

กว่าจะหารถไปโรงพยาบาลได้ก็ช่างทุลักทุเลมาก ต้องหาพาหนะคันแรกคือ รถซาเล้งที่พาพวกเธอไปสมทบกับผู้บาดเจ็บมากกว่า 20 รายที่รออยู่ข้างล่าง และต้องรอตรงจุดนี้นานมากเพราะหารถไปโรงพยาบาลท้ายเหมืองซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุไม่ได้ แต่เดชะบุญโชคดีที่พบรถกระบะจอดอยู่คันหนึ่ง มีกุญแจรถคาไว้และไม่ได้ล็อกประตู เธอจึงถามสามีว่า พอขับรถไหวไหม สามีบอกไหว จึงช่วยกันพาคนเจ็บหนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติราว 7 คน ขึ้นหลังรถกระบะไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

“ขณะนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ล่มใช้ไม่ได้เลย ติดต่อใครก็ไม่ได้ พอถึงโรงพยาบาลท้ายเหมืองก็เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ซึ่งมีคนไข้นอนรอรักษาเต็มไปหมด พอเวลาบ่ายกว่าๆ สัญญาณโทรศัพท์เริ่มใช้ได้ ดิฉันจึงขอยืมโทรศัพท์เจ้าหน้าที่โทรแจ้งญาติที่กรุงเทพฯ พอดีเราทำธุรกิจที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงช่วยกันประสานงานให้เอเยนต์ของเราที่สุราษฎร์หารถที่บรรจุคนได้เยอะๆ เพื่อนำคนเจ็บอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่านี้ ขณะนั้นยาชาหมดดิฉันต้องโดนเย็บแผลสดๆ ลำบากมาก ในที่สุดเอเยนต์ที่สุราษฎร์ก็นำรถตู้มารับพวกเราราวเที่ยงคืน

“เราเอาฝรั่งนั่งรถตู้อัดไปสิบกว่าคนไปรักษาโรงพยาบาลที่สุราษฎร์ พอถึงโรงพยาบาลหมอเริ่มฉีดยาชา เอกซเรย์และล้างแผลใหม่ ปรากฏคืนนั้นทั้งคืนดิฉันนอนไม่หลับ พยายามคิดว่าทำอย่างไรเราจะเข้าไปรักษาตัวในกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด พอถึงตอนเช้าก็ประสานงานกับการบินไทยช่วยหาซื้อตั๋วเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด และก็ได้เข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ เป็นคนไข้ชุดแรกมาถึงดอนเมืองวันที่ 27 ราวๆ 8 โมงเช้า แล้วดิฉันก็ถูกเคลื่อนย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวชอย่างเร่งด่วนเพราะดิฉันเพิ่งหายจากมะเร็งปอด จมน้ำแบบนั้นอันตรายกับปอดมาก พอถึงโรงพยาบาลหมอหลายท่านเตรียมตรวจร่างกายยกใหญ่ หมอบอกว่าเชื้อโรคพวกนี้ไม่ห่วงหรอก แต่เขากลัวมะเร็งปอดมากที่สุด ปรากฏปอดดิฉันไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งหมอก็ให้คำตอบไม่ได้ว่า ทำไมปอดดิฉันแข็งแรงมากหลังจากหยุดให้เคมีบำบัดเพียงเดือนเดียว

ยาแก้อักเสบรักษาไม่ได้ผล

นอกจากตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว คุณหมอยังนำเนื้อที่บาดแผลที่ขาไปเพาะเชื้อด้วย ปรากฏผลแล็บออกมาเชื้อที่ตรวจพบยาแก้อักเสบที่ฉีดให้เธอ 3 วันที่ผ่านมา ช่วยป้องกันเชื้อโรคไม่ได้เพราะเชื้อโรคมาจากทะเลน้ำลึก ยาแก้อักเสบทุกโรงพยาบาลที่รักษาคนไข้ประสบภัยสึนามิใช้ไม่ได้ผลทั้งหมด

“คุณหมอบอกว่า คุณเป็นคนไข้รายแรกที่เพาะเชื้อ ถึงได้รู้เรื่อง เพราะมันเป็นเชื้อจากทะเลน้ำลึกต้องใช้ยาแก้อักเสบอีกชนิดหนึ่ง ตอนนี้หมอได้กระจายยาฆ่าเชื้ออีกตัวไปให้คนไข้ทางภาคใต้แล้ว หมอบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คุณได้ช่วยชีวิตอีกหลายคน เพราะเราเป็นคนไข้ชุดแรกที่ได้เข้ากรุงเทพฯ หมอจึงได้ข้อมูลกระจายออกไป พอเหตุการณ์ผ่านไป 1 เดือน คนที่เปลี่ยนยาแก้อักเสบไม่ทัน ต้องโดนตัดแขนตัดขาตายกันอีกเยอะ ดิฉันพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 13 วัน จึงสามารถกลับบ้านได้”

 

วินัย-วิตดิวัต พันธุรักษ์ คุณพ่อเป็นลมใต้ปีกให้ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471984

วินัย-วิตดิวัต พันธุรักษ์ คุณพ่อเป็นลมใต้ปีกให้ลูก

โดย…วราภรณ์

ศิลปินเลือดใหม่ผู้มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง วิตดิวัต พันธุรักษ์ นักแสดง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ คือลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น เพราะเขาได้รับการถ่ายทอดเลือดศิลปินมาจากผู้เป็นพ่อ วินัย พันธุรักษ์ นักร้องชื่อก้องอดีตสมาชิกวงดิอิมพอสซิเบิ้ลอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อคุณพ่อมีอาการป่วยก็ได้พิสูจน์ถึงความรักระหว่างคุณพ่อคุณลูกได้เป็นอย่างดี จากเหตุการณ์ป่วยของคุณพ่อทำให้ ลูกชายคนโต วิตดิวัต อยากทำงานเพลงสักครั้งหนึ่งร่วมกับคุณพ่อ จึงออกมาเป็นซิงเกิ้ลล่าสุดของคู่พ่อลูก “(อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ” ที่ได้มีโอกาสได้ร้องร่วมกับคุณพ่อเป็นครั้งแรก

(อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ เป็นผลงานที่วิตดิวัตแต่งและร้องเอง โดยเขาดีไซน์ให้คุณพ่อได้มาร่วมร้องด้วยให้ออกมาเป็นเพลงที่มีสไตล์ดนตรีแนวป๊อป ผสมกับแนวดิสโก้ และมีกลิ่นอายของดนตรียุค 70’s ฟังง่าย สบายๆ และติดหู จึงเป็นเพลงที่สามารถฟังได้ทั้งคนที่อยู่ในรุ่นคุณพ่อและคุณลูก

คนเริ่มโปรเจกต์กล่าวว่า การที่ชวนคุณพ่อมาร่วมร้องเพลงนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความที่เป็นเด็กดื้อของคุณพ่อ ย้อนกลับไปคุณพ่อพาเขาไปร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ พ่อสนับสนุนอยากให้เขาเป็นศิลปินเด็ก ให้ไปรู้จักกับค่ายเพลงเพื่อทำงานเพลงตั้งแต่อายุ 11 ขวบ แต่เขากลับตอบปฏิเสธ การตอบปฏิเสธครั้งนั้นเขารู้ว่าทำให้คุณพ่อรู้สึกเสียใจมาก จากนั้นคุณพ่อก็ปล่อยให้ลูกชายเลือกทางที่เขารักด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันพ่อก็สนับสนุนให้ลูกชายได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ จนวิตดิวัตจบทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทในวิชาเศรษฐศาสตร์ คุณพ่ออยากให้เขาทำงานที่มั่นคงมากกว่าทำงานในวงการบันเทิง แต่เมื่อวิตดิวัตโตขึ้น เขาจึงรู้ว่างานเพลงเป็นสิ่งที่เขาหลงรักและอยากทำเพียงสิ่งเดียว เขาจึงตามหาความฝันด้านดนตรีมาเรื่อยๆ และได้ร้องเพลงประกอบละคร และได้เล่นละคร จนในที่สุดก็ได้มีโอกาสมีผลงานเพลงเป็นของตัวเองซิงเกิ้ลแรกกับค่ายวอนเนอร์มิวสิค ซึ่งถือเป็นความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากร่วมงานกับพ่อ

 

‘พ่อเป็นโรลโมเดล’ วิตดิวัต พันธุรักษ์

หลายคนบอกว่า ทำงานกับพ่อแล้วมีความสุข เพราะพ่อยิ้มเก่ง ใจดี สำหรับเพลงที่แต่ง (อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ พอแต่งเสร็จต้องรวบรวมความกล้าอยู่นานมาก ทำไงนะพ่อจึงจะยอมร้องเพลงนี้กับเขา มันเป็นเรื่องยากและเต็มไปด้วยความกดดัน

“ตั้งแต่ผมเด็กๆ พ่อเป็นคนที่จะไม่ชื่นชมผมง่ายๆ และพ่อก็ไม่ค่อยตามใจผม พอผมแต่งเพลงนี้เสร็จ  ผมก็เอาหูฟังที่ดีที่สุด และบอกกับพ่อว่า พ่อ ผมมีเพลงให้พ่อฟัง ฟังให้จบนะ พ่อก็ฟัง ขึ้นท่อนเอหนึ่ง เอสอง พ่อก็ยังไม่ว่าอะไร พอพ่อฟังจบ พ่อก็วิจารณ์งานของผม เพราะพ่ออยากให้ผมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งคำชมจากพ่อจึงได้มายากมากๆ เพราะพ่อเป็นคนอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนทำงานกันหนักมาก กว่าจะอัดเสียงได้แต่ละเพลงนาน แต่สิ่งที่เราทำคิดว่าหนักแล้ว แต่พ่อคิดว่ามันสบาย เวลาทำอะไรพ่อจึงอยากให้ผมทำด้วยความตั้งใจ จริงๆ พ่อถือเป็นไอดอลของผม แม้ผมอยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมไม่เคยทำงานกับพ่อเลย แต่ในที่สุดเราก็ได้ทำงานด้วยกัน เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ผมถ่ายทอดบทเพลงคนละจินตนาการ คือพ่อถ่ายทอดอารมณ์ในเจเนอเรชั่นของพ่อคือยุค 70 ส่วนผมก็ถ่ายทอดให้คนในยุคผมฟัง

วินาทีที่พ่อยอมทำงานร่วมกับผมหรือครับ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก อย่างที่เกริ่นว่าพ่อไม่เคยจะชมผมเท่าไหร่ ซึ่งมันเป็นปมในจิตใจของผม แม้พ่อไม่ค่อยชมผม แต่พ่อจะมีศิลปะในแนวทางของคุณพ่อ และผมก็มีแนวทางของผม พอเราทำเพลงร่วมกัน ผมก็ถามพ่อว่าอะไรคือทางของพ่อ และอะไรคือทางของผม ผมจึงหาแนวเพลงที่เราจะทำงานร่วมกันได้โดยไม่สับสน จนเป็นเพลงที่โอเค ซึ่งขั้นตอนการอัดเสียงเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก พ่อทำการบ้านมาอย่างดี และร้องออกมาได้ดีสมเป็นมืออาชีพจริงๆ กว่าจะเสร็จเป็นเพลงนี้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จนได้เพลงที่ผมมีความเชื่อว่าพ่อฟังแล้วจะไม่บ่น (หัวเราะ)”

อย่างที่บอกว่าคุณพ่อของเขาถือเป็นไอดอลทุกอย่างในชีวิตของเขาทั้งการทำงานเพลง และแง่มุมการใช้ชีวิต ตั้งแต่เด็กจนโตพ่อเป็นพ่อที่ทำหน้าที่ครบที่สุด พ่อทำงานด้วย แต่ก็มีเวลาดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่

“ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยมีความรู้สึกว่าผมไม่ได้เจอพ่อ เพราะผมเจอพ่อทุกวัน พ่อมีเวลาให้ผมทุกวันจนผมไม่รู้สึกว่าขาด ทำงานก็พาผมไปด้วย แล้วก็เป็นครูสอนผมอีกทั้งร้องเพลงและเล่นดนตรี ทุกๆ อย่างถ้าไม่มีพ่อผมก็ทำแบบนี้ไม่ได้ พ่อสอนพื้นฐานและให้ผมไปต่อยอด พ่อจึงถือเป็นครูคนที่หนึ่งของผม ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยคิดจะทำงานอย่างอื่นนอกจากงานเพลง แต่พ่อมักบอกว่า ทำอาชีพดนตรีมันลำบาก แต่ผมก็ยอมลำบาก เลือกทำในสิ่งที่ผมอยากทำ พ่อผมเป็นคนใจดีมาก แต่ถ้าเรื่องงานพ่อจะเป็นคนสตริกมาก พ่อเป็นคนมีรายละเอียดในการทำงาน และเป็นคนจริงจังในการทำงาน พ่อฟังเพลงละเอียดมากๆ เวลาผมทำงานเพลงผมจึงได้ความละเอียดมาจากคุณพ่อ”

มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณพ่อไม่สบายหนักมาก ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงกำลังใจและความเข้มแข็งเหมือนกัน

“ช่วงหนึ่งที่คุณพ่อไม่สบาย ถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักมากในครอบครัวของเรา ผมว่าด้วยความรักของพ่อที่มีให้กับครอบครัว ทำให้เรากลับมาเป็นอย่างนี้ได้ หากพ่อไม่อดทนและไม่มีกำลังใจที่มากพอ พ่อคงผ่านการรักษาแบบนั้นไม่ได้ คนที่นอนโรงพยาบาล 3 เดือนครึ่งมันหนักมาก ถ้าเป็นผม ผมคิดว่าผมคงบ้า แต่ความที่พ่อรักครอบครัว คุณพ่ออยากมีชีวิตกลับมาร้องเพลง อยากอยู่กับลูกๆ นี่คือกำลังใจที่ทำให้พ่อกลับมาแข็งแรง มาเป็นหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว ตอนที่พ่อป่วยคำว่าพ่อสู้ๆ แค่นั้นไม่เพียงพอ แต่ผมทำด้วยการกระทำ เราดูแลอย่างดี เราไปเฝ้าที่โรงพยาบาลตลอด สนับสนุนกำลังใจกันทุกอย่าง ทุกคนอยู่โรงพยาบาลกันหมด มีเวรผลัดกัน วันนี้น้องนอน วันนี้ผมนอน อยากทำเหมือนพ่อไม่ได้อยู่คนเดียว แม้ว่ามันจะหนักแค่ไหนแต่เราไม่ทิ้งกัน เราก็เป็นพ่อลูกกัน การป่วยของพ่อเป็นตัวพิสูจน์ว่าพ่อเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม คือผมไม่เคยจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่กับผม ผมจะทำอย่างไร ถ้ามาถึงวันนั้นจริงๆ ผมก็รับไม่ได้ วันที่พ่อป่วยผมก็คิดทุกวันว่าพ่อเมื่อไหร่จะหาย มันทำให้ผมได้คิดว่า ผมอยากทำอะไรให้กับพ่อสักอย่างหนึ่ง ก็คือเราต้องเร่งทำเพลงให้เสร็จ ผมอยากร้องเพลงกับพ่อ สมมติถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้วจะทำยังไง ถ้าวันหนึ่งเอาเพลงไปเปิดฟังแต่พ่อไม่ได้ร้องด้วย มันก็ไม่มีความหมายกับผม ผมจึงต้องทำเพลงนี้ขึ้นมาอย่างตั้งใจ”

 

‘ลูกคนดีที่หนึ่ง’ วินัย พันธุรักษ์

ฟากผู้เป็นพ่อ วินัย เผยความรู้สึกว่า ครั้งแรกที่ลูกนำเพลงที่ลูกแต่งและวาดฝันว่าอยากให้พ่อมาร่วมร้องด้วย ในฐานะคุณพ่อฟังเพลงที่ลูกแต่งแล้วรู้สึกว่าลูกมีความสามารถได้ขนาดนี้เชียวหรือ เพราะเรื่องของเวลาและความไพเราะในการเขียนเพลงแต่งเพลง จะต้องมีการสั่งสมกันพอสมควร และต้องอาศัยการฟังที่มาก แต่ลูกก็ทำได้ดี

“ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าการแต่งเพลงเป็นอย่างไร เพราะเพลงบางเพลงแต่เรื่อยเปื่อยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เพลงนี้มีจุดเด่น คือมีเสน่ห์ มีกลิ่นอายยุค 70-80 เข้ามาด้วย อีกอย่างในวงการเพลง เพลงของคนรุ่นใหม่ก็ฟังเพลงอีกแบบหนึ่ง แต่หากคนรุ่นใหม่ได้มาฟังเพลงนี้ก็คงรู้สึกว่าแปลกดีนะ มันน่าจะสะดุดใจ”

ในฐานะคุณพ่อได้กล่าวถึงความเป็นลูกชายคนโตว่า ลูกชายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่เคยทำให้พ่อแม่เสียใจ เขาเป็นเด็กดี ทำให้พ่อแม่มีความสุข รู้สึกอบอุ่น เป็นเด็กเรียนหนังสือตั้งใจและไม่เกเร ทำอะไรจริงจัง

“ตอนนี้ผมไม่กังวลอะไรแล้ว เพราะเขาเรียนหนังสือดี ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครบถ้วนในตัว ถ้าถามว่าทำไมผมไม่ค่อยชมให้ลูกรู้สึกตัว จริงๆ ผมก็กอดลูก สัมผัสลูกมานานแล้ว นี่คือความรู้สึกที่ดีที่มีสำหรับลูก ผมจับมือ หอมแก้ม ลูบหัวลูกเป็นประจำ เป็นความรู้สึกจากข้างใน ดังนั้นผมคิดว่าไม่ต้องชมอะไรมาก เขาก็รู้ว่าพ่อรักและเป็นห่วงเขา การไปชมมาก ยังไงไม่รู้ เพราะเขาโตแล้ว”

หากถามว่ารู้สึกเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ตรงไหน วินัย กล่าวว่า ตอนนี้เขาก็ดูแลตัวเองได้ดี และสามารถดูแลครอบครัว ดูแลแม่และน้องได้ดี เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในฐานะพ่อก็รู้สึกหมดห่วง

“เพียงแต่ว่าอยากให้เขามีสุขภาพดี และเราก็ยังดูแลเขาอยู่ ตอนนี้สุขภาพผมก็โอเค คุณหมอบอกว่าคนไข้ชื่อวินัย ฉะนั้นต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง ต้องกินยา อย่ากินอะไรตามใจปากที่มันแสลง ตอนนี้หมอลดยาแล้ว หมายความถึงสุขภาพผมดีขึ้นมาก แม้ยังไม่กลับมาเต็มร้อย เพราะยังต้องรักษาเบาหวาน ต้องฉีดอินซูลิน แต่กินยาลดลง ผมรู้สึกว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ยังร้องเพลงไปไหนมาไหนได้ สติสัมปชัญญะดีอยู่ ถือว่าร่างกายแข็งแรงดี อยากฝากถึงแฟนๆ ว่าผมกลับมาแล้ว กลับมาร้องเพลงได้เหมือนเดิม สุขภาพดีมากๆ แล้ว กำลังใจที่แฟนๆ ให้มาถือเป็นสิ่งที่ผมไม่ลืม ก็อยากจะให้สนับสนุนลูกผมว่าเขาอยากทำงานเพลง เขาทำเสร็จแล้ว สามารถสนับสนุนลูกได้ จากรุ่นสู่รุ่น ตอนนี้พ่อขอนั่งดู นั่งฟัง ตอนนี้ผมคงลดงานเพลงลงแล้ว แต่ก็ยังเป็นแรงใจชี้แนะให้ลูก” คุณพ่อวินัยเล่าปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

 

เรือนไทย…พักใจ ‘ไพโรจน์ ชื่นครุฑ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471983

เรือนไทย...พักใจ ‘ไพโรจน์ ชื่นครุฑ’

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

เรือนไทยขนาดกะทัดรัดหลังนี้ แม้จะไม่ได้ดูโอ่อ่าหรืออลังการเหมือนกับเรือนไทยหลังอื่น แต่มันก็เต็มไปด้วยเรื่องราวและความผูกพันของครอบครัว “ไพโรจน์ ชื่นครุฑ” เมื่อมันให้ความรู้สึกมากกว่าแค่บ้านหลังหนึ่ง

ปัจจุบัน ไพโรจน์ ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และดูแลบริษัทในเครืออยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส หรือกรุงศรี ออโต้ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ายอดขายรถป้ายแดงในปีนี้คาดกันว่าจะติดลบ 6-7% แต่ภายใต้การบริหารงานของ “ไพโรจน์” ก็ยังทำให้กรุงศรี ออโต้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเมื่อจบสิ้นปีนี้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่จะเติบโตได้ถึง 6% หรือปล่อยกู้ได้ 1.33 แสนล้านบาท

ไพโรจน์ บอกว่า ในยุคที่มีการแข่งขันสูง การทำงานก็ต้องมีความเครียดหรือมีเรื่องกดดันเป็นธรรมดา ซึ่งตัวเขาเองก็มีวิธีการบริหารความเครียดจากงานด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการขี่จักรยาน ซึ่งก็ปั่นมานานแล้ว ปั่นมาก่อนที่จะมาฮิตติดลมบนอย่างในปัจจุบันเสียอีก ถึงขั้นที่ว่า แม้จะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงและต้องพักรักษาตัวแรมเดือนมาแล้ว แต่ถึงยังไงก็ไม่เข็ด และยังคงเป็นนักปั่นยามว่างมาจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม เขายังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ใช้เป็นที่พักกายพักใจให้กับตัวเอง เมื่อเป็นทั้งความฝันและความต้องการส่วนตัวที่อยากจะมีบ้านเรือนไทยสักหลังเป็นของตัวเอง

ไพโรจน์ เล่าต่อว่า จนเมื่อ 4 ปีก่อน มีเพื่อนแนะนำว่ามีที่ดินกลางกรุงจะขาย 100 ตารางวา สนใจไหม ซึ่งพอมาดูด้วยตัวเองก็ตอบตกลงทันที เพราะตรงกับความต้องการเดิมอยู่แล้ว มีขนาดที่พอเหมาะและตั้งอยู่หัวมุมพอดี

“ความคิดแรกก็กะว่าจะซื้อเพื่อเอาที่ดินเพียงอย่างเดียว ส่วนบ้านเก่าที่มีอยู่ก็จะรื้อทิ้งเพื่อสร้างใหม่แทน เพราะเห็นสภาพจากนอกบ้านแล้ว ต้องบอกว่าโทรมมากๆ ต้นไม้ขึ้นรกไปหมด ไม่น่าดูเลย เนื่องจากถูกปล่อยทิ้งไว้มานาน แต่พอได้เข้าไปสำรวจตัวบ้านจริงๆ ก็เปลี่ยนใจทันที รื้อทิ้งไม่ลง เพราะตัวบ้านที่เป็นไม้และโครงสร้างหลักยังอยู่ในสภาพดี ที่สำคัญเป็นทรงเรือนไทยยกใต้ถุนสูง ไม้ที่ใช้ก่อสร้างก็ยังไม่ผุ เป็นบ้านไม้โบราณที่เจ้าของเดิมยกมาจากราชบุรีมาปลูกบนที่ดินแห่งนี้ จึงอยากเก็บอนุรักษ์เอาไว้” ไพโรจน์ บอก

 

ในที่สุดก็ได้ทำการปรับปรุงตกแต่งเสียใหม่ โดยแทบไม่ต้องรื้อโครงสร้างของเก่าออกเลย มีเพียงชั้นล่างใต้ถุนสูงก็ทำเป็นผนังเพิ่มเติมให้มีความเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อย จะได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งภาพโดยรวมที่ออกมาก็ตรงกับใจที่ต้องการด้วย

ไพโรจน์ บอกว่า เรือนไทยหลังนี้ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยประจำ แต่เป็นบ้านหลังที่สองในกรุงเทพฯ มีเอาไว้เป็นที่ผ่อนคลายมากกว่า เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ เครียดๆ ก็จะแวะมาเรือนไทยหลังนี้ มานั่งสงบจิตสงบใจ ให้ผ่อนคลายลงบ้าง หรือไม่ก็นอนค้างที่นี่สักคืน ก่อนกลับบ้านอีกหลัง

ส่วนสไตล์การตกแต่งเรือนไทยหลังนี้ จะเน้นการตกแต่งให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องมีโทรทัศน์ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ให้จดจ่ออยู่กับมันอีก ไม่ต้องมีเฟอร์นิเจอร์อะไรมากมาย ในเมื่อเราต้องการมาพักที่นี่อย่างเงียบสงบ สบายๆ

 

ที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งส่วนใหญ่ในเรือนไทย อย่างชุดเก้าอี้หวาย โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้โชว์ของ ก็เป็นของคุณแม่ที่จากไปแล้ว นาฬิกาไขลานโบราณก็เป็นของคุณพ่อ

ส่วนชุดโซฟาก็เป็นของลูกชายที่ปัจจุบันไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลาได้เห็น ได้สัมผัส ได้นั่งลง ก็ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ความรู้สึกดีๆ ของเจ้าของเก่าได้เป็นอย่างดี เรือนไทยหลังนี้จึงเป็นมากกว่าแค่บ้านธรรมดา

 

‘เมนูไข่ปูอันโอชะ’ จุดเริ่มต้นหายนะท้องทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471982

‘เมนูไข่ปูอันโอชะ’ จุดเริ่มต้นหายนะท้องทะเล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงปลายปียาวไปถึงเดือน ก.พ. เหล่านักชิมปูจะได้ลิ้มลองเนื้อปูอันโอชะที่มาพร้อมกับไข่ปูสีส้มแดงมันวาว เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักชิม แต่ทว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าการบริโภคไข่ปูทั้งในและนอกกระดองนั้น หมายถึงการลดจำนวนปริมาณลูกปูที่กำลังเกิดสู่ท้องทะเลอีกกว่าล้านชีวิต โดยประเด็นวิกฤตนี้ทำให้ชาวประมงบางกลุ่มพยายามรณรงค์ให้เลิกกินไข่ปู เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศท้องทะเลในอนาคต

วิชา นรังศรี ประธานมูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำ และที่ปรึกษาธนาคารปูม้า ชุมชนหาดเจ้า-แหลมผักเบี้ย สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันสถานการณ์การหาปูม้ามีแต่ทรงกับทรุด เพราะทรัพยากรปูในทะเลมีมากเท่าไหร่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เห็นได้ชัดว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงจับปูม้าได้ลดน้อยลงทั้งจำนวนและขนาดมากกว่าครึ่งหากเทียบกับเมื่ออดีต โดยปัจจุบันการออกทะเลจับปูม้าประมาณเดือนละ 15 วัน ครั้งหนึ่งจับได้ไม่เกิน 10 กิโลกรัม หรือบางวันก็จับไม่ได้เลย

สาเหตุที่ทำให้จำนวนปูลดลงและหายากขึ้น เชื่อว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัญหาจากภาพรวมระบบนิเวศท้องทะเลเปลี่ยนแปลงไป และฝีมือมนุษย์ที่ใช้อวนเป็นเครื่องมือประมงในการจับปู เพื่อตอบสนองความนิยมการบริโภคปูม้าที่มีจำนวนมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นการบริโภคปูผิดประเภทโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ กินแม่ปูทั้งที่ยังมีไข่ในและนอกกระดองกันมาตลอด ทำให้ปัจจุบันพบว่าการฟื้นฟูทรัพยากรปูไม่สมดุลต่อความต้องการของมนุษย์

 

ที่ปรึกษาธนาคารปูม้า อธิบายว่า ปูจะมีตัวผู้กับตัวเมีย แต่คนส่วนใหญ่นิยมกินปูตัวเมียเพราะมีไข่แน่นน่ารับประทาน ซึ่งในธรรมชาติวงจรชีวิตปูม้าอาศัยอยู่ในทะเล ส่วนปูทะเลที่ตัวใหญ่ๆกระดองหนาจะหากินอยู่ตามป่าชายเลนเป็นหลัก แต่ก็สามารถเจอได้ในทะเล ส่วนพฤติกรรมการออกไข่ของปูม้าจะออกได้ตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่อายุ 3 เดือนก็เข้าสู่วัยผสมพันธุ์ โดยการออกไข่ต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 5-7 แสนฟอง ส่วนฤดูกาลวางไข่ผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค.

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความต้องการบริโภคปูที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีกำลังการจับปูก็เพิ่มมากเช่นกัน ซึ่งการบริโภคไข่ปูทั้งในและนอกกระดองนี้ ถือเป็นการบริโภคที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรทางทะเลอย่างรุนแรง เพราะแม่ปูหนึ่งตัวจะออกไข่ 5-7 แสนตัว เมื่อถูกนำมากินจะเท่ากับหยุดวงจรการเกิดลูกปูอีกจำนวนมหาศาล ฉะนั้นจึงไม่อยากให้ผู้บริโภครับประทานปูลักษณะนี้ เพราะหากสังคมต้องการฟื้นฟูทรัพยากรปูในท้องทะเลให้กลับมา ควรเริ่มแก้ที่ความต้องการของมนุษย์ก่อน

“จะให้หาปูตามความต้องการของตลาดเท่าไหร่คงไม่พอ เพราะเมื่อขายได้ การที่เจอปูตัวใหญ่ในทะเลก็ไม่มี เนื่องจากความต้องการปัจจุบันเอาหมดทุกขนาด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่เหลือปูขนาดใหญ่ไปถึงวัยเจริญพันธุ์แบบสมบูรณ์”

วิชา เรียกร้องว่า การแก้ปัญหานี้ไม่อยากให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหรือกินปูที่มีไข่ เพราะหากไม่มีความต้องการซื้อ แม่ค้าจะไม่นำมาขาย และชาวประมงก็จะยอมปล่อยปูที่กำลังมีไข่ลงสู่ท้องทะเลไป หรือนำมาพักเพียง 1-2 วัน ภายหลังแม่ปูสลัดไข่ออกค่อยนำมาขาย และปล่อยไข่ปูลงสู่ทะเล ซึ่งตรงนี้จะช่วยทำให้ทรัพยากรไม่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า และทำให้ทรัพยากรในทะเลกลับมาได้ระดับหนึ่ง มิเช่นนั้นอาจเข้าสู่ขั้นวิกฤตได้ในอนาคต เนื่องจากปัญหาของปูเป็นเพียงหนึ่งปัญหาสะท้อนจากทะเล แต่ถ้าหากผู้บริโภคเลี่ยงการกินสัตว์ทะเลช่วงฤดูวางไข่ ก็เชื่อว่าจะทำให้ทรัพยากรในทะเลกลับมายั่งยืนได้อีกครั้ง

 

หญิงแกร่งไทยในกัมพูชา ล้มแล้วไม่ท้อ…จะมีทางชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471978

หญิงแกร่งไทยในกัมพูชา ล้มแล้วไม่ท้อ...จะมีทางชนะ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

เจ้าของกิจการที่ทำธุรกิจอย่างสดใส หากเกิดเหตุการณ์พลิกผัน ธุรกิจเกิดสะดุด กลายมาเป็นมีหนี้เกือบหลักร้อยล้านบาท เจ้าของธุรกิจจะเลือกทางออกให้แก่ชีวิตและธุรกิจอย่างไร แต่มีซีอีโอหญิงไทย หัวใจสุดแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้ ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น สร้างบริษัทให้เติบโต และกลายเป็นบริษัทชั้นนำการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชาได้

“ดวงใจ จันทร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นัทธกันต์ (กัมพูชา) ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไทย-กัมพูชา และตัวแทนการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศของกัมพูชา เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นสร้างธุรกิจว่า ได้เข้ามาเรียนที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่ชั้นประถม เพราะครอบครัวอยู่ที่ จ.ตราด และเมื่อประเทศกัมพูชาเกิดสงครามในประเทศ ทำให้ต้องกลับไปประเทศไทยตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรืออายุ 15 ปี ซึ่งเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ไม่ได้เรียนต่อ แต่มองเห็นโอกาสการทำธุรกิจ

จึงสนใจเริ่มสร้างธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเลจากกัมพูชานำเข้ามาในไทย เพราะมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำต่างๆ และยังทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเข้ามากัมพูชา โดยการทำธุรกิจในช่วงแรก อายุ 15 ปี เคยเรียนในกัมพูชา จึงมีคนที่รู้จัก ผู้ใหญ่ในประเทศกัมพูชาให้คำแนะนำ จึงเข้าใจช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยการทำธุรกิจในกัมพูชา นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในช่วงแรกได้กำไรสูงมาก เพราะในกัมพูชาไม่มีสินค้า จึงต้องการสินค้าจากไทย และธุรกิจยังสามารถขยายตัวไปสู่การส่งออกสินค้าไทยต่อเนื่องไปประเทศเวียดนามได้

 

แต่ต่อมา เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2538 เกิดปัญหาค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้สินค้าที่สั่งซื้อไว้เกิดปัญหา และได้ไปลงทุนในหลายธุรกิจ ทั้งไปลงทุนทำพลอย และทำอสังหาริมทรัพย์เกิดปัญหาทั้งหมด กลายเป็นต้องมีหนี้สูงเกือบ 500 ล้านบาททันที ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่แพงสุดในชีวิต

เราถือเป็นผู้นำครอบครัว มีลูก 3 คน จะต้องไม่สิ้นหวัง และต้องสู้ มีความเชื่อมั่นต้องมีแสงสว่างรออยู่ข้างหน้า มีลูกเป็นกำลังใจสำคัญให้สู้ต่อไป ทุกอย่างเรื่องหนี้ก็พูดคุยกับธนาคาร เราไม่หนีและไม่ล้มบนฟูก เราล้มจริงๆ ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ปล่อยให้ธนาคารจัดการทั้งหมด ธนาคารก็พร้อมช่วย เพราะที่ผ่านมาเราทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบใคร เมื่อเราล้มก็มีคนอื่นๆ พร้อมเข้ามาช่วย ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น

“อยากให้กำลังใจทุกคน ชีวิตมีวันที่ขึ้นและวันที่ลง บางครั้งเก่งมาก ก็สู้เฮงไม่ได้ บางครั้งอาจจะไม่ช่วงเวลาของเรา หากเราเป็นหนี้ต้องดูว่าสู้ไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็ต้องปล่อยไป อย่าไปยึดติด ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของเราก็ต้องปล่อยไป” ดวงใจ กล่าว

 

บทเรียนที่แพงสุดในชีวิตครั้งนี้ ทำให้ต้องตั้งต้นใหม่ เข้าใจสัจธรรมในความไม่แน่นอนของชีวิต ต้องกลับมาก้าวใหม่ และยึดคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทุกอย่างอย่าทำเกินตัว เราปรับการทำธุรกิจใหม่ด้วยเงินสดเท่านั้น และไม่กู้เงินกับธนาคารเลย ค่อยๆ ก้าวทีละก้าวต่อไป ธุรกิจก็มาทำเกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำทัวร์ด้านการจับคู่ทางธุรกิจ เพราะเป็นสิ่งที่เราถนัดมีความเข้าใจในตลาดกัมพูชา

“ดวงใจ” กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ธุรกิจมีลูกเข้ามาดูแลบางด้านแล้ว โดยลูกก็มีการขยายธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชาเป็นเวลามากกว่า 30 ปีแล้ว โดยเรามีคนรู้จักและมีเพื่อนในกัมพูชามากมาย ได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ต่างๆ ทุกอย่างทำให้เติบโตมากขึ้น ทุกอย่างมาจากการที่เรามีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับเพื่อน ให้ความตรงไปตรงมา และมุ่งมั่นทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

“เราได้สอนลูกมาตลอด ยิ่งอยู่สูง ต้องยิ่งทำตัวให้ต่ำไว้ เราต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่เหยียดหยามใคร พูดจากับพนักงานอย่างดี เพราะมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ทุกคนต่างมีคุณค่าเท่ากันหมด สิ่งที่เราทำมาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเราล้ม ก็มีคนพร้อมช่วยเสมอ และต้องยึดคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในการทำธุรกิจ” ดวงใจ กล่าวทิ้งท้าย