อะไรคืออาหารไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449805

อะไรคืออาหารไทย?

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

อาหารไทยคืออะไร? เป็นปัญหาสำหรับบางคนพอๆ กับถามว่าคนไทยคือใคร? บางคน บอกว่าคนไทยเป็นส่วนผสมของหลายๆ เผ่าพันธุ์ ซึ่งก็ถูกครับ แต่ไม่ถูกทั้งหมด เช่นเดียวกับอาหารไทย เก็บเล็กผสมน้อยจากอาหารชาติต่างๆ ถ้าแยกเป็นส่วนๆ ก็พอรู้ว่ามาจากที่ไหน แต่ถ้าไม่ชำแหละก็แทบบอกไม่ได้เพราะมันผสมผเสปนเปจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว

ว่ากันว่าอาหารไทยก่อนเปิดประเทศรับรสนิยมแขกกับฝรั่ง รสชาติของมันไม่ได้ความเอาเลย (จากบันทึกของต่างชาติ) บันทึกของเปอร์เซียและฝรั่งเศสบอกว่า อาหารคนไทยค่อนข้างเรียบง่าย มีกะปิน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสหลัก กินกับผักต้ม (บ้างก็ว่าทอด แต่ผมสงสัยว่าคนสมัยนั้นไม่มีเสียอัฐเสียเวลาทอดเสียกระมัง)

ทูตเปอร์เซียถึงกับบอกว่าคนไทยชอบกินของเน่าเอาเลยทีเดียว แถมยังต่อว่าคนไทยไม่มีวัฒนธรรมการกิน กระทั่งทำอาหารไม่เป็นแม้แต่อาหารพื้นๆ ไม่เฉพาะแต่อาหารไทยเท่านั้นผมว่าอาหารทั้งสุวรรณภูมิก็อีหรอบเดียวกัน คือกินกันง่ายๆ จนพวก “ชาติอารยะ” ดูหมิ่นว่าไร้ปากะศิลป์

จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์

อิบน์ มุฮัมมัด อิบรอฮีม ทูตเปอร์เซียอ้างว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดอาหารเปอร์เซียเอามากๆ เพราะทรงโปรดแขกเปอร์เซีย โปรดวัฒนธรรมเปอร์เซีย และเสวยอาหารเปอร์เซียอยู่บ่อยๆ เรียกว่าทรงโตมากับอาหารชาตินี้ก็ว่าได้ จะเลี้ยงทูตก็จัดอาหารสำรับใหญ่โตกว่า 50 ประเภท ของหวานอีกไม่น้อย มีทั้งชา กาแฟ มอระกู่แบบแขกชาตินั้น อาหารที่เลี้ยงทูตนี้ควรจะเป็นเปอร์เซียเพราะมีบันทึกว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงขอยืมพ่อครัวจากคณะทูตไป

แกงไทยน่าจะเริ่มผสมเทศเอาก็ตอนนี้กระมัง ซึ่งไอ้คำว่า “เครื่องเทศ” นี้ก็สะท้อนความเป็นแขก เพราะคำว่า “เทศ” หมายถึงแขกทั้งเปอร์เซียและอินเดีย ส่วน “เครื่อง” เป็นคำท้องถิ่น ทางเขมรก็ใช้แต่ออกเสียงว่า  “เกรือง” หมายถึงพริกแกงนั่นเอง แสดงว่า ก่อนการมาถึงของแขกเทศ ไทยน่าจะมีเครื่องแกงเป็นของตัวเองแล้ว

จุดเปลี่ยนอีกอย่างคือกะทิ มีทฤษฎีว่า พวกฝรั่งกับเทศไม่มีนมใช้เลยริเริ่มใช้กะทิแทนนม มีบันทึกทูตเปอร์เซียว่า แขกเทศหาเนยใส หรือ ฆี ในอยุธยาไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวจึงสั่งให้ไพร่ฟ้ารีดนมควายให้พวกแขกเทศ มาทำเนย แต่ชาวบ้านโกรธกันหนัก มีอย่างที่ไหนพระเจ้าแผ่นดินให้รีดนมควาย แล้วลูกมันจะมีนมที่ไหนกิน?  ช่างเป็นขุนหลวงที่ใจทมิฬเสียนี่กระไร

เรื่องนี้แสดงว่าในอยุธยาไม่ใช้นม จะใช้กะทิหรือเปล่าไม่รู้ แต่น่าจะมีเค้าว่าพวกแขกเทศขาดนมเนยไม่ได้ จึงอาจจะหันมาใช้กะทิแทนฆีผสมในแกงต่างๆ จนกระทั่งคนท้องถิ่นเรียนทำ กินบ้าง จนแพร่หลาย และเดี๋ยวนี้อาหารเปอร์เซีย ก็ยังมีแกงใส่กะทิ ทั้งที่แถวนั้นหามะพร้าวได้ยากเย็นไม่รู้ว่าจำมาจากอยุธยาหรือเปล่า

บางทฤษฎีก็ว่าฝรั่งริ่เริ่มใช้กะทิแทนนม ไม่รู้ว่าเป็นชาวโปรตุเกสหรือไม่ เพราะอาหารท้องถิ่นของประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมโปรตุเกสในแอฟริกาและเอเชียก็ยังมีตำรับใส่กะทิในแกง

อีกชาติที่น่าจะมีอิทธิพลต่ออาหารไทยมากคือโปรตุเกส ทุกวันนี้ผมพบแต่อิทธิพลด้านของหวาน แต่ของคาวยังไม่พบ (บางคนว่าโปรตุเกสนำพริกมาแพร่ในสยาม แต่ผมยังสงสัยเรื่องนี้) ส่วนอาหารจีนนั้นปรากฏอิทธิพลชัดเจนเอาตอนต้นกรุงเทพฯ อย่างงานพระราชพิธีเลี้ยงพระก็มีอาหารจีนเข้าร่วมด้วย (ไม่ใช่ขนมจีนนะครับ) เช่นเกาเหลา

ที่จริงอิทธิพลต่ออาหารไทยมีมากมายเกินกว่าจะแจกแจงได้หมด คนไทยเองก็เก่งเรื่องดัดแปลงอยู่แล้วจนไม่เหมือนต้นฉบับเอาเลย และการดัดแปลงนี่เองที่ทำให้ของแท้ของเทศของฝรั่ง กลายเป็นของไทยในที่สุด

 

กรมศิลป์ อนุรักษ์เตาทุเรียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 16:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449815

กรมศิลป์ อนุรักษ์เตาทุเรียง

โดย…สมาน สุดโต

กรมศิลปากร ทุ่มงบประมาณหลายสิบล้านบาท ขุดแต่งเตาทุเรียง ที่เผาเครื่องสังคโลก ถ้วยชามเครื่องเคลือบสีต่างๆ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ บริเวณคันดินรอบวัดพระพายหลวง ที่มีกว่า 50 เตา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์  สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร เชิญผู้สื่อข่าวกลุ่มเล็กๆ  ไปร่วมงานเสวนา 4 ทศวรรษ แห่งการอนุรักษ์ และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย เมื่อ 15-16 ส.ค. 2559 และเพื่อดูการขุดค้น ตกแต่งโบราณสถาน และบูรณะ จ.สุโขทัย ซึ่งได้พาไปดูการขุดแต่งเตาทุเรียงด้วยในการนี้ ธงชัย สาโค นักวิชาการโบราณคดี กรมศิลปากร ได้บรรยายให้นักข่าวฟังในการทำงานเพื่ออนุรักษ์เตาทุเรียงว่า อีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ จะเห็นภูมิทัศน์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้แหล่งเตาทุเรียงได้ชัดเจน และสวยงามมากขึ้น

ปัจจุบัน กรมศิลปากร ขุดค้นตกแต่งไปได้ 3 เตา จากจำนวน 50 เตา เริ่มงานหลังสงกรานต์ปี 2559 สิ่งที่พบจากการขุดค้น เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่หลงเหลือจากที่ชาวบ้านได้ขุดค้นทุกตารางเมตรเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว

 

สภาพเตาทุเรียงอายุประมาณ 600 ปี เป็นแหล่งผลิตเครื่องสังคโลก มีอายุหลังจากศรีสัชนาลัยประมาณ 50 ปี ลักษณะสังคโลกที่พบ ซึ่งส่วนมากไม่สมบูรณ์ และแตกเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย ถูกทิ้งรอบๆ เตานั้น สามารถยืนยันในทางวิชาการว่าถูกต้องได้ระดับหนึ่ง

ลักษณะของเตามี 2 แบบ คือ แบบเตากลม มีพื้นเจาะรูเพื่อระบายความร้อนจากช่องไฟที่อยู่ด้านล่างขึ้นมา เรียกว่าเตาตะกรับ อีกแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นรูปหลังเต่า มีปล่องระบายความร้อนและช่องไฟอยู่คนละแนว เพื่อระบายความร้อนในแนวนอน เรียกเตาแบบนี้ว่าเตาประทุน

ในการขุดตกแต่งนั้น บางครั้งก็ประเมินผิด เช่นที่ขุดค้นในแหล่งที่ 3 ซึ่งมีกองอิฐตั้งอยู่ข้างๆ น่าจะเป็นเตาเผาชนิดหนึ่ง แต่เมื่อขุดแต่งลึกไปถึง 3 เมตร กลับไม่พบสภาพเตา สันนิษฐานว่าอาจเป็นที่ตั้งแท่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาก็ได้

 

ส่วนคำถามว่าทำไมจึงมีเตาอยู่รวมเป็นกลุ่ม ในบริเวณคันดินวัดพระพายหลวง ธงชัยว่าน่าจะเป็นความสะดวกในการหาวัตถุดิบคือดินที่ได้จากแหล่งนี้ เหมาะแก่การปั้นถ้วยชาม และเครื่องใช้อย่างอื่นมาก

ลักษณะเครื่องสังคโลกจากเตาทุเรียง เป็นภาชนะเคลือบสีต่างๆ เช่น สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล สีใสเคลือบทับลายรูปเขียนต่างๆ เช่น ดอกไม้ และปลา เป็นต้น

ข้อมูลที่กรมศิลป์มอบให้บอกว่า เครื่องสังคโลกที่ผลิตจากที่นี่เป็นสินค้าที่ส่งไปขายยังนอกอาณาเขตสุโขทัยอย่างกว้างขวาง ทั้งในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน เช่น อยุธยาและแถบภาคใต้ และยังพบในแถบฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น อีกด้วย

 

ปฏิทิน 16 เหยี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449802

ปฏิทิน 16 เหยี่ยว

โดย…ปริญญา ผดุงถิ่น

ผมมีของดีมาแนะนำเชิญชวน เป็นปฏิทินเหยี่ยวที่เพิ่งผลิตเสร็จออกมาสดๆ ร้อนๆ เพื่อจำหน่าย จัดทำโดยมูลนิธิศึกษาธรรมชาติเขาดินสอ ซึ่งทำงานวิจัยนับเหยี่ยวอพยพเป็นประจำทุกปี

บางคนอาจงง ปกติปฏิทินเขาแจกไม่ใช่หรือ? แล้วก็แจกปลายปีด้วย แต่นี่ดันมาขาย แถมขายเดือน ส.ค.อีกต่างหาก?

คำตอบก็คือ เขาทำปฏิทินขายก็เพื่อระดมทุน เป็นค่าใช้จ่ายให้กับทีมนักวิจัยภาคสนาม ซึ่งต้องเดินขึ้นลงเขาดินสอ ที่ จ.ชุมพร อันสูงชัน เพื่อนับจำนวนเหยี่ยวอพยพทุกวันไม่มีวันหยุด เป็นเวลานานถึง 2 เดือนครึ่ง เริ่มจาก 1 ก.ย.-15 พ.ย.

และเพราะเขาจะเริ่มงานวิจัยกันตั้งแต่ 1 ก.ย. จึงไม่แปลกที่จะพิมพ์ปฏิทินมาขายในเดือน ส.ค. ที่แหวกแนวจากปฏิทินดารา ปฏิทินสาวน้ำมันเครื่องอกโต ฯลฯ ก็คือ เขาเริ่มเดือนแรกในปฏิทิน ที่เดือน ก.ย. 2559 อันเป็นเดือนเปิดฤดูกาลเหยี่ยวอพยพนั่นเอง ไปสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2560

 

เพราะมี 16 เดือน ภาพเหยี่ยวในปฏิทินนี้จึงมากัน 16 ชนิด ระดมขอฟรีๆ จากช่างภาพนก 15 คนประกอบด้วย ชูเกียรติ นวลศรี จากภาพ เหยี่ยวเพเรกรินพันธุ์ใต้ และเหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล ฌาน โธสินธิติ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ภัทราวุฒิ สิทธิฟอง เหยี่ยวตีนแดง จรูญ สังขริม นกอินทรีหัวไหล่ขาว หล่า โชงรัมย์ นกอินทรีเล็ก สมพงษ์ น่วมสวัสดิ์  เหยี่ยวนกเขาชิครา

สมิทธิ์ สุติบุตร์ เหยี่ยวต่างสี วิษณุ นันทศิริภรณ์ นกอินทรีดำ คณิต คณีกุล แร้งดำหิมาลัย ศักดา สมวงศ์ เหยี่ยวค้างคาว เกษตร สุเตชะ เหยี่ยวดำท้องขาว สันติ แซ่ลี เหยี่ยวผึ้ง ธานี วงศ์นิวัติขจร นกอินทรีปีกลาย คำรณ เพ็ชรประยูร เหยี่ยวเคสเตรล และสุดท้าย แหะๆ ผมเอง ปริญญา ผดุงถิ่น เหยี่ยวนกเขาหงอน

ซึ่งผู้จัดทำสุมหัวเบรนสตอร์มกันแล้ว มีมติเลือกภาพเหยี่ยวของผมขึ้นเป็นปกปฏิทิน แหม่ ผมจะทำไรได้ ดีใจสิครับ

ส่วนผู้ร่วมสนับสนุนการผลิตปฏิทิน ได้แก่ นพ.วิโรจน์ องค์อนันตคุณ  เมืองชลสัตวรักษ์  สุเมธ ฐิติภูรีและกลุ่มบริษัท ทริพเพิลไอ โลจิสติกส์ วรวรรณ อักษรศาสตร์ บริษัท ซอฟต์แวร์คอนสตรัคเตอร์ สุธรรม ชูสร้อยปิ่น  บริษัท แพลำภู ชุมพร  และ พิมพ์นัฎดา มากอำไพ & Emil Svensson Hugo Mak-Amphai Svensson  Sippawit Samitayothin

สั่งซื้อได้ที่เพจ The Flyway Foundation, Thailand ชุดละ 350 บาทเท่านั้น

 

สมรภูมิโกดังสี่ห้าง ธงชาติ และสัญลักษณ์รวมใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449797

สมรภูมิโกดังสี่ห้าง ธงชาติ และสัญลักษณ์รวมใจ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“เป็นเรื่องทั้งไม่น่าประหลาดใจและน่าประหลาดใจ ที่เรารู้สึกภาคภูมิใจเมื่อธงชาติไทยได้ขึ้นอวดนานาชาติในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก…”

ปลายปี ค.ศ. 1937 สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองเริ่มเข้าสู่จุดแตกหัก ญี่ปุ่นยึดปักกิ่งไปได้แล้ว และกำลังจะยกทัพเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ แม้ยุคนั้นเมืองเซี่ยงไฮ้บางส่วนที่เป็นเขตพื้นที่เช่าของต่างชาติ แต่ก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของจีนที่สำคัญเช่นกัน

เจียงไคเช็กผู้นำรัฐบาลก๊กมินตั๋ง บัญชาการให้รักษาเซี่ยงไฮ้ไว้จนสุดความสามารถ จีนนำกำลังทหารจำนวนมากเข้าต้านทานทัพญี่ปุ่นในยุทธการเซี่ยงไฮ้ นักข่าวต่างประเทศบางคนขนานนามยุทธการนี้ว่า “สตาลินกราดแห่งแยงซีเกียง”

แม้จะทุ่มกำลังทหารเข้าป้องกันกองทัพญี่ปุ่นอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพรวมของสงครามได้ ทัพจีนกำลังสูญเสียอย่างหนัก ยื้อไปมากกว่านี้ เท่ากับผลาญชีวิตทหารทั้งหมดทิ้ง พอปลายเดือน ต.ค. ภาพรวมของยุทธการเซี่ยงไฮ้จึงเป็นการถอนกำลังไปปกป้องเมืองหลวงที่ “นานกิง” แต่ต้องเป็นการถอนกำลังอย่างช้าๆ หนึ่งเป็นเรื่องการทหาร เพราะต้องประวิงเวลาให้กำลังหลักมีเวลาถอยทัพอย่างเป็นขบวน สองเป็นเรื่องการเมือง คือให้นานาชาติยังรับรู้ว่า จีนไม่ได้ทิ้งเซี่ยงไฮ้ไปง่ายๆ

รัฐบาลก๊กมินตั๋งมอบหมายให้กองพลที่ 88 รั้งท้ายรักษาเซี่ยงไฮ้ กองพล 88 มีกำลังพลอยู่เพียง 423 นายเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นทหารกองหนุนที่เพิ่งเกณฑ์ เจียงไคเช็กต้องการให้กองกำลังชั้นดีเข้าปกป้องเมืองหลวง

กองพล 88 เลือกตั้งยันที่อาคารโกดังสี่ห้าง (ซื่อหังชางคู่) ริมแม่น้ำซูโจวด้านเหนือ โดยทางฝั่งใต้แม่น้ำและพื้นที่ด้านตะวันออกเป็นเขตพื้นที่เช่าของนานาชาติ กองทัพจีนไม่สามารถติดอาวุธล้ำเขตแดนเข้าไปทำสงครามได้ ส่วนทางด้านตะวันตกและเหนือถูกญี่ปุ่นยึดครองไปหมดแล้ว

โกดังสี่ห้าง กลายเป็นป้อมปราการด่านสุดท้ายที่ยันทัพญี่ปุ่น โกดังสูงหกชั้น พื้นที่สองหมื่นตารางเมตร เป็นโกดังที่ธนาคารของจีน 4 แห่งร่วมกันสร้างขึ้น (จึงเป็นที่มาของชื่อโกดัง 4 ห้าง) เป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีต เสริมเหล็กไม่กี่หลังในเซี่ยงไฮ้

สภาพโกดังแม้แข็งแรงคล้ายจะเป็นป้อมปราการ แต่ยังต้องเพิ่มการเตรียมพร้อมอีกมาก ผู้บัญชาการกองพล 88 สั่งให้นำกระสอบทรายวางเรียงอุดช่องประตูด้านล่างทั้งหมด พร้อมทั้งเสริมกระสอบที่ช่องหน้าต่างด้านบนให้สูงขึ้นเตรียมไว้เป็นช่องยิงต่อต้าน ที่ดาดฟ้าติดตั้งปืนกลสำหรับยิงระยะไกล ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเดินทัพมาถึง กองพล 88 และชาวจีนในเขตพื้นที่เช่านานาชาติ ต่างช่วยกันส่งเสบียงเตรียมความพร้อมให้ปราการนี้ปักหลักอยู่ได้นานที่สุด

มันเคยถูกเรียกว่าโกดัง ตอนนี้บางคนเรียกมันว่าป้อมปราการ แต่นายทหารบางคนเรียกมันว่าสุสานของพวกเรา เพราะพวกเขาต้องปักหลักสู้ตาย

เช้าตรู่วันที่ 27 ต.ค. กองทัพญี่ปุ่นก็เปิดศึกโจมตีโกดังสี่ห้าง การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ทัพญี่ปุ่นนำขบวนด้วยรถถังคอยกำบังพลเดินเท้า เมื่อเริ่มเข้าใกล้โกดัง กองพล 88 ระดมยิงไม่ยั้งจนทัพญี่ปุ่นต้องล่าถอย

ต่อมาทัพญี่ปุ่นเข้าโจมตีทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นผนังทึบไม่มีมุมให้กองพล 88 ได้โจมตี ทำให้กองทัพญี่ปุ่นวางเพลิงที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาคารได้สำเร็จ กองพล 88 ต้องแบ่งทหารส่วนหนึ่งมาช่วยกันดับไฟ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ยังคงระดมยิงป้องกัน แต่ที่สุดญี่ปุ่นก็เข้ายึดโกดังแห่งนี้ไม่สำเร็จ

ท่ามกลางการสู้รบที่ยังดุเดือดกันอยู่ ชาวจีนที่อยู่ในเขตเช่าต่างชาติอีกฟากแม่น้ำเห็นว่ากองพล 88 ยังขาดอะไรอยู่สิ่งหนึ่ง

นั่นคือธงชาติจีน

ทางด้านเหนือและตะวันตกมีแต่ธงพระอาทิตย์แห่งกองทัพญี่ปุ่นที่บอกว่ากองทัพญี่ปุ่นได้ยึดพื้นที่ไว้หมดแล้ว ทางด้านตะวันออกและอีกฟากของแม่น้ำทางด้านใต้ก็มีแต่ธงของอังกฤษ อเมริกา ที่คอยเป็นสัญญาณว่า เป็นที่ดินของชาติที่เป็นกลาง ไม่ขอเอี่ยวในสงครามครั้งนี้

เซี่ยงไฮ้ของจีนในเวลานั้น ขาดแต่ธงชาติของแผ่นดินจีน!

หยางฮุ่ยหมิ่น ยุวชนทหารหญิงอายุ 14 ปี เดิมเธอเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดที่ต้องการเข้ามาเรียนในเมืองใหญ่ แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้น เธอก็ขอทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเท่าที่ศักยภาพของเธอจะอำนวย

เธอพับธงผืนใหญ่ซ่อนไว้กับตัวแล้วลักลอบออกเดินทางจากเขตเช่านานาชาติกลางคืนที่มืดมิดเข้าไปที่ปราการโกดังสี่ห้าง เพื่อส่งมอบธงชาติจีนให้กับกองพล 88

นาทีที่เธอเข้าไปที่ลักลอบเข้าโกดัง เธอส่งมอบธงชาติทั้งน้ำตา เป็นน้ำตาในความรู้สึกที่บอกไม่ถูก กองพล 88 ร่วมทำความเคารพและกล่าวขอบคุณเธอ แล้วจึงหาไม้ไผ่ทำเป็นเสาธงเชิญธงชาติจีนขึ้นปักบนยอดตึก

ตอนนั้นเป็นเวลาใกล้รุ่ง ธงชาติจีนผืนใหญ่จึงได้ปลิวสะบัดอยู่เหนืออาคาร เป็นธงชาติจีนผืนเดียวในดินแดนนั้น เพิ่มความฮึกเหิมให้กับทหารที่อยู่ภายในป้อม รวมถึงกระตุ้นเตือนอะไรอีกหลายอย่างให้กับชาวจีนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ในเขตเช่านานาชาติ เช้าวันนั้นชาวจีนจำนวนหนึ่ง ยืนทำความเคารพธงชาติอยู่นอกป้อมปราการ ฟากตรงข้ามแม่น้ำซูโจว

ทัพญี่ปุ่นเข้าโจมตีอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถโค่นปราการด่านโกดังสี่ห้างนี้ไปได้ จนถึงวันที่ 30 ต.ค. ศูนย์กลางแจ้งข่าวว่ากองกำลังหลักล่าถอยได้ตามแผน ถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจของกองพล 88 โดยสมบูรณ์ ทั้งหมดถอนกำลังเข้าเขตเช่านานาชาติ โดนปลดอาวุธ และถูกจับเข้าเขตกักกันพิเศษ และด้วยวีรกรรมที่โกดังสี่ห้างของพวกเขา กองพล 88 ยังคงได้รับอนุญาตให้ร้องเพลงชาติและเคารพธงชาติจีนได้ในเขตกักกัน

ยุทธภูมิเซี่ยงไฮ้ที่ญี่ปุ่นคาดหวังว่าจะยึดพื้นที่ให้ได้ภายในสามวัน กลับยืดเยื้อไปนานสามเดือน สมรภูมิโกดังสี่ห้างนี้เป็นช่วงระยะ 4 วัน 5 คืนสุดท้ายของยุทธภูมิเซี่ยงไฮ้ เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของกองกำลังเล็กๆ

หนึ่งในชัยชนะนั้น มี ด.ญ.หยางฮุ่ยหมิ่นอยู่ด้วย เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักชาติ พอๆ กับธงชาติที่เธอนำไปมอบให้ก็เป็นสัญลักษณ์ของการรวมใจของชาวจีน โกดังสี่ห้างและกองพล 88 ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการยืนหยัดรักษามาตุภูมิ

ความเข้าใจหรือซาบซึ้งใน “สัญลักษณ์” เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น

สัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ บางครั้งเกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่แค่เพียงครั้งเดียว ก็เกินพอที่จะส่งต่อให้คนระลึกถึงได้พร้อมกัน และส่งทอดความซาบซึ้งผ่านกาลเวลา สิ่งที่เชื่อมต่อคนตัวเล็กๆ ซึ่งอาจไม่มีโอกาสหรือกำลังพอที่จะทำสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า มักขาดสัญลักษณ์ไปไม่ได้

ธงชาติอาจเป็นเพียงสิ่งสมมติ แต่ในหลายสถานการณ์ก็หล่อหลอมรวมใจคนได้จริงๆ เพราะพาผู้คนจำนวนมากผ่านประสบการณ์อันน่าภาคภูมิใจต่างๆ นานา

สัญลักษณ์จึงสามารถเป็นคลังเก็บความภาคภูมิใจที่คนลืมตาพร้อมจะมองเห็น คนหลับตาไม่มีทางมองเห็น ส่วนคนแกล้งหลับตาคงเรียกเขาให้ลืมตาขึ้นมาเห็นได้ยากยิ่ง

ความภาคภูมิใจเมื่อธงชาติไทยได้ขึ้นอวดนานาชาติในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกก็เช่นกัน… สำหรับบางคนมันอาจไม่ได้มีความหมายใหญ่โตอะไร สำหรับบางคนมันกำลังทำให้ความยิ่งใหญ่ ความภูมิใจเพิ่มพูนเข้าไปในสัญลักษณ์มากขึ้นๆ

 

นันทิยา-พัชรินทร์ เหมอังกูร เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449676

นันทิยา-พัชรินทร์ เหมอังกูร เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ… ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงชอบอยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้แต่จะดีแค่ไหนที่เราได้ทำงานกับคนที่เรารักและไว้ใจ แบบมองหน้าก็รู้ใจ เช่นเดียวกับพี่น้องสองสาวคู่นี้ ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจ บริษัท กรูเม่ท์ วัน ฟู้ด เซอร์วิส มาเกือบ 12 ปี นำเข้าอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียมจากยุโรปและอเมริกา ไม่ว่าจะไวน์ ชีส คาเวียร์ เนื้อวัว แฮม ช็อกโกแลต ตับบด
ล็อบสเตอร์ ผัก อาหารกระป๋อง ฯลฯ มาด้วยกันช่วยกันบริหารจนรุ่งเรืองไปได้ดีพี่สาวคือ เจี้ยบ-นันทิยา เหมอังกูร เป็นผู้จัดการทั่วไปรับผิดชอบงานด้านการตลาดกิจกรรมพิเศษต่างๆ ขณะที่น้องสาวจ้อ-พัชรินทร์ เหมอังกูร รับผิดชอบเรื่องสินค้า สต๊อก การส่ง-สั่ง สินค้า การเงิน และประสานกับเชฟต่างๆ ทั้งคู่บอกว่าธุรกิจอาหารนั้นไม่มีวันตาย สินค้าที่บริษัทเธอนำเข้ามีกว่า 1,000 ชนิดของไลน์สินค้า โดยมีกลุ่มลูกค้าระดับบีบวกขึ้นไป มียอดการขายปีละหลายร้อยล้านบาท ยอดขายมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี

“ยุคนี้โลกมันแคบขึ้นทุกวัน เราติดตามข่าวสารกันได้หลายทางทั้งทีวี หนังสือ หรือแม้แต่โซเชียลมีเดียต่างๆ บางคนก็เดินทางไปต่างประเทศกันมากขึ้น ได้รู้ได้เห็นได้ชิม อาหารจากที่ต่างๆ ทำให้เขาเปิดกว้างอย่างทดลองอาหารใหม่ๆ เปิดใจรับสินค้าใหม่ๆ ทำให้สินค้าที่เรานำเข้าได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เปิดบริษัทนำเข้าอาหารมากว่า 10 ปี ยอดขายโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี” ทั้งคู่ช่วยกันเล่า

ด้วยวัยที่ห่างกันเพียงแค่ 2 ปี และมีกันเพียงสองคนพี่น้องทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆ จนหลายคนเข้าใจว่าทั้งคู่เป็นคู่แฝดเพราะตัวติดกันตลอดเวลา เรียนด้วยกันนอนห้องเดียวกัน ช็อปปิ้งด้วยกัน คือแทบจะอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชม. มาแยกกันบ้างตอนเรียนมหาวิทยาลัย เนื่องจากพี่สาวไปเรียนด้านบริหารที่มหาวิทยาลัย สแตมฟอร์ด  ขณะที่น้องสาวไปเรียนด้านบริหารคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ต้องแยกจากกัน และเป็นครั้งแรกที่เริ่มแยกห้องนอนกัน จนน้องสาวต้องมาขอทำการบ้านให้พี่เพื่อจะได้เข้ามานัวเนียในห้องของพี่สาว เพราะชีวิตที่ผ่านมาเคยมีกันและกันตลอดเหมือนเพื่อนสนิทคุยกันได้ทุกเรื่องไม่เคยมีความลับต่อกัน แค่มองตากันก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ต้องการแบบไหน

ทั้งคู่บอกว่าตั้งใจไว้เลยตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้วว่า จะไม่ไปทำงานเป็นลูกน้องใครจะพยายามหาธุรกิจทำด้วยกัน 2 คนพี่น้องเพื่อที่จะได้มาใกล้ชิดด้วยกันเหมือนเดิมไม่ต้องไปแยกกันทำงาน เหนื่อยด้วยกันได้ด้วยกัน “คือเราเหมือนแฝดมากกว่าพี่น้องเพราะคิดเหมือนกัน ชอบเหมือนกันตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวแยกบ้านกันไปแล้ว เราก็ยังต้องโทรศัพท์คุยกันทุกวัน แม้ว่าส่วนใหญ่ก็จะเจอกันที่ออฟฟิศของเราอยู่แล้ว และเวลาไปช็อปปิ้งเราก็จะใจตรงกันซื้ออะไรมาเหมือนกัน และบ่อยที่สุดก็คือใส่ชุดมาจ๊ะเอ๋กัน คือไม่ได้นัดแนะกันนะต่างคนต่างมาอ้าวใส่ชุดมาชนกัน ตอนหลังเวลาจะไปงานด้วยกันต้องโทรไปบอกว่าพี่จะใส่ชุดนี้เธออย่าใส่มาชนกันนะต้องนัดกันเพื่อแต่งตัวไม่ให้เหมือนกัน  หรือแม้เวลานัดไปกินข้าวกันตามศูนย์การค้าเราก็ยังมาจอดรถบริเวณใกล้เคียงกัน แบบใจเรานี่ตรงกันตลอดเวลา” พี่สาวเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่น้องสาวก็เสริมว่า “เวลาไปช็อปปิ้งหากพี่สาวไม่มีเวลา เขาจะฝากจ้อซื้อของมาเผื่อด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้าเสื้อผ้าจ้อซื้อมาให้แบบไม่เคยพลาดทั้งแบบและขนาดพอดีเป๊ะอะไรจะรู้ใจกันขนาดนั้น เราว่าคู่แฝดบางคู่อาจจะรู้ใจกันน้อยกว่าคู่ของเรานะคะ แล้วเรา 2 คนนี่แทบจะไม่ค่อยทะเลาะกันเลยน้อยมาก แล้วถ้าเรางอนกันแค่วันสองวันเท่านั้นเราทั้งคู่ก็จะพยายามมาคืนดีกันโดยเอาเรื่องงานมาอ้าง และในส่วนของเรื่องงานเราก็ไม่เคยขัดแย้งกันเพราะเราแบ่งหน้าที่กันชัดเจนเราจะไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน 99 เปอร์เซ็นต์ เรามักเห็นตรงกันเสมอ”น้องสาวเล่าอย่างมีความสุข

 

พี่สาวฝากถึงน้องสาว

เพราะมีกันเพียง 2 คน พี่น้องเขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรา เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนที่ไว้วางใจ เป็นคนที่เราสามารถตายแทนได้นึกภาพไม่ออกว่าถ้าไม่มีเขาชีวิตเราจะเป็นอย่างไร เขาเติมเต็มให้กับชีวิตเราเสมอ มีน้องสาวทำให้ชีวิตเรามีความลงตัว ตอนน้องสาวแต่งงานนี่ใจหายมากคิดว่าชีวิตขาดอะไรไปเหงาเลยตอนนั้น

“เจี้ยบเป็นคนคิดเร็วทำเร็วชอบตะลุยไปข้างหน้า แต่น้องสาวเขาจะช้านิดหนึ่ง เขาจะรอบคอบเก็บรายละเอียดคอยบาลานซ์คอยเตือนเมื่อเราเร็วเกินไปเขาทำให้เราไม่พลาด เขาติดพี่สาวเด็กๆ จะเข้ามาพัวพันแต่เวลางอนกันพี่สาวก็จะคอยง้อน้องตลอด แทบไม่เคยจะทะเลาะกันเลย เขาดีพร้อมสำหรับเราไม่มีอะไรต้องเตือนเขา แค่ห่วงว่าเขาทำงานหนักมากเกินไปเขามีความสุขกับการทำงานเขาชอบไปทำงานวันหยุดไม่มีอะไรทำเธอก็เข้าออฟฟิศ อยากให้เขาพักๆ บ้าง มีเวลาให้ครอบครัวบ้างเพราะเขามีลูก แล้วก็ขี้เหนียวไม่ค่อยใช้เงิน ทำงานเหนื่อยมากก็ใช้บ้างเถอะ” เธอฝากถึงน้องสาว

 

น้องสาวฝากถึงพี่สาว

พี่สาวเขาน่ารักทุกอย่างใจดี ไม่ดุ ไม่จู้จี้จุกจิก ไม่ค่อยขัดใจน้องด้วยเขาก็ตามใจน้องเหมือนกัน รักเขาที่สุดเหมือนกัน “ห่วงเรื่องเดียวคือเรื่องสุขภาพ พี่เคยป่วยหนักมากๆ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จ้อใจเสียเลย ไปนอนเฝ้าเขาเกือบทุกวัน ตับเขาไม่แข็งแรง ตกใจมากตอนเขาป่วยไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนั้นเพราะรองจากแม่ก็พี่สาว เขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เรายอมพี่มาตลอดไม่อยากขัดใจพี่ยิ่งเขามาป่วยตอนนั้นเราจิตตกเลย ตอนนี้คืออะไรที่เขาสบายใจเราจะตามใจไม่อยากให้เขาเครียด อยากให้เขามีความสุข ตอนนี้อะไรที่ทำแทนได้เรื่องงานเราจะทำแทนให้ อยากให้เขาพักเยอะๆ อยากให้เขามีลูกสมใจนึก อะไรที่เขาทำแล้วมีความสุขเราจะไม่ห้ามเลย เรารู้ว่าเขารักน้องแล้วก็รักลูกเราด้วยตามใจหลานมากซื้อของให้น้องให้หลานตลอดเวลา โชคดีที่ได้เป็นน้องสาวเขารักเขาที่สุด” เธอกล่าวอย่างซาบซึ้ง

 

ขจรศักดิ์ มโนทรัพย์ศักดิ์ สุขง่ายๆ จากการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449675

ขจรศักดิ์ มโนทรัพย์ศักดิ์ สุขง่ายๆ จากการทำงาน

โดย…กองทรัพย์

จากหนุ่มวิศวกรออกแบบและอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นเวลา 4 ปี ก่อนเบนเข็มสู่บริษัทเอกชนในสายเทคนิคเชียลซัพพอร์ต ให้กับบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จากนั้นก็เติบโตในสายงาน ได้ท้าทายความสามารถด้วยงานขายและการตลาด เรื่อยมาจนกระทั่งในปีที่ 15 ของการทำงานที่ปูนอินทรี “ขจรศักดิ์ มโนทรัพย์ศักดิ์” ก้าวสู่ตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป อินทรีมอร์ตาร์ ซึ่งดูแลงานด้านการขายและขยายตลาดของปูนสำเร็จรูป เขาบอกยิ้มๆ ว่าในตอนเริ่มต้นทำงานที่นี่ ตามประสาของคนหนุ่มที่มองหาความท้าทายในงาน เวลานั้นเขาตั้งเป้าว่าขอเวลา 5 ปี เพื่อจะย้ายที่ทางใหม่ แต่ 15 ปีผ่านไป เขาก็ยังทำงานกับองค์กรนี้อยู่

“ผมเริ่มเข้ามาทำงานที่นี่ตอน 30 ต้นๆ แต่ละปีสำหรับผมเร็วมากนะครับ ตอนแรกผมคิดว่าอาจจะทำงานที่นี่ไปสักพัก แล้วค่อยย้ายงาน แต่ผลออกมาก็คือ 15 ปีแล้ว อาจจะด้วยเพราะว่าการทำงานกับที่นี่มีความสุขเพราะมีผู้นำให้โอกาส คือ พี่แมว (จันทนา สุขุมานนท์) มอบงานที่มีความท้าทายใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกมีไฟในการทำงานตลอด บวกกับลูกทีมและเพื่อนร่วมงานที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ทุกคนพร้อมจะเรียนรู้งาน บรรยากาศในการทำงานจึงอบอุ่น ขณะเดียวกันก็ท้าทายความสามารถของเราด้วย ทำให้เราไม่เบื่อ ปีๆ หนึ่งก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว” ผู้จัดการทั่วไป อินทรีมอร์ตาร์ เอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะพูดถึงความประทับใจในหลายเหตุการณ์ตลอดการทำงานที่ปูนอินทรี

 

“ผมมองว่าวิถีทางที่ผมเดินอยู่ตอนนี้เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างคนของปูนอินทรี ที่ผ่านมางานของผมเปิดโอกาสให้ผมได้เดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความประทับใจของผมถ้าจะให้เล่าคงจะยาวมาก แต่ในช่วงหนึ่งที่ผมดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ธุรกิจผสมเสร็จของปูนอินทรี ทำให้ผมได้เดินทางไปในต่างจังหวัดเพื่อพบลูกค้า งานของเราค่อนข้างคลุกคลีกับลูกค้า งานของเราคือการให้ ให้อะไรบ้าง เราต้องอบรมและให้องค์ความรู้ของเรากับเขา เขาอยากทำธุรกิจแต่ไม่รู้หลักการ เราก็จะสอนเขาตั้งแต่ต้น รวมทั้งการขาย และการบริหารการขาย ทุกวันนี้เราก็ยังดูแลเขาอยู่ได้เห็นพัฒนาการของคนที่เริ่มต้นธุรกิจ แล้วกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จหรือชีวิตความเป็นอยู่เขาดีขึ้น นี่เป็นความสุขหนึ่งที่ผมได้รับจากการทำงานที่นี่”

ไลฟ์สไตล์ของผู้บริหารคนนี้ไม่โลดโผน จะเรียกว่าสมถะก็ไม่ผิดนัก ดังนั้นกิจกรรมหรือสถานที่ที่อยู่แล้วมีความสุขของชายคนนี้จึงมีอยู่ทั่วไป พูดได้ว่าความสบายใจสร้างได้ทุกที่และเกือบจะทุกเวลา ประกอบกับความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของผู้ชายชื่อขจรศักดิ์ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผลเหล่านี้จะส่งให้เขาเป็นผู้บริหารของอินทรีมอร์ตาร์ “ผมไม่มีมาด ค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน” เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะบอกต่อไปว่า  หนึ่งในแรงที่ผลักดันให้ชายคนนี้ก้าวสู่ความสำเร็จก็คือทีมเวิร์ก และบรรยากาศการทำงานที่แสนจะอบอุ่นและเป็นกันเอง

“ที่นี่เป็นบริษัทแรกๆ ที่ให้โน้ตบุ๊กพนักงาน สำหรับนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ตอนนั้นผมมองว่าเท่มากนะครับ แต่มองย้อนกลับไปมันคือการทำงานแบบ mobile office (หัวเราะ) เราได้ทำงานโดยที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือที่นี่ก็ตอบโจทย์ข้อนี้ของเราได้เป็นอย่างดี มีมุมอ่านหนังสือ ผ่อนคลาย และเป็นมิตรกับคนทำงานด้วยกัน

 

“เมื่อขึ้นมาเป็นผู้บริหารที่บริษัทประตูห้องทำงานก็เปิดตลอด ลูกน้องสามารถเดินมาปรึกษาเรื่องงานหรือเรื่องไม่สบายใจได้และมีบ่อยครั้งที่ผมไปถามเรื่องวัยรุ่นกับน้องๆ ในทีมที่เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะรู้ความคิดของวัยรุ่น เพราะลูกชายผมก็อยู่ในวัยรุ่น แต่สำหรับผู้บังคับบัญชาแม้ว่าท่านจะมอบความเป็นกันเองให้แต่การทำงานของเราก็ต้องเป็นมืออาชีพ เพราะผมมองเจ้านายเป็นต้นแบบในการทำงาน คือเจ้านายเป็นคนทำงานหนักคอนเซ็ปต์ของผมคือต้องทำงานหนักให้ได้เทียบเท่าหรือมากกว่า นี่คือหลักการทำงานของผม”

ส่วนเรื่องการจัดสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน ผู้บริหารรายนี้ บอกว่า วันจันทร์ถึงศุกร์เป็นเป็นวันทำงานที่สนุกและท้าทาย วันหยุดจึงทุ่มเทให้ครอบครัวนอกจากการเดินทางต่างประเทศอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งซึ่งเป็นกฎเหล็กของบ้าน การไปรับประทานอาหารโดยพร้อมหน้ากันโดยมีคุณปู่ คุณย่าร่วมด้วยก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความสุขและเรียกรอยยิ้มให้กับผู้บริหารสุดธรรมดาคนนี้ “ถึงแม้ว่าผมจะให้เวลากับงานค่อนข้างมาก แต่ก็อยากให้ลูกใกล้ชิดกับคุณปู่ คุณย่าโดยจะพาเขาไปกินข้าวร่วมโต๊ะกับท่านที่บ้านเป็นประจำบรรยากาศบนโต๊ะอาหารทำให้หลานกับคุณพ่อคุณแม่ของเราใกล้ชิดกันเขามีโอกาสได้เรียนรู้และดูแลกันเราก็มีความสุข” ขจรศักดิ์ปิดท้ายที่บรรยากาศของครอบครัว

 

รัชดาพร ลีระศิริ หญิงเก่งอีเวนต์ สปป.ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449672

รัชดาพร ลีระศิริ หญิงเก่งอีเวนต์ สปป.ลาว

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

พลันที่อาเซียนเปิดตลาดพร้อมต้อนรับนักแสวงหาโอกาสธุรกิจ ด้วยในช่วงเวลานี้ผู้ที่เข้าไปบุกเบิกและฝังตัวเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนย่อมได้เปรียบกว่า ด้วยในบางธุรกิจก็ไม่สามารถเอาสูตรสำเร็จทางการตลาดจากเมืองไทยไปใช้ได้หมด “ธุรกิจอีเวนต์” ก็เช่นกัน

รัชดาพร ลีระศิริ “ก้อย” คนรุ่นใหม่วัยต้น 40 ปี เจ้าของธุรกิจอีเวนต์ บริษัท ขงเบ้ง อีเว้นท์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) ที่ดึงประสบการณ์การทำงานด้านการจัดงานรูปแบบต่างๆ หรือออร์แกไนเซอร์ในไทยมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี มาเปิดตลาดธุรกิจดังกล่าวใน สปป.ลาว ด้วยมองเห็นโอกาสจากศักยภาพของประเทศที่กำลังเป็นตลาดเกิดใหม่ และมีความต้องการสินค้าบริการในเกือบทุกประเภท

เธอเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปทำธุรกิจอีเวนต์ใน สปป.ลาว นั้น ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจในประเทศไทยที่เริ่มชะลอตัวเมื่อราวๆ 4-5 ปีก่อน และส่งแรงกระเพื่อมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ ซึ่งก็รวมถึงออร์แกไนเซอร์ ผู้จัดงานอีเวนต์ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก มีสัดส่วนถึง 80% ที่เริ่มซบเซาการจัดงาน ขณะที่กลุ่มลูกค้าอื่นๆ มีอยู่ราว 20%

ในช่วงจังหวะนั้นเอง ที่เจ้าตัวเริ่มมองหาช่องทางการปรับตัวของธุรกิจ จากการใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการตัดสินใจนำโมเดลธุรกิจและประสบการณ์การทำงานที่ติดตัวเข้าไปบุกเบิกธุรกิจอีเวนต์ใน สปป.ลาว เป็นรายแรกๆ ตั้งแต่ 3-4 ปีก่อน พร้อมพกความมั่นใจที่มีอยู่และทักษะภาษาเพื่อสื่อสารกับคนท้องถิ่น จากพื้นเพเป็นชาวหนองคาย และมีเครือข่ายสายสัมพันธ์ทางธุรกิจในลาวที่เข้ามาช่วยกรุยทาง

 

“ประเทศลาวเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน ยังจะต้องศึกษาตลาดเยอะพอสมควร ซึ่งตอนนั้นก็รู้มาอยู่บ้างแล้วว่าเป็นตลาดที่ยาก ด้วยการทำตลาดในประเทศนี้มีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะใน 3 เรื่องสำคัญ คือ การเมือง ประวัติศาสตร์ และคำพูดบ้านพี่เมืองน้อง ที่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนไทยควรให้ความระมัดระวัง และทำความเข้าใจเป็นอย่างมากก่อนจะเข้ามา” รัชดาพร เสริม

ืพร้อมเล่าต่อว่า ด้วยความที่เป็นผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ และเข้าไปบุกเบิกตลาดอีเวนต์ในช่วงเวลานั้น โดยฝังตัวอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ร่วมกว่า 1 ปี เพียงคนเดียว เพื่อให้เข้าใจทั้งภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งเธอบอกว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของการฝากชีวิตไว้ที่นี่ ก็รู้แล้วว่าจะอยู่หรือจะไป แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ตัดสินใจโหวตให้ตัวเองอยู่ต่อได้

ด้วยเธอรู้แล้วว่ามี 2 เทคนิคที่ไม่ยากและไม่ง่ายที่จะเข้าตลาดนี้ได้ คือ หนึ่งต้องมีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจ เพราะต้องยอมรับว่า สปป.ลาว เพิ่งเปิดตลาดได้ไม่นาน อาจมีความกังวล ในการทำธุรกิจร่วมกับคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทย ซึ่งอีกมุมหนึ่งคนไทยเองก็อาจมีความหวาดระแวงด้วยเช่นกัน เพราะขาดความชำนาญในพื้นที่ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาเพื่อพิสูจน์ร่วมกัน และเทคนิคที่สองใช้ความจริงใจในการเป็นพันธมิตร เพื่อมัดใจการทำธุรกิจร่วมกันได้ในระยะยาว

พร้อมเสริมว่า การจะเข้าไปเปิดตลาดลาวนั้น โดยเฉพาะในธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องศึกษาตลาดให้มาก โดยเฉพาะการใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อการสื่อสาร ซึ่งในส่วนของการคุยงาน เจรจาธุรกิจกับภาคเอกชนนั้น ก็อาจอนุโลมให้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่หากเป็นการทำงานร่วมกับภาครัฐ หรือรัฐบาล สปป.ลาว แล้ว จะเน้นการสื่อสารด้วยภาษาลาวเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการทำเอกสารสัญญาโครงการต่างๆ ที่ใช้เป็นภาษาลาวก่อนเป็นอันดับแรก ยังไม่รวมถึงการแต่งกายที่จะต้องให้เกียรติเจ้าบ้านและสถานที่ด้วย

 

“ในช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ใหม่ๆ เคยร้องไห้ ท้อแท้ อยากกลับบ้าน แต่เมื่อมานึกถึงความฝันที่อยากสร้างธุรกิจของตัวเองให้ได้ ให้ประสบความสำเร็จ ก้อยก็ต้องปรับตัวใหม่ หันมาอ่านหนังสือลาวทุกอย่าง ทุกประเภท จนถึงตอนนี้สามารถพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาลาวได้แล้ว พยายามใช้เงินลาวทุกวัน ใช้ชีวิตเป็นคนท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด ซึ่งโชคดีอย่างตรงที่ก้อยเป็นผู้หญิง ก็จะได้รับความเอ็นดูด้วยจากผู้ใหญ่ แต่เราก็ต้องใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหาด้วยพร้อมกัน” รัชดาพร เล่า

ปัจจุบัน รัชดาพร ดำเนินธุรกิจอีเวนต์ใน สปป.ลาว ในตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการ (Project Director) โดยเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับคนท้องถิ่นชาวลาว ภายใต้บริษัท Marlader Agency ซึ่งเป็นภาษาอีสาน อ่านว่า มาละเด้อ หมายถึง มาแล้วนะ แต่เจ้าตัวบอกว่าที่ชอบชื่อนี้ด้วยยังสามารถอ่านให้ออกเสียงเป็นสำเนียงในภาษาฝรั่งเศสได้ว่า มาลาเดอ ซึ่งขยายชื่อบริษัทให้มีความเป็นสากลขึ้นมาด้วย

สำหรับกลุ่มลูกค้าในลาวของบริษัท Marlader นั้น หลักๆ แล้วจะเป็นกลุ่มลูกค้าท้องถิ่นใน สปป.ลาว ที่สนใจโปรโมทธุรกิจผ่านการจัดอีเวนต์ และอีกกลุ่มคือลูกค้า สินค้าบริการจากไทย ที่กำลังเติบโตที่นั่น และต้องการจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์การทำตลาดและยอดขาย

โดยหนึ่งในผลงานที่เธอภาคภูมิใจ คือ ได้รับโอกาสเข้าไปเสนอไอเดียพร้อมรับผิดชอบโปรเจกต์การจัดอีเวนต์ผลิตภัณฑ์เบียร์ลาว ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ระดับประเทศของ สปป.ลาว ที่ต้องแข่งขันร่วมกันกับผู้จัดงานอีเวนต์ในประเทศลาวเองที่มีข้อได้เปรียบกว่าในหลายๆ ด้าน รวมถึงผู้จัดจากเมืองไทยเองก็มีที่เข้าไปร่วมด้วย แต่สุดท้ายเธอก็สามารถขายงานผ่านพร้อมเข้าไปจัดงานในส่วนที่เรียว่า เบียร์ลาว มิวสิค โซน ในช่วงเดือน เม.ย.ปีก่อน

 

นอกจากนี้ยังมีงาน แซนด์ อาร์ต เฟสติวัล (Sand Art Festival) งานเทศกาลศิลปะทราย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงของ สปป.ลาว ที่บริษัท Marlader เข้ามารับการจัดงานตั้งแต่ 2 ปีก่อนถึงปัจจุบัน ที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่งให้กับผู้เข้าชมงานและเจ้าของผู้จัดงาน ซึ่งเธอบอกว่าน่าจะมาจากรูปแบบการนำเสนอไอเดีย หรือรูปแบบการจัดงานที่แปลกใหม่ มีความครีเอทีฟ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการประยุกต์รูปแบบการจัดอีเวนต์จากเมืองไทยเข้าไปปรับใช้กับการจัดงานของท้องถิ่น ที่สำคัญต้องมีความธรรมชาติเป็นส่วนประกอบด้วย

“การเข้ามาทำงานที่นี่แม้จะมีโปรไฟล์ดีแค่ไหนก็ใช้ไม่ได้ เพราะต้องเข้าไปแข่งขันกับคนท้องถิ่น ทุกอย่างเราไม่สามารถทำด้วยตัวเอง 100% แต่ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดีให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งอย่างที่บอกข้างต้น คือ จะต้องใช้ความอดทนมุ่งมั่นและจริงใจเพื่อเข้าตลาดนี้” รัชดาพร ย้ำ

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้มีโอกาสร่วมจัดงานการประกวดนางสาวสังขาร หรือที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นนางสาวนครหลวงเวียงจันทน์ 2016  ปีล่าสุดด้วย โดยเริ่มการทำงานแบบครบวงจรตั้งแต่รับสมัครผู้เข้าประกวด ไปจนถึงสิ้นสุดการคัดเลือกผู้ชนะการประกวด ซึ่งทุกอย่างที่บริษัท ได้รับล้วนเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ ที่ทำให้เธอและทีมงานยิ่งต้องรักษาระดับมาตรฐานการทำงานเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

พร้อมเสริมต่อว่า ข้อดีของการทำธุรกิจใน สปป.ลาว นั้นมีหลายอย่าง โดยเฉพาะแรงจูงใจด้านภาษี ด้วยที่นี่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำงานจบได้รับผลตอบแทนทันทีตามสัญญาระบุ ทำให้กิจการมีแคชโฟลว์ที่ดีตามไปด้วย

และมองว่าตลาดใน สปป.ลาว ยังมีโอกาสทางธุรกิจอยู่เสมอ สำหรับนักธุรกิจที่สนใจและมีความตั้งใจจริง

 

อาจจะลืมไปบ้าง แต่เห็นแล้วต้องกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449407

อาจจะลืมไปบ้าง แต่เห็นแล้วต้องกิน

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมตั้งชื่อเรื่องพาให้งงเล่นๆ ครับ ผมกำลังหมายถึงปลาสลิด ปลาที่มีอะไรแปลกๆ ต่างจากปลาอื่นๆ อยู่หลายอย่าง ไม่ค่อยเห็นว่าจะมีใครกินแบบสด แล้วไม่ค่อยมีใครได้เห็นหัวมัน ร้อยทั้งร้อยที่วางขายไม่มีหัวทั้งนั้น แต่เมื่อเขาตัดหัวทิ้ง กลับไม่ตัดครีบและหาง จะยังคลี่ให้มันกางออกเต็มที่อีกด้วย แล้วที่วางขายนั้นต้องวางบนกระด้งไม้ไผ่หรือตะแกรงลวดอย่างเดียว ไม่เคยเห็นอยู่ในตู้หรือในกล่อง และเมื่อเห็นมันทีไร คิดว่าต้องทอดกินอย่างเดียว

ผมชอบปลาสลิด เห็นเป็นไม่ได้ต้องซื้อ มาห่างเหินเพราะไปเข็ดปลาสลิดตากของสุพรรณบุรี ซื้อมาเอง 2 ครั้ง ฝากเพื่อนบ้านที่เป็นคนสุพรรณซื้อ 2 ครั้ง เจอกลิ่นตุๆ ทุกครั้ง ต้องโยนทิ้ง ตอนแรกนึกว่าโชคไม่ดี แต่โชคไม่ดีติดต่อกันทั้ง 4 ครั้ง เลยไม่เอาดีกว่า

แต่พอไปเห็นปลาสลิดตากแห้งที่ตลาดนัด วัดท่าหลวงพล โพธาราม ซื้อมากินแล้วถูกใจเป็นปลาสลิดแบบที่เคยชอบ ปลาสลิดที่ว่านี้มาจากทางบ้านธรรมเสน บางโตนด โพธาราม ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ เหมือนกับทางบางบ่อ สมุทรปราการ

คงต้องเล่าถึงการเลี้ยงปลาสลิดก่อนครับ เมื่อก่อนนั้นมีการต่างคนต่างอ้างกัน ระหว่างที่ดอนกำยาน สุพรรณบุรี กับทางบางบ่อ สมุทรปราการ ที่อ้างว่าเป็นคนเลี้ยงปลาสลิดก่อน ส่วนจะเป็นที่ไหนก่อนนั้น ผมไม่รู้ แต่ผมเคยไปเห็นการเลี้ยงที่บางบ่อ ซึ่งเลี้ยงกันกว้างขวางมาก เรียกว่าปลาสลิดที่ขายทั่วไปนั้น เป็นปลาสลิดบางบ่อ และเป็นที่ยอมรับว่าอร่อยทุกบ่อ ไม่ใช่อร่อยบางบ่อ

ก่อนอื่นคนเลี้ยงจะมีบ่อเพาะพันธุ์ปลาที่ขนาดเล็กหน่อย แล้วฟันต้นกกน้ำที่อยู่ในบ่อเพาะพันธุ์นั้นให้จมน้ำและปล่อยให้เน่า แล้วเอาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ปล่อยเพื่อให้ผสมพันธุ์ เมื่อมันวางไข่ ไข่จะเกาะเป็นฟอดตามกอต้นกกเน่า พอมันเป็นลูกปลาแล้วจะอาศัยกินแพลงก์ตอนที่เกิดจากการเน่าของต้นกกน้ำนั่นเอง พอลูกปลาโตขึ้นหน่อย ก็ย้ายเอาไปอยู่ในบ่อเลี้ยงขนาดใหญ่ ปล่อยให้มันโตเอง แต่คนเลี้ยงต้องคอยฟันต้นกกน้ำให้มันเน่าเพื่อเป็นอาหารปลา เมื่อโตได้ที่ก็จับขอดเกล็ด ตัดหัว หมักเกลือคืนเดียว เช้าตากแดด บ่ายก็กลับตัวปลา แดดดีก็ตากวันครึ่งถึงสองวัน จะแห้งหมาดๆ ไม่แห้ง ไม่เปียก เกินไปกำลังเหมาะ แต่ถ้าคนที่ชอบแบบแห้งมากๆ ต้องดูที่ร่องกลางลำตัว ที่ยาวตั้งแต่หัวถึงหาง ซึ่งราคาจะแพงขึ้นนิดหนึ่ง เพราะน้ำหนักปลาจะเบาขึ้น

ทางบางบ่อตอนหลังการเลี้ยงน้อยลงไปมาก เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนน้ำไม่ดีเนื่องจากมีโรงงานเยอะ และราคาที่ดินสูงคนเลี้ยงขายที่หมด ตอนนี้หาปลาสลิดบางบ่อไม่ค่อยได้ ปลาสลิดที่ขายกันตามตลาดทั่วไปในทุกวันนี้ มาจากสุพรรณบุรีมากที่สุด รองลงไปจากบางเลน นครปฐม การเลี้ยงทางสุพรรณบุรีนั้นเลี้ยงด้วยอาหารปลาสำเร็จรูปโรยเป็นเวลา ส่วนทางบางเลน บ่อใหญ่ๆ ใช้ต้นหญ้าเนเปียร์สับละเอียดผสมอาหารปลา

การจับขายก็ขอดเกล็ด ตัดหัว หมักเกลือ เช้าเอาผึ่งแดด แล้วส่งร้านค้าเลย ไม่มีการกลับตัวปลา ปลาค่อนข้างเปียก แต่ดูดีตัวยังเต่งตึงเพราะมันยังไม่แห้งนั่นเอง ร้านค้านั้นใช้วิธีผึ่งไปขายไป ผึ่งในร่มเงาของร้านนั่นแหละ ราคาปลาสลิดสุพรรณบุรีกับบางเลนราคาถูกเพราะน้ำหนักปลายังมากอยู่ ไม่กี่ตัวก็ถึงกิโลกรัมแล้ว เมื่อคนซื้อก็ห่อกระดาษ ใส่ถุงพลาสติก ที่ผมเจอก็คือเมื่อมันไม่แห้งแล้วยังอบอยู่ในกระดาษห่อ อยู่ในถุง ถึงบ้านจึงมีกลิ่นตุหรือเกือบเน่านั่นเอง นั่นเป็นอย่างที่ผมไม่ชอบ อีกอย่างผมว่าการเลี้ยงด้วยอาหารปลานั้นรสชาติสู้แบบธรรมชาติไม่ได้

ปลาสลิดที่มีความอร่อยนั้น มันมาจากกลิ่นหอมของไขมันในตัวของมันเอง โดยเฉพาะตรงส่วนใต้ท้อง เวลาผมซื้อปลาสลิดจะเอาที่มีร่องกลางตัว และตรงท้องมีความมันวาว พอทอดแล้วจะหอม วิธีทอดของผมจะบั้งตามลำตัวและกรีดขอบตรงครีบบน ขอบครีบล่างด้วย เวลาทอดตรงครีบเห็นกระดูกก็ใช้ได้แล้ว

ปลาสลิดไม่ใช่ว่าจะทอดกินอย่างเดียวเท่านั้น ทำอย่างอื่นได้อีกตั้งหลายอย่าง ย่างแล้วมาต้มโคล้งหรือต้มยำแบบที่ใส่หอมเผา พริกแห้งเผา ใส่ใบผักชีฝรั่ง นั่นก็อร่อย

หรือย่างแล้วต้มกะทิ ใส่ยอดมะขามอ่อน จะมีความเปรี้ยวของยอดมะขาม มีเค็ม มีหวาน นี่ก็อร่อย หลายร้านมีรายการยำปลาสลิดย่าง ทำแตกต่างกันออกไป แต่อร่อยทั้งนั้น

ผมจะยำปลาสลิด ต่อเมื่อตอนที่ลูกตะลิงปลิงออก เอาปลาสลิดมาย่างนิดเดียวเพื่อให้แกะเนื้อง่ายขึ้น แล้วฉีกเอาแต่เนื้อ จากนั้นเอาไปทอดกรอบ หั่นตะลิงปลิงใส่ ตะไคร้ซอย หอมซอย ปรุงรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ไม่ต้องเปรี้ยวมากเพราะตะลิงปลิงเปรี้ยวอยู่แล้ว หรือตำน้ำพริกตะลิงปลิง มีปลาสลิดทอดเป็นของข้างเคียงอร่อยเหลือ

ผมไม่ถึงกับรังเกียจปลาสลิดสุพรรณบุรีแบบสุดโต่ง แต่ถ้ามีแบบแห้งๆ ก็เอาเหมือนกัน แต่หายากหน่อยเท่านั้น เมื่อเจอที่เลี้ยงที่เป็นแบบธรรมชาติและแห้งตามต้องการแล้ว ก็ไม่รีรอ ถ้าไม่เห็นนานหน่อยก็จะลืมๆ ไป แต่เมื่อเห็นแล้วต้องกิน ตามหัวเรื่องที่เขียนไว้นั่นเองครับ

 

บิ๊กไบค์เกิร์ล เท่ เซี้ยว เฟี้ยวได้ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449207

บิ๊กไบค์เกิร์ล เท่ เซี้ยว เฟี้ยวได้ใจ

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิโรจน์ คงทวี/สกุลรัตน์ กิจสงวน

สาวสวยร่างบางกับการขี่บิ๊กไบค์ท้าความเร็วดูจะเป็นสิ่งที่สวนทางกัน แต่สำหรับผู้หญิงบางคนแล้วกลับมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายชวนให้น่าสัมผัส เช่นเดียวกับพวกเธอเหล่านี้ที่แม้จะมาจากต่างสถานที่ ต่างอาชีพกัน แต่ความตั้งใจที่มีเหมือนกันก็คือการเป็นสาวนักขี่บิ๊กไบค์

เรื่องนี้ หญิง-ดุสิตา นาสุริยวงศ์ ไบเกอร์สาวไทย ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10 นักบิดหญิงของโลกที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันบิ๊กไบค์ในรายการ BMW Motorrad GS Trophy 2015 ที่แอฟริกาใต้ เผยว่า เธอเริ่มต้นขี่บิ๊กไบค์ ซึ่งเป็นรถเล็กประเภทเอนดูโร่ หรือรถวิบากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

“รถบิ๊กไบค์ที่หญิงขี่แรกๆ ก็คือ KLX 150 ซีซี และ 250 ซีซี ซึ่งเป็นรถแนววิบากคันเล็กๆ แรงบันดาลใจของหญิงเกิดจากการได้ไปเห็นชายหนุ่มขี่บิ๊กไบค์แล้วรู้สึกว่าเท่ดี ก็เลยอยากขี่บ้าง หญิงจึงไปปรึกษากับเพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายที่ขี่บิ๊กไบค์ เขาก็แนะนำว่าให้เริ่มจากรถคันเล็กๆ ซีซีน้อยๆ ก่อน ถ้าขี่เก่งแล้วทักษะจากรถเล็กก็จะนำไปใช้กับรถใหญ่ได้ จึงเข้าทางกับนิสัยที่ออกแนวลุยๆ ของหญิงเลยล่ะ

หญิง-ดุสิตา นาสุริยวงศ์

 

ช่วงแรกๆ หญิงเคยไปขี่บิ๊กไบค์ที่ จ.เพชรบุรี กับเพื่อนๆ ในสนามที่เป็นป่าจริงๆ มีดินลูกรัง มีเนินดินให้ขี่แบบวิบากได้ ถ้าจะเข้าไปยังน้ำตกก็ต้องขับผ่านทราย ผ่านเนินดินที่ลำบากหน่อย แต่นักขี่ทุกคนจะรู้ว่าเส้นทางนี้ขี่ได้ จะขี่เข้าป่าหรือขี่ท่องเที่ยวหญิงก็ไปหมด หลังจากขี่รถเล็กชำนาญแล้ว หญิงก็ซื้อบิ๊กไบค์คันใหญ่ขึ้น คือ BMW F800 GS (ราคา 5 แสนกว่าบาท) ซื้อได้สักพักก็ขี่ไปออกทริปกับเพื่อนๆ แถบประเทศเพื่อนบ้านเลยค่ะ”

หญิง บอกว่า ทริปนี้เริ่มต้นจากไทย แล้วข้ามไปลาว เมียนมา และเวียดนาม ไปสิ้นสุดที่เมืองทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขึ้นเขาลงเนินโดยตลอด ทริปนี้จึงให้ประสบการณ์ที่สนุกและท้าทายมากสำหรับเธอ

“ทริปที่ไปกันเราจ้างไกด์ทัวร์ไปด้วย โดยมีรถยนต์คอยบริการในเรื่องอาหารและเส้นทางที่ไป พวกเราจะขี่บิ๊กไบค์กันไปเป็นขบวน โดยตื่น 7 โมง กินข้าว 8 โมง และออกเดินทาง 9 โมงทุกวัน มีหยุดพักตามเมืองต่างๆ และลัดเลาะตามไหล่เขาไปเรื่อยๆ ถ้าบิ๊กไบค์คันไหนมีปัญหาก็จะช่วยกันยกขึ้นรถบริการแล้วซ่อมได้เลย

 

สมาชิกที่ออกทริปด้วยกันจะมีกลุ่ม ‘ขี้กากไรเดอร์’ (หัวเราะ) ซึ่งจะเป็นผู้ชายซะส่วนใหญ่ และก็มีกลุ่ม ‘รวมมิตร ซาหริ่ม ไรเดอร์’ ที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ซึ่งผู้หญิงในกลุ่มนี้มาจากลูกค้าที่ชื่นชอบหญิงเป็นการส่วนตัว และยกให้หญิงเป็นไอดอลของเขา

ที่จริงแล้วหญิงมีอาชีพเป็นเซลส์ขายรถบิ๊กไบค์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูค่ะ เมื่อมีลูกค้าผู้หญิงมาซื้อรถ หญิงก็จะชวนให้นำรถออกมาขับไปทำกิจกรรมต่างๆ กับพวกเรา นอกจากนี้ ยังมีการสอนขี่บิ๊กไบค์ให้สาวๆ ด้วย แม้ตอนนี้สมาชิกสาวๆ ในกลุ่มรวมมิตรฯ จะมีไม่ถึง 10 คน แต่คาดว่าในอนาคตก็น่าจะมีเพิ่มขึ้นค่ะ”

หญิง เสริมว่า ตอนนี้เธอได้เปลี่ยนรถบิ๊กไบค์คันเดิมมาเป็น BMW R1200 GS ที่คันใหญ่ขึ้นและเครื่องแรงกว่าเดิม ซึ่งเธอเคยขี่จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่กับเพื่อน โดยใช้ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. ได้อย่างสบายๆ

“แม้หญิงจะสูงแค่ 163 ซม. แต่เท้าก็ถึงพื้นพอดี (แบบจิกปลายเท้า) จะมีปัญหานิดหน่อยตอนจอดติดไฟแดง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยังทรงตัวได้ปกติ (หัวเราะ) หญิงคิดว่าขนาดของรถไม่ใช่ปัญหา สิ่งแรกคือคุณต้องชอบ แล้วต้องกล้า เพราะถ้ากลัวก็จะไม่กล้าขี่

เนื่องจากบิ๊กไบค์เป็นรถคันใหญ่จึงค่อนข้างหนัก ถ้าไม่อยากให้มีอุปสรรค เมื่อใจพร้อมแล้ว กายก็ต้องพร้อมด้วย คือต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงจะสามารถควบคุมรถได้ แล้วต้องมีครูที่ดีคอยสอนทักษะการขี่ให้ด้วย เพราะบิ๊กไบค์จะแรงกว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไป จึงต้องมีประสบการณ์ในการขี่มาบ้าง

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างก็คืออุปกรณ์ในการขับขี่ เช่น หมวกกันน็อก ชุดขี่รถ (ที่เสริมนวมตามจุดสำคัญของร่างกาย) ถุงมือ และรองเท้าบู๊ต ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เราได้ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ คือต้องคิดไว้เสมอว่าร่างกายเราไม่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้เหมือนรถ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรกค่ะ” ติดตามได้ที่ IG : yinggs_mfmotorrad_bmw

จี๊ป-จามจุรี เครือทับ

 

ด้าน จี๊ป-จามจุรี เครือทับ หนึ่งในแอดมินและผู้ก่อตั้งกลุ่ม “แบล็ก แองเจิล พัทยา” ซึ่งเป็นกลุ่มสาวนักขี่บิ๊กไบค์ เผยว่า เธอและเพื่อนอีกหนึ่งคนตั้งกลุ่มแบล็ก แองเจิลฯ ขึ้น ก็เพราะชอบขี่บิ๊กไบค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“พอจี๊ปซื้อบิ๊กไบค์ Honda CB 650 F มา จี๊ปก็ถ่ายรูปแล้วนำไปโพสต์ลงบนเพจของฮอนด้า ซึ่งเพื่อนๆ ที่ขี่บิ๊กไบค์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย จี๊ปเลยอยากมีเพื่อนผู้หญิงมาร่วมขี่บิ๊กไบค์ด้วยกันบ้าง เราจึงตั้งกลุ่มและเปิดเพจแบล็ก แองเจิล พัทยา ขึ้นในปี 2557 โดยรับเฉพาะสมาชิกผู้หญิง ซึ่งอยู่แถวพัทยา ชลบุรี และระยอง เป็นหลัก จะได้รวมตัวกันได้ง่าย

หลังจากโพสต์ลงเพจไปก็มีสาวๆ ที่ขี่บิ๊กไบค์มาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น มีทั้งคนที่ขี่ฮาร์เลย์-เดวิดสันบีเอ็มดับเบิลยู ฮอนด้า ยามาฮ่า และอื่นๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะไปชักชวนเพื่อนมา จนตอนนี้เรามีสมาชิกทั้งหมด 35 คนแล้ว กิจกรรมหลักๆ ของเราก็คือการนัดรวมตัวกันขี่รถออกทริปไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา โคราช เขาใหญ่เขายายเที่ยง ระยอง และจันทบุรี ซึ่งกลุ่มของเราจะใช้ความเร็วในการขี่รถแค่ 150 กม./ชม.เท่านั้น (หัวเราะ) ซึ่งจี๊ปว่าไม่ได้เร็วเกินไปนะ

นอกจากออกทริปกันแล้ว เรายังมีกิจกรรมเพื่อสังคมตามสถานที่ต่างๆ มีการทำเสื้อไปประมูลในงาน เปิดหมวกกันน็อกเพื่อเรี่ยไรเงินไปร่วมบริจาคให้เด็กในโรงเรียนด้อยโอกาส บริจาคให้ศูนย์รับเลี้ยงสุนัขจรจัด ทำบุญตามวัด และอื่นๆ ด้วยค่ะ”

จี๊ป เสริมว่า การที่กลุ่มแบล็ก แองเจิลฯ มารวมตัวกัน ไม่เพียงแต่ได้มิตรภาพดีๆ เท่านั้น ทุกวันนี้สมาชิกทุกคนยังเปรียบเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งคอยช่วยเหลือดูแลกันอยู่ตลอดอีกด้วย

“อย่างตัวจี๊ปเองก็มาจากต่างจังหวัด พอย้ายมาทำงานในบริษัท เอ็น ซี เฮ้าส์ซิ่ง ซึ่งทำธุรกิจด้านอสังหาฯ ที่พัทยา จี๊ปก็ไม่มีใคร บางทีเรามีปัญหาชีวิตที่ทำให้รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ก็มีแต่พวกพี่ๆ น้องๆ ในกลุ่มนี่แหละที่คอยเป็นกำลังใจให้ อีกอย่างถ้ารถใครมีปัญหาอยู่ตรงไหนในโซนพัทยา ชลบุรี พวกเราก็จะไปช่วยเหลือกันเสมอ สาวๆ ที่สนใจแอดมาได้ที่เฟซบุ๊ก Black Angel Pattaya ค่ะ”

ขณะที่ จอย-กฤษณา จิตหวัง นักธุรกิจสาวเจ้าของบริษัท สยาม คอมเพรสเซอร์ ที่พัทยา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแบล็ก แองเจิลฯ เผยว่า เดิมทีเธอชอบขี่มอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว พอได้รู้จักกับสมาชิกกลุ่มก็เลยติดต่อกันมาเรื่อยๆ และสมัครเข้าเป็นสมาชิกในที่สุด

ฟารีดา โยธาสมุทร

 

“มอเตอร์ไซค์ที่จอยขี่อยู่ก็คือ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นบิ๊กไบค์คันแรกเลยที่จอยซื้อ พอได้รู้จักน้องๆ ในกลุ่มนี้จอยก็มาเข้ากลุ่มด้วย เพราะรู้สึกว่ากลุ่มนี้เท่ดี ไม่ใช่มีแต่เราเท่านั้นที่ชอบขี่บิ๊กไบค์ ยังมีสาวๆ อีกหลายคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กับเรา เรียกว่าเป็นกลุ่มผู้หญิงออกแนวลุยๆ เหมือนกัน ก็เลยคุยกันสนุกและถูกคอ กิจกรรมที่กลุ่มเราทำร่วมกันก็คือ การขี่บิ๊กไบค์ออกทริปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดแบบปลอดภัย โดยเราจะแพลนเส้นทางกันไว้ล่วงหน้า แล้วนัดวันออกทริปกันเกือบทุกเดือน

จอยคิดว่าการขี่บิ๊กไบค์สำหรับผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป ขอแค่มีความชอบ มีความกล้า และรักการขี่จริงๆ เรื่องทักษะและความชำนาญสามารถมาฝึกฝนกันได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องมีทีมเวิร์กที่ดี มีการเตรียมตัวที่ดี และต้องมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อช่วยในเรื่องความปลอดภัย แค่นี้ก็สามารถขี่บิ๊กไบค์ได้อย่างอุ่นใจแล้วค่ะ”

ส่วน ฟารีดา โยธาสมุทร นักข่าวสาวผู้รักการขี่บิ๊กไบค์ เผยว่า ที่จริงแล้วเธอไม่เคยชอบบิ๊กไบค์มาก่อนเลย ทั้งที่เห็นเพื่อนผู้ชายขี่กันมานาน แต่ช่วงปีสองปีนี้มันเป็นเทรนด์ ยิ่งได้อ่านนิตยสาร Rubbers Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ที่มีไลฟ์สไตล์และแฟชั่นเสื้อผ้าของผู้หญิงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งดูเท่มากๆ ด้วยแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเป็นไบเกอร์สาวบ้าง

 

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า ดาเคยขี่มอเตอร์ไซค์มาบ้าง แต่จับรถได้ไม่ถึง 10 ครั้งก็ตัดสินใจซื้อ Ducati Scrambler 62 ซึ่งเป็นสไตล์วินเทจนิดๆ มาขี่เลย เพราะเห็นแล้วว่ามันเข้ากับสไตล์การแต่งตัวของเราก็เลยชอบ บวกกับดาเป็นคนชอบเที่ยว การได้ขี่บิ๊กไบค์ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้แต่งตัวเท่ๆ จึงเป็นไลฟ์สไตล์ที่โดนใจ

กลุ่มที่ดาไปร่วมกิจกรรมด้วยบ่อยๆ ก็คือ แก๊ง Press Motographer ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผู้ชายเยอะ มีผู้หญิงแค่ไม่กี่คน นอกจากนี้ ยังมีแก๊ง Ducati Scrambler ที่ดาเคยไปร่วมด้วย ดาว่าการขี่บิ๊กไบค์ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่ผู้หญิงจะทำ แต่ต้องอาศัยการฝึกและต้องไปเข้าคอร์สเรียนการขับขี่ที่ถูกต้องปลอดภัยด้วย ทุกวันนี้ดาก็ยังไปเข้าคอร์สเรียนอยู่เรื่อยๆ นะ เราจะแค่อยากขี่บิ๊กไบค์ตามเทรนด์เท่านั้นไม่ได้ เพราะมันมีทั้งเรื่องความปลอดภัยของตัวเองและของผู้อื่นบนท้องถนนให้ต้องระวังด้วย

ดาไม่ใช่คนขี่รถเร็ว ความเร็วสูงสุดที่ใช้จึงแค่ 120 กม./ชม.เท่านั้น เน้นความปลอดภัยค่ะ ที่ผ่านมาดาได้ไปขี่ตามเส้นทางต่างๆ โดยจะเน้นไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนาน ได้เดินทางท่องเที่ยวด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดาชอบมากๆ อีกอย่าง การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ และมีมิตรภาพที่ดีต่อกันถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ได้จากการขี่บิ๊กไบค์ค่ะ” ติดตามได้ที่ FB : Fareeda Yothasamutr และ IG : fareeda_yo

 

สิทธิเด็ก ในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2559 เวลา 11:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448783

สิทธิเด็ก ในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว

โดย…พริบพันดาว ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์, อีพีเอ

สิทธิเด็กเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามเสมอมา โดยเฉพาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวกับตัวเด็กอย่างรู้เท่าถึงการณ์บ้างหรือไม่รู้บ้าง ด้วยเพียงการมองเพียงมิติเดียวว่า เด็กนั้นไร้เดียงสา จึงมองข้ามมิติและองค์ประกอบอื่นๆ ในฐานะของความเป็นมนุษย์คนหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

เสวนา “คลิปเด็ก” ถ่าย โพสต์ แชร์…มองให้ลึกกว่าความน่ารัก? จัดโดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ มีประเด็นและแนวทางที่น่าสนใจในการมองปัญหา และมีแนวทางการแก้ไขเพื่อเป็นมาตรฐานต่อไปในสังคมที่มักจะอ้างความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่เสมอ

ดาบสองคมโซเชียลมีเดีย

ปัจจุบันมีการถ่ายภาพและคลิปของเด็กแล้วนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก หลายคนอาจโพสต์หรือแชร์คลิปเด็กเพราะความน่ารัก น่าเอ็นดู แต่การกระทำเหล่านี้กลับเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กและเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

อัญญาอร พานิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า จากปรากฏการณ์ถ่ายคลิปเด็ก โพสต์และแชร์ในโลกออนไลน์ที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ตัว ผู้ปกครอง ญาติ เพื่อน แม้จะมองเป็นเรื่องขำขัน ตลก น่ารัก แต่ลืมไปหรือไม่ว่าจะกลายเป็นดาบสองคม ส่งผลร้ายแรงต่อเด็ก เพราะไม่ต่างอะไรกับการประจานเด็ก เช่น กรณีคลิปครูให้นักเรียนขอโทษเพื่อน คลิปครูให้เด็กสะกดคำว่าผีแต่ออกเสียงเพี้ยน คลิปแม่กราบลูก ผู้ปกครองโพสต์รูปเด็กไม่ใส่เสื้อผ้า และอีกหลายๆ คลิปที่เป็นการละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์

“ขอเรียกร้องให้สังคมทบทวนการถ่ายคลิป โพสต์ แชร์ ที่ละเมิดสิทธิ ควรหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะนอกจากให้คนไม่ประสงค์ดีได้รับรู้ข้อมูล ยังทำร้ายเด็กสร้างความอับอายในระยะยาว ยิ่งถ้าเด็กไม่เข้มแข็งพอจะนำมาสู่ความสูญเสียได้ เช่น ในต่างประเทศที่มีการถ่ายคลิปท้าทาย กดดันให้ฆ่าตัวตายจนนำมาสู่ความสูญเสียในที่สุด ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรมองถึงอนาคตเด็ก เพราะเป็นทรัพยากรที่มีค่า ควรปกป้องรักษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ควรนำสถานการณ์เหล่านี้ออกเป็นมาตรการที่ชัดเจน”

สำหรับภาพถ่ายของเด็กที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียลมีเดียให้ถูกแชร์ออกไปในเครือข่ายออนไลน์เหล่านี้ ก็มี “ภาพถ่ายร่วมกับเด็กคนอื่น” เพราะจะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิเด็กคนอื่นที่อยู่ในภาพ “ภาพถ่ายโรงเรียนของเด็ก” เพราะอาจจะมีมิจฉาชีพหรือบุคคลไม่หวังดีกำลังแอบดูความคืบหน้าของเด็ก ที่สำคัญ อย่าแชร์โลเกชั่นเป็นอันขาด เพราะนั่นหมายถึงเด็กอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายได้โดยที่ไม่รู้ตัว “ภาพถ่ายเด็กตอนอาบน้ำ” อาจจะเป็นภาพช่างดูน่ารักน่าชัง แต่อาจจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีหรือคนโรคจิตบางคนคิดไม่ดีกับเด็ก “ภาพถ่ายที่เด็กไม่อยากให้แชร์” เพราะละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก อาจทำให้รู้สึกอับอายและเสียใจได้ “ภาพถ่ายที่ดูแล้วทำให้รู้สึกว่าเด็กๆ ไม่ปลอดภัย” เช่น ภาพถ่ายที่ให้ลูกนั่งตักในขณะที่พ่อหรือแม่กำลังขับรถอยู่ สะท้อนว่าพ่อแม่กำลังประมาท และ “ภาพถ่ายเด็กที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย” ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและวิจารณญาณของพ่อแม่และผู้ปกครอง

จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจดัง Drama-addict ระบุถึงปรากฏการณ์คลิปเด็กว่า ทุกวันนี้ทุกคนเป็นสื่อที่สามารถผลิตเนื้อหาของตัวเองได้ หรือผู้ปกครองที่เห็นว่าบุตรหลานของตัวเองน่ารักก็อยากจะเผยแพร่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาคือบุคคลเหล่านี้ไม่รู้ถึงผลกระทบที่จะตามมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์มันไม่สามารถควบคุมได้ หรืออาจมีผู้ไม่หวังดีนำภาพหรือคลิปไปเผยแพร่ต่อในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งคลิปเด็กถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ผู้ไม่หวังดีจะนำไปบิดเบือนข้อมูลในเพจของตัวเองเพื่อเรียกยอดวิวและเรียกคนเข้ามากดไลค์

“การโพสต์ภาพและคลิปของเด็กลงสื่อสังคมออนไลน์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เรียกให้อาชญากรเข้ามาหาตัวเด็กได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์เรื่องราวในชีวิตประจำวัน รวมถึงการ “เช็กอิน” ตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่ปัจจุบันมีคลิปเด็กจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งผู้เผยแพร่กลับเป็นคนที่ทำงานอยู่กับเด็กและเป็นผู้ใกล้ชิดเด็กโดยตรง อย่างกรณีที่ครูถ่ายคลิปเด็กชายร้องไห้ขอโทษเพื่อนที่ถูกตัวเองต่อยจนปากแตก ก็ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์และมีการแชร์คลิปกันเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันจริยธรรมวิชาชีพให้มากขึ้น”

แง่มุมทางกฎหมายเรื่องสิทธิเด็ก

พ่อแม่บางคนที่อยากผลักดันลูกให้เข้าวงการ จะมีการนำเสนอภาพ/คลิปของเด็กอยู่แทบจะตลอดเวลา ทุกอิริยาบถ และบอกว่าจะไปไหนทำอะไร หรืออยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก และทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงตัวเด็กได้ ก็เป็นภัยต่อเด็กอีก หากเด็กเป็นที่รู้จักก็จะเริ่มอึดอัดจากการที่มีคนมาขอถ่ายรูป ผู้ปกครองก็คาดหวังให้เด็กน่ารักเหมือนที่คนเห็นบนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เด็กทุกคนมีมุมที่ไม่น่ารัก งอแง เอาแต่ใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กที่กำลังเรียนรู้และมีพัฒนาการตามวัย ความกดดันจากคนรอบข้างๆ สามารถทำให้เด็กกลายเป็นคนก้าวร้าวได้

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หัวหน้างานกฎหมาย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เน้นปกป้องคุ้มครองและเคารพสิทธิของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งดูแลให้เติบโตตามพัฒนาการ ปกป้องคุ้มครองเด็กจากภาวะต่างๆ ทั้งจากการถูกทำร้าย การละเมิดในทุกรูปแบบ อีกทั้งการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องรับฟังเสียงของเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

“สำหรับประเทศไทย มีกฎหมายตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมากกว่า 200 ฉบับ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ใช้มามากกว่า 10 ปี และนำหลักตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาบัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น มาตรา 22 การคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก มาตรา 23 ที่บัญญัติถึงบทบาทของผู้ดูแลเด็กในการพัฒนาและการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ มาตรา 26 ที่บัญญัติถึงการห้ามมิให้บุคคลต่างๆ กระทำต่อเด็ก ทั้งการทำร้ายร่างกาย การไม่ดูแลจนเด็กมีความประพฤติไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนถือเป็นความผิดที่มีโทษ เช่นเดียวกับมาตรา 27 ที่มีโทษทางอาญา หากเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กจนส่งผลกระทบต่อเด็ก นอกจากนี้ ยังเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย ดังนั้น กฎหมายถือว่าบัญญัติไว้ครอบคลุม แต่ยังขาดการบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรมหรือกระบวนการต่างๆ ยังมีความล่าช้า”

ณัฐวุฒิ ย้ำว่า สังคมไทยยังขาดความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความเป็นคน เช่น การเปิดเผยใบหน้า ชื่อผู้ปกครอง นำเสนอภาพบ้านและที่อยู่ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรง สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างสังคมที่ดีขอให้คิดว่าเด็กเสมือนผ้าขาว การแชร์ภาพต่างๆ ต้องระมัดระวัง ขอให้เห็นใจญาติผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกกระทำ เพราะนั่นเป็นการซ้ำเติม ผลักให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เขาชัดเจนมากว่าห้ามละเมิดสิทธิ และดำเนินการเอาผิดอย่างเฉียบพลันทันที แม้บางอย่างเป็นการทำผิดในประเทศอื่น เช่น การละเมิดทางเพศต่อเด็ก นอกจากจะรับโทษในประเทศนั้นๆ แล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศเขาด้วย ดังนั้น ภาครัฐควรมีกระบวนการยกระดับจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

หลักจิตวิทยาเด็กผู้ตกเป็นไวรัล

การโพสต์รูปภาพและคลิป ซึ่งมีลักษณะท่าทางต่างๆ เช่น การร้องไห้ การโดนทำโทษ โดนแกล้ง ความรู้สึกกลัว การแสดงความเห็นของเด็กที่มีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ หรือแม้แต่การแกล้งและล้อเลียนเด็ก เช่น เด็กที่พูดไม่ชัด เด็กชาติพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งคนในสังคมมักจะแค่มองว่าน่ารัก ขำๆ แต่จริงๆ แล้วมักจะมองข้ามกรณีของผลกระทบในด้านลบของเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyber Bullying) โดยปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้ใหญ่ควรเข้าใจสิทธิเคารพในตัวตนของเด็ก ไม่ทำร้ายเด็ก อย่ามองว่าเด็กคือคนที่มีอำนาจต่ำกว่า เราจะทำอย่างไรก็ได้ เด็กทุกคนมีสิทธิ ไม่ใช่ตัวตลก หรือของสร้างความบันเทิงให้กับผู้ใหญ่ จนผู้ใหญ่กลายเป็นรังแกเด็กในโลกออนไลน์ ซึ่งการนำภาพหรือคลิปการกระทำในทางไม่ดีไปเปิดเผย

“จะส่งผลทำให้เกิดความเครียด อับอาย รู้สึกไม่ดีกับตัวเองความนับถือในตัวเองลดลง ส่งผลต่อสภาพจิตใจเกิดความรู้สึกแย่ ถูกล้อเลียนจากกลุ่มเพื่อน ถูกมองเป็นเรื่องตลกขำขัน ต้องกลายเป็นคนที่รู้จักของสังคม ไม่มีความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ คลิปที่โพสต์ประจานการกระทำของลูกหลานจะส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ซึ่งสถานการณ์ทุกกลุ่มอายุถือว่าน่าเป็นห่วง ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องมีความคิดที่รอบคอบ หากรักลูกก็อย่าละเมิดสิทธิ มองถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นให้มาก”

เบื้องต้น พญ.จิราภรณ์ บอกว่า การนำเข้าภาพ/คลิปถือว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวของเด็กอยู่แล้ว ซึ่งจะผิดกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ป้องกันไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่สามารถเข้าถึงตัวเด็กได้ และการนำภาพ/คลิปของเด็กไปลงโดยไม่ได้ขออนุญาตเด็กก็ถือว่าขัดต่อหลักสิทธิเด็ก ขณะเดียวกันแม้จะขออนุญาตเด็กแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง เด็กก็อาจจะยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะเข้าใจและรู้ทันถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การโพสต์คลิปเด็ก ไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาดูเป็นใครบ้าง? มีวัตถุประสงค์อะไร? และเมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะรู้สึกแย่ รู้สึกว่า
ตัวเองกลายเป็นตัวตลก

“ยกตัวอย่างคลิปที่ประเทศแคนาดา เด็กถือไม้กอล์ฟเล่นเป็นยอดมนุษย์ถูกเพื่อนแอบนำมาโพสต์ และเกิดการแชร์กว่า 50 ล้านวิว จนเด็กเกิดความเครียด เพราะถูกเพื่อนล้อเลียน สุดท้ายกลายเป็นโรคซึมเศร้าและต้องออกจากโรงเรียน อย่างไรก็ตาม การโพสต์หรือแชร์ภาพเด็กต้องใช้วิจารณญาณ พึงระมัดระวัง รู้เท่าทันสื่อ อย่ามองเป็นเรื่องตลกขำขัน ที่สำคัญ อย่ามองว่าเด็กเป็นสมบัติของตัวเองจะทำอะไรก็ได้

“การที่ภาพ/คลิปของเด็กถูกนำไปตัดต่อ ดัดแปลง เป็นที่สนุกสนานบนอินเทอร์เน็ต บางครั้งถูกนำไปแชร์ต่อและปรับเปลี่ยนเจตนาที่ดีให้กลายเป็นเรื่องไม่ดีเพื่อเรียกยอดไลค์ของแฟนเพจ ซึ่งมีเด็กหลายกรณีที่เด็กกลายเป็นโรคซึมเศร้าจากการโดนล้อเลียนบนอินเทอร์เน็ต กลายเป็นแผลในใจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ต้องย้ายโรงเรียน เพราะโดนล้อ อึดอัดเพราะกลายเป็นคนดังและมีแต่คนมาพูดคุยหรือล้อเลียน หวาดระแวง เกิดภาวะความเครียด หรือแม้แต่คิดฆ่าตัวตายก็มี”

แนวทางในการแชร์ภาพลูกหลานหรือเด็กๆ ในโซเชียลมีเดีย

การดำเนินการในการปกป้องเด็กและโพสต์ภาพ/คลิปโดยไม่ให้กลายเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก ได้แก่

เพิ่มความเห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ เอาใจเขามาใส่ใจเราก่อนที่จะโพสต์ภาพ/คลิปเด็ก อย่าคิดว่าแค่ขำๆ เพราะเด็กอาจจะไม่ขำ ไม่ตลก หรืออาย ก็ไม่ควรนำไปเผยแพร่ ส่งต่อ หรือโพสต์ลงโซเชียล มีเดีย

อย่าโพสต์คลิปและภาพเด็กลงโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา เพราะเด็กจะขาดความเป็นส่วนตัวและมิจฉาชีพสามารถเข้าถึงตัวได้

พ่อแม่ควรทำหน้าที่พ่อแม่ ไม่ใช่เป็นสื่อถ่ายคลิปเวลาที่เด็กร้องไห้และต้องการคนปลอบใจ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลควรมีมาตรการในการดูแลที่จริงจัง เช่น กสทช. หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลวิชาชีพอันเกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก เช่น ครู หรือเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์

สื่อและประชาชนควรร่วมกันรณรงค์ ห้ามปราม และให้ความรู้ในเรื่องการเผยแพร่ภาพ/คลิปที่ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของคนในสังคม ให้มีความยั้งคิดและชั่งใจถึงผลกระทบที่ตามมามากขึ้น โดยเฉพาะสื่อก็ไม่ควรเป็นตัวอย่างในการสร้างความคุ้นชินในการเผยแพร่ภาพ/คลิปเด็กในรูปแบบที่เป็นการละเมิดเด็กด้วยเช่นเดียวกัน

กฎหมายของประเทศไทยในเรื่องการปกป้องคุ้มครองเด็กนั้นมีความเข้มแข็งไม่แพ้ประเทศอื่นๆ แต่ขึ้นอยู่กับจะนำมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและสร้างแนวคิดที่ดีต่อสังคมต่อไป