ชินจัง สาระในความทะลึ่งตึงตัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439550

ชินจัง สาระในความทะลึ่งตึงตัง

โดย…พรเทพ เฮง

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสดูการ์ตูน “ชินจังจอมแก่น” อีกครั้ง เพราะอยู่ดีๆ กล่องดีวีดีรวมการ์ตูนเรื่องนี้หลายแผ่นก็ตกลงมาจากหลังตู้ แล้วลูกสาววัย 8 ขวบกว่าก็เอามาเปิดดูกันอีกรอบ แถมยังตามหาหนังชินจังมาดูอีกในยูทูบ เลยดูชินจังกันทะลุปรุโปร่งแจ่มแจ้งแถลงไข

เมื่อก่อนก็เคยดูด้วยกัน ซึ่งลูกสาวยังเป็นเด็กอนุบาลก็ชอบแต่ไม่ถึงกับชอบมากมาย พอโตขึ้นได้มาดูอีกรอบแบบลากยาวคราวนี้ ดันชอบมากๆ

ตอนนี้คำว่า “หน้ากากแอ็กชั่น” ยังก้องอยู่ในหู และทวารของชินจังก็ลอยโดดเด่นอยู่ในหัว มีความรู้สึกว่าคนเขียนคือ โยะชิโตะ อุซึอิ ผู้ล่วงลับจากไปเมื่อเดือนกันยายน ปี 2556 จากอุบัติเหตุตกหน้าผาโตะโมะอิวะ ขณะกำลังถ่ายรูป ระหว่างทางที่จะปีนขึ้นยอดเขาอะระฟุนะ เป็นคนที่คอยคิดไอเดีย สรรหามุขตลกอันคาดไม่ถึงมาเขียนมาวาดได้อย่างทะลึ่งตึงตังทว่าไม่สัปดน เพราะมีลูกน่ารักและความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ มาบรรเทาเบาบางทำให้สนุก

“เครยอน ชินจัง” (Crayon Shin-chan) หรือรู้จักกันในชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ชินจังจอมแก่น” วาดโดย โยะชิโตะ อุซึอิ ในปี 2533 พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายสัปดาห์ โดยสำนักพิมพ์ฟูตะบะชะ และเป็นอนิเมะฉายเป็นตอนละครึ่งชั่วโมงทางทีวี ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก จากรูปแบบการวาดที่ง่ายๆ ใช้สีวาดธรรมดา นำเสนอนัยความจริงผ่านอาร์ตเวิร์ก และใช้วิธีการนำเสนอในแบบมัมโบ้ จัมโบ้ (Mumbo Jumbo) ที่ดูสนุกสนานเน้นตลกขบขันอย่างไร้สาระไม่เป็นพิษเป็นภัยจากการเล่นสำนวนในการพูดคุยของตัวละคร

ที่สำคัญการนำเสนอเรื่องครอบครัว (Family Show) ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะพฤติกรรมของเด็กชายวัย 5 ขวบ ภายใต้จิตไร้สำนึกและจิตใกล้สำนึกในส่วนของแรงขับทางเพศ ในมุมมองแบบฟรอยเดียนส์ (Freudians) นอกจากบุคลิกลักษณะของชินจังเองถูกนำเสนอในฐานะตัวแทนบทบาทเชิงลบของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ การพูดจาที่ไม่เหมาะสมของวัยเด็กทั่วไป และได้กลายเป็นสิ่งที่เด็กได้นำไปเลียนแบบ

ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่เคร่งและหัวเก่าสายอนุรักษนิยมสายตึงจะไม่ชอบการ์ตูนชินจัง ด้วยพฤติกรรมข้างต้น และมักจะห้ามไม่ให้ลูกหลานหรือเด็กในปกครองดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีสำหรับเด็ก ทะลึ่ง ไม่เหมาะสมกับเด็ก เกรงว่าอาจเกิดการเลียนแบบด้วยมุมมองของผู้ใหญ่ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือผิด

ทุกตอนของ  “ชินจังจอมแก่น” แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของชินจังในการแสดงพฤติกรรมทางเพศออกมาอย่างชัดเจน ทั้งการแสดงอย่างเปิดเผย การโชว์อวัยวะเพศ การโชว์ตูด การใช้ภาษา หรือคำพูดล่อแหลมและส่อในทางเพศ การดูและวิพากษ์วิจารณ์อวัยวะเพศของบุคคลอื่น ทั้งที่เป็นคนเพศเดียวกันและคนต่างเพศอย่างจงใจ มากกว่าการเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเป็นการแสดงพฤติกรรมอย่างไม่เปิดเผย เป็นเพียงความนึกคิดภายในและการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา เช่น ความฝัน จึงทำให้เห็นว่าพัฒนาการของเด็กในช่วงนี้ เป็นช่วงที่ฟรอยด์มองว่าเป็นช่วงหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพเมื่อเติบใหญ่

หยิบบทความ “การรับรู้ของเด็กที่มีต่อพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังในการ์ตูนทางโทรทัศน์ชุดชินจังจอมแก่น” ของ เบญจมาศ เบ็ญจพรกุลพงศ์ ที่ศึกษาลักษณะการแสดงพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังในการ์ตูนทางโทรทัศน์ชุดชินจังจอมแก่น และเพื่อศึกษาการรับรู้ จดจำ และตีความของเด็กที่มีต่อพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจัง ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การเก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เนื้อหาจากวิดีโอเทปและวิดีโอซีดีที่มีวางจำหน่ายและให้เช่าในปี 2543 ทั้งหมด 24 ม้วน รวมทั้งสิ้น 245 ตอน และใช้การจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อสอบถามการรับรู้ จดจำ และตีความในเรื่องการ์ตูนชินจังจอมแก่นกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กวัยเรียนที่มาจากสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่แตกต่างกัน

ผลการวิจัยในด้านการวิเคราะห์เนื้อหาการ์ตูนชินจังจอมแก่น พบว่า พฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังมีทั้งหมด 18 พฤติกรรม โดยพฤติกรรมที่พบส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมในด้านที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่พบมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1 พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการพูด เช่น พูดจาอวดดี เถียงผู้ใหญ่ พูดตำหนิผู้อื่น อันดับ 2 ได้แก่ พฤติกรรมดื้อรั้นซุกซน เอาแต่ใจตนเอง และอันดับ 3 ได้แก่ การแสดงพฤติกรรมทางด้านเพศ เช่น อวดอวัยวะเพศหรือก้นต่อหน้าผู้อื่น เป็นต้น

โดยผู้แต่งได้นำพฤติกรรมในด้านที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้มาสร้างเป็นมุขตลกของการ์ตูน สำหรับผลการวิจัยในด้านการวิเคราะห์การรับรู้ จดจำและตีความของเด็กพบว่า ตัวแปรทางด้านอายุและสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีผลต่อการเปิดรับและมีผลต่อการรับรู้จดจำ และตีความเนื้อหาและพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจัง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กวัยเรียนที่มาจากสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวในระดับปานกลาง-สูงจะสามารถรับรู้และจดจำได้ในด้านตัวละครและพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังได้มากที่สุด

พฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังที่กลุ่มตัวอย่างสามารถรับรู้และจดจำได้ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมในด้านที่ไม่เหมาะสมจากการสังเกตพบว่ากลุ่มตัวอย่างจะรับรู้และจดจำพฤติกรรมของชินจังได้ดีในฉากที่เป็นมุขตลกของการ์ตูนที่นำเสนอการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวการ์ตูน เช่น อวดอวัยวะเพศ จีบผู้หญิง แกล้งเพื่อน เป็นต้น

ในด้านการตีความนั้น กลุ่มตัวอย่างสามารถตีความแยกแยะพฤติกรรมในด้านที่ดีและไม่ดีได้และยังสามารถนำเนื้อหาที่ได้รับรู้มาทั้งหมดตีความเป็นข้อคิดหรือคติเตือนใจที่ได้จากเรื่อง

สำหรับความคิดเห็นของเด็กที่มีต่อการ์ตูนชินจังจอมแก่น พบว่า เด็กมีการรับรู้ว่าชินจังเป็นเด็กไม่ดี และไม่มีเด็กคนใดอยากเลียนแบบชินจัง แต่ที่เด็กๆ ชอบดูการ์ตูนชินจังเพราะความตลก สนุกสนาน ทั้งนี้ ในมุมมองทางจิตวิทยามองว่า เด็กได้ใช้การ์ตูนชินจังจอมแก่นมาช่วยลดความกดดันและความขัดแย้งในใจของเด็ก

ว่าไปแล้ว บางครั้งการ์ตูนก็เป็นทางออกทางสังคม (Social Outlet) ของความขัดแย้งและกฎเกณฑ์ทางสังคม อย่างเช่นความขัดแย้งในครอบครัว ทางออกสำหรับความกดดันของเด็กและวัยรุ่น หรืออาจกล่าวได้ว่าช่วยลดความตึงเครียดลงได้

เพราะฉะนั้น “ชินจังจอมแก่น” จึงเป็นพื้นที่เสรีภาพของเด็กที่จะได้ช่วยแยกพฤติกรรมสมควรหรือไม่สมควร และเป็นทางปลดปล่อยในการขับเคลื่อนทางจิตเกี่ยวกับเรื่องเพศของลูกผ่านการ์ตูนได้อย่างสมบูรณ์แบบเรื่องหนึ่ง เท่าที่มีการ์ตูนบนโลกใบนี้

 

หาดทรายชายทะเล พื้นที่บันดาลสุข มนต์มณี ตันนาภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439476

หาดทรายชายทะเล พื้นที่บันดาลสุข มนต์มณี ตันนาภัย

โดย…พุสดี

ด้วยความที่พื้นเพเดิมเป็นคนภูเก็ต ประกอบกับบ้านอยู่ใกล้ทะเล ทำให้สำหรับ เบลล์-มนต์มณี ตันนาภัย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ริน” ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และสปาออร์แกนิก “ทะเล สายลม และหาดทราย” ก็ไม่ต่างจากเพื่อนรักวัยเยาว์ที่เธอเหมารวมว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย

“สมัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะพาไปทะเลบ่อยมาก ยิ่งถ้ามีเพื่อนหรือแขกมาบ้าน ก็จะออกเรือไปเที่ยวเกาะกัน สำหรับเบลล์ทะเล สายลม หาดทราย เหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยคนหนึ่ง”

 

เสน่ห์ของท้องทะเล ในสายตาของเบลล์คือ ทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความสวยงามโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ว่าใครลองได้มีโอกาสมาสัมผัสก็มีแต่ความสบายใจ เบลล์บอกว่าทุกครั้งที่มาชายหาด ได้ฟังเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง ก็รู้สึกผ่อนคลาย ยิ่งได้นั่งมองท้องฟ้าที่มีเมฆสีขาว ลอยอยู่เป็นเพื่อน จากที่มีเรื่องไม่สบายใจ ธรรมชาติรอบตัวเหล่านี้ก็จะบำบัดจิตใจให้ผ่องใสในพริบตา

ด้วยเหตุนี้ แม้จะต้องจากภูเก็ตขึ้นมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตอนมัธยม เรื่อยมาจนกระทั่งทำงาน เบลล์ก็ไม่เคยขาดการติดต่อกับเพื่อนรักทั้งสาม ส่วนหนึ่งอาจเพราะทางบ้านยังดำเนินธุรกิจทั้งโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบและโรงแรมอยู่ที่ป่าตอง ทำให้ชีวิตของเบลล์ไม่เคยห่างจากภูเก็ตเลย แถมการเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-ภูเก็ตสำหรับเธอ ยังดูเป็นเรื่องธรรมดา สามารถเดินทางมาได้ทุกวันหยุด

 

อย่างไรก็ตาม ถึงภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งย่านเมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยแสงสี แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทะเลก็ยังเป็นจุดหมายโปรดของเบลล์เสมอ

“เบลล์ว่า 100% ของคนที่มาเที่ยวทะเลต้องได้รับความสุขกลับไป ทุกครั้งที่เบลล์รู้สึกเหนื่อยล้า เบลล์จะไปเดินเล่นที่หาดป่าตองเพราะใกล้โรงแรม (โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง) ของเราที่สุด สำหรับเบลล์ การมาทะเลแต่ละครั้งก็ให้อารมณ์ที่แตกต่าง แค่สีท้องฟ้าเปลี่ยนก็เปลี่ยนอารมณ์คนเราได้อย่างวันที่ฟ้าครึ้ม เมฆเยอะ ทะเลจะดูเศร้าหมอง ผิดกับวันที่แสงแดดสะท้อนกับน้ำจะดูสดใส แต่ถ้ามาเดินเล่นริมหาดช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ท้องฟ้าสีฟ้าอมส้ม จะให้อารมณ์ที่โรแมนติกสุดๆ”

นอกจากมาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ หนึ่งในกิจกรรมโปรดของเบลล์ เวลามาทะเลคือ “การวิ่งจ๊อกกิ้ง” เส้นทางของเธอออกสตาร์ตจากหน้าโรงแรมไปจนเกือบสุดหาดป่าตอง ระยะทางประมาณ 3 กิโลกเมตร แล้ววิ่งกลับ

 

“ครั้งแรกที่เบลล์จ๊อกกิ้งริมหาด ชิลมาก วิ่งไปไกลถึงหาดกะริม เพราะมัวแต่มองทะเลมองผู้คนที่พบข้างทาง รู้ตัวอีกทีวิ่งมา 5 กิโลฯแล้ว จะให้วิ่งกลับคงไม่ไหว เลยต้องโทรเรียกให้ที่บ้านมารับ (หัวเราะ) ทุกวันนี้เกือบทุกครั้งที่มาภูเก็ต เบลล์ต้องหาเวลาช่วงเย็นๆ มาวิ่งจ๊อกกิ้ง ส่วนใหญ่เบลล์ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ครึ่งเดือน ภูเก็ตครึ่งเดือนจะวิ่งจ๊อกกิ้งริมหาดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ที่เหลือจะวิ่งในยิม”

นอกเหนือจากกิจกรรมจ๊อกกิ้งริมหาด เบลล์ยังเป็นขาประจำกีฬาทางน้ำ อย่าง เจ็ตสกีบานาน่า โบ๊ท พาราชูท ดำน้ำ ถ้ามีเวลาก็ไปเล่นเรือใบ นั่งเรือออกไปเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ

“ถามว่า ทะเลไทยต่างจากทะเลที่อื่นมั้ยในแง่ความรู้สึกสบายใจยามได้ยินเสียงคลื่นคงไม่แตกต่าง แต่ในแง่ความสวยงาม ทะเลที่อื่นก็สวยแต่สำหรับทะเลไทย ที่นี่คือบ้านของเรา ความรักความผูกพันที่มีย่อมมากกว่าเป็นธรรมดา” เบลล์ กล่าวทิ้งท้าย

 

นายร้อยตร.หญิงรุ่น 1 สู่เจ้าของเพจดัง ‘หมวดคะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439474

นายร้อยตร.หญิงรุ่น 1 สู่เจ้าของเพจดัง ‘หมวดคะ’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

นัยน์ตาหวานฉ่ำดวงโตสวยได้รูป บวกรับกับใบหน้าที่สวยหวาน ผมสั้นขนานกับใบหู เธอย่างกรายเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มที่น่าประทับใจ

แต่เมื่อเหลียวสายตาลงไปมองที่ข้างเอวของเธอ กลับเจอปืนพกยี่ห้อ Glock 26 เหน็บอยู่

สันหลังได้เย็นวาบขึ้นมาทันที

หญิงสาวสวยที่อยู่ตรงหน้า เธอคือตำรวจหญิงเหล็กแห่งรั้วปทุมวัน “หมวดหญิง” ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์ เพียรแก้ว รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองราชบุรี ปฏิบัติราชการสำนักงาน พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มาในชุดเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ และใบหน้าที่อ่อนโยน สวยหวาน ก็ลบภาพอาวุธคู่กายของตำรวจทิ้งไปได้ทันที

“หมวดหญิง” โดดเด่นขึ้นมาในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ด้วยเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊กตำรวจชื่อว่า “หมวดคะ” พ่วงด้วยสโลแกนว่า “เดี๋ยวหมวดตอบให้ ไม่ต้องไปถึงโรงพัก” ที่อธิบายข้อกฎหมายต่างๆ ด้วยลูกเล่นและการเลือกใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย รวมถึงเตือนภัยสังคมในรูปแบบต่างๆ อีกยังไขข้อข้องใจของประชาชนที่แวะเวียนเข้ามาสอบถามเรื่องคดีความต่างๆ

 

เพียงระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน ยอดไลค์ของเพจหมวดคะ ก็ทะยานทะลุ 1 แสนไลค์อย่างรวดเร็วที่สำคัญเพจหมวดคะที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นการปูสร้างภาพลักษณ์ของตำรวจไทยให้มีแง่มุมบวกมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่กระแสสังคมกำลังถาโถมภาพลักษณ์สีกากี

หมวดหญิง มาพูดคุยกับกองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ @Weekly ถึงตัวตนในฐานะดอกไม้เหล็กแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงอธิบายที่มาที่ไปเพจ “หมวดคะ” ที่กำลังร้อนแรงในแวดวงออนไลน์และสังคมตำรวจ

แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ในวงการ ตอบปัญหากฎหมายช่วยเหลือประชาชน

เธอบอกกับเราว่า การทำเพจ “หมวดคะ” เริ่มต้นจากเป็นคนที่ชอบวาดการ์ตูนอยู่แล้ว และอยากเผยแพร่รูปการ์ตูนตำรวจออกไปให้คนอื่นเห็น แต่พอจะเผยแพร่แล้ว คิดว่าวาดรูปอย่างเดียวมันอาจไร้สาระจึงคิดว่าควรต้องใส่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเข้าไปด้วยจึงคิดว่าน่าจะทำเพจที่ให้ความรู้กับประชาชน เพราะการทำงานในหน้าที่ตำรวจ ประชาชนมักถามถึงปัญหากฎหมาย จึงคิดหาทางอธิบายผ่านเพจด้วยการเขียนที่เข้าใจง่ายและเข้าถึง รวมถึงใช้การ์ตูนที่เราชอบวาดเข้าไปด้วย

แรงบันดาลใจของ ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์  ได้มาจากพี่ๆ ในวงการตำรวจที่ทำเพจตามเฟซบุ๊ก ทั้งจาก ร.ต.อ.ประพันธ์ขันธิคุณ หรือ “พี่พัน” เจ้าของเพจนายร้อย และ ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม หรือ “พี่เบ๊นซ์” เจ้าของเพจข้าราชการนอกกะลา โดยพี่ๆ ทั้งสองคือคนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ทั้งความรู้ แนวคิด จนนำไปสู่การตัดสินใจทำเพจ “หมวดคะ”

ด้วยการที่ลงมือทำเอง ดูแลเพจเพียงคนเดียว ทั้งวาดรูป ลงสี ด้วยการทำง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือและจากความตั้งใจทำให้ยอดไลค์และการแชร์ออกไปของเพจ “หมวดคะ” เกิดขึ้นอย่างมากมาย ทำให้หมวดหญิงบอกว่าตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่ายอดไลค์จะพุ่งถึง 1 แสนไลค์ ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 เดือน

หมวดหญิง เล่าถึงเพจหมวดคะ เนื้อหาจะมีมุขสนุกมากมาย วิธีการทำเพจก็ใส่ตัวเราเองเข้าไปในเพจ เป็นบุคลิกของเรา ต้องคิดก่อนว่าเราอยากให้ประชาชนเห็นตำรวจแบบไหน เข้าถึงง่ายหรือเข้าถึงยาก และคำตอบก็ง่ายนิดเดียวคือใส่ตัวตนเราลงไป เพราะเราก็เป็นคนสนุกสนาน ใครอยากถามอะไรตอบได้หมด ถ้าเรื่องยากเราก็ขอตัวไปหาข้อมูลมาตอบให้ แต่ใครกวนมาเราก็กวนกลับไป เป็นแนวสนุกๆ ร่วมกันมากกว่าเช่น เราลงเรื่องโพสต์ประจาน ลูกเพจก็จะมาถามตลอดว่าแบบนั้น แบบนี้ ทำผิดหรือไม่ แต่หากเป็นปัญหาส่วนตัวของลูกเพจ ก็จะใช้วิธีอินบ็อกซ์ส่งข้อความส่วนตัวอธิบายเพื่อให้เขาเข้าใจ

 

เธอเล่าว่า บางคนเข้ามาจีบบ้างแบบขำๆ เช่น “ถ้าผมจะขอเบอร์หมวดไว้เพื่อปรึกษาได้มั้ยครับ” ก็ตอบไปเลยว่า “โทรมาได้เลยค่ะที่ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะคะ อย่าลืมโทรมานะ” เราก็กวนกลับไปคือใช้ความเป็นตัวเรา เหมือนเราคุยกับเพื่อน คุยกับคนทั่วไป เราคุยอย่างไร ก็จะคุยกับลูกเพจอย่างนั้น และที่สำคัญคือหมวดหญิงจะอ่านทุกข้อความ และพยายามตอบทุกข้อความเช่นกัน ส่วนการโพสต์อะไรต่างๆ จะเลือกโพสต์วันละไม่เกิน 2 ครั้ง และพยายามจะโพสต์ทุกวัน

ส่วนการเลือกโพสต์ประเด็นต่างๆ นั้น ก็จะเลือกจากกระแสสังคม หรือสิ่งที่ลูกเพจต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น ที่ถามบ่อยๆ ก็แบบว่า ตบกันแล้วปรับ 500 บาทใช่มั้ย เป็นข้อมูลที่เขาแชร์กันประมาณว่า ตบกันเลย ขึ้นโรงพักก็จ่าย 500 บาท เราก็อธิบายไปว่า ความจริงแล้วมันไม่ใช่นะคะแค่ปรับ500 บาทน่ะ ตำรวจปรับกันเป็นหมื่นๆ บาทเลยนะนี่คือกฎหมายใหม่ที่แก้ไขกันแล้ว เรื่องนี้คนไม่รู้ อีกอย่างหากคู่กรณีไม่ยอมให้ปรับ แต่จะเอาเรื่อง ตำรวจก็ปรับไม่ได้นะ ต้องดำเนินคดีส่งขึ้นศาลเลย

หมวดหญิง เสริมว่า พอโพสต์เรื่องนี้ไปก็มีหลายกระแสตามมา ชมบ้าง ด่าบ้าง บ้างก็ว่าทำไมกฎหมายเป็นแบบนี้ ไปปกป้องคนอื่นทำไม ก็หน้าที่เราอีกที่ต้องอธิบายให้เข้าใจ เพราะกฎหมายมีเจตนาให้คนสงบสุข ไม่ได้เปิดช่องให้คนมาทะเลาะกัน หากมาตบตีกันแล้วค่าปรับน้อย คนก็เลือกจะทะเลาะกันมากกว่า ก็จะไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงนำไปสู่การลงโทษที่หนักและรุนแรงขึ้น

หรือแม้แต่การประจานที่จะถามกันบ่อยมาก คือเรื่องกิ๊ก ชู้ เมียน้อย จริงๆ แล้วไม่มีสิทธิจะไปประจาน ซึ่งเราก็อธิบายว่ากฎหมายนั้นหมายถึงอะไร ปกป้องใครจากใคร แต่หลายคนก็ว่า กฎหมายปกป้องเมียน้อยนี่นาเราก็เลยโพสต์เนื้อหาอีกข้อสำทับเข้าไป คือ วิธีการจัดการเมียน้อย เป็นแบบไหนถึงถูกกฎหมาย

 

“แต่ทุกอย่างก็มีมุขให้ลูกเพจโดยตลอดค่ะ” หมวดหญิงเล่า และว่าถ้าไม่เชื่อ เข้าไปดูที่เพจหมวดคะได้

ด้วยการใส่ใจอ่านทุกคอมเมนต์ ถ้าชื่นชมก็กดไลค์ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่คิดว่าต้องตอบเพราะเป็นความรู้ หมวดหญิงก็จะตอบทันที

“เราตั้งใจจะทำเพจให้มีสีสัน แต่ก็ไม่วิชาการมากจนเกินไป คือ ถ้าเราเป็นประชาชนเป็นชาวบ้าน เลือกเข้าเพจข้อกฎหมายจะเห็นแต่เรื่องวิชาการมากเกินไปก็ทำให้ไม่อยากรู้หรืออยากติดตาม เพราะมีแต่ตัวหนังสือยาวเหยียด จึงเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่สวยงาม มุ้งมิ้งน่ารัก มีรูปวาดสวยๆ บวกกับเนื้อหา ก็จะทำให้คนชอบอ่านชอบดู”

ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์  บอกอีกว่า อย่างเราทำหน้าที่ตำรวจ ก็มีหน้าที่อธิบายประชาชนที่มาโรงพักเช่นกัน เพียงแต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่า ชาวบ้านทุกข์ร้อนมาขอคำปรึกษา เราก็จะอธิบายกับเขาให้เข้าใจได้แค่คนเดียว หรือกลุ่มเดียว แต่เมื่อมาทำเพจ การที่เราอธิบายไปเรื่องหนึ่ง คนที่รับรู้และเข้าใจก็จะมากกว่า การกระจายความรู้จึงมากกว่า

“อย่างเรื่องตบกัน ถ้าขึ้นโรงพักเขาก็เข้าใจคนเดียว แต่เมื่อเราแชร์ออกไป คนรับรู้ก็มากและอาจจะถึงหลักหมื่นคน ตรงนี้ก็สามารถลดภาระงานตำรวจไปได้ด้วย”

ที่สำคัญคือ มีตำรวจด้วยกันชื่นชอบเพจหมวดคะ อย่างเช่นพนักงานสอบสวน หลายครั้งก็เปิดเพจหมวดคะให้ประชาชนได้ดูเขาก็เข้าใจเลย ผู้บังคับบัญชาก็เห็นด้วยเพราะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประชาชนได้เช่นกัน อีกอย่างเราก็เอาเวลาว่างจากงานประจำมาทำเพจ ที่สำคัญคือสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ใกล้ชิดประชาชน ด้วยว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว คุณถามมาเราตอบให้ ไม่คิดค่าปรึกษาใดๆ ทั้งสิ้น

 

กระนั้น หมวดหญิงยอมรับว่า การทำเพจ“หมวดคะ” ขึ้นมา ทำให้คนรู้จักมากขึ้น มีเพื่อนใหม่เข้ามาทักทายกันบ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะไม่ได้เปิดเผยตัวตนเป็นที่สาธารณะมากกว่าเป็นเจ้าของเพจ เลิกงานเสร็จก็กลับบ้าน ส่วนเพจหมวดคะ ตั้งใจว่าจะทำต่อไปเรื่อยๆ และไม่ได้คาดหวังว่ายอดไลค์จะต้องพุ่งกระฉูดมากมาย เป้าหมายคือการเข้าถึงประชาชนมากกว่า อีกอย่างการทำเพจก็ทำให้เราได้ฝึก และได้ความรู้ข้อกฎหมายด้วยเช่นกัน เพราะบางเรื่องเราก็ไม่รู้ ต้องไปหาข้อมูลมาชี้แจงลูกเพจ เป็นการพัฒนาตนเอง ที่สำคัญคือมีเพื่อนคุยที่เป็นลูกเพจ มีสังคมใหม่ขึ้นมา

ฝันวัยเยาว์อยากเป็นครู พลิกผันสู่รั้วสามพราน

เธอบอกว่า การทำเพจ “หมวดคะ” ได้ตอบโจทย์ความฝันในวัยเยาว์ของหมวดหญิง ที่อยากจะเป็นครู เพราะการทำเพจที่เป็นลักษณะให้ความรู้ ก็เหมือนครูไม่ต่างกัน

หมวดหญิงในวัย 25 ปี พ่วงดาวแปดแฉกประดับบ่าไว้สองดวง จากเด็กสาวฐานะครอบครัวปานกลางจาก จ.ปทุมธานี ที่ชื่นชอบในงานศิลปะตั้งแต่เด็ก ไม่คิดไม่ฝันจะได้มาเป็นข้าราชการ เพียงแต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นขึ้นขณะที่เธออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ห้วงเวลานั้นเองที่เธอเห็นอะไรบางอย่าง และตราตรึงมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพของเครื่องแบบข้าราชการตำรวจคือสิ่งที่หมวดหญิงเห็น และความฝันถูกจุดประกายขึ้นมา

“อยากใส่เครื่องแบบค่ะ แค่นั้นเอง ไม่ได้รู้เลยว่าต้องเป็นอะไร แต่เห็นเครื่องแบบแล้วมันรู้สึกเท่ จึงพยายามหาข้อมูลหาทางเพื่อจะเป็นข้าราชการให้ได้ จังหวะพอดีที่ขณะนั้นโรงเรียนนายร้อยตำรวจเปิดรับสมัครนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงเป็นรุ่นแรก เราก็พุ่งเป้าไปที่สามพรานเลย” หมวดหญิง ย้อนประวัติราชการของตนเอง

กระนั้น ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์ มีเวลาเตรียมตัวก่อนถึงวันสอบเพียงแค่ไม่ถึง 1 เดือนขณะเดียวกันเธอเองก็พยายามผลักดันตัวเองให้มีความพร้อมที่สุด

 

จากเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็ต้องหัดว่ายน้ำจากเด็กที่ไม่เคยวิ่ง ก็ต้องหันมาออกกำลังกายสายตาที่เคยสั้น ก็ผ่าตัดเพื่อให้พร้อมกับความหวังที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ส่วนเรื่องวิชาการ เธอเล่าว่ามีความแน่วแน่พอสมควรกับการเตรียมตัว และท้ายสุดก็สมหวังด้วยสามารถเป็นหญิงสาว 1 ใน 70 คนที่ได้เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงรุ่นที่ 1 ของรั้วสามพราน ก่อนร่ำเรียนทุกอย่างเหมือนนักเรียนนายร้อยตำรวจชายทั้งหมด ฝึกเหมือนกัน เรียนเหมือนกัน เพราะเป้าหมายคือรับใช้ประชาชนเหมือนกันทุกคนทุกนาย

“ฝึกเหมือนกันหมดทุกอย่าง อะไรที่ผู้ชายทำ เราก็ทำ ยิงปืน กระโดดร่ม เรียน ฝึกงาน มีอย่างเดียวที่ไม่ได้ทำด้วยกัน คือ ตอนอาบน้ำเท่านั้นค่ะ” หมวดหญิงหยอดมุข

สำเร็จการศึกษาด้วยวัย 22 ปี ก่อนเข้ารับหน้าที่ด้วยตำแหน่งแรกคือพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี และถูกเรียกตัวมาช่วยราชการ ปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักงาน พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา

การเรียนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสำหรับผู้หญิง หมวดหญิง เล่าวว่า มีความเหนื่อยมีแรงกดดัน มีอะไรหลายอย่างมากกว่าที่คิด แต่ก็ใช้ความพยายามผ่านมาได้ แม้ว่าจะไม่ใช่คนแข็งแรงมาก แต่ก็มีความฝันอย่างเต็มที่ที่อยากสำเร็จการศึกษา และออกมารับใช้สังคม

อีกทั้งเหตุผลอีกหนึ่งประการคือฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การจะไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต้องมีค่าใช้จ่าย ก็เกรงว่าจะไปรบกวนทางบ้าน แต่มาเรียนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็จะเรียนด้วยทุนของประชาชน มีเงินเดือน มีข้าวกิน มีที่อยู่ฟรีมีคนดูแลตลอดเวลา แค่เหนื่อยและอดทนอย่างเดียว อีกทั้งยังมีเกียรติมีศักดิ์ศรีตรงนี้เลยเลือกมุ่งมาทางนี้

“ที่บ้านก็สนับสนุน อยากเรียนอะไร อยากทำอะไร พ่อแม่ไม่เคยบังคับหรือคาดหวังถ้าเราชอบศิลปะเราก็ทำเต็มที่ไปเลย พอมาเป็นตำรวจที่บ้านดีใจมาก คุยกับเพื่อนบ้านทุกหลังว่าลูกสาวไปเรียนตำรวจนะ ตรงนี้เราภูมิใจมาก”

จากเดิมที่เราไม่ชอบตำรวจเลย เกิดความสงสัยทำไมต้องมาตั้งด่าน หรือเรียกเก็บเงินค่าปรับจากประชาชน นั่นคือมุมมองของเด็กที่เราเห็น แต่เพราะตำรวจบางส่วนก็แย่จริงๆ แต่พอมาเป็นตำรวจแล้วภาพก็ชัดเลยว่า อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่น่าสงสาร เพราะเป็นความคาดหวังจากประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขปัญหาอย่างทันที รวดเร็ว ขณะที่รายได้ตำรวจเองก็น้อยนิด อุปกรณ์ทุกอย่างก็ต้องซื้อหาเอาเอง

“ทุกคนที่ขึ้นมาโรงพัก รับรองเลยว่าไม่มีใครดีใจกันหรอก ทุกคนเขามีความทุกข์มีปัญหาทั้งนั้น อาชีพตำรวจคือต้องแก้ไข และรองรับปัญหาให้กับชาวบ้าน แต่กระนั้นเมื่อเลือกมาทำหน้าที่แล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อประชาชน”

ในมุมมองของตำรวจหญิงนั้น สำหรับ ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์ มองเรื่องนี้ว่า ทุกวันนี้ตำรวจหญิงมีศักยภาพไม่ต่างจากตำรวจชายเพราะทำงานได้ทุกอย่างและหลากหลายเช่นกัน ทั้งงานสอบสวน งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน

“ตอนที่เรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็มีนักเรียนหญิงในรุ่นที่ยิงปืนได้ที่หนึ่งของรุ่นชนะนักเรียนชายได้ด้วย ศักยภาพหรือความสามารถของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน เพราะเรียน ฝึก ทุกอย่างมาตรฐานเดียวกันหมด จบออกมาก็ทำงานได้เหมือนกัน”

ส่วนเป้าหมายของอาชีพการงาน “หมวดหญิง” อยากจะลองทำหน้าที่อื่นๆ ดูบ้าง นอกเหนือจากงานสอบสวนที่เธอปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 3 ปี ทั้งงานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม หรือแม้แต่จราจร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาวุธปืนคือของคู่กายตำรวจไทย แย้มไปดูอาวุธคู่ใจของหมวดหญิง ก็พบว่าเป็นปืนพกออโตเมติกยี่ห้อ Glock 26 ประจำการข้างกายเธอมาแล้วกว่า3 ปี ยามว่างหมวดหญิงมักจะไปซ้อมมืออยู่เป็นประจำ เผื่อว่าสถานการณ์ในอนาคต เธออาจจำเป็นต้องใช้ในเหตุซึ่งหน้า

“ยิงปืนแม่นมั้ยหรือคะ พอใช้ค่ะ” ยิ้มมุมปากเล็กๆ ของหมวดหญิง บ่งบอกได้ว่าเรื่องปืน เธอเองก็มีความมั่นใจอยู่พอตัว

มองกลับไปยังเพจหมวดคะ น่าสนใจที่ว่าหมวดหญิงไม่ลดละที่จะตอบคำถามลูกเพจทั้งคดีความ ให้ความรู้ด้านกฎหมาย แม้แต่การมาหยอดคำหวานจากชายหนุ่มที่แวะเวียนผ่านตัวอักษร หมวดก็ยินดีตอกกลับได้อย่างแสบสันไม่หยอก อย่างเช่น

“หมวดมีแฟนแล้วค่ะ #โหดด้วย พูดลอยๆ555555”

“อย่าทำพูดเล่นไปนะคะ…บอกว่าชอบหมวดกัน เดี๋ยวถ้าดังแล้วขายครีมมาซื้อด้วย 5555 (พูดเล่นๆ)”

หรืออีกหลากหลายอรรถรสในการนำเสนอข้อมูลของเพจ “หมวดคะ” ด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกได้ถึงความเป็นคนอารมณ์ดีของเจ้าของเพจ กำลังใจจากลูกเพจจึงหลั่งไหลและมากล้นมาให้หมวดหญิง

ด้วยแรงขับที่ว่าจึงทำให้เธอตั้งใจแน่วแน่ที่จะยึดอาชีพตำรวจ และขณะเดียวกันก็มอบความรู้ให้กับประชาชนในมุมที่ตัวเองเลือกต่อไป

 

จ๊อบพิเศษ เพิ่มเงินในกระเป๋า…เราทำได้ เร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439005

จ๊อบพิเศษ เพิ่มเงินในกระเป๋า...เราทำได้

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์/พีดีเอ็ม แบรนด์

เร็วฉับพลันและแก้ที่หัวใจของปัญหา 1.ลดค่าใช้จ่าย จากนั้นจึง 2.เพิ่มรายได้ ขาใดขาเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นสองขาที่จะทำให้หยัดยืน ก้าวเดินได้ต่อในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากลำบาก มนุษย์เงินเดือนอย่าเอาแต่นอนก่ายหน้าผาก มาทำความรู้จักและเรียนรู้กับคำว่า จ๊อบพิเศษ เพื่อที่เงินในกระเป๋าจะได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น

แนวทางปฏิบัติมี 2 ส่วน คือ ใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด ในโลกนี้มีสิ่งของให้คุณซื้อหามากมายไม่จำกัด แต่สิ่งที่มีจำกัดคือเงินในกระเป๋าคุณ ต้องแยกให้ออกระหว่างอะไรคือสิ่งจำเป็นต้องซื้อกับสิ่งที่อยากซื้อ ในส่วนนี้วิกฤตเศรษฐกิจจะทำหน้าที่ “สอน” ความแตกต่างให้แก่คุณเอง

นพวรรณ จุลกนิษฐ

 

อีกส่วนหนึ่งคือการเพิ่มรายได้หลังภาษีให้สูงที่สุด มีอาชีพอะไรบ้างที่สามารถทำเป็นจ๊อบพิเศษได้หลังเลิกงาน หรือทำควบคู่ไปกับงานประจำได้ ในส่วนนี้ “นพวรรณ จุลกนิษฐ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ในฐานะเว็บไซต์หางานชั้นแนวหน้า เล่าว่า ก่อนจะลงมือหางานพิเศษ ควรเริ่มต้นตั้ง 2 คำถามสำคัญกับตัวเองก่อน

1.มีเวลาในการทำงานเสริมช่วงไหนบ้าง ที่จะไม่เบียดเบียนเวลาของงานหลัก และไม่ทำให้คุณเหนื่อยล้าจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

2.หากเป็นการหารายได้เสริมด้วยการลงทุนทำธุรกิจ ควรพิจารณาว่าต้องอาศัยต้นทุนที่เป็นตัวเงินหรือไม่ และเราสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น

 

สำหรับงานเสริมหรืองานพิเศษมีมากมายที่สามารถทำได้สำหรับคนทุกกลุ่มและทุกวัย หากก็ควรเลือกที่เหมาะสมกับตนเองและความชอบ เวลาและความถนัด เช่น การทำงานพาร์ตไทม์ในบริษัทห้างร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพนักงานชงกาแฟ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานมินิมาร์ท พนักงานดูแลร้าน ผู้ช่วยอาจารย์ เป็นต้น

 

นพวรรณ กล่าวต่อไปว่า งานจ๊อบพิเศษอาจเป็นงานที่สอดคล้องกับเขตพื้นที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นงานรับจ้างดูแลสัตว์เลี้ยง  ที่อาจมีสัตว์เลี้ยง สุนัข แมว นก และปลาในพื้นที่จำนวนมาก งานพี่เลี้ยงเด็ก งานกลุ่มที่ใช้ความถนัดและทักษะส่วนตัว เช่น  ติวเตอร์ งานรับจ้างร้องเพลง งานจ๊อบเล่นดนตรีในโบสถ์หรืองานแต่งงาน อีเวนต์ต่าง ๆ

มองไปรอบๆ ตัวจะเห็นโอกาสสำหรับคนที่มองหาโอกาส เช่น งานเขียนอิสระ งานรับสอนว่ายน้ำ งานออกแบบโลโก้หรือเว็บไซต์ ถ้าชอบทางค้าขายและมีช่องทางอยู่แล้วก็อาจเปิดท้ายขายของ ขายของที่ไม่มีต้นทุน ก่อนพิจารณาตลาดซื้อมาขายไปสินค้าอื่นๆ งานรับแปลเอกสาร งานส่งอาหารเดลิเวอรี่ หรือบางคนมีความถนัดและสนใจเรื่องการทำอาหาร ก็สามารถประกอบอาหารหรือขนมขายได้ หลายคนขายเบเกอรี่จนร่ำรวย เพราะจับช่องทางได้ถูกทางถูกปากคนกิน

กรณีมีสกิลหรือทักษะด้านการแต่งหน้าทำผม ก็มีมากมายหลายคนที่ทำจ๊อบเสริมด้านนี้แล้วรุ่ง กลายเป็นอาชีพหลักทำเงินไปเลยก็ยังได้ รับแต่งหน้าทำผมคราวหนึ่งๆ ถ้าฝีมือดีๆ มีคนจองคิวข้ามเดือนข้ามปี รายได้ไม่ขี้เหร่ ต่อไปพัฒนาต่อยอดสู่ทักษะด้านใดด้านหนึ่ง กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็ยิ่งทำเงิน เช่น คิ้ว นักสักคิ้วฝีมือฉมังมีรายได้ต่อเดือนหลักแสนบาท ขี่เบนซ์ไปสักคิ้ว คิวจองยาวเหมือนอะไร

 

บางคนถนัดจ๊อบเกี่ยวกับการรีวิวสินค้า หรือรับคีย์ข้อมูลแบบสอบถาม สามารถปลีกตัวทำในช่วงเวลาที่ว่างจากงานประจำ อย่างนี้ก็มีเยอะและทำกันเยอะ ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับชิ้นงาน บริหารจัดการง่าย ด้านผลตอบแทนของแต่ละจ๊อบ คิดตามลักษณะงาน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.คิดตามชั่วโมงทำงาน เช่น งานพาร์ตไทม์ (Part Time) ในร้านอาหาร คิดชั่วโมงละ 40-50 บาท เป็นต้น 2.คิดตามชิ้นงาน เช่น งานแปลเอกสารอังกฤษเป็นไทย คิดเป็นหน้า หน้าละ 500 บาท เป็นต้น

สำหรับต้นทุนการประกอบการ นพวรรณ กล่าวว่า ต้นทุนขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ทำว่าต้องอาศัยองค์ประกอบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งน่าจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ ต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ทักษะหรือความสามารถพิเศษที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ  เช่น ทักษะการแปลภาษา

“โกลบอลเทรนด์ตอนนี้ คนที่มีทาเลนต์หรือความสามารถพิเศษ ทำงานมากกว่า 1 อย่าง มีทั้งงานประจำและงานที่สอง ไม่มีใครที่ทำงานเดียว งานประจำงานหลักอาจเป็นงานที่ถนัด แต่งานที่สองเป็นงานที่เน้นความสามารถด้านอื่น ความรักความชอบด้านอื่น ศิลปะ หรือแม้แต่ความสามารถในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน” นพวรรณ กล่าว

ดุลยพล ศรีจันทร์

 

อย่างไรก็ตาม จะก้าวไปถึงจ๊อบที่สองได้ งานหลักต้องไม่บกพร่อง ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจผันผวน มนุษย์เงินเดือนจำเป็นต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน ประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องหารายได้เสริมด้วย ทางเลือกและทางออกที่จะช่วยแบ่งเบาภาระกระเป๋าไม่ให้ฉีก ที่สำคัญยังได้เติมเต็มช่องว่างในตัวเอง ทำธุรกิจหรือทำจ๊อบที่ช่วยพัฒนาตัวเอง ดึงศักยภาพตัวเองออกมาใช้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมสู่เป้าหมายที่ดีขึ้น

ดุลยพล ศรีจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีดีเอ็ม แบรนด์ ผู้ผลิตเสื่ออุตสาหกรรมพีดีเอ็ม นักออกแบบผู้มีความคิดริเริ่มในการพัฒนาเสื่อพลาสติกแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นผลงานพรมเมืองร้อนอย่างสร้างสรรค์ เสื่อพลาสติกของพีดีเอ็มใช้ตกแต่งบ้านให้ดูมีสไตล์แบบไทย และชนะรางวัลการออกแบบในระดับโลกหลายเวที

ความสำเร็จของแบรนด์ยืนยันได้จากการได้รับรางวัลดีมาร์ค (Demark) จากประเทศไทย และรางวัล Good Design Award จากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เป็นนวัตกรรมสิ่งทอที่ได้รับการจัดเก็บไว้ที่ห้องสมุดสิ่งทอในเมืองมิลาน และนิวยอร์ก รวมทั้งที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ (www.pdmbrand.com)

 

ดนุพล กล่าวในมุมของนักออกแบบว่า งานออกแบบสามารถทำเป็นจ๊อบพิเศษได้ พัฒนาต่อยอดได้ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่อยู่ในชีวิตประจำวัน (Living) ซึ่งทำเงิน ประสบความสำเร็จ เป็นที่ต้องการของตลาด ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสเกลหรือจำนวนของงานและระยะเวลา

“ผมมองว่าอาชีพที่ทำเป็นอาชีพที่ 2 ได้และเหมาะกับคนไทยตอนนี้ที่สุด คือการขายของออนไลน์ทุกประเภท ตลาดใหญ่มาก ง่ายต่อคนที่ต้องการกระโจนลงมา แต่ต้องเป็นของชิ้นไม่ใหญ่ สามารถส่งไปรษณีย์ได้ อาจจะลองไปรับของมาขายก่อน พอขายดีขึ้น มีทุนแล้วค่อยๆ ปรับต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง หาจุดแข็งจุดต่าง สร้างตลาดของตัวเอง ทั้งหมดนี้สามารถปลีกเวลาทำได้ในเวลาว่างหลักเลิกงานประจำ หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ลำบากอะไรเลย” ดนุพล เล่า

ดนุพล กล่าวว่า การออกแบบเป็นความชอบที่มาพร้อมๆ กับการหาความรู้และการฝึกฝนเพื่อเพิ่มมุมมองและประสบการณ์ ใครที่อยากทำจ๊อบพิเศษด้านนี้ต้องมีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากนี้คือต้องแบ่งเวลาเก่ง รับผิดชอบ สามารถรักษาคุณภาพของทุกงานที่ทำ ต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำอะไร ทำทำไม ใครเป็นลูกค้า

 

พนักงานเงินเดือนจากบริษัทสื่อเอกชนแห่งหนึ่ง มีประสบการณ์การทำงานเสริม 2 งานที่สร้างรายได้เพิ่มคิดเป็น 60% ของเงินเดือนรายหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า จ๊อบพิเศษของมนุษย์เงินเดือนมี 2 แบบ แบบแรกเป็นงานใหม่ ทักษะใหม่ แบบที่ 2 เป็นงานที่ต่อยอดมาจากงานหลัก ใช้ทักษะที่มีอยู่แล้วเดินหน้าต่อสร้างเม็ดเงิน

“เป็นเอาต์ซอร์สในสิ่งที่ทำอยู่เดิมก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ เพราะหมายถึงทำได้ทันที หาเงินเข้ากระเป๋าได้ในเดี๋ยวนี้เลย รับจ้างเขียนเว็บออกแบบเว็บได้เลย ถ้าคุณทำมันอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นงานใหม่ ทักษะใหม่ อันนี้อาจต้องบวกต้นทุนเวลาและคอร์สอบรมใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมาคิดด้วย”

คำแนะนำก็คือให้เริ่มจากความสนใจ เราสนใจอะไร เริ่มจากสิ่งนั้นดีที่สุด คนบางคนมีความสนใจดารานักร้องซีรี่ส์เกาหลีมาก่อน ถึงขนาดลงทุนไปเรียนภาษาเกาหลี ต่อมาใช้ความชอบและความสนใจส่วนตัวเขียนข่าวดารา ติดตามข่าวแบบอัพทูเดท เขียนบทความความเคลื่อนไหวของแวดวงบันเทิงเคป๊อป ซึ่งเป็นที่ต้องการมาก ถือเป็นตัวอย่างของคนที่ผันแปรความชอบสู่การทำเงิน

 

“เอาความชอบไปแปรเป็นเงิน ซึ่งทำได้ทุกอย่าง อยู่ที่ว่าเราชอบอะไร ทำเป็นเงินได้หมด ถ้าเราโฟกัสกับมัน เห็นมันทะลุ”

อีกปัจจัยที่สำคัญต่อการทำงานพิเศษคือความรู้ อยากทำอะไร เข้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง หรือถามผู้รู้ เช่น อยากลองซื้อและให้เช่าคอนโดมิเนียม ก็อาจลองปรึกษากับคนในออฟฟิศที่มีลู่ทางทำอยู่แล้วและประสบความสำเร็จแล้วก็ได้ จากนั้นก็ลงมือทำ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง

ตบท้ายด้วยวิธีบริหารเงินในภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดยามนี้ว่า เงินเดือนให้ใช้ให้หมด ส่วนเงินจ๊อบคือเงินเก็บจริง วิธีคิดแบบนี้จะทำให้เรามองหาโอกาสดีๆ และขยันทำงานเก็บเงินมากขึ้น จะแตกต่างจากความคิดว่าทำงานเงินเดือนต้องประหยัด การประหยัดจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราลดลง แต่ถ้าคิดแบบบวกเพิ่ม จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเงินก็พอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เอาล่ะ! ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งโอดครวญ ก็รู้ล่ะว่าช่วงนี้ประสบปัญหาเงินเดือนไม่ค่อยขึ้น พวกทำงานเป็นกะอาจถูกลดชั่วโมงทำงาน ส่วนคนที่ถูกเลิกจ้าง หากหางานใหม่มักได้รับรายได้ที่ลดลง เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้ และเริ่มต้นมองหา “จ๊อบที่ 2” อย่างจริงจังได้แล้ว

บางทีในช่วงเวลาสั้นๆ และยากที่จะมองเห็นสิ่งใดนี้ คุณอาจมองเห็นโอกาสอันมหาศาล โชคดีนะ!

 

เคล็ดลับ ป้องกันลูกเสพติดเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438828

เคล็ดลับ ป้องกันลูกเสพติดเทคโนโลยี

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น จนทำให้เด็กบางรายมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขาด สมาธิในการเรียน ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน และมีภาวะสมาธิสั้นเทียม เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดเสวนาหัวข้อเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโตสมวัยในยุคดิจิทัล

ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า “การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป เด็กบางคนหมกมุ่นแต่กับเกม เวลาไปเรียนก็จะนึกถึงแต่เรื่องเกม จนขาดสมาธิในการเรียน บางคนถึงขั้นเอาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนไปเล่นใต้โต๊ะเรียน หากพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจและปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู

เด็กก็จะมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา เช่น วางระเบียบวินัยในการทำกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กๆ รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร หรือจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้มีสิ่งเร้าเยอะ เช่น เมื่อกลับถึงบ้านห้ามเปิดโทรทัศน์ทันที เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อเด็กๆ จะได้ไม่วอกแวกหรือเล่นของเล่นก่อนทำการบ้าน ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองควรฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆ เพื่อเขาจะได้เชื่อฟัง แต่สำหรับเด็กที่ต่อต้านไม่เชื่อฟังจนถึงขั้นอาละวาดพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องมีความหนักแน่น ถ้าสิ่งที่ลูกเรียกร้องไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราต้องปล่อยให้เขาอาละวาดไป พอถึงจุดหนึ่งเขาจะเลิกอาละวาดไปเองเมื่อรู้ว่าวิธีการที่ทำไม่ได้ผลในการเรียกร้องความสนใจเหมือนเดิม พ่อแม่ ผู้ปกครองควรสนใจว่าลูกใช้ประโยชน์หรือเล่นแอพพลิเคชั่นอะไรจากอุปกรณ์เหล่านี้บ้าง และควรมีเทคนิคในการควบคุมดูแลเด็กๆ ในยุคดิจิทัล ดังนี้

1.กำหนดเวลาให้ชัดเจน

พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาในการใช้สื่อเทคโนโลยีให้กับลูกอย่างชัดเจน เพราะจะทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในตัวเอง ว่าควรเล่นระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชม. และวันหยุดอาจเพิ่มเป็น 2 ชม. เป็นต้น

2.สอดส่องดูแล

คอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเขา อย่างเกมที่มีความรุนแรง เช่น เกมปล้น ยิง หรือฆ่าฟันกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไร ฉะนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก และไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควรอะไรไม่ควร

3.ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้สื่อเทคโนโลยี

เด็กเล็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ขวบ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรให้เขาใช้สื่อเทคโนโลยีเลย เพราะยังไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ ให้เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก อย่างการพูดคุยหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการดีกว่า เด็กจะได้มีพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน เมื่อเขาผ่านพ้นวัยนี้ไป จึงค่อยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสสื่อต่างๆ มากขึ้นตามวัย

4.เล่นได้แต่ไม่ใช่เจ้าของ

พ่อแม่ ผู้ปกครองทั่วไป บางครั้งเมื่อเห็นว่าลูกอยากได้อุปกรณ์เทคโนโลยีก็ซื้อให้ แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ มักโกรธและแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น จนทำให้พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมการใช้งานสิ่งเหล่านี้ของลูกได้ ฉะนั้นพ่อแม่ยังต้องคงความเป็นเจ้าของ แต่ให้สิทธิลูกๆ ในการเล่นได้บ้าง เพื่อควบคุมเวลาในการเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีของลูกได้

5.เล่นอย่างสมดุล

เด็กสมัยนี้มักจะเล่นแต่แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือเกม จนทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ หรือสังคม และทำให้การเล่นแบบใช้จินตนาการอย่างเด็กรุ่นก่อนๆ ขาดหายไป ส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจัดสรรเวลาให้ลูกอย่างสมดุล โดยให้เขาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เช่น เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง วาดรูป สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง

6.เรียกร้องความสนใจจากเด็กติดเกม

เวลาที่เด็กใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแล้วไม่สนใจเมื่อพ่อเม่เรียกหรือพูดคุยด้วย พ่อแม่ควรเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้เขาสบตา หรือถ้ายังไม่สนใจอีกควรเดินไปสะกิดที่ตัวของเด็ก เพื่อให้เขาฟังในสิ่งที่พูด

7.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี

การที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิทัลนั้น เราควรมีวินัยในตัวเองก่อน หากเราใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไปกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูก อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงด้วย”

สินีนารถ เองตระกูล คุณแม่เซเลบริตี้ กล่าวว่า เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้และเด็กสมัยนี้ก็เติบโตอยู่ในยุคดิจิทัล จึงต้องเปิดโอกาสให้ลูกๆ ได้ดูและเรียนรู้การใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีบ้าง

“แต่ต้องรู้จักการจำกัดเวลาและหากิจกรรมอย่างอื่นที่หลากหลายให้เขาทำควบคู่กันไป สำหรับลูกที่สนใจเล่นเกม เราต้องคอยดูว่าเกมนั้นเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร โดยส่วนตัวจะเคร่งครัดกับเรื่องนี้มาก ถ้าเห็นว่าเป็นเกมที่ไม่เหมาะสม จะไม่ให้ลูกๆ เล่นเลย พร้อมกับอธิบายว่าเมื่ออายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดจึงจะอนุญาตให้เล่นได้ การดูแลลูกในยุคนี้ คนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องให้ความรัก ความเอาใจใส่ ปูพื้นฐานที่ดีให้กับลูก และต้องตามให้ทันทั้งลูกและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี”

 

สารพัดโรคกลัวความรัก ใครเข้าข่าย รีบเช็ก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438827

สารพัดโรคกลัวความรัก ใครเข้าข่าย รีบเช็ก!

โดย…อนุสรา/ภาดนุ/จตุรภัทร ภาพ… AFP / AP

อาการของคนที่กลัวความรักเข้าขั้นหนัก จนแทบไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อเจอคนที่รู้สึกพึงใจ กลัวๆ กล้าๆ อยากจะรัก แต่ลึกๆ ก็กลัวว่าจะรักไม่ได้และทำมันพังอีก เรียกว่ากลัวการจะตกหลุมรัก! แบบเข้าไส้ เพราะชีวิตนี้ไม่อยากเสียใจซ้ำซาก สาเหตุของโรคนี้เกิดจากหลายปัจจัย หลักๆ ก็จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการอกหักเสียใจหลายครั้ง ชีวิตในวัยเด็กที่เจอแต่คนล้มเหลวในชีวิตคู่ หรือแม้แต่เรื่องของประเพณีวัฒนธรรมที่เคร่งครัด และกฎระเบียบข้อบังคับจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดของครอบครัว ล้วนแล้วแต่ทำให้เป็นต้นเหตุได้ทั้งนั้น ลองสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างดูว่า มีใครที่เข้าข่ายอาการเหล่านี้บ้าง

มารู้จักก่อนว่า Philophobia คือโรคกลัวการตกหลุมรัก หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคกลัวความรัก โดยจากสถิติในบรรดาโรคกลัวชนิดต่างๆ ถือว่ารั้งอันดับโรคกลัวที่มีผู้ป่วยมากที่สุด จากการวิเคราะห์ของเหล่านักจิตวิทยาก็พากันสันนิษฐานว่า ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของโรคกลัวความรักอาจมาจากเรื่องใกล้ตัว ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้พยายามจะหนีความรู้สึกรัก หรือไม่อยากเข้าใกล้ความรู้สึกพิเศษกับใครอย่างจริงจังเลยสักคน แม้จะเกิดความรู้สึกพิเศษกับใครขึ้นมาบ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วก็มักจะไม่กล้าเปิดใจให้กับความรัก เนื่องจากเหตุผลอะไรบางอย่าง สาเหตุจัดเป็นโรคกลัวชนิดเฉพาะเจาะจง

สาเหตุของโรคและอาการ อาจมาจากปัจจัย เช่น เหตุการณ์ในแง่ลบที่ฝังใจมาตั้งแต่ตอนเด็ก โดยเฉพาะหากเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาหย่าร้าง พ่อแม่คนใกล้ตัวมีชีวิตรักในแง่ลบ เช่น ทะเลาะตบตีกันประจำ หรือแสดงความรุนแรงต่อกันบ่อยๆ รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี หรือศาสนาที่มีกฎข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องความรักอย่างเข้มงวด บางศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีของบางที่อาจมีข้อห้ามหรือกฎเกณฑ์ที่ควรระวังหากหญิงและชายจะรักหรือแสดงความรักต่อกัน ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกเกรงกลัวฝังรากลึกในใจบางคนได้ ส่งผลให้ไม่อยากเสี่ยงกับการมีความรักนั่นเอง หรือประสบการณ์ความรักที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์อกหักอย่างโชกโชน ความรู้สึกผิดหวัง ความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำของคนเคยรัก อดีตเหล่านั้นจะตามหลอกหลอนให้รู้สึกเจ็บมากจนไม่กล้าจะเอาหัวใจตัวเองไปลองเสี่ยงอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดความระแวงระวังเกินเหตุ ไม่กล้าที่จะมีรักครั้งใหม่อีกต่อไป

อาการบ่งชี้ที่เห็นชัดคือ กลัวการเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ ทุกครั้งที่พบเจอกับคนที่ถูกใจและรู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังไปได้สวย จะมีความรู้สึกวิตกกังวล และพยายามจบความสัมพันธ์นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องเจอกับภาวะเสียใจ มักจะห้ามใจตัวเองไม่ให้ถลำลึกไปกับความรู้สึกรักชนิดที่จริงจังมากจนเกินไป ปิดโอกาสไม่ให้ใครเข้ามาสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะมีคนมาชอบ เดินหน้าจีบมากแค่ไหน แต่ก็จะต้องเจอกับกำแพงด่านใหญ่ที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อปิดกั้นไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำความรู้จักได้

ชอบอยู่คนเดียว หลงรักการทำอะไรด้วยตัวคนเดียว หงุดหงิดกับการต้องร่วมกิจกรรมกับคนอื่น เบื่อหน่ายที่จะต้องรอคอยใครสักคน เสพติดการอยู่คนเดียว และไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับใคร มักจะหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คนมีคู่ชอบไปเดทกัน เช่น สวนสาธารณะหรือโรงภาพยนตร์ ดูเหมือนจะรักสันโดษ แต่แท้จริงแล้วเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้พบเจอกับคนที่อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกหวั่นไหวด้วยต่างหาก

มือชา เท้าชา หน้าชา หายใจเร็วและแรง เมื่อมีคนเข้ามาจีบ บางสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ คุณอาจไปเจอกับคนที่ชอบรุก เดินหน้าจีบแบบตรงไปตรงมา ทำให้คุณเกิดภาวะกดดัน ทำตัวไม่ถูก และมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เหมือนคนตื่นเต้น เช่น เหงื่อออกมือ ใจเต้นเร็ว อาเจียน เป็นลม

แต่ใช่ว่าอาการของโรคนี้จะไม่มีทางรักษา หากพบว่าตัวเองหรือคนข้างรอบที่รู้จักมีอาการแบบนี้ ควรพูดคุยเพื่อหาทางไปพบแพทย์ อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ คือการพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยถึงปัญหา และหาทางออกร่วมกัน การรักษาจะมีตั้งแต่การเผชิญหน้าเปิดใจเรื่องความรักไปจนถึงการกินยา ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ควรจะทำ

 

อาจจะคิดว่าเป็นเพียงอาการเข็ด กลัวการเสียใจแบบคนทั่วไป เดี๋ยวไปเจอรักใหม่ก็หาย บอกเลยว่า โรคกลัวการตกหลุมรัก น่ากลัวกว่าที่คิด เพราะคนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถเริ่มต้นใหม่กับใครได้เลยเกือบตลอดชีวิต ภายนอกดูเป็นคนปกติ แต่ทุกครั้งที่จะมีความรักครั้งใหม่ ก็มักจะถอยออกมา ไม่อยากเสียใจ ไม่อยากผิดหวัง วนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอาจจะเสียคนดีๆ ไปแบบไม่ทันได้แม้แต่จะเริ่มคุยกันเลยด้วยซ้ำ บางสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ อาจไปเจอกับคนที่ชอบรุก เดินหน้าจีบแบบตรงไปตรงมา ทำให้คุณเกิดภาวะกดดัน ทำตัวไม่ถูก และมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เหมือนคนตื่นเต้น

แต่ใช่ว่าอาการของโรคนี้จะไม่มีทางรักษา หากพบว่าตัวเองหรือคนข้างรอบที่รู้จักมีอาการแบบนี้ ควรพูดคุยเพื่อหาทางไปพบแพทย์ เพราะการพบจิตแพทย์ ไม่ได้หมายความว่ามีอาการทางประสาทเพียงอย่างเดียว การพบแพทย์เพื่อพูดคุยถึงปัญหา และหาทางออกร่วมกัน การรักษาจะมีตั้งแต่การเผชิญหน้าเปิดใจเรื่องความรัก ไปจนถึงการกินยา ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ควรจะทำ

ขั้นไหนควรไปพบจิตแพทย์?

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิตและจิตแพทย์ที่ปรึกษา รพ.เวชธานี กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายที่มีความกลัวค่อนข้างรุนแรง อาจมีผลกระทบกับชีวิตประจำวันได้ อย่างเช่น กลายเป็นคนเงียบขรึม หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เก็บกด และหลีกหนีจากสังคม ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความกดดันและความเครียดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ดังนั้น หากรู้ใจตัวเองว่าเสี่ยงต่อโรค ขั้นหนัก ลองเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกันดูสักตั้งก็น่าจะดีเพราะโรคนี้รักษาได้ โดยแนวทางการรักษาโรคกลัวความรัก อาจทำได้ดัง 3 วิธีนี้

 

ความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioral Therapy)

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์จะเข้ามาทำความเข้าใจกับคนไข้ ชวนคุยในประเด็นที่คนไข้รู้สึกกลัว หรืออาจมีรูปภาพและคลิปวิดีโอคนรัก การตกหลุมรัก มาประกอบการรักษา ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนไข้มีทัศนคติที่ดีกับความรักมากขึ้น เป็นการกำจัดความรู้สึกกลัวในเรื่องที่ไม่น่ากลัวที่ค่อนข้างได้ผลดีต่อผู้ป่วย

เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว (Exposure Therapy)

นับเป็นอีกวิธีการรักษาที่ได้ผลค่อนข้างมาก โดยผู้เชี่ยวชาญจะจัดให้ผู้ป่วยเจอกับสถานการณ์หวานๆ ให้เพศตรงข้ามชวนพูดคุย หรือให้ดูหนังโรแมนติก ซีนสุดซึ้ง เพื่อฝึกให้คนไข้มีแรงต้านทานต่อความกลัวของตัวเองเพิ่มมากขึ้น และลดแรงกดดัน ความวิตกกังวลเมื่อเจอสถานการณ์รักๆ ลงไปบ้าง

รักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาจะเป็นแนวทางเสริมสำหรับผู้ป่วยที่มีความเครียดสูง หรือมีความรู้สึกกังวลทุกครั้งเมื่อเจอกับความกลัว โดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอารมณ์และการแสดงออกของตัวเองได้ดีขึ้น

โรคนี้ไม่ใช่โรคทางจิตชนิดรุนแรงหรือก่อให้เกิดอันตรายกับคนรอบข้าง ทว่าเป็นอาการทางจิตเวชที่ควรได้รับการเยียวยารักษา เพราะอาจกระทบเข้ากับความรู้สึก สภาพจิตใจ ตลอดจนสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยเองอย่างที่ได้บอกเอาไว้ หากพบว่าตัวเองมีอาการป่วยโรค ก็อย่านิ่งนอนใจ หาเวลาไปพบจิตแพทย์กันดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจจะลุกลามไปสู่โรคในกลุ่มเดียวกันอย่าง โรคกลัวการมีคู่ (Couplestatephobia) กลัวการแต่งงาน ไปจนถึง โรคกลัวการมีเพศสัมพันธ์ (Genophobia) ผู้มีอาการหลายคนสามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์โรแมนติกได้ มีกิจกรรมใกล้ชิดได้ เช่น การกอด จูบ แต่กำแพงความกลัวจะก่อตัวทันทีเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการร่วมเพศ และในที่สุดความกลัวก็จะเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สำเร็จ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวในเพศชาย หรือปากช่องคลอดไม่เปิดในเพศหญิง แม้ว่าโรคกลัวในกลุ่มทางใจเหล่านี้ไม่ใช่โรคอันตราย แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง

 

รื้อสร้างและต่อยอด ‘สิ่งทอไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438508

รื้อสร้างและต่อยอด ‘สิ่งทอไทย’

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่จะผลักดันเศรษฐกิจของไทย หนึ่งในฐานรากของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็คือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับ 7 ของการส่งออกทั้งหมด แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ในปี 2559 ผู้ประกอบการส่งออกสิ่งทอมั่นใจว่า การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยจะพลิกกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้อย่างน้อย 2% เพราะสถานการณ์ส่งออกของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไม่น่าจะติดลบมากไปกว่านี้แล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าหดตัวลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว

นี่คือหนึ่งในภาวะวิกฤตของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในเชิงอุตสาหกรรม แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ผลิตต้นน้ำปลายน้ำที่สมบูรณ์ เหมือนเป็นศูนย์กลางในอาเซียน แต่ปัจจุบันไทยเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ผู้ผลิตบางรายเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง ทำให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความท้าทายหนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้

 

การยกระดับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยให้ขึ้นสู่ความเป็นชั้นเลิศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์มากกว่าสินค้าเชิงอุตสาหกรรม จึงมีการระดมสมองกันมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด โครงการประชุมวิชาการงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะการออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกายนานาชาติ – ไทย : ขณะสืบค้นและสังเคราะห์ (Thai : Sur
veying + Analyzing The International Textile & Fashion Symposium 2016) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และศิลปินนักออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกายระดับนานาชาติ ในการที่จะหาทางออกในการนำช่างฝีมือสิ่งทอไทยก้าวไกลไปกับเทคโนโลยี และหาช่องทางในการเพิ่มมูลค่าของสิ่งทอที่ไม่เป็นเพียงเสื้อผ้าและแฟชั่น

ถือว่าเป็นความท้าทายหนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้

หลากหลายแนวคิดการออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ในปี 2555 สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้จัดแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอชุมชน ดึงแนวคิดวิถีชีวิตสร้างสรรค์สินค้าและยกระดับคุณภาพผลักดันสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอเชิงวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริม SMEs ใช้เทคโนโลยีสะอาดร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อเตรียมขอการรับรองฉลากเขียว การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอชุมชนสู่อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ผสมผสานกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มยกระดับคุณภาพสินค้าสิ่งทอให้มีความหลากหลาย

 

งานในครั้งนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นของไทยให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้มากยิ่งขึ้น

แต่มีการกล่าวกันว่า ช่างทอเมื่อฝึกฝนการทอผ้าจนชำนาญถึงระดับสร้างสรรค์วิจิตรการ ช่างทอผ้าผู้นั้นจะได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนจากชนชั้นนำหรือนายทุน บังเกิดให้เกิดความปีติและมั่งมี ช่างทอบางคนใช้เส้นไหมทองคำทอเป็นเครื่องนุ่งห่มเพื่อตัดเย็บเป็นอาภรณ์ แม้ตัวเองจะไม่เคยได้สวมใส่ก็ตาม เช่นเดียวกันกับยุคปัจจุบันศิลปินและนักออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกายร่วมสมัยกับช่างทอฝีมือพื้นบ้าน ผู้สืบสานปัญญาท้องถิ่นจะมีหนทางและเป้าหมายร่วมกันได้หรือไม่?

การสร้างการตระหนักรู้และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์แห่งท้องถิ่นสู่ภาษาสากล โดยส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากศิลปะการออกแบบสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ตลอดจนทัศนศิลป์ ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศิลปะสิ่งทอและเครื่องแต่งกายของไทย เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ สืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ นำไปสู่ทัศนะและคำถามปลายเปิดเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นักออกแบบ ศิลปิน นักวิชาการ และนักศึกษาในสาขาวิชาออกแบบสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ทัศนศิลป์ ฯลฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการออกแบบและสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด และภูมิปัญญาไทยผ่านวิสัยทัศน์สากลจากศิลปิน นักออกแบบไทย อาเซียน และนานาชาติ โดยโครงการประกอบด้วยการลงพื้นที่ของศิลปินและนักออกแบบในแหล่งอารยธรรมสำคัญของประเทศไทยเพื่อเก็บข้อมูล (จ.อุดรธานี และราชบุรี) นิทรรศการผลงานศิลปินและนักออกแบบที่เข้าร่วม และการสัมมนาทางวิชางานสร้างสรรค์ด้านศิลปะการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่นต่างแขนงข้ามศาสตร์ อาทิ สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และทัศนศิลป์

ผศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล หัวหน้าภาควิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย และประธานหลักสูตรการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อธิบายถึงกระบวนการสร้างสรรค์สำหรับการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่นว่า รูปแบบการทำงานสะท้อนถึงการรวมตัวกันของศิลปะ สิ่งทอ และแฟชั่น

“ศิลปะสิ่งทอเป็นงานฝีมือหรืองานศิลปะที่ใช้วัสดุและเส้นใยหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยจากสัตว์ และเส้นใยสังเคราะห์ ชิ้นผลงานถูกสร้างสรรค์โดยเทคนิคมากมาย อาทิ ทอ พิมพ์ ปักเย็บ”

งานศิลปะสิ่งทอนั้น ผศ.ดร.น้ำฝน ชี้ว่าสามารถนำไปใช้ทั้งการประดับตกแต่งและในวงการแฟชั่น

“เรามักจะเห็นว่าศิลปินส่วนใหญ่สร้างสรรค์ชิ้นผลงานจากแรงบันดาลใจผ่านรูปแบบศิลปะใน 4 แขนงหลัก ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสม ศิลปินนักออกแบบสิ่งทอได้ออกแบบสร้างสรรค์ผลงานโดยเน้นย้ำให้ความสำคัญที่คุณค่าของพื้นผิว แบบแผน และสีสันของผ้าแต่ละผืน”

ส่วนการส่งเสริมถึงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของช่างทอ การถ่ายทอดและผลักดันจากกระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านวิถีทางซึ่งผสมผสานประสบการณ์ทำงานอย่างเข้มข้นจากการทำงานใน 3 สื่อหลัก ศิลปะ แฟชั่น และสิ่งทอ รวบรวมเรื่องราวให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผศ.ดร.น้ำฝน มองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อที่จะออกจากแนวทางเดิม ๆ ของช่างทอที่เป็นงานฝีมือ นำไปสู่หนทางในการทดลองที่หลากหลายแย้งย้อนเพื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา

สำหรับตัวอย่างของการทำงานในรูปแบบการออกแบบสิ่งทอไทยเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเชื่อมั่นในการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน GoWentGone ที่มีสมาชิกกลุ่มประกอบด้วย เอก สุวรรณรัตน์ ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต และอาภามาศ เบ็ญพาด ที่ได้ริเริ่มดำเนินกิจกรรมและโครงการสร้างสรรค์เพื่อสังคม โดยใช้ความรู้ทางศิลปะเป็นพื้นฐานเพื่อเพิ่มรายได้และขยายกิจกรรมเชิงพัฒนาชุมชนและต่อยอดขยายผล

โดยเฉพาะโครงการต้นแบบศึกษาที่ชื่อ “From Surin To you” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกับชุมชน มีการลงพื้นที่ทำงานอนุรักษ์และพัฒนาองค์ความรู้ในงานสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยใช้กระบวนการดั้งเดิมของแต่ละชุมชนสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ ที่สำคัญการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาตกอยู่ในมือของช่างทอหรือชุมชนนั้นๆ ซึ่งเป็นวิธีคิดใหม่ที่ทำให้มีการพลวัตและพัฒนาไปข้างหน้าสำหรับสิ่งทอที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศเพื่อนำสู่ตลาดนานาชาติ

 

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

พรพิไล มีมาลัย อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้อำนวยการ Baan Noorg Collaborative Arts and Culture ซึ่งทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์โครงการร่วมกับ จิระเดช มีมาลัย
คัดเลือกศิลปินและนักออกแบบชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีความรู้และมีผลงานเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเข้าร่วมในโครงการ อาทิ แมนดี แทม นักออกแบบเครื่องแต่งกายละครเวที/จีนโอเปร่า จากฮ่องกง ดร.วิทวัน จันทร สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ จักกาย ศิริบุตร ศิลปินทัศนศิลป์ ดร.กฤษณ์ เย็นสุดใจ นักออกแบบเครื่องแต่งกาย/ศิลปินทัศนศิลป์ เทียร์มา สิรัต ศิลปินเครื่องแต่งกาย/แสดงสด จากบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น

พรพิไล ขยายความว่าได้รวบรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับผ้าและสิ่งทอ แฟชั่น และศิลปะแฟชั่น ซึ่งจะไม่จำเพาะที่ผู้ที่ทำสิ่งทอเท่านั้น รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานสิ่งทอด้วย เช่น ศิลปินด้านทัศนศิลป์มาจากหลากหลายสาขา

“เพราะฉะนั้นเป็นการระดมแนวความคิดที่มาจากหลากหลายมุมมองและพื้นฐานของแนวทางพัฒนาการของแต่ละคน ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นไปในเรื่องที่ว่างานสิ่งทอและหรือวัฒนธรรมที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม ความรู้ รากเหง้าและภูมิปัญญาเหล่านี้ จะสามารถสื่อสารกับสถานการณ์ร่วมสมัยได้อย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็ได้นำเสนอในมุมมองของตัวเอง ประสบการณ์ ซึ่งมีการพัฒนาในการลงพื้นที่กับชุมชน รวมไปถึงการทำกิจกรรมในลักษณะศิลปะร่วมสมัย ซึ่งมองเห็นแนวทางพัฒนาที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ต้องใช้ความเหมาะสมในองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัดของแต่ละที่ในแต่ละรูปแบบกันไป”

การพัฒนาก็ไม่ใช่ลักษณะของการทำงานอนุรักษ์เพียงอย่างเดียวแล้ว พรพิไล ย้ำว่าต้องควบคู่กับการรื้อฟื้นร่องรอยเก่า

 

“เช่นในกรณีที่มีปัญหาทางด้านสังคมและการเมืองก็เคยเป็นอุปสรรคและข้อจำกัดที่ทำให้รากเหง้าของสิ่งทอสูญหายไป เพราะฉะนั้นการอนุรักษ์ก็ต้องควบคู่ไปกับการที่จะรื้อฟื้นค้นหาร่องรอยเดิม รวมทั้งการที่เราจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ก็คือสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ผู้ที่มีศักยภาพ ผู้ที่มีความสนใจ ผู้ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน เพื่อฟื้นชีวิตให้กับภูมิปัญญาสิ่งทอของไทย ซึ่งอาจจะไม่ใช่การสื่อสารกับคนรุ่นเก่า แต่เป็นการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ด้วยวิธีการและกลไกที่เข้าถึงได้ง่าย

“แทนที่เราจะมองไปถึงการสืบทอดวัฒนธรรมที่มีความละเอียดซับซ้อน ต้องทำให้ใหม่ขึ้นและคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือมีการตั้งชื่อผ้าทอลายใหม่ๆ ตามชื่อของผู้ทอ ซึ่งลิขสิทธิ์ของลายทอผ้านั้นก็จะเป็นของผู้ทอ มีสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวทางของกลุ่ม GoWentGone ใช้ทำงานร่วมกับชาวบ้านและชุมชนที่เป็นช่างทอผ้ารุ่นใหม่ในพื้นที่ต่างๆ”

การไม่มองความรู้และพัฒนาการเป็นขอบเขตเชิงเดี่ยว ต้องมองว่าองค์ความรู้และการถ่ายทอดการใช้งานภูมิปัญญาเหล่านี้ต้องทำกันในเชิงกว้างเป็นสหวิทยาการ เน้นไปที่การทำงานสิ่งทอให้เป็นงานสิ่งทอ พรพิไล บอกว่าต้องสร้างกิจกรรมให้มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน และมีการเก็บรวบรวมความรู้ มีการสร้างความร่วมมือทั้งทางตรงและทางอ้อม

“ตัวผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งทอเดิมๆ ของเมืองไทย ไม่ใช่มีแต่ผ้าถุง ซึ่งต้องมองดูโลกปัจจุบันว่าวิถีชีวิตเป็นอย่างไร ก็เอาสิ่งเดิมและองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ต้องไม่ไปสนใจมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องของความขัดแย้งในทัศนคติเรื่องของการทำลายและการพัฒนา ถ้ามีการผ่านกระบวนการของการคิดและมีแนวทางที่ชัดเจนก็จะนำไปสู่ผลที่ดีและตอบสนองวิธีคิดและชีวิตร่วมสมัย”

 

อุปสรรคและปัญหาที่เรื้อรังมาหลายทศวรรษสำหรับงานทองานย้อมที่เกี่ยวกับองค์ความรู้แบบดั้งเดิมนั้นมีความละเอียดซับซ้อนมาก จนชาวบ้านนำมาทำต่อเพื่อรับมรดกทางภูมิปัญญาไม่ไหว รวมทั้งมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาก็ไม่เพียงในการดำรงชีวิตเท่าที่ควรจะเป็น พรพิไล บอกว่าต้องแก้ปัญหาจุดนี้ให้ได้เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

“คือไม่ต้องทำสิ่งทอหรืองานทอ ไปทำอย่างอื่นจะมีรายได้มากกว่า ซึ่งเป็นความยุ่งยากสลับซับซ้อน ก็เลยต้องใช้ความรู้และการศึกษาเข้าไปส่งเสริม อย่างสิ่งทอหรือผ้าบางลายเขาทอนานและเหนื่อยมาก แต่รายได้ไม่คุ้มกับที่ลงแรงไป แต่ถ้ามองในมุมนักวิจัยก็จะพบว่าปัญหานั้นแก้ได้โดยการปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ทอผ้า เช่น การปรับปรุงสร้างกี่ที่ทอผ้าทั้งสองด้านได้ขึ้นมา แต่เราก็ไม่เคยรวบรวมข้อมูลจากนานาชาติ เช่น ในอาเซียนด้วยกัน

“อย่างกรณีที่นำความรู้ทางด้านแฟชั่นและศิลปะเข้ามา ไม่ใช่แฟชั่นก็คือแฟชั่นที่เป็นเสื้อผ้าสวมใส่ได้เพียงอย่างเดียว แต่ได้มองทะลุกรอบออกมา สามารถเป็นการแสดงแนวคิดออกไปสู่สาธารณะจะทำให้เกิดการกระตุ้นมุมมองต่อสังคม ทำให้คุณค่าของตัวผ้ามีมากกว่าการเป็นแค่ผืนผ้าหรือวัสดุชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว การนำเทคโนโลยีเข้ามาประกอบจะเป็นการไขว้กันไปมาระหว่างงานช่างฝีมือและเทคโนโลยีการทอที่ก้าวหน้า กลายเป็นงานสิ่งทอที่ถูกเพิ่มมูลค่าแทนที่จะเป็นผ้าธรรมดาๆ รับจ้างการผลิตให้กับแฟชั่นโลก ไม่ใช่เข้าไปพัฒนาฝีมือชาวบ้านเพียงอย่างเดียว คือชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมมากกว่านั้น ร่วมพัฒนาทั้งการทอ เทคนิค และผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นด้วย”

ท้ายสุด พรพิไล มองว่าต้องตามหาตัวเชื่อมระหว่างคนในชุมชนที่เขามีภูมิปัญญาดั้งเดิมถ่ายทอดกันมากับโลกร่วมสมัย ไม่ควรเข้าไปตีกรอบการสร้างสรรค์ของแต่ละสาขา จะทำให้ตัวงานเฉพาะของแต่ละส่วนมีมิติที่มากขึ้น ทั้งแฟชั่น และศิลปะสิ่งทอต่างๆ จะทำให้มีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 

สาธารณรัฐไวมาร์ และ ภาณุ ตรัยเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 12:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438318

สาธารณรัฐไวมาร์ และ ภาณุ ตรัยเวช

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากคุณยังพอจำ ภาณุ ตรัยเวช ได้ คุณคงรู้ดีว่า เขาคือเจ้าของนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนเรื่อง คดีดาบลาวยาวแดง (ที่เคยได้เข้ารอบลองลิสต์ของรางวัลซีไรต์ ปี 2555) มาวันนี้ เขามีผลงานเล่มใหม่ ซึ่งไม่ใช่นวนิยาย แต่เป็นหนังสือสารคดีที่นำเสนอประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนี ในช่วงปี 1919-1933 ซึ่งเขตแดนตรงนี้ เรียกขานกันว่า สาธารณรัฐไวมาร์ และภาณุก็มาพร้อมหนังสือที่มีชื่อว่า ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเล่อร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อมาบอกเล่าให้เราได้รู้จักหนังสือเล่มนี้กัน

“หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้น เนื่องจากตัวผมเองมีความสนใจในประเทศเยอรมนี ตอนใกล้เรียนจบดอกเตอร์ ผมก็ได้ไปทำวิจัยอยู่ที่เยอรมนี โดยอาจารย์ที่ปรึกษาของผมก็เป็นคนเยอรมัน เขาจึงพาผมไปทำงานวิจัยที่นั่น ทำให้ผมเกิดความสนใจในด้านศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม และปรัชญาของเยอรมนีอยู่พอสมควร”

จากจุดเริ่มต้นตรงนี้ ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา สังคมไทยมีความขัดแย้งต่างๆ มากมาย ทำให้ภาณุเกิดความสงสัย และอยากทำความเข้าใจว่าอะไรคือประชาธิปไตย “รวมทั้งอยากเรียนรู้ว่าการเลือกตั้ง เผด็จการ แนวคิดเสรีนิยม แนวคิดอนุรักษนิยมนั้นมีที่มาจากไหน เราจะเข้าใจมันได้อย่างไร ผมจึงอยากทำงานเขียนสักชิ้นหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษาเพิ่มเติม และได้สรุปในสิ่งที่ตัวเองได้ศึกษาให้คนอื่นได้อ่านได้เรียนรู้ทำความเข้าใจ”

ภาณุใช้เวลารวบรวมหาข้อมูล รวมทั้งบรรจงเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างตั้งใจ โดยใช้เวลากว่า 5 ปี จึงสำเร็จเสร็จสิ้น “สำหรับการหาข้อมูลของประเทศเยอรมนี ส่วนใหญ่ผมหาได้จากหนังสือที่ผมสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ รวมทั้งหาข้อมูลและได้รับการตรวจสอบข้อมูลจากผู้รู้ ทำให้การเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยยากสักเท่าไร ซึ่งเมื่อหนังสือวางแผงไป ผลตอบรับก็ดีเกินคาดครับ”

สำหรับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ภาณุได้ปูพื้นฐานโดยการบอกเล่าเรื่องราวของประเทศเยอรมนีในศตวรรษที่ 19 ก่อนที่เราจะได้ทำความรู้จักกับสาธารณรัฐไวมาร์ (ซึ่งถือเป็นชื่อเล่นของประเทศเยอรมนี) นับจากหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุดลง

“ไม่มีช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ใดในเยอรมนีที่จะเป็นประชาธิปไตยได้มากเท่ากับสิบสี่ปีนี้อีกแล้ว (ปี 1919-1933) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความน่าสนใจทั้งในเรื่องของการเมือง ศิลปวัฒนธรรม ปรัชญา และในทุกๆ ด้าน แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่มีความยุ่งเหยิงปั่นป่วนที่สุด วิทยาการต่างๆ ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการเข้ามาของเทคโนโลยี ศิลปะถูกมองว่าทั้งงอกเงยและเสื่อมทราม ผู้คนที่บ้าคลั่งหิวโหยเสถียรภาพท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อสุดโต่ง ผู้คนจึงไขว่คว้าหาผู้นำทางอุดมการณ์ที่จะประคองให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ จนกระทั่งหยิบยกเอาคนกลางอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ขึ้นมาเป็นผู้นำปกครองประเทศ ซึ่งหลังจากนั้นประเทศเยอรมนีก็ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการไปจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2”

ภาณุ ทิ้งท้ายไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ผลงานทางวิชาการ มันไม่ได้นำเสนอหลักฐานหรือการตีความใหม่ ขณะเดียวกัน จะเรียกมันว่าสารคดี ก็เหมือนจะเรียกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก “อาจเพราะผมคุ้นเคยกับงานวรรณกรรมมากกว่า ผมจึงขอเรียกหนังสือเล่มนี้ว่านวนิยายขนาดยาว ซึ่งมีทั้งวีรบุรุษ มีทั้งวายร้าย มีทั้งผู้คนที่พร้อมสละชีพเพื่ออุดมการณ์ มีทั้งผู้คนที่หลงมัวเมาไปกับอุดมการณ์ มีสาวงาม มีเสียงดนตรีไพเราะ มีการต่อสู้ระหว่างความดีและความเลว ที่จบลงด้วยความย่อยยับของฝ่ายแรก ซึ่งในความคิดของผม นวนิยายเรื่องนี้มันสมจริงเสียจนเมื่อเรามองไปรอบๆ ตัว เราอาจนึกว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1920 ก็เป็นได้ครับ”

 

ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ ละลายตนบนเอเวอเรสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438301

ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ ละลายตนบนเอเวอเรสต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : Thai Everest 2016

อะไรเป็นแรงผลกั ดนั ใหผู้ห้ ญงิ ตัวเล็กๆ ออกเดินทาง 33 วัน ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 40 องศาฯและเผชิญกับสภาวะออกซิเจนเบาบางเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ หมออีม-ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ วัย 32 ปี ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ และกลายเป็นหญิงไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

ความกล้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วหมออีมไม่รู้จักการเดินเขา รู้แต่เพียงว่าตัวเองสนใจกิจกรรมจึงค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจนไปเจอทริปของป๋าอาคม (อาคม กิจวนิชประเสริฐ คนไทยคนที่ 2 ที่ขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์) เธอไม่รอช้าสมัครเข้าร่วมทริปไปเดินขึ้นยอดเขาคินาบาลูประเทศมาเลเซีย เปิดประสบการณ์ครั้งแรกบนความสูง4,000 กว่าเมตร

 

“หลังจากกลับมาทำให้รู้ตัวเองว่าชอบ เพราะเรามีความสุขมากเมื่ออยู่กับภูเขา” ประสบการณ์แรกระหว่างเธอกับภูเขาประหนึ่งรักแรกพบ จากนั้นเป็นต้นมาเธอจึงหาโอกาสไปเดินป่าขึ้นเขาอยู่ตลอด โดยทุกปีเธอและก๊วนป๋าอาคมจะไปพิชิตยอดเขาประเทศเนปาล เฉียดเอเวอเรสต์หลายครั้งหลายคราจนกระทั่งหมออีมได้รับแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าเมื่อศึกษาชีวิตของ หนึ่ง-วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ไปถึงยอดเอเวอเรสต์

“ได้ไปดูคลิปที่พี่หนึ่งร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีบนยอดเอเวอเรสต์ น้ำตามันไหลออกมาเอง เรารู้สึกว่าเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก และได้รับแรงบันดาลใจจากพี่หนึ่งมาก โดยที่พี่เขายังไม่รู้ตัวเลยว่าสามารถผลักดันเรามาได้ไกลขนาดนี้”

 

หมออีมสารภาพว่า แผนแรกที่คิดไว้คือจะเดินให้ถึงเบสแคมป์ บริเวณด้านล่างของเอเวอเรสต์ เพราะเธอมองว่ายอดเอเวอเรสต์ยิ่งใหญ่และสูงเกินไปสำหรับเธอแต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอไปเดินมาแล้วหลายยอดเขาสั่งสมมาหลายประสบการณ์ ทำให้ความฝันเดิมเพิ่มขนาดใหญ่ และระยะทางระหว่างเธอกับเอเวอเรสต์ก็เริ่มสั้นลงจนเธอสามารถเอื้อมได้ในที่สุด

“เราต้องลองดูสักครั้ง” เธอกล่าวถึงเอเวอเรสต์ “อีมเชื่อว่าพอเรามีความฝัน มันมีพลังพอให้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อที่จะทำตามความฝันนั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วถ้ามันไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ลงมือทำบางอย่างกับความฝันและเราจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเลย”

 

ความมุ่งมั่น ละตัวตน

การเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ใช้เวลา 33 วัน ซึ่งระหว่างทางต้องเผชิญกับสภาพอากาศติดลบ 40 องศาฯภาวะออกซิเจนต่ำ และเส้นทางที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะแบบไม่ราบรื่น

“ความรู้สึกว่า มาทำไม มันเกิดขึ้นแทบทุกวัน” เธอกล่าว “ตอนตัดสินใจมาเราไม่ได้คิดว่าจะเหนื่อยจะลำบากขนาดนี้ เพราะเรามองจากคนที่หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว แต่พอได้ไปเจอกับตัวเองมันไม่ใช่อย่างที่คิดจึงเกิดความท้อขึ้นในตัวเอง แต่เราเดินต่อได้เพราะพลังข้างในมันผลักดันให้ไปข้างหน้า มันมีพลังอยู่ข้างในจริงๆ”

 

หมออีมเล่าถึงจังหวะที่จะเดินขึ้นยอด ตอนนั้นเธอรู้สึกเหมือนจะเดินต่อไม่ไหวและอยากหันหลังกลับ เพราะคิดว่า การทำความฝันของตัวเองมันช่างเหนื่อยนัก และพลังทั้งหมดที่มีก็ใช้มันจนหมดสิ้นแล้ว

“เราไม่เหลืออะไรแล้ว เราอยากกลับลงไป” เธอคิดเช่นนั้น “แต่ในใจก็คิดถึงอีกแรงหนึ่งที่พาเรามา นั่นคือในหลวง เราอยากนำพระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติไทยขึ้นไปบนยอด เราท่องไว้ในใจตลอด พอคิดได้แบบนี้จึงเปลี่ยนความคิดใหม่ เลิกคิดถึงแล้วว่านั่นคือความฝันของเรา ความเป็นตัวเรามันค่อยๆ ละลายไปเรื่อยๆเพราะถ้าจะทำเพื่อความฝันตัวเองมันพอแล้ว เราไม่ทำแล้ว แต่ข้างในตัวต่างหากที่พาให้เราไปจนถึงยอดเขาเราทำเพื่อในหลวง เราทำเพื่อชาติไทย นั่นคือความยิ่งใหญ่และเราต้องทำให้สำเร็จ” นั่นเป็นจุดที่เธอไม่มีตัวตนอีกต่อไปและนั่นเป็นความรู้สึกที่เธอจะไม่ลืม

 

ความฝัน ความจริง

หมออีมเล่าว่า วินาทีที่เท้าแตะส่วนที่สูงที่สุดในโลกน่าแปลกที่ความรู้สึกตอนนั้นต่างจากสิ่งที่เคยคิดมาก

“เอเวอเรสต์เป็นความฝันของเรามานานมาก พูดได้เลยว่ามันคือความฝันอันสูงสุด เลยคิดมาตลอดว่าถ้าทำสำ เรจ็ เราจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตวั เองยิ่งใหญ่ที่ได้ขึ้นอยู่บนจุดสูงสุดของโลก แต่พอขึ้นไปอยู่บนนั้นมันไม่ได้รู้สึกแบบที่คิดไว้เลย” เธอหยุดคิดอะไรบางอย่าง“มันกลับรู้สึกว่า ตัวเรามันเหลือเล็กนิดเดียว ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่มาก ตัวเราเป็นแค่สิ่งเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งมันมีปัจจัยเยอะแยะมากมายที่ทำให้เราได้ขึ้นไปอยู่บนนั้น” เธอชะงักความคิดอีกครั้ง

 

“ธรรมชาติอนุญาตให้เราขึ้นไป เราเป็นสิ่งที่เปราะบางเล็กน้อยมาก และจุดสูงสุดนี้มันก็คือแผ่นดินเดียวกันกับข้างล่างนั่นแหละ เพียงแต่เรายกให้มันเป็นจุดที่สูงสุดซึ่งไม่มีอะไรทำให้เรายิ่งใหญ่ขึ้นมาเลย”

เธอชูพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นเหนือเกล้าและสะบัดธงชาติไทยปลิวไสวบนยอดเขาเอเวอเรสต์ หมออีม นักปีน และทีมงานทั้งหมดรวม 9คน ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 20 นาทีเก็บเกี่ยวความรู้สึกและบรรยากาศทุกอย่างให้มากที่สุด ก่อนที่จะเดินลงซึ่งถือเป็นการเดินทางบทใหม่ที่โหดกว่าเดิม

 

“ขาขึ้นเรามีเป้าหมาย เราทุ่มเทกำลังของเราทั้งหมดให้กับมัน โดยที่ไม่ได้เผื่อแรงไว้สำ หรับขากลับ” ประกอบกับระดับความชันและระยะการมองเห็นเท้าตัวเองที่ถูกบังด้วยหน้ากากออกซิเจน ทำให้ทุกก้าวต้องใช้ความระมัดระวังมาก “สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ละก้าวคือ สติ เราต้องมีสติตลอดเวลา ในทุกย่างก้าวที่เราย่ำลงไป เพราะเราไม่รู้ว่าก้าวต่อไปชีวิตเราจะยังอยู่ไหม เราสามารถพลาดได้ทุกเมื่อ” เธอกล่าว

ขณะที่หมออีมลงมาถึงเบสแคมป์ด้านล่าง ในประเทศไทยก็เริ่มนำเสนอข่าวหญิงไทยคนแรกพิชิตเอเวอเรสต์ กระทั่งเธอกลับมาถึงเมืองไทยก็กลายเป็นข่าวใหญ่ประจำวัน ซึ่งชื่อเสียงที่ได้มานั้นเธอมองว่า มันนอกเหนือความตั้งใจ เพราะภารกิจนี้เริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊ก Thai Everest 2016 ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาสปอนเซอร์และอัพเดทการเดินทางให้กับคนคอเดียวกันในแวดวงขนาดเล็ก ทว่าในตอนนี้เมื่อพูดชื่อหมออีมมักจะมากับตำแหน่งหญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเธอกลับไม่รู้สึกภูมิใจกับตำแหน่งเลย

 

“สิ่งที่เรารู้สึกกลับกลายเป็นการที่เราทำเพื่อชาติไทย ทำเพื่อในหลวง และได้สร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆหรือใครก็แล้วแต่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตรงนี้ต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่าตำแหน่งมาก”

ปัจจุบันหมออีมกลับไปทำงานเป็นทันตแพทย์ ประจำโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ทำหน้าที่รักษาคนไข้ โดยที่ยังไม่ทิ้งความฝัน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเธอเคยพิชิตคินาบาลู เมร่าพีก อันนาปุรณะ ลาร์คยาพีก ไอร์แลนด์พีกและล่าสุด เอเวอเรสต์ ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าจะพิชิตยอดเขาอื่นๆ ต่อไปแม้ว่าจะเคยไปอยู่จุดสูงสุดของโลกแล้วก็ตาม

 

“ความฝันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจอย่างหนึ่งที่มีพลังมาก เหมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ชีวิตมันชุ่มชื่น” เธอฝากถึงคนที่กำลังรอทำตามความฝัน “อีมเองก็เคยกลัวที่จะทำตามฝัน กลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวว่าทำไปแล้วจะไม่สำเร็จ แต่พอถึงจุดจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่า ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เราจะเสียดายเวลาไหม โดยเฉพาะหากมีโอกาสอยู่ตรงหน้า แล้วไม่คว้ามันไว้ เราจะมานั่งเสียใจไหม ถ้าไม่เริ่มก็จะไม่สำเร็จ หรือหากสุดท้ายมันไม่สำเร็จ มันก็ดีแล้วที่เราได้พยายาม เพื่อเป็นบทเรียนให้การก้าวครั้งต่อไป อีมเชื่อว่าทุกอย่างที่เราทำลงไปมันดีอยู่แล้วเพราะอย่างน้อยก็กล้าที่จะเริ่มต้น”เธอทิ้งท้าย

ประเทศไทยมีผู้พิชิตเอเวอเรสต์ 3 คน คนแรกวิทิตนันท์ โรจนพานิช คนที่สอง อาคม กิจวนิชประเสริฐและคนล่าสุด ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ ผู้หญิงธรรมดาที่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลกได้ด้วยหัวใจ

 

 

นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438177

นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

นริศ เชยกลิ่น วัยย่าง 55 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทที่เพิ่งรวมกิจการระหว่างบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์กับกิจการอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ผู้ผลิตเบียร์สิงห์มานานกว่า 80 ปี แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น Sพร้อมทีมบริหารชุดใหม่ ภายใต้เจ้าของใหม่ ภิรมย์ภักดี และได้ นริศ มือดีด้านการเงินรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี จากบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มาเป็นแม่ทัพใหญ่

ช่วงเวลาที่นริศเข้ามานำพา S ตั้งแต่ปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้ทีมงานที่มีชญานิน เทพาคำ ประธานคณะกรรมการบริหาร ล่องลม บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน และเมธีวินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน กิจการของ S มีสินทรัพย์เติบโตกว่าเท่าตัว

ปี 2558 ปีแรกเต็มปีที่เข้ามาบริหารงาน S มีขนาดติดอันดับSET100 หรือหุ้นบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 100 อันดับแรก และปี 2559 หุ้นติดอันดับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (SmallCap.) ดัชนี MSCI

ปัจจุบัน S เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดยอดขายติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใน ตลท.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทไตรมาสแรกที่ผ่านมามีกำไร 100 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน23 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน และขาดทุน 81 ล้านบาทไตรมาส 4 ปี 2558

นริศ กล่าวว่า ความเป็นกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และการที่มีทีมงานที่แข็งแกร่งช่วยได้มาก ทั้งนี้ได้นำประสบการณ์ต่อยอดซื้อกิจการจากโมเดลที่ทำที่ CPN เข้ามาช่วยทำให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเงินทุนและเครดิตที่พรั่งพร้อมของกลุ่มปี 2558 S เข้าไปซื้อหุ้น 51%ในเนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ กิจการบ้านเดี่ยวและที่อยู่อาศัยแนวราบ และเดือน ส.ค. 2558 รับโอนกิจการอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส รวมถึงมีการขยายธุรกิจโรงแรมไปสหราชอาณาจักรโดยเข้าซื้อกิจการโรงแรมจูปีเตอร์สของจูปิเตอร์ โฮเทล โฮลดิ้งส์ ทำให้กลายเป็นเจ้าของโรงแรม 26 แห่งในสหราชอาณาจักร

ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจจริงจังเต็มปีคือปีก่อน มาสร้างคนสร้างแบรนด์สร้างระบบใหม่หมด โดยภิรมย์ภักดีเปิดทางให้มืออาชีพบริหารงานเต็มที่ภายใต้ทิศทางที่ตระกูลกำหนด คนในตระกูลเข้ามาเป็นกรรมการเท่านั้น

โจทย์ที่เขาได้รับจากกลุ่มบุญรอดคือต้องสร้างรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กลุ่ม 2 หมื่นล้านบาทหรือ20%ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม 1 แสนล้านบาทภายใน 5ปี โดยเริ่มจากศูนย์

นริศ กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ใน 5ปีดังกล่าว 1 หมื่นล้านบาทจะต้องมาจากการเข้าซื้อกิจการที่สร้างรายได้เข้ามา ขณะนี้กิจการที่ซื้อมาแล้วสร้างรายได้ 2,000ล้านบาทในปีนี้ จากเป้าหมายรายได้ทั้งปี7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผน S ต้องลงทุนปีละ 1 หมื่นล้านบาท และต้องเพิ่มทุนให้เพียงพอ และมีการตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์บ้าง

ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันรายได้ของ S จะได้เพียงประมาณ 1% ของกลุ่มและคาดว่าปีนี้จะได้เพียง 2-3% แต่นริศคาดว่าหลังจากการขายโครงการดิ เอส อโศกโครงการคอนโดมิเนียมหรู 55 ชั้น 419ยูนิต บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ4,500 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี2561-2563 ที่จะทำให้รายได้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นริศตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 5 ปีนี้ที่คาดว่าต้องมีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท จะต้องมาจากรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 60% ที่เหลือจะมาจากธุรกิจโรงแรม

“ในเมื่อเขาให้โอกาสผมทำในสิ่งที่ดี สร้างองค์กร สร้างระบบ สร้างชื่อเสียงแบรนด์ เขาให้อิสระต่อมืออาชีพ ล่าสุดการเพิ่มทุนของบริษัทได้มีการออกวอร์แรนต์(ใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อแลกหุ้นสามัญ)ได้มีการออกหุ้นให้พนักงาน 100 ล้านหุ้นหรือครึ่งต่อครึ่งเพื่อให้พนักงานมีโอกาสร่วมหัวจมท้าย ลืมตาอ้าปากได้เพื่อสร้างผู้นำรุ่นต่อไป”

นริศเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร S ด้วยการชักชวนของชญานิน เทพาคำ (ภิรมย์ภักดี) ประธานคณะกรรมการบริหาร ที่เป็นคนในตระกูลภิรมย์ภักดี จากงานประมูลไนท์ พลาซ่า ณ ขณะนั้นนริศเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน CPNและได้รับการชวนให้มาอยู่ S

“ตอนนั้นผมอยู่ CPN มา 16 ปีครึ่ง คิดว่าจะเกษียณที่นั่น แต่คุยกับคุณชญานินถูกคอ ถ้ามาเหนื่อย แต่คงสนุก นำประสบการณ์จาก CPN มาใช้ได้ ประกอบกับอยู่ที่นั่นอิ่มตัวแล้ว จึงตัดสินใจมา”

หลังจากบริษัทติดอันดับ SET 100 เป้าหมายต่อไปของเขาคือการติดอันดับ SET 50เพื่อให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

นริศมองว่า อนาคต S จะคล้ายบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) คือเป็นบริษัทที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ ทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ทรัสต์เพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ธุรกิจโรงแรม บริษัทขนส่งและคลังสินค้า

ปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง1 เท่า อนาคตหลังเพิ่มทุนคาดว่าจะเหลือ0.3-0.5 เท่า

สำหรับงานที่นี่ไม่ต่างจากเดิมมากนักผิดกันแต่ว่าในตำแหน่งซีอีโอ เขาได้อิสระในการบริหารงานมากกว่า เวลาว่างส่วนใหญ่ถ้าไม่สังสรรค์กับคู่ค้า ก็คือให้เวลากับครอบครัวเพราะวันนี้ลูกชายเขาวัย 20 ปีแล้วกำลังเรียนปี 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โคลนนิ่งพ่อมา แต่เรียนต่างค่าย (นริศจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

“ผมอยากให้ลูกจบมามีอาชีพรับบริหารพอร์ตให้กองทุนส่วนบุคคล แต่เขาต้องมีประสบการณ์บริหารพอร์ตในกองทุนก่อนสิ่งที่เขาเรียนเขาเลือกเอง เขาสนใจในพอร์ตส่วนตัวที่ผมบริหารเองอยู่เสมอ ชอบถามว่าลงทุนอะไร ผลการลงทุนเป็นอย่างไร”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ความเก่งของเขาย่อมถูกถ่ายทอดไปยังทายาทเป็นธรรมดา