บุคคลแนวหน้า : มือปราบ 1 กุมภาพันธ์ 2558

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/16688

บุคคลแนวหน้า : มือปราบ 1 กุมภาพันธ์ 2558

ถืออยู่ในมือท่านฉบับนี้คือ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทุกบรรทัดตรงไปตรงมา…nn

ยังไม่หยุด “เสือก” สำหรับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา (บางคน) ที่พยายามกดดันให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกเลิกกฎอัยการศึก…nn มีรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ทูตอเมริกา ไปพบคนเสื้อแดง ที่จ.เลย และ หนองบัวลำภู สอบถามความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย หลังการรัฐประหาร และความรู้สึกต่อการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าวจนประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้าน…nn ก็แต่นอนคำตอบที่อเมริกาได้จากคนเสื้อแดง คือไม่เป็นธรรม โดยกลั่นแกล้งทางการเมืองก่อนเลี้ยงดูปูเสื่อกันเอิ้กอ้าก…nn

เรื่องนี้ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ รู้อยู่เต็มอก และสอนมารยาทระหว่างประเทศให้สหรัฐอเมริกาไปหลายชุด ให้สหรัฐได้คิดว่า ถ้ามีคนอื่นไปเสือกเกี่ยวกับประเทศของเขา แล้วจะมีความรู้สึกอย่างไร…nn

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สั่งเกาะติดเจ้าหน้าที่ทูตอเมริกาผู้เลอะเทอะ ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายมากกว่าเดิม…nn

แต่ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเรายังมีกฎอัยการศึกคุมอยู่ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ประกาศชัดเจนกว่าเดิม ถ้าใครยังออกมาป่วนอีก ก็ต้องเจอของแข็ง ประเภทชอบปลุกระดมมีสิทธิ์ลุ้นคดีข้อหาก่อการร้าย เรียกว่าจัดหนักให้กับคนป่วนชาติมากกว่าเดิม…nn

บรรทัดนี้อย่ากะพริบตา คสช.สั่งด่วนไปยังองค์การสวนยาง (อสย.) ที่เป็นคู่สัญญาในการซื้อขายยางกับบริษัท HINAN ของจีน สั่งอายัดตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุยางพารา กว่า 49 ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 790 ตัน จากสุราษฎร์ธานี รอส่งไปลงเรือใหญ่ที่แหลมฉบัง ส่งต่อไปจีน ทั้งยังส่งทหารเข้าไปควบคุมตามหลัง…nn

ย้ำความเก่า เอกชนจีน
ทำสัญญาซื้อขายยางที่มีคุณภาพในสต๊อกของไทยที่มีอยู่กว่า 2 แสนตัน
ในราคากิโลกรัมละ 63.56 บาท และมีสัญญาแนบอีกชิ้นหนึ่ง (เป็นสัญญาหลวมๆ ที่รัฐเสียเปรียบ) คือ ถ้ายางคุณภาพไม่ดี อาทิ มีกลิ่น มีเชื้อรา ก็จะซื้อขายในราคาต่ำลงมาอีก…nn ยางในตู้คอนเทนเนอร์ที่ยึดไว้ เป็นยางที่ขายในราคาสัญญาแนบท้าย ข่าวว่าขายกันแค่ 43 บาท ต่อกิโลกรัม ถามว่า ทำไม???…nn

ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราในยุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บอกกับ “มือปราบ” ว่า งานนี้เป็นการสมคบคิดระหว่างพ่อค้าต่างชาติกับข้าราชการไทย บางคนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ…nn

คือเขาพยายามขายยางที่ประทับตราไม่มีคุณภาพให้มากๆ พ่อค้าก็จะซื้อราคาถูก “ไอ้ชั่ว” บางคนก็จะได้ลุ้นเงินทอน…nn เพราะถ้าขายยางราคาเต็มตามสัญญา 63.56 ก็เท่ากับว่าทำงานฟรี…nn

ซึ่งในโกดังยางพาราของรัฐบาล มียางดีเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถทำให้เป็นยางคุณภาพต่ำได้ทั้งหมด…nn โดยเฉพาะเวลาจะแพ็กเป็นก้อน สมมุติว่า ใช้ยาง 1 พันแผ่น มาทับเรียงกันทำเป็นก้อนให้ได้ 1 ตัน ใช้ยางดี 950 แผ่น แล้วซุกยางเน่าเป็นเชื้อราไว้ 50 แผ่น พวกเหลือบก็จะตีค่ายางก้อนนั้นเป็นยางไม่มีคุณภาพแบบปลาข้องเดียวกัน คือเน่า 1 ตัว ก็เหม็นทั้งข้องไปเลย แล้วขายราคาถูก…nn

ทหารต้องรู้ว่า ยางพารา นั้นไม่เน่าเหมือนข้าว ถึงจะมีกลิ่นบ้าง หรือขึ้นรา แค่ล้างน้ำแล้วผึ่งแดดก็ใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม…nn

ผู้รู้บอกกับ “มือปราบ” เพิ่มเติมว่าทางแก้ในเรื่องนี้ คือ บังคับขายเฉพาะยางมีคุณภาพตามสัญญาเท่านั้น เพื่อตรึงราคาในตลาด…nn

ไม่เช่นนั้นเสือหิว จะตีราคายางในโกดังของรัฐเป็นของคุณภาพต่ำทั้งหมด กว่า 2 แสนตัน และรัฐจะเสียหายน้องๆ จำนำข้าว ที่สำคัญจะทำให้ราคายางในท้องตลาดก็จะต่ำกว่าเดิม เพราะเป็นการส่งสัญญาณผิดพลาด…nn

บริษัท NS GAS LPG จำกัด รับสมัคร CFO มีประสบการณ์ เพื่อนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ สนใจส่งประวัติส่วนตัวพร้อมประวัติการทำงาน มาได้ที่อีเมล์แอดเดรส bossgas9@gmail.com…nn สวัสดีครับ

มือปราบ

สินค้าไทยที่จีนชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0704151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

เปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

สินค้าไทยที่จีนชอบ

ทุกวันนี้ แหล่งท่องเที่ยวแทบจะทุกแห่งของเมืองไทย ล้วนแต่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน ยกตัวอย่างล่าสุด ไปเที่ยวหาดนาใต้ อยู่ที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เอ่ยชื่อหาดนี้คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก หรือเคยไปท่องเที่ยวชมความงาม เป็นชายหาดที่ค่อนข้างเงียบสงบ ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมแพร่หลายมากนัก

แต่เชื่อมั้ย หาดนี้ถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีนแล้ว!!

ต้องยอมรับว่า เมืองไทยเป็นเมืองในดวงใจของคนจีน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอานิสงส์จากภาพยนตร์เรื่อง LOST IN THAILAND ที่ว่ากันว่า ทำให้เมืองไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเมืองในฝันของหนุ่มสาวชาวจีนที่ตั้งเป้าไว้ว่า สักวันจะต้องมาเยือน หรือจะเพราะไทยจีนเปรียบเหมือนบ้านพี่เมืองน้องกัน คนไทยคนจีนมีความคุ้นเคยกันมาช้านาน ครอบครัวคนไทยหลายครอบครัวมีรากเหง้ามาจากรุ่นอาก๋ง อาม่า ที่เดินทางล่องสำเภาอพยพจากเมืองจีน มาตั้งรกรากที่เมืองไทย

ไม่น่าแปลกใจที่คนจีนจะเห็นคนไทยเป็นพี่เป็นน้อง รู้สึกดีกับคนไทย และชื่นชอบที่จะมาเที่ยวเมืองไทย

แต่อารมณ์ร่วมอย่างหนึ่งของเราคนไทยในตอนนี้ ก็คือ เราไม่ค่อยชอบนักท่องเที่ยวจีนเอาซะเลย จะด้วยพฤติกรรม มารยาทที่ยังคงมักง่าย ไม่มีระเบียบ ไม่ชอบเข้าคิว ส่งเสียงดัง ทำสกปรกเลอะเทอะ ทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง แต่ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี ยังไงเสีย เราคนไทยก็ควรต้อนรับขับสู้แขกบ้านแขกเมืองทุกคนที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคนจีน ซึ่งถือว่า มีพื้นฐานความชื่นชอบประเทศไทย และคนไทย และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นับวันยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าจะกลายมาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของเมืองไทยในอนาคต อีกทั้งยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ไม่แพ้ชาติตะวันตก

เห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ รวมประมาณ 22 ล้านคน พบว่า เป็นนักท่องเที่ยวจีนถึง 6 ล้านคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย มีการใช้จ่ายในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ถึงเฉียด 3 แสนล้านบาท หรือมีการใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 48,209 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสียอีก ซึ่ง นายเฉา เสี่ยวเหลียง กงสุลใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2557 นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยมีถึง 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่มากถึง 600,000 คน

แค่เชียงใหม่จังหวัดเดียว รับนักท่องเที่ยวจีนถึง 600,000 คน จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดนิมมานเหมินทร์จะพลุกพล่านไปด้วยคนจีน ร้านขายสินค้าและบริการต่างๆ ก็ต้องปรับตัวสร้างจุดขาย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคคนจีน ไม่เช่นนั้นจะถือว่า ตกกระแส

ถามว่า คนจีนชอบอะไรของไทยบ้าง??

ที่แน่ๆ ก็คือ ผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็น ลำไย ทุเรียน หรือมังคุดของไทย ซึ่งท่านกงสุลจีน ประจำเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า เมืองกว่างโจวที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองจีน มีการนำเข้าผลไม้จากไทยจำนวนมาก และในจำนวนนั้น เป็นการนำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นอันดับ 1

เคยได้ยินมาว่า คนจีนชื่นชอบลำไย และทุเรียนของไทยมาก ถึงขนาดเคยมีการนำพันธุ์ทุเรียนและลำไยไปปลูกที่ประเทศจีนกันแล้ว แต่ได้ผลผลิตดีแค่ไหน ไม่มีคำตอบ รู้แต่ว่า จนถึงขณะนี้ นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเมืองไทย เป็นต้องถามหาทุเรียน ลำไย

นิตยสารเส้นทางเศรษฐีเล่มล่าสุด จึงได้หยิบยกสินค้ายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจีนชื่นชอบ มาเที่ยวไทยเป็นต้องชิม ต้องซื้อติดไม้ติดมือเป็นของขวัญของฝากคนที่บ้าน

ส่วนจะมีอะไรบ้าง…เปิดอ่าน ณ บัดนาว!!

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ทัวร์นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวประเทศไทย แทบจะทุกคณะต้องไม่พลาดโปรแกรมท่องราตรีถนนเยาวราช ซึ่งสีสันอลังการในยามค่ำคืนเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยว แม้แต่คนไทยเองก็นิยม

นั่นเป็นเหตุให้ร้านอาหารหลายร้านที่ตั้งเรียงรายอยู่บนฟุตปาธถนนเยาวราช ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หนึ่งในร้านอาหารขวัญใจของนักท่องเที่ยวชาวจีนก็คือ การมาทานร้านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงอย่างร้านรัตน์ซีฟู้ด โดยมีเมนูยอดฮิตอย่าง ต้มยำกุ้ง และปูผัดผงกะหรี่

ส่งต่อรุ่นสองลูกค้ายังติดใจ

“ร้านรัตน์ซีฟู๊ด” ซีฟู้ดเจ้าแรกบนถนนเยาวราช เปิดมานานกว่า 30 ปี บริหารงานโดย คุณสุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล หรือ คุณรัตน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจ “รุ่นแม่” เมื่อครั้งยังเป็นร้านขายหมูทอด กุ้งทอดแผงลอย จนทุกวันนี้เป็นที่รู้จักของลูกค้าคนไทยและต่างชาติ

คุณรัตน์ เท้าความว่า “เดิมทีเป็นเพียงร้านแผงลอยเล็กๆ ขายอาหารประเภททอด อย่างหมูทอด กุ้งทอด โดยได้คุณแม่เป็นเสาหลัก แต่ด้วยสายตาของรุ่นแม่ที่มองการณ์ไกล และมีความเชื่อว่า อยากได้อะไรก็มาหาซื้อเอาที่ถนนเยาวราช จึงได้มาลองเปิดร้านขายอาหารทะเล วัตถุดิบมีเพียงกุ้ง หอยแมลงภู่ ปู หอยหวาน ขยับขยายจากร้านแผงลอยเล็กๆ เรื่อยมา จนเริ่มขยายเมนูอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลักในการเพิ่มเมนูอาหารของที่ร้าน”

กว่าร้านอาหารทะเล “รัตน์ซีฟู้ด” จะยืนหยัดมาได้ 30 ปี เจ้าของร้านใช้ระยะเวลานานร่วม 15 ปีกว่าจะได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากสมัยก่อนไม่ได้มีร้านอาหารทะเลหรือร้านอาหารมาเปิดแถวนี้มากนักเหมือนในปัจจุบัน ทำให้ย่านนี้ไม่เป็นที่รู้จักและค้าขายได้ไม่ดี ซึ่งตอนนั้น 2 ทุ่ม ร้านรวงก็ปิดกันไปหมดแล้ว ไม่มีมาเปิดไฟขายของจนดึกแบบปัจจุบันนี้

คุณรัตน์ บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบทดลอง ลองไปทานร้านอาหารทะเลมาหลายร้าน ไปชิมน้ำจิ้มบ้าง ชิมของทะเลพวกกุ้ง หอย ปู ปลาบ้างเพื่อกลับมาพัฒนาที่ร้านให้ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงพัฒนาน้ำจิ้มเรื่อยมา และหากได้รับคำติชมจากลูกค้าที่มาทาน ก็พร้อมจะปรับปรุง เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อ ให้เป็นที่ถูกปากของคนที่ชื่นชอบการทานอาหารทะเลและน้ำจิ้มอร่อยๆ ต่อไป

เมนูขายดีน้ำจิ้มรสเด็ด

ทีเด็ดของร้านรัตน์ซีฟู้ดอยู่ที่น้ำจิ้ม เพราะเป็นสูตรของร้าน นอกจากนั้น อาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน ไม่สดเปลี่ยนให้ เสิร์ฟอาหารไว

“ร้านรัตน์ซีฟู้ด ขายความเร็ว ความสดใหม่และต้องอร่อย รับประกันความสดใหม่ของอาหารทะเลที่ลูกค้าสั่ง หากไม่สดทางร้านจะเปลี่ยนให้ เนื่องจากความตั้งใจคือ อยากให้คนทานได้ทานของที่ดี”

เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ยังเล่าต่อว่า “ร้านเราขยับขยายมาจากรุ่นที่ 1 มาไม่น้อย ลูกค้าของร้านมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทย คละกันไป แต่ส่วนใหญ่สัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมากกว่า และที่เห็นมานั่งกันมากก็คือชาวจีน

โดยเมนูยอดฮิตคือ เมนูต้มยำกุ้ง ปูผัดผงกะหรี่ และเมนูอาหารไฮไลต์เด็ดของร้าน ที่เจ้าของร้านบอกว่า ถ้ามาแล้วไม่สั่งทาน เรียกได้ว่ามาไม่ถึงร้าน นั่นคือเมนู “ปลาสำลีหมักเครื่องใบเตย” เนื่องจากเมนูนี้เป็นสูตรเฉพาะของร้านเท่านั้น รับรองได้ว่าไม่มีที่ไหนเหมือนอย่างที่ร้านแน่นอน เพราะสูตรนี้เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง เป็นต้นตำรับ ที่สำคัญคนท้องก็สามารถทานได้ รสชาติของอาหารคือไทยแท้ จะลดความเผ็ดลงบ้างก็ตามที่ลูกค้าสั่งมาเท่านั้น”

ขายได้ วันละแสนเพิ่มโต๊ะเพื่อรองรับ

ด้านเงินลงทุนหมุนเวียน เจ้าของร้าน เผยว่า วันละเกือบ 100,000 บาท จำนวนพนักงานในร้านกว่า 50 คน

“อย่างที่เล่าไปแล้วว่า ย่านนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ได้มีร้านขายอาหารมากมายนัก คนก็เงียบเหงา แต่ปัจจุบัน เมื่อย่านนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวทุกวันและเพิ่มมากขึ้น ทำให้กิจการหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เราเคยเป็นเจ้าแรกที่มาเปิดขายอาหารทะเลในย่านนี้ มาปัจจุบัน มีร้านขายอาหารทะเลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ราว 4-5 ร้านได้ ตลอดความยาวของถนนเยาวราช”

การที่จำนวนร้านขายอาหารเพิ่มขึ้น คุณรัตน์ มองว่า เป็น “เรื่องที่ดี” เพราะหากไม่มีร้านที่มาเปิดใหม่ หรือมีคู่แข่ง ร้านอาจจะหยุดพัฒนาตัวเองไปนานแล้ว เนื่องจากเราเปิดมานาน แต่พอมีร้านใหม่ๆ เข้ามาเปิดกิจการในย่านนี้ เปิดขายอาหารประเภทเดียวกัน มันทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุง ทำให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานและพัฒนาร้านให้ดีขึ้น

ปัจจุบัน ร้านรัตน์ซีฟู้ด มีบริการโต๊ะนั่งสำหรับลูกค้า 2 ส่วนคือ ส่วนที่ตั้งโต๊ะอยู่บนฟุตปาธ 50 โต๊ะ และห้องแอร์ ขยายเพิ่ม 30 โต๊ะเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโต๊ะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

“ห้องแอร์ ไม่ได้คิดค่าบริการเพิ่มนะเวลาลูกค้าต้องการเข้าไปนั่ง คิดราคาเท่าเดิม เหมือนกันทุกอย่างกับการนั่งทานข้างนอก เพียงแต่อยากอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการเข้าไปนั่งเท่านั้น” พี่รัตน์ บอก

และสำหรับใครที่อยากลิ้มรสความอร่อยเด็ดของน้ำจิ้มและความสดใหม่ของอาหารทะเล ไปได้ที่ ร้านรัตน์ซีฟู๊ด ปากทางซอยเท็กซัส หน้าร้านศรีทองพาณิชย์ บนถนนเยาวราช เปิดตั้งแต่เวลา 18.00-02.45 น. หรือ โทรศัพท์ (02) 222-0785, (081) 632-2634 และ (081) 636-7480

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก

ไม่ใช่แค่อาหารไทยที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ แต่ผลไม้อย่าง ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ กล้วยไข่ และมะม่วง ก็ติดอันดับผลไม้ไทยที่คนจีนรู้จักเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ถึงขนาดมีคำกล่าวของคนประเทศนี้ว่า “กินอาหารจีนต้องกินที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ต้องกินกับข้าวหอมมะลิ เสร็จแล้วต้องตบท้ายด้วยผลไม้ไทย ถึงจะครบสูตร ซึ่งรสชาติผลไม้ไทยที่ถูกปากมากที่สุด คือ ทุเรียนและมังคุด “ราชาและราชินีผลไม้” เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

นิ้วทองคำ ใช้เคาะทุเรียนขายนาน 28 ปี

หลายคนถ้าอยากทานข้าวเหนียวมะม่วง หรือทุเรียนสด ต้องหาทานตามฤดูกาลเท่านั้น แต่บนถนนเยาวราชหรือที่รู้จักกันดีว่าไชน่าทาวน์ ย่านที่มีของอร่อย เลื่องชื่อเรื่องอาหารทั้งเมนูคาวหวาน รสชาติถูกปากคนไทยและต่างชาติ มีอยู่ร้านหนึ่งมีเมนูดังกล่าวให้ทานหนำใจทั้งปี ร้านนี้ชื่อว่า “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง”

“ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” ร้านที่มีลักษณะเป็นรถเข็น เปิดตั้งแต่ 18.00-03.00 น. อยู่หน้าห้างทองโต๊ะกัง สาขา 3 ผู้ก่อตั้งคือ คุณรุ่งโรจน์ และ คุณอภิญญา ทับทอง สองสามีภรรยาชาวจีน ค้าขายย่านเยาวราชมานานกว่า 28 ปี ก่อนหน้านี้จำหน่ายแต่บัวลอย ต่อมาเพิ่มทุเรียนสดด้วย โดยบรรทุกใส่รถปิ๊กอัพมาวางขาย ส่วนฉายานิ้วทองเป็นของคุณรุ่งโรจน์ คือ ปลอกสวมนิ้วไว้เคาะทุเรียน ซึ่งเป็นทองคำแท้หนัก 3 บาท

สำหรับความโดดเด่นของทุเรียนร้านนี้ ลูกค้าเรียกคุณอภิญญาติดปากกันว่า เจ๊บัวลอย เธอบอกว่า เป็นทุเรียนแก่ทุกลูก ไม่มีทุเรียนอ่อนปน รสชาติอร่อย กลิ่นหอม ไม่เหม็นเขียว เพราะถ้าเป็นทุเรียนอ่อน หากนำมาเก็บไว้นานจะไม่สุก แถมเนื้อเน่า ทางร้านจำหน่ายทุเรียน 2 พันธุ์คือ “หมอนทอง” ผลใหญ่ เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด ไม่เละไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เม็ดน้อย กลิ่นไม่แรงนัก น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3-4 กิโลกรัม และพันธุ์ก้านยาว ผลขนาดปานกลาง ทรงผลกลม มีจุดเด่นตรงที่มีก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ มีเนื้อละเอียดสีเหลือง เนื้อหนาปานกลาง เม็ดค่อนข้างใหญ่ ให้รสชาติหวานมันเช่นกัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3 กิโลกรัม

ก้านยาว หมอนทองครองใจลูกค้าต่างชาติ

สำหรับทุเรียน “หมอนทอง” ถือเป็นทุเรียนยอดนิยมก็ว่าได้ เป็นสายพันธุ์นิยมปลูกกันมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุดด้วยเช่นกัน เมื่อปีที่แล้ว (2557) ไทยส่งออกทุเรียนมูลค่า 14,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 8,600 ล้านบาท ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกสู่ประเทศจีน แสดงให้เห็นว่าความต้องการทุเรียนในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นมาก

สาเหตุที่ร้านนี้มีทุเรียนขายตลอดปี เจ้าของร้านใช้วิธีรับทุเรียน 2 ภาคคือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ช่วงต้นปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน รับจากจังหวัดจันทบุรี ระยอง ช่วงปลายปีระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รับจากชุมพร ทำให้ลูกค้าสามารถบริโภคทุเรียนได้ตลอดทั้งปี รับประกันความอร่อยทุกลูก แต่อย่างไรก็ตาม เจ๊บัวลอย ย้ำว่า “ทุเรียนอร่อย ไม่ว่าจะมาจากนนทบุรี จันทบุรี หรือระยอง ยังไม่สำคัญเท่า ทุเรียนแก่ แน่นอนกว่า”

“ดิฉันรับทุเรียนคัดคุณภาพตั้งแต่ในสวนเลย รับจากสวนเดิมติดต่อกันมานาน 28 ปีแล้ว ซึ่งราคาทุเรียนต่อลูกทางร้านจะแพงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 10 บาท เพราะกล้ารับประกันเลยว่าเนื้อดี รสชาติอร่อย มีทั้งสุกจัด สุกพอดี ห่ามหน่อย กรณีเจอทุเรียนอ่อนจะทิ้งทันที ลูกค้าสามารถเปลี่ยนได้เลย”

ปัจจุบัน ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก โดยคนฮ่องกงชอบทุเรียนก้านยาวสุกจัด ชอบรสชาติ และกลิ่น หลังจากซื้อเสร็จจะให้แกะเปลือก ฉีกทุเรียนทานหน้าร้านเลย ส่วนลูกค้าจีนชอบทุเรียนหมอนทอง ชอบที่เนื้อแน่น พูใหญ่ ปริมาณทุเรียนที่ขายภายใน 1 สัปดาห์เฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัม แต่ถือว่าลดลงเพราะเมื่อก่อนทุเรียน 1,000 กิโลกรัมใช้เวลาขายเพียง 3 วันเท่านั้น

คู่แข่งเพิ่มขึ้นฝึกภาษาจีน

ด้านข้าวเหนียวมูนก็ไม่น้อยหน้า เจ๊บัวลอยมัดใจลูกค้าด้วยรสชาติหวาน มัน ไม่ใส่น้ำมันพืช ไม่ใส่สารกันบูด เป็นสูตรโบราณ ใส่หัวกะทิสดล้วนๆ อร่อย นุ่มนวลแบบธรรมชาติ ทานได้ไม่ต้องกังวล ทางร้านขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง

เจ๊บัวลอย ย้ำว่า ตนเป็นร้านแรกและร้านเดียวที่ขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน และข้าวเหนียวมะม่วง บนถนนเยาวราช แต่ทุกวันนี้มีร้านค้าหน้าใหม่เกิดขึ้นในละแวกเดียวกันถึง 6 ร้าน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่ชอบผลไม้กลิ่นแรงอย่างทุเรียน เพราะต่างชาติ ตัวอย่างเช่น คนจีน คนฮ่องกง ต่างก็โปรดปรานผลไม้ชนิดนี้

ทุกวันนี้ เจ๊บัวลอยอายุ 64 ปีแล้ว เจ๊บัวลอย บอกว่า สุขภาพยังแข็งแรง รักในอาชีพค้าขาย และผูกพันกับเพื่อนร่วมอาชีพในย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้ แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไปต้องพัฒนาทักษะอยู่สม่ำเสมอ และเพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้ารู้เรื่อง ต้องหันมาฝึกภาษาจีนกลาง ภาษาเวียดนามเพิ่มขึ้น

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0725151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่ง ร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ติดต่อเข้ามาขอซื้อสินค้าไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

หากจัดอันดับสินค้าน่าซื้อของไทย ถูกใจคนจีน ไม่พูดถึง “ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” คงไม่ได้ เพราะสินค้ารายการนี้ ผู้ผลิตบอกเลยว่า คนจีน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ต่างขนกลับข้ามประเทศ กลายเป็นของฝากถูกใจผู้รับไปแล้ว

ความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์นี้ถึงขั้น ร้านค้าตามสถานที่ท่องเที่ยว ต่างติดต่อขอรับไปจำหน่าย และไม่เพียงเท่านั้น ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว กลายเป็นสินค้าถูกนำมาลอกเลียนแบบผลิตขายในประเทศจีนเกลื่อนตา

ข้ามจีนมาอยู่ไทย สร้างอาชีพทำยา

ความนิยมมากน้อยเพียงใด ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของทายาทผู้สืบสานธุรกิจ คุณเมธา สิมะวรา ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด

คุณเมธา กล่าวให้ฟังถึง จุดกำเนิดยาแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว ว่ามาจากคุณปู่ (คุณจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม) ซึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย โดยยึดอาชีพจับกัง แต่ด้วยเมื่อครั้งอยู่ประเทศจีนเคยทำงานในร้านขายยา จึงอาศัยครูพักลักจำสูตรยาปรุงจำหน่ายแก่ชาวบ้านในละแวกนั้น

“คุณปู่อพยพมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ตอนนั้นอาชีพที่ทำได้คือขายแรงงาน แต่เวลากลางคืนท่านจะผลิตยาสมุนไพรจำหน่าย ก็มีทั้งยาอม ยาลม ยาหม่อง ยาขม ยากวาด ยาแก้หอบหืด รวมๆ แล้วกว่า 10 ชนิด ซึ่งสูตรยาของท่านให้ผลดี คุณปู่เลยตัดสินใจออกจากอาชีพจับกัง มาผลิตยาขาย โดยมีตึกแถวที่เป็นทั้งบ้านพักอาศัย โรงงานผลิต และร้านจำหน่าย”

คุณเมธา ยังกล่าวถึงที่มาของแบรนด์ ตะขาบ 5 ตัว เกิดจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดน้ำท่วมหนัก ซึ่งคุณปู่ยังคงผลิตยาจำหน่าย แต่แล้ววันหนึ่ง มีตะขาบหนีน้ำขึ้นมาตายบนปากหม้อยา ส่วนเลข 5 เป็นเลขมงคลของชาวจีน จึงนำ 2 สิ่งนี้มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์

“แต่สิ่งที่หลายคนพูดจนเรียกเสียงหัวเราะคือ คุณปู่ท่านเป็นนักสะสมภรรยา โดยมีถึง 5 คน ตรงตามเลขมงคลของชาวจีนเลยครับ ก็เลยว่าเลข 5 ก็น่าจะมีส่วนมาจากจำนวนภรรยาของคุณปู่ด้วย”

ระยะเวลาผ่านไปราว 40 ปี เมื่อคุณปู่เสียชีวิตลง “ตอนที่คุณปู่ทำธุรกิจ ก็ได้คุณลุงช่วยดูแลกิจการ แต่เมื่อท่านเสียชีวิต คุณพ่อของผม (คุณสุเทพ สิมะวรา) และคุณอา (คุณสุนทร สิมะวรา) ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยกิจการ โดยนำความรู้ที่ร่ำเรียนด้านวิศวะมาสานต่อธุรกิจ ขยับขยายโรงงาน นำเครื่องจักรมาใช้ พลิกจากอุตสาหกรรมครอบครัวมาเป็นระบบโรงงาน”

ขยับขยายโรงงาน ชูรายการยาเด่น

จากตลาดในละแวกบ้าน เริ่มขยายสู่ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ทั่วประเทศ ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากอาเซียน และปัจจุบันนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ขายผ่านเอเย่นต์ทั้งหมด 14 ประเทศ โดยใน 10 ประเทศสามารถจดทะเบียนยาผ่านแล้ว

ชนิดยาที่คุณปู่ผลิตรวมแล้วกว่า 10 รายการ ถูกตัดทอนลง โดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยมองว่าควรคัดสินค้าเด่น ให้ก้าวออกมาทำตลาดอย่างเต็มตัว

ในวันที่คุณสุเทพ และคุณสุนทร ก้าวสู่วัยเกษียณเล็งเห็นว่าควรฝึกฝนทายาทให้ก้าวเข้ามารับช่วง และหนึ่งในนั้นก็คือคุณเมธา ที่บัดนี้ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจได้ราว 10 ปีแล้ว โดยดูแลงานด้านการผลิต แต่ทว่าหากถามด้านการตลาดก็สามารถตอบได้ชัดเจน อาจเพราะกว่า 7 ปี คุณเมธาคลุกคลีอยู่กับงานด้านการตลาดมาแล้วหลายบริษัท

“ในช่วงเดือนแรกที่ผมเข้ามาสานต่อธุรกิจ ผมมีโอกาสลงพื้นที่ขายกับเชลล์ แล้วก็พบว่าเรื่องขายไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการผลิต ผมจึงเข้าไปดูในส่วนนั้น ซึ่งสิ่งที่ทำคือ สามารถบริหารจัดการหลังบ้านจนเกิดมีกำไรขึ้นมา”

อีกปัญหาหนึ่งที่ประสบอยู่จนถึงบัดนี้คือ ผลิตไม่พอขาย ด้วยเพราะตลาดปัจจุบันขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ต่างรุมซื้อไปใช้และกลายเป็นสินค้าของฝากที่ได้รับความนิยม

“ตอนนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ผลิตอยู่ 4 รายการคือ ยาอมแก้ไอ ยาขมเม็ด ยากวาดมหาจักร์ ยาแก้ปวดท้องบิด (ยาเม็ดเบอร์เจ็ด) ซึ่ง 3 ตัวหลังจะผลิตปีละ 1 ครั้ง สามารถขายได้ตลอดทั้งปี แต่กับยาอมแก้ไอ เป็นสินค้าได้รับความนิยมมาก กำลังการผลิตขณะนี้แบบซอง 400,000 โหล แบบตลับ 20,000 โหล ต่อวัน แต่ไม่พอขาย ทั้งๆ ที่กำลังความต้องการนี้สามารถเพิ่มได้นับ 100,000 โหล”

ยอดขายในไทย ทำรายได้กับคนจีน

ถ้าเทียบการส่งออกสินค้า 40 เปอร์เซ็นต์ กระจายไปในประเทศต่างๆ ที่เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในประเทศ แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ใน 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในประเทศ ผู้จ่ายกว่าครึ่งคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่งร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายๆ จังหวัด ติดต่อเข้าขอซื้อสินค้านำไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

จากตลาดผ่านร้านขายยา ที่คุณเมธา ว่า มีสินค้าตราตะขาบ 5 ตัว วางจำหน่ายแล้วทุกร้าน จึงขยายไปยังร้านค้าชั้นนำในแหล่งท่องเที่ยวที่ทัวร์จีนนิยมแวะจับจ่าย ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถ้าเทียบสัดส่วนยอดขาย ตลาดท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้แซงหน้าร้านขายยาไปแล้ว

คุณเมธาให้เหตุผลถึงความนิยมซื้อของกลุ่มเป้าหมายคนจีนว่า ขึ้นชื่อว่า ยา สรรพคุณต้องดี บวกกับการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีห้องแล็บ และเครื่องตรวจเอกลักษณ์เหมือนเช่นโรงงานยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น สารสำคัญของทุกเม็ดยาจึงได้คุณภาพเหมือนกัน

ทั้งในด้านการพกพาสะดวก น้ำหนักเบา ราคาขายที่ไม่สูง คือแบบซอง 15 บาท แบบตลับ 30 บาท จึงเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ในทุกกลุ่มเป้าหมาย

“เมื่อก่อนผมไม่รู้จริงๆ นะว่า คนจีนให้ความนิยม แต่เกิดความสงสัยว่า ยี่ปั๊วที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวทำไมทำยอดขายดีมาก จึงลงพื้นที่สำรวจ ก็พบว่าชาวจีนให้ความนิยมซื้อกลับประเทศของเขา แผนการตลาดจึงเจาะไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีทัวร์จีนไปลง และก็ได้นำสินค้าเข้าไปเสนอขายใน คิง เพาเวอร์ ซึ่งแรกๆ ทาง คิง เพาเวอร์ ไม่มั่นใจว่าสินค้าจะขายได้ แต่พอรับไว้ปรากฏว่า 2 สัปดาห์ขายหมด จนมีออร์เดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง โดยทุกวันนี้ส่งให้สัปดาห์ละ 7,000 ชุด”

ตั้งแผนขยายโรงงานผลิตให้ทันตลาดจีน

ด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้น แต่ทว่ายอดขายไม่สามารถส่งให้ทัน แผนการดำเนินงานขั้นต่อไปคือ การขยายกำลังการผลิต

“ถ้ากำลังการผลิตสามารถขยายไปได้มากขึ้น ผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่จะทำยอดขายให้กับเราคือ คนจีน ทั้งที่เดินทางมาประเทศไทย และที่อยู่ในประเทศของเขา ซึ่งตอนนี้เราขายผ่านเอเย่นต์อยู่ แต่ทว่าเรื่องการจดทะเบียนยายังเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศนี้”

เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายใหญ่ คุณเมธาจึงเลือกที่จะเดินทางไปออกงานแสดงสินค้า ณ ประเทศจีน ทั้งที่ไปกับหน่วยงานราชการ อย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยปีหนึ่งหลายครั้ง ซึ่งแม้จะขนสินค้าไปจำหน่ายมากเพียงใด ก็หมดก่อนระยะเวลาจัดงาน และนี่จึงเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ตลาดจีน คือตลาดที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“อย่างการจดทะเบียนยาในสหรัฐอเมริกา เราไม่ได้หวังขายคนอเมริกัน แต่หวังขายคนเอเชียที่อยู่ในอเมริกา โดยเฉพาะคนจีน ซึ่งผมมองว่าคนจีนอยู่ในทุกประเทศ สินค้าจึงตามกลุ่มเป้าหมายนี้ไปได้ทุกประเทศ และตลาดจีนที่ผมว่ามีอัตราความเติบโตสูงในด้านยอดขาย และความต้องการนี้เอง เราจึงคิดที่จะขยายโรงงาน สร้างกำลังผลิตให้เพียงพอ”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณเมธายังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ต้องทันสมัย แต่ยังคงพกพาสะดวกสบาย น้ำหนักเบา พร้อมๆ ไปกับการคิดผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาจับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

“อย่างตอนนี้ คิดสูตรสเปรย์น้ำพ่น ซึ่งก็เป็นการนำยาอมแก้ไอแบบลูกกลอนมาทำเป็นสูตรน้ำ เพราะข้อเสียของยาอมตะขาบ 5 ตัว แบบเม็ดลูกกลอนคืออมแล้วลิ้นดำ กลุ่มผู้บริโภคจึงอยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป แต่สูตรน้ำตัดปัญหาด้านนี้ไปได้ พกพาหยิบใช้สะดวก เราจึงเชื่อว่าจะสามารถจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นประมาณ 20 ปีขึ้นไปได้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งที่เป็นคนไทยและคนจีน”

กว่า 80 ปี ที่แบรนด์ตะขาบ 5 ตัว เติบโตไต่ระดับสูงขึ้นๆ จากยอดขายไม่กี่บาท มาจนถึงวันนี้ แตะตัวเลขนับร้อยล้าน และแน่นอนว่าเมื่อตลาดต้องการ การขยับขยายย่อมตามมา ส่วนเคล็ดลับการทำให้สินค้าถูกใจผู้บริโภค ที่ไม่เฉพาะเพียงคนไทย คุณเมธา ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคงไว้ซึ่งคุณภาพอันดี

สนใจติดต่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 80/3-4 ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทรศัพท์ (02) 898 5454-7 หรือ http://www.takabb.com

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

“คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก”

ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งการเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และเส้นทาง R3A จากแผ่นดินใหญ่ มุ่งหน้าข้ามแดนจากฝั่งลาว มาเยือนล้านนานคร เพื่อเยือนแหล่งท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อสินค้า สร้างความคึกคักแก่เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย

เมื่อมาเที่ยวแล้ว เวลากลับก็ต้องมี…ของฝาก ตามประสาชาวเอเชียผู้มีน้ำใจงาม หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและถูกเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปให้คนทางบ้าน ได้แก่ ของขบเคี้ยว ที่มาจากผลผลิตของชุมชนในท้องถิ่นจำพวก อบแห้ง ซองเล็ก น้ำหนักไม่มาก พกพาสะดวก เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนมังกร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

สืบความได้สถานที่ก็มุ่งหน้าไปยังแหล่งผลิตทันที ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนต้นยางใหญ่ สายเชียงใหม่-ลำพูน เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึง…วิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พี่แดง-คุณทองเพียร ศรีสว่าง ประธานกลุ่ม ยืนยิ้มรอต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรชุมชนในท้องถิ่น โรงงานขนาดย่อมเรียงรายกันไปตามทางยาวของที่ดินกว่า 3 ไร่ แม้จะเล็ก แต่กลับกว้างขวาง โล่ง สบายตา สำคัญสุดคือ ความสะอาด สมกับเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อชาวโลก มีป้ายคำขวัญติดไว้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างเงินล้านสู่ชุมชนบ้านแคว สร้างวินัยในองค์กร สร้างสรรค์งานด้วยองค์ความรู้ชุมชน และคำว่า…เศรษฐกิจพอเพียง เคียงข้างประชาชน

คุณทองเพียร บอกว่า เริ่มก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ ขึ้นเมื่อปี 2538 เรียกว่ายาวนานมากว่า 20 ปี เพราะความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน จากการทำนา และเก็บลำไยเพียงปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงาน ไม่มีความมั่นคงให้ชีวิตและไม่พอกิน ทางเกษตรอำเภอสารภีจึงเข้ามาส่งเสริมให้แม่บ้านแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาล โดยเริ่มจากการดองผลไม้ ทั้งมะม่วง ขิง ผักกาด ไข่เค็ม น้ำพริกตาแดง กล้วยฉาบ ข้าวแต๋น นำออกจำหน่ายตามงานเทศกาลต่างๆ

“ตอนนั้นพี่แดงก็เริ่มคิดและมองหาโอกาสที่จะนำลำไยมาแปรรูปด้วยการอบแห้ง ก่อนที่จะขยับขยายไปยังผลไม้ตัวอื่น อาทิ ลิ้นจี่ มะเขือเทศ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ ขนุน อะไรที่มีในท้องถิ่นเรานำมาทำอบแห้งหมด โดยลงทุนจากเล็กก่อนขยายใหญ่ขึ้น จนปัจจุบันเรามีทั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ และเตาอบลมร้อน ไม่มีเขม่า ทำให้ผลผลิตออกมาดีขึ้น สีสวย รสอร่อย”

สังเกตได้ว่า แม่บ้านจำนวน 21 คน ที่ทำงานอยู่ในวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลา เสียงสนทนาในวงแกะขนุนสด ที่ลานหลังบ้านบ่งบอกถึงความสุขในคุณภาพชีวิตที่แสนสำราญ ช่วงนี้ทุกคนสาละวนกับการอบขนุน ซึ่งส่งตรงมาจากสวนจังหวัดจันทบุรีและระยอง เพราะปีที่ผ่านมาขนุนอบแห้งขาดตลาด ปีนี้จึงรีบวางแผนแต่เนิ่นๆ ทำให้ทั้งโรงงานหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนุนสีทองอร่าม หลังจากผ่านการอบในเตาอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นานถึง 12 ชั่วโมง

จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ คือ สินค้ามาจากผลผลิตในชุมชนคนท้องถิ่น ไม่ใช่การผลิตโดยเครื่องจักรแบบโรงงานขนาดใหญ่ ทุกอย่างหมุนเวียนและคืนกำไรแก่ชุมชน ให้ทุกคนอยู่อย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไปจากบ้านเรือนตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความสุข ฝนตกก็เดินไปเก็บผ้า เก็บผักข้างรั้ว กลับไปทำกับข้าว อยู่อาศัยกันแบบพี่น้อง

ทุกวันนี้สินค้าตราบ้านแคว – BANKWAE BRAND ได้รับมาตรฐานสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย., ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), GMP คือ Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และ HACCP มาตรฐานการผลิต ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค และอาหารฮาลาล (Halal Food) อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลาม มาตรฐานสินค้า OTOP เรียกว่าคุมคุณภาพครอบคลุมพร้อมจำหน่ายไปทั่วโลก ด้วยรางวัลมากมายการันตี

คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก สินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกที่สนามบิน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ เฟสติวัล ศูนย์การค้าเมญ่า ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ริมปิงทุกสาขา ไม่พอจำหน่ายในแต่ละวัน มีคำสั่งซื้อแบบไม่อั้น ซึ่งบางวันก็ทำให้ไม่ทัน ยังไม่รวมสินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายที่สยามพารากอน ร้านพรทิพย์ ภูเก็ต ทั้งหมดยังไม่รวมการส่งออก ซึ่งจะมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางมาดูที่แหล่งผลิตเพียงครั้งเดียว เมื่อพอใจเขาก็สั่งตลอดโดยจะมีตัวแทนมารับของเองและจ่ายเงินสด เป็นการค้าขายแบบปลอดภัย

“ทุกวันนี้กลุ่มแม่บ้านชุมชนบ้านแคว มุ่งมั่นทำงานเต็มกำลังที่มี และคงขยับขยายไปไม่ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะกำลังคนมีจำกัด แต่ยืนยันว่าพร้อมจะพัฒนาต่อยอดให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด จากเดิมที่ผลิต 1 ตัน ต่อวัน ก็จะเพิ่มให้เป็น 2 ตัน ต่อวัน โดยวางแผนการผลิตล่วงหน้า ตามฤดูกาลของผลไม้ที่ออก ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีขนุนออกเราก็เร่งผลิตก่อน เดือนมีนาคม-เมษายน หน้ามะม่วง ส่วนลำไยจะออกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะใช้ผลไม้ในฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช้ลำไยใส่สารเด็ดขาด เพราะเนื้อลำไยสดจะฟูและหอมกว่าเมื่ออบแห้งแล้ว”

และเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดให้ครบวงจร จึงมีการผลิตสินค้าที่มีคุณค่า อาทิ ทอฟฟี่ขิง กล้วยกวน มะขามแก้ว เครื่องดื่มสมุนไพรผง เช่น กระชายดำผง ตะไคร้ผง เยอะแยะละลานตาไปหมด และล่าสุด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ชาลำไย ที่มีส่วนผสมหญ้าหวาน เพิ่มรสหวานหอมชุ่มในลำคอ กำลังขายดี…

คุณทองเพียร ฝากทิ้งท้ายว่า แต่ละชุมชนก็มีจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่น บริโภคอะไร หากไม่มีมูลค่าก็ต้องนำมาเพิ่มมูลค่า โอกาสของบ้านแควคือ ลำไย เมื่อราคาตกต่ำ ก็นำวิกฤตมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการแปรรูปสินค้า มะม่วงออกมาสุกรับประทานไม่ทันก็จับมาแปรรูป จากที่เคยดองก็เลิกเด็ดขาดเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มะเฟืองหล่นเต็มใต้ต้น ก็คิดว่าเก็บมาคลุกเกลือน้ำตาลตากแดด หรืออบแห้ง กลายเป็นสินค้ามีราคาทั้งที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ แค่เปลี่ยนวิธีคิด หยิบจับอะไรก็เพิ่มมูลค่า กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

ทุกวันนี้แม่บ้านชุมชนบ้านแคว จึงมีทั้งค่าแรงรายวัน และปันผล 20 เปอร์เซ็นต์ จากหุ้นวิสาหกิจ ในฐานะเจ้าของร่วมกัน ให้เกียรติกัน ส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนจบปริญญากันทุกคน และเริ่มกลับมาสานต่องานในชุมชนของตนเอง เป็นจุดศูนย์กลางของแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ทางธุรกิจไปสู่คนในชุมชน สร้างความสุขที่ยั่งยืน

ติดต่อวิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์/โทรสาร (053) 429-098 หรือ (081) 952-5348 และเข้าไปดูราคาเพื่อสั่งซื้อตรงได้ที่ http://www.ban-kwae.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งเห็ดหลินจือมาเป็นส่วมผสมเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ ทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น ล่าสุด มีผู้ประกอบการใช้ทุเรียนมาเป็นวัตถุดิบร่วมด้วย เพราะทราบดีว่ามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชอบทั้งกาแฟและทุเรียน

คุณมงคล มงคลประจักษ์ หรือ คุณเบิร์ด ซึ่งเพิ่งเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเจ้าของกิจการกาแฟทุเรียนแบรนด์ รอยัล คอฟฟี่ (ROYAL COFFEE) เล่าว่า เดิมนั้นครอบครัวทำธุรกิจโรงไม้อยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยนำไม้ยางมาแปรรูป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ ขณะที่คุณพ่อเคยเป็นไกด์ภาษาจีนมาก่อน และชอบดื่มกาแฟ ทั้งเห็นว่าคนจีนชอบทานทุเรียนเลยคิดทำกาแฟทุเรียนขึ้นมา ในนาม บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอเบตง และมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่ปทุมธานี

มี 2 ยี่ห้อ รอยัล คอฟฟี่-หวางเจีย

ใครที่เคยไปงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาจจะเคยได้ชิมกาแฟทุเรียนยี่ห้อนี้ เพราะเขาและแฟนสาวไปออกงานที่นั่นเป็นประจำ ซึ่งคนที่ชอบทุเรียนชิมแล้วต่างติดอกติดใจ และซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ขณะที่บางคนชอบใจไอเดียนี้ แต่คนที่ไม่ชอบทุเรียนอาจจะไม่ประทับใจสักเท่าไหร่

สำหรับกาแฟทุเรียนรอยัล คอฟฟี่ ใช้กาแฟทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียและบราซิล ส่วนผงทุเรียนใช้พันธุ์หมอนทองของบ้านเรา ล่าสุด ทางบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ หวางเจีย (HUANGJIA) เป็นชานมไทยและชานมทุเรียน ชื่อนี้ในภาษาจีนมีความหมายว่า รอยัล

คุณเบิร์ด พูดถึงการไปออกงานไทยเฟ็กซ์และงานสมุนไพรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ผลตอบรับดีมาก จากตอนแรกที่กลุ่มลูกค้าจะเน้นไปทางจีนหรือนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้บริษัทเน้นมาทางคนไทยด้วย และมีคนรู้จักมากขึ้น คนโทรศัพท์มาสอบถามว่าหาซื้อที่ไหนบ้าง เนื่องจากติดใจในรสชาติ นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าต่างชาติสนใจจะนำไปจำหน่ายด้วย จากเดิมที่ส่งไปขายที่จีนและมาเลเซีย โดยในส่วนของจีนนั้นได้ไปเปิดบริษัทที่เซินเจิ้น แต่เน้นให้บริการหลังการขายมากกว่า อย่างเช่น สินค้าเกิดชำรุดต้องการเปลี่ยน เพราะปกติลูกค้าจะติดต่อสั่งจากไทย ซึ่งการส่งออกไปขายต่างประเทศนั้นทางคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนคอยดูแล ส่วนตนรับผิดชอบการตลาดในประเทศ

ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีหลากหลาย อาทิ กาแฟทุเรียน (ภาษาจีน) 15 ซอง x 38 กรัม กาแฟทุเรียน (ไทย) 25 ซอง x 24 กรัม กาแฟมอคค่า กาแฟขาว ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน ซึ่ง 3 ตัวหลังนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังออกแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ โดยใช้กล่องสีแดงสดใสเน้นความเป็นจีน ซึ่งมีทั้งแบบกล่องและถุง รวมทั้งมีลายไทยบนกล่องสื่ออารมณ์ถึงความเป็นไทย

ออกผลิตภัณฑ์ใหม่

“ตอนนี้บริษัทมีสินค้าตัวใหม่ แต่ยังคงเน้นเป็นทุเรียน มี ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน โดยชานมทุเรียนผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งจากการที่เรามีบริษัทและโรงงานเป็นของครอบครัวจึงง่ายในการทำสินค้าตัวใหม่ๆ จุดนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าของเราผลิตเองและจำหน่ายเอง ราคาและคุณภาพถูกและดีแน่นอน”

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ใหม่ คุณเบิร์ด บอกว่า ได้ทำการตลาดในหลากหลายวิธีการ อย่างเช่น มีโฆษณาผ่านวิทยุ จัดออกบู๊ธตามงานต่างๆ โปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และยังขายผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของจีนด้วย ส่วนมากบริษัทจะเน้นขายทัวร์จีนและส่งออกไปจีน

ในโอกาสที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ทางบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นเปิดตัวสินค้าใหม่คือ สั่ง 10 ลัง แถม 1 ลัง นอกจากนี้ ยังมีบริการหลังการขายให้ลูกค้าโทรสอบถาม หรือแจ้งมาว่ามีปัญหาอะไรไหม สินค้าชำรุดหรือไม่ ต้องการป้ายโฆษณา หรือตัวเทสต์ไหม พร้อมกันนี้ ลูกค้ายังสามารถติดตามข่าวสารลุ้นรับกาแฟทุเรียนฟรีได้ที่ IG : _mwcoffee_ ซึ่งจะมีการแจกรางวัลเป็นช่วงๆ

“กลุ่มลูกค้าคนจีนส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ ประมาณ 35-40 ปีขึ้นไป วัยรุ่นก็มีแต่ผู้ใหญ่จะชอบทานมากกว่า และจะเป็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ซึ่งจะซื้อแบบภาษาจีน 15 ซอง x 38 กรัม เพราะอย่างบริษัททัวร์ที่สั่งไปขายส่วนใหญ่เป็นแบบภาษาจีน ซึ่งคนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยจะติดตากับรูปแบบนี้มากกว่า ส่วนที่เชียงใหม่ แบบตัวหนังสือภาษาไทย-อังกฤษขายดีมาก สั่งไปหลายเจ้า ลูกค้าบางคนกลับจีนไปให้เพื่อนมาตามหาตัวภาษาไทย-อังกฤษก็มี บางคนเจาะจงเลยว่าต้องเป็นของ รอยัล คอฟฟี่ เท่านั้น”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีวางขายทั่วไป อย่างที่กรุงเทพฯ มีที่สนามบินดอนเมือง, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โกดัง 2 และ 3, TERMINAL 21 ชั้น LG ร้านเถ้าแก่น้อย, Big-C ราชดำริ, Good Day Hotel, บริษัททัวร์ SIAM GEMS GROUP เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัด อย่างชลบุรี มีขายที่ ตลาดน้ำ 4 ภาค ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ และกระจายไปทุกภาค ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สมุทรปราการ และนนทบุรี

ดีไซน์ถุงหูหิ้วถือสะดวก

ถามถึงจุดเด่นของแบรนด์รอยัล คอฟฟี่ คุณเบิร์ด แจกแจงว่า ได้รับเครื่องหมาย อย., GMP, และ HALAL ทั้งยังมั่นใจในรสชาติที่อร่อย ถ้ารสชาติไม่อร่อย จะทำให้มีปัญหาทั้งยอดขายและการตลาด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าชอบในสินค้าของบริษัท อีกอย่างเป็นสูตรที่มีกาเฟอีนน้อย ไม่ทำร้ายสุขภาพและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนอีกด้วย ที่สำคัญ ดีไซน์ถุงดูดีมีคุณภาพ และตัวที่มีภาษาจีนก็มีหูหิ้วเพื่อให้ลูกค้าถือได้ง่ายๆ สะดวก เพราะประเทศจีนบางพื้นที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ถุงหิ้วแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้าถือได้ง่าย และการที่มีหลายภาษาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในไทย ประเทศจีน หรือชาวต่างชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ สินค้าของบริษัทมีหลายอย่างและหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าอยากซื้อกาแฟทุเรียน แต่ปริมาณต่อถุงเยอะเกินไป ทางบริษัทก็ทำหลายขนาด ให้ลูกค้าสามารถเลือกง่ายขึ้น ที่สำคัญ ราคาและคุณภาพถูกและดีจริงๆ คิดว่าไม่แพงเกินไปถ้าดูวัตถุดิบที่เลือกใช้

แม้ดูผิวเผินจะเห็นว่ากาแฟทุเรียนไม่มีใครทำขาย แต่คุณเบิร์ด ระบุว่า คู่แข่งต้องมีอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ทราบมีอยู่ 2-3 แบรนด์ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะการทำธุรกิจต้องมีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะผลิตสินค้าใหม่อย่างพวกผลไม้อบแห้งและนมอัดเม็ด พร้อมคาดว่าปีหน้าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสินค้าใหม่ด้วย ซึ่งโกโก้ทุเรียนน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

เขาพูดถึงปัญหาอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ว่า มีปัญหาหลายอย่างเนื่องจากช่วงแรกๆ ไม่เก่งเรื่องการตลาด ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอดีแฟนมาช่วยเรื่องออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง โดยเริ่มช่วยครอบครัวขายตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปี 3 ประเภทเรียนไปด้วยและหาลูกค้าไปด้วย อะไรๆ ยังไม่ค่อยลงตัว บวกกับมีบางช่วงที่ประเทศจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนซื้อของกลับประเทศ ช่วงนั้นเงียบมาก แต่พอยกเลิกกฎนี้ก็ทำให้เริ่มมีลูกค้าติดต่อมา ปัจจุบัน ปัญหาหลักๆ คงเป็นนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ขณะเดียวกัน มีสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด

สนใจผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ ติดต่อได้ที่ บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เลขที่ 40/10 หมู่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (096) 618-0612 LINE : royal_coffee E-mail : royalcoffee.m@gmail.com, http://www.thairoyal-coffee.com

SOAP KITCHEN สบู่ (กินได้) สุดครีเอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0736151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

ไอเดียแปลก

ดวงกมล

SOAP KITCHEN สบู่ (กินได้) สุดครีเอต

“SOAP KITCHEN เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมและวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหาร สามารถทานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อะโวกาโด น้ำผึ้ง โกโก้ ส่วนสีและกลิ่นได้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน”

กระแสสบู่แฮนด์เมดมาแรงมากก็จริง ในท้องตลาดมีให้เลือกช็อปหลายยี่ห้อ แต่เชื่อว่าไม่มีที่ไหนเหมือน “SOAP KITCHEN” สบู่ก้อนที่นำส่วนผสมของอาหารนานาชนิดมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต แฮนด์เมดทุกขั้นตอน ทำให้สบู่มีรูปร่างที่พิเศษ มีเสน่ห์แปลกตา แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เจ้าของไอเดียนี้ชื่อ คุณอลิสา พิบูลสิริ

คัดสรรจากธรรมชาติเพื่อผิวโดยเฉพาะ

คุณอลิสา เป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ปัจจุบันอายุ 23 ปี หลงใหลและชอบสะสมสบู่เป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดศึกษากรรมวิธีการทำสบู่ไว้ใช้เอง จนกระทั่งได้สูตรที่ลงตัว ทั้งรูป กลิ่น สี และเนื้อสัมผัส เลยตัดสินใจสร้างแบรนด์ SOAP KITCHEN ขึ้นมา มีสบู่ทำมือกลิ่นต่างๆ มากมาย อาทิ เบียร์ลาว คาราเมล กุหลาบ โกโก้ ตะไคร้ ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ มะลิ เลมอนเมอแรงก์ จินโทนิก ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น

คุณอลิสา เผยว่า เริ่มสนใจการทำสบู่ไว้ใช้เองตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ศึกษาค้นคว้าจากหลายช่องทาง ทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน ดูจากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูก กว่าสูตรจะคงที่และได้สบู่ที่คุณภาพดี ใช้เวลาทดสอบความเป็นกรด-ด่าง อยู่นาน 6 เดือน

ช่วงระยะเวลาที่หญิงสาวทดลองทำสบู่ เธอให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่า สบู่อุตสาหกรรมทั่วไปที่ขายราคาถูกมักจะมีส่วนผสมของกลีเซอรีนน้อย คุณสมบัติช่วยเคลือบบำรุงผิว ทำให้ผิวไม่แห้งตึง แต่สำหรับ SOAP KITCHEN เป็นสบู่ค่อนข้างพรีเมี่ยมที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสุขภาพผิวอย่างแท้จริง

“SOAP KITCHEN เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมและวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหาร สามารถทานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อะโวกาโด น้ำผึ้ง โกโก้ ส่วนสีและกลิ่นได้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน”

สาเหตุที่คุณอลิสาใช้วัตถุดิบทุกอย่างเกรดเดียวกับอาหาร เธอย้ำว่า เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า สบู่ SOAP KITCHEN ปลอดภัยต่อสุขภาพผิวแน่นอน นอกจากนั้น ยังสร้างจุดขายที่ไม่เหมือนใคร

12 สูตร ไม่เหมือนใครอนาคตเล็งเปิดหน้าร้าน

ส่วนผสมหลักๆ ของสบู่แฮนด์เมดดังกล่าว ประกอบด้วย น้ำมันบำรุงผิวสุดเข้มข้น 4 ชนิด มีน้ำมัน สวีตอัลมอนด์ เชียบัตเตอร์ น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว คัดสรรกลิ่นให้มีความหอมติดตัวผู้ใช้ และเพิ่มลูกเล่นด้วยการตกแต่งให้สวยงามน่าใช้ ปัจจุบันมี 12 สูตร ครอบคลุมทุกสภาพผิว แต่กลิ่นที่ขายดีที่สุดคือ ข้าวเหนียวมะม่วง เกิดจากความชอบทานเมนูนี้ของคุณอลิสา เธอนำส่วนผสมมาแต่งกลิ่น และเนรมิตให้สบู่มีหน้าตาละม้ายคล้ายข้าวเหนียวมะม่วงมากที่สุด

สำหรับขั้นตอนการทำสบู่ หญิงสาวเผยดังนี้ ขั้นตอนแรก ผสมโซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) สำหรับไว้ใช้ทำสบู่โดยเฉพาะ กับน้ำกลั่นแช่เย็น จากนั้นพักไว้ ต่อมา ตวงส่วนผสม อาทิ น้ำมันมะกอกช่วยบำรุงผิว น้ำมันมะพร้าวช่วยทำความสะอาดผิว อะโวกาโดช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ เชียบัตเตอร์ช่วยบำรุงผิวและช่วยให้สบู่ขึ้นรูป นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำไปต้มอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง กวนจนเป็นเนื้อเดียวกัน เติมกลิ่นและแต่งสีตามต้องการ เสร็จแล้วเทลงแท่นพิมพ์ทิ้งให้เย็นใช้เวลาประมาณ 1 วัน ตัดตามรูปทรงที่ต้องการ

ด้านกำลังการผลิต เนื่องจากทุกขั้นตอนเป็นงานแฮนด์เมด อีกทั้งสถานที่ทำ คือห้องครัวที่บ้านของคุณอลิสา แรงงานมีเพียงคุณแม่กับเจ้าของกิจการ ทำให้แต่ละวันทำสบู่ได้เพียง 100 ก้อนเท่านั้น

ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักได้ในวงกว้าง หญิงสาวเลือกใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมถึงมีสื่อหลายแขนงเข้ามาให้ความสนใจ ทำให้ลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ซึ่งเจ้าของกิจการ ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนไทย อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นต่างชาติ ญี่ปุ่น ฮอลแลนด์

ส่วนแผนธุรกิจในอนาคต คุณอลิสา เผยว่า อยากทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รวมถึงเปิดหน้าร้าน เพราะปัจจุบันจำหน่ายแต่ในเว็บไซต์เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดของลูกค้าที่อยากทดลองดมกลิ่นและอยากลองใช้

ใครสนใจสบู่ธรรมชาติ ไอเดียเก๋ๆ คลิกดูในเว็บไซต์ /www.soapkitchenbkk.com หรือ http://www.facebook.com/SoapKitchenBkk โทรศัพท์ (081) 855-4620

ขนมไทยใครว่า…น่าเบื่อ ดี”เสริฐ New Look of Thai Dessert

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

ไอเดียแปลก

พารนี

ขนมไทยใครว่า…น่าเบื่อ ดี”เสริฐ New Look of Thai Dessert

“…พยายามอธิบายว่า ไม่ใช่ฟิวชั่น เป็นขนมไทย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หน้าตาเปลี่ยนใหม่เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปฟิวชั่นกับใครเลย…”

พ.ศ. นี้ หลายคนบอก เป็นยุคเบเกอรี่ “เบ่งบาน” ผ่านไปทางไหน มักเห็นแต่ ร้านกาแฟ-เค้ก แทรกตัวอยู่ในแทบทุกทำเล

ส่วนพฤติกรรมการรับประทาน “ขนมไทย” นั้น นับวันยิ่งห่างหายไปจากชีวิตตามปกติ

ถ้าจะมีคงเป็นช่วงงานบุญ อย่าง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ ซึ่งยังพอมี “พื้นที่” ให้กับของหวานคู่บ้านคู่เมืองได้อวดโฉมกันอยู่บ้าง

หลายวันก่อนมีโอกาสไปช็อปปิ้ง ห้างดังย่านมีนบุรี เห็นอีเว้นต์น่าสนใจเลยเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนปรี่เข้าไปร้านขายขนมหวานเจ้าหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ดี”เสริฐ” กับ สโลแกนแปลเป็นไทย “ขนมไทยรูปทรงใหม่ – New Look of Thai Dessert”

เข้าไปหาข้อมูลใกล้ๆ ได้เห็นความน่าสนใจจนไม่อาจปล่อยผ่าน

เลยขอถามความเป็นมาเกี่ยวกับแนวคิดในงานสร้างสรรค์ดังว่า

เจ้าของกิจการ กรุณาสละเวลา…มาให้รายละเอียดด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง

……………

คุณคิ้ม-ทิพย์ดา จันทจรูญพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี เคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบการด้านการจัดเลี้ยงในนาม “ดี เคเทอริ่ง” และเจ้าของกิจการขนมไทยสไตล์ใหม่ “ดี”เสริฐ” เริ่มต้นให้ข้อมูล ด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ด้านการบริหารกิจการ ที่ผ่านมาทำงานด้านการตลาดมาตลอด

ก่อนออกมาช่วยกิจการของทางบ้านสามี-คุณวิทวัส จันทจรูญพงษ์ ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ชื่อ “ดีพร้อม” ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี โดยตั้งใจเข้ามาขยายงาน จากร้านอาหารมาเป็นการบริการด้านจัดเลี้ยงนอกสถานที่

เพราะทั้งสามีและตัวเธอเอง เห็นตรงกันว่า แคเทอริ่ง (Catering) เป็นธุรกิจบริการที่มีอนาคตเติบโตได้อีกมาก ประกอบกับช่วงเวลานั้น คือราว 10 ปีก่อนนี้ ยังไม่มีใครเสนอตัวเข้าสู่ตลาดมากนัก ถ้าไม่นับการบริการโต๊ะจีนแล้ว มั่นใจว่ามีไม่ถึง 10 แบรนด์

“เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนเข้ามาทำธุรกิจนี้ เป็นยุคที่ ฟิวชั่นฟู้ด เฟื่องฟูมาก การทำแคเทอริ่ง ต้องผนวกกับสไตล์เก๋ๆ ขณะที่เราไม่ได้ชูฟิวชั่น เพราะถนัดอาหารไทย ถ้าดันทุรังทำแบบเขาคงไม่รอด จุดขายและจุดแข็งของเราจึงเน้นอาหารไทยมาตลอด แต่พยายามปรับรูปลักษณ์ของการนำเสนอให้สวยงาม-แปลกตายิ่งขึ้น” คุณคิ้ม ย้อนให้ฟังอย่างนั้น

เมื่อธุรกิจ “ดี เคเทอริ่ง” เติบโตขึ้นตามลำดับ จากจุดเริ่มเพียงบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันแตกไลน์ได้ครอบคลุมแทบทุกรูปแบบทั้งค็อกเทล โต๊ะจีน ครั้นก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 10 จึงถึงเวลาสร้างความแข็งแกร่งให้เพิ่มขึ้นอีก

คุณคิ้ม เล่าต่อ เมื่อก่อนขนมที่ใช้ในงานจัดเลี้ยง คิดว่ามีแค่นี้ดีแล้ว หรือบางอย่างอาจพึ่งผู้ผลิตภายนอก ซึ่งยังไม่ดีพออย่างต้องการ จึงวางแผนไว้นานแล้ว ต้องทำขนมเอง และเมื่อเน้นที่อาหารไทย ขนมไทยก็ต้องดีไม่แพ้กัน

สรุปได้ดังนั้น เธอจึงขอพักงานในบริษัท เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อเข้ารับการเรียนวิชาการทำอาหารคาว-หวาน ตำรับไทย จาก “โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (หญิง)”

เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จตามหลักสูตร จึงนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาและปรับปรุงหน้าตา จนได้ออกมาเป็น ขนมไทยสไตล์ ดี”เสริฐ อย่าง เปียกปูน หรือขนมนึ่ง จำพวก ขนมกล้วย มันสำปะหลัง ฟักทอง ฯลฯ กลายร่าง มี “New Look” ชนิดแทบจำไม่ได้ เพราะทำออกมาเป็นรูปทรงกลมสีสันสดใส ก่อนนำไปเสียบไม้เรียงรายกันคล้ายลูกชิ้นปิ้ง ด้วยเหตุผลจะได้รับประทานกันง่ายขึ้น

“ลูกค้าค่อนข้างชอบเรื่องหน้าตา ส่วนใหญ่เห็นแล้วบอกน่ารักจัง และมีหลายคนบอกเป็นขนมไทยฟิวชั่น เลยต้องพยายามอธิบายว่า ไม่ใช่ฟิวชั่น เป็นขนมไทย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หน้าตาเปลี่ยนใหม่เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปฟิวชั่นกับใครเลย เป็นเปียกปูนที่กวนแบบดั้งเดิมนี่แหละ ถ้าใส่พิมพ์สี่เหลี่ยม ก็เป็นเปียกปูนดั้งเดิมอย่างที่เคยทานกัน” คุณคิ้ม เล่ายิ้มๆ

แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่เดือน ผลตอบรับจัดอยู่ในระดับน่าพอใจ มีทั้งลูกค้าหน่วยงานและลูกค้ารายย่อย สั่งไปรับประทาน เป็นของขวัญของฝากกันแล้วมากหน้าหลายตา

ส่วนช่องทางจัดจำหน่ายนั้น ปัจจุบันไม่มีหน้าร้าน ใช้ช่องทางออนไลน์ ผ่านทาง เฟซบุ๊ก ไลน์ และเว็บไซต์ รวมถึงออกอีเว้นต์บ้างเพื่อสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า

คุณคิ้ม บอกด้วยว่า ทุกวันนี้ขนมไทยหารับประทานยาก อาจเป็นเพราะคนหันไปรับประทานเบเกอรี่กันมากขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการทำมีไม่น้อย นับตั้งแต่ วัตถุดิบ กระบวนการทำ แรงงานมีฝีมือ รวมถึงอายุการจัดเก็บ

“ข้อจำกัดสำคัญอีกอย่างของขนมไทย ได้แก่ เรื่องราคา เพราะการรับรู้ของผู้บริโภคคือ ขนมไทย ต้องไม่แพง จึงเป็นโจทย์ยากของเรา ที่ต้องทำให้คนรับรู้กันใหม่ว่า ขนมไทยมีคุณค่ามากพอให้พวกเขายอมควักกระเป๋าจ่ายในราคาไล่เลี่ยกับเบเกอรี่ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนคนละอย่าง” เจ้าของเรื่องราว ว่ามาอย่างนั้น

เมื่อถามถึงความตั้งใจในไลน์ธุรกิจนี้ คุณคิ้มยิ้มกว้าง ก่อนฝากไว้

“ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านขนมต่างประเทศ แต่อยากจุดกระแสให้คนหันมามองภาพขนมไทยใหม่ ไม่ใช่มีแต่ความหวานอย่างเดียว ขนมอร่อยๆ ยังมีอีกหลายตัว ที่ไม่หวานมากและมีประโยชน์ด้วย อยากให้หันมาทานขนมไทยกันบ้าง ก่อนของดีของบ้านเราจะหายไป”

ดี”เสริฐ…มีทั้งขนมไทยรูปลักษณ์ใหม่และของว่างสูตรโบราณ อาทิ เปียกปูน ขนมนึ่ง หมี่กรอบ ม้าฮ่อ เมี่ยงลาว ตะโก้หน้าต่างๆ ขนมเทียนสลัดงา ฯลฯ หากสนใจ ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 773-2359 LINE ID : Bangkokdessert Facebook/ดีเสริฐ Dessert และอีเมล : Bangkokdessert@gmail.com

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

“…หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา”

“รดน้ำต้องรดที่โคนต้นไม้ ดินต้องพรวนให้ร่วน ให้น้ำลงไปได้ อากาศลงไปได้ ต้นไม้จึงจะงอกงามบริบูรณ์” คำคนโบราณสอนไว้ ในเรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูก

ส่วนการจะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เรียกว่า “การบริโภค หรือ Consumption” เดินหน้าได้ ต้องมีกลไกขับเคลื่อนในเวลานี้

เพราะเหตุว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ…สำหรับประเทศไทย กล่าวคือ

หนึ่ง คนที่เคยมีรายได้จากภาคเกษตร สินค้าเกษตรที่ขายได้ดันมีราคาลดลงตามราคาน้ำมันและตามความต้องการในตลาดโลกลดลง

สอง เพาะปลูกได้น้อย เนื่องจากภัยแล้ง ปริมาณที่ควรได้ก็น้อยลงไปอีก

สาม คนที่พอมีเงิน ก็ไม่ยอมใช้จ่าย ลดการใช้จ่าย ไม่ซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เพราะยังกังวลโน่น นี่ นั่น

สี่ คนที่อยากจะใช้จ่าย ก็มีหนี้มาก เดือนๆ หนึ่งต้องตัดเอาเงินที่ได้ไปจ่ายหนี้ก่อน เหลือจึงเอามากินใช้ ซึ่งอาจไม่พอ

ห้า คนหรือธุรกิจที่เรียกว่า SMEs รายเล็กรายน้อย เริ่มติดขัดเพราะยอดขายไม่เข้า รายได้ไม่เข้า แต่เงินทุนหมุนเวียนยังต้องเพิ่มเพราะเมื่อกระแสเงินสดจากการขาย การรับชำระจากลูกหนี้การค้ายาวขึ้น การเปลี่ยนสินค้าคงคลังเป็นเงินสดยาวขึ้น ย่อมทำให้ต้องหาเงินมาก้อนหนึ่งยันเอาไว้ก่อนในส่วนที่ต้องสำรองจ่าย ที่อาจจะหนักหน่อยคือ ต้องหาเงินจำนวนหนึ่งไปจัดหาวัตถุดิบ หรือว่าจ้างการผลิตเพราะว่ามีคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากคนซื้อทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแล้วแต่ยังผลิตเพื่อส่งมอบไปยังคนซื้อไม่ได้สะดวกเพราะเงินสดมีจำกัด แบบนี้เท่ากับเสียโอกาส

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการ ทำอย่างไรไม่ให้ระดับฐานราก ระดับโคนต้น ตรงที่เป็นจุดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ให้เขาเหล่านั้นยากลำบากไปกว่านี้

เลยต้องใส่เม็ดเงินผ่านเครื่องมือที่รองรับในปัจจุบัน บนแนวคิด “ซ่อมเร็วกว่าสร้าง ทำให้เร็ว มีพลัง เห็นผลชัดเจน จับต้องได้…และต้องไม่มีการโกงกินกัน”

มาตรการเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท และเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านระดับเกรด A เกรด B จึงมีความจำเป็น

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ มีการอนุมัติเงินตามมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท ให้ทุกจังหวัดรวมทั้งสิ้น 19,156.36 ล้านบาท จากทั้งหมด 36,275 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน มีการเบิกจ่ายเงินให้กองทุนแล้ว 36,888 กองทุน วงเงิน 35,708 ล้านบาท จากทั้งหมด 40,460 กองทุน วงเงิน 39,150.93 ล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนละ 1 ล้านบาท มีการจัดสรรงบประมาณให้ทุกจังหวัดแล้ว 40,318.5 ล้านบาท

เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด เพราะต้องการดูหน้างานถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งอยากให้ผู้คนมีกำลังใจ

ท่านกล่าวว่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนในการลงพื้นที่ เลยอยากให้จังหวัดอื่นนำกรณีตัวอย่างของชาวบ้านที่อุบลราชธานี ไปเป็นต้นแบบคือ การนำเงินที่ได้รับจากมาตรการของรัฐไปลงทุนในกิจการที่สร้างรายได้ เช่น เปิดร้านขายของ ร้านตัดผม ทำรถเข็นขายสินค้า เพื่อสร้างความยั่งยืน

พร้อมทั้งได้กำชับให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังมีความล่าช้าให้รวดเร็วขึ้นโดยเฉพาะมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ธนาคารของรัฐ ถือว่ามีบทบาทโดดเด่นขึ้นในการต่อสู้กับปัญหานี้ เพราะสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง เป็นเครื่องมือเป็นกลไกของรัฐในการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ตัวผู้บริหารของสถาบันการเงินเหล่านั้น จะต้องมีความระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ หรือการสร้างหนี้เสีย การไปทำให้วินัยทางการเงินหย่อนยานลงตามมาด้วย เรียกว่าการเสริมนโยบายรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวมควบคู่กับรักษาความสามารถในการป้องกันและการทำกำไร ไม่ให้มาเป็นภาระของรัฐควบคู่กันไป…งานมันจึงไม่ง่าย

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงไทย กำหนดว่า ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อ SMEs เติบโต 9% โดยจะมีสินเชื่อคงค้างที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นแสนกว่าล้านบาท เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน SMEs ของรัฐบาลจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เน้นไปยังกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอาหาร พลังงานทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจเกี่ยวกับยารักษาโรค

ปกติธนาคารจะตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มในอัตรา 1.5-2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทายคือ จะเติบโตมากกว่าระบบให้ได้ เชื่อว่านอกจากผลของนโยบายรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อและนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแล้ว การพิจารณาสินเชื่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็มีผลให้ยอดสินเชื่อขยายตัวได้ดี

“ธนาคารจะสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าได้ภายใน 10 วันเท่านั้น” ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลางธนาคารกรุงไทย กล่าวไว้อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มุมมองในธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน จึงต้องเพิ่มวิธีบริหารจัดการหนี้เสียและระวังเรื่องการปล่อยสินเชื่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงและเป็นหนี้เสียสูงให้มากขึ้น อาทิ กลุ่มที่เป็น SMEs รายย่อย คนค้าขายที่มีรายได้ด้านเดียว เพราะเมื่อกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีรายได้ลดก็กระทบความสามารถในการชำระหนี้ด้วยทันที เป็นที่รู้กันแล้วว่ารายได้ SMEs ลดลงประมาณ 20-50% ที่มีปัญหาหนักมากคือกลุ่มเกษตรซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ

ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 อาจจะยังได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น ในปีหน้า จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย

และที่สำคัญ ต้องหยุด “หนี้เสีย” ให้ได้