กทม.ตรวจแผนปรับปรุงทางเท้า ซอย-ถนน-โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252732

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, เขต, กทม., กทม, ตรวจ, แผน, ปรับปรุง, ทางเท้า, ซอย, ถนน, โรงเรียน, ซอย-ถนน-โรงเรียน
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, เขต, กทม., กทม, ตรวจ, แผน, ปรับปรุง, ทางเท้า, ซอย, ถนน, โรงเรียน, ซอย-ถนน-โรงเรียน
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, เขต, กทม., กทม, ตรวจ, แผน, ปรับปรุง, ทางเท้า, ซอย, ถนน, โรงเรียน, ซอย-ถนน-โรงเรียน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 ธ.ค. 2559

กทม.ตรวจแผนปรับปรุงทางเท้า ซอย-ถนน-โรงเรียน

กทม.ตรวจแผนปรับปรุงทางเท้า ซอย-ถนน-โรงเรียน สั่งเขตพระนคร-สัมพันธวงศ์-ป้อมปราบฯ-ดุสิต ใช้งบปี 60 คุ้มค่า-เกิดประโยชน์ปชช.

          17 ธ.ค. 59 – นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ลงพื้นที่ตรวจการปรับปรุงซอยแยกถนนพระสุเมรุ การปรับปรุง โรงเรียนวัดราชนัดดา เขตพระนคร การปรับปรุงทางเท้าเยาวราช การปรับปรุงสะพานพิทยเสถียร การปรับปรุงซอยเยาวราช 35 เขตสัมพันธวงศ์ การปรับปรุงโรงเรียนวัดสิตาราม การปรับปรุงซอยพระยามหาอำมาตย์ การปรับปรุงถนนภุชงค์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย การปรับปรุงสวนหย่อมบริเวณแยกพาณิชยการข้างโรงเรียนราชวินิตมัธยม และการปรับปรุงถนนคลองลำปัก เขตดุสิต

กทม.ตรวจแผนปรับปรุงทางเท้า ซอย-ถนน-โรงเรียน

กทม.ตรวจแผนปรับปรุงทางเท้า ซอย-ถนน-โรงเรียน

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้เชิญสำนักงานเขต 50 เขตมาพูดคุยหารือการใช้งบประมาณปี 2560 ที่ได้ตั้งไว้ที่ 75,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากการพูดคุยหารือร่วมกับผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตแล้วก็อยากให้มีความมั่นใจว่าการใช้งบประมาณในปี 2560 เป็นไปด้วยความรวดเร็ว คุ้มค่า และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด โดยในวันนี้ได้มาดูการปรับปรุงทางเท้า ถนน ซอยและโรงเรียนใน 4 พื้นที่เขต ประกอบด้วย เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตดุสิต ซึ่งได้กำชับให้ทุกเขตดำเนินการใช้งบประมาณในการปรับปรุงปรับปรุงทางเท้า ซอย ถนน และโรงเรียนโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเกิดประโยชน์แก่ประชาชน.

 

พับแผนลุยธรรมกายหลังพบแผนจีวรเปื้อนเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252727

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, โดรน, ทั่วโลก, ประจาน, เลือดตกยางออก, ทำร้าย, หลักสูตร, จุดอ่อน, พระฮาร์ดคอร์, ศิษย์, ธัมมชโย, ปรับ, ดีเอสไอ, พับ, แผน, ลุย, ธรรมกาย, หลัง, จีวร, เปื้อน, เลือด
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, โดรน, ทั่วโลก, ประจาน, เลือดตกยางออก, ทำร้าย, หลักสูตร, จุดอ่อน, พระฮาร์ดคอร์, ศิษย์, ธัมมชโย, ปรับ, ดีเอสไอ, พับ, แผน, ลุย, ธรรมกาย, หลัง, จีวร, เปื้อน, เลือด
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, โดรน, ทั่วโลก, ประจาน, เลือดตกยางออก, ทำร้าย, หลักสูตร, จุดอ่อน, พระฮาร์ดคอร์, ศิษย์, ธัมมชโย, ปรับ, ดีเอสไอ, พับ, แผน, ลุย, ธรรมกาย, หลัง, จีวร, เปื้อน, เลือด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 ธ.ค. 2559

พับแผนลุยธรรมกายหลังพบแผนจีวรเปื้อนเลือด

หน่วยงานความมั่นคงสั่งถอย ปรับแผน กำจัดจุดอ่อนก่อนลุยธรรมกาย .ปูดศิษย์-พระฮาร์ดคอร์ จัดอบรมหลักสูตรทำร้ายตัวเอง ตั้งเป้าให้เลือดตกยางออกถ่ายรูปประจานทั่วโลก

          17 ธ.ค.59 – แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงการส่งอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) ขึ้นบินสำรวจวัดพระธรรมกายว่า มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจสถานที่โดยบินสำรวจตามโซนต่างๆว่า มีการวางจุดและจัดวางกำลังคนภายในวัดไว้อย่างไรบ้าง ก่อนนำไปประกอบข้อมูลทำแผนปฏิบัติการตรวจค้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวต้องอัพเดทตลอด อย่างไรก็ตาม จากการใช้โดรนบินสำรวจต่อเนื่องหลายวันไม่พบภาพพระธัมมชโยออกมาเดินให้เห็น นอกจากนี้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมากลุ่มพระและศิษย์ใกล้ชิดก็ไม่มีใครเห็นพระธัมมชโยปรากฏตัว แต่ขณะโดรนขึ้นบินอาจมีพระป่วยรูปอื่นแต่ตรวจสอบแล้วไม่ใช่พระธัมมชโย ทั้งนี้ ในการบินสำรวจบางจุดแทบมองไม่เห็นพื้นที่ด้านล่างเพราะมีต้นไม่ปกคลุม  ส่วนจุดที่เปิดโล่งก็มีการนำเต๊นท์มากางบดบังทัศนวิสัยจากมุมสูง

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การที่ดีเอสไอได้หมายค้นวัดพระธรรมกายจากศาลอาญามา 4 วัน แต่ไม่เข้าค้นนั้นไม่กระทบกับการขออนุมัติหมายค้นครั้งต่อไป เพราะหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประชุมและประเมินสถานการณ์ร่วมกันแล้วพบมีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุปะทะ ไม่คุ้มค่ากับการนำกำลังเข้าไปในขณะที่มีการระดมมวลชนเข้ามาประจำจุดภายในวัดเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้มีหลายกรณีที่ขอหมายค้นแล้วแต่เจ้าหน้าที่ประเมินว่าไม่ได้ตัว ก็จะไม่เข้าค้น สำหรับเหตุที่ทำให้ยังไม่สามารถเข้าค้นตามหมายได้ เพราะประเมินว่ามีการจัดตั้งมวลชนไว้ปะทะจนอาจถึงเลือดตกยางออก เพื่อใช้เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบให้เปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง หน่วยงานความมั่นคงจึงตัดสินใจร่วมกันว่ายังไม่สมควรเข้าค้น และให้นำข้อกังวลกลับไปวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนจู่โจมตรวจค้นครั้งใหม่ โดยจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไขให้ได้คือชั้นความลับ เนื่องจากทันทีที่มีการอนุมัติหมายค้นทางวัดพระธรรมกายจะรู้ตัวและเตรียมระดมคนเข้าวัดเพื่อตั้งรับเจ้าหน้าที่ทันที ดังนั้น ในปฏิบัติการที่หวังผลสำเร็จจะต้องเป็นปฏิบัติการที่สามารถเข้าค้นได้ทันทีโดยที่วัดไม่รู้ตัวและไม่สามารถระดมคนได้ทัน ระหว่างนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะทยอยดำเนินคดีและออกหมายจับแกนนำมวลชนและรักษาเจ้าอาวาสที่ขัดขืนไม่ส่งมอบตัวผู้ต้องหา และมีพฤติการณ์ให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิดไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พับแผนลุยธรรมกายหลังพบแผนจีวรเปื้อนเลือด

“หน่วยงานความมั่นคงพบเบาะแสความเคลื่อนไหวว่ามีการอบรมกลุ่มศิษย์และพระฮาร์ดคอร์เตรียมรับมือ หากมีกำลังเจ้าหน้าที่เคลื่อนตัวเข้าวัดก็ให้ทำร้ายตัวเองหรือศิษย์สูงอายุแกล้งหกล้ม เพื่อให้เกิดภาพเลือดตกยางออก มีเสื้อผ้าหรือจีวรเปื้อนเลือด จากนั้นให้ทีมงานของกลุ่มตัวเองรีบบันทึกภาพแล้วเผยแพร่ทางโซเชียล เพื่อนำไปร้องเรียนกับองค์กรพุทธโลก และสหประชาชาติ (ยูเอ็น)ว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย จากเบาะแสที่ได้รับทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยุติแผนเข้าค้นไปก่อน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้หน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยมีข้อมูลตรงกันว่าพระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัด แม้ไม่ปรากฏตัวแต่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าตัวยังอยู่ในวัดแน่นอน” แหล่งข่าวระบุ

พับแผนลุยธรรมกายหลังพบแผนจีวรเปื้อนเลือด

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยด้วยว่า หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่เข้ารับตำแหน่งแล้วจะมีการประชุมรับมอบนโยบายเกี่ยวกับกรณีวัดธรรมกายอีกครั้ง โดยนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรมคนใหม่ เคยรับผิดชอบกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และเคยรับราชการในสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาก่อน.

 

“สุวพันธุ์” รอ “บิ๊กตู่” สั่งงาน หลังผงาด คุม ยธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252724

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, โปรดเกล้าฯ, ปรับ, ครม., ถวายสัตย์, เข้าเฝ้า, ยธ., สุว, พันธุ์, บิ๊ก, ตู่, สั่งงาน, หลัง, ผงาด, คุม, สุวพันธุ์, บิ๊กตู่, หลังผงาด, สุวพันธุ์, รมวยธ, ครม

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 ธ.ค. 2559

“สุวพันธุ์” รอ “บิ๊กตู่” สั่งงาน หลังผงาด คุม ยธ.

“สุวพันธุ์” เผย “บิ๊กตู่” ยังไม่ได้มอบหมายงานเร่งด่วน หลังได้รับโปรดเกล้าฯ นั่ง “รมว.ยธ.” ขอให้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ พร้อม “ครม.” ใหม่ 19 ธ.ค.นี้ ก่อน

          17 ธ.ค.59 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะว่าที่รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรม ว่า ตนยังไม่ทราบว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมอบหมายงานเร่งด่วนอะไรให้ปฏิบัติ ขอให้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนปฏิบัติหน้าที่ก่อน เบื้องต้นมีการนัดหมายคณะรัฐมนตรีใหม่ 12 คนที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปเข้าเฝ้าฯ ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ และประชุมครม.นัดแรกในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ตนได้เก็บของจากห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว เหลือของอีกนิดหน่อยคณะทำงานจะไปเก็บวันนี้ (17 ธ.ค.).

 

“พิชัย” ฟันธงปรับครม.แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252723

ปรับครม., ล่าสุด, สับสน, แย่, คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, พิชัย, ฟันธง, ปรับ, ครม, แก้ปัญหา, เศรษฐกิจ, ไม่ได้, แน่, สมคิด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 ธ.ค. 2559

“พิชัย” ฟันธงปรับครม.แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แน่

“พิชัย” ฟันธง ปรับครม.ล่าสุด ขาดทั้งความรู้ ประสบการณ์ ยิ่งหนักกว่าเดิม อัด “สมคิด” หน.ทีมเศรษฐกิจ แนวคิดสับสน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แน่

          17 ธ.ค. 59 – นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนและจะมีการนำผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าเมื่อเห็นการปรับครม.แล้วต้องผิดหวัง เพราะแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเลย ส่วนใหญ่เป็นการสลับตำแหน่งกันภายในครม.เท่านั้น แถมมีการโยกย้ายรัฐมนตรีคนเดิมไปยังตำแหน่งใหม่ที่อาจจะไม่มีความรู้ความชำนาญ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลยิ่งด้อยลงไปอีก ขนาดตำแหน่งเดิมที่เคยมีความรู้และมีประสบการณ์อยู่บ้างยังทำให้ประชาชนพอใจไม่ได้ ตอนนี้ถูกปรับให้ไปทำตำแหน่งใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์และไม่มีความชำนาญก็คงน่าจะยิ่งแย่กว่าเดิม คนใหม่ที่นำเข้ามาก็ไม่ได้มีประวัติการทำงานในอดีตเป็นที่น่าประทับใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะการปรับครม.ด้านเศรษฐกิจ ยิ่งดูยิ่งเหมือนจะหมดหวัง และเชื่อว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามที่ประชาชนคาดหวังได้ อีกทั้งหากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังมีแนวคิดที่สับสนก็จะยิ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เช่น กรณีที่บอกว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องปั๊มจีดีพี แต่พอถึงเวลาจีดีพีวูบก็จะเร่งปั๊มจีดีพีกันแบบสะเปะสะปะ อาทิ การแจกเงิน ช็อปช่วยชาติ หักภาษีจนธนาคารโลกต้องออกมาเตือน ล่าสุดจะเพิ่มการขาดทุนงบประมาณเพื่อจะอัดฉีดปั๊มจีดีพีให้โตได้ถึงปีละ 5 % ซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้

นายพิชัย กล่าวอีกว่า การเติบโตแบบรัฐอัดฉีดเงินจะไม่ยั่งยืนถ้าไม่สามารถฟื้นฟูการลงทุนภาคเอกชนและไม่สามารถเพิ่มการส่งออกได้ แถมหัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังมองว่าการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงในอดีตเป็นปัญหาแทนที่จะมองว่าเป็นความสำเร็จ ซึ่งหลังจากปรับครม.แล้วเชื่อได้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ และยังคงไม่สามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ประชาชนคงจะต้องทนลำบากกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้และอาจจะแย่กว่านี้ต่อไปจนกว่าประเทศไทยจะกลับสู่ระบอบการปกครองที่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก.

 

โปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่ เข้าใหม่ 5 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252704

ปรับครม, บิ๊กตู่, การเมือง, คมชัดลึก, โปรดเกล้าฯ, ครม, ใหม่, เข้า, ครมใหม่, เข้าใหม่, บิ๊กป้อม

การเมือง  : 16 ธ.ค. 2559

โปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่ เข้าใหม่ 5 คน

ปรับ ครม.แล้ว “บิ๊กป้อม” ไม่หลุดเก้าอี้ เข้าใหม่ 5 คน สลับเก้าอี้ 7 คน

            16 ธ.ค.59 – ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนี้

เปลี่ยนตำแหน่ง 7 คน

1.หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล พ้นจากรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

2.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ พ้นจากรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

3.นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ พ้นจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม  เป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

4.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ พ้นจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

5.นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ พ้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

6.นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ พ้นจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

7.นางอรรชกา สีบุญเรือง พ้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์

เข้าใหม่ 5 คน

1.นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

2.นายอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

3.นางสาวชุติมา บุณยประภัศร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร

และสหกรณ์

4.นายพิชิต อัคราทิตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

5.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

AMNESTY ผิดหวังร่างแก้ไขพรบ.คอมพิวเตอร์ เปิดช่องละเมิดสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252693

ผอ.แอมเนสตี้ ผิดหวังอย่างมาก ต่อ ร่างแก้ไข พรบ.คอมพิวเตอร์ เปิดช่องให้ละเมิดสิทธิฯ ปชช. #ข่าวการเมือง #คมชัดลึก, AMNESTY, ผิดหวัง, ร่าง, แก้ไข, พรบ, คอมพิวเตอร์, เปิดช่อง, ละเมิด, สิทธิ, เปิดช่องละเมิดสิทธิ, ผอแอมเนสตี้, ร่างแก้ไข พรบคอมพิวเตอร์

การเมือง  : 16 ธ.ค. 2559

AMNESTY ผิดหวังร่างแก้ไขพรบ.คอมพิวเตอร์ เปิดช่องละเมิดสิทธิ

“ผอ.แอมเนสตี้” ผิดหวังอย่างมาก ต่อ “ร่างแก้ไข พรบ.คอมพิวเตอร์” เปิดช่องให้ละเมิดสิทธิฯ ปชช.

          16 ธ.ค.59 – นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในองค์กรที่ร่วมคัดค้านเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนในร่างแก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ผลการพิจารณาร่างแก้ไข พรบ.คอมพิวเตอร์ น่าผิดหวังอย่างมาก และยืนยันว่า เนื้อหาในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้เปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านมากกว่า 360,000 คน เพราะทำให้เห็นว่า คนไทยจำนวนมาก มีความตื่นตัวที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและผู้อื่น

“แอมเนสตี้ฯ รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ผลการพิจารณาออกมาเป็นเช่นนี้ พ.ร.บ. ควรออกมาเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชน แต่ในหลายจุดของร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับเปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่แอมเนสตี้ที่แสดงความเป็นห่วงและเสนอให้มีการปรับแก้มาอย่างต่อเนื่อง ประชาชนที่ลงชื่ออีกกว่า 360,000 คน ตลอดจนประชาคมโลกเองก็จับตามอง สนช. อย่างใกล้ชิดเช่นกัน หลังจากนี้เราก็คงต้องติดตามกันต่อไปในเรื่องของการบังคับใช้และการแก้ไขในอนาคต” ปิยนุชกล่าว

 

ติวเข้ม! ระบบภาษีให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 500 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252679

กับ, ติว, ติว ระบบภาษีให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว 500 แห่ง #ข่าวการเมือง #คมชัดลึก, ติวเข้ม, ระบบ, ภาษี, ให้, ผู้, ประกอบ, การท่องเที่ยว, 500, แห่ง

การเมือง  : 16 ธ.ค. 2559

ติวเข้ม! ระบบภาษีให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 500 แห่ง

ก.ท่องเที่ยวฯ จับมือ สรรพากร สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ติวเข้มระบบภาษีใหม่ให้กับ 500 ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว มุ่งสร้างธรรมมาภิบาล และยกระดับคุณภาพท่องเที่ยวไท

            16 ธ.ค.59 – นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้องสำหรับธุรกิจนำเที่ยว”ในวานนี้ (15 ธ.ค.) ที่โรงแรมแม่น้ำรามาดาพลาซ่า กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้ร่วมกับกรมสรรพากรและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของไทยและสร้างธรรมมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งตนมีแนวความคิด อยากให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการให้ความรู้และช่วยชี้นำแนวทางการประกอบธุรกิจให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า การสัมมนาครั้งนี้ได้รับความร่วมมือทั้ง 4 ฝ่ายคือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนจากรัฐบาล ที่ได้ให้คำมั่นกับผู้ประกอบการว่ารัฐบาลมุ่งสู่การยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพและพร้อมจะเดินเคียงข้างภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ และตน ในฐานะปลัดกระทรวงฯ ได้ให้คำมั่นว่ากระทรวงพร้อมสนับสนุนและจัดระเบียบเพื่อเดินหน้าอย่างเต็มความสามารถ และนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ก็ได้แนะนำแนวทางที่ถูกต้องในระบบภาษีแก่ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน

นายพงษ์ภาณุ กล่าวด้วยว่า กระทรวงและภาคธุรกิจ ได้คิดริเริ่ม ถึงการนำเที่ยวที่ต้องสร้างธรรมาภิบาล (corporate governance) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เป็นการท่องเที่ยวคุณภาพ เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้สนองนโยบายรัฐบาล ดำเนินการปราบปรามธุรกิจนำเที่ยวผิดกฏหมายและจัดระเบียบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย รวมทั้งได้ดำเนินมาตรการรองรับหลายประการ เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำของแพกเกจทัวร์ การกำกับดูแลธุรกิจนำเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ การดำเนินการขั้นต่อไปจะมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปหลายมาตรการ เช่น การจัดทำมาตรฐานการให้บริการการท่องเที่ยว การจัดทำจรรยาบรรณของธุรกิจ การสนับสนุนทางการเงินและสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ

ื          “ผมมีประสบการณ์ที่กระทรวงการคลังมาก่อน จึงคิดว่ามิติใหม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากและจะสร้างจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในวงการท่องเที่ยวไทย ในยุคนี้คือ การอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจนำเที่ยวเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง โดยการสัมมนาครั้งนี้ ได้เป็นเวทีสำคัญ ให้ธุรกิจนำเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) กว่า 500 ราย ได้รับฟังแนวทางการปฏิบัติทางภาษีอากรที่ถูกต้องจากอธิบดีกรมสรรพากรโดยตรง นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการ ได้ประกาศตนจะเป็นผู้เสียภาษีที่ดี อันจะเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการประกอบธุรกิจโดยเน้นหลักธรรมาภิบาล ซึ่งนับเป็นอุตสาหกรรมแรกที่ดำเนินการดังกล่าวด้วยความสมัครใจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยถือเป็นภาคเศรษฐกิจหลักภาคหนึ่งของประเทศปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ประเทศราว 2.4 ล้านล้านบาทต่อปีมีสัดส่วนในเชิงมูลค่าเพิ่มร้อยละ16.5 ของ GDP และจ้างงานประมาณ 4.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานของประเทศ และเชื่อมั่นว่า การริเริ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ภาคธุรกิจอื่นที่จะร่วมกันยกระดับธรรมาภิบาลและเป็นผู้เสียภาษีที่ดี” ปลัดฯท่องเที่ยวกล่าว

 

ปปช. ฟันนักวิชาการ “ม.มหิดล” รวยผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252662

ปปช., ม.มหิดล, จ่อ, ชง, อสส., ยึดทรัพย์, ไล่ออก, ทรัพย์สิน, บัญชี, ศาล, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, ปปช, ฟัน, นักวิชาการ, มหิดล, รวย, ผิดปกติ, ฟันนักวิชาการ, มมหิดล, รวยผิดปกติ, อสส

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 16 ธ.ค. 2559

ปปช. ฟันนักวิชาการ “ม.มหิดล” รวยผิดปกติ

“ป.ป.ช.” ชี้มูลความผิด นักวิชาการเงินและบัญชี สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล “ม.มหิดล” ร่ำรวยผิดปกติ จ่อ ชง “อสส.” ฟ้องศาลให้ทรัพย์สิน 29.5 ล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน

          16 ธ.ค.59 – นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ อดีตนักวิชาการสรรพากรชำนาญการพิเศษสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 27 กรมสรรพากร ว่าร่ำรวยผิดปกติ จำนวน 597,728,229.48 บาท ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ของนายสุรพล เมฆะอำนวยชัย คู่สมรสของนางทิพาพัชร์ เมฆะอำนวยชัย ซึ่งต่อมามีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยมหิดล จำกัด ในชื่อของ นางทิพาพัชร์ และหรือ นายสุรพล คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นางทิพาพัชร์ นักวิชาการเงินและบัญชี สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนนั้น

นายสรรเสริญ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณารายงานผลการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า นางทิพาพัชร์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ คือ เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำกัด ชื่อบัญชี นางทิพาพัชร์ เมฆะอำนวยชัย และชื่อบัญชี นางทิพาพัชร์ เมฆะอำนวยชัย และหรือนายสุรพล เมฆะอำนวยชัย รวม 2 บัญชี เป็นเงินจำนวน 29,582,615 บาท จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินของนางทิพาพัชร์ รวมจำนวน 29,582,615 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของนางทิพาพัชร์ สั่งลงโทษ ไล่ออกหรือปลดออก นางทิพาพัชร์ โดยให้ถือว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542  มาตรา 80 (4).

 

“ชัชวาลย์”ยันพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้อำนาจจนท.ตัดสินใครทำผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252665


ข่าวการเมือง คมชัดลึก, ชัชวาลย์, ยัน, พรบ, คอมพิวเตอร์, ไม่, ให้อำนาจ, จนท, ตัดสิน, ใคร, ทำผิด

การเมือง  : 16 ธ.ค. 2559

“ชัชวาลย์”ยันพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้อำนาจจนท.ตัดสินใครทำผิด

“ชัชวาลย์”แถลง ยันพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้อำนาจ จนท.ตัดสินใครทำผิด ชี้กม.มุ่งปิดกั้นความเสียหาย เตือนนักรบไซเบอร์ระวังอย่าทำผิด

          16 ธ.ค. 59 – พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ. .ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ….แถลงภายหลังสนช.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ วาระ 3 ว่า ข้อห่วงกังวลตามมาตรา 20 ทำให้ต้องมีการพักประชุม เพื่อหารือทำการแก้ไข ยืนยันว่า เจ้าหน้าไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจ สุดท้ายต้องเป็นศาล โดยส่วนนี้ได้ปรับให้มีการกลั่นกรองถึง 3 ชั้น เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร จาก 5 เป็น 9 ให้มีตัวแทนจากภาคเอกชน ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อคอยพิจารณาว่า ข้อมูลที่ได้รับแจ้งว่า ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือละเมิดศีลธรรมอันดี หรือไม่ จากนั้นจึงให้รายงานต่อรัฐมนตรี เพื่อส่งให้ศาลวินิจฉัย เพื่อระงับหรือลบการเผยแพร่ข้อมูล

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า แต่ก็มีบางข้อยกเว้น ที่บางครั้งความเสียหายอาจเกิดขึ้นรวดเร็ว ก็ให้ยื่นต่อศาลแล้วค่อยแจ้งต่อรัฐมนตรีภายหลัง ตัวอย่างที่ เช่น การสอนให้คนฆ่าตัวตาย ติดอาวุธ วางระเบิด หรือเรื่องส่วนตัวในครอบครัว มันไม่ผิดกฎหมาย แต่เข้าข่ายมาตรานี้ ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนป้องกันตนเองก่อนขั้นตอนที่ศาลจะจบ อยากย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความเร็ว ไม่ใช่ผิดหรือถูก ไม่มีความผิดไม่มีโทษ เพื่อให้มีการระงับการเผยแพร่ข้อมูลนั้น บางคนเรียกว่าบังตา ไม่ให้เห็น ส่วนขั้นตอนให้เป็นไปตามประกาศกระทรวง ขอขอบคุณ 3 แสนรายชื่อที่แสดงความห่วงกังวล ตนเข้าใจว่าต้องการให้ละเอียดรอบคอบ ไม่เคยรู้สึกเป็นคนละพวกคนละฝ่าย

เมื่อถามถึง ประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ระบุจะถล่มเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐสภา หากสนช.ผ่านกฎหมาย พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า ถือเป็นความผิด ก็ว่าไปตามกฎหมาย กฎหมายเพิ่งผ่านได้ลองใช้ มาตรา 5 – 9 แต่อย่าทำเลยมันเสียหายยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์กว่าฉบับปี 2550

 

 

ร่างพ.ร.บ.คอมพ์ ผ่านฉลุย! สนช.เมินเสียงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252653

ผ่านร่างพรบคอมพ์, ฉลุย, ผ่าน, สนช., ผ่านวาระ 3, พ.ร.บ.คอม, การเมือง, คมชัดลึก, ร่าง, พรบ, คอมพ์, ผ่านฉลุย, เมิน, เสียง, ค้าน, ร่างพรบคอมพ์, สนชเมินเสียงค้าน, F5 for All Thai people, การบริการสาธารณะ

การเมือง  : 16 ธ.ค. 2559

ร่างพ.ร.บ.คอมพ์ ผ่านฉลุย! สนช.เมินเสียงค้าน

แม้จะมีกระแสคัดค้านร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ สนช.ก็ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นี้ในวาระ 3 เรียบร้อยแล้ว โดยมีการแก้ไขบางจุด : ประภาศรี โอสถานนท์ รายงาน

                  ท่ามกลางกระแสคัดค้านของหลายฝ่ายที่เห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีความชัดเจน กระทบสิทธิประชาชน  ปิดกั้นการตรวจสอบ เปิดช่องไม่ต้องใช้คำสั่งศาลในการปิดเว็บไซต์  รวมทั้งอาจมีการสร้างซิงเกิ้ลเกตเวย์  ฯ ล่าสุดเครือข่ายพลเมืองเน็ตได้ยื่นรายชื่อประชาชน  3 แสนรายชื่อขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คว่ำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อ้างเหตุผลปิดกั้น กระทบสิทธิเสรีภาพ ขยายประชาชน  ขยายอำนาจการปิดเว็บไซต์   ตั้งศูนย์บล๊อกเว็ปไซต์   นอกจากนี้เมื่อคืนวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองต่อต้านSingle Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway ได้ทำสงครามออนไลน์ โดยได้ออกปฎิบัติการ “F5 for All Thai people” เข้าไปถล่มเว็บไซต์ของรัฐสภา จนไม่สามารถใช้งานได้ ถือเป็นการดำเนินการตอบโต้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของสนช.

แต่…กระแสคัดค้านไม่เป็นผล วันนี้ (16 ธ.ค.) ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) ก็เดินเหน้าพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ในวาระ 2และวาระ 3  โดยวาระ 2 เป็นขั้นตอนการพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา  ซึ่งก่อนจะพิจารณานายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่  1  ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้กล่าวย้ำกับสมาชิกว่า ร่างพ.ร.บ.นี้เป็นที่สนใจของประชาชน สนช.จะเปิดให้สมาชิกได้อภิปรายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งในการพิจารณาวาระ 2 นั้นในสมาชิกสนช.ให้ความสนใจอภิปรายร่างดังกล่าวจำนวนมาก

โดยในมาตรา 4 ที่เกี่ยวกับการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น  อันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกยกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดลักษณะและวิธีการส่งและลักษณะของข้อมูล ซึ่งไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ ซึ่งสมาชิกหลายคนตั้งข้อสังเกตในกรณีคำว่า ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ  นั้นอะไรคือ ความเดือดร้อนรำคาญ ใครจะเป็นผู้บอกว่า สิ่งที่ส่งคือความเดือดร้อนรำคาญ และใครจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าสิ่งที่ส่งนั้นเป็นความรำคาญ

ขณะที่กรรมาธิการฯชี้แจงว่า ลักษณะที่จะก่อให้เกิดความรำคาญนั้นให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดลักษณะของข้อมูลที่ไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้รับ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะมีความชัดเจนในเรื่องของข้อมูลที่ก่อให้เกิดความรำคาญ  อย่างไรก็ตามในมาตรานี้ที่ประชุมได้ลงมติยืนยันตามที่กรรมาธิการแก้ไข

ขณะที่มาตรา 12  ที่เกี่ยวข้องกับความผิด โดยกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมการกระทำต่อข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ “การบริการสาธารณะ” ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ติดใจ อาทิ นายศิริพล  ยอดเมืองเจริญ นายสมชาย แสวงการ นายเจตน์ ศิรธรานนท์ และนายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์  ขอความชัดเจนของคำว่า  การกระทำต่อข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ “การบริการสาธารณะ” ว่ามีความหมายอย่างไร

               นางสุรางคณา วายุภาพ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชี้แจงว่า การเพิ่มคำว่า “การบริการสาธารณะ”  เพราะคำว่าโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั้งหมด  ยกตัวอย่างเช่น สำนักทะเบียนของกรมการปกครอง บางคนมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน แต่บางคนบอกไม่เข้าข่าย ฉะนั้นเส้นแบ่งของ 2 คำนี้บางครั้งไม่ชัดเจน จึงทำให้กมธ.เติมคำว่าการบริการสาธารณะเข้าไป เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่กระทบกับเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลทั่วไป    อย่างไรก็ตามสมาชิกก็ยังติดใจ สุดท้ายยอมแก้กลับไปสู่ร่างเดิมคือตัดคำว่า “การบริการสาธารณะ” ออก

มาตรา 14 (1) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงหรือทุจริต ปลอม บิดเบือนทั้งหมดหรือบางส่วนข้อมูลคอมพิวเตอร์  นางสุรางคณา กล่าวว่า เจตนารมณ์เดิมของมาตรานี้ตั้งใจเอาผิดกับเรื่องฉ้อโกง ปลอมแปลง แต่การบัญญัติตามพ.ร.บ.คอมพ์ฯ พ.ศ.2550 นั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดและนำไปใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาท ครั้งนี้กมธ.จึงแก้ไขให้ตรงกับเจตนารมณ์   ซึ่งพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า มาตราดังกล่าวถือว่ามีความชัดเจน ไม่เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท

สำหรับ มาตรา 20/1 ให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จำนวน 5 คน  โดยมาจากภาคเอกชน 2 คน และหากเห็นว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการแพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์นั้น  ซึ่งมาตรานี้ภาคประชาสังคมมีความเป็นห่วงและวิพากษ์วิจารณ์ถึงดุลพินิจของคณะกรรมการกลั่นกรองว่ามีอำนาจตัดสินและยื่นคำร้องต่อศาลได้ทันทีโดยไม่ต้องรับฟังความเห็น

นายสมชาย แสวงการ และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช.ได้สอบถามถึงเรื่องที่มาและจำนวนของคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยนายวัลลภ อภิปรายว่า การตั้งคณะกรรมการเพียง 5 คน หากมาประชุมเพียงแค่ 3 คนก็สามารถลงมติได้แล้ว ถามว่าจะให้ 3 คน ตัดสินชีวิตใครคนใดคนหนึ่งใช่หรือไม่ ดังนั้นขอให้คณะกมธ.ช่วยปรับจำนวนเป็น 7 หรือ 9 คน และเชื่อว่าหากมีที่มาชัดเจนจะช่วยลดแรงต้านของสังคมได้ นอกจากนี้สมาชิกยังสอบถามถึงคำจำกัดความ คำนิยมของคำว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” หมายถึงอะไร

ในมาตรานี้ประธานคณะกรรมาธิการฯชี้แจงว่า   ข้อมูลอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจไปกระทบสิทธิส่วนบุคคล ส่วนความหมายของคำว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ” และอะไรที่ขัดต่อความสงบฯนั้น เรียนว่าไม่เคยมีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย และที่ประชุมกมธ.ได้หารือกันแล้ว พบว่าศาลจะมีแนวทางพิจารณาอยู่ว่าเรื่องใดที่ขัดต่อความสงบบ้าง ทั้งนี้มาตราดังกล่าวศาลจะพิพากษาให้ระงับหรือลบเท่านั้น ไม่มีความผิดใดๆ แต่ถ้าไม่ทำตามที่ศาลสั่งตรงนั้นถึงจะมีความผิด สำหรับตัวอย่างความผิดตามมาตราดังกล่าว เช่น สอนวิธีการฆ่าตัวตาย วิธีการปล้น หรือทำอาวุธ ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อเผยแพร่แล้วถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสมาชิกก็ยังติดใจ มีการถกเถียงกันมากระหว่างสมาชิกและกรรมาธิการ ซึ่งใช้เวลานาน ทำให้ต้องแขวนมาตรานี้ไปก่อนและพิจารณามาตราอื่นๆจนจบและได้กลับมาพิจารณามาตราดังกล่าวต่อ แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถสรุปได้ ทำให้นายพรเพชร ได้สั่งพักการประชุม 30 นาที เพื่อขอให้กมธ.และสมาชิกไปประชุมนอกรอบเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวในเรื่องที่มาและจำนวนของคณะกรรมการกลั่นกรอง กระทั่งได้เปิดประชุมอีกครั้ง

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า หลังจากที่หารือแล้ว เห็นว่าการที่มีคณะกรรมการกลั่นกรอง จำนวน 5 คน แม้คำตัดสินจะไม่มีผลต่อการกระทำผิดหรือถูก แต่นำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งระงับหรือลบข้อมุลดังกล่าวออกไป ซึ่งกมธ.เห็นว่าควรปรับเปลี่ยนจำนวนคณะกรรมการกลั่นกรองจาก 5 เป็น 9 คน และคำตัดสินต้องมีคะแนนเกินครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกลั่นกรอง หรือ 5 คน นอกจากนี้คุณสมบัติของคณะกรรมการฯ ที่มาจากภาคเอกชน จำนวน 3 คน ให้มาจากด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังพิจารณาเสร็จสิ้นทุกมาตราแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเป็นรายมาตราในวาระ 2 และลงมติเห็นชอบวาระ 3 ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ ด้วยคะแนน 168 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปโดยใช้เวลาพิจารณา 5 ชั่วโมงครึ่ง    ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้จะบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา