แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469610

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โรคเครียด” เป็นโรคที่ติด 5 อันดับที่คนไทยยุคใหม่เป็นกันมาก สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 คนไทยฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าประมาณ 4,000 คน/ปี หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 300 คน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอันดับ 1 ญี่ปุ่น และอันดับ 2 สวีเดน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นวิกฤตที่คนไทยควรใส่ใจหาทางป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นโรคนี้

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล หัวหน้าศูนย์จิตเวช โรงพยาบาลพญาไท 2 ฉายภาพว่า ความเครียดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยกลุ่มเด็กมักจะเครียดกับการเรียน การสอบ เรื่องเพื่อน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักเครียดกับเรื่องความรัก การสอบแข่งขัน เรียนในคณะที่ไม่ถนัดแต่เลือกตามค่านิยม และเมื่อจบการศึกษาก็หางานทำไม่ได้

และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะเครียดกับเรื่องงานโดยเฉพาะกลุ่มพนักงานบริษัท รวมถึงรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หาแฟนไม่ได้ กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเครียดมากที่สุด และเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะเริ่มเครียดกับโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน

ประกอบกับสังคมยุคปัจจุบันมีปัจจัยความเครียดเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาการเดินทาง การจราจร การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เพราะสภาพแวดล้อมเมื่ออดีตของไทยจะเป็นสังคมเกษตรกรรมมีแต่ทุ่งนา แม่น้ำลำธาร แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนอยู่กับตึกสูง ต้องเผชิญกับสภาพการเดินทาง ปัญหาจราจรที่ยากจะหลีกเลี่ยง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นอีกสาเหตุที่นำไปสู่ความเครียด

นพ.สุกมล แนะนำการป้องกันจากโรคเครียด ว่า  1.ควรพักผ่อนให้มากที่สุดเฉลี่ยต้องให้ได้มากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน หรืออย่างต่ำสุดต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง/วัน 2.ควรหาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ดูหนัง ฟังเพลงดนตรีเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ทำงานอดิเรก ฯลฯ

นอกจากนี้ ระหว่างทำงานภายใน 1 ชั่วโมง ควรผ่อนคลายความเครียด โดยการนั่งพักประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งในท่าทางที่สบายหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้หน้าท้องขยาย และหายใจออกอย่างช้าๆ ท้องจะยุบ พร้อมกับนับ 1-5 ทำเฉลี่ยนวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ซึ่งจะช่วยให้ผ่อนคลายระหว่างทำงาน นอกจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์ ควรหาเวลาหยุดพักจากการทำงาน 1 วัน เพื่อทำให้สมองไม่ได้พักจากความเครียด เพราะเมื่อเริ่มเครียดจะมีอาการชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น ท้องไส้ปั่นป่วน แน่นหน้าอก หายใจตื้น อารมณ์หงุดหงิด หมดอารมณ์ทางเพศ ฉะนั้นเมื่อมีอาการเช่นนี้ควรหยุดเพื่อให้สมองและร่างกายได้พัก

แพทย์จิตเวชรายนี้ ทิ้งท้ายว่า เมื่อทำงานถึงจุดหนึ่งควรต้องทำให้ชีวิตได้พักบ้าง เช่น วันหยุดควรหาเวลาเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวธรรมชาติต่างจังหวัด ไม่ใช่มีเงินแต่ไม่มีเวลาไปเที่ยว หรือนำเงินไปซื้อของหมดโดยไม่มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้พักผ่อน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ทุกคนควรใส่ใจทำให้สมดุล เพราะการหาเงินได้มากจะไม่มีประโยชน์ ถ้าต้องนำเงินเหล่านั้นมาใช้หาหมอรักษาตัวเองยามชรา ฉะนั้นแนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เพราะคนยุคปัจจุบันทำงานหนัก รวมถึงไม่ควรใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ นอกเหนือเวลางานเกิน 2 ชั่วโมง/วัน เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอและนำไปสู่อาการเครียด

 

อัลมอนด์อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468994

อัลมอนด์อร่อยและดี

โดย…โยโมทาโร่

หากจะพูดถึงสุดยอดแห่งถั่วที่ทรงคุณค่าทางสารอาหารมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกย่อมหนีไม่พ้นอัลมอนด์เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงกว่าถั่วอื่นๆ ราว10-25 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่าลืมว่าอัลมอนด์ก็เหมือนกับถั่วอื่นๆ ที่มีปริมาณไขมันที่ให้พลังงานสูง

แต่ข้อมูลศึกษาวิจัยจากเว็บไซต์ www.nature.com พบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์วัน 1 หยิบมือจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น

สำหรับคนเป็นโรคเบาหวานอัลมอนด์งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร รักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แต่ข้อดีที่สุดของอัลมอนด์คือการช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในงานงานวิจัยพบกว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4% แต่ถ้ามากกว่า

นั้นนักวิจัยไม่แนะนำ เพราะจะได้รับพลังงานมากเกินไปการรับประทานอัลมอนด์ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ควรรับประทานเมล็ดอัลมอนด์โดยตรง เพราะหากคุณรับประทานพร้อมๆ กับช็อกโกแลต คุกกี้ เค้กอบเนย หรือใส่ในอาหารหวานชนิดอื่นๆ สัดส่วนคุณประโยชน์ที่ได้รับจะถูกทดแทนด้วย แป้ง ไขมัน และน้ำตาลจากขนมนั้นๆ มากกว่า

 

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468807

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อาการคันหูเกิดขึ้นได้บ่อยและกับทุกคน บางคนเป็นๆ หายๆ บางคนนานๆ เป็นที แต่เป็นทีไรคันมากจนถึงขั้นนอนหลับไม่ได้ คันมากแบบไม่ต้องนอนอย่างนี้ ต้องมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการสาธยายให้ฟังอย่างใจดีว่า คันหูคืออะไร เป็นได้อย่างไร และจะแก้อย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อคันหู อะแฮ่ม!

อาการคันหูยิกๆ ยักๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการคันในรูหูชั้นนอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีต่อมสร้างไขมัน เหงื่อ และขี้หู โดยในผู้ใหญ่รูหูจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร คดเป็นรูปตัว S เล็กน้อย มิได้เป็นท่อตรงๆ แบบทรงกระบอก ถ้าเราแบ่งความยาวรูหูออกเป็น 3 ส่วน ส่วนด้านนอก 2 ใน 3 จะเป็นส่วนที่เกิดการคัน ส่วนด้านในลึก 1 ใน 3 จะเป็นส่วนที่มีผิวหนังบางมากติดกระดูก และไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าการคัน

ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเราเอาไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูแยงเข้าไปลึกถึงด้านในจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นทันที ซึ่งก็หมายถึงกลไกทางธรรมชาติที่สำคัญที่เตือนให้ระวัง เพราะถ้าลึกเข้าไปอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นส่วนของแก้วหู มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่บางมาก ความหนาเท่ากระดาษใส ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่แก้วหูจะแตกหรือแก้วหูทะลุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันหูส่วนใหญ่จะเป็นการระคายเคือง การอักเสบแบบอ่อนๆ หรือเกิดขึ้นจากความชื้นแฉะ เช่น น้ำเข้าหูหลังสระผม ขี้หูที่มีสภาพเปียกแฉะในบางคน การระคายเคืองจากยาสระผม ความมันจากไขมันในผิวหนังของผู้สูงอายุที่มากกว่าปกติ ฯลฯ รวมทั้งนิสัยชอบใช้ไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเข้าไปปั่นในรูหูเป็นประจำ

บางคนมีนิสัยชอบความรู้สึกจั๊กจี้และชอบความมันเวลาปั่นหู ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ การกระทำเช่นนี้เมื่อทำเป็นเวลานานๆ หรือเมื่อติดเป็นนิสัย เมื่อเห็นไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเป็นไม่ได้ จะเกิดความรู้สึกคันยิบๆ ในหูขึ้นมาทันที จนต้องเอาไม้พันสำลีเข้าไปปั่นหูของตัวเอง อย่างนี้ก็มีหลายคน

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น การติดเชื้อราในช่องหู การเป็นหูน้ำหนวก มีน้ำหนองในหูการเป็นโรคภูมิแพ้ มีผิวหนังอักเสบในหู และการมีแมลงตัวเล็กๆ หรือเห็บเข้าไปอยู่ในช่องหูทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุความคันได้ทั้งสิ้น

สำหรับการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการคันหู สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นตามอาการได้ดังต่อไปนี้

1.ถ้าเป็นการคันแบบนานๆ ครั้ง แนะนำว่าควรจะใช้วิธีการกดขยี้บริเวณติ่งกระดูกอ่อนหน้าหู จะดีกว่าการใช้ไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูเข้าไปปั่นในรูหู เพราะการปั่นหูนอกจากจะก่อให้เกิดการติดเป็นนิสัยแล้ว วันดีคืนร้ายหากเผลอปั่นแรงเกินไป จะก่อให้เกิดแผลถลอก และมีการอักเสบติดเชื้อขึ้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดหูซึ่งทรมานกว่าคันหู

2.พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองรูหูภายใน

3.เวลาอาบน้ำสระผม ระวังมิให้น้ำเข้าหู อาจใช้วิธีนำสำลีหรือฟองน้ำอุดหูกันน้ำเข้า

4.ไม่ควรใช้ไม้สำลีปั่นหูทุกครั้งที่อาบน้ำหรือสระผมเสร็จ (บางคนทำทุกครั้งหลังอาบน้ำ ขอความกรุณาเลิก!)

5.ถ้ารำคาญน้ำที่ขังอยู่ในช่องหูเมื่ออาบน้ำเสร็จ ให้ใช้วิธีเอียงและตะแคงศีรษะเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะสามารถไหลออกมาได้เอง เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเคยชิน หัดตัวเองเสียใหม่ก็จะเลิกปั่นหูได้ บางคนไม่ทำอะไรเลย แต่ก็พบว่าในระยะเวลาไม่นานน้ำที่ขังอยู่จะระเหยหายไปเองในที่สุด

6.ถ้าเป็นการคันหูเรื้อรัง เป็นทุกวันและคันมาก ขั้นตอนแรกอาจพิจารณาก่อนว่า เราติดนิสัยการปั่นหูหรือไม่ ให้พยายามหยุดการปั่นหูทันที เรื่องแบบนี้เหมือนการติดบุหรี่ ให้ใช้วิธีหักดิบไปเลยจะดีกว่า

7.เก็บไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูให้พ้นไม้พ้นมือ (หรือทิ้งไปเลยก็ดี) ยากแก่การหยิบจับ

8.ถ้าคันมากจนทนไม่ไหว ก็มาพบแพทย์ แผนกโสต ศอ นาสิก แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาตามสาเหตุ รักษาหายแล้วคราวนี้จะต้องยับยั้งชั่งใจ อย่าหาเรื่องคันหรือปั่นหูอีก &O5532;

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลกลาง

 

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468671

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

ใครที่เคยมีอาการไหล่ติดจะทราบดีว่า ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและบุคลิกภาพของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาการตึงจนไม่สามารถยกหรือหมุนหัวข้อไหล่ขยับแขนได้ไม่ถนัด สาเหตุการอักเสบของข้อไหล่ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยส่วนมากแล้วมักจะเกิดกับคนที่มีอายุ 40-60 ปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการข้อไหล่ติดจะแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะอักเสบ 2.ระยะติด และ 3.ระยะคลายตัว

ระยะเวลาที่เป็นทั้งหมดอาจยาวนานตั้งแต่ 6 เดือน-2 ปี ซึ่งอาการอักเสบเป็นระยะเริ่มแรกของอาการไหล่ติดผู้ป่วยหรือเรามักจะมีอาการปวดที่บริเวณหัวไหล่อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน จะเป็นอยู่ประมาณนี้ประมาณ 2 สัปดาห์จนกระทั่งหายไป แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นโดยเฉพาะที่หัวไหล่จะเกิดอาการผิดปกติไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระอย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน

โดยส่วนมากแล้วเราจะทำพยายามฝืน แต่การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นและไหล่ติดมากขึ้น แนวทางในการรักษาและการแก้ไขอาการไหล่ติดนั้น ระยะแรกๆ เมื่อมีอาการอักเสบอาจจะให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบ แต่ทั้งนี้การเคลื่อนไหวยังคงจำกัดไม่ให้มีการอักเสบมากกว่าเดิม หลังจากหายดีจึงใช้อุปกรณ์เครื่องทำความร้อนเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ให้เกิดการคลายตัวและเคลื่อนไหวในวงกว้างได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อาจจะต้องใช้การจัดข้อไหล่โดยนักกายภาพบำบัดด้วยการใช้เครื่องมือบริหารเคลื่อนไหวข้อต่อจะช่วยทำให้อาการหายเป็นปกติเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ควรทำกายภาพบำบัดตัวเองวันละ 3-4 ครั้ง ด้วยแผ่นความร้อน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีอาการปวดตึงก็ควรจะต้องใช้แผ่นความเย็นป้องกันการอักเสบ หากไม่ดีขึ้นแนวทางสุดท้ายคือการผ่าตัดรักษาหัวไหล่เพื่อให้หายเป็นปกติ

 

วิ่งดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468668

วิ่งดีมีประโยชน์

โดย…วราภรณ์

การออกกำลังกายช่วยให้หลีกไกลจากโรคกระดูกพรุน เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยและกลุ่มบริษัท ดัชมิลล์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “Fit Your Bone Running Workshop” เชิญ พญ.วิภาวี ฉินเจนประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย บอกให้ทราบถึงสถานการณ์โรคกระดูกพรุนในประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย และได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ บางรายมีโรคประจำตัวและใช้ยาบางชนิดก็กระตุ้นให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น สำหรับวิธีสังเกตอาการเตือนของโรคกระดูกพรุนไม่ชัดเจนจนกว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการหกล้ม หรือกระแทกไม่รุนแรงแต่เกิดกระดูกหัก หรือมาพบแพทย์เพราะมีปัญหาว่าตัวเตี้ยลง หลังค่อมหรือหลังโก่งกว่าเดิม ซึ่งมักจะพบได้ในกรณีที่เป็นกระดูกพรุนและเกิดการหักชนิดทรุดตัวของกระดูกสันหลัง “ถ้าหากเรามีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติกระดูกหักง่าย หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงก็ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กดู อย่างที่สองคือกลุ่มคนที่อายุเพิ่มขึ้น ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ผู้ชาย 60-65 ปี อาจจะต้องไปตรวจเช็กมวลกระดูกทุก 2 ปี เพื่อดูปริมาณมวลกระดูก เพราะอายุเป็นปัจจัยที่สำคัญ สามในผู้หญิงที่ประสบภาวะหมดประจำเดือนเร็ว ตั้งแต่อายุ 45 ปี กลุ่มนี้ก็จะมีความเสี่ยง หรือคนที่หมดประจำเดือน ซึ่งปัญหาหลีกเลี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุนคือ สิ่งที่ป้องกันไม่ให้มวลกระดูกเสื่อมเร็วก็คือ การออกกำลังกาย เพราะการสร้างกระดูกใหม่จะสัมพันธ์กับแรงที่มากระทำที่กระดูก

“การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์ในสองด้าน หนึ่งคือช่วยให้ร่างกายมีความคล่องแคล่ว ช่วยในการทรงตัว สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างมวลกระดูกมากขึ้น หมอแนะนำ การออกกำลังกายที่มีแรงผ่านกระดูก มีแรงต้านแรงกระแทก จะมีหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล ยิม แอโรบิกแดนซ์ อะไรก็ได้ที่เราใช้ขากระแทกลงไป ส่วนการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อยหน่อย เช่น จักรยาน ว่ายน้ำ กลุ่มนี้จะมีประโยชน์ต่อหัวใจ หลอดเลือด แต่ถ้าพูดเฉพาะในแง่ของกระดูกก็เพิ่มมวลกระดูกน้อย เพราะมีแรงกระแทกน้อย ถ้ากลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อย จะต้องทดแทนด้วยการเวตเทรนนิ่งร่วมด้วย เพื่อให้เรามีมวลกระดูกที่แข็งแรงด้วย แนะนำว่าเมื่ออายุน้อยๆ ให้เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกเยอะ เพราะจะกระตุ้นให้สร้างมวลกระดูก ส่วนผู้ใหญ่วัยทำงานให้เล่นกีฬาที่ใช้แรงกระแทกน้อยลง เช่น การวิ่ง ปัจจุบันเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและเห็นว่ากลุ่มคน 30-40 ปีหันมาวิ่งมากขึ้น ซึ่งถือว่าจะช่วยชะลอความเสื่อมของมวลกระดูกได้ระดับหนึ่ง” พญ.วิภาวี กล่าวทิ้งท้าย

ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี โค้ชนักวิ่ง อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ให้คำแนะนำสำหรับ ผู้เริ่มต้นวิ่งว่า หากต้องการวิ่งเพื่อสุขภาพเขาขอแนะนำว่าอย่าวิ่งเกิน 3 กม. แต่นักวิ่งสมัยนี้มักจะวิ่งระยะไกลกว่านั้น โดยมุ่งหวังความเป็นเลิศ ดังนั้นสิ่งที่นักวิ่งต้องตระหนักถึงให้มากคือ เป้าหมายในการวิ่ง สร้างแรงจูงใจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สถิติเวลา หาข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ วางแผนการซ้อมมีวินัยในการฝึกซ้อม “การวางพื้นฐานการวิ่ง ก่อนวิ่งจะต้องวอร์มอัพ หลังวิ่งเสร็จก็คูลดาวน์ เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น รองเท้าวิ่งที่พอดีเท้า น้ำหนักเบา และซัพพอร์ตเท้า เสื้อผ้าที่ระบายอากาศ หากคุณจะวิ่งสิ่งแรกที่คุณต้องทำให้ได้ คือฝึกความอดทนด้วย การวิ่งช้าๆ เริ่มจากน้อยไปหามาก เริ่มจากเบาไปหาหนัก ถ้าคุณอยากวิ่งระยะไกล ต้องฝึกแบบหนักสลับเบา ควรมีช่วงพักร่างกายเพื่อปรับสมดุล”

ดังนั้น ไม่ว่าคุณมีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนก็ตาม ควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีเฮลตี้ ไลฟ์สไตล์ นอกจากกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้วก็ควรออกกำลังกายด้วย เพราะการไม่ออกกำลังกาย กินอาหารแคลเซียมต่ำ ไม่ค่อยได้วิตามินดี หรือดื่มชา กาแฟในปริมาณมากเกินไปก็เพิ่มให้มีความเสี่ยงให้เกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น

 

Garudasana Arms (Arm Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468485

Garudasana Arms (Arm Variations)

โดย….ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การุนดา ก็คือ นกอินทรี ซึ่งก็คือยานพาหนะของพระนารายณ์นั่นเอง การทำแขนแบบนกอินทรี ในเวอร์ชั่นนี้จะเอฟเฟกต์หรือส่งผลกับกล้ามเนื้อแผ่นหลังส่วนบน รวมถึงหัวไหล่ ไหปลาร้าทั้งหมด (Latissimus Dorsi Deltoids) การโฟกัสให้ทำเฉพาะแขน จะทำให้เราค้างท่าได้นานมากขึ้น และลมหายใจที่ยาวและลึก จะส่งผลให้ลดอาการปวดเมื่อยบริเวณ หลังส่วนบนไปจนถึงสะบัก สำหรับนักเรียนที่นั่งพื้นไม่ได้ให้ทำบนเก้าอี้แทน หากใครทำได้ให้ค้างนานถึง 2 นาที

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งขาไขว้กันโดยสอดขาขวาไว้ใต้ก้น ส่วนขาซ้ายอยู่ด้านบน ตั้งแขนขวาแนวฉาก หากทรงตัวไม่ได้ ให้วางก้นลง

 

2 ส่งแขนซ้ายลอดมาใต้ศอกขวา

 

3 ให้แขนพันกันให้ลึกที่สุด จนกระทั่งมือซ้ายอ้อมมาจับข้อมือขวาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออกปกติ

 

4 พับแขนไปฝั่งขวาอย่าให้มือหลุดจากกัน จนแขนที่พับขนานกับพื้น หันหน้าไปฝั่งซ้าย หากรู้สึกตึงมากให้ค่อยๆ พับทีละนิด หายใจเข้าออกตามธรรมชาติค้างท่าประมาณ 30 วินาที แล้วค่อยๆ ดึงแขนกลับ แล้วคลายมือออกช้าๆ จากนั้น ค่อยทำสลับข้าง

 

มดลูกเย็น…ความไม่สมดุลของ หยิน-หยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468484

มดลูกเย็น...ความไม่สมดุลของ หยิน-หยาง

โดย…คณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย http://www.guashathai.com

การรักษาภาวะผู้มีบุตรยากตามหลักแพทย์แผนจีนนั้น เกิดจากภาวะไตหยางอ่อนแอหรือที่เรียกว่ามดลูกเย็น โดยโรคนี้เกิดจากความไม่สมดุลของหยินและหยางภายในร่างกาย ซึ่งผู้ที่มีบุตรยากส่วนใหญ่  มักมีอาการปวดศีรษะบ่อย เมื่อลุกขึ้นเร็วจะเกิดอาการวูบ บางคนมีอาการหนาวสั่นและไวต่ออากาศมาก สำหรับประจำเดือนก็มักจะมีภาวะผิดปกติ  เช่น ประจำเดือนมาไม่ตรงวันที่กำหนด  บางคนมาช้า บางคนเร็ว หรือแม้กระทั่งมามากหรือมาน้อยผิดปกตินั่นเอง นอกจากนี้สีของประจำเดือนจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป อาจจะค่อนข้างคล้ำ  มีก้อน โดยก่อนหน้าจะเป็นประจำเดือนก็จะมีอาการปวดท้อง หรือถึงขั้นปวดศีรษะหรือเป็นไข้เลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายสาเหตุที่ส่อแววว่าบุคคลนั้นกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงของการมีบุตรยาก นอกจากการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว การรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ในปัจจุบัน

อ.หยาง เผยเซิน แพทย์จีนประจำคณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การรักษาภาวะผู้มีบุตรยากตามหลักแพทย์แผนจีนนั้น สาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดภาวะมดลูกเย็น ซึ่งตามหลักแพทย์จีนเกิดจาก 3 สาเหตุใหญ่ๆ  ได้แก่ 1.การรับประทานอาหารประเภทของเย็น อาทิ หัวไช้เท้า มะระ แตงโม มะพร้าว ส้ม และไอศกรีม   2.การสวมเสื้อผ้าบางและไม่มิดชิด  จึงทำให้เกิดลมเข้าทางสะดือได้ง่าย  และ 3.ผู้ที่มีภาวะหยางมากในร่างกาย ไม่ควรรับประทานน้ำผักและผลไม้ปั่น เพราะจะทำให้ร่างกายเย็น ทั้งนี้ผู้ที่มีอาการของมดลูกเย็น มักจะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ ร่างกายอ่อนเพลีย  นอนไม่เต็มอิ่ม บางครั้งเกิดอาการท้องผูก หรือเกิดอาการร้อนบริเวณอุ้งมือและอุ้งเท้า  ซึ่งอาการเหล่านี้แต่ละคนจะมีอาการที่แสดงออกมาไม่เหมือนกัน หรือมีหลายๆ อาการรวมกัน หากสามารถปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรงขึ้นมาก็อาจจะมีโอกาสในการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติได้โดยง่าย

การรักษาภาวะมีบุตรยากตามตำราแพทย์แผนจีน จะต้องเริ่มต้นจากการแมะหรือการจับชีพจร และการดูลิ้น เพื่อวินิจฉัยและหาวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งจะเน้นการรับประทานยาสมุนไพรเพื่อเข้าไปบำรุงภายในร่างกาย ชนิดของยาจะมีทั้งแคปซูลและยาต้ม โดยการเลือกรับประทานขึ้นอยู่กับว่าคนไข้สะดวกทานชนิดไหน แต่การรับประทานยาต้มจะเข้าถึงยาได้ดีกว่าการรับประทานแบบแคปซูล สมุนไพรจีนที่รักษาภาวะมีบุตรยากหรือมดลูกเย็น ประกอบด้วย หูจื่อ จ้อเกว่ย และอี่หมูเฉ่า

แพทย์แผนจีนจะนำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด มาห่อรวมกันและให้คนไข้นำไปต้มทานที่บ้าน โดยให้รับประทานยาตอนช่วงท้องว่างหรือก่อนมื้ออาหารก็ได้ตามสะดวก แต่ในกรณีคนที่มีปัญหาท้องเสียเมื่อรับประทานยาจีน ให้ปรับเวลาทานยาเป็นหลังมื้ออาหารแทน และควรรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน วิธีการต้มสมุนไพรจีน ยาจีน 1 ห่อ สามารถต้มได้ 2-3 ครั้ง โดยต้มแต่ละครั้งใช้อัตราส่วนของน้ำเท่ากัน เติมน้ำสะอาดให้ท่วมยา  แช่ยาไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้สมุนไพรดูดซับน้ำไว้ ในการต้มควรใช้ไฟอ่อนๆ ต้มไปเรื่อยๆ จนเดือดจะอยู่ที่ประมาณ 40 นาที-1 ชั่วโมง หลังจากต้มสมุนไพรจนเดือดให้เทน้ำสมุนไพรใส่แก้วทิ้งไว้พออุ่นๆ แล้วค่อยนำมาดื่มเพื่อบำรุงรักษาภายในของร่างกาย ถ้าหากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และเพิ่มโอกาสในการมีบุตร

อ.หยาง เผยเซิน แพทย์จีนประจำคณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า นอกจากวิธีการรับประทานยาสมุนไพรแล้ว การครอบแก้วยังเป็นการขับสารพิษให้ออกมาจากร่างกาย เนื่องจากบางคนมีพิษอยู่ในตัวมาก จึงทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก ฉะนั้นถ้าหากขับพิษออกมาแล้ว และรับประทานยาสมุนไพรบำรุง ก็จะสามารถช่วยรักษาอาการของมดลูกเย็น ที่เป็นสาเหตุของภาวะการมีบุตรยากได้อย่างแน่นอน

 

Lotus In Cobra Pose (Padma Bhujangasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/467391

Lotus In Cobra Pose (Padma Bhujangasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ประโยชน์ของท่านี้ ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (Leg adductors) รวมทั้งกระดูกเชิงกรานได้รับการนวดและเส้นเอ็น บริเวณหัวเข่า ข้อเท้า ได้รับการยืด แต่ก็ไม่อาจนับว่าเป็นท่าอาสนะที่ง่ายสำหรับผู้ฝึกใหม่ หรือสำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บที่หัวเข่า ข้อเท้า อาจค่อยๆ ฝึกท่านี้ หรืออาจงดฝึก บางครั้งการฝึกท่านี้อาจมีความกดดันที่ข้อมือ การกราวด์มือจึงสำคัญ แยกนิ้วมือออกจากกันโดยเฉพาะช่วงง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ให้น้ำหนักลง ปลายโคนและสันมือ และควรกระจายน้ำหนักลงโคนนิ้วมือเป็นหลัก โดยเฉพาะโคนมือช่วงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ (โคนนิ้วมือคือส่วนที่นูนๆ ขึ้น) ส่วนปลายนิ้วมือ ถ้ารู้สึกเกร็งให้ยกนิ้วก้อยขึ้นมาเล็กน้อยก่อนเพื่อให้น้ำหนักเคลื่อนเข้ามาแล้วค่อยวางลงที่เดิม อย่าให้น้ำหนักลงข้อมือมากเกินไป

วิธีปฏิบัติ

1 จากท่านั่งดอกบัว (ขาซ้ายอยู่ล่าง ขาขวาอยู่บน) ให้วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้างด้านหน้าแล้วยกก้นลอยขึ้นมา

 

2 นอนคว่ำลง ประสานมือใต้คางหายใจเข้าออก ประมาณ 10 วินาที

 

3 วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง ใต้ราวนมเล็กน้อยแล้วใช้ทิป การวางมืออย่างที่ครูแนะนำในตอนต้นวางหน้าผากที่พื้นให้สบาย

 

4 หายใจเข้าดันตัวขึ้นจากพื้น คล้ายกับตอนเราทำท่างูเห่าแบบปกติกด เชิงกรานลง งอข้อศอกเพื่อเซฟข้อต่อหายใจเข้าออกประมาณ 10 วินาที ค้างท่าสักครู่ เวลาคลายให้นอนคว่ำลงก่อน แล้วค่อยคลายขาออก แล้วนอนคว่ำ พักสักครู่ หากยังรู้สึกตึงหลังขึ้นมาพักท่าเด็กหมอบก่อน จากนั้นค่อยทำสลับข้าง

 

ไขมันสะสมในร่างกาย ตรวจไว ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/467390

ไขมันสะสมในร่างกาย ตรวจไว ห่างไกลโรค

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

หากจะถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด คำตอบคงจะหนีไม่พ้นคำว่า “ไขมันส่วนเกินในร่างกาย” หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคอ้วน(Obesity) เพราะปัจจุบันภาวะอ้วน คือ โรคในกลุ่มโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่จำเป็นต้องดูแลรักษาแบบจริงจังเหมือนโรคอื่นๆ เพราะเป็นต้นเหตุของอีกหลายๆ โรค โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมองตีบ หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนและแม่นยำว่า ใครบ้างที่กำลังเป็นโรคอ้วน (Obesity) หรือใครบ้างที่กำลังมีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกาย นั่นคือการตรวจ Body composition ด้วยวิธี Dual Energy X-ray Absorptiometry (DXA) หรือ DXA whole body scan ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีความน่าเชื่อถือสูงสะดวกสบายในการตรวจ ค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งไม่สูงมาก และ DXA whole body scan ยังเป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างละเอียด แม่นยำ อีกด้วย

นพ.เสฏฐวุฒิ

 

นพ.เสฏฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า ผู้ที่ควรตรวจ DXA whole body scan ได้แก่

1.คนที่ทราบว่าตัวเองอ้วน น้ำหนักเกินจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และต้องการตรวจว่าองค์ประกอบของไขมันตามส่วนต่างๆ ในร่างกายมีเท่าใด เพื่อเป็นการเริ่มต้นการวางแผนลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างถูกจุด

2.คนที่อ้วนลงพุง ซึ่งมีรอบเอว ≥ 90 ซม.ในชาย และ ≥80 ซม.ในหญิง ควรได้ตรวจวิเคราะห์ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือตามอวัยวะภายในต่างๆ เพื่อวางแผนลดไขมันอย่างถูกวิธี ถือเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ด้วย

3.คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เล่นกีฬาประจำ หรือเป็นนักกีฬาอาชีพ แนะนำตรวจเพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกาย เน้นในส่วนของการลดไขมันสะสมในร่างกาย สร้างมวลกล้ามเนื้อและสร้างความสมดุลของกล้ามเนื้อในแต่ละส่วน ซึ่ง DXA whole body scan สามารถบอกได้ว่าเรามีจุดเด่น จุดด้อยตรงไหน เพื่อจะได้กลับไปพัฒนา หรือใช้ติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกาย เช่น ดูไขมันที่ลดลง และกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยที่เราแทบจะไม่ต้องสนใจตัวเลขที่เป็นน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักเลย

4.กลุ่มที่มีโรคหรือความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ไขมัน และระบบการเผาผลาญของร่างกาย เช่น ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อลดลง คนไข้ที่ทานยาต้านไวรัสเอดส์ที่เริ่มมีภาวะไขมันกระจายตัวผิดปกติ คนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง เป็นต้น

สำหรับข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนไปตรวจ DXA whole body scan นั้น ไม่ต้องงดอาหาร งดน้ำ ก่อนการตรวจ เปลี่ยนชุดก่อนเข้าตรวจ ถอดสิ่งที่เป็นโลหะทุกชนิดออกจากร่างกาย เเต่หากมีเหล็กดามอยู่ที่กระดูกในร่างกายก็สามารถตรวจได้ตามปกติ ควรปัสสาวะก่อนตรวจ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำของค่าการตรวจ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ก่อนการตรวจระหว่างที่ทำการตรวจ ควรนอนนิ่งๆ ประมาณ 10 นาที จัดท่าตามเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์แนะนำ และรอเครื่องสแกนจนเสร็จ และขั้นตอนสุดท้าย คือ พบแพทย์เพื่อฟังผลการตรวจและคำแนะนำต่างๆ

DXA whole body scan เป็นเครื่องมือที่ดีในการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตรวจได้ง่าย รวดเร็ว ตรวจแล้วสามารถทราบผลทันที ทำให้วางแผนการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อต่อไปได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จึงนับเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีของการดูแลสุขภาพในยุคนี้

 

วิธีเพิ่มการกินผักผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466787

วิธีเพิ่มการกินผักผลไม้

โดย…สมแขก

ผักผลไม้ มีกากใยสูง ไร้ไขมัน ช่วยให้อิ่มไว อยู่ท้อง และระบบขับถ่ายดี กินผักเยอะ ทำให้กินอาหารอย่างอื่นได้น้อยลง นอกจากนี้ยังมีวิตามิน กินเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีและปราศจากโรค แต่หลายคนกินผักน้อย ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้น้อยก่อให้เกิดการสูญเสียทางสุขภาพ ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการบริโภคผักและผลไม้ใน 1 วันไว้ว่าไม่ควรน้อยกว่า 400 กรัม แต่จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของคนไทยกลับพบว่า คนไทย 75% กินผักผลไม้น้อยกว่าวันละ 400 กรัม หลายคนสงสัยว่า ผักผลไม้ 400 กรัมมีปริมาณเท่าใด?

สุจิตต์ สาลีพันธ์ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เลยแนะนำให้คิดเป็นทัพพีก็ได้ คือควรบริโภคไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ทัพพี โดยแบ่งเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วยผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน แต่พฤติกรรมการกินของคนไทยที่ส่วนใหญ่กินอาหารนอกบ้านและเน้นสะดวกสบาย จะกินผลไม้มากขึ้นได้อย่างไร วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ หลักการรวมอาหาร (Food Combination) และเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ Healthy Living by Bud มีวิธีเพิ่มการกินผักผลไม้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ มาฝากกัน

ปั่นกรีนสมูทตี้ เลือกผลไม้ที่ชอบ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล องุ่น ปั่นกับผักสด หรือผักลวก (ลวกน้ำเดือดไม่เกิน 10 วินาที) ดื่มตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที ถ้าไม่มีเวลามากสำหรับมื้อเช้า ให้เตรียมผลไม้ให้พร้อมล่วงหน้า เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ส้ม หรือผลไม้ที่ชอบ ระหว่างเดินทางไปทำงาน

เก็บผลไม้และผักติดตู้เย็น แช่ผลไม้ หรือแครอตจิ๋ว ผักต่างๆ ไว้ในตู้เย็นแทนขนม หรือช็อกโกแลต เวลาหิวจะได้หยิบผลไม้แทน และมีผักไว้กินทุกมื้อ

ทุกครั้งที่ต้มซุป เพิ่มผักเข้าไป จะกินได้ง่ายขึ้นและอิ่มขึ้น เช่น ใช้ดอกกะหล่ำบดต้มแทนข้าวต้ม อร่อยหอม ประโยชน์สูง ไม่อ้วนด้วย

แพ็กอาหารไปกินที่ทำงาน เตรียมผักสลัดไว้ล่วงหน้า และทำเมนูข้าวอบง่ายๆ ใช้หม้อหุงข้าวทำหรือเป็นพวกฟักทองนึ่ง กินกับสลัด หรือไข่ต้มกินกับผักสลัด ก็ได้ 1 มื้อที่มีประโยชน์แล้ว โดยพกผักสลัดหรือผักลวกไปด้วย ส่วนมากเวลากินอาหารนอกบ้าน มักจะให้ผักในปริมาณน้อย พกผักไปด้วยและกินผักก่อนอาหารอย่างอื่น จะช่วยให้อิ่ม และกินอย่างอื่นได้น้อยลง