มองซุนหวู่ในมุมผู้ผ่านสงครามจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467490

มองซุนหวู่ในมุมผู้ผ่านสงครามจริง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” ไม่ว่าจีบสาว ทำธุรกิจ หรือแม้แต่ทำสงครามจริง ก็ใช้ Hashtag นี้ได้

วลีนี้มักถูกใช้เป็นตัวแทนโฆษณา “พิชัยสงครามซุนหวู่ (ซุนจื่อ)”

ซุนหวู่เป็นปราชญ์นักการทหารในยุคชุนชิวเมื่อสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว ร่วมสมัยกับ ขงจื่อ โซกราตีส และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จริงซุนหวู่รู้จักกันอีกชื่อในนามซุนจื่อ ตามธรรมเนียมแล้วคำว่า “จื่อ” ลงท้ายถือว่าได้รับเกียรติให้เป็นปราชญ์ เช่น ขงจื่อ เหลาจื่อ เช่นกัน

และผลงานเขียน “พิชัยสงครามซุนหวู่ (ซุนจื่อ)” ก็เป็นหนึ่งในผลงานอมตะที่ถูกหยิบยกมาใช้งานต่อเนื่องกันตลอดประวัติศาสตร์โลก พอๆ กับผลงานของปราชญ์แห่งยุคท่านอื่นที่กล่าวมา ที่พิเศษก็คือ มักใช้ตีความเพื่อใช้งานด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลายมากมาย ไม่ใช่แค่ในเรื่องสงครามตามวัตถุประสงค์เริ่มแรกแต่อย่างเดียว

เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างก็ตรงที่ว่า ซุนหวู่เขียนพิชัยสงครามเล่มนี้เมื่อเขาอายุเพียง 25-26 ปีเท่านั้น ขณะที่ปราชญ์ท่านอื่นๆ กว่าจะสร้างผลงานอมตะได้ก็มักย่างเข้าวัยกลางคนขึ้นไป

ขณะที่ผลงานของซุนหวู่ถูกหยิบยกมาใช้งานเรื่อยมาอย่างหลากหลายและเรียกได้ว่าอมตะ แต่เขากลับเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์จารึกไว้น้อยมาก ชีวประวัติทางการของซุนหวู่ถูกบันทึกไว้เพียง 406 ตัวอักษรจีน (สั้นกว่าบทความนี้เสียอีก) และส่วนที่ไม่เป็นทางการก็ไม่ได้มีมากไปกว่านี้นัก

และใน 406 ตัวอักษร ส่วนใหญ่ก็เล่าถึงวีรกรรมเมื่อเขาเริ่มเข้ารับตำแหน่ง

เรื่องมีอยู่ว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหวูได้อ่านพิชัยสงครามซุนหวู่แล้วเกิดความประทับใจจึงต้องการแนะนำให้หวูอ๋องช่วงใช้ซุนหวู่

หวูอ๋องไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ต้องแนะนำอยู่ถึง 7 ครั้งจึงให้เข้าพบ พบแล้วหวูอ๋องยังไม่ได้เห็นเขาเก่งกาจอะไร จึงลองให้ภารกิจเพื่อพิสูจน์ความสามารถว่าสมกับที่เขียนไว้ในตำราหรือไม่ หวูอ๋องให้ซุนหวู่ฝึกจัดทัพจากนางสนม

ใช่แล้ว นางสนมกำนัลที่คอยปรนนิบัติหวูอ๋องนี่แหละ

ซุนหวู่รับคำด้วยความจริงจัง พอถึงวันที่นัดหมาย ก็แบ่งแยกนางสนมทั้ง 180 คนเป็นสองกอง โดยมีสนมคนโปรดสองคนของหวูอ๋องเป็นหัวหน้ากอง

ในสายตานางสนมบรรยากาศการฝึกกองทัพครั้งนี้ดูสนุกสนาน ว่าแล้วซุนหวู่ก็ขึ้นแท่นบัญชาการ อธิบายว่าอะไรคือซ้ายหันขวาหัน แต่เหล่านางสนมกลับหัวเราะคิกคัก คิดว่าเป็นเรื่องเล่น

ซุนหวู่อธิบายอย่างละเอียดอีกหลายครั้ง แต่นางสนมยังซุบซิบ คิกคักอยู่เช่นเดิม

“หากสั่งไม่ชัดเจน ความผิดเป็นของแม่ทัพ หากคำอธิบายแจ้งชัดแล้วไม่ปฏิบัติตาม ความผิดย่อมเป็นของหัวหน้ากอง”

ซุนหวู่สั่งลากนางสนมคนโปรดทั้งสองไปประหารในฐานะหัวหน้ากอง แม้หวูอ๋องเห็นท่าเกินเหตุรีบเข้าห้ามปราม แต่ซุนหวู่ยืนกราน ประกาศิตของกองทัพย่อมอยู่กับแม่ทัพไม่ใช่กษัตริย์ หัวของนางสนมทั้งสองจึงหลุดจากบ่าในที่สุด

จากนั้นนางสนมทั้งหลายก็ขยาด ไม่เหยาะแหยะอีกต่อไป สั่งซ้ายเป็นซ้าย สั่งขวาเป็นขวา ไม่มีใครกล้าละเลยคำสั่ง เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วินัยได้มาเพราะความเข้มงวดและเด็ดขาด

หวูอ๋องทั้งเศร้าทั้งเซ็ง แต่ก็ยอมใจใช้ซุนหวู่เป็นแม่ทัพ ผลคือยุทธศาสตร์ที่ซุนหวู่ช่วยวางแผน ทำให้แคว้นหวูยิ่งใหญ่และเอาชนะแคว้นฉู่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่จริงลำพังอ่าน “พิชัยสงครามซุนหวู่อย่างเดียวโดยไม่ต้องมีชีวประวัติซุนหวู่ข้างต้น ก็จะรู้สึกได้ว่าซุนหวู่เคร่ง ครัดวินัย และเน้นปรัชญาที่ใช้ได้จริงเป็นรูปธรรม”

นอกจากความเป็นตำราปรัชญา มันน่าจะเรียกได้ว่าเป็นตำรา How to เล่มแรกๆ ของโลก

จะใช้ไฟเผาผลาญข้าศึกอย่างไร เดินทัพให้สังเกตฝูงนก หรือฝุ่นผงที่ปลิวคลุ้งอย่างไร มีบอกไว้ทั้งสิ้น

น่าเชื่อว่า แม้ซุนหวู่จะอายุเพียง 25-26 ปี ก็มีประสบการณ์ท่ามกลางสงครามแล้วไม่น้อย ในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงในฐานะแม่ทัพ แต่ในฐานะผู้ผ่าน เห็นและสังเกตที่มาและจุดจบของสงครามมาก่อน

ภาพสงครามในพิชัยสงครามซุนหวู่ นอกจากวลีเด็ดสร้างแรงบันดาลใจจำนวนมาก ซึ่งมักถูกเอามาโฆษณาขายหนังสือ ก็ยังมีเนื้อหาอีกไม่น้อยที่บ่งบอกความรู้สึกที่แท้จริงที่ซุนหวู่มีต่อสงคราม ซึ่งไม่เคยเป็นภาพสงครามแบบในตำนานอย่างที่นิยายอิงประวัติศาสตร์ชอบทำให้เรารู้สึกฮึกเหิม เมามันในอารมณ์

แต่กลับเป็นสงครามที่มีส่วนผสมของเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อราษฎรคละคลุ้ง ซุนหวู่พูดถึงว่าสงครามใหญ่น้อยต้องลงทุนด้านทรัพยากรอย่างหนักหนาสาหัสเพียงไร

“โจมตีเมืองควรเป็นทางเลือกสุดท้าย อาวุธ โล่ใหญ่ รถเกราะสำหรับตีเมือง ต้องใช้เวลาเตรียมสามเดือน สร้างเนินดินอีกสามเดือน”

“กองทัพเคลื่อนถึงที่ใด สินค้าที่นั้นจะแพง เงินในพระคลังก็จะร่อยหรอ เมื่อเงินร่อยหรอ ก็ต้องเก็บส่วยเกณฑ์แรงงาน… ทุกครัวเรือนอาหารจึงว่างเปล่า ภาษีของประชาราษฎร์จึงถูกใช้ไปถึงเจ็ดในสิบ”

เมื่อสงครามคือความเดือดร้อนขนาดนี้ ซุนหวู่จึงต้องการให้สงครามผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด

“ชัยชนะที่ดีที่สุด คือชนะโดยไม่ต้องรบ”

“มิเคยพบบ้านเมืองที่ได้รับผลดีจากสงครามที่ยืดเยื้อ ผู้ยังไม่เข้าใจผลร้ายจากสงคราม ย่อมไม่มีทางเข้าใจผลดีจากสงครามเช่นกัน”

สงครามไม่ว่าในยุคไหนก็ไม่เคยรอดพ้นจากความโหดร้าย เป็นอาณาเขตสุดท้ายที่มนุษยธรรมจะเอื้อมถึง เป็นโลกซึ่งไม่อยู่ในสภาวะปกติ เป็นสภาวะต่อเนื่องหลังจากการเมืองและการทูตล้มเหลว

และเพราะเป็นไม้ตายสุดท้ายของการตัดสินที่ลงทุนสูง จึงเป็นสิ่งที่ต้องรอบคอบรัดกุม และต้องพร้อมไว้ตลอดเวลา

ซุนหวู่เริ่มต้นพิชัยสงครามเล่มนี้ว่า “สงครามเป็นเรื่องสำคัญของชาติ คือความเป็นตายของราษฎร คือความคงอยู่หรือล่มสลายของชาติ จะไม่พิจารณาให้รอบคอบมิได้”

น่าดีใจที่พิชัยสงครามซุนหวู่ใน ยุคนี้ ส่วนใหญ่เอามาปรับใช้กับโลกฅธุรกิจ จนดูเหมือนว่าซุนหวู่เป็นเทพแห่งยุทธศาสตร์การใช้ชีวิตทั้งเรื่องรบ เรื่องรัก เรื่องธุรกิจ มากกว่าเรื่องการทหารโดยตรงเสียอีก

แต่ที่จริงต้นกำเนิดของตำราเล่มนี้ กลับมาจากประสบการณ์ของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ผ่านคราบเลือดและน้ำตา แม้รู้ว่าสงครามคือสิ่งน่าเกรงกลัว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็น และเขารู้ว่ามีแต่การเตรียมตัวให้พร้อมและรอบคอบที่สุดเท่านั้น จึงจะผ่านสงครามไปอย่างสูญเสียน้อยที่สุด

ประวัติศาสตร์ใดๆ ที่ทำให้เรารู้สึกกระหายสงครามคือประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลวสำหรับมวลมนุษยชาติ ขณะที่ความเชื่อว่าสงครามจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นอย่างมีมนุษยธรรมก็เป็นความเชื่อที่ไม่น่าไว้ใจ

ลองอ่านพิชัยสงครามซุนหวู่ในมุมมองที่ไม่ใช่ How to สมัยใหม่ดู แล้วจะรู้ว่าตำราเล่มนี้ และหัวของสองนางสนมคือพยานแห่งความโหดร้ายและจริงจังของสงคราม

 

ตามรอยพระยุคลบาท มหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468555

ตามรอยพระยุคลบาท มหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นอกจากงานหลักในฐานะบริษัทรับงานด้านประชาสัมพันธ์ให้องค์กรต่างๆ แล้ว เขายังทำสำนักพิมพ์และเขียนและแปลหนังสือเองอีกหลายเล่ม และเล่มที่เพิ่งได้รับรางวัลล่าสุดก็คือการเขียนงาน เรื่อง ตามรอยพระยุคลบาท ซึ่งเป็นงานเขียนที่ได้จัดพิมพ์ไปตั้งแต่เมื่อปี 2549 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และได้รางวัลหนังสือดีเด่นเมื่อปี 2551 จากกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกลับมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้งปลายปีนี้

เขาเล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือในครั้งนั้นว่า เนื่องจากตอนนั้นบริษัทของเขารับทำงานประชาสัมพันธ์ฉลองครองราชย์ 60 ปี จึงได้ข้อมูลเรียนรู้เกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงต่างๆ มากมาย เพราะต้องจัดนิทรรศการใหญ่มากที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีโครงการต่างๆ ของพระองค์มาแสดง รูป เรื่องราวต่างๆ มากมาย มีหลายเรื่องที่เพิ่งรู้ มีคนไปชมงานถึง 6 ล้านคน มีภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์มาแสดง มีภาพพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน

“พอเราทราบข้อมูลตรงนั้นแล้วคิดว่าเรื่องราวการทรงงานของพระองค์นั้นมีมากมายเหลือเกินและมีเป็นจำนวนมากที่คนไม่รู้ เราจึงอยากเขียนหนังสือตามรอยพระยุคลบาท ให้คนอื่นได้รับรู้ว่าพระองค์ทำงานหนักมากมายเพียงใด คือเสียดายข้อมูลที่ได้ไปทำมา และหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาทำนานเกือบ 2 ปี ทำตามออร์เดอร์เนื่องจากทำอย่างดี อยู่ในกล่องผ้าไหม พิมพ์ 4 สี อาร์ตมันทั้งเล่ม ปกแข็ง ในราคาเล่มละ 4,990 บาท ทำเพียง 3,000 เล่มเท่านั้น ซึ่งปรากฏว่ายอดจองเข้ามาในเวลาอันรวดเร็ว และใช้เวลาทำนานเกือบ 2 ปี” เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจ

 

และเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ก็มีผู้ที่สนใจอยากจะได้หนังสืออีกเพื่อเก็บไว้เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน ตอนนี้มียอดจองมา 2,000 ชุด เราจึงจะพิมพ์เพิ่มและออกสิ้นปีนี้ และลดราคาลงเหลือเพียงเล่มละ 3,500 บาท ซึ่งตอนนี้ทางเซเว่นอีเลฟเว่นขอมาช่วยรับจองให้ คาดว่ายอดน่าจะอยู่ที่ 5,000 เล่ม

สำหรับหนังสืออีกชุดที่อยากจะทำขึ้นมาและเป็นภาษาอังกฤษ ก็คือหนังสือชุด King ภูมิพล of Thailand ซึ่งเป็นชุด 3 เล่ม ใช้เวลาทำถึง 4 ปีเต็ม เล่มแรก From Prince to king เป็นเรื่องจากเจ้าชายสู่การเป็นกษัตริย์ เริ่มตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อยากให้เด็กๆ ได้อ่านได้ฝึกภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาษาที่อ่านง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก มีแบบทดสอบให้ทำการบ้านด้วย หัดให้เด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

เล่มที่ 2 Strength of the Land เป็นเรื่องของพระองค์เมื่อวัยหนุ่ม การที่พระองค์ทรงงานต่างๆ ให้เด็กมัธยมได้อ่าน ศัพท์ก็จะยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  ส่วนเล่มที่ 3 ก็คือ By the light your Wisdom เป็นเรื่องราวคำสอนแนวความคิดของพระองค์ที่ให้คนไทยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

โดยหนังสือภาษาอังกฤษ 3 เล่มดังกล่าว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นผู้ตรวจต้นฉบับภาษาอังกฤษและตรวจทานเนื้อหาความถูกต้องอื่นให้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งทำให้รับรู้ได้ว่าพระองค์ทรงมีความรักความผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง

 

“คือเราอยากให้คนไทยเด็กไทยได้อ่านได้ฝึกภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกัน เวลาที่ฝรั่งถามถึงในหลวงบางทีเราตอบไม่ถูกรู้ว่าท่านทรงงานเยอะแต่ทำอะไรบ้าง ตอนที่เป็นนักเรียนทุน AFS เวลาจะไปพูดหน้าห้องให้เพื่อนฝรั่งฟังก็นึกศัพท์ไม่ออก เผื่อเด็กๆ จะเอาไว้ใช้ทำรายงาน เอาไว้เล่าให้เพื่อนต่างชาติฟัง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ให้คนต่างชาติรู้อย่างถูกต้อง ฝรั่งไม่ค่อยมี King และ King ฝรั่งก็ไม่เหมือนของประเทศไทย เราจึงมีความภาคภูมิใจในพระองค์ท่านต้องการให้ชาวโลกรู้ว่าท่านเป็นราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ไว้คุยกับฝรั่ง” เขากล่าวอย่างเชื่อมั่น

โดยหนังสือ 3 เล่มนี้ทำเป็นแบบปกอ่อน 3 เล่ม จากราคา 340 บาท ตอนสัปดาห์หนังสือลดเหลือ 3 เล่ม 199 บาท เพื่อต้องการให้ผู้อ่านซื้อได้แบบไม่ต้องคิดมาก ส่วนปกแข็งมีกล่องชุดละ 1,290 บาท โดยเงินส่วนหนึ่งเข้ามูลนิธิธรรมดี

“เราเป็นคนไทย พระองค์ท่านดูแลประชาชนเหมือนพ่อดูแลลูก คนไทยโชคดีที่มีพระเจ้าอยู่หัวแบบในหลวงดูแลใส่ใจทุกเรื่องตั้งแต่อาหาร สุขภาพ อาชีพ เราจึงอยากให้คนทั่วโลกรู้ว่าท่านทรงงานมากมายและหนักเพียงไรเพื่อประชาชนของท่าน” เขากล่าวอย่างตื้นตันใจ

 

เดินป่า พาตัวสู่ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468543

เดินป่า พาตัวสู่ธรรมชาติ

โดย…โยโมทาโร่

ในช่วงเข้าฤดูหนาวแบบนี้สถานที่ที่มีความสวยงามและน่าเที่ยวมากที่สุดก็คือป่า และการที่เราจะสัมผัสป่าได้มากที่สุดเราก็ต้องลงทุนลงแรงไปกับการเดินป่าและกางเต็นท์นอนในป่า เพื่อสัมผัสความสวยงามตามธรรมชาติอย่างเต็มที่เต็มตัว

กิตติ สิงหชัย สมาชิกกลุ่มรักษ์ป่ารักษ์น้ำ จ.น่าน ผู้คร่ำหวอดการเดินป่ามามากกว่า 25 ปี บอกกับเราว่าการเดินป่าหลายคนอาจจะมองว่าเหนื่อย ลำบากนั่นอาจจะเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายจากการเข้าค่ายลูกเสือในวัยเด็ก ที่ต้องทำกิจกรรมอาบเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งบอกได้เลยว่าแท้จริงแล้วการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยการเดินป่ากางเต็นท์นั้นไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด เพียงแต่เราต้องอาศัยการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและข้าวของเครื่องใช้เพื่อดำรงชีพในป่า

 

สำหรับมือใหม่การหาข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากคุณอาจจะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ หนังสือท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งเพื่อนที่ชอบเที่ยวป่า ซึ่งจะให้คำแนะนำกับเราได้ดีที่สุด แต่สิ่งที่มือใหม่พลาดมากที่สุดก็คือการลงทุนไปกับสิ่งที่ไม่ได้ชอบและไม่จำเป็น บางคนแค่อยากลองเที่ยว บางคนก็แค่อยากลองอุปกรณ์เดินป่า

ดังนั้น หากคุณอยากจะลองเดินป่าแนะนำว่าควรเกาะไปกับกลุ่มเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือกลุ่มหาเพื่อนร่วมทริปใกล้ๆ ไปก่อน สถานที่ที่เหมาะสมกับการเดินป่าสำหรับกรุงเทพฯ ก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ระยะทางไม่ไกลและมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม โดยอาศัยการเช่าเต็นท์ เครื่องนอน อุปกรณ์เดินป่าเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคุณจะพบว่ามันไม่ยากเลย จนเมื่อคุณมั่นใจว่าคุณชอบที่จะเดินป่าจริงๆ แล้วค่อยขยับไปที่อุปกรณ์เดินป่า และศึกษาเส้นทางการเดินป่าจากผู้มีประสบการณ์รีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งบอกได้เลยว่าแทบจะไม่มีเส้นทางไหนในประเทศไทยที่ไม่มีคนรีวิว

 

เส้นทางเดินป่าจะแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้นสามารถเดินจบได้ภายในวันเดียวส่วนมากเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ 2.เส้นทางระยะกลางเป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปยังจุดพักแรมในป่า ซึ่งมักจะเป็นจุดชมวิวสำคัญ เช่นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงก็ถือเป็นเส้นทางเดินป่าระยะกลางที่เหมาะสำหรับมือใหม่ 3.เส้นทางเดินป่าระยะไกลเป็นเส้นทางที่นักเดินป่าต้องมีความพร้อมและการฝึกเดินป่ามาพอสมควร เพราะต้องใช้ชีวิตในป่ามากกว่า 2 คืนขึ้นไป เช่น เส้นทางเดินป่าโมโกจู จ.กำแพงเพชร ซึ่งแน่นอนว่าระยะทางยิ่งไกลธรรมชาติยิ่งสวยจนทำให้เราหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

ที่เรายกเรื่องระยะทางเดินป่านั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอุปกรณ์และสัมภาระที่ต้องจัดเตรียม ยิ่งค้างคืนมากยิ่งต้องเตรียมกระเป๋าเดินทางให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งคุณภาพก็เป็นไปตามราคาแต่อย่าให้แพงจนเกินพอดี สิ่งที่ต้องจัดหาซื้อก็คือ 1.เป้เดินทาง เลือกแบบที่รองรับแนวกระดูกสันหลังได้ดี ซึ่งจะช่วยในเรื่องการระบายอากาศและการถ่ายเทน้ำหนัก 2.เตาปิกนิกโดยมากแล้วจะใช้การก่อฝืนกันในป่า แต่การมีเตาปิกนิกขนาดพกพาที่ใช้กับแก๊สกระป๋องก็ช่วยทุ่นแรงเรื่องฟืนไฟไปได้มาก 3.รองเท้าสำหรับเดินป่าเลือกผ้าใบที่มีการระบายอากาศดีและพื้นที่มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะสูง 4.มีดเดินป่าอาจจะเป็นมีดสวิสที่มีเครื่องมืออื่นๆ อยู่ในด้ามเดียว หรือมีดพกขนาดเล็กติดตัว ซึ่งช่วยในเรื่องการป้องกันตัว การตัดถากสิ่งกีดขวาง 5.ถุงเท้ากันทากและยากันแมลงต่างๆ สามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานอุทยานฯทุกแห่ง

 

“เมื่อถึงเวลาเดินป่าก่อนจะเริ่มเดินทางสัก 30 นาที ขอให้ดื่มน้ำให้อิ่มและเติมน้ำให้เต็มกระติก อาหารทั้งหมดควรเป็นอาหารแห้ง และแบ่งใส่ไปในสัมภาระส่วนตัว 1 ชุด เผื่อหลงทางหรือต้องคอยลูกหาบเป็นเวลานาน และพยายามเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่นำทางไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางชำนาญเท่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้แน่นอน เวลาเดินป่าควรใช้สายตามองแบบกว้างๆ สังเกตกลุ่มต้นไม้และเส้นทาง จากนั้นค่อยๆ ใช้สายตามองเฉพาะจุด เช่น ต้นไม้มีขนาดใหญ่ หรือมีสีสันที่แปลกออกไปจากต้นอื่นๆ ซึ่งมักจะมีอยู่เพียงต้นเดียวในแถบนั้น ใช้ประสาททั้งหมดจดจ่ออยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด ตา หู และจมูกดมกลิ่น และคอยเปิดเข็มทิศกับแผนที่เป็นระยะในกรณีที่ไม่มีคนนำทาง

“หากรู้ตัวว่าเดินไม่ไหวให้หยุดพักแต่อย่านานเกิน 30 นาที และจิบน้ำเป็นระยะๆ ถ้าคุณต้องเดินป่าระยะกลางกับไกลยิ่งมีความจำเป็นต้องฝึกวิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และฝึกขึ้นลงบันไดแทนการขึ้นลิฟต์เป็นประจำ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงพอสำหรับการเดินป่า ซึ่งบ่อยครั้งเราจะต้องเดินขึ้นเขาที่มีอากาศเบาบางกว่าพื้นราบ จะทำให้เหนื่อยง่ายกว่าเดิม แต่เมื่อทั้งหมดนี้เราบอกได้เลยว่าไม่ใช่ความลำบาก หากคุณพบว่าเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาในเต็นท์แล้วเห็นทะเลหมอกสุดสายตาอยู่ตรงหน้า เห็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกที่ที่เคยไป คุณจะติดใจแล้วถามกับตัวเองว่ามีเส้นทางไหนอีกที่จะพาตัวเราไปพบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้อีก”

 

ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ เรียนรู้จากทุกการสูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468539

ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ เรียนรู้จากทุกการสูญเสีย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่มีความบังเอิญใดๆ ที่ส่งผลให้คนหนึ่งคนมีพลังและคิดบวกได้มากพอที่จะส่งต่อให้คนรอบข้างคิดบวก  เหมือนที่เขาคนนี้ ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ ใครๆ รู้จักเขาในฐานะนักแสดงฝีมือดี หัวหน้าช่างภาพ นิตยสารพลอยแกมเพชร และนักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนมาแล้ว พลังบวกในตัวเขาล้วนเกิดจากบทเรียนในแต่ละช่วงชีวิต การเรียนรู้ผ่านการสูญเสีย และความคิดที่ว่า “เรื่องร้ายๆ ในชีวิต มีเรื่องอะไรดีๆ ซ่อนอยู่”

ด้วยพลังความรัก

เมื่อ 22 ปีก่อนภาพแรกฉายขึ้น หนุ่มอนาคตไกล มีงานแสดง โลดแล่นในวงการบันเทิง มีครอบครัวที่น่ารัก มีลูกชายตัวเล็กๆ 2 คน ก่อนที่เขาจะรู้ข่าวว่าภรรยากำลังตั้งท้องลูกสาวคนสุดท้อง เขาถูกไฟฟ้าชอร์ตต้องเข้าโรงพยาบาล อาการเรียกว่าสาหัส หมอคนหนึ่งบอกว่าต้องตัดแขน แต่หมออีกคนบอกว่าจะเก็บแขนที่กระดิกนิ้วไม่ได้เลยไว้ให้ เขาหยุดงานร่วมปีเพื่อรักษาตัวและฟื้นฟูตัวเอง

“ตอนแต่งงานกันเราตั้งใจจะมีลูก 5 คน เพราะผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีลูก 5 คน แต่ด้วยอุบัติเหตุในชีวิตของครอบครัวเราจึงทำให้มีลูกแค่ 3 คน ลูกชายคนแรกชื่อแทนรัก คนที่สองคือปัญญ์เพชร คนสุดท้องคือเปี่ยมรัก คนสุดท้องตอนนั้นยังไม่มีแผนว่าจะมีลูก เพราะช่วงนั้นไม่มีสตางค์เลยเนื่องจากเราเพิ่งซื้อบ้าน คืนก่อนที่ผมจะเกิดอุบัติเหตุไฟดูด ลูกสาวคนนี้ก็มา เป็นเรื่องแปลก เขามาแล้ว แล้วบังเอิญเป็นผู้หญิงด้วย เราดีใจแต่มันก็เศร้าๆ ช่วงเกิดอุบัติเหตุ ช่วงนั้นก็แย่ แขนก็ไม่คิดว่าจะกลับมาใช้การได้ดีอีก ต้องหยุดการแสดงไปเป็นปี เพื่อดูแลตัวเอง เลยคิดว่ามี 3 คนพอแล้วล่ะ ทุ่มเทรักษาแขน ทำกายภาพ ไม่เลิก ตอนนั้นสภาพผมเหมือนเด็กที่หัดจับของ กล้ามเนื้อใช้การไม่ได้ จนแขนผมใช้งานได้เหมือนเดิม เพราะกายภาพ และผมสู้ มหัศจรรย์มาก”

 

พ่อเลี้ยงเดี่ยวกับเด็กหลงทาง

จากนั้นไม่นานสูญเสียภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเกือบ 20 ปี ไปด้วยโรคมะเร็ง และต่อสู้ด้วยความอดทนนานกว่า 3 ปี ในที่สุดเธอก็จากไปอย่างสงบเมื่อปี 2548 ขณะที่มีอายุเพียง 43 ปี ครอบครัวจากเดิมที่มีอยู่ด้วยกัน 5 คน เมื่อกำลังใจสำคัญของครอบครัวหายไป เขากลายเป็นคุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น 3 คน ตามลำพัง

“ผมเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พยายามสอนลูกเมียเรื่องที่ผมคิดว่าถูกต้องมาตลอด ภรรยาผมเป็นแม่บ้านที่ดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง ตอนที่ภรรยาเริ่มป่วยนอนโรงพยาบาล ผมต้องดูแลลูกๆ แทนเขา เชื่อไหม? แค่การขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวันๆ มันมีเรื่องให้ต้องอดทนมาก  บางวันผมทำงานถ่ายรูปมาแล้วทั้งวัน ผมเร่งที่สุดเพื่อที่จะมารับเขาให้ทัน ตุ๊กบอกกับผมอยู่ตลอดเวลาว่า เวลาไปรับลูกอย่าให้ลูกรอ เขาคิดแทนลูกว่าถ้าลงบันไดมาแล้วไม่เห็นหน้าพ่อ-แม่ ลูกจะใจเสีย แต่บางวันผมมาถึงโรงเรียนลูกกลับไปห่วงเล่นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ารับแล้วกลับบ้านเลยผมไม่เดือดร้อน แต่หลังจากไปส่งเขาที่บ้านแล้ว เราต้องออกมาอีกเพราะมีคิวละครจ่อรอเราอยู่ เราก็มีเรื่องทะเลาะกับลูกบ่อยๆ เรื่องเวลา เด็กๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องเข้มงวดเรื่องเวลามากขนาดนั้น ไม่เห็นเหมือนแม่เลย

“พอกลับมานั่งคุยกับภรรยา เขาก็บอกผมว่า ถ้าไม่อยากทำหรือทำให้ลูกแล้วไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องทำ คิด มันไม่ได้อยู่ที่เขา มันอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่แฮปปี้เราอย่ามารับเขาดีกว่า ถ้าเราคิดว่าการที่เรามารับเขาแล้วแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ และเราต้องทำให้เขาแฮปปี้ด้วย พอวันที่แม่เขาไม่อยู่เราก็คิดแค่ว่าทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด บอกเขาด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของความรักที่เรามีต่อเขา

 

“อย่างเช่นวันนี้ไม่มีแม่นะ ลูกรู้มั้ยพ่อต้องทำงานหนักขนาดไหน พ่อต้องตื่นเช้าตีห้า ไปส่งลูกที่โรงเรียน พ่อต้องไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เสร็จแล้วอาบน้ำอาบท่าไปทำงานถ่ายรูปที่หนังสือพลอยแกมเพชร จากนั้นก็ต้องไปถ่ายละคร บางทีถ่ายละคร 2 เรื่อง ขอเว้นช่วงกลางประมาณห้าโมง เพื่อกลับมารับลูกกลับบ้าน แล้วพ่อถึงจะกลับไปถ่ายละครต่อ หนึ่งถึงสองทุ่ม กว่าจะเสร็จก็เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสี่ บางทีก็ตีห้า แล้วกลับมารับลูกไปโรงเรียน ถามว่าเด็กขนาดนี้จะให้มานั่งเข้าใจว่า โห! พ่อต้องทำงานหนัก ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำตัวดีๆ ผมว่าเขานึกได้แค่เป็นช่วงๆ เป็นบางช่วงเวลาที่เขาพอจะทำให้เราได้ แต่หลังจากนั้นพอเขาไปเข้ากลุ่มเพื่อนปุ๊บ เขาก็อาจจะลืม” นักแสดงรุ่นใหญ่ฉายภาพในวันที่เขาทำหน้าที่แทนแม่ของลูกๆ พร้อมกับทำงาน

ในบทบาทพ่อในละคร ทนงศักดิ์ บอกว่า แตกต่างจากสิ่งที่เผชิญอยู่ชนิดที่ว่าคนละขั้ว

“ผมดูแลลูกทุกคนเท่ากัน เพียงแต่ช่วงเวลานี้ต้องดูแลคนนี้มากกว่า ช่วงหนึ่งคนเล็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโตเป็นสาว เริ่มต้องการคำปรึกษา เรื่องชุดชั้นใน ผ้าอนามัย หรือเรื่องของผู้หญิงก็ต้องให้คำปรึกษาเขาได้ ส่วนคนกลางค่อนข้างจะอารมณ์แรง ช่วงหนึ่งที่เขาเกเร ขาดสอบ มีเรื่องจนต้องออกจากโรงเรียน ผมส่งเขาไปเรียนที่นิวซีแลนด์อยู่หนึ่งปี เขาขอกลับบ้าน เพราะว่าเริ่มรู้ตัวว่าติดยาเสพติด ตอนนั้นเราในฐานะพ่อเสียใจไหมก็เสียใจ แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาเติบโต เรามีหน้าที่ประคับประคองและช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการก็พอแล้ว

 

“ส่วนคนโตเขาเรียนโอเค แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา แต่เราจะคุยกันในเรื่องประเด็นสำคัญๆ สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจในตัวเขาคือ ตอนที่เขาอายุ 19 เขาเดินมาหาผมและบอกว่าอยากวิ่งมาราธอน (42.195 กม.) โดยไม่ได้ซ้อม วันนั้นเขาวิ่งจบด้วยเวลาที่ดี ทำให้ผมคิดว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็สำเร็จ แม้ว่าช่วงหนึ่งเขาจะตัดสินใจดร็อปเรียน ขอไปใช้ชีวิตที่เยอรมนี 4 เดือน แต่ก็กลับมาเรียนจนจบ ไปสอบเป็นนักเรียนการบินของสายการบิน แต่ครั้งแรกยังพลาดหวัง เขากลับมาเพื่อบอกว่าจะเรียนต่อด้านการบินเพราะอยากเป็นนักบิน ตอนนี้เขาเรียนจบแล้วและสอบเป็นนักบินฝนหลวงเพื่อรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้สำเร็จ” ทนงศักดิ์ เล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความสุข “ประสบการณ์ของผม พ่อคนอื่นอาจจะไม่ใช้วิธีการแบบนี้ แต่ผมใช้ทั้งความรักและเหตุผลควบคู่กัน เพียงแต่ว่าเราต้องเทน้ำหนักไปที่ความรักให้มาก คือเหตุผลเราก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง แต่อย่าใช้อารมณ์ เรามีคำแนะนำให้เขา แต่สุดท้ายคนที่จะเผชิญกับความสุขหรือความทุกข์ก็คือตัวของเขาเอง”

ตกตะกอนด้วยธรรมะและออกวิ่ง

ในวันที่ภรรยาป่วยเป็นมะเร็ง เขาทำทุกอย่าง เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ตอนนั้นบนไว้ว่า หากคู่ชีวิตหายป่วย จะออกวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปดอยตุง ระหว่างที่ภรรยานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทนงศักดิ์ก็ไปวิ่งที่สวนลุมพินี

“ตอนอยู่โรงพยาบาล ผมเห็นคนป่วยเยอะมาก บรรยากาศผิดกับสวนลุมฝั่งตรงข้ามที่ทุกคนสดใส แข็งแรง ทำให้ผมอยากรณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย ป่วยเป็นมะเร็งอาจช่วยไม่ได้ แต่คนที่เป็นความดัน เบาหวาน หรือโรคที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้ผมคิดว่าหน้าที่การงานไม่สำคัญเท่าสุขภาพ ถ้าตำแหน่งที่หวังหลุดมือไปบ้าง แต่ถ้าเรายังสุขภาพดี ก็มีโอกาสอีก ก็เลยเริ่มวิ่ง วิ่งเพื่อตอกย้ำว่า การดูแลสุขภาพสำคัญมาก

 

“เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พอภรรยาผมเสีย ผมก็ตัดสินใจว่าจะวิ่งไปดอยตุง ต้องซ้อมวิ่ง พอจัดกิจกรรมการวิ่งเพราะผมอยากเล่าเรื่องราว เชื่อมโยงกับทุกคน ผมออกวิ่ง 900 กิโลเมตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ 31 วัน ทั้งร้อนและทรมาน กลับมาก็คิดว่า ไม่เอาแล้วทรมาน แต่พออยู่ตัว เริ่มเข้าใจ ก็คิดว่า เวลาเราบอกอะไรลูกเรายังต้องจ้ำจี้จ้ำไช เพราะเรารักเขา แล้วทำไมเราบอกผู้คนแค่ครั้งเดียว (วิ่ง) แล้วเลิกบอก แสดงว่าเราไม่ได้รักเขาจริง ถ้าเราบอกว่าเรารักลูก ให้ลูกแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าเรารักผู้คนเราก็ต้องให้แบบไม่มีเงื่อนไขเหมือนกัน ก็เลยเริ่มวิ่งและเป็นพิธีกรในงานวิ่ง และทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนหันมาออกกำลังกายด้วยกัน”

เมื่อเขาออกวิ่งบวกกับเริ่มศึกษาธรรมะ ทั้งสองอย่างคลุกเคล้าเข้ากันและตกผลึกในตัวมันเอง “ผมเคยอยู่วัดมาก่อน ได้เห็นอะไรหลายอย่าง คนไม่มีหรือมีมากก็มาวัด แต่มาด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน ยิ่งแสดงละครก็ยิ่งเห็น ผมเคยแสดงเป็นคนยากจนบ้าง เศรษฐีบ้าง เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจคนอื่น มนุษย์เราตัดสินคนอื่นจากแง่มุมที่เราเป็น ผมมองว่าชีวิตเราเลือกได้ โลกนี้ไม่เคยมีด้านเดียว ในความทุกข์ในความเจ็บป่วยแสนสาหัส หากเลือกมองว่าทุกข์ทั้งหมดนั้นคือปัจจัยที่จะทำให้เราได้เข้าใกล้หนทางไปสู่ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการเรียนรู้จากความไม่เที่ยงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทุกข์ก็มีด้านดีแฝงอยู่

 

“ผมบอกลูกเสมอว่าคนเดียวในโลกที่จะทำให้เราเป็นคนดีหรือทำให้เราเป็นคนไม่ดีได้ มีแค่คนเดียวก็คือ ตัวเราเอง ดังนั้น ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา พ่อแม่เป็นเหมือนคนแนะนำ คุณจะเดินหรือไม่แล้วแต่คุณ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาผมทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ได้ เพราะว่าผมได้รับความร่วมมือที่ดีจากลูกด้วย เพราะผมทำและผมก็พยายามอยู่แล้ว ลูกเองก็เห็นแล้วลูกก็พยายามด้วย”

เมื่อผ่านเรื่องดีเรื่องร้ายมาร่วมกัน 4 สมาชิกของบ้านศุภทรัพย์ก็กลมเกลียวเหนียวแน่น จนล่าสุดบ้านหลังนี้ก็มีดอกไม้มาเพิ่มความสดชื่นให้บ้านหลังนี้อีกครั้ง

“ผมแต่งงานกับติ๊ก (ชลธิดา ล้ำเลิศยุทธศิลป์) ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ด้วยกันก็มีความสุข เด็กๆ ก็เห็นด้วยกับความสุขของพ่อ”

ประชาชนของพระราชา

ในฐานะลูกชาย ทนงศักดิ์เป็นคนหนึ่งที่อยากตอบแทนบุพการีอย่างดีที่สุดเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย “ผมบอกกับลูกว่าในฐานะพ่อเราไม่ต้องการให้เขามาตอบแทนอะไรผม แค่เขาทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม นำสิ่งดีๆ คืนให้กับสังคม บอกด้วยงานที่ผมทำ งานจิตอาสาหลายๆ งานจะมีเด็กๆ ไปด้วยเสมอ วันหนึ่งผมเชื่อว่าถ้าเขาเติบโตขึ้น สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไป วันหนึ่งที่เขาระเริงไปกับมายาชั่วครั้งคราว สิ่งที่เราเคยทำร่วมกันจะดึงให้เขากลับมาในร่องรอยที่เคยเป็น” เขาบอกถึงความตั้งใจในฐานะพ่อ เราจึงได้เห็นนักแสดงรุ่นใหญ่ในการเป็นตัวตั้งตัวตีในงานจิตอาสาเพื่อสังคมหลายงาน เขาเชื่อว่าในฐานะพสกนิกรชาวไทย ความจงรักภักดีจากคนตัวเล็กๆ นี้ จะเป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปตราบนานเท่านาน

 

“ผมว่าเราคนไทยทุกคนรักในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เราได้เห็นสิ่งดีๆ มากมายจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ เด็กๆ ได้รู้ว่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยอยู่ดีกินดีหนักแค่ไหน ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริ ทรงพระปรีชาสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ เรียกว่าทุกแขนง ในฐานะนักกีฬา พระองค์ทรงมีน้ำใจนักกีฬา และเก่งหลายอย่างมาก และที่สำคัญทรงเป็นพ่อตัวอย่างให้เราได้ดำเนินรอยตาม ผมไม่เคยรีรอหากได้รับคำชวนให้ไปในโครงการพระราชดำริต่างๆ หรือมีคนชวนทำงานเทิดพระเกียรติ ผมเต็มใจเสมอ”

และล่าสุดกับกิจกรรม #Bogie99_RunForThe๙thChallenge รถไฟสายสุขภาพโบกี้99 ที่เชิญชวนเพื่อนนักวิ่งมาแสดงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธ.ค.นี้ ด้วยการแปรอักษรเลข ๙ บนภาพแผนที่ประเทศไทย พร้อมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่สนามศุภชลาศัย “เราเห็นหลายวงการทำกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยไปแล้ว แต่วงการวิ่งเราเคยทำแค่กิจกรรมเล็กๆ คือวิ่งไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต คราวนี้เราจะจัดในวันที่ 5 ธ.ค. วันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่สิ้นรัชกาล”

อย่างไรก็ตาม งานของพี่นงของน้องๆ พ่อนงของลูกๆ ยังคงมีให้เห็นทั้งในจอและนอกจอ ความสุขความทุกข์ทั้งหลายของชายคนนี้ หนแล้วหนเล่าอาจจะไม่มากไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่ที่สุดแล้วเขาก็บอกว่า “เรื่องร้ายๆ ในชีวิต มีเรื่องอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ให้เรียนรู้เสมอ”

 

คู่ซี้เพื่อนซ่าสุดเอ็กซ์ตรีม ภูริ หิรัญพฤกษ์-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468483

คู่ซี้เพื่อนซ่าสุดเอ็กซ์ตรีม ภูริ หิรัญพฤกษ์-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เพราะความชอบที่เหมือนกัน มิตรภาพของทั้งคู่จึงแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเกลอ เพื่อนซี้เพื่อนซ่าที่ไปไหนไปด้วย  มิ่ง-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูล เอเจนซี่ วัย 37 ปี เจ้าของธุรกิจโฆษณาเอเยนซีชื่อดัง กับริ-ภูริ หิรัญพฤกษ์ นักแสดงพิธีกรและเจ้าของธุรกิจ “ภูริรีสอร์ต” แห่งภูเก็ต กาลเวลาแห่งมิตรภาพกว่า 20 ปีของทั้งคู่ พิสูจน์แล้วซึ่งดีเอ็นเอแห่งความเหมือน

นั่นคือดีเอ็นเอแห่งความท้าทายและหัวใจที่รักการผจญภัย ก็เพราะมีดีเอ็นเอสุดเอ็กซ์ตรีมเหมือนกันแบบนี้ สองหนุ่มคู่ซี้ถ้าว่างจากงานจึงไม่พ้นต้องจัดทริปท่องเที่ยวพ่วงด้วยกีฬาเอ็กซ์ตรีมสุดโปรด จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสโนว์บอร์ด ลานประลองวิทยายุทธและหัวใจของสองหนุ่มจึงอยู่ในต่างประเทศ ถือเป็นการไปเที่ยวด้วย ระทึกด้วย สนุกสนานด้วย จะมีวีรกรรมอะไรบ้าง ไปฟังหนุ่มๆ เล่ากันเลยดีกว่า

 

คู่ซี้พูดถึงเพื่อนซ่า “มิ่ง” พูดถึง “ริ”

“ผมรู้จักริ ตอนเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2539  มองเห็นบุคลิกของริ ซ่าๆ ลุยๆ เหมือนกัน น่าจะเป็นพวกเดียวกัน  แม้จะเรียนคนละภาควิชา แต่พอเรียนเสร็จก็จะมาเล่นกีฬา ทำกิจกรรมประหลาดๆ สังสรรค์เฮฮาร่วมกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนท้าให้ริกับผมใส่เสื้อกล้ามผู้หญิงเดินโชว์กลางสยามสแควร์ ก็รับคำท้า กล้าใส่กล้าเดินกัน  เดี๋ยวนี้เพื่อนเข้าวงการเป็นคนดังไปซะแล้ว (ฮา)”

ริชอบท่องเที่ยว จึงมักลากมิ่งและเพื่อนๆ ขึ้นเหนือล่องใต้ อยู่กันแบบข้ามวันข้ามคืน เหตุการณ์ระหว่างการเดินทางก็ระทึกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งรถของริที่ถูกแต่งโมดิฟายมาเยอะมาก ขณะขับได้เกิดเหตุพวงมาลัยหลุด ซ่อมก็ไม่ได้ ต้องขับประคองเบ้าพวงมาลัยไปจนถึงจุดหมาย  ประสบอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ  ไปตลอดทาง โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

เรียนจบ ริไปเป็นนักแสดง มิ่งไปทำงานด้านโฆษณา หากยังมีโอกาสได้ร่วมลงทุนทำธุรกิจเปิดร้านอาหารด้วยกัน ชื่อ “จอมยุทธ์ติ่มซำ” และร้านอาหารอีกแห่งที่เชียงใหม่ แต่ทั้งสองร้านก็ล้มลุกคลุกคลานจนต้องปิดกิจการ เนื่องจากทั้งคู่ไม่มีเวลา อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันอยู่ คือ บริษัท ทวินเชอร์รี่ ทำรายการชื่อ View Finder เกี่ยวกับการท่องเที่ยวผจญภัย ตะลุยไปในที่ต่างๆ

“ริกับผมจะเหมือนเป็นหยินหยาง ริใจร้อน คิดเร็วทำเร็ว ผมเป็นสายเย็นคอยปรามให้รอบคอบ ธุรกิจอาจมีขัดแย้งบ้าง แต่ผมรู้จักริดีและรู้ว่าจะรับมือแบบไหน ริเป็นฝ่ายผลิตรายการ ผมเป็นฝ่ายหารายได้บริหารอยู่หลังบ้าน นอกเวลางานริตะลุยป่า เล่นกีฬาผาดโผน พลังงานเยอะมาก ชวนผมไปด้วยก็ลองเล่นทุกอย่าง ดำน้ำก็ดำลงลึก เล่นสโนว์บอร์ดก็เข้าป่าเข้าพงดงหิมะ”

เคยตามริไปดำน้ำ จนติดกระแสน้ำดูด อันตรายมาก มิ่งขยับไปไหนไม่ได้ต้องจับเกาะหินอยู่นานกว่าจะมีคนมาช่วย ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมเอาชีวิตมาเสี่ยง เมื่อริพาไปลองเล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรก มิ่งซึ่งเริ่มเรียนได้ครึ่งวัน ก็ถูกริพาขึ้นยอดเขา จากนั้นก็แล่นสโนว์บอร์ดอย่างเชี่ยวชาญหายตัวไป ไม่สนว่าบีกินเนอร์เพื่อนมิ่งจะลงมาอย่างไร  ไม่ต้องเป็นห่วง มิ่งลงมาได้ในที่สุด เพื่อจะพบว่าริยืนยิ้มเผล่รออยู่ที่ตีนเขาด้านล่าง ชมมิ่งว่า ทำไมเล่นสโนว์บอร์ดเป็นเร็วจัง

“ริเป็นเพื่อนที่จริงใจ ความมีชื่อเสียงไม่ทำให้ริเปลี่ยนแปลง เป็นเพื่อนขาลุยที่เฮฮาอย่างไรก็อย่างนั้น ประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ หากมีก็แต่ความใจร้อน ที่ขอให้ใจเย็นลงบ้าง กีฬาผาดโผนที่เสี่ยงอันตราย ก็ขอให้เริ่มลดลงบ้าง เพราะอายุเริ่มจะมากขึ้นแล้วนะเพื่อน (ฮา)”

 

เพื่อนซ่าพูดถึงคู่ซี้ “ริ” พูดถึง “มิ่ง”

“ก่อนที่จะรู้จักมิ่ง ผมรู้จักพี่ชาย (สิงห์โต) ของมิ่งก่อน เพราะเคยเรียนมัธยมและไปเรียนซัมเมอร์ด้วยกัน ผมมาเจอมิ่งตอนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งบุคลิกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพี่ชายที่เป็นคนเนี้ยบ เรียบร้อย ขณะที่มิ่ง เฮ้วๆ ฮิปๆ ไว้ผมยาว มามหาวิทยาลัยก็ไม่ยอมเข้าเรียน ไปเที่ยวเล่นบ้าง ไปเตะบอลบ้าง โดยมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นคนดีมากทำทุกอย่างให้มิ่ง ทั้งทำรายงาน จดบันทึก เช็กชื่อ ผมว่าที่มิ่งเรียนจบมาได้ ต้องกราบขอบคุณเพื่อนผู้หญิงคนนั้น (ฮา)”

อาการไม่สนใจเรียนของมิ่ง ทำให้ริไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า มิ่งจะสามารถทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จเป็นซีอีโอของบริษัทที่มีรายได้หลายร้อยล้านได้อย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นก็ภูมิใจกับเพื่อนคนนี้มาก มิ่งเป็นนักใช้ชีวิตที่มีแพสชั่นสูง สมัยเรียนหนังสือยังจำได้ว่า มิ่งมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่า ชอบงานโฆษณา จบออกไปเมื่อไหร่จะไปทำงานโฆษณา ทั้งที่เรียนรัฐศาสตร์ ยังคิดอยู่ในใจว่าจะทำได้อย่างไร

หากเมื่อเรียนจบมิ่งก็ไปสมัครเป็นเออีบริษัทโฆษณา และทุ่มเททำงานจนสร้างผลงานให้กับบริษัท และเมื่อมาทำธุรกิจของตัวเองก็ประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนมุ่งมั่น ริเล่าต่อไปว่ามิ่งใช้ชีวิตเป็น เพราะไม่ใช่คนทำงานที่บ้างานหรือทำงานอย่างเดียว แต่เที่ยวด้วย ชีวิตของมิ่งจึงมีสองด้านที่ถูกทำให้บาลานซ์กันเสมอ

“เขาจัดสรรเวลาสำหรับท่องเที่ยวด้วย ก็ผมนี่แหละที่เป็นคนนำพาเขาไปทุกที่ ลองกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ผมชอบ มิ่งก็ชอบที่จะลองและสนุกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวฟบอร์ด ดำน้ำ สโนว์บอร์ด ลองหมด ยกเว้นมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่ผมพยายามกล่อมให้เข้ามาร่วมแก๊งอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จ (ฮา)” ริเล่า

ริเล่าว่า เขาเล่นสโนว์บอร์ดมาก่อนมิ่งประมาณ 8-9  ปี ชอบท้าทายเล่นกีฬาไม่รอใคร สโนว์บอร์ดเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่วัดหัวใจ บางทีต้องลงเขา ยังไงก็ต้องลง บางทีติดอยู่ในป่า ก็ต้องเสี่ยงอยู่ในป่า หลบใต้ต้นต้นไม้ หรือหิมะที่เกาะ บางคนผ่านได้ บางคนผ่านไม่ได้ ไม่ใช่กีฬาสำหรับคนใจไม่สู้ มิ่งก็ตามมาเล่นและผจญภัยด้วยกัน พัฒนาการในการเล่นถือเป็นสุดยอด

ริมองเพื่อนซีอีโอว่า มีไอเดียสูง บริหารงานบริหารคนได้เป็นเลิศ อีกทั้งมีน้ำใจไมตรีช่วยเหลือเพื่อนฝูงในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะร้องขออะไร ถ้ารับปากแล้วมิ่งต้องทำให้จนสำเร็จ งานแต่งงานของเขากับภรรยา แอน-อลิชา ไล่สัตรูไกล ก็ได้มิ่งคนนี้ที่เป็นพ่องานช่วยจัดงานให้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ตอนนี้ที่เพื่อนๆ ลุ้นกันก็คือ มิ่งจะแต่งงานเมื่อไหร่ เพราะในกลุ่มตอนนี้มิ่งเป็นคนสุดท้ายแล้ว ทั้งรุ่นแต่งงานมีครอบครัวกันหมด บางคนมีลูกแล้วด้วยซ้ำ เหลือมิ่งคนเดียวที่ไม่ยอมเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที แต่มิ่งเขาเป็นนักวางแผน อาจกำลังวางแผนชีวิตตัวเองอยู่ก็ได้ ก็หวังว่าอีกไม่นาน เพื่อนๆ จะได้ไปงานแต่งของเขา โสดอยู่คนเดียวไม่ดีนะเพื่อน!”

 

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468479

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด”

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

 

สร้างแฟชั่นลุค ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467686

สร้างแฟชั่นลุค ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

โดย…ราตรีแต่ง

“…ไม่มีใครโดดเด่นได้ถ้าเราไม่เลือกที่จะโดดเด่น ไม่มีใครสวยได้ ถ้าเราไม่เลือกที่จะสวย…” ฐาดิณี รัชชระเสวี เพอร์ซันแนล สไตล์ โค้ช แนะเคล็ดลับแรกในการจัดเวิร์กช็อป “Style Evolution” คอร์สออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทัศนคติการแต่งกายให้ผู้หญิงภูมิใจในสิ่งที่เป็นมากกว่าเลือกแต่งตามคนอื่น เรียนรู้สร้างสไตล์ใหม่ให้ตัวเองด้วยการวิเคราะห์เบื้องต้นจนค้นพบสไตล์ที่จะใช้เป็นหลักในการเปลี่ยนการแต่งกาย พร้อมแนะนำการลงมือทำลุคบุ๊กส่วนตัว เพื่อนำไปใช้ในการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แล้วนำมาใช้เป็นคัมภีร์ในการช็อปปิ้งได้ด้วย

ฐาดิณี แนะหลักครีเอทลุคทุกๆ คนควรมีสไตลิสต์เป็นตัวช่วย ดิแอร์-ภวริศา พุทธวิบูลย์ นักแสดงชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 มีปัญหาช่วงรอยต่อของชีวิตจากบทบาทนักศึกษาสู่วัยผู้ใหญ่ทำงานเต็มตัว อีกทั้งการเป็นนักแสดงก็ต้องแต่งตัว แต่งหน้าทำผม เพื่อเตรียมถ่ายงานละครอยู่ตลอดเวลา บางลุคทำให้กังวลเรื่องการแต่งตัวอย่างยิ่งว่าจะดูสมวัยหรือไม่ หลังจากได้เข้าคอร์สปัญหาเหล่านี้ได้
ถูกคลี่คลาย และได้เรียนรู้วิธีสร้างสไตล์ให้ไม่ซ้ำใครด้วย

“ได้รับคำแนะนำให้มีความกล้าแต่งตัว โดยไม่ต้องซ้ำใครๆ ให้มีความยูนีกในแบบของเราค่ะ” ภวริศา บอกความลับแรกที่ไขออกมาจากการเขาร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้

กมลวรรณ เจตจำรัส ผู้จัดการร้านอาหารครัวคุณแม่ หญิงสาวใบหน้าสวยหวานกับไลฟ์สไตล์สาวลุยๆ ชอบทำอะไรเร่งรีบคล้ายผู้ชาย เพราะต้องทำหน้าที่จ่ายตลาด จัดการดูแลร้านอาหาร รวมถึงการเสิร์ฟอาหาร ฐาดิณี แนะว่ารูปร่างของเธอสมสัดส่วน มิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าออกมาได้หลายสไตล์เลยทีเดียว แต่ในชีวิตประจำวันเสื้อผ้าชิ้นหลักกลับเป็นแค่เชิ้ต กางเกงยีนส์ดูง่ายๆ ซึ่งขัดกับบุคลิกสาวสวยหวานโดยสิ้นเชิง วิธีการสร้างสไตล์ให้มั่นใจในการหยิบจับเสื้อผ้ามาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ลงตัวขึ้น จึงต้องรู้จักตัวตนนี้เป็นอย่างแรก โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งกายว่าสามารถออกนอกกรอบเดิมๆ ลุยๆ ให้ได้

สาวออฟฟิศ ญาตา สุมิตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล รักการแต่งกายสไตล์วินเทจ แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้อยากเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายของตัวเองให้ดูดี โดยมีโจทย์แมตช์เสื้อผ้าอย่างไรให้ออกมาดูเป็นสาวเท่

 

“การเริ่มต้นเปลี่ยนลุค ต้องกล้าลองจับชุดที่เราไม่เคยใส่มาแมตช์ดูค่ะ พอลองทำลุคบุ๊กของตัวเองดูก็รู้ว่าเราก็แต่งสไตล์นี้ได้” ญาตา กล่าว

หญิงสาวรูปร่างอวบทำให้ขาดความมั่นใจแต่งตัว ลัลนภดา ดีงาม Interior Designer บอกไม่กล้าแต่งตัวสไตล์อื่น ยึดมั่นกับการใส่เสื้อผ้าสไตล์ใดก็ได้ที่ตัวโคร่งใหญ่ เพื่อปกปิดรูปร่าง แต่หลังจากได้มาเข้าคอร์สครั้งนี้ก็กล้าสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น เข้าใจการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าในแบบของคนรูปร่างอวบและมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย

“เสื้อตัวใหญ่ๆ หลวมๆ หยิบจับมาใส่น้อยลง เพราะได้เรียนรู้จากคอร์สนี้ว่า ยิ่งทำให้รูปร่างเราดูใหญ่เข้าไปอีกค่ะ”

เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้ ฐาดิณี รัชชระเสวี เพอร์ซันแนล สไตล์ โค้ช ได้แนะความรู้เรื่องการแต่งกายชุดดำในวโรกาสปวงชนชาวไทยรวมใจแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ควรคำนึงถึงการเลือกทรง สี ลาย ความสั้น-ยาว ของเสื้อผ้าให้เหมาะสมต้องให้ความสำคัญเป็นข้อแรก และข้อสองที่ควรยึดเป็นหลักในการแต่งกายช่วงนี้ เสื้อผ้าโทนสีดำ-ขาว สะท้อนลุคของผู้สวมใส่ให้ดูเรียบนิ่ง ซึ่งสามารถสวมใส่เครื่องประดับเข็มขัด เข็มกลัด มาช่วยเพิ่มดีเทลของลุคได้ โดยสำหรับโททัลลุคควรจะต้องพิจารณาให้สีดำเป็นโทนสีสำคัญ

สำหรับเวิร์กช็อป “Style Evolution” มีการจัดขึ้นเดือนละครั้ง โดยการเรียนการสอนของคอร์สมุ่งเน้นให้ผู้หญิงทุกคนเปลี่ยนการแต่งกายแบบเดิมๆ อันแสนน่าเบื่อ ลุกขึ้นปฏิวัติการแต่งตัว เพื่อสร้างสไตล์ใหม่ๆ เพิ่มความสนุกสนานกับการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ รูปร่าง และในแบบฉบับไม่ซ้ำใคร สนใจคลิกเข้าไปศึกษารายละเอียดกันที่ www.thedailystylista.wixsite.com/thedailystylista

 

เมื่อโลกคือผู้หญิงครึ่งหนึ่ง สุวิตา สิงห์สัจจเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/women/460718

เมื่อโลกคือผู้หญิงครึ่งหนึ่ง สุวิตา สิงห์สัจจเทศ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เรื่องของผู้หญิง คือ เรื่องของคนครึ่งหนึ่งบนโลกใบนี้ บทความนี้มิใช่จะสะท้อนถึงครึ่งหนึ่งของสรรพสิ่ง หากกำลังจะสะท้อนถึง “ผู้หญิง” คนหนึ่ง ถึงแง่มุมความเป็นหญิงผ่านธุรกิจและครอบครัวของเธอ “สุวิตา สิงห์สัจจเทพ” ผู้บริหารแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิง ลิน อราวด์ (Lyn Around) เธอคือใครในมุมของนักบริหาร ภรรยาและแม่ของลูก แล้วจะพบว่า “ความเป็นผู้หญิง” สร้างและเติมเต็มโลกใบนี้อย่างไร

สุวิตา นามสกุลเดิม จันทร์ศรีชวาลา เริ่มเข้ามาดูแลบริหารงานในยัสปาลกรุ๊ป เมื่อสมรสกับยศเทพ สิงห์สัจจเทศ ตระกูลใหญ่เจ้าของบริษัทแฟชั่นรีเทลแถวหน้าของไทยอย่างยัสปาล จากนั้นจึงเริ่มเข้ามาดูแลสินค้าในไลน์แอกเซสซอรี่ของเครือ ทั้งแบรนด์ดังอย่าง CPS CHAPS, CC DOUBLE O และแบรนด์รองเท้ากระเป๋าอันดับต้นๆ ของไทย ”Lyn” รวมทั้งแบรนด์น้องใหม่อย่าง Quinn ด้วย

ในมุมของนักธุรกิจ เธอเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lyn Around ในปี 2554 หรือเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา การทำงานของสุวิตาเน้นความทุ่มเทและดำเนินการด้วยตนเองในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคุยกับดีไซเนอร์ การผลิต เมอแชนไดซิ่งโอเปอเรชั่น การดูแลฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด เรียกได้ว่าดูด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ ปัจจุบันลิน อราวด์ขยายสาขาทั่วประเทศไปแล้วกว่า 30 แห่ง ยอดขายปีที่แล้วคิดเป็นรายได้กว่า 800 ล้านบาท อัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 5-6%

ในมุมของความรัก เธอพบรักกับสามี ซึ่งจะกล่าวว่าเป็นรักแรกก็ไม่น่าจะผิด สุวิตาจบประถมศึกษาที่ ร.ร.วัฒนาวิทยาลัย ก่อนจะย้ายไปเรียนไฮสกูลที่ St.Leonards Mayfield School, UK ที่ไฮสกูลนี้เองเธอได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับลูกพี่ลูกน้องของสามี ช่วงหยุดฤดูร้อนกลับเมืองไทยจึงได้เจอกับพี่ชายของเพื่อนสาว แม้ช่วงแรกจะไม่ได้คบหากันจริงจัง หากในเวลาต่อมาเป็นฝ่ายชายเองที่มุ่งมั่นและบอกกับสุวิตาว่า “คือเธอนี่แหละ”

“เพราะความมุ่งมั่นของเขา ทำให้เราแน่ใจว่า อาจเป็นเขานี่ก็ได้” สุวิตาเล่าด้วยรอยยิ้ม

ทุกครั้งที่ปิดภาคฤดูร้อน กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ก็เป็นทุกครั้งกับที่ได้มีโอกาสสานความสัมพันธ์ จากนั้นก็คบหากันมาโดยตลอด จากไม่จริงจังก็เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อสุวิตาเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ 1 ปีพอดี สาวสวยจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นศึกษาต่อปริญญาโท Master of Science in Financial Analysis ที่มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ทั้งที่สนใจธุรกิจจิวเวลรี่มาก ได้ลองไปศึกษาเกี่ยวกับจิวเวลรี่อยู่นาน คิดว่าอยากทำเครื่องประดับ กำลังจะเรียนดูพลอยอยู่ทีเดียว ก็บังเอิญว่าแต่งงานเสียก่อน”

เมื่อแต่งงานกับหนึ่งในทายาทของยัสปาล ก็ไม่แปลกที่ความสนใจของสุวิตาจะหันเหมาที่ธุรกิจแฟชั่น โดยขณะนั้นสามีรับผิดชอบดูแลบิซิเนสยูนิตของตระกูลด้านแฟชั่น ทำรองเท้า Lyn Shoes ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก สะใภ้คนสวยต่อยอดเป็นสินค้าเครื่องหนังและช่วยดูในแอกเซสซอรี่อื่นๆ เช่น รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา และแว่นตา รวมทั้ง Lyn Around ที่ทำเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงในอีกหลายปีต่อมา

“เป็นช่วงสนุกของชีวิต ที่ทำงานด้วย เรียนปริญญาโทด้วย และทำธุรกิจด้วย ช่วงนั้นเราทั้งคู่เดินทางรอบโลก ดูตลาดเครื่องหนังและทำเครื่องหนังออกมาให้ดูดีและโดดเด่นที่สุด” สุวิตาเล่า

ในมุมของความเป็นแม่ สุวิตาแต่งงานแล้วมีลูกชายคนแรก “อาร์วี” เมื่ออายุ 27 ปี หากก็เป็นท้องแรกที่ยังมีพลัง และเดินทางไม่ (ยอม) หยุดอยู่นั่นเอง เมื่อลูกคนแรกอายุ 1 ขวบครึ่งก็เป็นตอนที่สุวิตาจะเปิดธุรกิจใหม่เสื้อผ้าแบรนด์แรกของเธอ Lyn Around พุ่งเป้าที่กลุ่มไฮเอนด์ เสื้อผ้าเน้นในรายละเอียดความเป็นผู้หญิง บอกเล่าความเป็นผู้หญิง มิกซ์แอนด์แมตช์สำหรับผู้หญิงที่ชอบหยิบจับปรับแต่ง สวยน่ารักและมีสไตล์

“ก็เพราะเราจะทำเสื้อผู้หญิง ก็เป็นตอนเดียวกับที่ต้องถามตัวเองว่า เราเป็นคนแบบไหน เราชอบอะไร เราชอบรายละเอียด ชอบคุยชอบเขียน ชอบเล่าบอกในสิ่งที่เป็นเรา ชอบครีเอทีฟ ชอบวาดฝัน ไม่เฉพาะแค่เรื่องแต่งตัว แต่กับทุกเรื่อง” สุวิตาเล่า

ชอบทุกอย่างที่มีดีเทลหรือรายละเอียด สุวิตานำสิ่งที่คิดมาใส่ไว้ในลิน อราวด์ ลุคคือผู้หญิง เพราะผู้หญิงจะเป็นผู้สวมใส่ แบรนดิ้งมาจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด ทั้งจากบุคลิกของตัวร้านเองด้วย สุวิตาเล่าว่า ภาพของแบรนด์มีความชัดเจนมาก โดยเมื่อหัวใจของแบรนด์ชัด ก็วาดกรอบได้ง่าย โดยรวมแล้วเธออยากสร้างความแตกต่าง ทุกคนเห็นแล้วอยากให้รู้จักและจำ ลิน อราวด์ ได้ทันที

 

“เด็กผู้หญิงฝันเยอะนะคะ เด็กผู้หญิงมีความฝันเสมอ”

เมื่อพูดถึงเด็กผู้หญิง ลูกคนที่สองเป็นผู้หญิงชื่อน้องเอวา ในมุมของผู้หญิงทำงานเลี้ยงลูก สุวิตาบอกว่า ผู้หญิงที่เป็นแม่และทำงานทุกคน แบ่งเวลายังไงก็ไม่พอ เธอก็เช่นเดียวกัน สำหรับเธอแล้วใช้วิธีว่าหากช่วงไหนเบรกได้ก็เบรก รวมทั้งวางแผนการบริหารเวลาล่วงหน้า ช่วงเวลาใดดูแลลูกดูแลครอบครัว ช่วงเวลาใดเป็นช่วงเวลาทำงาน

“เวลาของเรายังมีไม่พอสำหรับทำงาน มีไม่พอสำหรับที่จะต้องไปดูในแต่ละจุดในแต่ละรายละเอียด ดีไซน์ยังไงให้สวย ทำยังไงเพิ่มอะไรตรงไหน มีซัมธิงตลอดเวลา มีอะไรที่ต้องคิดต้องทำต่อเนื่องตลอดเวลา แต่ถ้าเราวางแผนล่วงหน้า จะทำได้นะ แต่เราต้องเป๊ะ ถึงเวลาต้องทำตามแผน ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นรูทีนทั้งลูกและงาน”

เวลาทำงานคือเวลาทำงาน แต่ก็ทำงานที่บ้านและประชุมที่บ้านบ่อยครั้ง บ้านกับที่ทำงานระยะทางไม่ห่างกันมาก เวลาใดที่สุวิตามาทำงานที่ออฟฟิศ เธอจะใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่า ใครจะเข้าพบหรือเข้ามาคุย ต้องลุยเข้ามาเลย เพราะถ้าออกจากที่ทำงานแล้วจะแล้วกัน ในแต่ละสัปดาห์จะปลีกเวลาบางส่วนเพื่อไปรับส่งลูกที่โรงเรียน พาลูกไปว่ายน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน

“ตอนเป็นเด็กเป็นนักกีฬาว่ายน้ำค่ะ ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาว่ายน้ำเท่าไหร่ แต่จัดการให้ตัวเองพาลูกไปว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง” สุวิตาเล่า

สุวิตาเล่าว่า เด็กมีชีวิตเป็นของตัวเอง ก็ใช่เหมือนกันที่ต้องมีพี่เลี้ยงที่ดี แต่บางอย่างบางเรื่องก็คือแม่เท่านั้น สำหรับสุวิตาแล้วคนเป็นแม่ต้องนอนกับลูก คุยกับลูก พูดกับลูก ดูแลเลี้ยงดูสั่งสอนลูก ตระกูลสิงห์สัจจเทศเป็นตระกูลใหญ่ ซึ่งดีตรงนี้เพราะเราช่วยกันดูแลเด็กๆ ของเรา ทุกเย็นที่สนามหญ้าหน้าตึก เด็กทุกคนในบ้านจะออกมาเล่นกัน ลูกๆ เล่นกันที่กลางสนาม ส่วนผู้ใหญ่ก็ใช้เวลาร่วมกัน

ตอนนี้อาร์วี 7 ขวบ ส่วนเอวา 3 ขวบ คุณแม่วางใจได้เปลาะหนึ่งแต่ก็ยังดูแลใกล้ชิด เป็นคุณแม่ที่มีความสุข เพราะใช้สูตรเดียวกับคุณพ่อหรือคุณตาของเด็ก คือถ้ามีเวลาต้องพาลูกเที่ยว ล่าสุดเพิ่งพาน้องอาร์วีและน้องเอวาและคุณพ่อของน้องๆ ไปเที่ยวอังกฤษ ทุกเวลานาทีคือการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีความหมายที่สุดกับตัวคุณแม่เอง อนาคตของลูกไม่ใช่เรื่องเรียนเก่งเรียนไม่เก่ง ไม่ใช่เรื่องทำงานหรือไม่ทำงาน ไม่ใช่อื่นใดมากไปกว่าลูกทั้งสอง จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเต็มศักยภาพของตน

“ชีวิตนี้ถ้าจะทำอะไรก็เพราะอยากทำ ทำธุรกิจก็เพราะอยากทำธุรกิจ ทำเสื้อผ้าก็เพราะอยากทำเสื้อผ้า มีความรักก็แต่งงาน มีลูกก็เพราะอยากมีลูก แฮปปี้กับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราประสบความสำเร็จ แต่ถึงจะเฟลหรือล้มเหลว เราก็มีความสุขได้ถ้าใจเรายอมรับ หรือมันเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ” สุวิตาเล่า

 

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469866

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

โดย…ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

คนยุคใหม่ตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น จึงหันมาออกกำลังกาย เริ่มกินอาหารคลีน และดูแลสุขภาพไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตและการจัดสรรเวลาของแต่ละคน บางคนคิดว่าตราบใดที่ไม่อ้วน ไม่เป็นโรค ก็พอใจแล้ว ขณะที่บางคนต้องการมีซิกซ์แพ็ก และยังมีบางคนที่ทั้งออกกำลังกายและดูแลเรื่องการกินไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือการมีสุขภาพดี

แล้วการมีสุขภาพดี หมายถึงอะไร? เพราะบางครั้งเราก็ได้ยินข่าวคนใกล้ตัวที่ดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่กลับเข้าโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ หรือผู้ชายบางคนดูภายนอกกล้ามโต แต่พอใช้แรงยกของหนักๆ กลับหมดแรงเร็วกว่าผู้ชายหุ่นผอมบางคนซะอีก ทำให้หลายคนมีคำถามว่า แล้วจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ว่าเรามีสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์มหรือไม่

ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท จะมาไขข้อสงสัยให้ฟัง

 

“การที่จะดูว่าใครสุขภาพดี ไม่ได้ดูจากน้ำหนักตัวว่าอ้วนหรือผอม และก็ไม่ได้ดูจากมวลกล้ามเนื้อ แต่จะต้องพิจารณาองค์รวมทั้งหมด โดยเกณฑ์หนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าสุขภาพร่างกายดีหรือไม่ คือสมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ เนื่องจากร่างกายที่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะท้อนถึงลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกด้วย ดังนั้นการมีสมรรถภาพทางกายที่ดี จึงส่งผลให้มีสุขภาพดีด้วย”

สมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ มีองค์ประกอบ 5 อย่าง

1.ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต คือ สมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ การทำงานของหัวใจและปอดที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขณะที่ร่างกายใช้งานอย่างต่อเนื่องได้อย่างเพียงพอ

สังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าแล้วหอบหรือเปล่า ตอนปั่นจักรยานที่สนามเขียว (ระยะทาง 23.5 กม.) ต้องแวะจุดพักเพื่อหายใจกี่ครั้ง หัวใจจะระเบิดออกมานอกซี่โครงหรือยัง เป็นต้น

 

ถ้าความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตดี ร่างกายลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ได้ดี ระบบเผาผลาญมีประสิทธิภาพ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ความเครียดก็จะลดลง

2.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คือ กำลังสูงสุดหรือแรงต้านของกล้ามเนื้อขณะใช้งานรูปแบบต่างๆ ในความพยายามครั้งหนึ่ง เช่น การยกน้ำหนัก การผลักประตูบานใหญ่ การยกเก้าอี้ ฯลฯ

นอกจากจะใช้แรงในการผลัก ยก หรือดึง สิ่งของต่างๆ แล้ว เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยพยุงข้อต่อและเส้นเอ็นต่างๆ ขณะเคลื่อนไหว จึงไม่บาดเจ็บง่าย ถือเป็นการป้องกันความปวดเมื่อยและ
การเจ็บปวดเรื้อรังสุดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี

ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง จะช่วยทำให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองดีขึ้น การบาดเจ็บหรือปวดเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อจะลดลง บุคลิกภาพและการจัดวางท่าทางของร่างกายก็จะดีขึ้น

3.ความทนทานของกล้ามเนื้อ คือ ขีดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งการใช้อยู่กับที่และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ลองนึกถึงเวลายกของหนักค้างไว้ การขึ้นบันไดหลายชั้น การปั่นจักรยานระยะไกล ฯลฯ

 

ถ้ากล้ามเนื้อทนทาน เราจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บ และยังช่วยเสริมความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

4.ความยืดหยุ่น คือ ขีดความสามารถของการขยับข้อต่อหรือกลุ่มข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงจะสามารถเคลื่อนไหวผ่านข้อต่อในมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงเคยเห็นนักยิมนาสติกหรือนักบัลเลต์ที่มีความยืดหยุ่นตัวมากๆ กันมาแล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่คิดว่าจะเตะขาสูงหรือฉีกขาได้ขนาดนั้น แต่การยืดหยุ่นก็ช่วยให้เราเส้นไม่ยึดตอนก้าวขาข้ามน้ำขังหรือเอี้ยวตัวหลบมอเตอร์ไซค์บนฟุตปาท แถมไม่เป็นตะคริวเวลาวิ่งออกกำลังกายด้วย

บางคนอาจจะตัวอ่อนตามธรรมชาติ บางคนต้องหมั่นพัฒนาตัวเองจนตัวอ่อน ดังนั้นความยืดหยุ่นจึงไม่เกี่ยวกับรูปร่างและอายุ บ่อยครั้งที่สาวพลัสไซส์อาจจะตัวอ่อนและยืดหยุ่นได้ดีกว่าหนุ่มหล่อกล้ามใหญ่บางคน ถ้าร่างกายยืดหยุ่น จะเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว ร่างกายมีความสมดุล รักษาสภาพการทำงานของข้อต่อ และลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

5.องค์ประกอบร่างกาย คือ อัตราส่วนของน้ำ มวลกระดูก กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกายเมื่อเทียบกับส่วนสูงและน้ำหนักตัว คำนวณเบื้องต้นจากดัชนีมวลกาย

องค์ประกอบร่างกายไม่ได้วัดกันแค่น้ำหนักเท่านั้น เพราะบางคนมีรูปร่างและส่วนสูงใกล้เคียงกัน อีกคนน้ำหนักน้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีมวลกล้ามเนื้อ ขณะที่อีกคนมีน้ำหนักมากกว่าเพราะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า น้ำหนักจึงไม่ได้บอกว่าใครมีสุขภาพดีกว่ากัน เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่ามวลไขมันอยู่แล้ว

ถ้าองค์ประกอบร่างกายดี จะมีสัดส่วนรูปร่างเหมาะสม กระบวนการทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพ สุขภาพโดยรวมก็จะดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้

รู้อย่างนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะได้สำรวจตัวเองและค่อยๆ ปรับไลฟ์สไตล์ จะได้สุขภาพดี มีหุ่นที่ฟิต & เฟิร์มอย่างแท้จริง

 

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469611

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสุนัขในเวอร์ชั่นนี้ เหมาะกับผู้ที่ฝึกท่าสุนัขแบบพื้นฐานได้แล้ว การก้มหน้าผากไปแตะที่หัวเข่าจะเป็นการเน้นการทำงานของร่างกายส่วนบนมากขึ้น ช่วยยืดต้นคอ บ่า ไหล่ ส่วนบน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด อาการนอนไม่หลับ เพิ่มพลังงานให้ทั่วร่างกาย ทำให้ระบบประสาทและสมองเกิดความสงบ

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นจากท่าสุนัข

 

2 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้น โดยตะแคงเท้าซ้าย ให้ปลายนิ้วเท้าชี้ออกไปด้านข้าง และยกตรงๆ ไม่บิดสะโพก ตามกำลัง สู่ท่าสุนัข 3ขา ค้างท่าไว้ 15 วินาที หายใจเข้าออกสักครู่

 

3 หายใจออกส่งขาซ้ายมาที่ท้องหรือสะดือแล้ววางฝ่าเท้าไว้ที่ต้นขาขวาเหนือลูกสะบ้าเข่าอย่ากดทับที่หัวเข่าแรง วางส้นเท้าไว้บนต้นขาให้น้ำหนักอยู่ที่ต้นขาไม่ใช่หัวเข่า แล้วหายใจเข้าออกสัก 2 รอบลมหายใจขณะค้างท่านี้

 

4 หายใจเข้าให้ลึก ไล่ลมออกให้หมด เมื่อหายใจออกให้ก้มศีรษะไปหาหัวเข่า จนกระทั่งหน้าผากหรือจมูกวางแตะไว้ที่หัวเข่าซ้าย หายใจเข้าออกประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลาย จากนั้นค่อยทำสลับข้าง เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่าเด็กหมอบ