‘กุ้ง-ศรุดา’ จับมือ ‘แพนเค้ก’ สร้างความสุข!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241290

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สนุกสนานและอบอุ่นสุดๆ สำหรับกิจกรรมดีๆ ที่สองสาวต่างวัยอย่างกุ้ง-ศรุดา นิ่มพิทักษ์พงษ์ (กุ้ง คูนิต้า) จับมือนางเอกแถวหน้าของวงการอย่าง แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ร่วมกันรังสรรค์กิจกรรมและเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้คุณพ่อ-คุณแม่ และคุณลูกได้ทำกิจกรรมร่วมกันผ่านกิจกรรม Harajuku Kids Fashion Walkโดยให้คุณพ่อ-คุณแม่พาคุณลูกเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการแต่งตัวแบบจัดเต็มในแนวฮาราจุกุ มาเดินแฟชั่นบนถนนทองหล่อ โดยตั้งขบวนนำโดยธง Teddy House และป้าย HarajukuKids เพื่อเดินไปยังที่หมายระยะทางที่เดินประมาณ 40 เมตรถึง Teddy Castel (ทองหล่อ ซอย 5) ร้านน้องหมีน่ารักๆ ของสาวแพนเค้กนั่นเอง

เมื่อได้ฤกษ์ดี พี่กุ้งของน้องๆ ก็เดินนำขบวนเด็กๆ กว่า 40 ชีวิต เดินจาก Market Place ถนนทองหล่อ ข้ามถนนมายังทองหล่อ ซอย 5 เมื่อมาถึง พี่แพนเค้ก ก็เดินรอมารับน้องๆ หน้าร้าน Teddy Castel ด้วยชุดนางฟ้าแสนสวย ทำเอาเด็กๆ ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จากนั้นพี่แพนเค้กก็พาเด็กๆ เข้าปราสาทเด็กๆ กับคุณพ่อ-คุณแม่ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นปราสาทในฝันของเด็กๆ เลยก็ว่าได้ ตามทางเดินเด็กๆ ก็จะได้เห็นตุ๊กตาหมีเต็มไปหมด นอกจากนี้พี่แพนเค้กพาน้องๆ ไปยัง Teddy Café ซึ่งมีขนมไว้รองรับ จากนั้นพี่แพนเค้กกล่าวต้อนรับเด็กๆและเล่าเรื่องราว (นิทาน) เกี่ยวกับที่มาของเหล่าเจ้าชายนางฟ้าให้ฟัง รวมทั้งร้องเพลงประจำเหล่า Harajuku Kids (แบ่งปันเธอและฉัน สุข ทุกข์ ร่วมกัน อบอุ่นความสัมพันธ์ ยืนนาน) เด็กๆ ตั้งใจฟังและช่วยร้องกันอย่างสนุกสนาน เมื่อฟังจบพี่แพนเค้กก็เชิญชวนน้องๆ ร่วมร้องเพลง Happy Birthday ครบรอบ 5 ขวบให้กับ “น้องดีดี้”หลานแท้ๆ ของพี่หมี (สารวัตรหมี) ที่บินตรงมาจากสกอตแลนด์เตรียมพบกับเหล่า Harajuku Kids แบบเต็มๆ ได้ในงาน Japan Expo Thailand2017 ระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ ส่วนเด็กๆ คนไหนที่อยากจะไปเที่ยวที่ Teddy Castel แล้วล่ะก็ ชวนคุณพ่อ-คุณแม่ไปเที่ยว ไปช็อป ไปถ่ายรูปกับเหล่าตุ๊กตาหมี และโลกแห่งเทพนิยายได้ที่ทองหล่อ ซอย 5 เปิดให้บริการแล้วนะจ๊ะ!!!

อั้ม-พัชราภา นำทีม ซูเปอร์สตาร์คนดัง ร่วมฉลอง ‘มหานครหฤหรรษ์แห่งอีสาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241288

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ นำทีมดาราชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย อาทิ เจมส์-จิรายุ, กบ-สุวนันท์ และครอบครัว, โต๋-ศักดิ์สิทธิ์, รัดเกล้า อามระดิษ, เกรซ- กาญจน์เกล้า, ณัฏฐ์ เทพหัสดินฯ, อ้วน รังสิต, แอม-ปฏิญญา, จ๊ะจ๋า-พริมรตา, เก๋-ชลดา เมฆราตรี, ตุ๊ก-ชนกวนันท์, กิก-ดนัย, ต๊ะ-วริษฐ์ ฯลฯ

ร่วมเฉลิมฉลองปรากฏการณ์ใหม่ เดอะมอลล์ นครราชสีมา มหานครหฤหรรษ์แห่งอีสาน “THE GREATEST KINGDOM OF HAPPINESS IN ISAN” อภิมหาอาณาจักรห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้ายิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งภูมิภาคอีสาน พร้อมสัมผัสปรากฏการณ์ความหฤหรรษ์ “ครั้งแรก!! หิมะตกที่โคราช” รวมถึงความบันเทิงระดับโลกมากมายสำหรับพิธีเปิดงานที่ เดอะมอลล์ นครราชสีมา ได้ทำพิธีเปิดโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ โดยการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ครั้งนี้ ลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท ภายใต้รูปแบบ “มหานครหฤหรรษ์แห่งอีสาน” หรือ “THE GREATEST KINGDOM OF HAPPINESS IN ISAN”

Hollywood stars : 23 ตุลาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241293

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

O แอนเจลีนา โจลี นักแสดงดัง เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ FBIพร้อมกับลูกๆ เพื่อหาสาเหตุและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องแบรด พิตต์ วัย 52 ปี บันดาลโทสะใส่แม็ดด็อกซ์ ลูกชายบุญธรรมวัย 15 ปี บนเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา จนโจลีตัดสินใจฟ้องหย่าในวันที่ 19 ก.ย. TMZ รายงานว่าเจ้าหน้าที่ FBI ใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในการสอบปากคำ พร้อมกันนั้นยังพยายามรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายเด็กเพื่อใช้ในการดำเนินบนขั้นตอนของศาลต่อไป รายงานระบุเพิ่มเติมด้วยว่า แม็ดด็อกซ์ถึงขั้นปฏิเสธเจอหน้าพ่อบุญธรรมเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมอีกด้วยว่า นับตั้งแต่ที่มีการฟ้องหย่า แอนเจลีนา โจลี ก็ไม่เคยติดต่อพูดคุยกับ แบรด พิตต์ อีกเลย นอกจากมีการเจรจาแลกเปลี่ยนข้อตกลงเรื่องการเลี้ยงดูลูกผ่านทางตัวแทนของแต่ละฝ่ายเท่านั้น

O หลังมีข่าวลือว่า เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ นักแสดงสาวคนดัง กำลังคบหาดูใจกับ ดาร์เรน อโรนอฟสกี้ ผู้กำกับหนังชาวอเมริกันอยู่ ล่าสุดมันก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะ เรดาร์ สื่อบันเทิงชื่อดังแฉว่าพวกเขาควงกันไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันอย่างชื่นมื่น ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้ว่าดาราสาวคนดังมากินข้าวในร้าน แต่ปาปาราซซี่สังเกตเห็น ทั้งคู่พยายามทำให้มันไม่โดดเด่น แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขารักกันมากๆ เมื่อไม่นานมานี้ เจนนิเฟอร์ทำงานกับโปรเจกท์ที่หนักหนาสาหัส และเธอก็พึ่งความช่วยเหลือจาก ดาร์เรน จากนั้นพวกเขาติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง นับได้ว่านี่เป็นความรักแบบต่างรุ่น เพราะลอว์เรนซ์ เพิ่งมีอายุแค่ 25 ปีเท่านั้น แต่ อโรนอฟสกี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง Black Swan นั้น ปาเข้าไปถึง 47 ปีแล้ว ไม่รู้ว่า ลอว์เรนซ์ จะสมหวังในความรักรึยัง หลังเธอเคยคบกับทั้ง คริส มาร์ติน นักร้องนำของวง Coldplay และ นิโคลัส ฮอลท์ ดาราหนุ่มสุดหล่อ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

O ปีนี้มีเรื่องหย่าร้างเยอะเกินจนแทบนับไม่ไหว ล่าสุด ถึงคิวคู่รัก 9 ปีอย่าง โทบี แมไกวร์ กับ เจนนิเฟอร์ เมเยอร์ ที่ตัดสินใจหย่าร้างถึงแม้ว่าทั้งคู่จะมีลูกด้วยกันแล้วก็ตาม อดีตคู่แต่งงานได้ให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสาร People เกี่ยวกับการแยกทางในครั้งนี้ว่า แม้จะตัดสินใจว่าจะแยกทางกัน แต่สำหรับความเป็นพ่อแม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นลูกของเขาทั้งคู่ ซึ่งยังคงมีความรักความเคารพ และมิตรภาพที่ดีต่อกัน เมเยอร์เผยด้วยว่า ชีวิตแต่งงานของเธอในครั้งนี้มีความสุขมาก

O นักแสดงเจ้าบทบาท วัย 30 ปี อย่าง อแมนดา ไซย์ฟรีด เปิดใจกับสื่อ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอกำลังป่วย และยังต้องรับการเยียวยามากว่า 11 ปีไซย์ฟรีดบอกกับนิตยสาร Allure เกี่ยวกับปัญหาด้านสุภาพ พร้อมเผยว่าเธอเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคดังกล่าวตั้งแต่อายุ 19 ปี ทำให้ต้องกินยา Lexapro ต่อเนื่องนานถึง 11 ปีแล้ว รวมถึงได้ทำ MRI สแกนสมองจึงพบว่า สมองของเธอบวม แล้วจากนั้นนักประสาทวิทยาเลยส่งให้เธอไปบำบัดกับจิตแพทย์ นักแสดงสาวเสริมด้วยว่า พออายุมากขึ้นแรงกดดันจากความกลัวก็เริ่มน้อยลง จึงคิดแค่ว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อให้หายป่วย เอ้า!ขอให้เธออาการดีขึ้นโดยเร็ววันนะจ๊ะ

O หลังจากมีข่าวช็อก เมื่อนักแสดงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม เชลีน วูดลีย์ถูกตำรวจรวบหลังเข้าร่วมประท้วงโครงการ Dakota Access Pipeline การสร้างท่อน้ำมันตัดพื้นที่ เนื่องจากเป็นกังวลว่าจะมีสารปนเปื้อนละลายลงสู่แม่น้ำที่ใช้ดื่มและทำลายระบบนิเวศน์อื่นๆ ทำให้ประชากรในระแวกนั้นเกิดความไม่พอใจ ยิ่งไปกว่านั้นเชลีนได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว เล่าว่าเธอกำลังโดนจับข้อหาบุกรุกพื้นที่ ภายหลัง ทางกฎหมายได้ตัดสินให้เธอจำคุกเป็นเวลา 60 วัน และปรับเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 3 พันดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 106,000 บาท แต่อย่างไรก็ตามยังมีแฟนๆ จำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวร่วมส่งกำลังใจมาให้เธอ

 

Star Retro : ใต้ร่มพระบารมี เมื่อครั้ง ‘นาท ภูวนัย’ มีโอกาสถวายงานรับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241294

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักแสดงรุ่นใหญ่อดีตพระเอกขวัญใจประชาชน “นาท ภูวนัย” เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้มีโอกาสรับใช้สนองคุณแผ่นดินในฐานะข้าราชการ แม้ในวันที่เกษียณราชการแล้ว เขายังคงความภาคภูมิใจอยู่มิคลาย หลายครั้งที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายงาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ นับเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิตและครอบครัวภูวนัย

นาท เล่าถึงความปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้ของตนเองว่า ครั้งแรกในชีวิตที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือเมื่อตอนที่เล่นหนัง “แม่ศรีไพร”แล้วท่านเสด็จฯทอดพระเนตรที่โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุงซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมเล่น และเพิ่งได้รับราชการเป็นปลัดอำเภอครั้งแรกได้ 4 เดือน (ทำ 2 หน้าที่ในเวลาเดียวกัน ?) ครับคือตอนที่สอบปลัดนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าผมจะติดหรือไม่ติด แต่ว่าได้เป็นพระเอกหนังแล้ว ตอนหลังได้เป็นปลัดที่อำเภอสามโคก ปทุมธานี ถามว่าแบ่งเวลาอย่างไร คือวันเสาร์-อาทิตย์ ผมจะถ่ายหนัง ถ้าวันธรรมดาก็ลาเอา เพราะว่า 1 ปีลาได้ 60 วัน นอกนั้นคือตั้งใจทำงานให้ดี และอีกอย่างคือเราเป็นพระเอกหนัง เราสามารถช่วยงานราชการได้เยอะเลย อย่างเช่นถ้าในอำเภอจัดงาน หนังที่นำมาฉายก็จะฟรี

สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น พระองค์ท่านทอดพระเนตรหนังจนจบ พอเสด็จลง ท่านก็ตรัสถามผมว่า“ขี่ช้างเหนื่อยไหม?” เพราะว่าในเรื่องเราจะต้องขี้ช้างตลอด ผมก็ตอบว่า “ไม่เหนื่อยพระเจ้าข้า” (หัวเราะ) ตามจริงต้องพระพุทธเจ้าข้า แต่เรารีบตอบ แล้วท่านก็เสด็จไปที่คุณวิจิตร คุณาวุฒิ และชมว่า “หนังดีนะ เพลงดี วิวดีคงทำเงินนะ” ซึ่งปรากฏว่ารายได้ตอนนั้น 3 ล้านบาทในสมัยนั้นถือว่าสูงมาก

ครั้งที่ 2 ผมได้รำถวายหน้าพระที่นั่ง ซึ่งเรียกว่า รำเหย่ย คือการรำเถิดเทิงแบบโบราณ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงจัด แล้วก็หาเงินให้กับทหารชายแดน พระองค์ก็ทอดพระเนตรมีนักแสดงหลายคนมากที่รำในวันนั้น และได้รับพระราชทานของที่ระลึกจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน

ครั้งที่ 3 คือรับพระราชทานรางวัลพระสุรัสวดีหรือ ตุ๊กตาทอง เมื่อปี 2517 จากภาพยนตร์เรื่อง “ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ” ตุ๊กตาทองถือเป็นความสูงสุดเต็มเปี่ยมของนักแสดงสมัยนั้นแล้ว เพราะว่าสมัยก่อนไม่มีโรงเรียนไม่มีแอ๊กติ้งโค้ช การแสดงของเราเกิดจากตัวเราเองเหมือนพรสวรรค์ และพรแสวงที่ประกอบกัน ภาพตอนที่เข้ารับพระราชทานรางวัลหายไปแล้ว ผมรู้สึกเสียดายมาก

น้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ

ผมทำงานรับราชการไปตามขั้นตอน จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2529 บางคนบอกว่าข้าราชการเป็นผู้รับใช้ประชาชน แต่จริงๆ ข้าราชการ มาจากคำว่า ข้ารัชกาล กล่าวคือข้ารับใช้ในหลวง ซึ่งเป็นผู้บริการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งพระราชดำรัสและพระราชดำริของพระองค์ท่านมีมากมาย ซึ่งผมก็ได้น้อมนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้ อย่างภาคอีสานชาวบ้านก็มาร้องเรียนว่าน้ำแล้ง เราก็ต้องคิดหาวิธีช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งผมจำได้ว่าพระองค์ท่านทรงคิดแยกที่ดินแปลงหนึ่งทำเกษตร คือมีปลูกข้าว ทำบ่อน้ำ ปลูกบ้านทำผักสวนครัว ซึ่งการที่ท่านแยก ก็คือไร่นาสวนผสม สรุปคือท่านจัดโซนนิ่งให้มันเป็นระบบ เราก็นำมาปรับใช้กับชาวบ้านที่ทอผ้าไหม เลี้ยงไหมปลูกหม่อน

ต่อมาผมได้ย้ายไปที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่พระองค์ท่านเสด็จฯ เหล่านายอำเภอก็มาถวายพานพุ่มรวมทั้งทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น เหล่าข้าราชการประชาชนก็มีฟ้อนรำถวาย ภรรยาผม (นิตยา คชหิรัญ) ก็ฟ้อนด้วย พอถึงคิวนายอำเภอเดิน ซึ่งเชียงใหม่มี 10 กว่าอำเภอ พอถึงอำเภอพร้าว นาท ภูวนัย ประชาชนลุกฮือกันเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงยกกล้องขึ้นมาถ่าย เราก็นั่งลงถวายบังคม พระราชินีทรงตรัสถามว่าเราคือใคร นางสนองพระโอษฐ์ก็ตอบว่า นาท ภูวนัย เพคะ เท่านั้นเองพระองค์ท่านก็ทรงพระสรวล (ความรู้สึกตอนนั้น ?) อย่าลืมว่านักแสดงเราเขินไม่เป็นหรอก เราเคยที่อยู่ๆไปวิ่งร้องไห้ในตลาดมาแล้ว ถ้าเรียกศัพท์เราก็คือหน้าด้านแล้ว แต่มีอย่างเดียวคือ ประหม่าต่อหน้าพระพักตร์ แต่ด้วยว่าผมเคยพบพระองค์ท่านมาบ่อยครั้ง ก็เลยทำให้ลดความประหม่าลงไปเยอะ หลังจากนั้นผมไปเป็นนายอำเภอบางเลน และเป็นนายอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ท่านเสด็จฯไปที่วัดหลวงพ่อโสธร เราก็ได้ไปเฝ้าฯรับเสด็จด้วย แต่ว่าอยู่ไกลๆ ภรรยาผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายขนมเปี๊ยะ ซึ่งเป็นขนมเปี๊ยะที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้กับพระองค์ท่าน

ได้ถวายงานจนถึงวาระเกษียณราชการ

คือครั้งแรกที่รับราชการเป็นปลัด 4 เดือน ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่าน นั่นคือเป็นข้าราชการครั้งแรก แล้วพอจะเกษียณได้ไปอยู่ประจวบฯ โดยเป็นรองผู้ว่าฯ ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ที่นี่จนเกษียณ ก็ได้รับใช้พระองค์ท่าน โดยเป็นรองผู้ว่าฯที่ดูแลเขตหัวหิน ปราณบุรี กุยบุรี สามร้อยยอดและมีหน้าที่ดูแลศูนย์เฝ้าฯรับเสด็จ เหมือนเป็นศูนย์บัญชาการ เป็นรองผู้ว่าฯประจำฝ่ายวังไกลกังวล หนึ่งคือเข้าเฝ้าฯถวายงานพระองค์ท่าน เดือนหนึ่งต้องแบ่งกันคนละอาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์จะเข้าเวร พอ 3 โมงเย็นต้องลงศาลากลาง แล้วเปลี่ยนเครื่องแบบ 4 โมงขึ้นรถ 5 โมงถึงวัง เข้าไปเซ็นชื่อรายงานตัวนั่งรอจนกระทั่งพระองค์ท่านเสด็จลง บางวันพระองค์ท่านก็เสด็จฯรอบวังไกลกังวล บางวันก็เสด็จกายภาพ เราก็ยืนถวายงาน ซึ่งจะมี 4 คน คือ ผู้ว่าฯ ศาล ทหาร ตำรวจ และผู้รอเฝ้าฯรับเสด็จซึ่งเป็นข้าราชการต่างๆ อีกมากมาย ท่านทรงสนพระทัยสิ่งรอบตัวนะ อย่างตอนที่มีไข้หวัดนกระบาดเขาก็จับไก่จับนกออกไปหมด ท่านทรงมีรับสั่งว่านกไก่หายไปไหนหมด และวันหนึ่งเราเห็นท่านกำลังทรงกล้องถ่ายเราก็เลยถามข้าราชบริพารว่าท่านทรงถ่ายอะไร ปรากฏว่าท่านทรงถ่ายรูปตุ๊กแก เพราะพระองค์ท่านเคยได้ยินเสียงตุ๊กแกที่วังตั้งแต่เด็ก แต่อยู่ๆกลับไม่ได้ยินเสียงมันร้อง คือพระองค์ท่านรักษาความเป็นธรรมชาติระบบนิเวศน์ และเหมือนว่าพระองค์ท่านสอนเราให้รักษาอะไรเดิมๆ เอาไว้ จารีตประเพณีให้ไว้เหมือนเดิม

พระราชกระแสรับสั่งเมื่อครั้งเข้าเฝ้าฯถวายงาน

มีหลายครั้งที่พระองค์ท่านทรงสร้างรอยยิ้มให้กับข้าราชบริพาร มีครั้งนึงผมกับผู้ว่าฯประสงค์ พิทูรกิจจา ยืนอยู่ที่ท้ายรถพระที่นั่งทะเบียน 9119 ผู้ว่าฯประสงค์ก็บอกว่า 91 19 มันออกนี่นางวดนี้ แล้วท่านเสด็จฯจากไหนมาไม่ทราบ ท่านมายืนแล้วรับสั่งถามว่า “ซื้อหรือเปล่า” ผู้ว่าฯประสงค์ก็ตอบว่า ไม่ทันซื้อพระพุทธเจ้าข้า ท่านก็ตรัสว่า “แล้วมันจะได้ตังค์ยังไง” เรานึกในใจว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าเรามอง เราพูดอะไรกันอยู่ และมีอีกเรื่องหนึ่งคือ คุณข้าวโพดเทียนสุนัขทรงเลี้ยงหนีจากวังไป 2 วัน ตอนนั้นท่านเสด็จฯมากรุงเทพฯ เราก็ตามหากันวุ่นเลย สองร้อยกว่าคน ตำรวจ ทหาร อส. แต่ไม่เจอ ปรากฏว่าชาวบ้านจับไว้ แล้วโทรศัพท์มาบอกก็ไปรับกลับเข้ามา ต่อมาอีกวันหนึ่งพระองค์ท่านก็จะเสด็จฯเข้ากรุงเทพฯ คุณข้าวโพดเทียนก็มาส่งเสด็จด้วยเราก็ยืนอยู่เหมือนท่านรู้ ท่านทรงพระดำเนินตรงมาที่เราเลยนะ แล้วตรัสว่า “เนี่ย เขาออกไปนอกวังมา 2 วัน เขาไปหาประสบการณ์” เราก็นึก เอ๊ะ ท่านพูดแสดงว่าท่านทรงรู้และท่านผู้หญิงเกนหลงเคยเล่าว่าเวลาทรงพระดำเนินไปนู่นไปนี่ ท่านจะมีเรื่องคิดตลอด พอมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นท่านก็จะคิดแล้วว่าท่านจะต้องลงไปดูด้วยพระองค์เองไหม แต่ท่านก็ทันโลกนะ อย่างเช่นวันพุธท่านจะทอดพระเนตรฟอร์มูล่าวัน ท่านโปรดชูมัคเกอร์ นักแข่ง ท่านจะทอดพระเนตรตลอด

เรื่องเล่าจากโต๊ะเสวย

ความปลาบปลื้มอีกเรื่องหนึ่ง คือนอกจากเฝ้าฯรับเสด็จแล้ว ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ผมยังมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะเสวยกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ บางครั้งก็ได้ร่วมโต๊ะกับพระบรมวงศานุวงศ์ แต่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีเพียงท่านเจ้าเมืองเท่านั้นที่มีโอกาส ทุกครั้งก็จะเห็นแต่แววพระเนตรที่มีแต่ความเมตตา อาหารที่ทรงเลี้ยงดูเหล่าข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯในตอนเย็น ณ พระราชวังไกลกังวล ก็จะมี 2 ชนิดคือไทยกับต่างประเทศ ใครใคร่ทานสิ่งใดก็ตามชอบ ผมได้สอบถามที่ห้องเครื่องว่าพระองค์ท่านเสวยอะไร ก็ได้รับคำตอบมาว่าเรากินแบบไหนพระองค์ท่านก็เสวยแบบนั้น ท่านไม่ได้เสวยอะไรที่พิเศษแปลกไปจากเราเลยจริงๆ แต่พวกที่ชอบมโนพูดมาก ไม่รู้จักพระองค์ท่านจริงๆ พูดเลอะเทอะเนี่ย ไม่รู้อย่าพูดดีกว่า เราไม่อยากพูดอะไรมาก ไม่ใช่ว่าเราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านแล้วเป็นแบบนี้นะแต่เพราะเราเห็นพระองค์ท่านเป็นแบบนี้จริงๆ ท่านทรงงานตั้งแต่ผมอายุได้ 7 วัน เกิดมาชีวิตเราก็เห็นพระองค์ท่านทรงงานตลอด แต่คนที่ไม่เข้าใจในพระองค์ท่านก็จะมโนภาพไปต่างๆ นานา ทำว่าเป็นผู้รู้ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยพบเหตุการณ์อย่างผมเลย พวกคุณทำอะไรกันบ้างในแต่ละวัน

สืบสานตระกูลข้าราชการ

ที่ผมมาเป็นข้าราชการ อาจจะเป็นเหมือนการสืบทอดต่อกันมาด้วย เพราะว่าผมเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ปู่ย่าตาทวดเป็นข้าราชการกันหมด เราก็คิดว่าอาชีพนี้คงจะเป็นอาชีพของเราแหละ อีกอย่างเรารักที่จะเป็นข้าราชการอยู่แล้ว แต่ตอนเด็กๆ อยากเป็นทหารมาก โดยเฉพาะทหารเรือพอดีว่าได้ดูหนังเรื่องทหารเสือกรมหลวงชุมพร แล้วชอบ เลยเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะเป็นทหารเรือ แต่ตอนมาสอบเกิดฝีขึ้นในหู สอบพละไม่ได้ เลยไม่ได้เป็น แต่ก็ยังไม่หมดหวังพ่อก็บอกว่าเป็นตำรวจก็แล้วกัน แต่พอดูแล้วคงจะต้องเปลี่ยนใจแล้วล่ะ เพราะว่าเราเป็นคนที่ตรงเกินไป ยอมหักไม่ยอมงอ คุณพ่อก็เลยบอกว่าต้องเป็นฝ่ายปกครอง ซึ่งอ่อนหน่อย ก็เลยให้เราเลือกเรียนฝ่ายปกครอง ส่งให้ไปเรียนปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์และต่อโทที่อเมริกา

ยังคงมุ่งมั่นที่จะรับราชการ

ตั้งใจที่อยากจะรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว คือเป็นอะไรก็ได้ ทหาร ตำรวจ คือเราเป็นข้ารัชกาลส่วนนักแสดงพอได้เป็นนายอำเภอก็เลิกแสดงเลย เพราะหน้าที่ผมต้องไปแสดงที่อำเภอ ไม่ได้มาแสดงที่หน้าจอหนังแล้ว ตอนนั้นอายุประมาณสามสิบกว่า ซึ่งก็กำลังดังพอสมควร ออกซะก่อนที่จะตก นอกจากนี้ผมก็ยังมีโอกาสได้มาแสดงภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท ที่เป็นความภาคภูมิใจ เพราะว่าก่อนที่จะได้เล่น ท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมยุคล) ต้องเสนอชื่อเข้าไปให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ดูว่าใครจะได้เล่นเป็นพ่อของพระสุริโยไท ตอนนั้นท่านมุ้ยหาคนเล่นไม่ได้ จนกระทั่ง เอก-สรพงศ์ บอกว่าท่านมุ้ยอยากพบผม อยากให้มาเล่นเป็นพ่อของพระสุริโยไท ผมก็ตอบตกลงเล่นเลย ท่านมุ้ยก็ทำหนังสือขอกรม ซึ่งตอนนั้นเราเป็นนายอำเภออยู่ที่ชัยภูมิ คืออะไรที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เราก็ยินดีที่จะถวายการรับใช้

พระราชดำรัสที่น้อมนำมาใช้ในชีวิต

ผมถ่ายทอดอยู่เรื่อยๆ นะ แล้วคือเด็กๆ สมัยนี้เขาก็ติดตามพระราชกรณียกิจ ฟังโอวาทของพระองค์ท่าน เราก็ได้บอกลูกๆ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงตรากตรำพระวรกาย เดินลุยโคลนอะไรต่างๆ นั่งลงกับพื้น ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ติดดิน ลูกๆ ผมเขาเป็นลูกปลัด เป็นลูกนายอำเภอที่ติดดิน ดังนั้นพอเราแนะนิดนึงเขาก็เข้าใจ และเขาเห็นเราทำงานตลอด

ในวันที่ไม่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่านแล้ว

สิ่งไหนที่ทำได้ก็จะทำ คือพระองค์ท่านตรัสว่าให้ทำดี เราก็ทำไป อย่างเช่นถ้าเรามีเวลาว่างแล้วเรามีโอกาสไปเจอใครเราก็แนะนำไป อย่างเราอยู่ในวงราชการมีพี่ๆ น้องๆถามเราก็แนะนำกันไป แล้วพอไปเจอชาวบ้านชาวช่องก็นึกเอาพระราชดำริของพระองค์ท่านไปบอกต่อ ประการที่สำคัญ คือเราทำทุกอย่างด้วยความดีก็แล้วกัน เหมือนที่ถวายพระองค์ท่านทุกวัน ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ทำดีมาก แต่ก็อย่าทำเลวก็แล้วกัน แค่นี้ถือเป็นการตอบแทนพระองค์ท่านแล้ว

สิ่งที่อยากบอกกับพี่น้องชาวไทย

ถ้าจะบอกมีหลายคำพูดนะ คือพี่น้องเราเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดแล้วที่ได้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้คุณก็คิดเองแล้วกัน สิ่งที่คุณเห็นที่พระองค์ท่านทำ ดีขนาดไหนพระองค์ท่านไม่เคยถือพระองค์ พระองค์ท่านไม่เคยทำให้คนอื่นช้ำใจ พระองค์ท่านไม่เคยแกล้งใคร คนจะตายจะติดคุกถูกแขวนคอ ท่านยังให้อภัยโทษเลย ท่านไม่ได้ทำให้เราเจ็บแค้นเลยนะ ดังนั้นคนที่เลวก็ช่างมัน แต่คนที่ยังดีอยู่จงนึกเถอะว่าไม่มีใครโชคดีเท่าประเทศเราหรอก เราเคยได้ยินเสมอที่พูดถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน เราไม่เคยได้ยินว่าให้ทุกคนรักพระองค์ท่าน แต่ท่านตรัสว่าให้ทุกคนรักกัน

ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์

ในปีพ.ศ. 2511 พระองค์ท่านเสด็จรับช้างเผือกพระเศวตสุรคชาธาร ที่ทางจังหวัดยะลาน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย คุณพ่อคุณแม่ผมก็ได้ร่วมถวายด้วย พระองค์ท่านก็ได้มอบ “พระสมเด็จกำลังแผ่นดิน” หรือเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “สมเด็จจิตรลดา” ให้คุณพ่อกับคุณแม่ผมและตกทอดมาถึงผม ซึ่งมีแค่สองพันกว่าองค์ สำหรับผมสิ่งนี้เหมือนเป็นตัวแทนในหลวง เสมือนว่าพระองค์ท่านอยู่กับเราเสมอ และจะมีเงินที่พกไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายท่านอยู่ที่ใจเราเสมอ พระอยู่กลางหว่างอก ผมเคยถามคนในวังว่ารักในหลวงแค่ไหน ก็ตอบกันว่าสุดชีวิต ข้าราชการเราเนี่ยตายแทนได้เลย แล้วกระเป๋าตังค์อยู่ไหน เขาก็ควักออกมา แต่สำหรับผมแล้วตลอดชีวิตผมไม่เคยพกกระเป๋าตังค์แต่รูปในหลวงอยู่ที่หัวใจผม (ตาแดงก่ำน้ำตาซึม) พับแบงค์ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอด แล้วเราก็ไม่เคยนำแบงค์ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง อยู่อย่างนี้ตั้งแต่เป็นหนุ่ม เสื้อทุกตัวจะมีกระเป๋าเสื้อ แล้วพอเราเก็บไว้แบบนี้เหมือนว่าเป็นเอทีเอ็มของลูกๆ ใครอยากจะหยิบขอซื้ออะไรก็ง่าย

ห้วงเวลาดุจฟ้าฟาดลงกลางใจ

พอได้รับโทรศัพท์ ทุกอย่างเงียบหมด ใจเราหวิว วันนั้นผมทำยาอยู่ คือเขาบอกว่าให้นึ่งมังคุด 20 นาทีแล้วมากินวันละลูก จะหายเจ็บเข่า เราก็นึ่งมังคุดไว้ พอเดินมาเจอภรรยานั่งร้องไห้ และก็ได้ทราบจากภรรยาอีกที แต่ผมตอนนั้นร้องไม่ออก ไม่มีน้ำตาเลย แต่อยู่ๆ ก็เดินไปกวาดหน้าบ้าน ไปเช็ดรถ สมองทำอะไรไม่ถูก นั่งดูนู่นดูนี่ แล้วสักพักภรรยาก็ถามว่าต้มอะไรไว้ในครัว ซึ้งไหม้หมดแล้ว (น้ำตาคลอเสียงสั่นเครือ) ทั้งที่เราเคยผ่านเหตุการณ์ตื่นเต้นมาเยอะแต่สิ่งนี้ เราไม่เคยเจอ ตอนที่พ่อผมเสีย ผมกำลังแสดงละคร เขาโทรศัพท์มาบอก เรายืนนิ่งพักนึง แล้วไปแสดงต่อจนจบ พอจบแล้วร้องไห้ ตอนแม่ผมเสีย ก็เป็นนายอำเภออยู่พระยืน ก็ช็อกนิดนึง ยืนร้องไห้แล้วก็หยุด ขับรถมากรุงเทพเลย แต่ไม่เคยมึนตื้อ สำหรับครั้งนี้คือไปเลยไม่เคยเป็น ตอนแรกก็คิดว่าเพราะเราแกหรือเปล่า แต่ว่าทำไมเราจำเรื่องราวได้ล่ะ หรือจะเป็นเพราะว่าเราใกล้ชิดพระองค์ท่าน ก่อนเกษียณ จนกระทั่งเกษียณ นั่นคือความช็อกที่สุดครับ

กุหลาบสีเงิน

‘บอส-โตนนท์’ ฉีกลุคทะเล้นปรับโหมดสุขุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241282

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผ่านฝีมือทางการแสดงมาหลายเรื่อง ได้รับคำชมมาก็มาก สำหรับพระเอกมาดทะเล้นอย่าง “บอส-โตนนท์วงบุญ” ด้วยบทบาทแต่ละครั้งที่ได้รับคาแร็กเตอร์ที่ขี้เล่นทะเล้นสุดๆ แต่งานนี้ต้องยอมเปลี่ยนลุคเป็นคนสุขุม นิ่งลึกในละครเรื่อง “เกิดเป็นกา” ทางช่อง 7ของค่าย “ดาราวิดีโอ” ที่ถือว่าพลิกบทบาทแบบสุดๆแถมยังได้หวนกลับมาร่วมงานดาราวิดีโออีกครั้ง โดยโตนนท์เผยว่า

“เรื่องนี้ผมรับบทเป็น “พงษ์วัฒน์”สถาปนิกหนุ่มจบจากเมืองนอก เป็นคนที่สุขุม นิ่งลึก ออกจะเรียบร้อย ซึ่งตรงข้ามกับบุคลิกของผมอย่างสิ้นเชิง ที่เป็นคนสนุกสนานเฮฮาเลยต้องทำการบ้านอย่างหนัก พยายามตีโจทย์ของตัวละครตัวนี้ว่าจะเล่นออกมาแบบไหนให้ลงตัวที่สุด แรกๆ ก็แอบมีหลุดบ้าง โชคดีที่ได้กับมาร่วมงานกับ พี่แดง-บูรพา ผู้กำกับคู่บุญที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่เรื่องแรกๆ ของผมเลยครับ พี่แดงเขาก็จะรู้จุดอ่อน-จุดแข็งของผมเขาก็จะคอยแนะนำผมตลอด เลยทำให้การทำงานง่ายขึ้น ยิ่งได้กลับมาร่วมงานกับดาราวิดีโออีกครั้ง ผมยิ่งรู้สึกดีใจมากๆ ที่นี่ทำงานกันเหมือนเป็นครอบครัว มีอะไรก็จะคอยช่วยเหลือกันตลอด ไม่มีแบ่งชนชั้น ทุกคนทุกตำแหน่งมีสิทธิ์เท่ากัน เวลาที่ผมเล่นไม่ได้ ทุกคนก็ไม่เคยมากดดันหรือว่าผมเลย มีแต่ให้กำลังใจ มันยิ่งทำให้ผมแฮปปี้ทุกครั้งที่จะต้องมากองถ่ายนี้ครับ ยังไงก็ขอฝากผลงานละครเรื่อง “เกิดเป็นกา” ออกอากาศทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 18.50 น. ทางช่อง 7HD ด้วยนะครับ”

‘อิ๋งอิ๋ง’ พาทัวร์ ‘ถํ้าอชันตาประเทศอินเดีย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241284

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รายการ “เปิดโลกสดใส” จันทร์ที่ 24 ต.ค.นี้ “อิ๋งอิ๋ง-สิทธิณี กิตติสิทโธ” จะพาไปทัวร์ถ้ำอชันตา ประเทศอินเดีย ถ้ำอชันตา เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างเมื่อ พ.ศ. 350 โดยพระภิกษุในสมัยนั้นได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้ เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมกรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นกุฏิ โบสถ์ วิหาร ฯลฯ เพื่ออาศัยอยู่อย่างสันโดษ เนื่องจากเป็นสถานที่ห่างไกลผู้คน ทำให้ประวัติศาสตร์หน้าต่อมาของ ศาสนาพุทธในอินเดีย ได้ปรากฏขึ้นในหมู่ถ้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฎร์แห่งนี้ ถ้ำเหล่านี้ถูกเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อสร้างเป็นวัด มีวิหารขนาดใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหินเป็นองค์เจดีย์เป็นพระพุทธรูป และภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำเล่าเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดก และที่น่าแปลกใจคือ ถ้ำเหล่านี้ซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานกว่า 1,500 ปีโดยไม่ถูกรุกล้ำจากผู้คนทั้งหลายนับตั้งแต่จากวันที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้างตลอดมา การค้นพบหมู่ถ้ำอชันตาในครั้งนั้น ทำให้โลกต้องตื่นตะลึงกับความมหัศจรรย์ของศิลปะภายในวัดถ้ำ ที่ไม่มีใครเคยพบเห็น หรือรู้เรื่องมาก่อนขณะเดียวกันก็ทำให้นักประวัติศาสตร์นักโบราณคดี สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของศาสนาพุทธในอินเดีย ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ด้วยการศึกษาจากภาพแกะสลักหินภายในถ้ำที่ยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ ไม่ผุกร่อนพังทลายไปเหมือนพุทธสถานอื่นๆ เพราะทุกอย่างที่นี่ สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูกนับเป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ติดตามชม “เปิดโลกสดใส” ได้ในวันหยุดชดเชยวันปิยมหาราช 24 ต.ค. นี้ เวลา 16.30 น.ทางททบ.5

‘มิว-นิษฐา’ ชวน ‘รถบัส-มาเรีย’ เที่ยว ‘Turtle Fest…เปิดอาณาจักรเต่าทะเล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241291

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิลด์ จัดกิจกรรมต้อนรับปิดเทอม เปิดแคมเปญแห่งปี “Turtle Fest…เปิดอาณาจักรเต่าทะเล” ภายใต้
ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จัดแสดง “เต่าตนุ”พร้อมเปิดตัวนางเอกร้อยล้านคนล่าสุด มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน และนักแสดงคู่ขวัญรุ่นจิ๋ว น้องรถบัส-ด.ช.ภคพล ตัณฑ์พาณิชย์ และ น้องมาเรีย-ด.ญ.ทิพย์รดา ไมเออร์ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ในการร่วมอนุรักษ์เต่าทะเล

เพื่อต้อนรับวันหยุดด้วยประสบการณ์การเรียนรู้คู่ความบันเทิงครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และอนุรักษ์ ผ่านกิจกรรมสุดเพลิดเพลินต่างๆ มากมาย อาทิ โชว์ให้อาหารเต่า ละครเพลงเล่าเรื่องชีวิตเต่าทะเล กิจกรรมระบายสี เล่นเกมส์ และกิจกรรมขุดฟอสซิลสุดสนุก…แล้วคุณจะรัก “เต่าทะเล” มากขึ้น และเปิดโลกแห่งการเรียนรู้พร้อมระดมทุนเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือเต่าทะเลบาดเจ็บโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ผ่านการจำหน่ายริสท์แบนด์ (Wristband) ณ ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยนเวิลด์สยามพารากอน ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ควบคู่ความบันเทิง พร้อมเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และอนุรักษ์เต่าทะเลกับแคมเปญแห่งปี“Turtle Fest…เปิดอาณาจักรเต่าทะเล” ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นปี พ.ศ.2559 เท่านั้นโดยรอบการ “โชว์ให้อาหารเต่าทะเล” มีทั้งหมด 2 รอบ ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา11.15 น. และ 16.15 น. ส่วนการแสดง “ละครเพลง” มีทั้งหมด 4 รอบ ทุกวันจันทร์-อาทิตย์เวลา 12.15 น., 13.30 น. 15.45 น. และ 17.00 น. ณ อควาเรียมมาตรฐานระดับโลกซีไลฟ์แบงคอก โอเชี่ยนเวิลด์, ชั้น บี 1-บี 2 สยามพารากอน เท่านั้น

 

คนบันเทิงรวมตัวท้องสนามหลวง ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี (ประมวลภาพ-ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241334

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.59 น.

22 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ท้องสนามหลวง คนบันเทิงแห่ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีครั้งประวัติศาสตร์ ร่วมกับประชาชนนับแสนคนที่ทยอยเดินทางมาจับจองที่นั่งตั้งแต่เมื่อคืนวาน(21 ต.ค.59) โดยปะปนกับพสกนิกรที่อยู่บริเวณรอบๆพื้นที่ชั้นใน อาทิ ไก่ วรายุทธ มิลินทจินดา, บ๊อบ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พร้อมด้วยน้องณัชชา โกศลพิศิษฐ์,แอฟ ทักษอร เตชะณรงค์,ธัญญา วชิรบรรจง ฯลฯ

ไก่ วรายุทธ มิลินทจินดา ผู้จัดละครชื่อดัง เผยว่า ถึงแม้เราจะเป็นดารานักแสดง บุคคลมีชื่อเสียง แต่เราก็ไม่ได้รับอภิสิทธิ์อะไรจากท่านมุ้ย เพราะท่ายมุ้ยบอกว่า… “ถ้าให้เราเข้าไปในสถานที่ที่จัดเตรียมงานได้หนึ่งคน ก็จะมีคนอื่นๆ ขอตามเข้ามาด้วย” ดังนั้น ตนจึงคิดว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นมันคือความเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกว่าเป็นใครมาจากไหนทุกคนเท่าเทียมกันหมด และการที่ตนมาในวันนี้ ก็เพื่ออยากจะแสดงพลังความรักของลูกที่เติบโตมาในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 โดยไม่ขออภิสิทธิ์ชนใดๆทั้งสิ้น เพราะเราคือประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่รักพระองค์ท่านไม่ต่างจากประชาชนคนอื่นๆ ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยอย่างหนักตลอดระยะเวลา 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองราช

“ตั้งแต่วันที่แถลงการณ์จากสำนักพระราชวังเผยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต เสมือนกับชีวิตบนโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ท้องฟ้า ก้อนเมฆ คลื่นลมดูสงบไปหมด ไม่มีแม้เสียงกิ่งไม้ไหว มันคือการสูญเสียพ่อของแผ่นดินผู้เป็นที่รักของพวกเราปวงชนชาวไทย แต่วันนี้ เวลานี้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่เราจะนำความเศร้าโศกทิ้งไปกลายมาเป็นพลังกาย พลังใจ ร่วมกันเปล่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญฯให้ก้องไปทั่วทั้งสนามหลวงส่งไปให้ถึงพ่อที่เสด็จสู่สวรรคาลัย ให้พระองค์ได้ยินเสียงพลังความรักที่เราร่วมกันส่งไป”

ด้าน พี่บ๊อบ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พร้อมด้วยน้องณัชชา โกศลพิศิษฐ์ ลูกสาว ได้มาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในวันนี้ด้วย พี่บ๊อบบอกว่า หลังจากที่ทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเราเองก็ตั้งตัวไม่ทัน และการมาในวันนี้ อยากจะมาแสดงความรักความจงรักภักดีต่อหน้าพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งน้องนัชชาเองก็ได้ซ้อมร้องเพลงสรรเสริญฯ ตั้งแต่เมื่อวานเพื่อที่วันนี้จะได้ไม่ผิดพลาด

น้องณัชชา เล่าให้ทีมข่าวแนวหน้าฟังว่า รู้สึกเสียใจที่ทราบข่าวว่า พ่อของแผ่นดินสวรรคต แต่น้องณัชชาจะเดินตามรอยเท้าพ่อ และนำคำสอนของพ่อหลวงมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตในอนาคต อย่างเรื่องของความพอเพียง เป็นสิ่งแรกที่น้องณัชชาจะทำตามคำสอนพ่อ

ขณะที่ แอฟ ทักษอร เตชะณรงค์ (นักแสดง) พูดถึงประชาชนที่กำลังจะเดินทางมาสนามหลวงว่า ถึงแม้ที่นี่จะมีบริการทุกอย่างครบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยาอม ยาดม ยาหม่อง น้ำ อาหารและอื่นๆ อีกมากมาย แต่เราก็ควรเตรียมมาเผื่อไว้ด้วยจะดีที่สุด อย่างยาดม ยาหม่อง เพราะด้วยสภาพภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา อาจทำให้เป็นลมได้ และเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ควรโดยสารด้วยรถที่ทางหน่วยงานต่างๆ จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด

 

หัวใจน่ากราบ เปิดตัวทีมงานเบื้องหลัง เวทีประวัติศาสตร์ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241317

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.10 น.

22 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “Sound Dimension Magazine” ซึ่งเป็นนิตยสารระบบแสง-สี-เสียง-ภาพ ได้เผยแพร่ภาพการทำงานของทีมแสง เสียง และเวที ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างประวัติศาสตร์ของชาวไทยนับแสนคน ที่มารวมตัวกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกับวงออเคสต้ากลางเวทีที่ท้องสนามหลวง โดยมี อ.สมเถา สุจริตกุล เป็นวาทยกร เพื่อถวายความอาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเฟซบุ๊ก “Sound Dimension Magazine” ได้ระบุว่า

“เมื่อคืนนี้ที่ผ่านมา มีการเซ็ตอัพระบบเสียงคอนเสิร์ตที่มหัศจรรย์งานหนึ่ง เท่าที่ทราบมาเป็นการเซ็ตอัพคอนเสิร์ตออเคสตร้า ที่มีเครื่องดนตรีรวมวาทยากร 208 ชิ้น และคอรัสอีก 130 คน ในกรอบเวลาเพียง 9 ชั่วโมงเท่านั้น (เริ่มงานหลัง 5 ทุ่ม และต้องแล้วเสร็จก่อน 9.00 น.)

ทีมงานดูแลระบบเสียงเป็น ทีม บริษัท มิสเตอร์ทีม โปรดักท์ชั่น จำกัด โดย พี่ป๊อก-สุทัศน์ ก่อเกียรติ ทำหน้าที่ควบคุมเสียงด้วยตัวเองในฐานะซาวด์เอ็นจิเนียร์งานนี้ และ พี่บอย อินคา-วรวิทย์ พิกุลทอง ทำหน้าที่เป็นซาวด์เรคคอร์ดดิ้งเอ็นจิเนียร์ดูแลการบันทึกเสียง

และเป็นงานคอนเสิร์ตที่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะมหาศาลมาก เฉพาะไมโครโฟนนั้นร่วม 300 ตัว รวมถึงระบบเสียงที่ต้องใช้ลำโพงกระจายเสียงให้ครอบคลุมโดยรอบพระบรมมหาราชวัง และครอบคลุมท้องสนามหลวง ตั้งแต่ ถ.พระลาน พระบรมมหาราชวัง ไปจนถึงฝั่งสะพานพระปิ่นเกล้า

(ไม่นับรวมความยากในการทำให้เสียงทั้งสนามหลวงเป็นเสียงเดียวกันโดยพร้อมเพรียง)

ซึ่งได้รับความร่วมมือสนับสนุนอุปกรณ์ และแรงจากบรรดาผู้ประกอบการระบบเสียง ทั้ง บริษัท เท็นเยียร์ส อาฟเตอร์ออดิโอ จำกัด, บริษัท วันซีสเท็มส์ โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท มีเดีย วิชชั่น จำกัด น้าตู่ ปลาวาฬ รวมถึงพี่ ๆ น้อง ๆ ซัพพลายเออร์ระบบเสียงรายย่อยที่ปักหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม ชนิดไม่มีค่าย ไม่มีสังกัด ไม่มีผลประโยชน์ในแง่ธุรกิจ มีเพียงหัวใจในจิตอาสาร่วมกัน

งานนี้จึงเป็นภาพความร่วมมือของคนเบื้องหลังระบบแสงเสียงภาพในงานบันเทิงที่ยิ่งใหญ่และน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยแท้จริง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นการประกอบกิจที่ทำด้วยพลังขับเคลื่อนเดียวกัน คือ เพื่อถวาย “พ่อของพสกนิกรไทย” ด้วยใจภักดิ์ กราบหัวใจพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มีส่วนร่วมในงานนี้ทุกคนครับ”

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจากเฟซบุ๊ค “Sound Dimension Magazine“

‘อั้ม-นัท’ร่วมร้องสรรเสริญพระบารมี ย้ำยึดมั่นคำสอน’ในหลวงรัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/241307

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.33 น.

22 ต.ค. 59 นายอธิชาติ ชุมนานนท์ พร้อมด้วย น.ส.มีเรีย เบนเนเดดตี้ ศิลปิน ดาราน้กแสดงชื่อดัง ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงพากันตักบาตรช่วงเช้าที่วัดระฆังโฆสิตาราม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ก่อนมาถวายความอาลัยพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และจะไปร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ครั้งประวัติศาสตร์ที่บริเวณท้องสนามหลวงด้วย

โดยนัท มีเรีย กล่าวว่า ทราบข่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ขณะที่ตนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในวินาทีที่ได้อ่านประกาศจากสำนักพระราชวัง ก็ปล่อยร้องไห้อย่างไม่อายใครกลางถนนนั้นเลย ซึ่งที่ผ่านมา ตนยึดมั่นในพระราชดำรัสของพระองค์ที่ทรงสอนให้เป็นคนดี พอเพียง รู้จักหน้าที่ของตัวเอง เสียใจได้แต่ต้องกลับมาดำเนินหน้าที่ของตนต่อไป จึงทำให้ตัวเองมีจิตใจเข้มแข็งขึ้นและเป็นกำลังใจให้กันและกัน

ด้านอั้ม อธิชาติ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าต้นไม้ที่ในหลวงทรงปลูกคือคนไทยทุกๆ คน เราจะได้เห็นต้นไม้ที่พระองค์ปลูกไว้นั้นเติบโต ยิ่งช่วงนี้เห็นว่าสิ่งที่พระองค์ทำมาทั้งหมด ทั้งพระราชดำรัสและพระบรมราชโชวาทต่างๆ อะไรที่เราเคยหลงลืมไป จะย้อนกลับมาให้เราได้เรียนรู้และจดจำ จะย้อนกลับมาให้คนไทยยิ่งรักและช่วยเหลือกันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีชาติใดในโลกเสมอเหมือน