วงกลมคือท้องฟ้า สี่เหลี่ยมคือแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522369

วงกลมคือท้องฟ้า สี่เหลี่ยมคือแผ่นดิน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

แม้ไทยยืมคำภาษาจีนมาไม่น้อย แต่ก็มีศัพท์ไทยกลุ่มหนึ่งที่ฟังได้อารมณ์จีนโดยที่ไม่ได้ประกอบขึ้นจากคำจีนเลย เช่น ฟ้าลิขิต, บัญชาฟ้า, ฟ้าพิโรธ, ฟ้าดินเป็นพยาน หรือพรรคฟ้าดิน

อารยธรรมจีนให้ความสำคัญกับฟ้าอย่างยิ่ง ฟ้าคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอารยธรรมจีน แม้จีนจะใช้ฟ้าเป็นตัวแทนสวรรค์ไม่ต่างจากอารยธรรมอื่น แต่ในขณะที่อารยธรรมอื่นแต่งแต้มเทพเจ้าที่ทำหน้าที่ต่างๆ เพิ่มเติม จีนไม่ค่อยแต่งเติมเทพเจ้าให้มากความ แล้วนับถือฟ้าโดยตรง

แต่จะให้แหงนหน้าบูชาฟ้าอันเวิ้งว้างไร้รูปร่างโดยตลอดคงไม่ไหว ต้องทำให้ฟ้าจับต้องได้มากกว่านี้ ชาวจีนจึงริเริ่มใช้วงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนฟ้า

ที่เลือกใช้สัญลักษณ์วงกลมย่อมมีที่มา หลักการ และคำอธิบาย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันหลายพันปี

เรื่องเห็นฟ้าเป็นวงกลมเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เพราะก่อนยุคที่พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม ไม่ว่าใครแหงนหน้าขึ้นฟ้าไป ย่อมมองเห็นฟ้าเสมือนฝาชีขนาดใหญ่ครอบลงมาบนดินทุกทิศทาง

ฟ้าจึงเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมครอบแผ่นดินเอาไว้

เมื่อฟ้ามีรูปทรงแล้วคงจะไม่พูดเรื่องรูปร่างของดินไปไม่ได้… ฟ้าเป็นวงกลมแล้วแผ่นดินจะเป็นรูปอะไร?

อารยธรรมจีนให้แผ่นดินมีสัญลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยม เมื่อประกอบร่วมกันทั้งจักรวาลฟ้าที่ครอบดินไว้จึงมีสัญลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยมในวงกลม (เหรียญอีแปะจีนคือภาพการประกอบฟ้าเข้ากับดินที่เห็นได้ชัด)

แล้วทำไมแผ่นดินจึงไม่เป็นแปดเหลี่ยม หรือแผ่นกลม? หลายคนคงนึกสงสัย

คำอธิบายมีว่า เพราะลักษณะกายภาพของมนุษย์และสรรพสัตว์ที่มีด้านหน้าด้านหลังด้านซ้ายด้านขวา และวัตถุบนท้องฟ้าเคลื่อนที่อย่างมีทิศทาง เช่น พระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านตะวันออกและจบลงที่ด้านตะวันตก แกนของธรรมชาติจึงมี 4 ด้านโดยปริยาย นั่นก็คือ ออก ตก เหนือ ใต้

และในเมื่อชาวจีนเดินทางไปสุดที่ขอบแผ่นดินแล้วต้องพบกับทะเลอันเป็นสถานที่แห่งเดียวที่มีสิทธิยื่นยาวไปแตะขอบฟ้า แผ่นดินภายใต้ฟ้าจึงต้องมีช่องว่างให้กับทะเลโดยรอบด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็คือพื้นที่ว่างที่เป็นรูปเสี้ยววงกลมที่เหลืออยู่ 4 ด้าน เชื่อมต่อเนื่องกันเป็นทะเลทั้งสี่

ในภาษาจีนนอกจากคำว่า ใต้ฟ้า ( – ไทยมักแปลว่า ใต้หล้า) แล้ว คำว่า “ทะเลทั้งสี่ ()” ต่างมีความหมายว่าโลกได้ทั้งสิ้น ศัพท์ทั้งสองคำล้วนมาจากภาพของจักรวาลในหัวของชาวจีนโบราณที่อธิบายไปข้างต้น

แน่นอนว่าชาวจีนยุคโบราณคงพบแต่ทะเลทางตะวันออก และทางใต้ ส่วนทะเลตะวันตกและเหนือยังไม่เคยมีชาวจีนโบราณไปถึง

อย่างไรเสียในเมื่อแผ่นดินทางเหนือและทางตะวันตกยังต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด และคาดเดาได้ว่าเมื่อไปถึงสุดก็คงเป็นทะเลอยู่ดี ภาพลักษณ์ว่าโลกเรานี้มี 4 ทะเล จึงยังอยู่ในอารยธรรมจีนเรื่อยมา พอมาถึงในยุคที่วิทยาการก้าวหน้า ภาพเหล่านี้ก็ฝังรากในภาษาและระบบสัญลักษณ์เสียแล้ว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชาวจีนโบราณจะเชื่อว่าผืนแผ่นดินเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสเป๊ะๆ เพราะทั้งหมดคือแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ เป็นไปเพื่ออธิบายธรรมชาติเบื้องต้นมาให้ผู้คนเข้าใจจึงกระชับกว่าความเป็นจริง

อันที่จริงในข้อจำกัดของความรู้และวิทยาการเมื่อ 4,000-5,000 ปีที่แล้ว ก็นับว่าเป็นคำอธิบายที่ทันสมัยและเรียบง่ายมาก ประหนึ่ง Infographic ที่สื่อยุคนี้ชอบทำกัน

ชาวจีนยึดถือสัญลักษณ์นี้ตลอดมา สะท้อนอยู่ในศิลปะและสถาปัตยกรรม

ในสมัยโบราณวัฒนธรรมจีนซึ่งยกย่องหยกเป็นหินมีค่าชั้นเลิศ หยกชั้นดีจะถูกคัดและสลักเป็นรูปจานวงกลมเรียบง่ายมีรูวงกลมตรงกลาง เพื่อถือเป็นของที่ฟ้าประทาน เป็นสิ่งมีค่าแห่งแผ่นดิน

ในส่วนผังเมืองหลวง หรือพระราชวังของจีนมักวางผังเป็นสี่เหลี่ยม เพื่อแสดงอำนาจของผู้ปกครองบนแผ่นดิน ส่วนสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับสวรรค์ก็มักต้องมีวงกลมเข้ามาเกี่ยวข้อง

สถานที่สักการบูชาฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนใหญ่มักสร้างขึ้นโดยมีองค์ประกอบจากวงกลม บ้างเลือกตั้งอยู่กลางบ่อน้ำวงกลม บ้างก็สร้างอาคารขึ้นมาจากผังวงกลมโดยตรง

และในเมื่ออารยธรรมจีนถือฮ่องเต้เป็นบุตรแห่งฟ้า (-โอรสสวรรค์) เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ ย่อมต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อรับความยินยอมจากฟ้า (สวรรค์) เช่นกัน ทุกราชวงศ์จึงขาดสถานที่สักการบูชาฟ้าไปไม่ได้

หอบูชาฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนอยู่ในยุคราชวงศ์ถัง ในสมัยพระนางหวู่เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) จากหลักฐานทางบันทึก หอนี้มีผังอาคารรูปวงกลม ฐานอาคารกว้างด้านละประมาณ 90 เมตร และมีความสูงถึง 88 เมตร สูงเท่ากับตึก 27 ชั้น! นับเป็นวิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจีน (ส่วนหอบูชาฟ้าที่ปักกิ่งปัจจุบันมีความสูง 38 เมตร)

แม้รูปร่างหน้าตาของหอบูชาฟ้าสมัยราชวงศ์ถังจะไม่เหลือให้เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการว่าคล้ายหอฟ้าที่ปักกิ่งซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง แล้วใช้ต่อเนื่องกันมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในปัจจุบัน

หรือแม้แต่สถาปัตยกรรมที่สร้างในยุคปัจจุบัน เช่น สนามรังนกและสนามลูกบาศก์น้ำของจีนที่สร้างขึ้น เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ก็ใช้แนวคิดการวางผังรูปร่างวงรี (แทนวงกลมตามความเหมาะสมในการใช้งาน) และสี่เหลี่ยมวางอยู่คู่กันให้เป็นสัญลักษณ์ของฟ้าและดิน

ความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมมักเป็นเช่นนี้ แค่สี่เหลี่ยมและวงกลมง่ายๆ กลับกลายเป็นคำอธิบายเนิบนาบ ยืดยาวต่อเนื่องมานับพันปี และดูเหมือนว่าชาวจีนจะไม่มีสิทธิหลุดพ้นจากจักรวาลวงกลมและสี่เหลี่ยมเลยหรือไร แต่เปล่าเลย

เพราะนอกจากจะได้ทำความเข้าใจในมุมมองของผู้คนในอดีต หากเรายังสามารถมองลึกลงไปเห็นวิธีคิดซึ่งพยายามอธิบายจักรวาลตามความเข้าใจด้วยเครื่องมืออันจำกัดของยุคอดีต และกระบวนการถ่ายทอดออกมาเป็นวัฒนธรรม เมื่อนั้นเราก็จะสามารถเรียนรู้กรรมวิธีสร้างสรรค์สัญลักษณ์จากมุมมองของตนเองได้ และสามารถอ่านสิ่งที่ผู้คนต่างๆ ในโลกยุคปัจจุบันในหลากหลายวัฒนธรรมกำลังสร้างสรรค์ ภายในกรอบจักรวาลของยุคเราเอง

การศึกษาวัฒนธรรมที่ดูโบร่ำโบราณ จึงเป็นรากฐานของการสร้างสรรค์ในยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกัน n

นวัตกรรม การรักษามะเร็ง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522402

นวัตกรรม การรักษามะเร็ง (1)

โรคมะเร็งเป็นโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อมะเร็งมากขึ้น

โดย…ศ.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็มาจากการที่สาธารณสุขดีขึ้น ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดการ

กลายพันธุ์ของยีนในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง และเกิดเป็นมะเร็งได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นจะกล่าวว่าโรคมะเร็งเป็นปัญหาของสังคมสูงอายุก็ได้

สถาบันมะเร็งของสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute) ได้ประเมินไว้ว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งในช่วงชีวิต (Lifetime Risk) สูงถึง 40% เวลาใครได้ยินคำว่าเนื้อร้ายหรือโรคมะเร็งก็จะเกิดความตระหนกมาก เนื่องจากเราทราบดีว่าโรคมะเร็งนั้นรักษายาก ขั้นตอนการรักษามีผลข้างเคียงสูง

และที่สำคัญคือ มะเร็งมักรักษาไม่หายขาด มะเร็งมักจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนเชื้อโรคที่มีวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับยา ทำให้โรคมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำอีก และแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

ดังนั้น คงไม่น่าแปลกใจว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในประเทศไทยมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 เช่นกัน โดยมีผู้ป่วยเสียชีวิตกว่า 7 หมื่นคน/ปี และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งหลักๆ คือการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงซึ่งยังเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่พบก้อนเนื้อตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองที่มีในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบมะเร็งส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก ทำให้มีผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะที่มีการแพร่กระจายไปแล้วจำนวนมากที่ยังต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ทำให้เรายังต้องการการวิจัยเพื่อค้นหาการรักษาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ

การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นแนวคิดที่มีมานานแล้ว โดยเชื่อว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ เช่นเดียวกับการกำจัดเชื้อโรคนั่นเอง

ทุกคนคงจะสงสัยอยู่ในใจว่า ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งได้แล้ว ทำไมร่างกายไม่กำจัดเซลล์มะเร็งออกไปล่ะ คำตอบที่สำคัญอยู่ที่ว่าเซลล์มะเร็งนั้นเกิดมาจากเซลล์ปกติของเรานั่นเอง แต่เป็นเซลล์ปกติที่เสียการควบคุมด้านการแบ่งตัว ทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเราถูกพัฒนามาให้ไม่

ต่อต้านเซลล์ของร่างกายเราเอง เพื่อไม่ให้เกิดโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง

ดังนั้น ระบบภูมิคุ้มกันของเราจึงมักไม่ค่อยจะทำร้ายเซลล์มะเร็งด้วยนั่นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเซลล์มะเร็งที่มีการกลายพันธ์ุ หรือมะเร็งบางชนิดมีชิ้นส่วนของไวรัสอยู่ด้วย ทำให้เซลล์มะเร็งมีลักษณะบางอย่างที่ต่างออกไปจากเซลล์ปกติ ทำให้ความแตกต่างนั้นเป็นเป้าหมายสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ และได้พยายามกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อความแตกต่างเหล่านั้น โดยหวังว่าจะทำให้ร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งออกไปได้ด้วยภูมิคุ้มกันของเราเอง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในอดีตการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดไม่เคยได้รับการรับรองด้วยองค์การอาหารและยาให้เป็นการรักษาแบบมาตรฐานมาก่อนเลย เนื่องจากให้ผลการรักษาไม่ค่อยดีนัก แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาการรักษาที่จะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ของการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดที่สำคัญอยู่ 2 แนวทาง

แนวทางแรก คือ การใช้ยาที่ชื่อว่า Immune checkpoint inhibitors ยาชนิดนี้พัฒนาขึ้นจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำคัญ นั่นคือการค้นพบว่าเซลล์มะเร็งจะมีกลไกที่จะยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำลายตัวมัน โดยการเพิ่มการแสดงออกของโมเลกุลที่จะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) ซึ่งเป็นพระเอกสำคัญที่จะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งมากแค่ไหนก็ตาม ปฏิกิริยานี้จะเป็นเสมือนเบรกห้ามไม่ให้ทีเซลล์ทำงาน แต่เมื่อให้ยา Immune checkpoint inhibitors เข้าไปจะไปทำให้เบรกนี้หลุดออกจากกัน และทำให้ภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

การวิจัยทางคลินิกพบว่า ยา Immune checkpoint inhibitors ร่วมกับยามาตรฐานอื่นๆ ได้ผลดีมากต่อโรคมะเร็งหลายชนิด การให้ยาในระยะเวลาไม่กี่เดือนสามารถทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีอัตรารอดชีวิตสูงขึ้นชัดเจน และในผู้ป่วยบางส่วนสามารถกำจัดมะเร็งได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของตนเองออกไปได้เองอย่างมหัศจรรย์

ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้รักษาโรคมะเร็ง 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งของศีรษะและคอ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยประมาณ 30% จะเห็นได้ว่าในผู้ป่วยที่ยาชนิดนี้ได้ผล แปลว่าผู้ป่วยมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งในร่างกายอยู่แล้ว เมื่อเอาเบรกออก ระบบภูมิคุ้มกันจึงทำงานและกำจัดมะเร็งออกไปได้เอง การรักษานี้มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัด แต่อาจเกิดผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางรายจากการเกิดภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเองได้

แต่ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือยามีราคาสูงมาก ในสหรัฐ

ค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5 ล้านบาท ในไทยมีราคาสูงขึ้นอีกจากราคาการนำเข้า

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อเซลล์มะเร็ง จะติดตามได้ในบทความตอนต่อไป

ตามรอยศิลปะของพ่อ ที่ หออัครศิลปิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522387

ตามรอยศิลปะของพ่อ ที่ หออัครศิลปิน

เรื่อง : สมแขก ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความเป็นเลิศทางด้านงานศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านดนตรี ด้านการถ่ายภาพ ด้านจิตรกรรม วรรณกรรม พระองค์ทรงมีคุณูปการอุปถัมภ์ศิลปินทั้งหลายมาโดยตลอด ทรงได้รับการยกย่องสดุดีพระเกียรติคุณ ในฐานะ “อัครศิลปิน” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” ซึ่งประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรและศิลปินทั่วโลกในพระปรีชาสามารถ

สถานที่ซึ่งรวบรวมพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็น “อัครศิลปิน” ตลอดจนพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ทุกเรื่องราวถูกจัดเป็นนิทรรศการถาวรที่หออัครศิลปิน

 

“หออัครศิลปิน” ก่อสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 5 ไร่ ใน ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 3 ชั้น เพื่อเป็นสถานที่แสดงผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย

งานหัตถกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่สำคัญคือการต่อเรือใบ ซึ่งเป็นกีฬาที่ทรงโปรด ประกอบกับทรงสนพระราชหฤทัยในงานช่าง จึงโปรดที่จะต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

 

พระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์เป็นที่ประจักษ์ได้ด้วยผลงานพระราชนิพนธ์หลายต่อหลายเล่ม ซึ่งพระราชนิพนธ์เล่มแรก ได้แก่ พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 พระราชนิพนธ์แปล ได้แก่ นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ และติโต นอกจากนี้ ยังมีบทความที่พระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียง และผลงานพระราชนิพนธ์ที่เป็นที่กล่าวขานอย่างที่สุดเรื่อง พระมหาชนก

ด้านจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เท่าที่ปรากฏแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ลักษณะหนึ่งเป็นภาพแบบเหมือนจริง (Realistic) อีกลักษณะหนึ่งคือ คตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลังๆ เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism) ซึ่งจัดแสดงไว้ภายในหออัครศิลปินนี้

 

การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดาหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ และการถ่ายภาพสไลด์ ก็เป็นงานอดิเรกที่ทรงโปรดมาก ในขณะที่นิทรรศการนำพระปรีชาสามารถอันหลากหลายภูมิสถาปัตยกรรม ด้วยสื่อวีดิทัศน์และภาพพระราชกรณียกิจหลากหลายโครงการ

ภายใต้แนวคิด “อัครศิลปินรายล้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ซึ่งพระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์” หออัครศิลปินยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงประวัติและผลงานอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติในสาขาต่างๆ อีกด้วย

 

การแบ่งห้องต่างๆ ภายในพื้นที่ 3 ชั้นของหออัครศิลปิน ได้แบ่งห้องจัดแสดงนิทรรศการเริ่มต้นที่ห้องนิทรรศการวิศิษฏศิลปิน ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับพื้นที่ชั้นที่ 2 ห้องนิทรรศการอัครศิลปิน ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระปรีชาสามารถทางด้านศิลปะ รวมถึงจัดแสดงผลงานจิตรกรรฝีพระหัตถ์และภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ในส่วนของชั้น 3 จัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านคีตศิลป์ พระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการนำเสนอพระราชนิพนธ์กว่า 43 บทเพลง โดยมีบทเพลงที่คนไทยคุ้นเคย เช่น แสงเทียน ชะตาชีวิต ยามเย็น ใกล้รุ่ง พรปีใหม่ นอกจากนี้ ยังทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโนด้วย

 

จุดสำคัญของหออัครศิลปิน เป็นที่ประดิษฐานบุษบกไม้ประดับกระจกปิดทอง ภายในบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 จำลองบนพานแว่นฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนพระองค์ สมดังพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน”

สำหรับผู้ชื่นชอบงานศิลปะ หออัครศิลปินให้ทั้งความรู้ ความอิ่มเอมและเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจจากองค์พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เวลาทำการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-986-5020-4

สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522399

สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

โดย…วรธาร
สุขะชัย ศุภศิริ หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้วางรากฐานชีวิตหลังเกษียณด้วยการเป็นเกษตรกรที่พร้อมเจริญรอยตามศาสตร์พระราชา และตั้งใจทำหน้าที่ของการเป็นครูไปตลอดชีวิตแม้เกษียณแล้วด้วยการแบ่งปันความรู้ให้กับประชาชนที่ต้องการมาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา“เป้าหมายชีวิตผมหลังเกษียณไม่ได้หวังรวย แต่อยากมีความสุขและดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เรียบง่าย พร้อมแบ่งปันความสุขและความรู้ส่งต่อให้กับรุ่นถัดไปคือลูกหลาน คือผมไม่มีลูกไม่มีเมียมีแต่หลาน (ลูกพี่ชาย ลูกพี่สาว) ผมเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจในอนาคตคนรุ่นหลังอาจจะอยู่ยากแต่ถ้าเราปูพื้นฐานที่มั่นคงไว้ให้เขา เรื่องพอกิน พออยู่ พอใช้ มีงานของตัวเองอยู่ในสวน ไม่ต้องเดินทางไปไหน มันก็เป็นความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง”

ปัจจุบัน ครูชัย มีไร่สุขกลางใจอยู่ 2 แห่ง ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ไร่สุขกลางใจ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ ซื้อไว้เมื่อปี 2554 ส่วนไร่สุขกลางใจแห่งที่ 2 มี 23 ไร่ อยู่ที่ อ.สวนผึ้งเช่นกันและอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากที่แรก โดยเขากับพี่น้องได้ออกเงินกันซื้อเพื่อตั้งใจทำเกษตรไว้รองรับชีวิตหลังเกษียณและสานฝันพ่อของเขา

“จริงๆ แล้วการที่ผมกับพี่น้องอีก 5 คน ซื้อที่ทั้งสองแห่งนี้ไว้ทำเกษตร เพื่อต้องการสานฝันของคุณพ่อให้สำเร็จ เพราะครั้งหนึ่งคุณพ่อในสมัยที่พวกเราพี่น้องทั้ง 6 คนยังเด็ก ต้องเรียนหนังสือ พ่อได้ซื้อที่ดินจำนวน 6 ไร่ไว้และตั้งใจจะทำเกษตร แต่ในที่สุดพ่อก็ต้องขายที่ผืนนั้นเพื่อส่งลูกๆ เรียน

ดังนั้น ครั้นพอพวกเราพี่น้องโตขึ้นมีงานทำทุกคน และที่ผ่านมาก็เห็นความลำบากของพ่อที่สู้เพื่อพวกเราก็อยากทำอะไรที่ท่านชอบและอยากทำ ก็คือเมื่อก่อนพ่ออยากทำเกษตร เราก็เลยมาคิดและตกลงกันว่า เรามาสานฝันของพ่อกันนะ ในที่สุดผมก็ได้ชวนพี่ๆ น้องๆ มาดูที่ทั้งสองแห่งนี้และออกเงินซื้อกัน”

ครูชัยเล่าว่า ด้วยความที่เขาไม่ใช่เกษตรกรที่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อนและยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการทำเกษตรจากที่ไหนจึงไม่มีความกล้าที่จะปลูกอะไรลงไปในพื้นที่ 32 ไร่ที่ซื้อก่อน แต่จำได้ว่าต้นไม้ต้นแรกที่เขาปลูกคือยางนาเพราะเป็นคนชอบต้นไม้ใหญ่และรู้ว่า

ยางนาเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรด จากนั้นก็ทยอยปลูกต้นไม้ทุกวันและปลูกต้นไม้หลากหลายคละปนกันไป

“ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องเกษตรหรอกครับ อยากปลูกอะไรก็ปลูก และคืนแรกที่ผมไปนอนกระท่อมในไร่ ผมอาราธนาขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและขอพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอให้กระผมได้เป็นเกษตรกรทำถูกต้องตามวิถีที่ควรทำ จากนั้นผมเริ่มใช้ชีวิตที่สวนผึ้งมากขึ้น แต่มีช่วงหนึ่งที่ผมกลับไปหาพ่อที่ จ.ลพบุรี พาพ่อนั่งรถเล่นไปสระบุรี เห็นป้ายหนึ่งขึ้นคล้ายๆ งานรวมปราชญ์เกษตรจัดที่

วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งเป็นวัดที่ในหลวงทรงทำเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก

พอเข้าไปในวัดไปเจอหนังสือของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งผมเองไม่รู้จักอาจารย์ยักษ์มาก่อน ชื่อหนังสือ ‘ชายเพี้ยนแห่งมหา’ลัยคอกหมู’ และหนังสือ ‘พอแล้วรวย’ จากนั้นก็ติดตามอาจารย์ในยูทูบ มีข้อความหนึ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่าใช่เลยคือขอให้ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวช้าๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ใครจะไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ช่างเขาทำไปทีละนิดๆ อาจารย์ยักษ์บอกว่านี่คือคำพูดในหลวงที่ทรงสอนเสมอ หลังจากนั้นผมก็ศึกษางานของอาจารย์ยักษ์และไปเป็นลูกศิษย์นำความรู้มาปรับใช้ในพื้นที่ 32 ไร่”

ครูชัยเชื่อว่า พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ดลจิตดลใจให้เขามาเจองานนี้ที่วัดชัยมงคลพัฒนา และจุดนั้นเองก็ทำให้เขาทำไร่ทำสวนแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง เริ่มทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องน้ำคือชีวิต ด้วยการขุดหนอง ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง โดยปลูกต้นไม้คละเคล้าปะปนกันไป

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียนเรื่องการวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (แลนด์สเคป) ก็ปลูกตามใจตนเอง พอตอนหลังไปเรียนก็มาปรับทีหลัง แต่ว่าพื้นที่ 23 ไร่ (สุขกลางใจ 2) ผมไปเรียนโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นการวางแผนการใช้ที่ดินจากอาจารย์ยักษ์ และ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงจัดการพื้นที่ด้วยการทำเป็นโคก หนอง นาตามรูปแบบโคก หนองนาโมเดลเพราะพื้นที่นี้ผมต้องการปลูกข้าวเป็นหลัก

ดังนั้น จึงมีการออกแบบแปลงที่ดินชัดเจน มีส่วนที่เป็นนา เป็นหนอง มีคลองไส้ไก่ มีโคก มีเส้นทางลำเลียง มีการปลูกต้นไม้ตามแนวทางลำเลียง ปลูกรอบหนองรอบคลอง มีการปลูกป่า 3 อย่างประโชน์ 4 นำร่องด้วยปลูกกล้วยที่ขึ้นง่ายและให้ความเขียวกับพื้นที่เร็ว ต่อด้วยกระถินเทพา ขี้เหล็ก และอื่นๆ” ครูชัย กล่าว

ครูชัยเล่าต่อว่า ส่วนหนึ่งต้องการทำให้ชาวบ้านเห็นว่าศาสตร์พระราชาสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารได้ เนื่องจากที่ดินตรงพื้นที่นี้เดิมดินอุดมสมบูรณ์ แต่ตอนหลังชาวบ้านมีการปลูกมันสำปะหลังจนดินกลายเป็นทราย การทำให้พื้นดินตรงนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์ใหม่จึงเป็นเรื่องท้าทาย แต่เขาก็ต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านและชุมชนแถวนี้ได้ว่าสามารถฟื้นและสร้างแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ได้

“เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ไร่สุขกลางใจ 2 มีการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน โดยบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์และเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพลิกฟื้นพื้นที่มาปลูกข้าวและปลูกพืชอื่นๆ ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ไร่สุขกลางใจเป็นแหล่งเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาให้คนที่สนใจด้วย ส่วนผมกับพี่น้องทุกคนก็คงจะมาอยู่ที่นี่หลังเกษียณสานฝันพ่อไปด้วยกัน” ครูชัย กล่าวทิ้งท้าย

4 ธัชพืชช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 17:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522322

4 ธัชพืชช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานอาหาร อย่างเช่น ธัญพืช ก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้

คงปฏิเสธไม่ได้มาสมัยนี้คนเราหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น เพราะการมีหุ่นผอมเพรียว บวกกับกล้ามเนื้อสวยๆ เป็นสิ่งแทบทุกปรารถนา นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานควบคู่กันไปด้วยจะยิ่งทำให้ได้หุ่นตามที่เราต้องการมากขึ้น นอกจากอาหารเสริมอย่างเวย์โปรตีนแล้ว ธัญพืชบางชนิดก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน

1. ถั่วแดง ธัญพืชที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยเรื่องการขับถ่าย ป้องกันท้องผูก ทั้งยังเป็นอาหารที่นำไปปรุงได้หลายเมนู มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง โปรตีน แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต และธาตุเหล็ก ถั่วแดงต้ม 1 ถ้วย ให้โปรตีนแก่ร่างกาย 15 กรัม ซึ่งไข่ต้ม 1 ฟอง ให้โปรตีนเพียง 7 กรัม

2. เมล็ดฟักทอง เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสี แถมยังกินง่าย แค่โรยลงไปในอาหารเช้าซีเรียลประมาณ 1 ใน 4 ก็จะได้รับโปรตีน 10 กรัม ในทุกเช้า

3. เนยถั่ว ของโปรดของหลายคนที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังแถมคุณประโยชน์คับแก้ว ช่วยให้อิ่มนาน จึงเหมาะกับการกินคู่กับขนมปังในยามเช้า เพียงกินเนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะได้รับโปรตีน 8 กรัม

4. สาหร่ายแห้ง เป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีทั้งไอโอดีน โปรตีน ใยอาหาร และธาตุเหล็ก เพียงตักสาหร่ายแห้ง 2 ช้อนโต๊ะใส่ในสลัดหรือแกงจืด ก็จะเพิ่มปริมาณโปรตีนได้อีก 8 กรัม

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522317

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถเลือกที่จะมีสุขภาพดีได้ ด้วยวิธีดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ แทนการใช้ชีวิตตามกระแสสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหุตที่ทำคนเมืองส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาสุขภาพ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย หลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง สามารถช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

1. ความเครียด – การเผชิญกับความเครียดสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เพราะความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้เราไม่เป็นสุข สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย ดังนั้นการลดความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดลงจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ

2. ความอ้วน – หลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแต่แค่มีพุงเล็กน้อย แต่การอ้วนลงพุงนั้นอันตรายกว่าที่คิด เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตามเกณฑ์แล้วหากวัดจากรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม. ควรดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

3. น้ำตาล – มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอาการติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวันเท่านั้น การบริโภคน้ำตาลมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็น และนำมาสู่โรคภัยต่างๆ ได้

4. ไขมัน – ไขมันบางชนิดถือเป็นไขมัน สามารถทานได้ แต่ไขมันบางประเภทที่เป็นไขมันเลว ก็ไม่ควรทานมากเกินไป ควรเลี่ยงอาหารประเภททอด แล้วหันมาเน้นกินอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างแทน

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522313

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

รวมเทคนิคที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครก็ย่อมอยากมีหุ่นสวย สุขภาพดี ดูแข็งแรงกันทั้งนั้น ซึ่งการอดอาหารไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถช่วยปั้นหุ่นสวยได้ แต่บางคนอาจจะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก การหาเทคนิคที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ ในการออกกำลังกาย น่าจะช่วยให้ทุกคนอยากหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นได้

1. ชุดออกกำลังกาย – การเห็นภาพสะท้อนตัวเองแต่งชุดสวยๆ สปอร์ตบราเก๋ๆ ในกระจก น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนอยากกำลังกายมากขึ้น ควรวางเสื้อยืดตัวโคร่งไว้ก่อน แล้วหันมาใส่ชุดที่พอดีตัว กระชับสัดส่วน นอกจากจะดูดีแล้ว ยังช่วยให้เห็นพัฒนาการของรูปร่างที่เปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้นด้วย

2. อย่าโฟกัสที่ตัวเลข – แทบทุกคนที่ออกกำลังกายมักจะสนใจตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วควรหันมาสนใจรูปร่างและความแข็งแรงของร่างกายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า การปรับทัศนคติเพียงเล็กน้อย มองที่สุขภาพมากกว่าความผอม จะช่วยให้ออกกำลังกายอย่างมีความสุขมากขึ้น

3. สร้างลิสต์เพลงในมือถือ – เพลงมีส่วนช่วยในการออกกำลังกายได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาดิโอ อย่างเช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน การสร้างลิสต์เพลงจังหวะสนุกๆ ไว้ในสมาร์ทโฟน จะช่วยให้เราเพลิดเพลินกับการออกกำลังกายจนลืมความเหนื่อยล้าไปเลย

4. มองหาต้นแบบหุ่นในฝัน – การมองหาต้นแบบของรูปร่างที่เราอยากได้ อาจจะเป็นศิลปิน นักแสดง หรือนางแบบ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จได้ เก็บรูปของพวกเขาเหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ และบอกตัวเองว่าพวกเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

5. ถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นระยะ – การถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เรื่อยๆ จะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง ช่วงแรกอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าจะต้องเห็นผลแน่นอน และเมื่อเราย้อนกลับมาดูรูปเหล่านี้ มันจะเป็นกำลังใจที่ดีที่จะช่วยทำให้เราออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้หุ่นสวยแบบนี้อยู่กับเราไปตลอด

5 เรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 14:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522306

5 เรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับปัญหาผิวที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

ปัญหาผิวคืออีกสิ่งที่เป็นเรื่องหนักอกหนักใจของผู้ที่รักในการดูแลตัวเองหลายๆ คน แม้ว่าจะดูแลผิวกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางเรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งถ้าหากรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว น่าจะทำให้ทุกคนสามารถดูแลผิวได้อย่างตรงจุดมากขึ้น และมีผิวสวยสุขภาพดีสมใจ

1. ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหลังจากที่โดดแดดร้อนจัดมาเป็นระยะเวลานาน ให้พักหน้าชั่วคราวก่อนค่อยล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า

2. ขอบตาคล้ำหายได้ด้วยความเย็น เนื่องจากที่ขอบตาคล้ำเกิดจากหลอดเลือดดำมาคั่งอยู่บริเวณด้านล่าง ดังนั้นเจลหรือมาสก์ที่ใช้กับใต้ตาจึงควรแช่ตู้เย็น เพราะความเย็นมีส่วนช่วยทำให้หลอดเลือดดำหดตัว ทำให้ขอบตาหายคล้ำได้

3. คนแก่ก็เป็นสิวได้ เพราะสิวไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว อะไรก็ตามที่ทำให้ช่องทางเปิดระหว่างต่อมไขมัน และรูขุมขนอุดตัน ก็เกิดสิวได้ทั้งนั้น ทั้งช่วงที่มีรอบเดือน ความเครียด การกินของหวานของมัน หรือการอุดตันจากการล้างหน้าไม่สะอาดก็ด้วยเช่นกัน

4. สิวยิ่งกดยิ่งขึ้น ยิ่งถ้ากดด้วยแท่งเหล็ก ด้วยแรงกดดัน จะทำให้สิวหัวเก่าออก แต่ตำแหน่งที่กดนั้น จะมีสิวใหม่เกิดขึ้นแทน เรียกว่า Pressure Induce Acne ดังนั้นการล้างหน้าให้สะอาด ลดทานของหวานของมัน และทายาแต้มสิวจะดีกว่า

5. ผิวแห้งไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทาโลชั่นเพียงอย่างเดียว เนื่อจากโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ภายนอก หากอยากให้ผิวไม่แห้ง ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการให้นำน้ำหนักคูณด้วย 33 ออกมาเป็นจำนวนซีซีต่อวัน

แสงแดดแจ่มจ้า ถนอมดวงตาในฤดูหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522303

แสงแดดแจ่มจ้า ถนอมดวงตาในฤดูหนาว

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทยปี 2560 เพื่อประกาศสิ้นสุดฤดูฝน และประกาศการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า

ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2560 โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนของทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกลดลงอยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวเย็นเกือบทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับลมชั้นบนระดับล่างได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนลมชั้นบนระดับบนเปลี่ยนเป็นลมตะวันตก รวมทั้งการกระจายตัวของฝนบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงต่อเนื่อง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไป

หน้าหนาวเป็นฤดูที่แสงแดดจ้าแจ่มกระจ่างแรงเป็นพิเศษ แม้ไม่ร้อนและแรงแผดเผาเท่าฤดูร้อนก็ตาม แต่ด้วยความที่ท้องฟ้าใสและปลอดโปร่ง ทำให้แสงแดดทะลุทะลวงลงมาได้มากเป็นพิเศษเมื่ออยู่กลางแจ้ง ซึ่งในฤดูหนาวทุกคนชอบออกมาสัมผัสลมหนาวกัน

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ จึงต้องดูแลดวงตาคู่สวยๆ คู่นี้ให้ปลอดภัยจากแสงแดด รศ.พญ.มัญชิมา มะกรวัฒนะ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุรักษ์ตา ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้อธิบายเรื่องแสงแดดว่า แสงแดดจะประกอบด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet) หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า รังสียูวี (UV Rays) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็นด้วยตา

 กล่าวคือ แสงที่มองเห็นด้วยตามีความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร รังสียูวีจึงมีความยาวคลื่นสั้นกว่า 400 นาโนเมตร มีพลังงานสูง และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ถ้าได้รับรังสียูวีในความเข้มสูงจะส่งผลให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้

 ส่วนหลอดไฟแต่ละประเภทก็สามารถปล่อยรังสีออกมาได้เช่นกัน แต่ว่ามากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิด ซึ่งหลอดไฟที่ใช้ภายในที่พักอาศัย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดฮาโลเจน หลอดแอลอีดี เป็นต้น หลอดเหล่านี้มีการปล่อยพลังงานในรูปรังสียูวีออกมา แต่อยู่ในระดับต่ำไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา

อีกทั้งจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ก็มีรังสียูวีออกมาเช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตก็จะควบคุมการผลิตให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งถ้าเป็นแสงแดดที่ทำอันตรายต่อดวงตานั้น สามารถทำอันตรายในส่วนต่างๆ ของดวงตาได้คือ

เปลือกตา แสงแดดทำให้เกิดจุดด่างดำริ้วรอยรอบดวงตา และยังอาจจะทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอีกด้วย

เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำเรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำจะเรียกว่า ต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้

 กระจกตา การได้รับรังสียูวีในปริมาณมาก ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามาก น้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากได้รับรังสียูวี เช่น รังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน

เลนส์ตา การได้รับรังสียูวีทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้น ในแต่ละปีมีประชากรกว่า 16 ล้านคนทั่วโลกตาบอดจากต้อกระจก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของต้อกระจก อาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้

จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสารหรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลง และเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับรังสียูวี นอกจากนี้รังสียูวียังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-relaed Macular Degeneration, AMD) อีกด้วย

ดังนั้น วิธีดูแลดวงตาเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด ดังนี้

1.ควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่มทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนรังสียูวีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอและบีได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีป้ายระบุชัดเจน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีหรือระดับความเข้มของเลนส์ เลนส์ควรมีขนาดใหญ่และกว้าง สามารถปิดบังดวงตาจากแสงแดดได้ทุกองศา

2.หากรู้สึกว่ามีอาการแสบตา ไม่สบายตา อาจหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับตา

3.หากไม่จำเป็นควรหลีกเหลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11 นาฬิกา ไปจนถึงบ่าย 3 โมง เนื่องจากเป็นช่วงที่แรงที่สุด ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันแดดสวมใส่

4.ปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา และควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

Sound Meditation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522302

Sound Meditation

“ที่มหาวิทยาลัยครีฟแลนด์ได้ทำการวิจัยแล้ว พบว่าจังหวะของการสวดมนตราได้สร้างสารเคมีขึ้นในสมอง แม้ว่าเราจะไม่ทราบความหมายของมนตราก็ตาม”

ครูอยากให้มองถึงการสวดมนตราในแง่ของการบำบัด ไม่ใช่ในแง่ของความเชื่อหรือไสยศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ผ่านการพิสูจน์ ผ่านงานวิจัยและหลักทางวิทยาศาสตร์มามากมายนับไม่ถ้วน หากเรามองตามนี้จะทำ ให้เรารู้ว่าการสวดมนตราทำงานได้อย่างไร ซึ่งจากผลการทดลองทำให้เราทราบว่าการสวดสร้างคลื่นพลังงานและการสั่นสะเทือนในร่างกาย

เมื่อเราเปล่งมนตราเราต้องใช้พลังจากช่องท้อง (ตามตัวโน้ตของมนตรา) จึงกระตุ้นการทำงานของปอด ช่องท้อง การไหลเวียนโลหิต และลดอัตราการเต้นหัวใจทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตคลื่นอัลฟ่า ซึ่งเป็นคลื่นสมองแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นพื้นฐานของพลังงานแห่งเสียงที่คลาสสิกที่สุดจึงมาจากการสวดมนตรา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เมื่อมนตรามีการสวดพร้อมไปกับจังหวะดนตรีจะส่งผลกระตุ้น NLP ที่ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming คือเทคนิคการจัดพฤติกรรมของสมองและจิตใต้สำนึก แต่ในกรณีของการสวดมนตราจะเกิดขึ้นแม้ว่าเราจะไม่รู้ความหมายของสิ่งที่เราสวดก็ตาม ซึ่งในความพิเศษของการที่ไม่รู้ความหมายนอกจากสมองจะหลั่งสารเคมีออกมาแล้ว ยังทำให้จิตใจเราสงบ ผ่อนคลาย เพราะสมองไม่มีการตีความ สมองจึงเงียบ ได้พักผ่อนช่วยลดความเครียด

ในปี 2014 ที่มหาวิทยาลัยการเกษตรของประเทศจีน ได้มีการทดลองให้ชาวนาสวดมนต์แนวสไตล์ทิเบต ให้พืชที่ปลูกครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดประมาณ26.7 เฮกตาร์ ผลปรากฏว่าพืชที่ปลูกได้ผลผลิตขนาดที่ใหญ่ขึ้นและสุขภาพแข็งแรงนอกจากนี้ ยังทำให้แมลงและสัตว์รบกวนลดลงอีกด้วย ในขณะที่อีกแปลงหนึ่งใกล้ๆกันไม่ได้สวดมนต์ให้พืช ส่งผลให้มีสัตว์แมลงรบกวนผลผลิตจึงลดลง

นั่นเป็นเพราะคลื่นเสียงและพลังแห่งมนตราส่งผลต่อสุขภาพของพืช แม้ว่าพืชจะไม่มีหูแต่สามารถรับพลังแห่งการสั่นสะเทือนได้ รวมทั้งสัตว์ก็เช่นกัน

พบกับคลาสพิเศษ ส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ติดตามรายละเอียดได้เพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกันค่ะ

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใสและเบิกบาน…