Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

อะไรควรจะเป็นเป้าหมาย ที่แท้จริงในการพัฒนา EEC?

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298712

อะไรควรจะเป็นเป้าหมาย ที่แท้จริงในการพัฒนา EEC?

อะไรควรจะเป็นเป้าหมาย ที่แท้จริงในการพัฒนา EEC?

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 09.51 น.

ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย 4.0” เพื่อนำพาประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ที่มาถูกทาง โดยพยายามแก้ไขจุดอ่อนของนโยบายก่อนหน้า เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัดชายแดน และการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve industries) รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการ EEC ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศในพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของโครงการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เกิดขึ้นในอดีต

แม้ว่าการดึงดูดการลงทุนมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ “เป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนา EEC ไม่ควรวัดจากเพียงยอดลงทุนที่ได้รับ หรือจำนวนบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มาลงทุน” แต่ควรวัดจากความสามารถเทคโนโลยีของประเทศ และทักษะของแรงงานไทยที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปฏิรูปกฎระเบียบและการบริการภาครัฐที่จะตามมา และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว ในการดำเนินโครงการ EEC รัฐบาลได้ประกาศเสาหลักที่สำคัญ 3 ประการคือ

10 อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมให้ลงทุนในโครงการ EEC
ที่มา : ศูนย์ประสานงาน EEC เว็บไซต์ http://eec.vec.go.th

“เสาแรก : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งมีทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม เช่น สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ และการเริ่มโครงการใหม่ เช่น รถไฟความเร็วสูง และเมืองอัจฉริยะ “เสาที่สอง : การให้แรงจูงใจเพื่อดึงดูดการลงทุน” ทั้งทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยนักลงทุนในเขตส่งเสริมจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากเป็นประวัติการณ์

เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี ซึ่งทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะจัดเก็บจริงของไทยต่ำที่สุดในอาเซียน และการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดเหลือเพียงร้อยละ 17 สำหรับบุคคลที่มีทักษะสูงในระดับโลก นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยมีมาตรการในลักษณะดังกล่าว นอกจากแรงจูงใจทางภาษีแล้ว นักลงทุนยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การเช่าที่ดินได้สูงสุด 99 ปี การได้รับอนุญาตให้ทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเงินตราต่างประเทศ  และการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เสร็จภายใน 1 ปี

และ “เสาสุดท้าย : การอำนวยความสะดวกในการลงทุน” ซึ่งจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยเลขาธิการของสำนักงานฯ สามารถอนุมัติหรือออกใบอนุญาตต่างๆ ได้ ทั้งที่เกี่ยวกับการควบคุมอาคาร การจดทะเบียนพาณิชย์ และการจัดสรรที่ดิน ซึ่งจะช่วยปลดล็อคปัญหาด้านกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการให้บริการของรัฐที่ขาดความเป็นเอกภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“..การมุ่งมั่นดำเนินการตามมาตรการใน 3 เสาหลักดังกล่าวทำให้ EEC กลายเป็นโครงการที่น่าสนใจมากต่อนักลงทุน เมื่อเทียบกับการดึงดูดการลงทุนทั้งหลายของรัฐบาลไทยที่เคยมีมา ด้านรัฐบาลเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงทุนที่จะเกิดขึ้นใน EEC จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ..”

ผู้เขียนเชื่อว่า โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างทั้ง สนามบินอู่ตะเภา รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ น่าจะเกิดขึ้นจริงตามแผนที่วางไว้ ขณะที่การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดซึ่งมีการถมทะเล ยังต้องผ่านการยอมรับจากชุมชนก่อน ส่วนการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินคือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิและอู่ตะเภา ก็มีความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง และต้องใช้เวลานานกว่าจะคุ้มทุน

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา”

ผู้เขียนยังเชื่อว่า “การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ จะช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้พอควร แต่มาตรการดังกล่าวก็มีต้นทุนสูงและมีประสิทธิผลจำกัด” ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่คาดว่า น่าจะมีการลงทุนมากคือ สาขาที่ไทยมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งคือ อุตสาหกรรมเดิมที่ลงทุนอยู่แล้วบางส่วน เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน และท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและเชิงสุขภาพ บริการสุขภาพ และอุตสาหกรรมใหม่บางสาขา เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องบิน (MRO) โลจิสติกส์ และออโตเมชั่น

โดยบริษัทต่างชาติชั้นนำในระดับโลก เช่น แอร์บัส โตโยต้า และลาซาด้า ได้แสดงความสนใจที่จะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ลำพังมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติและโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้น ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักของ EEC  ที่ผ่านมาไทยสามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศได้ไม่น้อย เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เราก็มีผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เราก็มีบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ 2 รายใหญ่ที่สุดโลกคือ ซีเกท และเวสเทิร์น ดิจิตอล

บริษัทเหล่านี้ทำให้เกิดการจ้างงาน การเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่การผลิตของโลก และทำให้ไทยกลายเป็นประเทศส่งออกรายใหญ่ในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางอยู่เช่นเดิม บทเรียนในอดีตจึงชี้ว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยไม่ได้สร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของตัวเอง และไม่ยกระดับทักษะของแรงงานไทย จะไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง

“..อันที่จริง ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในโลกก็ชี้ว่า ไม่มีประเทศใดที่สามารถหลุดพันจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางลำพังด้วยการลงทุนจากต่างชาติได้เลย นอกจากนี้ แม้โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดได้ทำให้ 3 จังหวัดมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนไม่น้อยในพื้นที่ และภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศได้รับผลประโยชน์ไม่มากนัก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ..”

ประเทศไทย “อันดับ 3” ประเทศที่สังคมเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก ประจำปี 2559
ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงิน Credit Suisse ของสวิตเซอร์แลนด์ และเว็บไซต์ นสพ.The Independent ของอังกฤษ http://www.independent.co.uk

ดังนั้น การพัฒนา EEC ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง จึงควรเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสม 4 ประการคือ “ประการแรก” ไทยต้องมีความสามารถทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของไทยเข้าร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยที่มาลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลยังควรพิจารณาตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดยอาจตั้งขึ้นมาใหม่ หรือแยกบางหน่วยออกจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แต่ต้องกำหนดให้มีภารกิจที่ชัดเจน คือการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป็นหลัก

“ประการที่สอง” แรงงานไทยต้องมีทักษะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวะของไทยต้องทำงานร่วมกับบริษัทใน EEC ในการพัฒนาบุคลากรและจัดการสอนแบบทวิภาคี เพื่อให้นักศึกษามีทักษะที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง “ประการที่สาม” ต้องมีการปฏิรูปกฎระเบียบของรัฐ และการให้บริการประชาชนอย่างครบวงจรตามมาโดยเร็ว “โดยนำเอาบทเรียนจาก EEC ไปขยายผลทั่วประเทศ” เพราะกฎระเบียบและการบริการภาครัฐที่ขาดประสิทธิภาพเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมานาน

และ “ประการสุดท้าย” ต้องมีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการสร้างความสามารถของชุมชนอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดในอดีต โดยต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย!!!

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู
นักวิชาการอาวุโส
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘นักวิชาการ’แนะเคล็ดลับกินเจแบบคลีนๆ

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298694

'นักวิชาการ'แนะเคล็ดลับกินเจแบบคลีนๆ

‘นักวิชาการ’แนะเคล็ดลับกินเจแบบคลีนๆ

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.21 น.

“นักวิชาการ” แนะกินเจแบบคลีนๆ อย่าหนักแป้ง เนื้อสัตว์เทียม และลดหวาน มัน เค็ม ห่วงกินผิดน้ำหนักพุ่งโรคภัยถามหา เน้นกินผัก ผลไม้ปลอดภัย ถั่ว เต้าหู้ โดยปรุงแบบต้ม อบ นึ่ง โซเดียมต่ำ ห่วงหิวบ่อยกินผิดน้ำหนักพุ่ง เลือกของว่างถั่วแดง กล้วยอบ มันม่วง ช่วยแก้หิวได้

20 ต.ค.60 พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี เลขาธิการเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า การกินเจ ถือเป็นเรื่องดีได้บุญ แต่อย่าลืมว่าการเลือกกินอาหารเจ จำเป็นต้องพิถีพิถัน เพราะอาหารเจบางร้านทำจากแป้งล้วนๆ และเนื้อเทียม กุ้งเทียม ปลาเทียมนั้นก็อันตรายแป้งเยอะ คนที่มีปัญหาความดัน เบาหวาน หากบริโภคมากจะส่งผลต่อโรคที่เป็นอยู่ได้ จึงแนะนำว่าควรเลือกทานผัก ผลไม้ และอาหารประเภทถั่ว ที่ปรุงโดยการต้ม นึ่ง มากกว่าทอดหรือผัด และที่สำคัญยุคนี้เป็นยุคอาหารจานด่วน หลายพื้นที่บริโภคอาหารต้มก็จริงแต่โซเดียมสูง ปรุงรสจัด โดยเฉพาะคนสูงอายุ คนป่วยโรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวานหากซื้ออาหารหรือปรุงอาหารเองต้องดูด้วยว่าการใส่ซีอิ๊วหรือซอสปรุงรสอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมไม่สูงมากจนเกินไป

“เมนูแนะนำ ผลไม้สด หรือ สลัดผัก ผลไม้ ต้มจับฉ่ายอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน ตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก ทั้งนี้แนะนำให้บริโภคโปรตีนเต้าหู้สูงๆ เนื่องจากกินโปรตีนสูงแล้วป้องกันอาการโหยได้ หากไม่กินมากพอจะทำให้หิวตลอดเวลา คนกินเจจะอยากอาหารและไม่อิ่มท้องจะหันไปกินขนมขบเคี้ยว ขนมทอด กินน้ำอัดลม พวกนี้จะส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพ ทั้งนั้น เช่น น้ำหนักขึ้น หรือเคยติดชินกัยบพฤติกรรมการบริโภคและแก้ปัญหายากเมื่อเข้าสู่การกินแบบปกติ  หรือถ้าหิวจริงๆ ต้องกินของว่างตลอดเวลา แนะนำว่าควรกิน ถั่วแดง  กล้วยอบ มันม่วง หัวเผือก ที่ผ่านการต้มสุก จะเห็นว่า กินเจก็กินแบบคลีนได้นะ คนที่นิสัยกินปกติแล้วรสจัดด้วยแต่มาเข้าแผนกินเจใหม่ๆ หมอห่วงเรื่องเดียว คือ   กินเค็ม (โซเดียม) เกิน เติมไปจนชินมือ หรือ พอกินน้ำปลา น้ำส้มไม่ได้ก็ลุยน้ำอัดลมแทนเพราะหิวระหว่างวัน ซึ่งออกกำลังกายได้ก็แก้ได้ไม่มากหากสะสมโซเดียวมในร่างกายมากเกินไป” พญ.วรวรรณกล่าว

ด้านนายสง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษากรมอนามัย กล่าวว่า  การบริโภคเจในช่วงวัยต่างๆ เด็กเล็กวัยประถม หรือก่อนอนุบาลเป็นวัยต้องการนมและสารอาหารที่ครบถ้วนเพื่อใช้ไปส่งเสริมสร้างพัฒนาการต่อสมองและร่างกาย โดยเฉพาะนมเป็นอาหารที่เด็กไม่ควรขาดจึงยังไม่ควรร่วมกินเจในวัยนี้ ส่วนกลุ่มที่กินเจได้จะเริ่มตั้งแต่วัยมัธยมเป็นต้นไป มีคำแนะนำ 4 ประเด็น  คือ

1. ทุกมื้อต้องกินให้ครบ 5 หมู่ ส่วนแหล่งโปรตีนให้ทานได้จากพืช ซึ่งเต้าหู้จะมีปริมาณโปรตีนสูง แต่ถ้าจะมีอาหารทานเล่นแนะนำเป็น ขนมไทย ทำจากถั่ว เช่น ลูกชุบ เต้าส่วน ถั่วกวน ถั่วแปบ ถั่วเขียวในน้ำตาลทรายแดง น้ำเต้าหู้ เป็นต้น

2. อยากให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาด แนะนำให้ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำเปล่า หรือล้างด้วยวิธีแช่น้ำส้มสายชู นาน 15 นาที แล้วล้างน้ำเปล่าตาม เพื่อช่วยลดสารเคมีตกค้างหรือ ยาฆ่าแมลง

3.การกินอาหารเจ คือ ไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด

4. เนื้อเทียม ที่ทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ อดีตทำจากโปรตีนเกษตร สกัดจากถั่วแต่บางบริษัททำจาก แป้งล้วนๆ มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น แป้งสาลี ควรดูฉลากให้ดีเสียก่อนที่จะซื้อมาทำกิน และหลายประเภทใส่กลิ่น ใส่สี ใส่สารชูรส เพื่อให้เหมือนกับเนื้อสัตว์ให้มากที่สุด จึงค่อนข้างอันตรายสำหรับผู้รักสุขภาพ ดังนั้น ผัก ผลไม้ และเต้าหู้ จึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากกว่า

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘แอ๊ด’ร่วมแต่งทำนอง-ขับร้องเพลง’คืนสู่สวรรค์’ แสดงความอาลัย’ในหลวงร. 9′ (ชมคลิป)

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298648

'แอ๊ด'ร่วมแต่งทำนอง-ขับร้องเพลง'คืนสู่สวรรค์' แสดงความอาลัย'ในหลวงร. 9' (ชมคลิป)

‘แอ๊ด’ร่วมแต่งทำนอง-ขับร้องเพลง’คืนสู่สวรรค์’ แสดงความอาลัย’ในหลวงร. 9′ (ชมคลิป)

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 18.03 น.

20 ต.ค. 60 เนื่องในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เหล่าพสกนิกรจึงร่วมแสดงออกถึงความอาลัยและความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านช่องทางต่างๆ

ล่าสุด นายยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” ได้โพสต์เพลงลงเพจเฟซบุ๊ก “Carabao Official” ขอเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความอาลัยโดยการร่วมแต่งทำนองและขับร้องบทเพลงพิเศษ  ‘คืนสู่สวรรค์’ ที่มาจากกวีนิพนธ์ของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ พระอาจารย์ ว. วชิรเมธี ซึ่งประพันธ์ขึ้นเพื่อร่วมแสดงความอาลัยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

“บทเพลงพิเศษที่มาจากบทกวีนิพนธ์ของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ พระอาจารย์ ว. วชิระเมธี ประพันธ์ขึ้นเพื่อร่วมแสดงความอาลัยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของพสกนิกรชาวไทย โดยมอบหมายให้ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) นำไปแต่งทำนอง และขับร้องบทเพลงนี้ด้วยหัวใจอันเทิดทูนและจงรักภักดี”

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่จะถึงนี้เป็นวันที่เหล่าปวงชนชาวไทยจะร่วมส่งใจส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย จึงเป็นโอกาสที่ปวงข้าพระพุทธเจ้าจะขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบทเพลงเพื่อแสดงความอาลัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หิวมั้ยอาหารยอดฮิตคนใต้เหนียวไก่ทอด รสวิ้งแซ่บปาปีก้าตอบโจทย์วัยรุ่น

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298617

หิวมั้ยอาหารยอดฮิตคนใต้เหนียวไก่ทอด รสวิ้งแซ่บปาปีก้าตอบโจทย์วัยรุ่น

หิวมั้ยอาหารยอดฮิตคนใต้เหนียวไก่ทอด รสวิ้งแซ่บปาปีก้าตอบโจทย์วัยรุ่น

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.50 น.

20 ต.ค.2560  ที่สี่แยกเจ๊ะบิลัง ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล ร้านบังมีนเหนียวไก่สตูล กำลังเร่งมือทอดไก่ให้ทันตามความต้องการของลูกค้า โดยมีผู้บริหารร้านอย่างนางสาววนิดา ละเต็มซัม อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ทอดไก่สูตรลับเฉพาะ กำลังบริการลูกค้าหลากหลายอายุตั้งแต่เด็กตัวเล็กจนผู้ใหญ่ ที่ต่างเข้าเลือกซื้อไก่ทอดสดๆร้อนๆ แบบยกขึ้นจากกระทะก็ขายหมดเกลี้ยงในทันที

นางสาววนิดา ละเต็มซัม เจ้าของร้านบังมีนเหนียวไก่สตูล เปิดเผยว่า เราการันตรีรสชาติกรอบนอกนุ่มใน และรสชาติอร่อยด้วยเครื่องแป้งผสมสูตรลั ซึ่งเราขายไก่ทอดมานานนับ 9 ปีแล้ว จนทุกวันนี้เราทำเป็นเฟรนไชส์ และได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม สำหรับพื้นที่จังหวัดสตูลมี 3 สาขา คือสาขาโต้รุ่ง , สี่แยกเจ๊ะบิลัง และสาขาซอยแม่เนียน อ.เมืองสตูล สำหรับเฟรนตไชส์ มีที่จ.ปัตตานี  ,สงขลา และจ.นครศรีธรรมราช

โดยพัฒนาการทำไก่ทอดจากสูตรดั้งเดิมผสมแป้ง มาปรับลุคใหม่กลยุทธ์มี  ไก่แซ่บ ไก่รสวิ้งแซ่บ รสปาปีก้า มีขายตั้งแต่ส่วนปีกไก่ อก น่อง คอ และซีกโครงไก่และที่สำคัญมีส่วนปีกไก่และเอ็นไก่นำมาทอดชุบแป้งทอดด้วยสูตรลับเฉพาะของทางร้าน  หากลูกค้าต้องการปรุงรสเผ็ดร้อน หรือรสกลมกล่อมทางร้านก็มีบริการเพิ่มรสวิ้งแซ่บ กับปาปีก้า ใส่กล่องผสมคลุกเคล้าเขย่าๆๆๆ หรือใส่หอมเจียวทอดลงไปบอกเลยว่าอร่อยจริงๆ มีขายตั้งแต่ 1 บาท ในส่วนปลายปีกไก่  5 บาท เนื้อสันไก่ ทุกชิ้นส่วนไก่ขายไม่เกิน 20 บาท  ส่วนเอ็นไก่ขาย 1 ขีด 50 บาท จึงได้รับความนิยมลูกค้ามาซื้อหากินกันไม่ขายสาย โดยในแต่ละวันทางร้านบังมีนเหนียวไก่สตูล ขายวันละ 300 กิโลกรัม  มีรายได้ วันละไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ใน 3 สาขาที่ทำอยู่

เจ้าของร้านบังมีนเหนียวไก่สตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้เราขายดีต้องเปิดเฟรนไชส์ ทั่วสตูลและไปต่างจังหวัดด้วยตอนนี้  บังมีนเหนียวไก่ทอดได้ขยายไปจังหวัดนครศรีธรรมราช , ปัตตานี และสงขลา นอกจากนี้เรายังพร้อมรับตัวแทนจำหน่ายด้วย แป้งทอดกรอบที่มีสูตรส่วนผสมเฉพาะ โดยเพิ่งเปิดตลาดและรับตัวแทนไปไม่นานนี้เอง จะขายแป้งทอดกรอบชุดเล็ก 50 บาท ทอดได้ 20-25 ชิ้น ,ชุดใหญ่ 100 บาท ทอดได้ 40 -50 ชิ้น ไว้ตอบโจทย์ลูกค้าต่างจังหวัด ที่สามารถนำไปทอดเองที่บ้านได้ หากสนใจเฟรนไช หรือแป้งทอดกรอบ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.081-542-9565

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มฉวยโอกาสเก็บค่าจอดรถ ผู้มากราบพระบรมฉายาลักษณ์ (ชมคลิป)

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298601

หนุ่มฉวยโอกาสเก็บค่าจอดรถ ผู้มากราบพระบรมฉายาลักษณ์ (ชมคลิป)

หนุ่มฉวยโอกาสเก็บค่าจอดรถ ผู้มากราบพระบรมฉายาลักษณ์ (ชมคลิป)

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.09 น.

20 ต.ค. 60  เพจเฟซบุ๊ก “เกาะติดสถานการณ์และอุบัติเหตุ” ได้โพสต์คลิปวิดิโอพร้อมเขียนข้อความว่า #ฉวยโอกาส เก็บเงินค่าจอดรถหน้ากองฉลาก พื้นที่ สน.ชนะสงคราม เก็บประชาชนที่มากราบพระบรมฉายาลักษณ์ คันละ 100บาท มันใช่มั้ย? มันควรมั้ย?

โดยการสนทนาในคลิปเจ้าหน้าที่ได้สอบถามชายคนหนึ่งว่า ใครอนุญาตให้มาเก็บเงินค่าจอดรถ และเก็บได้ยังไงคันละ 100 บาท  แต่ชายคนดังกล่าวบอกว่ามีพี่ชายสั่งให้เก็บ และยังบอกอีกว่าแล้วแต่จะให้ และสามารถจอดรถได้ถึงตี 2 แต่ผู้ที่ถ่ายคลิปบอกว่าไม่สามารถเก็บเงินรถที่จอดในพื้นที่ดังกล่าวได้ และจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ตร.เร่งจับชายฉวยโอกาส เก็บค่าจอดรถถ.ราชดำเนิน

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดงานวิจัยชี้อดีตมีการล่า‘พะยูน’

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298575

เปิดงานวิจัยชี้อดีตมีการล่า‘พะยูน’

เปิดงานวิจัยชี้อดีตมีการล่า‘พะยูน’

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 14.08 น.

เปิดงานวิจัย “พะยูน -หญ้าทะเล” มทร.ศรีวิชัยตรัง ชี้อดีตมีการล่าพะยูน พร้อมเสนอแนวทางอนุรักษ์

20 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ตรัง ว่า หลังจากกระแสข่าวกรณี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลถึงภาวะวิกฤตพะยูนที่อาศัยอยู่ในทะเล ถูกคุกคามอย่างหนัก ในเรื่องที่อยู่อาศัยและการทำลายแหล่งหญ้าทะเล สาเหตุหนึ่งมาจากการล่าพะยูน นำเนื้อออกมาแล่เป็นส่วนๆ กระดูกและเขี้ยวแยกไว้ส่วนหนึ่ง ซื้อขายในกิโลกรัมละ 1หมื่นบาท ส่วนเนื้อขายกันในกิโลกรัมละ 150 บาท และนำเนื้อไปปรุงอาหาร

กระทั่งเกิดความไม่พอใจของชาวบ้านเกาะลิบง และองค์กรอนุรักษ์ในจังหวัดตรังอย่างมาก จนนำไปสู่การเรียกร้องให้นายธัญญา ออกมาแสดงความรับผิดชอบนั้น ส่งผลให้สังคมเกิดความสนใจอยากที่จะรับรู้เรื่องราวพะยูนที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำทะเลตรังกันเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้มีความพยายามการเสาะหาแหล่งข้อมูลเรื่องราวของพะยูนเพื่อจะได้เล่าสู่กันฟัง

โดยหนึ่งในข้อมูลที่สามารถบอกเล่าความเป็นไปของพะยูนได้จากงานศึกษาวิจัย “กระบวนการสร้างองค์ความรู้ในการอนุรักษ์พะยูนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งจังหวัดตรัง” โดยณัฐทติา โรจนประศาสน์ ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย  วิภาวรรณ ตินนังวัฒนะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย งบประมาณแผ่นดินประจําปี พ.ศ. 2555-2556

งานวิจัย ระบุที่มาของพะยูนว่า  พะยูนเป็นสัตว์หายากที่พบในหลายประเทศ โดยพื้นที่ที่มีประชากรพะยูนมีมากที่สุดใน โลกคือประเทศออสเตรเลีย ในประเทศไทย มีพะยูนอาศัยอยู่ทั้ง 2 ฝั่งทะเล ก็คือ อ่าวไทย และอันดามัน จากการ สำรวจในปี พ.ศ.2554 ประเมินว่าในน่านน้ำทะเลตรังหวัดตรังมีประชากรพะยูนประมาณ 123 ตัว ปี พ.ศ.2548 พะยูนบริเวณเกาะตะลิบง-เกาะมุกด์ เพิ่มเป็น126 ตัว โดยที่เกาะตะลิบง-เกาะมุกด์ จังหวัด ตรัง เป็นที่แห่งเดียวในน่านน้ำทะเลตรังที่มีประชากรพะยูนมาก พะยูนอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง โดยพะยูนมีอัตราการสืบพันธุ์ต่ำ

นอกจากนี้พะยูนมีอัตราการตายสูงโดยเฉพาะพะยูนในตรังมีรายงานว่ามีอัตรา การตายประมาณ 15 ตัวต่อปี การตายของพะยูน ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากอวนของชาวประมงพาณิชย์ ในฝั่งอันดามันอวนลากและอวนรุนของชาวประมงพาณิชย์เข้ามาในเขตชายฝั่งได้ทำลายแหล่ง หญ้าทะเลและติดพะยูนโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้พะยูนในจังหวัดตรังลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2555

งานวิจัย ระบุอีกว่า สมัยก่อนกระแสการอนุรักษ์พะยูนยังไม่กว้างขวาง จึงมักมีการล่าหรือฆ่าพะยูนอยู่เสมอ โดยจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์พะยูนเมื่อมี พ.ร.บ.การประมง ปี พ.ศ. 2490 ที่จัดให้พะยูนเป็นสัตว์คุ้มครอง ที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง ห้ามจับ ดัก ล่อ หรือฆ่าโดยเด็ดขาด ซึ่งการอนุรักษ์พะยูนเข้มข้นขึ้นประมาณ ปี พ.ศ. 2534-2535

เมื่อสมาคมหยาดฝนได้รณรงค์ให้ชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งตระหนักและหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่น โดยใช้พะยูนเป็นเครื่องมือในการป้องกันอวนลาก อวนรุน ที่บุกรุกเข้ามาในเขตอนุรักษ์ 3,000 เมตร ทําลายหญ้าทะเล โดยกิจกรรมที่ทาคือนาหลักไม้มาปักไว้รอบแนวหญ้าทะเล นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าพะยูนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในบัญชีสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของ ประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

“การอนุรักษ์พะยูนต้องใช้ฐานความรู้ดั้งเดิมสนับสนุนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยที่ชาวประมงมี ความรู้พื้นฐานมาจากประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์น้ำา การประมง และระบบนิเวศ ซึ่งใช้ปรับปรุง ฐานความรู้ในกระบวนการจัดการ นอกจากความรู้นิเวศแบบดั้งเดิมจะสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจในเรื่องการใช้ ทรัพยากร และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการเสริมพลังอํานาจของคนในการจัดการชะตากรรมของเขาเอง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาด้วย  ความรู้ดั้งเดิม มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมโดยรอบที่ความรู้ถูกผลิตขึ้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) ความรู้ทางการแพทย์แบบดั้งเดิม 2) ความรู้ทางการเกษตรแบบดั้งเดิม3) ความรู้ นิเวศแบบดั้งเดิม”

งานวิจัย ระบุอีกว่า ในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าความรู้นิเวศแบบดั้งเดิมซึ่งมีอิทธิพลต่อสถาบันและ วิธีการจัดการทรัพยากร คือ การปฏิบัติและนิเวศวิทยาที่ดี ดังนั้น ความรู้นิเวศดั้งเดิมจึงมีบทบาทใน การออกแบบการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนในปัจจุบัน  ความรู้ท้องถิ่น เป็นสิ่งสาคัญในการสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจ และเสริมพลังอำนาจ ดังที่เป้าหมายหลักของการพัฒนา คือ การเสริมสร้างพลังของคนในการจัดการชะตากรรมของตนเอง

งานวิจัยในทศวรรษที่ผ่านมาได้เน้นเรื่อง ความรู้นิเวศแบบดั้งเดิมที่จะรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลก โดยระบบความรู้ทางนิเวศแบบดั้งเดิมสามารถสนับสนุนการใช้และการ จัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงสนใจที่จะศึกษาถึง กระบวนการสร้างองค์ความรู้ในการอนุรักษ์พะยูนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในจังหวัด องค์ความรู้ที่ได้องค์กรชุมชนชายฝั่งนาไปใช้ในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล เพื่อความยั่งยืน องค์ความรู้ที่ได้นำไปพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดไปสู่ เยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พะยูน

ท้ายสุดของบทคัดย่อระบุเสนอแนะว่าในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลอย่างมีประสิทธิภาพควรใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านเกี่ยวกับพะยูนและหญ้าทะเลนี้ผสมผสานกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยการแต่งตั้งแกนนํากลุ่มอนุรักษ์ในชุมชนชายฝั่งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของภาครัฐ เพราะนอกจากชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการร่วมในด้านการวางแผนและการนาไปปฏิบัติในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลแล้วยังเป็นการเสริมสร้างพลังของชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งด้วย

“อีกทั้งการนําหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเลไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพจาเป็นต้องยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับสภาพบริบทของโรงเรียนชายฝั่งและนักเรียนแต่ละโรงเรียนรวมถึงการสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ภาคเอกชนซึ่งทํา โครงการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จะทํา ให้การสอนด้วยหลักสูตรท้องถิ่นรวมถึงการขยายไปยังชุมชนชายฝั่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง”

ล่าสดปี พ.ศ.2559  ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์นักวิชาการประมงชำนาญการ กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน  พร้อมเจ้าหน้าที่และนักบินชาวต่างชาติ นำเครื่องบินเล็กทำการบินสำรวจพะยูนในทะเลตรังเพื่อนับจำนวนประชากรพะยูน และจากการสำรวจประชากรพะยูนเพิ่มขึ้นจากปี 2558 คืออยู่ที่ 150 ตัว โดยพบพะยูนฝูใหญ่จำนวน 3 ฝูง แต่ละฝูงอยู่ที่ประมาณ 10-20 ตัว จนถึงประมาณ 50 ตัว รวมแล้วแต่ละเที่ยวบินพบไม่น้อยกว่า 90 ตัวขึ้นไป และพบเห็นพะยูนคู่แม่ลูกจำนวนกว่า 10 คู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่พะยูนมีการเจริญเติบโตของประชากรที่ดีขึ้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทางของฝุ่น!ฟุ้งปลิวว่อนบนถนน รถขับสวนทางมองไม่เห็นเสี่ยงอุบัติเหตุ

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298549

ทางของฝุ่น!ฟุ้งปลิวว่อนบนถนน รถขับสวนทางมองไม่เห็นเสี่ยงอุบัติเหตุ

ทางของฝุ่น!ฟุ้งปลิวว่อนบนถนน รถขับสวนทางมองไม่เห็นเสี่ยงอุบัติเหตุ

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 12.11 น.

20 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า บนถนนสายบ้านโคกเนียม-เกาะโอน ต.ท่าโพธิ์ อ.สะเดา จ.สงขลา ที่มีดินลูกรังอยู่บนถนน หากมีฝนตกลงมาก็จะทำให้ถนนช่วงดังกล่าวลื่น ซึ่งถ้าหากถนนแห้งเวลารถขับผ่านไปมาก็จะมีฝุ่นปลิวว่อน ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ขับผ่านเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

โดยรถยนต์ที่ขับตามหลังมาจะมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้าเลยเวลาฝุ่นตลบเต็มถนน ซึ่งชาวบ้านได้วอนขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยดำเนินการ นำน้ำมาฉีดล้างถนนสายดังกล่าวแล้ว แต่ขณะนี้ก็ยังไร้หน่วยงานที่รับผิดชอบใดๆมาดำเนินการแก้ไขเลย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทะเลหมอกผาโปกล้น ยังสวยงามสดชื่นไปถึงสิ้นฤดูหนาว

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298533

ทะเลหมอกผาโปกล้น ยังสวยงามสดชื่นไปถึงสิ้นฤดูหนาว

ทะเลหมอกผาโปกล้น ยังสวยงามสดชื่นไปถึงสิ้นฤดูหนาว

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 10.25 น.

นักท่องเที่ยวทยอยชมทะเลหมอกที่เขาโปกล้นสวยงามยาวเช้า ต.นครชุม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก คาดการณ์จะมีทะเลหมอกไปจนถึงสิ้นฤดูหนาว ขณะที่ทาง อบต.นครชุม เตรียมเปิดจุดท่องเที่ยวชมทะเลหมอกอีก 2 แห่ง ให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัส

ที่ ต.นครชุม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ขณะนี้มีสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเช้าวันนี้อยู่ที่ 20องศา ส่งผลให้เกิดทะเลหมอกยามเช้า ที่บริเวณจุดชมวิวที่รอบๆหมู่บ้าน โดยเฉพาะที่บนเขาโปกล้น ที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้านนครชุม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นหมู่ตำบลที่มีร่องเขาโอบกอด  ทำให้ในช่วงปลายฝนต้นหนาวและไปจนถึงสิ้นฤดูหนาว จะมีทะเลหมอกเกิดขึ้นในช่วงเช้าเป็นประจำแทบทุกวัน ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มไปสัมผัสอากาศเย็นชมทะเลหมอกที่ผาโปกล้น กันแล้ว

นายสุรินทร์โรจน์ ศรีสังข์ ปลัด อบต.นครชุม ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนครชุม กล่าวว่า ในช่วงนี้ที่ ต.นครชุม มีสภาพอากาศดีมาก ในช่วงเช้ามีทะเลหมอกปกคลุมหมู่บ้านและตามร่องเขา เห็นแล้วสวยงามเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบท่องเที่ยวธรรมชาติ ดูทะเลหมอกยามเช้า นักท่องเที่ยวสามารถไปถ่ายรูปชมทะเลหมอกยามเช้า โดยเฉพาะ ที่บริเวณเขาโปกล้น อยู่บริเวณด้านหลังหมู่บ้าน เดินขึ้นไปสูงยอดเขาเพียง 700 เมตร เท่านั้น นักท่องเที่ยวก็จะได้สัมผัสกับหน้าผาโปกล้นสวยงาม เป็นลานหินแก่ง ในช่วงนี้ตอนเช้าจะเห็นทะเลหมอกไหลจากหัวหมู่บ้านไปจนท้ายหมู่บ้าน

นอกจากนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลนครชุม กำลังเปิดจุดชมวิวทะเลหมอกอีก 2 แห่ง ทั้งที่ผาหนอก บ้านน้ำกุ่ม และที่สำนักสงฆ์นาตาด หมู่ 8 ต.นครชุม อ.นครไทย ที่มีจุดชมวิวทะเลหมอกสวยงามเช่นกัน นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวชมกันได้ โดยติดต่อได้ที่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โผงเผง ยังอ่วม‘นิพนธ์’อดีต รอง ปธ.วุฒิสภา พายเรือ เยี่ยมให้กำลังใจ

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298443

โผงเผง ยังอ่วม‘นิพนธ์’อดีต รอง ปธ.วุฒิสภา พายเรือ เยี่ยมให้กำลังใจ

โผงเผง ยังอ่วม‘นิพนธ์’อดีต รอง ปธ.วุฒิสภา พายเรือ เยี่ยมให้กำลังใจ

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

nn…ต้องยอมรับหน้าน้ำทีไรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ จ.อ่างทอง มีปัญหาอยู่เสมอ เจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งทีไร ชาวบ้าน ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ปีนี้น้ำทะลักท่วมอีกแล้ว..เมื่อเร็วๆ นี้ “นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์” อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 อดีต สส.อ่างทองและอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทนเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ไหว ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียน ชาวโผงเผง จ.อ่างทอง ถูกน้ำท่วม จมในกว่า 500 หลังคาเรือน จนต้องใช้เรือพายเข้าออก ข้าวของเสียหาย บางครอบครัว เป็นบ้านชั้นเดียวจมมิดไม่มีที่อยู่ต้องมาสร้างที่อยู่ชั่วคราวบนริมถนหลวง…แน่นอนจากสภาพน้ำท่วมเช่นนี้ อดีตรองประธานวุฒิสภา ต้องเดินทางพายเรือด้วยตัวเอง เข้าไปแวะเยี่ยมทักทายให้กำลังใจชาวบ้านตามบ้านเรือนด้วย และยังมีโอกาสแวะไปเยี่ยมคุณยาย วัย 92 ปี นอนป่วย หนีน้ำเกือบไม่ทัน เพราะนอนอยู่ชั้นล่างครับ…ในยามทุกข์ยากลำบากเดือดร้อนอย่างนี้…คงจะห้าม ไม่ให้เข้าไปเยี่ยม ไปดูแลชาวบ้านที่เดือดร้อนในพื้นที่เพราะยังมีความผูกพัน จะให้นิ่งดูดาย ยืนดูเฉยๆ ก็คงไม่ใช่วิสัยของอดีตผู้แทนฯหรืออดีต สส. อย่างแน่นอน..ล่าสุดชาวบ้านโผงเผงยังเดือดร้อนหนักหลังน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเลน เดือดร้อนทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนที่มาใช้บริการอย่างมาก ต้องขนย้ายเครื่องมือทางการแพทย์ไว้ในที่สูง…ขอให้กำลังใจทุกๆ คนนะครับ..nn

nn…ถึงหน้าฝนที่ไรปัญหาตามมาก็คือปัญหาน้ำท่วม แต่สิ่งสำคัญเหนือกว่านั้นก็คือการเตรียมพร้อมในเรื่องการระบายน้ำ แน่นอนทุกปี เพื่อความพร้อมในการรองรับการแก้ไขปัญหาน้ำ “ปลัดแต” อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ อดีต สส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่เข้าไปแวะมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ คนทำงานของชลประทาน ที่ประตูระบายน้ำบางยาง อีกครั้ง…เพราะข่าวสารที่แจ้งว่าจะมีพายุเข้ามาอีก 2 ลูก ทั้งตอนบน และภาคใต้และจากการที่เพื่อนในเฟซสังเกต เห็นฝูงมดขนย้ายไข่ ไปอยู่ที่สูงขึ้นตามสัญชาตญาณนั้น…ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝน อาจจะยังไม่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ อ.บ้านแพ้ว ก็ตาม..และยังแวะมาเยี่ยมทีมงานชลประทานที่ประตูระบายน้ำพันธุวงษ์ กำลังเปิดเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อพร่องน้ำใน คลองสี่วาพาสวัสดิ์ ในช่วงนี้น้ำทะเลจะลง 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงกลางคืน ประมาณสี่ทุ่มถึงตีสอง กับช่วงกลางวัน ประมาณหกโมงเช้าถึงเที่ยง ซึ่งเวลาเปิดปิดของแต่ละประตู จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลจากทะเลด้วยครับ และโดยจากจุดที่ยืนมองดูระดับน้ำด้านนอก ประตูสูงกว่าระดับน้ำด้านในคลองสี่วาพาสวัสดิ์ 1 เมตรกว่าครับ…“ปลัดแต” บอกว่า แต่การเตรียมตัวให้พร้อม จึงเป็นเรื่องที่สำคัญครับ ซึ่งในช่วงนี้ และก่อนหน้านี้ ทีมงานของประตูน้ำบางยาง ทำงานกันอย่างเต็มที่ครับ เรียกว่า น้ำทะเลลงเมื่อไร เปิดบานระบายน้ำเมื่อนั้น ปิดบานระบายน้ำเมื่อไร ก็เปิดเครื่องสูบน้ำต่อเนื่อง เพื่อพร่องน้ำไว้รับมือกับสถานการณ์น้ำฝนที่ตกมากครับ”…เจ้าตัวยังฝากอีกว่า ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวอำเภอบ้านแพ้ว มีความอุ่นใจ ไม่ต้องกังวลใจ เหมือนเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2539 ครับ…ในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงคนเดียวทุกๆ คนทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดเรื่องราวสุดซึ้ง! ของ’บังขายถั่ว’พกรูปในหลวง ร.9 ติดตัว

Posted on July 12, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/298387

เปิดเรื่องราวสุดซึ้ง! ของ'บังขายถั่ว'พกรูปในหลวง ร.9 ติดตัว

เปิดเรื่องราวสุดซึ้ง! ของ’บังขายถั่ว’พกรูปในหลวง ร.9 ติดตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 14.35 น.

19 ต.ค.60โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราว เกี่ยวกับทสนทนากับหนุ่มชาวอินเดียที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย  โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Nararit Dafe Dfast Supanikorn “ ได้เผยเรื่องราวผ่านบทสนทนากับหนุ่มชาวอินเดีย แล้วยังภักดีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เขาพกพระบรมฉายาลักษณ์ติดตัวตลอดการหาบเร่ พร้อมกับบอกว่าวันที่ 26 ตุลาคม ขอไม่มาขายถั่วนะ จะไปสนามหลวง

โดยผู้โพสต์ระบุว่า โดนคนปฎิเสธทุกวันเยอะมากเวลาขายถั่วนี่คือคำพูดจากบังคนนี้ที่ปั่นจักรยานผ่านมาขายทุกวัน

บัง:ขอหลบฝนหน่อยนะ(สำเนียงแขก)พร้อมทำไม้ทำมือว่าขอหลบฝน

ผม:ได้

บัง:แท๊งกิ้ว

บัง:เอาถั่วมั้ย20฿

ผม:เอามาถุงนึงแล้วกัน(ปกติมาทุกวันเดือนนึงจะซื้อสักครั้ง)แต่เค้าก็มาทุกวัน จนบางวันก็รำคาญ

ผม:บังไม่อยากกลับอินเดียหรอทำไมถึงอยากอยู่เมืองไทยหลังจากจบคำถามนี้บังได้ทำท่าหยิบสมุดเก่าๆที่เอาไว้จดทุกอย่างออกมา เปิดหน้าแรกให้ผมดูและยกมือไหว้ท่วมหัวเอารูปมาจูบหลับตาพริมและพูดว่า The King thailandผมถึงกับอึ๊งสักแว๊บนึง

หลังจากนั้นผมไม่พูดอะไรต่อเลยเพราะรูปนั้นที่บังเปิดให้ผมดูคือพระราชารัชกาลที่9ของคนไทยเราเพียงแค่นั้น ภาพนี้ได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างแล้วผมเข้าใจเลยว่า

ทำไม??บังถึงทนกับคำปฏิเสธได้ตลอดโดยไม่แยแสและคำถามที่ผมอยากรู้ทุกๆคำถามได้หยุดลงเพียงเพราะรูปในสมุดเก่าๆเล่มนั้นผมเข้าใจหมดในเวลาเพียงแว๊บเดียวบังได้บอกกับผมอีกว่าวันที่26ผมไม่ได้มานะแล้วบังก็เปิดหน้าที่ตัวเองได้จดไว้เป็นภาษาอินเดียแต่แปลเป็นไทยว่า. “สนามหลวง”และชี้เลข26ให้ผมดูและบอกว่าเจอกันที่สนามหลวงวันที่26

คุณคิดยังไง?? ส่วนผมมีมุมมองอะไรเกิดขึ้นใหม่อีกเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวและเราก็นั่งคุยกับสักพักเพราะฝนตก บังคุยดีมาก ชวนผมว่าถ้าไปอินเดียไม่ต้องไปนอนโรงแรมนะ ไปนอนบ้านเค้าได้บ้านเค้ามีรถSuzuki swift ,มีน้ำมัน,มีลูกสาวตัวเล็กๆ1คนไปพักได้พาเที่ยวได้ ขอบคุณน้ำใจบังมากและขอบคุณที่ยูรักเมืองไทย

ขอบคุณที่อ่านจนจบกันเรื่องราวสตอรี่เล็กๆจากประสบการณ์ชีวิตที่ผมได้พบเจอและบังได้สอนภาษาอินเดียด้วยซึ่งเมื่อก่อนผมไม่เคยคิดอยากพูดภาษาอินเดียเลยก็ตาม

สำหรับวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีสนามหลวง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม พ.ศ.2560

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,914,580 hits

Join 4,113 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้าวาทะเด็ด
ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดตัวแพลตฟอร์มข้อมูลและ AI ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่
สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย
ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ
อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย
อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ
ชายปารีสคว้าภาพวาด "ปิกัสโซ" มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท
เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์
พริกยกสวน 'ธัญญ่า-หนิง'แท็กทีมปล่อยเซ็ตภาพ Wet Look ส่งท้ายสงกรานต์สวยฉ่ำ
AIDSID ขอเชิญร่วมทำบุญช่วยชีวิต เพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส

Recent Posts

  • ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท
  • รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ
  • ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง
  • ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี
  • ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d