ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298292

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298292

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298259

บนโลกออนไลน์แห่ชื่นชม ‘ป๋าใบ๋’ หลังจากที่สมาชิกเฟซบุ๊ก Thida Dentreeเผยแพร่คลิป ขณะที่ชายสูงวัยรายหนึ่งชื่อว่า ‘ป๋าใบ๋’ กำลังช่วยเย็บแผลบริเวณท้องของงูเหลือมหลังจากฉีกขาดจากการโดนตาข่ายบาดจนได้รับบาดเจ็บ
” เจ้าของคลิประบุด้วยว่า แผลงูก่อนเย็บแผลใหญ่มาก ป๋าใบ๋ช่วยเย็บแผลให้งูก่อนนำไปปล่อย “
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298211

18 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วิชิรเมธี นำพระสงฆ์จากโครงการ อุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร รวม 89 รูป และพระสงฆ์ในพื้นที่ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย อีก 10 รูป รวม 99 รูป ออกรับบิณฑบาตรจากชาวบ้าน บนสะพานไม้ไผ่กลางทุ่งนาข้าว ระยะทางรวม 800 เมตร ซึ่งมีชาวบ้านนำข้าวสารอาหารแห้ง ร่วมใส่บาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร
ผู้สื้อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงที่พระสงฆ์ออกรับบิณฑบาตร นายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ดคาราบาว นักร้องชื่อดัง ได้ขออาสาเป็นผู้เด็กวัดติดตามพระ ว.วชิรเมธี เพื่อนำสิ่งของออกจากบาตร
ทั้งนี้สะพานไม้ไผ่กลางทุ่งนา ชาวบ้านตั้งชื่อว่าสะพานบุญ ตั้งอยู่กลางทุ่งนาบ้านสันป่าเหียง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ทางเข้าไปยังไร่เชิญตะวัน ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน ในตำบลห้วยสัก เป็นสะพานไม้ไผ่ที่สร้างลัดเลาะไปในทุ่งนา ที่ตลอดสองฝั่งประดับตกแต่งด้วยตุงและโคมหลากสี ตามแบบของชาวล้านนา ท่ามกลางต้นข้าว มีความยาว800 เมตร เพื่อถวายความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ยังทำพิธีเปิดป้ายและเปิดพื้นที่โครงการตลาดนัดพุทธเกษตรอินทรีย์เฉลิมพระบารมีรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นการสานต่อตามแนวในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ต้องการให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี และลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้โดยมี นายกิตติ ทิศสกุล ผู้จัดการโครงการเกษตรสีเขียว อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข นำเครือข่ายเกษตรในโครงการปลูกผักปลอดสารพิษ และตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งนักเรียนโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน ร่วมในพิธีเปิดพื้นที่การนำผักปลอดสารพิษทุกชนิดมาขาย ที่บ้านสันป่าเหียง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้กล่าวถึงแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ต้องการให้เกษตรกร รวมทั้งชาวบ้านได้อยู่ดีกินดี ที่ทำการเกษตรแล้ว ให้พอกับการกิน แต่เมื่ออิ่มแล้วเหลือ ก็นำออกขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และที่สำคัญของต้องไม่ใช้สารเคมี กับพืชผักที่ปลูก
ในช่วงท้าย นายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ดคาราบาว ได้ร้องเพลงเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 รวม 4 เพลง ซึ่ง พระ ว.วชิรเมธี ได้เขียนเนื้อร้องให้ แอ็ดคาราบาว ได้ร้อง ซึ่งเนื้อหาเพลงจะกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำเพื่อชาวไทยในทุกด้าน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298147

สองแม่ลูกชาว จ.บุรีรัมย์ เก็บกระเป๋าที่มีเงินสดกว่า 43,000 บาท ได้หน้าตลาดเซราะกราว รีบนำไปแจ้ง สวท. ช่วยประกาศตามหาเจ้าของ ขณะสาวเจ้าของกระเป๋าเผยพาลูกสาวมาฟอกไตที่ รพ. หลังรู้ตัวกระเป๋าหายเครียดหนักและไม่คิดจะได้คืน แต่พอได้เงินคืนยกมือไหว้ขอบคุณเชื่อสังคมยังไม่สิ้นคนดี พร้อมมอบเงินและลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว เป็นสินน้ำใจตอบแทนในการทำดี
สังคมไทยยังไม่สิ้นคนดี เมื่อนางทองสุข อย่างรัมย์ อายุ 74 ปี และนางระเบียบ สงวนศักดิ์ อายุ 50 ปี สองแม่ลูกชาวบ้านหนองบัว ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้ส่งมอบเงินจำนวน 43,020 บาท ที่เก็บได้บริเวณทางเข้าตลาดถนนคนเดินเซราะกราว ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เมื่อเวลาประมาณ 19.25 น. วันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา คืนให้แก่นางเปรมยุดา หนูประโคน อายุ 40 ปี ซึ่งทำงานอยู่สหกรณ์กองทุนสวนยางละหานทราย จำกัด ที่ได้ทำกระเป๋าเงินหล่นหายขณะมาเดินซื้อของที่ตลาดเซราะกราวช่วงระหว่างที่รอลูกสาวฟอกไตอยู่ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์
โดยการส่งมอบกระเป๋าเงินคืนในครั้งนี้ได้มีนางวาสนา แถวเพ็ชร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.บุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่ในสถานีร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบเงินคืน เนื่องจากสองแม่ลูกที่เก็บเงินได้นำมาแจ้งที่ สวท.เพื่อให้ช่วยประกาศตามหาเจ้าของ

นางเปรมยุดา หนูประโคน บอกว่า ช่วงเย็นของวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้พาลูกสาวมาฟอกไตที่โรงพยาบาลเอกชนบุรีรัมย์ แต่ระหว่างที่รอลูกสาวฟอกไตซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร จึงได้ไปเดินซื้อของที่ตลาดถนนคนเดินเซราะกราว จากนั้นก็ขับรถไปรับลูกสาวที่รพ. ขากลับก็แวะรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งในตัวเมืองกับเพื่อนแต่พอรับประทานอาหารเสร็จจะจ่ายเงินกลับหากระเป๋าไม่เจอรู้สึกตกใจมากเพราะในกระเป๋ามีเงินอยู่กว่า 43,000 บาท แต่จำไม่ได้ว่าทำหล่นหายตรงไหน เพื่อนจึงเป็นคนออกค่าอาหาร
จึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน หลังรู้ว่าทำกระเป๋าเงินหายก็กังวลและทุกข์ใจมากและไม่คิดว่าจะได้เงินคืน เพราะในกระเป๋ามีเงินจำนวนมากตอนแรกก็ทำใจคิดว่าคงไม่ได้คืนแล้ว กระทั่งมีเพื่อนฟังรายการวิทยุของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.บุรีรัมย์ ได้ยินว่ามีคนเก็บกระเป๋าเงินได้จึงรีบเดินทางมาติดต่อ กระทั่งได้พบกับสองแม่ลูกพลเมืองดี
และเมื่อได้กระเป๋าเงินคืน นางเปรมยุดา ก็ยกมือไหว้ขอบคุณทั้งสองแม่ลูก ที่เก็บเงินได้แล้วนำส่งคืน ทำให้เชื่อว่าสังคมไทยยังไม่สิ้นคนดีจริงๆ พร้อมทั้งยังได้มอบเงินสดจำนวน 5,000 บาท และลอตเตอรี่จำนวน 1 ใบ ที่ถูกเลขรางวัลท้าย 3 ตัวหน้า ได้เงินรางวัล 4,000 บาทที่ตัวเองซื้อเอาไว้ ให้กับทั้งสองแม่เพื่อตอบแทนในน้ำใจของสองแม่ลูกด้วย

ด้านสองแม่ลูกพลเมืองดี บอกว่า หลังจากเก็บกระเป๋าเงินได้ก็รีบนำมาแจ้งที่ สวท.บุรีรัมย์ ให้ช่วยเป็นสื่อกลางประกาศตามหาเจ้าของทันที โดยไม่คิดจะเอาเป็นของตัวเองเพราะคิดว่าเจ้าของเงินที่ทำหล่นหายคงจะทุกข์ใจและมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าวและคิดถึงใจเขาใจเราหากเป็นเงินหรือทรัพย์สินมีค่าของเราหล่นหายก็คงจะทุกข์ใจและอยากจะได้คืนเช่นกัน และเมื่อได้ส่งกระเป๋าเงินคืนให้กับเจ้าของและได้เห็นรอยยิ้มก็รู้สึกดีใจและก็จะตั้งใจทำความดีตลอดไปพร้อมทั้งได้ฝากถึงสังคมปัจจุบันด้วยว่า “หากเก็บเงินหรือสิ่งของได้ก็ควรจะส่งคืนให้กับเจ้าของไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็มีค่ากับเจ้าของ”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298141

ชาวบ้านโพนงาม อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ตักโคลนอาบน้ำประชดถนนพัง ต้องรออยู่ไปอีกกี่ชั่วอายุคนถึงจะได้ถนนลาดยาง!!
ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านโพนงาม ม.11 ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ว่าได้รับความเดือนร้อนแสนสาหัสกับสภาพถนนที่เต็มไปด้วยหลุม บ่อโคลนตม เส้นทางสายหลักที่ชาวบ้านใช้ในการเดินทางสัญจรระหว่าง บ้านหนองผึ้ง-บ้านโพนงาม โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนถนนหนทางเข้า-ออก สุดแสนจะลำบาก วอนสื่อลงพื้นที่นำเสนอข่าว จี้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ปัญหา
ผู้สื่อข่าวรุดลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง บ้านโพนงาม ม.11 ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ชาวบ้านบริเวณถนนบ้านหนองผึ้ง-บ้านโพนงาม รวมตัวกันโดยมีสองตายายนุ่งผ้าถุงกระโจมอกและนุ่งผ้าขาวม้าพากันตักโคลนมาราดตัวและนำสบู่มาถูตัวอาบน้ำ เพื่อประชดถนนพัง พร้อมระบุว่า สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เนื่องจากทนใช้ถนนเส้นดังกล่าวไม่ไหวแล้วเพราะชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อมานานกว่า 20 ปี และปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้จากการสำรวจตลอดเส้นทาง พบว่าถนนสายนี้มีความยาวจากหน้าปากทางมาถึงหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร และยังสามารถเชื่อมต่อไปได้อีกหลายหมู่บ้าน สภาพถนนเต็มไปด้วย บ่อดินโคลน เป็นหลุม เป็นบ่อจำนวนมาก เวลาเดินทางหน้าฝน แสน ลำบากหน้าแล้ง ก็เป็นหลุมเป็นบ่อ ทั้งที่ถนนสายนี้ห่างจาก อบต.ไพรขลา ไม่ถึงกิโลเมตร
นายพุฒ สุขมี อายุ 73 ปี กล่าวว่า ตนเกิดมาจนอายุป่านนี้ไม่รู้จะตายวันไหนจะได้สัญจรถนนดีกับเขาหรือเปล่า ตอนนี้ก็อายุ 73 ปีแล้วไม่รู้จะตายวันไหนและยังบอกอีกว่าจากปากทางเข้ามาในหมู่บ้าน ถนนมีความยาวประมาณทั้งหมด 2 กิโลเมตร ยาวไปจนถึงทะเลสาบทุ่งกุลา ก็ประมาณ 13 กิโลเมตร และผู้คนหลายหมู่บ้านที่ใช้สัญจรถนนเส้นนี้
นายบุญเทิง สุขจิต ผู้ใหญ่บ้านโพนงาม กล่าวว่า ตนเองกับชาวบ้าน ได้ทำประชาคม ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่เรื่องยังเงียบ ตนกับชาวบ้าน ก็แค่อยากฝากไปบอกถึงคนที่รับผิดชอบ ช่วยดูแลหน่อย เพราะชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298111

หลายปีมาแล้วที่ชาวบ้านลุ่มน้ำชมภู ต.ชมภู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เก็บได้วัตถุโบราณ ประเภทหม้อ ไห เครื่องปั้นดินเผา กระทั่งศาสตราวุธโบราณที่โผล่ขึ้นจากใต้พื้นดิน หลังมีโรงโม่หินเข้าไปตั้งบริเวณเทือกเขาผาแดงรังกายที่ตั้งอยู่หลังหมู่บ้านชมภู แล้วระเบิดหน้าดินจนวัตถุโบราณเหล่านี้ โผล่ขึ้นมา หรือบางรายก็ค้นพบตามหัวไร่ปลายนาระหว่างขุดไถ เพื่อทำการเพาะปลูก จึงนำมาเก็บไว้ตามบ้านเรือน
ต่อมาได้ส่งตัวอย่างไปตรวจสอบที่กรมศิลปากร วัตถุโบราณที่พบมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไป พบได้ถึง 3 ยุคสมัย คือยุคร่วมสมัยอายุไม่เกิน 100 ปี, ยุคประวัติศาสตร์ และยุคก่อนประวัติศาสตร์ วัตถุบางชิ้นสันนิษฐานว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับจีนในเชิงพาณิชย์ ดูได้จากถ้วยชามสังคโลกที่เป็นลวดลายแบบจีน เป็นต้น
พระเทพพิทักษ์ สิริคุตฺโต เลขานุการเจ้าอาวาสวัดชมภู เล่าว่า หลังจากที่เห็นบ้านแต่ละหลังมีถ้วยชามโบราณเก็บไว้แบบกระจัดกระจาย จึงอยากเก็บรวบรวมไว้ในที่เดียวกัน และมีชาวบ้านทยอยบริจาคให้ตั้งแต่ปี 2543 แต่ตอนนั้นยังไม่ได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน และในเวลาต่อมาเมื่อทางเจ้าอาวาสยกหอฉันท์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ก็มีการจัดผ้าป่าระดมทุน ไม่ได้ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานในท้องถิ่น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากศรัทธาชาวบ้านอย่างมาก เนื่องจากวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของ 2 หมู่บ้านใหญ่ คือหมู่ 1 และหมู่ 3 ที่สำคัญคือทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นสายเครือญาติกันเกือบทั้งหมด มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น
เมื่อปรับปรุงหอฉันท์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านที่มีวัตถุโบราณที่เก็บได้ตามหัวไร่ปลายนา แม่น้ำ หรือใต้ถุนเรือนให้นำมาเก็บรวมกันในพิพิธภัณฑ์ เพราะวันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ยังรับรู้ถึงที่มาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้น บางคนยังเล่าย้อนไปถึงสมัยอดีตเมื่อ 2-3 ชั่วอายุคน ตามที่มีการเล่าสืบต่อกันมาในตระกูลได้ หากวันหน้าล้มหายตายจากไป เรื่องราวก็คงสูญหายไปกับตัว ดังนั้นการนำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ พร้อมอธิบายประวัติความเป็นมากำกับไว้ เยาวชนก็จะได้มีส่วนร่วมเรียนรู้ และรู้ที่มาที่ไปของชุมชนตนเอง สามารถถ่ายทอดสู่คนอื่นสืบไปได้
เพื่อให้วัตถุโบราณที่เก็บสะสมไว้ก่อประโยชน์ให้กับชุมชนและเยาวชนรุ่นหลัง ทางวัดชุมภูและชุมชนบ้านชมภูจึงขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำโครงการจดหมายเหตุชมภูเพื่อดำเนินกิจกรรมเยาวชนลุ่มน้ำชมพู ได้ศึกษาเรียนรู้รากเหง้าของตัวเองผ่านวัตถุโบราณและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น โดยมี พระเทพพิทักษ์
สิริคุตฺโต เป็นที่ปรึกษาโครงการ
ธนิกา อ่อนสี หัวหน้าโครงการจดหมายเหตุชมพู กล่าวว่า กิจกรรมที่ทำ หวังสร้างมุมมองให้กับเยาวชน ให้หันมาสนใจความเป็นมาของชุมชน เพราะเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน และน่าศึกษา ขณะเดียวกันก็อยากจัดเก็บข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับคนรุ่นหลัง จะได้
เกิดความภาคภูมิใจ ไม่ลืมถิ่นฐาน และรู้จักรากเหง้าของตนเอง
กิจกรรมค่าย จึงนำมาเป็นรูปแบบในการสร้างการเรียนรู้ให้กับเยาวชน โดยเวลา 3 วัน 2 คืน ที่จัดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ทางโครงการได้เชิญเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรไปให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นวิทยากรเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ พร้อมทั้งพาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ซึ่งมีเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมถึง 34 คน โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงในค่าย ขณะที่ชาวบ้านก็ช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด
นั่นย่อมดีกว่าปล่อยให้เด็กนั่งดูทีวี เล่นเกม หรือแชทกับเพื่อนทั้งวัน ทั้งการฝึกเป็นนักสื่อความหมาย ก็ทำให้พาคนเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ แม้จะมีรายได้แค่ 5-10 บาท จากเงินที่ผู้เยี่ยมชมมอบให้แล้วนำมาแบ่งปันกัน ก็นับว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กทำงาน ไม่กลัวการเข้าสังคม รู้วิธีการเข้าหาคนอื่นๆ ที่หลายครั้งมาจากต่างถิ่น และยังต่างเพศ ต่างวัยกันอีกด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298080


nn…กว่าจะสนามการเมืองเปิดเต็มรูปแบบ ช่วงนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำให้เต็มที่ อย่าง “สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล” อดีตสส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาปีนหน้าผาแห่งประเทศไทย ได้รับการคัดเลือกจาก World Sports Academy โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เข้าร่วมอบรมและดูงานการบริหารงานจัดการด้านกีฬา หรือ “Sports City เมืองกีฬา”ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่าง 28 กันยายน – 9 ตุลาคม ได้เดินทางมายังเมือง Manchester city ถือเป็นเมืองต้นแบบการสร้างเป็นเมืองกีฬา ของเมืองผู้ดี หลังจากได้อบรมแลกเปลี่ยนความคิดและศึกษาดูงานแล้ว…อดีตสส.สมบูรณ์ ได้เสนอแนวคิด ในการ “สร้างเมืองกีฬาในเมืองไทย”เป็น 3 ลักษณะ ในเบื้องต้น ดังนี้ 1) “เมืองกีฬาสำหรับทุกคน”หมายถึง เมืองต้องทำให้ประชากรทุกเพศ ทุกวัย ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึง หรือ มีโอกาสในการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาทุกคน 2) “เมืองกีฬาของคนเก่ง” หมายถึงเมืองต้องบริหารจัดการสร้างนักกีฬาให้เก่งเป็นเลิศ และเป็นอาชีพ โดยกำหนดจากความพร้อม สภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง เช่น เมืองชายทะเล เมืองภูเขา และลักษณะพิเศษของประชากรเมืองนั้น 3) “เมืองกีฬาเพื่อเศรษฐกิจ” หมายถึงเมืองสามารถจัดการใช้กีฬาเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนให้ประเทศได้ เช่น เมืองกีฬาอาชีพ เมืองกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรมกีฬา…“ถ้าคิดถึงเรื่องกีฬา ต้องคิดถึงประชากรทุกคน ให้เขาได้มีโอกาสได้เล่นได้ฝึก ได้สร้างตัวเขาเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมีโอกาสพัฒนาให้เก่ง มีรายได้ สร้างเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศ ด้วยการบริหารจัดการด้านกีฬาที่ถูกต้องของรัฐบาล”…อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นความจริง…เพราะเชื่อว่ากีฬาสร้างคนและคนสร้างชาติ ให้เข้มแข็งต่อไปได้…nn

nn…คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วม Buriram Castle และ สีน้ำ Artelier ขอเชิญนักเรียนนักศึกษาและบุคลทั่วไปร่วมงาน “เส้น…สีน้ำ…และปราสาทหิน Watercolour Workshop” ร่วมเรียนรู้ ฝึกสีน้ำ กับนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบกับ การบรรยาย และ สาธิตการเขียนสีน้ำ โดย อาจารย์ ธนกร ไชยจินดา ศิลปินสีน้ำล้านนา และ ผศ.ดร.พรณรงค์ ชาญนุวงศ์ ในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม เวลา 09.30-12.00 น. ณ ลานกิจกรรม Buriram Castle…งานนี้มีอุปกรณ์พร้อมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นเปิดพื้นที่ให้คนทุกๆ วัย…สนใจอย่าลืม มาร่วมกิจกรรมดีๆกับศิลปะที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาเติมสุขด้วยกัน…nn
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297940

คุณแม่ชาวเวียดนามให้กำเนิดทารกเพศชาย ซึ่งมีน้ำหนักตัวแรกคลอดมากถึง 7.1 กิโลกรัม เป็นหนึ่งในทารกแรกคลอดที่น้ำหนักมากที่สุดของประเทศ
ทารกแรกคลอดเพศชายตัวใหญ่เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับพ่อแม่ในจังหวัดหวิงฟุกทางตอนเหนือของเวียดนาม โดยคุณพ่อคือนายเจิ่น ฟาน กวง บอกว่า เมื่อคุณหมอบอกว่าลูกชายของเขาน้ำหนัก 7.1 กิโลกรัม ทำเอาเขาและภรรยาแทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง
ก่อนหน้านี้ คุณหมอบอกกับนางเหวียน คิม เลียน ผู้เป็นแม่ว่า ลูกของเธออาจมีน้ำหนักราว 5 กิโลกรัม แต่เธอไม่แน่ใจว่าน้ำหนักตัวอีก 2 กิโลกรัมมาจากไหน จนกระทั่งแพทย์ได้ชั่งน้ำหนักของเด็กอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ถึงได้รู้ว่าจริง น้ำหนักตัวของหนูน้อยอยู่ที่ 7.2 กิโลกรัมเมื่อรวมเสื้อผ้าด้วย พ่อแม่ของทารกได้ตั้งชื่อให้แล้วว่า เจิ่น เทียน โกว๊ก ขณะนี้ทั้งแม่และเด็กสุขภาพแข็งแรง
ทารกแรกคลอดน้ำหนักมากคนล่าสุดในประเทศเวียดนาม เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 เมื่อคุณแม่คนหนึ่งคลอดลูกสาวออกมาน้ำหนักเกือบ 7 กิโลกรัมในจังหวัดหย่า ลาย ทางตอนกลางของประเทศ ส่วนเด็กแรกคลอดตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาจนเป็นสถิติโลกนั้น เกิดที่เมืองอาแวร์ซา ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2498 น้ำหนักตัว 10.2 กิโลกรัม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297905

nn…ช่วงนี้หลายพื้นที่หลายจังหวัดของไทย กำลังเผชิญปัญหาอุทกภัยเดือดร้อนหนัก ทำเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่นเดียวกับ ทุกภาคส่วนที่ต่างทยอยส่งความช่วยเหลืออีกแรง เพราะลำพังรอทางการเพียงอย่างเดียว อาจขลุกขลักล่าช้าไปบ้าง เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย หัวหน้าพรรค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะประธานมูลนิธิ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ที่มอบหมายให้อดีต สส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ “ผ่องศรี ธาราภูมิ” ลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องประชาชน ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นผลจากการระบายน้ำเหนือของเขื่อนเจ้าพระยา สู่คลองชัยนาท-ป่าสัก และปริมาณน้ำฝนที่สะสม ทำให้หลายตำบลริมคลองชัยนาท-ป่าสัก ในเขตอ.บ้านหมี่ และ อ.เมือง จ.ลพบุรี ต้องจมน้ำ ทั้งบ้านเรือน โรงเรียน วัดวาอาราม อยู่ในสภาพน้ำท่วมขังแบบเดียวกันมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว…งานนี้ ก็เลยเห็นภาพของอดีตสส.สาวเมืองลิง นำคณะลุยน้ำแจกสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ชาวบ้าน ช่วยซับน้ำตาปลอบใจกันไป เจ้าตัวบอกว่า “ทุกข์-สุขของชาวบ้าน ก็คือทุกข์-สุข ของพวกเราทุกคน ยิ้มไว้ก่อน ยิ้มสู้ทุกปัญหานะพี่น้อง เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านพ้นไป ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม-น้ำแล้งมาหลายครา มีบทเรียนกันมากแล้วว่า จะอยู่อย่างไรกับธรรมชาติ”
nn… เช่นเดียวกับ เพื่อนพ้องพรรคเดียวกัน ที่ไม่ทอดทิ้งประชาชน โดยอดีต สส.เพชรบูรณ์ “ยุพราช บัวอินทร์” ควงว่าที่ผู้สมัครอย่าง “ชัยณรงค์ สืบสุรีย์กุล” พร้อมทีมงาน นำถุงยังชีพไปแจกให้ชาวบ้านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในอ.หล่มสัก เจ้าตัวบอกว่า รอบนี้ เป็นรอบที่ 4 ของปี และท่วมหนักทุกรอบ… “ในสถานการณ์เช่นนี้ น้ำใจเป็นสิ่งที่ควรมอบให้แก่กันช่วยเหลือกัน ไม่ทอดทิ้งกัน แล้วจะผ่านเรื่องร้ายไปได้”…เรียกว่า แม้น้ำท่วมหนักแค่ไหน แต่น้ำใจก็จะหลั่งไหลไปมากกว่า ช่วยซับน้ำตาฟื้นฟูไปจนกว่าจะฟื้นตัว…แบบว่า ยังไงคนไทยก็ไม่ทิ้งกัน…nn
nn…วันก่อน แอบไปเห็น กูรูปราบทุจริตจำนำข้าว อดีตสส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ถึงการพูดภาษาอังกฤษของคนไทย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องหลังมีกระแสวิจารณ์พาดพิงถึงการพูดภาษาอังกฤษของทั่นนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ช่วงไปเยือนสหรัฐ โดยอดีตผู้แทนวรงค์ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า คนที่จะพูดอังกฤษได้ดี แสดงว่าต้องมีโอกาสไปเรียนเมืองนอกเมืองนาหรือไม่ก็ได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาลูกตาสีตาสา ที่ฐานะไม่ดีมาก คงยาก เป็นปัญหาเรื่องทุนทรัพย์…แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ การที่ใครมีทักษะภาษาอังกฤษดีรอบด้าน จะมีโอกาสที่ดี พูดง่ายๆคือ มีภาษีมากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดการศึกษาอย่างไร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเรื่อง “ภาษาอังกฤษ” ที่นอกจากเป็นการพัฒนาคุณภาพคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่แล้ว ยังเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอีกด้วย
…งานนี้ เจ้าตัวจึงยกโครงการดีๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์รวมกันคิดร่วมกันทำมา หลังไปดูงานจากสิงคโปร์ คือ “โครงการ English for all” ที่จะตอบโจทย์ประเทศไทยได้ โดยรัฐบาลต้องกล้าลงทุน!!! หลักใหญ่ใจความที่อ่านความคิดความเห็นของกูรูข้าวแล้ว ประมาณว่า ต้องเริ่มปูพื้นกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล และต้องจัดเวลาให้เด็กไทยได้ใช้ภาษาอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง อาจจะสอดแทรกไปในรายการเด็ก จะทำให้เด็กๆซึมซับได้เร็วขึ้น อีกทั้ง หัวใจสำคัญคือ ครูผู้สอน จะเป็นใครก็ได้ แต่ครูต้องพูดภาษาอังกฤษได้ดี ถ้าหาคนที่พูดได้ดีเยี่ยมจะดีมาก และที่สำคัญอีกประการคือ ต้องกล้าพูด ไม่ต้องสนใจสำเนียง ขอให้สื่อสารเข้าใจ…โดยโครงการนี้ มีการนำไปทดลองนำร่องกับโรงเรียนสะพานที่สาม จ.พิษณุโลก โรงเรียนลูกคนจน ปรากฏว่าได้ผลดีมาก เจ้าตัวว่าอย่างนั้น…เห็นหลักการอย่างนี้แล้ว อยากสะท้อนให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปรับใช้ดูบ้าง ก็น่าจะดีสำหรับอนาคตลูกหลานไทย ได้สปีค “ฟุด ฟิด โฟว์ ไฟแลบ ไม่อายฝรั่งกันไปเลย…nn
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297899

16 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบกับ นายธนากร ไทยดี หรือ แก่น อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79 บ้านอาเกียง ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เป็นเด็กพิเศษ ดาวน์ซินโดรม ตั้งแต่เกิด จึงเล่าเรียนได้แค่ จบ ป.6 จะพูดไม่ค่อยชัด แต่พออ่านออก เขียนได้ และเริ่มตัดรูปภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 จากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเฝ้าสะสม พระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 กว่า 10,000 ภาพ นาน 30 ปี ติดและแขวนทั่วบ้าน แถมรู้จัก พึ่งพาตนเอง ไม่เป็นภาระสังคม ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ก้าวตามรอยบาท ศาสตร์พระราชา
โดย นายธนากร ไทยดี หรือ แก่น บอกว่า ตนดูโทรทัศน์ตอนอายุประมาณ 12 ขวบ เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเดินเท้าเปล่า ไปถิ่นธุระกันดารที่ห่างไกล ทั่วประเทศไทย ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อสอนปรัชญาเศรษฐ์กิจพอเพียง ตนรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และรักพระองค์มาก จึงตัดรูปภาพ พระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 ด้วยกรรไกร จากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเฝ้าสะสมมานานกว่า 30 ปี เก็บเป็นอัลบั้มพกติดตัว ตลอดเวลา และแสดงความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง โดยในวันที่ 26 ตุลาคม นี้ ตนและครอบครัวจะเดินทางไปที่อำเภอศีขรภูมิ เพื่อร่วมแสดงความอาลัยถวายพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

นางสาวจิราพร แก้วใส อายุ 53 ปี ญาติ กล่าวว่า แก่นกับตน เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เติบโตมาด้วยกัน อายุห่างกันประมาณ 10กว่าปีเท่านั้นเอง เห็นชีวิตเขาแบบนี้มาตลอด ที่เขาทำกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ตนเคยคิดมาสักระยะหนึ่งก่อนที่ ในหลวงจะสวรรคตด้วยซ้ำว่า เขาทำความดีขนาดนี้ก็อยากให้คนปกติกว่าแก่น ได้นำไปเป็นตัวอย่าง เพราะบางคนก็ไม่ได้ทำเหมือนแก่นขนาดนี้
นางสาวศิริพร ไทยดี อายุ 61 ปี พี่สาวของ แก่น กล่าวว่า แก่นเขารักในหลวง ชอบในหลวงมาก แต่เขาแสดงออกทางอื่นไม่ได้ เขาจึงแสดงออกอย่างนี้ ตนก็ส่งเสริมเขา อยากตัด อยากแปะ ก็ให้เลย จากหนังสือสกุลไทยก็ให้แก่นเอาไปเลย ตนอยากจะบอกว่าแก่นเขาเป็นเด็กพิเศษขนาดนี้ เขาแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ถึงขนาดนี้ แต่เราคนที่ดีๆเราก็สามารถว่ารักในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้หลายๆวิธี ตนพร้อมส่งเสริมน้องชายคนนี้เสมอ เขาต้องการอะไรก็จะหามาให้เขา รับหนังสือเล่มดีๆ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 ก็จะเก็บเอาไว้มาให้น้องชาย
ด้านนางเฮี้ยะ ไทยดี อายุ 88 ปี ผู้เป็นแม่ของ แก่น กล่าวว่า ตนมีลูก 8 คน ตายไป 3 คน มีแก่นเป็นลูกคนสุดท้อง ตอนอายุ 40 ปี ตนก็ชอบสะสมพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 เหมือนกัน แต่แก่นเขาชอบมากกว่า รู้สึกภูมิใจกับลูกชายคนนี้ ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก พอเห็นรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 ก็จะตัดเก็บสะสม และนำมาติดเต็มบ้านไปหมดอย่างที่เห็นอยู่
