เลือกตั้ง 2561 เส้นทางยังขรุขระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532935

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 09:34 น.

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางยังขรุขระ

นาทีนี้การเลือกตั้งที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นกำลังเกิดความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนออกมาผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ

การเมืองไทยตลอดปี 2560 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย แต่คงไม่มีเหตุการณ์ไหนสำคัญเท่ากับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนับเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการตอกย้ำให้เกิดความชัดเจนในทางกฎหมายว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส.ต้องมีขึ้นภายใน150 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2.พรรคการเมือง 3.การเลือกตั้ง สส. และ 4.การได้มาซึ่ง สว.

ปัจจุบันกฎหมาย กกต.และพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนอีกสองฉบับอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เท่ากับว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เสร็จสิ้นภารกิจการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว เหลือเพียงรอการพิจารณาของ สนช.เท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหลือเพียงอีกครึ่งทางเท่านั้นการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี

“ผมไม่ต้องการที่จะหน่วงเวลาอะไรไว้ทั้งสิ้นขอยืนยันตรงนี้ ในส่วนของเดือน ต.ค.นี้ เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์แห่งความสงบ และในส่วนตรงนี้พูดได้ว่า ประมาณเดือน มิ.ย. 2561 ก็จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้ง” เป็นคำยืนยันจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค.

อย่างไรก็ตาม มาถึง

ปัจจัยที่ 1 การตั้งคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งในรอบปีนี้มีการดำเนินการถึง 2 ช่วง รวมกัน 10 ข้อ โดยเฉพาะกับ 2 คำถามที่ถามว่า

1.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้นถูกต้องหรือไม่

2.วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่

จากคำถามที่นายกฯ ตั้งออกมานั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาเช่นกันว่าเป็นการโยนหินถามทางเพื่อส่งสัญญาณเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน

ปัจจัยที่ 2 การใช้มาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560เป็นผลมาจากกระแสกดดันของพรรคการเมืองที่ต้องการให้ คสช.ปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ภายหลังกฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว

แต่ปรากฏว่า คสช.กลับทำในสิ่งตรงข้ามกล่าวคือการใช้มาตรา 44 ดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการเซตซีโร่พรรคการเมือง เพราะมีการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องแสดงตนเพื่อยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง

ประเด็นนี้ในมุมมองของพรรค การเมืองเห็นว่าเป็นการทำลายพรรค การเมืองใหญ่ อีกทั้งละเมิดสิทธิของสมาชิกพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่เหนืออื่นใดยังทำให้เกิดความได้เปรียบแก่พรรคการเมืองใหม่โดยไม่มีเหตุผลรองรับ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวที่ออกมาตลอดว่า คสช.อาจตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจของตนเอง

ปัจจัยที่ 3 การอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นท่าทีที่ผู้นำ คสช.เริ่มปรากฏออกมาให้เป็นระยะในช่วงหลัง

พล.อ.ประยุทธ์ มักแสดงความคิดเห็นหลายครั้งในทำนองว่าหากประเทศยังไม่มีความสงบและยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง คงเป็นเรื่องยากที่จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้ เพราะอาจทำให้การเมืองกลับสู่วังวนเดิมอีก

ทั้ง 3 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองเริ่มกดดัน คสช.อย่างหนักเพื่อให้ คสช.สร้างความชัดเจนทางการเมืองให้เกิดขึ้น เพราะแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศหลายครั้งว่าการเลือกตั้งต้องมีขึ้นแน่นอน แต่ก็มักจะส่งสัญญาณอีกด้านถึงการไม่อยากให้เกิดการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งนั้นถ้ามองกันจริงๆ แล้วไม่ได้เพียงแค่ 3 ปัจจัยข้างต้นเท่านั้นแต่ยังต้องจับตาไปที่ สนช.ด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า สนช.เป็นผู้คุมชะตาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง

โดยเวลานี้กำลังเกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญว่าอาจมีการลงมติคว่ำร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ที่ กรธ.ยกร่างขึ้นมา เพื่อให้การเลือกตั้งต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งในการยกร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่แบบไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าการที่ สนช.จะทำเรื่องใหญ่อย่างนี้ได้จะต้องได้รับใบใบสั่งจากใคร

ดังนั้น ที่สุดแล้วแม้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะกำหนดโรดแมปของประเทศเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับอำเภอใจของ คสช.ว่าตัวเองจะมีความต้องการในทางการเมืองอย่างไรเป็นสำคัญ

ย้อนดู 4 ปมร้อนการเมืองปี60 “ปฏิรูป-เลือกตั้งปีหน้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532799

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 08:11 น.

ย้อนดู 4 ปมร้อนการเมืองปี60 "ปฏิรูป-เลือกตั้งปีหน้า"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รอบปี 2560 ที่ผ่านมา การเมืองไทยยังอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ท่ามกลางกฎ กติกา และคำสั่ง คสช. ซึ่งออกมากำกับควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยภายในสังคม โดยมีเป้าหมายเดินหน้าตามโรดแมปสู่การเลือกตั้ง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  ได้ให้คำมั่นว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 ท่ามกลางหลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ไล่มาตั้งแต่

1.รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ถูกคว่ำในชั้นการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกส่งต่อมายังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ข้อแตกต่างจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมอยู่ตรงที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องผ่านการทำประชามติ

จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้อยู่ตรงการวางกรอบการปฏิรูป และระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้งบัตรเดียวนำมาคำนวณทั้งคะแนนระบบเขตและบัญชีรายชื่อที่ระบุว่าจะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหา ถึงขั้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกมาประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

สุดท้าย ในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ประชาชน 15.56 ล้านคน เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ และ 9.7 ล้านเสียง ไม่เห็นด้วย ส่วนคำถามพ่วงเรื่องให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ประชาชนเห็นชอบ 13.96 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10 ล้านเสียงเศษ และนำไปสู่การบังคับใช้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ

2.ยิ่งลักษณ์ ลี้ภัยการเมือง

มหากาพย์โครงการรับจำนำข้าวที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปีเดินทางมาถึงตอนใกล้อวสาน เมื่อกระบวนการติดตามเอาผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายหลายแสนล้านบาทเดินหน้าไปจนหลายส่วนเสร็จสิ้นกระบวนการเรียบร้อย หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด เดินหน้าสู่การเอาผิดทั้งทางคดีอาญา คู่ขนานไปกับติดตามเรียกค่าชดใช้ความเสียหาย

ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 42 ปี ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 36 ปี จากความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา  พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542  และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 พร้อมให้ สยามอินดิก้าพร้อมพวกชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน

ส่วน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศขอยืนยันต่อสู้ตามกระบวนการไม่หลบหนีไปไหนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอดนั้น แต่เมื่อถึงวันนัดรับฟังคำพิพากษานั้น ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษา ท่ามกลางกระแสข่าวการหลบหนีไปต่างประเทศ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปประเทศใด ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาจำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ผลพวงของคำพิพากษาทำให้ทางการไทยต้องดำเนินกระบวนการติดตามตัวมาลงโทษพร้อมกับเพิกถอนพาสปอร์ตของยิ่งลักณ์ นอกจากนั้นยังมีควันหลงด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องที่พายิ่งลักษณ์หลบหนี แต่ล่วงมาถึงสิ้นปีนี้ ยิ่งลักษณ์ก็ยังกบดานไม่ปรากฏตัวหรือสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า ยิ่งลักษณ์พำนักอยู่ที่อังกฤษ และกำลังมีความพยายามทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมือง

3.กำหนดกรอบเส้นทาง “ปฏิรูป”

ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ กลไกกระบวนการต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้เดินหน้าไปตามที่กำหนดไว้ ทั้งเรื่องการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แต่อีกเรื่องสำคัญคือเรื่อง “ปฏิรูป” และการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภายหลังจากการทำงานของสภาปฏิรูปประเทศแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  กระบวนการปฏิรูปถูกโอนไปอยู่ในมือของคณะกรรมการการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่ถูก คสช.ตั้งขึ้นมาวางแผน กำหนดขั้นตอนรายละเอียด กรอบเวลาการดำเนินการและหลักการติดตามประเมินผล คู่ขนานไปกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะรับหน้าที่วางกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศ 20 ปี ที่บังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนด หากไม่ทำตามจะมีความผิด จนนำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

ขณะที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น ได้ทำการจัดทำเนื้อหาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องพร้อมสรุปเป็นรายงานเสนอนายกรัฐมนตรีในช่วงสิ้นปีนี้ ก่อนจะนำไปสู่การทำแผนและตรากฎหมาย เพื่อให้เห็นว่า การปฏิรูปด้านต่างๆ กำลังเป็นรูปเป็นร่างมิใช่การปฏิรูปแบบลูบๆ คลำๆ ตามที่วิจารณ์กัน

4.บิ๊กตู่ ประกาศเลือกตั้ง 2561

จากการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมปและจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 กลายเป็นสัญญาณที่ทุกฝ่ายขานรับ

เริ่มตั้งแต่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เรียบร้อยจะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน ซึ่งที่ผ่านมายังมีคนเห็นต่างในหลายประเด็นในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป ไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะเลือกตั้งทั่วไปได้ในช่วงเดือน พ.ย.  2561

ท่ามกลางเสียงคาดการณ์ล่วงหน้าว่าด้วยระบบการเลือกตั้งใหม่ และกลไกพิเศษให้ สว.250 เสียง มาร่วมเลือกนายกฯ จะทำให้โอกาสพรรคการเมืองจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยาก อาจเป็นการเปิดประตูไปสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจ

6 ทักษะบัณฑิตใหม่ต้องมี! อนาคต”ไม่ตกงาน-ไม่อดตาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532688

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 18:09 น.

6 ทักษะบัณฑิตใหม่ต้องมี! อนาคต"ไม่ตกงาน-ไม่อดตาย"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เมื่อเร็วๆนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ 10 อาชีพ ดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 61 โดยอาชีพน่าสนใจปีหน้าอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี สุขภาพความงาม ขณะที่อาชีพดาวร่วงล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมานาน

ยุคที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปจากเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น วันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการศึกษา จะมาแนะนำแนวทางเลือกอาชีพที่รักได้อย่างมั่นคง

เทคโนโลยี งานฝีมือ วิศวะ อาชีพแห่งอนาคต

ข้อมูลจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า อาชีพดาวรุ่ง ปี 61 ได้แก่แพทย์ด้านสุขภาพความสวยงาม ไอที กราฟิกดีไซน์ การตลาดออนไลน์ การเงิน-บัญชี นักวิทยาศาสตร์อาหาร-ความงาม การท่องเที่ยว ธุรกิจสตาร์ทอัพ สถาปนิก ครูสอนพิเศษ และอาชีพเกี่ยวกับโลจิสติกส์

ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า สาเหตุทำให้อาชีพกลุ่มเทคโนโลยีและสุขภาพโดดเด่น เพราะเทรนด์โลกคือยุคเศรษฐกิจดิจิตอล เห็นได้จากคนพึ่งพาใช้เทคโนโลยีสื่อโซเชียล และหันมาสนใจดูแลสุขภาพความสวยความงามมากขึ้น

ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ระบุว่า การประเมินดังกล่าวเป็นเทรนด์ภาพรวมช่วง 2-3 ปีนี้ แต่เทรนด์เศรษฐกิจดิจิตอลบางอย่างมีโอกาสอยู่ยาว ฉะนั้นแนะนำว่าการเลือกงานในอนาคต ควรเป็นงานด้านวิศวะ ไอทีหรือออกแบบศิลปะ เพราะช่วง 10 ปีข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานโรงงานขนาดใหญ่ยังเติบโต เช่นเดียวกับไอที และเมื่อคนมีเงินมากก็ต้องการศิลปะ ดังนั้นผลงานสินค้าต่างๆ ต้องเป็นงานเน้นฝีมือเพื่อสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ที่ต้องการสินค้ามีดีไซน์และอเนกประสงค์

ที่มา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

สำหรับอาชีพดาวร่วง ปี 61 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ ระบุว่าได้แก่ ช่างตัดไม้ พ่อค้า คนกลาง พนักงานขายหน้าร้าน ย้อมผ้า ตัดเย็บเสื้อโหล บรรณารักษ์ ช่างซ่อมรองเท้า เกษตรกร ครู แม่บ้าน นักหนังสือพิมพ์-นิตยสาร และ ผู้สื่อข่าวภาคสนาม

ไม่ว่าโลกเปลี่ยนแปลงยังไงมี 6 ทักษะนี้ก็อยู่ได้

รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการอิสระ มองว่า เทรนด์การศึกษาและอาชีพช่วง 5 ปี จะไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่หลังจาก 10 ปีข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามามากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะแรงงานพื้นฐาน เช่น พนักงานโรงงาน เจ้าหน้าที่ธุรการ พนักงานขาย จะได้รับผลกระทบตรงนี้

ดังนั้น กลุ่มคนรุ่นก่อนต้องรีบหาความรู้เรื่องไอทีเทคโนโลยีดิจิตอล ส่วนคนรุ่นใหม่ควรมี 6 ทักษะหลัก คือ

1.เข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล

2.มีทักษะทางภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เข้าใจและหาความรู้จากสิ่งรอบตัวได้ง่าย

3.ต้องมีปฏิสัมพันธ์ วิธีคิด การเจรจาต่อรองในการเอาตัวรอด

4.มีความรู้พื้นฐานในงานที่ทำ

5.ทักษะการริเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

6.ควรมีทักษะการประกอบธุรกิจหรืองานอิสระ

เช่นเดียวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ควรปูพื้นฐานให้ผู้เรียนนำไปพัฒนาต่อยอดกับสิ่งต่างที่เกิดขึ้นใหม่ในโลก แต่ถ้าจะทำให้หลักสูตรก้าวล้ำทันสมัย มองว่าไม่สามารถทำได้เพราะหลักสูตรการสอนทุกประเทศไม่มีที่ใดทันสมัย เนื่องจากโลกยุคปัจบันเปลี่ยนแปลงเร็วและเกิดทักษะใหม่ๆขึ้นมาเสมอ

รศ.วรากรณ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า หากมี 6 ทักษะนี้ไม่ว่าอีก 30 ปี หรือโลกเปลี่ยนแปลงไปยังไง เชื่อว่าจะทำให้เอาตัวรอดได้

รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ (ซ้าย) / ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย (ขวา)

 

“อาชีพรุ่งวันนี้ อาจร่วงในอนาคต” ทางรอดคือเลือกสิ่งที่ชอบ

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า เทรนด์การศึกษาและอาชีพทุกตัวจะไม่คงอยู่ไปตลอด จากประสบการณ์มีการเปลี่ยนแปลงทุก 5 ปี และหลังจากนั้นต้องประเมินใหม่ เพราะสถานการณ์ธุรกิจเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็ว

ทั้งนี้ มองว่าการประเมินผลสำรวจอาชีพที่น่าสนใจนี้เป็นแค่สถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากดาวร่วงวันนี้ก็คือดาวรุ่งในอดีต หรืออาชีพรุ่งวันนี้ อาจเป็นดาวร่วงในอนาคตก็ได้ จึงอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ขอให้ทำตามความฝันและสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่มองแค่ว่า จบแล้วจะตกงานหรือไม่ จึงไม่เลือกอุตสาหกรรมดาวร่วง เพราะการทำเช่นนั้นคือการเดินหาความฝันแบบผิดๆ

อมรเทพ ระบุว่า บทเรียนเรื่องนี้มีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.อย่ายึดติดทฤษฎี เพราะเป็นธรรมชาติวัฎจักรธุรกิจเศรษฐกิจที่ต้องมีจุดเสื่อมถอยและสิ่งใหม่เข้ามา แต่หลักการควรเปิดใจให้กว้าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ทำเหมือนน้ำครึ่งแก้วที่ไม่หยุดเรียนรู้ 2.เด็กรุ่นใหม่ควรตามหาความฝันให้เจอ เลือกจากความรักและใฝ่รู้ เมื่อได้ทำสิ่งที่ชอบ ผลงานมันจะออกมาดีเองไม่ว่าอยู่อุตสาหกรรมไหน

“เราต้องพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง วันนี้เราอาจอยู่ในอุตสาหกรรมโดดเด่น แต่มันไม่การันตีว่า จะโดดเด่นได้ตลอดไป ฉะนั้นหากถึงจุดหนึ่งที่เราต้องก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง และอยู่กับมันให้ได้”

อมรเทพ ทิ้งท้ายว่า ไม่มีอะไรเป็นดาวค้างฟ้าได้ตลอด วัฏจักรธุรกิจเศรษฐกิจอนาคตจะเร็วขึ้นและต้องมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเสมอ

อมรเทพ จาวะลา

“ทางเลี่ยง-ทางเลือก” ปีใหม่ หนีปัญหาจราจรติดขัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532678

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 15:59 น.

"ทางเลี่ยง-ทางเลือก" ปีใหม่ หนีปัญหาจราจรติดขัด

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นับถอยหลังเข้าสู่ห้วงเวลาเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการทางหลวงเพื่อเดินทางเป็นจำนวนมาก ถนนทุกเส้นทางจะคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์จำนวนมหาศาลหลายล้านคัน และแน่นอนว่าจะส่งผลให้การจราจรแทบทุกเส้นทางเกิดวิกฤต เกิดติดขัด เดินทางช้าลง อันอาจสร้างอารมณ์เสียให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

ล่าสุดที่คาดการณ์ว่าจำนวนรถจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา หากนับจากต้นทางคือกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะมีรถยนต์ทั้งเข้าและออกจากพื้นที่สูงถึง 8.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นมาราว 1.5% และแบ่งเป็นปริมาณรถขาออก 4.2 ล้านคัน เริ่มหนาแน่นตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2560 ส่วนขาเข้าคาดว่ามีราว 4.2 ล้านคัน และหนาแน่นระหว่างวันที่ 3-4 ม.ค. 2561

ขณะเดียวกัน ธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ได้จัดตั้ง 125 ศูนย์ประสานงานและจุดให้บริการอีก 198 จุดทั่วประเทศ รวมถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่จะยกเว้นค่าผ่านทางบนทางหลวงพิเศษสาย 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และสาย 9 ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560-4 ม.ค. 2561 รวม 8 วัน

แต่กระนั้นเพื่อให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว กรมทางหลวงจึงได้ทำการแนะนำเส้นทางเลือกในการเดินทางสู่จังหวัดต่างๆ อย่างปลอดภัย ส่วนจะเลือกเส้นทางใดเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ตรวจสอบได้ ณ ที่ตรงนี้

สำหรับเส้นทางยอดฮิตที่มีประชาชนนิยมเดินทางกลับมากที่สุด คือเส้นทางกรุงเทพฯ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-อ.ม่วงค่อม (ทางหลวงหมายเลข 205)-อ.ท่าหลวง (ทางหลวงหมายเลข 2256)- อ.ด่านขุนทด (ทางหลวงหมายเลข 2148)-อ.ขามทะเลสอ (ทางหลวงหมายเลข 2068) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-อ.ม่วงค่อม (ทางหลวงหมายเลข 205)-อ.ท่าหลวง (ทางหลวงหมายเลข 2256)-บ้านบัวชุม บ้านหนองสอง (ทางหลวงหมายเลข 2234, 2247)-อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2422) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-จ.สระบุรี- อ.ปากช่อง-สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305)-อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051, 33)-อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222)-อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 5 จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 314) -อ.พนมสารคาม-กบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว-ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

สายกรุงเทพฯ-ภาคเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไปรังสิต (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-จ.พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเซีย)- อ.มโนรมย์ (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์

เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง-สุพรรณฯ)-จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณฯ-ชัยนาท)-จ.ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์

เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ทางหลวงหมายเลข 346 นครชัยศรี-กำแพงแสน)-จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 321 กำแพงแสน-ด่านช้าง)-จ.อุทัยธานี (ทางหลวงหมายเลข 333 ด่านช้าง-บ้านไร่ -อ.เมือง จ.อุทัยธานี) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์

เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไปรังสิต-อ.วังน้อย- จ.สระบุรี-ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.พิษณุโลก

สายกรุงเทพฯ-ภาคใต้

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม (ทางหลวงหมายเลข 35)-แยกวังมะนาว-จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.สามพราน-นครชัยศรี-จ.นครปฐม-ราชบุรี-แยกวังมะนาว-จ.เพชรบุรี (ทาง หลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไปถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338 ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี)-อ.นครชัยศรี-จ.นครปฐม-ราชบุรี-แยกวังมะนาว-จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จ.ประจวบคีรีขันธ์

อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงคาดว่าการจราจรทุกเส้นทางน่าจะติดขัด โดยเฉพาะในช่วงบริเวณต่างระดับบางปะอินจะมีการจราจรติดขัด เนื่องจากเป็นจุดศูนย์รวมของรถที่จะเดินทางไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นเพื่อลดปัญหารถติดขัดสะสมหนาแน่นเส้นทางเลือกทางเลี่ยงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เดินทางในช่วงปีใหม่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

อีกฟากสำหรับกลุ่มรถบรรทุกและรถโดยสารที่ต้องเดินทางร่วมและส่งประชาชนให้ถึงที่หมายด้วยเช่นกันนั้น สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยืนยันชัดเจนว่าจะต้องติดตามควบคุมพฤติกรรมการขับรถผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ทั่วประเทศแบบนาทีต่อนาที และหากพบว่าขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนด หรือพฤติการณ์เสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ ทางศูนย์ GPS จะประสานเพื่อสกัดและเตือนให้ลดความเร็วทันที

“จะมีจุดตรวจ 212 แห่ง ตามสถานีรถโดยสารประจำทางทั่วประเทศ โดยจะตรวจทั้งตัวรถและพนักงานขับรถ หากไม่พร้อมจะมีการเปลี่ยนตัวคนขับ หรือเปลี่ยนรถโดยสารทันที” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ย้ำถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างการเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (Motorway) 1586 กด 7 ศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวง โทร.02-354-6832–6 และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ดีเอสไอลุยสางคดีปีหน้า “โอ๊ค-ธรรมกาย-คลองจั่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532472

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 07:53 น.

ดีเอสไอลุยสางคดีปีหน้า "โอ๊ค-ธรรมกาย-คลองจั่น"

โดย…กิ่งอ้อ เล่าฮง

ตลอดปี 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สร้างผลงานมากมายและการสอบสวนเสร็จทะลุเป้าสามารถเรียกคืนความเสียหายให้รัฐกว่าแสนล้านบาท ปีหน้าลุยสางคดีใหญ่ “โอ๊ค ธรรมกาย และสหกรณ์คลองจั่น”

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในช่วงรอบปี 2560 ดีเอสไอ ได้รับสอบสวนคดีพิเศษจำนวน 291 คดี สอบสวนเสร็จสิ้น 124 คดี เกินจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 120 คดี โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหาย 84 คดี ซึ่งดีเอสไอสามารถเรียกคืนความเสียหายหรือรักษาผลประโยชน์ให้รัฐได้ 107,220.82 ล้านบาท ซึ่งเกินจากค่าเป้าหมายที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดไว้ 1.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมการดำเนินคดีพิเศษทั้งหมดตั้งแต่ก่อตั้งกรมในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รับคดีพิเศษทั้งสิ้น 2,382 คดี  สอบสวนเสร็จ 1,997 คดี และเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน 385 คดี โดยคดีที่สอบสวนเสร็จ เป็นการส่งพนักงานอัยการ จำนวน 1,601 คดี ส่งสำนักงาน ป.ป.ช. 134 คดี ส่งสำนักงาน ป.ป.ท. 3 คดี และงดสอบสวนหรือเปรียบเทียบปรับ 259 คดี สามารถเรียกคืนความเสียหายหรือรักษาผลประโยชน์ให้แก่รัฐประชาชนได้ 866 คดี มูลค่า 352,680.630 ล้านบาท

สำหรับคดีพิเศษที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อาทิ คดีเกี่ยวกับวัดธรรมกาย เป็นคดีที่ขยายผลมาจากการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งพบว่าเงินที่ได้จากการกระทำความผิดบางส่วนเข้าสู่วัดพระธรรมกายและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งดีเอสไอรับไว้สอบสวน 3 คดี และแต่ละคดีมีความคืบหน้า ดังนี้ 1 คดีพิเศษในความผิดฐาน สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร

กรณีพบว่ามีเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดคดีสหกรณ์สั่งจ่ายเป็นเช็คไปยังวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 27 ฉบับ เป็นเงินประมาณ 1,458 ล้านบาทเศษ คดีสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วโดยส่งสำนวนการสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 5 คน ไปยังพนักงานอัยการและออกหมายจับพระธัมมชโย ซึ่งมีหลักฐานว่าร่วมกระทำผิดด้วย โดยพระธัมมชโยได้หลบหนีคดีและศาลอาญาได้ออกหมายจับไว้เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559

ปัจจุบันได้มอบหมายเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นการดูแลพื้นที่วัดพระธรรมกาย มีคณะทำงานระดับจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายปกครอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจตราในพื้นที่วัดพระธรรมกายทุกวัน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบเบาะแสพระธัมมชโยกลับเข้ามาในพื้นที่ของวัดแต่อย่างใด

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า 2 คดีพิเศษความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ระหว่าง ธรรมนูญ อัตโชติ ผู้กล่าวหา กับพระวิรัตน์ ฐิติรัตน์ กับพวก มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องการนำเงินที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดไปซื้อหุ้น

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2561, 3 คดี พิเศษที่ 24/2560 ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ระหว่าง ธรรมนูญ อัตโชติ ผู้กล่าวหา กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มูลค่าความเสียหายประมาณ 125 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ. 2561

ส่วนคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ อนันต์ อัศวโภคิน นั้น หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา อนันต์ได้ส่งคำให้การแก้ข้อกล่าวหาพร้อมอ้างพยานบุคคลจำนวนหนึ่ง ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนคดีฟอกเงินกรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย กระทำการทุจริตในการปล่อยกู้ให้เครือบริษัท กฤษดามหานคร ซึ่งรับไว้สอบสวน 2 คดี คือ (1) คดีพิเศษซึ่งเป็นคดีหลัก คดีนี้สอบสวนเสร็จและมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหารวม 13 คน ในความผิดฐานฟอกเงิน ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2560 คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการชั้นอัยการ (2) คดีพิเศษกรณีสำนักงาน ปปง. มีหนังสือเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ขอให้ดีเอสไอพิจารณาดำเนินการกรณีที่ พานทองแท้ ชินวัตร กับพวก รวม 4 คน ที่รับโอนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในการปล่อยกู้ฯ ด้วย จำนวน 10 ล้านบาท  และ 26 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวน ได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหา 1.เกศินี จิปิภพ 2.กาญจนาภา หงษ์เหิน 3.วันชัย หงษ์เหิน และ 4.พานทองแท้ ชินวัตร ในข้อหา “สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป” ร่วมกันฟอกเงิน

นอกจากนี้ ยังได้มีการกระทำความผิดฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบแล้ว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งเอกสารหลักฐานมาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ทั้งนี้ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้สอบสวนให้เสร็จภายในกลางปี 2561 ก่อนคดี หมดอายุความ

ม.44 กระสุนด้าน คสช.สิ้นมนต์ขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532468

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 07:18 น.

ม.44 กระสุนด้าน คสช.สิ้นมนต์ขลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากสำรวจผลงานมาตรา 44 ระยะหลังเริ่มประสบปัญหาเสื่อมมนต์ขลัง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา มีการใช้มาตรา 44 ไปแล้วเกือบ 200 ฉบับ แบ่งเป็นปี 2557 จำนวน 1 ฉบับ ปี 2558 จำนวน 48 ฉบับ ปี 2559 จำนวน 78 ฉบับ และปี 2560 ราวๆ 30 ฉบับ โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ผู้ออกคำสั่ง

อาจกล่าวได้ว่า มาตรา 44 ในตอนแรกๆ ฤทธิ์เดชแรงกล้า แต่มีบางคำสั่งออกมาแล้ว “แป้ก” ตัวอย่างเช่น มาตรา 44 ที่ช่วงแรกๆ ชื่นชมกันว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมราวๆ 8 ฉบับ เพื่อโยกย้ายข้าราชการรวม 300 กว่าคน ที่ถูกร้องเรียน ปฏิบัติงานผิดพลาด หรือเกี่ยวพันกับคดีทุจริต

พลิกดูมีอยู่คำสั่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเหลว นั่นคือคำสั่งเด้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้ากรุ แต่การเด้งครั้งนี้กระแสสังคมกลับปกป้อง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นข้าราชการหัวแข็งกล้าไล่บี้คดีวัดพระธรรมกาย

ขณะที่สื่อกลับโจมตี “บิ๊กตู่” ว่า ไม่เด็ดขาดลุยคดีการทุจริตเงินทอนวัด ที่ได้สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท และคดีนี้ไม่ใช่คดีทุจริตธรรมดาเพราะเกี่ยวโยงกับอดีตข้าราชการระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ.ร่วมขบวนการ ต่อมาทนกระแสกดดันไม่ไหว “บิ๊กตู่” กลับมีคำสั่งมาตรา 44 ตั้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” กลับมาเป็นผู้อำนวยการ พศ.อีกครั้ง เพราะทราบดีว่าไม่มีข้าราชการคนใดใน พศ.หัวแข็งกล้าชนคดีเงินทอนวัด จนทำให้รัฐบาลถูกมองว่าใช้อำนาจพิเศษเหมือนเล่นขายของ

อีกคำสั่ง คือการทวงคืนทางเท้า ด้วยการให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่กรุงเทพ มหานคร (กทม.) ไปจัดระเบียบสังคม เรื่องทางเท้า แต่เกิดกระแสต้านจากแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอย เพราะเห็นว่าเสน่ห์ของกรุงเทพฯ คือ ร้านอาหารตามทางเท้า หรือสตรีทฟู้ด ที่ขายกันโต้รุ่ง 24 ชั่วโมง จนต่างชาติจัดอันดับให้ไทยเป็นแหล่งอาหารริมทางที่ดีที่สุดในโลก กระนั้นก็ตามรัฐบาลต้องการจัดระเบียบให้ 48 เขต บนถนน 73 สาย ในกรุงเทพฯ ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด และปลอดภัย

ปรากฏการณ์มาตรา 44 ที่บังคับใช้ครั้งนี้ มาพร้อมๆ ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ จนระยะหลังๆ การจัดระเบียบทางเท้าชักแผ่วลงไป เพราะเห็นว่ากระทบต่อผู้มีรายได้น้อย จึงมุ่งเน้นการจัดระเบียบด้านความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยบนทางเท้าแทน เพราะต้องยอมรับว่าสตรีทฟู้ดนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ จะไม่ให้อยู่บนทางเท้าเลยคงไม่ได้

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานานหลายปี คสช.เข้ามาให้ความสำคัญและประกาศใช้ยาแรงยิ่งขึ้น ประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ แต่ดูเหมือนว่าจะคึกคักในการปราบปรามช่วงแรกๆ แต่ระยะหลังห่างหายไป เด็กแว้นก็กลับมาซิ่งบนท้องถนนเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสร้างเป็นผลงาน คือ ปราบมาเฟีย ด้วยการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อเพิ่มอำนาจทหารในการปราบมาเฟีย ล้างบางยาเสพติด จัดการเจ้ามือพนัน หรือหวยเถื่อน รวมไปถึงการซ่องสุมอาวุธสงคราม หรือใครคิดจะทำการที่มิชอบด้วยกฎหมายย่อมทำมิได้ จึงออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 เพราะทราบดีว่าอำนาจทหารมีอยู่จำกัดแค่ภายในค่ายทหารเท่านั้น

ครั้นเมื่อได้คำสั่งตามมาตรา 44 ทหารสามารถวิ่งกวดตรวจจับเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดหลายประการที่เป็นภัยอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้โดยเฉพาะปัญหามาเฟีย อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่ต้องให้ทหารเข้ามา เพราะการทำงานของตำรวจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่ผ่านมาหย่อนยาน หรือเฉื่อยชาไปหรือไม่ แต่ระยะหลังๆ ทั้งตำรวจหรือทหารก็ทำงานแผ่วๆ เหมือนกันทั้งคู่

อีกกรณีที่แป้ก คือ ในเรื่องอันเกี่ยวกับ “วัดพระธรรมกาย” โดย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ประกาศให้วัดพระธรรมกายและพื้นที่ใกล้เคียงเป็น “พื้นที่ควบคุม” และให้อำนาจพิเศษแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำตัวพระธัมมชโย ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่หลังจากเปิดปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปิดล้อม-ตรวจค้น และใช้อำนาจ เป็นเวลานานหลายเดือน ก็ยังไม่พบพระธัมมชโยแต่อย่างใด

ในขณะที่กระแสต้านทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งศิษย์วัดพระธรรมกายผูกคอตายประท้วงการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมหันมาตั้งคำถามอำนาจพิเศษของรัฐบาลว่าเหมาะสมและรอบคอบหรือไม่ แม้ท้ายที่สุดรัฐบาลจะจัดการยึดวัดพระธรรมกายได้ แต่จับพระธัมมชโยไม่ได้จึงถือว่ายังไม่สำเร็จ

ปิดท้ายที่คำสั่งคสช.ว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ทำเอารัฐบาลโดนกระหน่ำ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลถล่มต่อเนื่อง จนในที่สุด “บิ๊กตู่” ต้องยอมถอยนับเป็นบทเรียนสำคัญในการใช้อำนาจ เพราะดันออกกฎหมายสวนทางกับความเป็นจริงในสังคม

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมถึงเรื่องล่าสุดที่ใช้มาตรา 44 ไปรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งถูกมองว่าเพื่อเอื้อให้ คสช.ตั้งพรรคใหม่และเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไป

นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มาตรา 44 ระยะหลังๆ เสื่อมมนต์ขลัง เพราะบางเรื่องค้านกับความรู้สึกของคนไทย

“โบดำ-โบแดง” รัฐบาล คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532313

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 09:14 น.

"โบดำ-โบแดง" รัฐบาล คสช.

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ

สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยจนถึงปัจจุบัน นักวิจารณ์การเมืองถึงกับเปรียบเปรย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาดับไฟความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมกับประกาศสัญญาจะนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปประเทศ กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศลั่นว่าปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ ไม่เสียของแน่นอน!

ผ่านมาถึงวันนี้ 3 ปีกว่า รัฐบาล คสช.ได้สร้างผลงานโบดำและโบแดงไว้มากมาย ทั้งที่สร้างความพึงพอใจและขัดใจประชาชน

สำหรับผลงานชิ้นโบแดงที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาล คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ทุกสำนักโพลให้คะแนนเกือบเต็ม ด้านความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ทั้งในรูปแบบการใช้มาตรา 44 เพื่อโยกย้ายข้าราชการ รวม 331 คน ที่ถูกร้องเรียน ปฏิบัติงานผิดพลาด หรือเกี่ยวพันกับคดีทุจริต โดยเป็นการโยกย้ายออกจากตำแหน่งเพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบ หากไม่พบความผิดจึงจะพิจารณาแต่งตั้งกลับเข้าสู่ตำแหน่ง และการออกกฎหมาย เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามให้เกิดการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว และไม่นับอายุความสำหรับจำเลยที่หลบหนีคดี พร้อมกับเพิ่มโทษโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะ โดยเฉพาะการจัดตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

และได้แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและปัญหาอาทิ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ได้มีการยกระดับวิธีการป้องกันและป้องปรามการทุจริตในภาครัฐให้เข้มข้นมากขึ้น

ขณะที่อีก 3 ฉบับกำลังดำเนินการ อาทิร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม อยู่ในชั้นกรรมาธิการกำลังพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. มาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบอยู่ในชั้นการพิจารณาของกฤษฎีกา และร่างปรับปรุงกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลสาร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักนายกรัฐมนตรี

อีกผลงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการยกย่องว่าเอาจริงกับการปราบทุจริตและเห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ การพุ่งเป้าจัดการปราบคอร์รัปชั่นไปยังอดีตรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการทุจริตรับจำนำข้าวที่อดีตรัฐบาลได้ทิ้งปัญหาไว้

ต้องยอมรับว่าภายใต้เงื่อนไขการเป็นรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้าน ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จ และภายใต้การสนับสนุนของกองทัพ ย่อมมีกลไกการทำงานครบมือ จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ ดังนั้นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาบางอย่างที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ แต่รัฐบาล คสช.ทำได้ จึงกลายเป็นที่มาของผลงานชิ้นโบแดง

อาทิการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ที่รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนของสหภาพยุโรป จนทำให้รัฐบาลได้รับการยอมรับในการทำงาน ด้วยการยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระแห่งชาติ” ยกเครื่องและเร่งออกกฎหมายโดยด่วนเป็นพระราชกำหนดการประมง

ปรับปรุงกฎหมายการทำประมงให้สอดคล้องกับหลักสากลระหว่างประเทศนับร้อยฉบับ พร้อมจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เพื่อแก้ไขปัญหาในทุกจุด จนได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความตั้งใจและมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา จนในที่สุดไทยได้ปรับระดับในรายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ส่ง “ผลดี” ต่อการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย

อีกผลงานยอดเยี่ยม คือ การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ภายหลัง ICAO ได้พบข้อบกพร่องในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย และประกาศติดธงแดง เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2558 ส่งผลกระทบต่อสายการบินของประเทศไทยที่ทำการบินไปยังประเทศต่างๆ หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาด้านกฎหมายหลักด้านการบินพลเรือน 2.แก้ปัญหาด้านโครงสร้างด้านการบิน 3.การแก้ปัญหาด้านบุคลากร จนปัจจุบันปลดธงแดงให้กับประเทศไทยแล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์รู้ทุกปัญหา แต่การแก้ปัญหาบางเรื่องในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด แม้รัฐบาลจะมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะปัญหาบางเรื่องต้องยอมรับว่าแก้ยาก

ปัญหาแรกที่รัฐบาลถูกโจมตีมากที่สุดจนกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่ต้องให้คะแนนติดลบ โดยเฉพาะยางพารา แม้จะพยายามออกนโยบายมามากมายเพื่อดูดซับยางพาราที่ล้นตลาด เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ได้สร้างความพึงพอใจต่อเกษตรกรในภาพรวม

อีกผลงานที่เกือบทุกสำนักโพลประเมินตรงกัน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง ทุกรัฐบาลใช้กระทรวงพาณิชย์มาควบคุมราคา ซึ่งในความเป็นจริงนั้นควบคุมได้ยากและจำกัด หากย้อนดูทุกสำนักโพลให้คะแนนใกล้เคียงกันว่ารัฐบาลสอบตก ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ปัญหาปากท้องของประชาชน

อีกผลงานที่สอบตก คือการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลพยายามใช้หลายยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา หนึ่งในนั้นคือแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.ส่วนหน้า) แต่ในภาพรวมผลคะแนนที่ออกมายังไม่เป็นที่พอใจการทำงานของรัฐบาลเท่าที่ควร

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532303

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 07:10 น.

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แผนท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวของหลายคนต้องชะงัก โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจไปพักผ่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อชมความงามตามธรรมชาติและรับลมหนาว เมื่อทราบข่าวว่าอุทยานมีชื่อหลายแห่งถูกจองที่พักและจุดกางเต็นท์เต็มยาวไปจนถึงปีหน้า

พื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อย่างดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศจองห้องพักตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่จองห้องพักจนล้นเพื่อสัมผัสกับลมหนาว ซึ่งห้องพักได้ถูกจองยาวไปจนถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงอุทยานทั่วภาคเหนือต่างถูกนักท่องเที่ยวจองห้องพักเต็มหมดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักไม่ได้นั้น ทางอุทยานมีจุดกางเต็นท์ให้บริการ แต่ก็ต้องสั่งจองล่วงหน้าเช่นกัน เพราะแต่ละแห่งจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ในช่วงหน้าหนาวนี้ อุทยานแห่งชาติชื่อดัง อาทิ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ภูเรือ จ.เลย เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ-ปุย ห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ บ้านพักในอุทยานฯ เหล่านี้ต่างถูกจองเต็มยาว เหลือเพียงสถานที่กางเต็นท์อยู่บ้างในบางพื้นที่

“ตอนนี้กำลังเร่งประชาสัมพันธ์ว่า อุทยานฯ ทั่วประเทศนั้นมีมากถึง 154 แห่ง ทุกๆ ปี โดยเฉพาะเทศกาลวันหยุดยาว มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติมีชื่ออย่างภูกระดึงเป็นจำนวนมาก แต่อุทยานฯ สามารถรองรับได้หรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว 5,000 คน ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 พ.ย. 2550 นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์มาเที่ยวที่อุทยานฯ ไหน ควรตรวจสอบข้อมูล หรือโทรไปสำรองที่พักซึ่งอาจจะเหลือแต่พื้นที่กางเต็นท์ล่วงหน้า หรือหาข้อมูลเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงก่อน อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ถนนคนเดินที่ อ.เชียงคาน อุทยานฯ แต่ละพื้นที่นั้นมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าจะมีความงามตามธรรมชาติที่ทดแทนกันได้”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลด้วยว่า กรณีที่อุทยานฯ ใดมีนักท่องเที่ยวแออัด หนาแน่น จนเกินขีดความสามารถในการรองรับ เจ้าหน้าที่จะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่มีอยู่จำนวนมาก ตามหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติต่างๆ รอบอุทยานแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถจองที่พักได้ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จ.ลำปาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้ หากอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติผาแดงหรือวนอุทยานภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน จ.ลำปาง แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.แม่ฮ่องสอน แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ จ.แม่ฮ่องสอน หรืออุทยานแห่งชาติ จ.แม่ฮ่องสอน

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า แออัด ให้ไปที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ หรืออุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี หรืออุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว แทน เป็นต้น

ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักอุทยานฯ ได้จัดทำเว็บไซต์บอกข้อมูลสำคัญ หมายเลขโทรศัพท์ของอุทยานฯ แต่ละพื้นที่ สำหรับติดต่อสอบถามข้อมูลว่ายังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ หรือยังรับได้จำนวนเท่าใด“สำนักอุทยานฯ จัดทำกระดานข่าวในเว็บไซต์ อัพเดทข้อมูลความเคลื่อนไหวสำคัญๆ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยว ยานพาหนะที่เข้าออกในทุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุกแห่งทุกวัน เพราะบางพื้นที่อาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อาจติดต่อได้ยาก ช่วงวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวจะได้หลีกเลี่ยง ไม่ต้องเสียเวลาขับรถเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะมีการจราจรหนาแน่นเข้า-ออกยาก” ทรงธรรม กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ระบุด้วยว่า การท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่แต่ละคนต้องปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อห้าม อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ และไม่ให้อาหารสัตว์ในธรรมชาติ เพราะจะทำให้พฤติกรรมสัตว์เปลี่ยนไปและไม่ยอมหากินเองตามธรรมชาติ

“ช่วงวันหยุดยาวของทุกปีมีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวแอบลักลอบเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ โดยเฉพาะสุนัขและแมว ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเชื้อโรคจากสัตว์บ้านเข้าไปติดสัตว์ในป่า ซึ่งหากเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่และแก้ไขยากมาก จึงต้องขอร้องสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไปเที่ยวแต่ติดภาระที่ต้องดูแลสัตว์เลี้ยง ควรนำสัตว์เลี้ยงไปฝากโรงแรมที่รับฝาก เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ก็จะต้องถูกเชิญให้ออกจากพื้นที่เช่นกัน” ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ กล่าว

นอกจากนี้ ทุกช่วงเทศกาล อุทยานฯ จะมีปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปริมาณขยะและเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดและช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม ขอความร่วมมืออย่านำขวดแก้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปในพื้นที่ และห้ามก่อกองไฟ

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าไปเที่ยวต้องไม่สร้างเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นเด็ดขาด ไม่นำยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ส่งเสียงดังรบกวนเกินกว่าที่กำหนดไว้ หรือมีควันดำเข้าไปในพื้นที่ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในทุกแห่งอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืน นอกจากจะถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว คงต้องเชิญให้ออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบข้อมูลที่ http://www.dnp.go.th ก่อนเดินทาง เพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ต้องสะดุด

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532160

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 07:31 น.

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน จัดเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ ครั้งที่ 2/1 ในหัวข้อบ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอน “รัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้ง ครั้งแรกสู่ประชาธิปไตย”

การเมืองอึมครึม-ไร้อนาคต

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมาได้รับคำถามมาตลอดว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่และจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งส่วนตัวตอบได้แค่ว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งชี้ให้เห็นโดยรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

“ส่วนตัวสงสัยว่าประชาชนจะได้อะไรจากคำสั่ง คสช.53/2560 ทั้งที่เขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้ว หากนายกฯ ต้องการจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยจริงอย่างที่บอก ก็ควรดำเนินการให้สอดคล้องต้องกันด้วย เพราะการมีสมาชิกพรรคการเมืองมีความสำคัญต่อการให้พรรคการเมืองเดินหน้าเป็นสถาบันทางการเมืองโดยต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม” จุรินทร์ กล่าว

อัดรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการใช้มาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ส่วนตัวมองว่าประเทศขาดความเชื่อมั่นจากการดำเนินการของรัฐบาล โดยรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

1.ฝืนกฎหมาย เพราะรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง และกระทบความเชื่อมั่นของประเทศไปเรื่อยๆ

2.ฝืนโลก ก่อนหน้านี้อียูมีหนังสือมาถึงรัฐบาลหลายเรื่อง โดยหนึ่งในนั้น คือ การเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม

3.ฝืนประชาชน สมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรคน่าจะมีประมาณ 5 ล้านคน เขาทำความผิดอะไร เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง การมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรค จึงไม่ต่างอะไรกับการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองแบบซ่อนรูป

4.ฝืนตัวเอง ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำผลสำรวจครั้งใดก็จะพบว่ายังไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

“การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งที่แปลกที่สุดในโลก เพราะมีมาตรา 44 คุมอยู่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับการทำประชามติที่มีมาตรา 44 กำกับอยู่ ทุกอย่างถูกจัดวางมาเป็นระบบ โดยเฉพาะเวลามีการใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียงผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร” ชวลิต กล่าว

กกต.ชี้พรรคเล็กหวังล้มเลือกตั้งสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า คำสั่งของ คสช.หลายเรื่องจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่สามารถได้เกิดทันในเดือน พ.ย. 2561 เพราะมีการประกาศให้เริ่มทำตามกฎหมายภายใน 180 วันตั้งแต่เดือน เม.ย. ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน  ต.ค.เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทันกับการเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 เพราะก่อนการเลือกตั้งควรต้องให้ทุกอย่างนิ่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

สมชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสำคัญของคำสั่ง คสช.ดังกล่าวอยู่ที่ข้อที่ 8 ที่บัญญัติให้ คสช.หารือกับ กกต. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าจะทำให้เกิดพรรคการเมืองเล็กเสียงจำนวนมากที่บอกว่าไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ทัน และนำไปสู่การลงมติเพื่อขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปในที่สุด จึงอยากฝากพรรคการเมืองใหญ่ไว้ด้วยว่าต้องยืนยันให้หนักแน่นว่าสามารถทำตามกติกาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งได้

ระบุ คสช.จ้องล้างไพ่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายพรรคการเมืองเดิมกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองยังคงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป แต่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้ต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมามาก ยิ่งพรรคการเมืองไหนมีสมาชิกพรรคการเมืองมากจะนำมาซึ่งปัญหาที่มากตามมาด้วย

ปริญญา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน คำสั่งของ คสช.ดังกล่าวยังเป็นการเซตซีโร่ สส.เก่าของพรรคการเมืองไปในตัว กล่าวคือ หากอดีต สส.พรรคการเมืองใดไม่ต้องการอยู่กับพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถทำได้โดยการไม่ยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องยื่นใบลาออก เหมือนเป็นการล้างไพ่ทั้งหมด อีกทั้งการตัดสินใจย้ายพรรคของ สส.จะอยู่บนความคิดที่ว่าพรรคการเมืองไหนสนับสนุน คสช.ก็อาจไปอยู่กับพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งมีผลให้เกิดแบ่งข้างขึ้นมาว่า สส.ที่จะยกมือให้ คสช.มาอยู่พรรคนี้ และ สส.ที่จะไม่ยกมือให้ คสช.ไปอยู่พรรคนี้

“ถ้าไม่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็พอทำเนา แต่ถ้ามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือมีพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนให้ คสช.เป็นรัฐบาล ผลเสียจะตกกับ คสช.เอง ไม่ได้เป็นผลดีต่อ คสช. อันตรายต่อการเมืองระยะเปลี่ยนผ่าน ในเรื่องนี้ส่วนตัวมีความเป็นห่วงอย่างมาก” ปริญญา กล่าว

สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532009

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 08:00 น.

สิ่งที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ผ่านมา 3 ปีครึ่งกับการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ผลงาน” ที่ยังไม่เข้าตา หลายเรื่องที่เป็นเป้าหมายซึ่งเคยประกาศไว้ตอนเข้ามารับตำแหน่ง ถึงวันนี้ยังดูห่างไกลความจริง

จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินการทำหน้​าที่ของรัฐบาล คสช. ว่า “สอบผ่าน” จากหลายองค์ประกอบ หนึ่งคือเรื่องความมุ่งมั่นของผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี และแกนนำใน คสช. ​ที่มุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนยอมรับ สอง รัฐบาลมีความต่อเนื่อง สงบ ทำให้มีเสถียรภาพ

“ที่ผ่านมารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมักขาดเสถียรภาพ ระบบราชการ เมื่อไหร่ที่รัฐบาลแกว่งข้าราชการก็หยุดมองดูทิศทางว่าใครจะเป็นนายใหม่ แต่ คสช.​ชัดเจนว่ายังอยู่ไม่ไปไหน ข้าราชการก็ไม่กล้าแกว่ง ​เป็นความได้เปรียบ​รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง โดยจะทำให้เกิดความนิ่งมากกว่า 30-40%”

องค์ประกอบที่สามคือ การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ จะเห็นว่าคดีทุจริตทั้งหลายที่ซุกกันมามากกว่า 10 ปี ได้เข้าสู่การพิจารณาหมด และถือเป็นความฉลาดของผู้บริหารที่ปล่อยให้การดำเนินการเป็นไปตามกลไกปกติ ไม่ได้ใช้อำนาจเผด็จการไปสั่งหรือบังคับ

ที่สำคัญ ทางมิติทางการเมืองด้วย​การมีอำนาจเบ็ดเสร็จห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว ช่วยไม่ให้มีข่าวลบตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือถ้าเป็นข่าวลบก็เป็นข่าวลบที่สร้างขึ้นเอง หรือทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ​ถือเป็นความได้เปรียบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จุติ มองว่าผลงานของรัฐบาลที่ทำได้ดีคือการแก้ปัญหาจน​องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ได้ปลดธงแดงประกาศถอดประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน มาจนถึงเรื่องการปราบปรามลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง ​​

“ความต่อเนื่องมีส่วนช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินได้ดี ​ทั้งมีรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง แต่อาจจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ​การตรวจสอบทำได้น้อยกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่ง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ออกมาระบุถึงข้อบกพร่องจุดอ่อน ซึ่งต่อมามีการรับฟังและแก้ไข”

อีกโครงการที่ดีคือโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)​ ทำให้มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถ เช่น ศูนย์สร้าง ซ่อมเครื่องบิน นำไปสู่การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก สนามบินอู่ตะเภา หรือการท่องเที่ยวที่ทำได้ดี สามารถนำรายได้มาชดเชยการส่งออกที่ขาดดุล   

รวมทั้งนโยบายด้านการต่างประเทศที่ 2 ปีแรกเป็นไปด้วยความลำบากมาก จนต่อมาสามารถฟื้นสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีสหรัฐเชิญนายกฯ ที่มาจากการปฏิวัติไปพบที่ทำเนียบขาว ​ซึ่งทั้งหมดมาจาก 1.ความอึด 2.เป้าหมายการทำงาน 3.โชคช่วย

“สถานการณ์โลก​ของเกาหลีเหนือและสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องหาพรรคพวก จำเป็นต้องหันมาทางไทย อียูเองก็เกรงว่าถ้าไม่ฟื้นสัมพันธ์ก็อาจกระทบการค้า ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ จึงมาฟื้นความสัมพันธ์ ถือเป็นโชคช่วย​”

แต่นโยบายที่เป็นจุดอ่อนคือเรื่องแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตรงนี้ กระทรวงแรงงานมองปัญหาไม่ครบทุกมิติ เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาสองอย่างปัญหาระบบแรงงานต่างด้าวก็ไม่จบ ขณะเดียวกัน​ก็เพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ หวังว่ารัฐมนตรีใหม่จะแก้ปัญหาตรงนี้

ส่วนนโยบายที่น่าผิดหวังนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเรื่องใหญ่คือ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดสภาพจนกระจุกรวยกระจาย ​ในฐานะที่เป็น สส.มาหลายสิบปี ปีนี้ 2560 เป็นปีที่ชาวบ้านจนกรอบที่สุด สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนสูง ที่ผ่านมามีการอัดฉีดให้ชาวบ้านมีสภาพคล่อง ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้

“ตอนนี้โดนสองเด้งคือหนี้เพิ่มจากเดิม ค่าครองชีพเพิ่ม แต่รายได้การเกษตรลดลง ผมสงสัยว่า รัฐบาลบอกไม่ใช้เงินไปกับประชานิยมเพราะจะทำให้เสียนิสัย แต่งบกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งโครงการเสริมรายได้ที่ออกมาช่วยเหลือคนจนใช้เงินมากกว่าประชานิยมมากกว่า”

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​ขอให้ย้อนนึกถึงคำพูดของ ​วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ​ที่สอนรัฐบาลว่าเอาชนะระบอบทักษิณไม่ยากเลย แค่ทำให้ชาวบ้านกินอิ่มนอนหลับ อยู่ดีมีสุข แค่นี้คุณก็ชนะระบอบทักษิณแล้ว ที่วัฒนาพูดไม่มีอะไรจริงกว่านี้ นายกฯ น่าจะให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ สังคม ทุกคนแปะข้างฝาไว้เลยว่าได้ทำตามนี้แล้วหรือยัง

ทุกวันนี้ระบบราชการไม่ได้รักษาประโยชน์ของประชาชน ​เรามีคนจนต่ำกว่าขีด 7 ล้านคน หากเปิดให้ติดระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านแล้วขายให้รัฐ เขาก็จะมีเงินทอนเหลือมาใช้จ่ายปีละเป็นหมื่น​ ค่าไฟก็ไม่ต้องเสีย รัฐก็ไม่ต้องเสียเงินสักบาท​ แต่กลับทำไม่ได้เพราะเขากลัวว่าการไฟฟ้าฯ จะอยู่ไม่ได้ ​​

แนวคิดเรื่องระบบราชการนี้คิดถูกแต่ผิดเวลา วันนี้ต่างจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เมื่อ 20 ปีก่อน อีกทั้งระบบราชการสร้างมาให้ขั้นตอนเยอะ เปลี่ยนแปลงยาก ราชการไม่ถูกสอนให้ค้าขาย แต่ถูกสอนให้สร้างกฎระเบียบ สอนให้กำกับควบคุม

“โลก 20 ปีที่แล้วกับวันนี้เหมือนขาวกับดำ นี่คือจุดอ่อนที่สุด ความคิดราชการไม่ยินดียินร้ายกับความเดือดร้อนของประชาชน ​สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำคือปฏิรูประบบราชการ และนี่จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำไทยแลนด์ 4.0”

จุติ กล่าวว่า ต้องถามว่าวันนี้นักการเมืองที่เคยถูกด่าว่าเป็นไอ้ขี้โกงทั้งหลาย หายหน้าไปแล้ว ทำไมต้นทุนทำธุรกิจไม่ลด ที่เคยบอกว่านักการเมืองกินไป 30% วันนี้ไม่มีนักการเมือง แต่ทำไม 30% ไม่ลด ดังนั้นระบบบราชการต้องรับผิดชอบ 

อย่างระบบตรวจคนเข้าเมือง สิงคโปร์ใช้เทคโนโลยีไม่เกินครึ่งนาที แต่ไทยคิวยาวแก้ปัญหาโดยเพิ่มเวร เพิ่มโต๊ะ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีช่วย เป็นวิธีคิดแบบราชการ ​ไทยแลนด์ 4.0 ระบบเข้าเมืองยัง 0.4 คนทำงานก็ทำงานเหนื่อยตาย ไม่ได้หยุด ​

“เรื่องปฏิรูปทุกวันนี้​ยังไม่ได้ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  หาก พล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่าอยากอยู่ต่อนานขึ้นเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง ก็อยู่ไปเลย แต่ขอให้ระบุเลยนะว่า ฉันจะปฏิรูประบบราชการให้ได้ระดับไหน ปฏิรูปตำรวจให้ได้ขนาดไหน โอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมขนาดไหน บอกมาเลย เรารอได้”​

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​วันนี้เราเสียเวลาไปมาก หลายอย่างยังไม่ได้ทำอย่างเรื่องปฏิรูปตำรวจ เห็นทำอยู่อย่างเดียวคือจะขึ้นเงินเดือนตำรวจ เพราะเงินเดือนน้อย เพื่อจะได้ไม่มีการคอร์รัปชั่น ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยหรือ

“ถ้าเรื่องปฏิรูปต้องถือว่าสอบตกเรื่องการปฏิรูปราชการ ปฏิรูปตำรวจ เรื่องดิจิทัล สอบตกอย่างมากคือไอซีที ที่ผ่านมามีคำพิพากษาตอนยึดทรัพย์ทักษิณ ให้หน่วยงานทวงคืนอะไรมาบ้าง ทรัพย์สิน ค่าปรับ ความเสียหาย ผ่านมา 7 ปี มีหน่วยงานใดไปตามเอาคืนให้หลวงไหม รวมดอกเบี้ยเสียหายเป็นแสนล้าน บวกค่าเสียโอกาสอีก”​

อดีต รมว.ไอซีที กล่าวอีกว่า ศาลระบุว่าดาวเทียมที่ยิงไปไม่ตรงสเปก บริษัทเอกชนต้องสร้างดาวเทียมขึ้นยิงใหม่เพื่อทำให้ถูกต้อง ตอนนี้​ยังไม่บังคับทำให้ถูกต้อง แถมเขาจะขอยิงดาวเทียมใหม่ที่นอกสเปกอีก​ ไม่รู้อะไรทำให้ข้าราชการตาบอดไม่เห็นความเสียหายเหล่านี้

อีกเรื่องที่อยากให้เปลี่ยนคือวิธีการจัดทำงบประมาณ ซึ่งหากไปเปิดดูเอกสารงบประมาณ เมื่อปี 2518, 2535, 2560 แทบไม่มีข้อแตกต่าง มีเพิ่มเรื่องแผนยุทธศาสตร์ พันธกิจแค่นั้น ส่วนวิธีการจัดหมวดเหมือนเดิม ทั้งนี้อยากให้มีการประเมินประสิทธิภาพฝ่ายบริหารของระบบราชการ

“ปีสุดท้ายที่เหลือของ คสช.ต้องปรับวิธีคิดใหม่หมด คือถ้าพวกคุณไม่ทำ หลังเลือกตั้งพวกผมจะไปทำเอง ทั้งลดขั้นตอนระบบราชการ ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสองการปรับปรุงกฎหมายฉบับไหนออกเกิน 10 ปี ให้หน่วยงานนั้นยืนยันว่ายังต้องใช้ ​หรือจะปรับปรุงตรงไหนบ้าง โลกเปลี่ยนแปลงไป​ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายที่ดิน กฎหมายท้องที่ ร้อยกว่าปีไม่เปลี่ยนเลย”

“ส่วนข้ออ้างที่ว่าจะอยู่ต่อเพื่อทำปฏิรูปให้เสร็จนั้น​ ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วก็ถูกเพื่อนด่าว่าไม่รักประชาธิปไตย ไปเชียร์ทหาร ผมพูดความจริงว่าผลประโยชน์สูงสุดของประเทศอยู่ตรงไหน  ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ผมไม่ดัดจริต ​

ผมบอกเลยว่าเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งทำยาก ​ขอให้ ​พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาที่รัฐบาลเลือกตั้ง​ทำไม่ได้ให้หมด อย่าไปคำนึงถึงเรื่องเวลา ตอนนั้นบอกเลือกตั้งปี 2558 ใช่ไหม ผมให้สัมภาษณ์ปี ​2557 อย่าคำนึงเวลา ทำเรื่องนี้ให้เสร็จ ผมก็ถูกด่า”

“วันนี้ผมก็ยังคงยืนยันคำพูดนั้นอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาเหลือ 12 เดือน ก็ขอให้ทำให้เสร็จ ทำไม่เสร็จขออยู่ต่อไป แต่ทำให้เสร็จ แต่หากทำไม่เสร็จจริงก็ต้องขอโทษประชาชนว่าทำไมทำไม่เสร็จ ทำไม่ได้เพราะอะไร ใครต่อต้าน วันนี้ประชาชนเทใจให้คุณแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ที่คุณแล้ว”

จุติ ระบุว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา  มีสิ่งที่ คสช.ทำได้เยอะ แต่เขาอาจจะจัดลำดับก่อนหลัง ​หากคิดเชิงบวกหากทำปฏิรูปราชการก่อน​ ​อาจได้รับการต่อต้านจนทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ดังนั้นอาจเอาไว้ตอนท้ายแล้วฟันฉับๆๆๆ ด้วยมาตรา 44 ทำเรื่องระบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ถ้าเป็นอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกแน่นอน