เหมือนและต่างอย่างเหลือเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 14:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533010

เหมือนและต่างอย่างเหลือเชื่อ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

359 ปีก่อน ค.ศ.แคว้นฉินโปรโมทซางยางขึ้นบริหารบ้านเมือง ส่วนไกลออกไปอีกซีกโลกที่แคว้นมาซิโดเนียมีกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ขึ้นครองบัลลังก์

ทั้งคู่เป็นนักปฏิรูปแคว้นคนสำคัญ คนหนึ่งสร้างรากฐานให้กับจิ๋นซีฮ่องเต้ อีกคนให้กับอเล็กซานเดอร์มหาราช

ทั้งซางยางและกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 มีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกันในช่วงขวบปีนั้นอย่างน่าประหลาดใจ

เวลานั้นดินแดนในอารยธรรมจีนและกรีกต่างแบ่งเป็นแว่นแคว้นย่อยๆ แต่ละแคว้นใช้วัฒนธรรมหลักร่วมกัน แต่ต่างก็มีความเป็นเอกเทศทางการปกครอง ขอเพียงแคว้นใดยังคงใช้วัฒนธรรมใหญ่เดียวกันก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมหลัก ขณะเดียวกันแต่ละแคว้นก็ยังคงต้องกระทบกระทั่งกัน ทุกแคว้นจึงต้องสร้างความเข้มแข็งของตนเอง มิเช่นนั้นอาจโดนรุกรานจนล่มสลาย

สถานการณ์แบบนี้ในทุกอารยธรรม ดูเหมือนจะรอก็แต่วันรวมเป็นหนึ่ง

ก่อนหน้าการปฏิรูปของซางยางกว่า 200 ปี แคว้นฉินเป็นเพียงแคว้นชายขอบ เป็นดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่ได้มีอำนาจน่าเกรงขามแต่อย่างใด

ส่วนดินแดนของมาซิโดเนียซึ่งตั้งอยู่ริมขอบอารยธรรมกรีกก็ไม่ต่างกัน มาซิโดเนียเป็นดินแดนกันชนระหว่างใจกลางความศิวิไลซ์กับชนเผ่าอนารยะ

การปฏิรูปของซางยางเน้นกฎหมายเคร่งครัด โฟกัสที่การทหารและการเกษตรกรรม (ที่จริงแล้วคือเน้นที่การทหารอย่างเดียวก็ว่าได้ เพราะเกษตรกรรมที่ซางยางส่งเสริม ก็เป็นไปเพื่อมีเสบียงไว้ทำศึก ไม่ใช่เพื่อประชาชนอยู่ดีกินดี) นโยบายของซางยางปฏิเสธการค้าขายเห็นเป็นธุรกรรมไร้สาระ และปฏิเสธยศถาบรรดาศักดิ์ของคนไม่มีผลงาน รวมถึงสำนักคิดที่พูดถึงแต่โลกอุดมคติก็เช่นกัน ซางยางต้องการให้กำจัดให้สิ้น ซางยางรีดทรัพยากรทุกด้านเพื่อการทหาร

กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ก็เป็นกษัตริย์นักรบ พระองค์รู้ว่าในยุคที่บ้านเมืองแตกแยกกระทบกระทั่ง จะยิ่งใหญ่ได้ก็ด้วยการพัฒนาด้านการทหาร พระองค์เน้นกองกำลังเข้มแข็ง อาวุธทันสมัย นวัตกรรมสมัยพระองค์มีทั้งทวนยาวพิเศษ หน้าไม้ซึ่งยิงได้ในระยะไกลขึ้น และรูปแบบกองกำลังที่นำทหารราบมาร่วมกับทหารม้าทำให้กองทัพของพระองค์เกรียงไกร ฟังดูแล้วก็ไม่ต่างกับกองทัพฉิน

ใครเคยเห็นอาวุธที่ค้นพบจากสุสานทหารดินเผาราชวงศ์ฉินย่อมรู้ว่ามีส่วนคล้ายกัน

พระองค์ใช้เวลากว่า 20 ปีในการปฏิรูปบ้านเมืองให้เข้มแข็ง เช่นเดียวกับซางยาง

จะว่าไปในยุคนั้นหากไม่ทำให้แคว้นมีการทหารเข้มแข็ง ก็มีแต่จะรอแคว้นอื่นมาล้มล้างรังแก นโยบายของซางยางตอนนั้นจึงสุดกู่ ซางยางเห็นว่าประชาชนไม่ต้องเรียนรู้ปรัชญา ธรรมเนียม พิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น ขอแค่ทำนากับเป็นทหารให้กับแคว้นเป็นอันใช้ได้ ในแง่ดีคือซางยางล้างบางความฟอนเฟะ ไร้ประสิทธิภาพเก่าๆ ในแง่ร้ายคือซางยางสนับสนุนการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่ให้ค่าขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมโบร่ำโบราณ ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เห็นหัวขุนนาง ไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น ซางยางยกให้ผลประโยชน์ทางการทหารของแคว้นสำคัญที่สุด

ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปมีให้เห็นในช่วงชีวิตของซางยาง 338 ปีก่อน ค.ศ. คือปีที่ซางยางโดนสังหาร ปีนั้นแคว้นฉินรบชนะแคว้นเว่ยในศึกใหญ่ นับจากนั้นแคว้นฉินก็รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ

เราสามารถนับได้ว่าการตายของซางยางคือจุดเริ่มพุ่งทะยานของแคว้นฉิน เมื่อแคว้นฉินไม่มีอะไรต้องลังเล เสี้ยนหนามและความไม่ลงรอยกันในมุ้งแคว้นฉินหมดไป ก็เหลือเพียงมุ่งไปสู่นโยบายที่ซางยางวางรากฐานไว้โดยไม่วอกแวก

338 ปีก่อน ค.ศ. ปีเดียวกันนั้นเอง ฟิลิปที่ 2 แห่งมาเซโดเนีย สามารถรบชนะกองทัพพันธมิตรของกรีก กลายเป็นจุดปักหมุดที่บ่งบอกว่าแคว้นมาซิโดเนียคือแคว้นที่จะขึ้นมามีอำนาจสูงสุดแห่งคาบสมุทรบอลข่าน

คือปีเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่เช่นกัน ที่ปูทางไปสู่ภารกิจการยึดเปอร์เซียที่กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ฝันใฝ่เอาไว้

น่าเสียดายกษัตริย์ฟิลิปถูกองครักษ์ลอบสังหารกลางงานแต่งงานของลูกสาวพระองค์ ปมสังหารของ กษัตริย์ฟิลิปยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากผู้ลอบฆ่าก็ถูกสังหารทันทีในที่เกิดเหตุ ข้อสรุปของนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งพุ่งเป้าไปที่เรื่องส่วนตัว กษัตริย์ฟิลิป จึงมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่าซางยางเพียง 2 ปีเท่านั้น และทั้งคู่ล้วนต้องตายเพราะความโกรธแค้นของคนใกล้ตัว

แม้อยู่คนละซีกโลก แต่ขึ้นบริหารบ้านเมืองปีเดียวกัน ใช้ระยะเวลาปฏิรูปบ้านเมืองให้สำเร็จพอๆ กัน ด้วยนโยบายคล้ายกัน อีกทั้งตายด้วยการล้างแค้นในระยะเวลาต่างกันแค่สองปี

ที่สำคัญ ทั้งคู่คือผู้วางรากฐานแห่งการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ที่ซางยางวางไว้บรรลุได้โดยจิ๋นซีฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์แรกแห่งประวัติศาสตร์จีน ส่วนรากฐานที่กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 สร้างไว้ถูกสานต่อโดยลูกชายของพระองค์ – พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่ที่สุดแห่งโลกยุคโบราณที่เรารู้จักกันดี

ทั้งแคว้นฉินและแคว้นมาซิโดเนีย คือตัวอย่างของยุคที่แคว้นมหาอำนาจทางการทหารยึดครองแคว้นที่มีวัฒนธรรมนำหน้า แคว้นชายขอบเอาชนะศูนย์กลางอารยธรรม เพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว

เรื่องราวที่เกิดคู่ขนาน เหมือนจะทำให้เรารู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้คือประวัติศาสตร์ภาคบังคับที่หลายอารยธรรมต้องก้าวผ่าน แต่น่าสนใจที่ว่าทั้งสองก้าวผ่านในเวลาขวบปีเดียวกัน โดยคนประเภทเดียวกัน อย่างกับสองคนนี้นัดกันมาสร้างรากฐานให้กับความ ยิ่งใหญ่ในคนละซีกโลก

จะว่าไปการเฝ้าสังเกตขวบปีของประวัติศาสตร์ก็สนุกและประหลาดที่ตรงนี้

และยังมีสิ่งที่น่าสนุกแกมรันทดอยู่อีกแบบ เช่น สถานการณ์ที่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สองเหตุการณ์ในปีเดียวกัน ดูมีความต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างน่าขนลุก

อีกสองพันกว่าปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1905 เมื่อนำสถานการณ์ของสองซีกโลกมาเปรียบเทียบกันอีกครั้ง ในยุคที่การแข่งขันของบ้านเมือง ต้องมีทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยีและการศึกษา ไม่น่าเชื่อว่าขณะที่ด้านหนึ่งเพิ่งยกเลิกระบบสอบจิ้นซื่อ (ไทยติดปากว่าสอบจอหงวน) – การสอบที่ได้ชื่อว่าทำให้จีนล้าหลัง ด้อยพัฒนา เป็นปีเดียวกันกับที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กำลังเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคพิเศษแก่วงการวิทยาศาสตร์โลก

การดูขวบปีโดยดูหลายอารยธรรมขนานกันไป ด้วยกัน มันน่าสนุกและสะท้อนใจตรงนี้นี่เอง

สุขสันต์วันส่งท้ายปีเก่า วันนี้เราหันดูอารยธรรมข้างเคียงกันหรือยังครับ n

สถานการณ์สัตว์ป่า…ผ่านเลนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533006

สถานการณ์สัตว์ป่า...ผ่านเลนส์

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ Brent Stirton

อีกหนึ่งปีกำลังจะสิ้นสุด ขณะที่วันเวลากำลังเดินทางไปข้างหน้า แต่สถานการณ์เรื่องสัตว์ป่ากลับถดถอย หลายสปีชีส์ยังคงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่อย่างนั้น เพราะมนุษย์ที่ไม่ยอมถอดวิญญาณนักล่า บูชาเงิน และเชิดชูความเชื่อที่ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่าจริง

ด้วยภาพแรดดำจากพื้นที่ป่าสงวนในแอฟริกาใต้ ที่ถูกฆ่าเพื่อเอานอไปขายให้คนทำ “ยา” นี้บอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ได้อย่างลึกซึ้งชัดเจน ภาพนี้ถูกเลือกให้เป็นภาพสัตว์ป่าแห่งปี เป็นผลงานการลั่นชัตเตอร์ของ เบรนต์ สเตอร์ตัน เจ้าของรางวัลช่างภาพข่าวสัตว์ป่าแห่งปี ติดต่อกัน 3 ปี จากการ จัดมอบรางวัลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งสหราชอาณาจักร

ภาพชื่อ อนุสรณ์สายพันธุ์ (Memorial to a Species) นี้ เบรนต์ถ่ายได้ระหว่างปลอมตัวไปทำงานเชิงสืบสวนสอบสวนเรื่องเกี่ยวกับการค้านอแรดอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่อุทยานฮลูฮลูเว-อัมโฟโลซี แอฟริกาใต้

นายพรานน่าจะเป็นชาวบ้านจากชุมชนใกล้ๆ อุทยาน พวกเขารับใบสั่งให้เข้ามาพื้นที่สงวนซุ่มเฝ้าแรดที่แหล่งน้ำ ก่อนยิงมันจนสิ้นชีวิตด้วยปืนล่าสัตว์ที่มีอานุภาพสูง แล้วจึงตัดนอและหลบหนีไป นอแรดจะถูกขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และส่งต่อไปยังประเทศจีนหรือเวียดนาม เป็นสินค้าราคาสูงในหลายประเทศแถบเอเชีย เพราะเชื่อว่าสามารถนำไปผลิตเป็น “ยา” ที่รักษาได้สารพัดโรค แม้แต่มะเร็ง!

ทุกวันนี้ยังมีความต้องการนอแรดอย่างมาก จากการสำรวจในปี 2015 แรดดำมีหลงเหลืออยู่ในป่าประมาณ 5,000 ตัว และนักอนุรักษ์เชื่อว่าตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ เพราะมีการรุกล้ำป่าและล่าสัตว์มากขึ้น แรดดำจึงมีโอกาสสูญพันธุ์หากไม่มีการดูแลอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพมากเพียงพอ

ช่างภาพมือรางวัล เบรนต์ สเตอร์ตัน เกิดที่แอฟริกาใต้ เขามีชื่อเสียงและได้การยอมรับในแวดวงสารคดีโลกมาเนิ่นนาน เขาทำงานให้เก็ตตี้อิมเมจ มีผลงานเผยแพร่ผ่านสื่อชั้นนำอย่างเช่น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, จีโอ, เลอ ฟิกาโร, เลอ มอนเด, วานิตี แฟร์, นิวส์วีก, ไทม์, เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ฯลฯ เคยร่วมงานกับองค์กรต่างๆ อาทิ องค์การสหประชาชาติ, องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล, มูลนิธิคลินตัน, มูลนิธิเกตส์, มูลนิธิไนกี, สภาเศรษฐกิจโลก เป็นต้น นอกจากทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อม เบรนต์ยังสนใจประเด็นเรื่องเชื้อเอชไอวี/เอดส์ สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม และอื่นๆ

ผลงานของเบรนต์ถูกนำไปแสดงในหลายประเทศทั่วโลก เขาเคยนำทีมทำรายการโทรทัศน์ไปทำงานในอุทยานแห่งชาติวีรูงกา คองโก พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ภายหลังสารคดีเรื่องนี้ได้รับรางวัล เอ็มมีและบาฟตา สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ขณะเริ่มต้นทำงานเป็นนักข่าว เบรนต์ พบว่า ไม่มีช่างภาพคนไหนต้องการลงพื้นที่ที่มีความขัดแย้งร่วมกับเขา ในวัย 22 ปี เบรนต์ จึงไปซื้อกล้องมือสองมา อ่านคู่มือ และหัดถ่ายภาพด้วยตัวเอง ก่อนเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ รวันดา คองโก โซมาเลีย ฯลฯ เบรนต์ได้รับรางวัลสื่อมวลชนโลกครั้งแรกตอนอายุ 27 ปี และเขาไม่เคยวางกล้องตั้งแต่วันนั้น

หนึ่งในภาพถ่ายอันยอดเยี่ยมของเบรนต์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือ ภาพกอริลลาหนักเกือบ 300 กก. 1 ใน 6 ลิงยักษ์ที่ถูกฆ่าที่อุทยานแห่งชาติวีรูงกา และเจ้าหน้าที่นับสิบกำลังแบกร่างมันออกจากป่า เป็นความสูญเสียอันสืบเนื่องมาจากการลักลอบทำเหมืองแร่ (เพื่อนำมาผลิตโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เพลย์ สเตชั่น ฯลฯ) อย่างผิดกฎหมาย เมื่อภาพนี้ตีพิมพ์ในนิวส์วีกและสร้างความรู้สึกสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วโลก

ปัจจุบัน เบรนต์ สเตอร์ตัน วัย 48 ปี ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเดินทางไปทั่วโลกราว 50 ประเทศ/ปี เขาทำงาน “สืบสวนสอบสวน” เป็นโครงการระยะยาวเกี่ยวข้องกับเรื่องสัตว์ป่า การอนุรักษ์ ความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม ในฐานะช่างภาพ เบรนต์ เชื่อว่า เขาสามารถช่วยโลก สังคม และผู้คนได้ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวสถานการณ์ต่างๆ “ผ่านเลนส์” (ชมผลงานอันน่าทึ่งของเขาได้ทาง brentstirton.com)

ภาพของเบรนต์บอกกับเราว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ได้เป็นแต่เพียงความรับผิดชอบของผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถช่วยได้ โดยไม่สนับสนุน (ทั้งทางอ้อมและทางตรง) ให้เพื่อนร่วมโลกของเราถูกมนุษย์คุกคาม รวมทั้งเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า

เมื่อได้เห็นภาพถ่าย “อนุสรณ์สายพันธุ์” ของ เบรนต์ สเตอร์ตัน ผู้ชมจะสัมผัสรับรู้โศกนาฏกรรม ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตกใจ เศร้าใจ สงสาร รวมทั้งรังเกียจความโหดร้ายของมนุษย์ ลูอิส แบล็คเวลล์ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินภาพสัตว์ป่าแห่งปี บอกว่า “รูปถ่ายนี้จะดึงเราเข้ามา เชิญชวนให้เราสำรวจความรู้สึกตอบสนอง และความรับผิดชอบของเรา” n

อาการสั่นแบบไหนที่เรียกว่า “สั่นพาร์กินสัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533007

อาการสั่นแบบไหนที่เรียกว่า "สั่นพาร์กินสัน"

โดย…ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เมื่อพูดถึงอาการสั่นในผู้สูงวัย คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคพาร์กินสัน และก็จะนึกต่อถึงอาการที่ผู้ป่วยสั่นมากๆ มีการเดินที่ลำบาก และหกล้ม ต่อไปก็มักจะนึกถึงรถเข็น และนอนติดเตียง ความจริงแล้วอาการสั่นในผู้สูงวัยนั้นมีสาเหตุได้หลายอย่าง และสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดก็ไม่ใช่โรคพาร์กินสัน นอกจากนั้นโรคพาร์กินสัน ถ้ารักษาเร็วและต่อเนื่องก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องนั่งรถเข็นหรือนอนติดเตียงเสมอไป

อาการสั่นแบบไหนที่เรียกว่า “สั่นพาร์กินสัน” ถึงแม้ว่าการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันต้องทำโดยแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยา (หรือที่เรียกว่า ประสาทแพทย์) อาการสั่นในพาร์กินสันนั้นมีลักษณะเฉพาะ และสามารถสังเกตได้ไม่ยากโดยคนทั่วไป ถ้าเข้าใจถึงอาการหลักของโรคพาร์กินสัน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของอาการสั่นพาร์กินสันที่สามารถสังเกตได้ง่ายโดยคนทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่ใช่แพทย์และใช้เวลาไม่นาน ไม่ได้ใช้เครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด ลักษณะอาการสั่นเฉพาะ 3 อาการง่ายๆ นี้ ผมได้มาจากการเรียน และดูแลสังเกตอาการผู้ป่วยพาร์กินสันตลอด 10 ปีที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์พาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

อาการที่ 1

อาการสั่นในโรคพาร์กินสันมักเริ่มที่มือข้างใดข้างหนึ่งก่อนเสมอ ลักษณะพิเศษของโรคพาร์กินสันนั้น ก็คือ เป็น โรคที่เริ่มข้างใดข้างหนึ่งก่อนเสมอ โดยส่วนใหญ่จะเริ่ม ที่นิ้วมือ ร่วมกับอาการเคลื่อนไหวที่ช้า หรือเกร็งของมือที่มีอาการสั่นในข้างนั้น อาการนี้เราเรียกกันเป็นศัพท์แพทย์ว่า Tremor at rest

อาการที่ 2

อาการสั่นพาร์กินสันมักสังเกตได้ชัดตอนที่ผู้ป่วยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ใช้มือข้างนั้นๆ ทำงาน ทำให้ตอนช่วงแรกๆ ผู้ป่วยเองอาจไม่รู้ว่าตนเองสั่น แต่อาการสั่นนั้นมักถูกสังเกตจาก ครอบครัวว่าทำไมถึงมือถึงสั่น เมื่อใช้มือข้างนั้นๆ ทำงาน เช่น หยิบของ อาการสั่นนั้นมักลดลง ทำให้ผู้ป่วยในช่วงแรก อาจไม่คิดว่าอาการสั่นนั้นเป็นสัญญาณของโรคพาร์กินสัน ข้อที่น่าสังเกตที่เฉพาะอีกอย่าง ก็คือ เมื่อผู้ป่วยนั้นยกมือ ที่สั่นขึ้นมาค้างไว้สักช่วงหนึ่ง อาการสั่นหายไปช่วงสั้นๆ และอาจกลับมาใหม่ให้เห็นชัดมากขึ้น อาการนี้เราเรียกในทางการแพทย์ว่า Re-emerging tremor อาการสั่นที่เกิดขึ้นขณะอยู่เฉย และกลับมาใหม่ขณะยกมือค้างนั้น ถือเป็นลักษณะเฉพาะของโรคพาร์กินสันเลยทีเดียว โรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการ ในลักษณะเดียวกันนั้นมีน้อย ในทางการแพทย์เราเรียกว่าอาการนี้ว่ามีความจำเพาะ หรือ specific ต่อโรคพาร์กินสันนั้นมากๆ

อาการที่ 3

อาการสั่นพาร์กินสันสามารถเกิดขึ้นที่ส่วนอื่นของร่างกายร่วมกับมือได้ด้วย ถ้าเกิดขึ้นที่มือข้างใดข้างหนึ่งขณะเดิน อาการสั่นที่ริมฝีปากล่าง ให้สงสัยว่าอาการสั่นนั้นอาจเป็นอาการเริ่มแรกของโรคพาร์กินสัน

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจอีกนิดว่า อาการสั่นแบบไหนล่ะ ที่ไม่น่าจะใช่โรคพาร์กินสัน ความจริงแล้วมีโรคสั่นอีกหลายสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ในผู้สูงวัย อาการสั่นที่เกิดขึ้นที่มือทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน เวลาตักอาหารหรือใช้มือทำงานนั้น โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคพาร์กินสัน อาการสั่นที่คอ และใบหน้าแบบที่ส่ายไปมาว่า “ไม่ใช่” ตลอดเวลาโดยที่มือไม่สั่นโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่โรคพาร์กินสันเช่นกัน

สรุปก็คือ สั่นในพาร์กินสัน สังเกตได้ง่าย ถ้าเรามีหลัก สั่นข้างเดียว ขณะอยู่เฉย กลับมาใหม่ตอนยกมือค้าง ร่วมกับสั่นเวลาเดิน ให้สงสัยโรคพาร์กินสันไว้ก่อนเลย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยพาร์กินสันไม่จำเป็นต้องสั่นทุกราย โรคพาร์กินสันแบบแข็งและไม่สั่นก็มี การวินิจฉัยต้องทำโดยแพทย์ อย่าใช้หลักนี้เพียงอย่างเดียว วินิจฉัยเอง และซื้อยากินเอง หมอให้หลักนี้ไว้เพื่อให้สงสัยผู้สูงวัยที่มีอาการเหล่านี้ และส่งต่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและรักษาต่อไป ในตอนหน้าจะมาคุยกันต่อนะครับว่า อาการพาร์กินสันนั้นถ้าจะวินิจฉัยเร็ว ต้องทำอย่างไร ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงครับ

การพัฒนาบุคลากร ระบบรางของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533008

การพัฒนาบุคลากร ระบบรางของจีน

โดย…ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรมสัมมนาการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาด้านระบบขนส่งทางรางสำหรับประเทศที่อยู่ตามแนวเส้นทาง One Belt One Road (Railway Vocational and Technical Education Seminar for Countries Along The Belt and Road) จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Xi’an Railway Vocational & Technical Institute (XRVTI) และ Xi’an International Trade & Logistics Park ประเทศจีน ความน่าสนใจของการได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ได้สัมผัสถึงความพยายามมีส่วนร่วมของรัฐบาลท้องถิ่นแห่งเมืองซีอาน กับนโยบาย One Belt One Road ของรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากซีอานนับเป็นเมืองที่เป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางสายไหมในอดีต และถูกกำหนดให้เป็นเมืองท่าของการค้าชายแดนระหว่างจีนและประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันประเทศจีนมีโรงเรียนอาชีวศึกษาเฉพาะด้านระบบขนส่งทางรางอยู่ราว 35 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันผลิตบุคลากรระดับช่างเทคนิคสำหรับงานขนส่งระบบราง (ด้วยคุณวุฒิระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ) จัดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 75 ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางทั้งหมด (อีกร้อยละ 25 แบ่งเป็นบุคลากรระดับปริญญาที่ผลิตโดยมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง 6 แห่ง ราวร้อยละ 20 และบุคลากรระดับนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและบ่มเพาะต่างๆ อีกร้อยละ 5) รวมกันได้ราวปีละ 1 แสนคน ป้อนให้กับตลาดแรงงานด้านระบบขนส่งทางราง ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบขนส่งทางรางของรัฐบาลท้องถิ่น (Urban Rail Transit) 134 เส้นทาง ระยะทางรวม 4,153 กม. และระบบโครงข่ายกลางของประเทศ (China’s Railway Network) ซึ่งดูแลโดย China Railway Corporation (CRC) แบ่งเป็นระบบรถไฟธรรมดาราว 1.24 แสน กม. และระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HSR) ราว 2.2 หมื่น กม. ตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ เส้นทางรถไฟทั้งสองแบบจะเพิ่มเป็นรถไฟธรรมดา 1.5 แสน กม. และ HSR 3 หมื่น กม. ภายในปี ค.ศ. 2020 และรถไฟธรรมดา 2 แสน กม. และ HSR 4.5 หมื่น กม. ภายในปี ค.ศ. 2030 จะเห็นได้ว่าจากแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายขนส่งทางรางของประเทศจีน จะมีความต้องการบุคลากรในระดับปฏิบัติการที่ต้องมีทักษะเฉพาะทาง (อาชีวศึกษา) มากที่สุดถึงร้อยละ 75 ของบุคลากรทั้งหมด แยกเป็นสาขาเฉพาะทางต่างๆ มากถึงกว่า 30 สาขา ผ่านการจัดการโดยความร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการเดินรถซึ่งเป็นผู้ใช้งานบุคลากรโดยตรง (demand for jobs) หลักสูตรจะถูกพัฒนาขึ้นร่วมกันระหว่างโรงเรียนและกลุ่มบริษัท (talents cultivation plan & curriculum development) ผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียนและฝึกงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง โรงเรียนอาชีวะเหล่านี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ในขณะที่การพัฒนางานวิจัยและพัฒนาจะกระทำกันในระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยและบ่มเพาะต่างๆ (ผลิตบุคลากรรวมกันร้อยละ 25) ร่วมกับ CRC และบริษัทอุตสาหกรรมในกลุ่ม

XRVTI ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956 ปัจจุบันมีอายุได้กว่า 60 ปี มี 4 วิทยาเขต ทั้งหมดนี้ร่วมกันผลิตบุคลากรเฉพาะทางด้านระบบราง 34 สาขา (majors) มีนักเรียนทุกระดับชั้นปีรวมกันมากกว่า 1.2 หมื่นคน (เฉลี่ยชั้นปีละ 4,000 คน) มีบุคลากรต่างๆ 687 คน (เฉพาะอาจารย์ 357 ท่าน) อัตราการได้งานทำ 95% ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันผลิตบุคลากรป้อนเข้าสู่ตลาดไปแล้วมากกว่า 8 หมื่นคน

เมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้เคยศึกษาวิจัยเรื่องความต้องการและแนวทางการพัฒนากำลังคนด้านปฏิบัติการระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในขณะนั้นนอกจากระบบรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว ประเทศไทยเพิ่งจะมีระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเปิดให้บริการ 2 เส้นทาง คือ BTS และ MRT (ไม่รวมส่วนต่อขยาย) โดยผู้ให้บริการทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องพัฒนาบุคลากรด้วยตัวเอง เนื่องจากยังไม่มีแผนการจัดตั้งสถาบันการศึกษาด้านระบบรางโดยตรง ผลการศึกษาในขณะนั้น สรุปว่าบุคลากรด้านปฏิบัติการในระบบรถไฟฟ้าฯ ออกได้เป็น 4 กลุ่ม

คือ กลุ่มพนักงานขับรถ กลุ่มพนักงานประจำสถานี กลุ่มพนักงานควบคุมการเดินรถ และกลุ่มพนักงานซ่อมบำรุง ซึ่งปริมาณความต้องการใช้บุคลากรเหล่านี้แปรตามปัจจัยแวดล้อมหลายประการ อาทิ จำนวนและขนาดสถานี ระยะทาง จำนวนรถ การจัดเตรียมบุคลากรให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใน ระยะยาวจึงมีความสำคัญ แต่ก็ต้องบริหารความเสี่ยงในเงื่อนไขการเกิดขึ้นของโครงการที่อาจล่าช้า ไม่สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเส้นทาง การมีหลักสูตรตายตัวก็อาจทำให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาในจังหวะ ที่โครงการล้าช้าตกงานได้ ในระยะสั้นจึงมีข้อเสนอ 3 ประการ คือ (ก) เสนอให้มีการจัดโครงการฝึก อบรมร่วมระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและองค์การที่ดำเนินการด้านการขนส่งทางรางในการพัฒนา กำลังคน (กลายมาเป็นหลักสูตร วศร.ของ สวทช. ในปัจจุบัน) (ข) การจัดให้มีการศึกษาวิชาโทด้านการขนส่งทางรางในสถาบันการศึกษา (หลายสถาบันการศึกษาได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน) และ (ค) การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนากำลังคนด้านการขนส่งระบบรางโดยตรง (ปัจจุบัน คือ โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางแห่งชาติ ของ สวทช.) เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี แนวทางที่ได้เคยเสนอไว้ก็ยังคงค่อยๆ เกิดขึ้นแบบช้าๆ เปรียบเทียบกับจีนซึ่งมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ประเทศไทยกำลังต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และการวางแผนบูรณาการความต้องการใช้ระบบรางกับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนแผนการพัฒนาบุคลากรที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมครับ n

การสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 12:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533022

การสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานี

โดย…ส.สต

เมื่อกรุงศรีอยุธยา ถูกกองทัพพม่ายึด และเผาทำลายเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2310 นับเป็นการเสียกรุงให้พม่าเป็นครั้งที่ 2 (กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2112 เหตุเพราะพระยาจักรีเป็นไส้ศึก) ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะตกอยู่ในอำนาจพม่านั้น พระเจ้าตากพร้อมสมัครพรรคพวกได้ออกจากกรุงศรีอยุธยาไปทางตะวันออก ผ่านปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราชลบุรี ระยอง แต่กว่าจะผ่านแต่ละเมืองไปถึงเมืองจันทบุรีก็มิใช่เรื่องง่ายๆ เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร พระเจ้าตากจึงต้องใช้กำลังปราบปรามเรื่อยไป จนถึงเมืองจันทบุรีและตั้งหลักเพื่อรวบรวมกำลังพลที่นั่น เมื่อรวบรวมผู้คนและเสบียงอาหารได้แล้ว ก็จัดกำลังกองทัพเรือมาทางปากน้ำ เพื่อขับไล่พม่า ทำการสู้รบจนสามารถยึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2310 หรือเพียง 7 เดือน ที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ในอำนาจของพม่า

หนังสือเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ธนาคารกสิกรไทย พิมพ์แจกจ่ายเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2548 ได้เล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับวีรบุรุษของชาติไทยให้อ่านด้วยความภูมิใจอย่างย่อๆ แล้วได้กล่าวถึงการตั้งราชธานี ว่า

เมื่อพระเจ้าตากถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศ แล้วทรงมีพระประสงค์ที่จะปฏิสังขรณ์พระนครเพื่อตั้งเป็นเอกราช ดังเดิม จึงขึ้นช้างตรวจตราดูสภาพกรุงศรีอยุธยา เห็นว่าถูกเผาทำลายไปเป็นอันมาก ที่ยังดีอยู่ก็มีน้อย จึงสังเวชสลดใจ แต่แล้วในคืนหนึ่งขณะที่ประทับแรม ณ พระที่นั่งทรงปืน ภายในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตากทรงพระสุบินนิมิตไปว่า พระมหากษัตริย์แต่ก่อนมา ขับไล่ไม่ให้อยู่ รุ่งเช้าจึงตรัสเล่าให้ขุนนางทั้งปวงฟัง เราคิดสังเวชเห็นว่าบ้านเมืองจะรกร้างเป็นป่า จะมาช่วยปฏิสังขรณ์ ทำนุบำรุง ให้ดีดังเก่า เมื่อเจ้าของเดิมยังหวงแหนอยู่ เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีอยู่เถิด

ดังนั้น พระเจ้าตากจึงอพยพผู้คนลงมาทางชลมารค เพื่อตั้งราชธานีที่เมืองธนบุรี พร้อมทั้งตั้งสัตยาธิษฐานว่ารุ่งแจ้งที่ใดจะสร้างวัดที่นั่น และมารุ่งอรุณที่วัดมะกอก ซึ่งเป็นวัดเดิมที่มีอยู่แล้ว พระเจ้าตากจึงเปลี่ยนชื่อจากวัดมะกอกเป็นวัดแจ้ง (รัชกาลที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็นวัดอรุณราชธาราราม ถึงรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนเป็น วัดอรุณราชวราราม จนถึงปัจจุบัน)

ส่วนเหตุผลที่เลือกเมืองธนบุรี ไม่เลือกอยุธยา ก็เนื่องจาก 1.ธนบุรีมีขนาดเหมาะแก่กำลังของพระองค์ในเวลานั้น เพราะแวดล้อมด้วยที่ราบรื่นซึ่งเป็นเลนและโคลนตม ทำให้ป้องกันข้าศึกได้ดี ทั้งอยู่ใกล้ทะเลมีทางหนีทีไล่ที่ดีกว่าเมืองอื่นๆ พร้อมทั้งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและพืชพันธ์ุธัญญาหาร เป็นที่ดอนน้ำท่วมถึงได้ยาก

2.เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ กำลังพลที่อยู่ในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาเมืองให้อยู่ได้

3.ไปมาค้าขายกับนานาประเทศไม่ว่าใกล้หรือไกลได้สะดวกกว่า

4.ยามหัวเมืองฝ่ายเหนือก่อการกบฏสามารถปิดปากน้ำได้ง่ายทั้งทางบกและทางเรือ ป้องกันมิให้กบฏซื้อหาอาวุธและสินค้า จำเป็นได้

5.กรุงธนบุรีมีป้อมวิชัยประสิทธิ์ ที่มั่นคง แข็งแรงและยังคงใช้ได้พร้อมสรรพ

พระเจ้าตากทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง และ พระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน นพศก จุลศักราช 1129 ตรงกับวันที่ 28 ธ.ค. 2311 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ ที่ 8 หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 แต่ขุนนาง ไพร่ฟ้าราษฎรนิยมเรียกพระองค์ท่านว่า “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสิน” ขณะที่มีพระชนม พรรษาได้ 33 พรรษา กรุงธนบุรี มีอายุเพียง 15 ปี เมื่อมีกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาแทน ในวันที่ 6 เม.ย. 2325

ให้เปลี่ยนชื่อวัดอินทาราม เป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 12:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533052

ให้เปลี่ยนชื่อวัดอินทาราม เป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

โดย…ส.สต

จากการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ทำการฉลอง 250 ปี แห่งการสถาปนากรุงธนบุรี เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560-28 ธ.ค. 2561 นั้น ผู้เขียนจึงไปวัดอินทาราม เพื่อหาข้อมูลประกอบงานฉลอง เพราะวัดแห่งนี้มีวัตถุสถานหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบกับวัดนี้มีศักดิ์และฐานะสูงเป็นถึงพระอารามหลวงชั้นเอกอุ นอกจากนั้นยังมีพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิและราชูปโภคขององค์มหาราชพระองค์นั้นตั้งอยู่ด้วย

ปัจจุบันวัดอินทาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดบางยี่เรือนอก และวัดสวนพลู หรือวัดบางยี่เรือไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหมด แล้วได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ พระองค์เสด็จมาทรงศีล ปฏิบัติกรรมฐาน วัดนี้จึงเป็นวัดใหญ่และมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งในสมัยนั้น

วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งพระเมรุเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชมารดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นที่ฝังและพระราชทานเพลิงศพองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากสวรรคตในปี 2325 ปัจจุบันมีพระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิและพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิอัครมเหสี ตั้งอยู่เคียงคู่กัน

เมื่อเปลี่ยนรัชกาล และที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ วัดนี้ยังมีฐานะเป็นพระอารามหลวงอยู่ตลอดรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะว่ามีพระราชาคณะครองวัดถึง 3 รูป แต่หลังจากนั้นก็ขาดการปฏิสังขรณ์ จึงชำรุดทรุดโทรมตามลำดับ ลุถึงสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ได้บูรณะขึ้นใหม่ จากนั้นน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ 3 แต่ฐานะของวัดลดลง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี พร้อมทั้งได้รับพระราชทานนามว่า วัดอินทาราม ที่กล่าวมานี้เป็นข้อมูลบางส่วน ที่ กทม.ทำมาติดไว้ที่ถนนเทอดไท

 

เมื่อผู้เขียนเข้าไปที่เขตพุทธาวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งพระอุโบสถขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรม สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีรูปลักษณ์พิเศษ เรียกกันว่า พระอุโบสถตกท้องสำเภา หมายถึงพระอุโบสถที่ส่วนฐานของอาคารเป็นรูปทรงอ่อนโค้ง ในบริเวณพระอุโบสถนั้นขนาบด้วยพระวิหารทั้งสองด้าน

ด้านพระอุโบสถที่ติดกับคลองบางกอกใหญ่ มีใบเสมาโบราณขนาดใหญ่ อายุอาจถึงยุคสุโขทัย ตั้งอยู่ ถัดไปเป็นพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ส่วนด้านที่ติดกับถนนเทอดไทมีพระเจดีย์ 3 องค์ และลักษณะพระปรางค์อีก 2 องค์ตั้งอยู่

ถัดจากบริเวณที่ตั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ที่กล่าวแล้ว เป็นที่เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้แก่ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่ง กทม.ให้ข้อมูลว่า เป็น 1 ใน 4 ศาลขนาดใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฝั่งธนบุรี ที่จะมีผู้คนมาสักการะเป็นจำนวนมาก ในวันเสาร์-อาทิตย์ เทศกาลตรุษจีน วันงานประจำปีของวัด วันที่ 10-19 มี.ค.  และวันที่ 28 ธ.ค.ของทุกปี (วันปราบดาภิเษก) กลุ่มคนที่มาสักการะมากที่สุด จะเป็นคนเชื้อสายจีน

ข้อมูลของ กทม.ยังกล่าวต่อว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสวรรคตไปแล้วกว่า 200 ปี แต่ในความรู้สึกของชาวไทย พระองค์มิได้สูญหายไป เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากพระมหากษัตริย์ยอดนักรบผู้กู้ชาติ มาเป็นองค์ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาบ้านเมือง พระองค์คือวีรบุรุษของชาติ พระองค์เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเสียสละที่ได้กอบกู้บ้านเมือง ดังนั้นศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงเป็นเสมือนที่พึ่งทางใจแก่ปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะผู้คนย่านฝั่งธนบุรี

ด้านหน้าศาลนั้น เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ย่อมุมไม้ 12 จำนวน 2 องค์ ซึ่งองค์ซ้ายมือ เมื่อหันหน้าเข้าหาศาล หันหลังให้คลองบางกอกใหญ่ คือ พระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหารช องค์ที่คู่กันทางขวามือ เป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิอัครมเหสี ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

ที่กล่าวมานี้ คือ วัตถุโบราณ รวมทั้งพระแท่นบรรทม ตั้งอยู่ในศาลที่เกี่ยวข้องกับวีรบุรุษชาวไทยที่สามารถเห็นได้ในปัจจุบัน

เมื่อทอดตาไปตามคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ทางน้ำในอดีต ก็มีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า ภาครัฐนำโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ควรจะทำการเทิดพระเกียรติยศของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้ระบือไกลยิ่งขึ้น โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อวัดอินทารามใหม่ ว่า วัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทั้งนี้นอกจากเทิดพระเกียรติวีรบุรุษของชาติแล้ว ยังเป็นการเทิดทูนสถาบันไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมแบบยั่งยืนด้วย

เหตุผลที่สนับสนุนในการเปลี่ยนชื่อ คือ อินทาราม เป็นชื่อใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 การจะหาเหตุผลมาอ้างว่าเพราะอะไรจึงพระราชทานนามนั้นหาได้ยาก นอกข้อมูลจากหนังสือ ธนบุรีนี้มีอดีต โดย ป.บุนนาค ที่อ้างหนังสือศิลปกรรมในกรุงเทพมหานคร ของ น.ณ ปากน้ำ อีกทอดหนึ่งว่า ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช มีเจ้าอาวาสของวัดรูปหนึ่ง ทรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี ต่อมาลาสิกขา เพราะต้องอธิกรณ์ว่าทำเมถุนกรรมทางเว็จมรรคกับศิษย์ แต่เป็นคนมีความรู้ความสามารถสูง จึงให้นายอิน พรหมมุนี เป็นหลวงธรรมาธิบดี เจ้ากรมสังฆการีซ้าย พระราชทานภรรยาหลวงราชมนตรีผู้ถึงแก่กรรมให้เป็นภรรยาทั้งสองคน

ดังนั้น คำว่า อินทาราม จึงสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากชื่อนายอิน พรหมมุนี ก็ได้ (ควาเห็นของผู้เขียน) ข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อวัด ถ้าได้รับการสนับสนุนจากนักประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม ย่อมจะได้ชื่อว่าเป็นการฉลอง 250 ปี การสถาปนากรุงธนบุรี อย่างมีความหมาย และเป็นการเทิดพระเกียรติมหาราช ผู้ทรงเป็นวีรบุรุษชาติไทย อย่างยิ่งใหญ่สืบไปชั่วกัลปาวสาน

พลภัทร – ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ‘ฉลามสองตัวในสระเดียวกัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 15:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532957

พลภัทร - ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ‘ฉลามสองตัวในสระเดียวกัน’

โดย…ปอย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 “เปิดโรงเรียนสอนว่ายน้ำเด็ก เพื่อต้องการลดอัตราการเสียชีวิตในเด็กที่เกิดจากการจมน้ำ”

นับเป็นความตั้งใจของสองสามีภรรยาคู่คิดธุรกิจ “แฟรงค์” พลภัทร นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ “นิว” ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง กรรมการผู้จัดการ Baby Swimming Thailand สร้างสรรค์ธุรกิจจากความผูกพันของครอบครัว เปิดหลักสูตรสำหรับสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก

พัฒนาหลักสูตรและเปิดเป็นศูนย์สอนว่ายน้ำ มาตรฐาน ISO 9001:2015 ด้านการออกแบบพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และการบริหารจัดการคุณภาพการให้บริการศูนย์การเรียนการสอนว่ายน้ำเด็ก (Curriculum Design, Development and Service Quality Management of Children’s Swim Center) โดยมีพิธีรับใบรับรองอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

เบบี้ สวิมมิ่ง เป็นศูนย์ว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก อายุ 4 เดือน-6 ขวบ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 พลภัทรและณัฏฐ์วิภา บอกสอดคล้องมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เมื่อมีลูกจึงเริ่มคิดถึงความมั่นคงในการสร้างครอบครัว จากพนักงานบริษัทชั้นนำที่ทั้งคู่ทำเป็นพนักงานประจำ จึงตัดสินใจลาออกอย่างไม่คิดมากเลย ออกมาสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยมีพื้นฐานนึกถึงความปลอดภัยรู้ซึ้งหัวอกคนมีลูก

คิดหลักสูตรศูนย์ว่ายน้ำทารก อายุ 4 เดือนขึ้นไป จนถึงเด็กเล็ก 6 ขวบ นับเป็นแนวคิดคู่ธุรกิจคุณพ่อคุณแม่ที่รู้ลึกรู้จริง

คนละสายบรรจบมาพบกัน

ฝ่ายชาย แฟรงค์ พลภัทร ผันตัวจากหนุ่มวิศวกร หลังจบปริญญาเอกด้านบริหารงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา ได้เลือกมาลุยวงการอสังหาริมทรัพย์ การทำงานมีหลักการคิดเป็นระบบระเบียบ

ส่วนฝ่ายหญิง นิว ณัฏฐ์วิภา บุคลิกอ่อนหวานมีรอยยิ้มติดใบหน้าเสมอ หลังจบปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น คร่ำหวอดวงการธนาคาร ดูแลสินเชื่อให้บริษัทขนาดใหญ่

“ตอนกลับมาจากสหรัฐ ผมทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มาเลเซีย 2 ปี แล้วไปต่อสกอตแลนด์ 4 ปี ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วนะครับ เพราะถ้าอยู่ต่ออีก 1 ปี ก็จะได้เป็นซิติเซ็นหรือพลเมืองของเขา แต่ถ้าไม่กลับก็คงไม่ได้กลับมาถิ่นกำเนิดอีกแล้ว ผมจึงตัดสินใจกลับบ้าน กลับเมืองไทยอย่างถาวร

ส่วนภรรยาต้องบอกว่าคนละฟากกับผมเลยครับ น้องนิวได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนทางด้านภาษาญี่ปุ่น ก็เรียกว่าไม่น่าจะได้มาประสบพบเจอกันสักเท่าไร ผมมาทางสายวิศวะเรื่องการคำนวณโครงการก่อสร้างหนัก และเป็นเรื่องในวงการศึกษา เพราะผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ส่วนนิวจบปริญญาโทสายภาษาศาสตร์ ก็จะเป็นอีกด้านเติมเต็มให้ธุรกิจของเราได้เริ่มต้นขึ้น

เราทั้งคู่ชอบทำธุรกิจ แรงบันดาลใจก็มาจากเมื่อเรามีลูก แล้วพาเขาลงสระว่ายน้ำ เขาชอบน้ำมีความสุขมาก และเป็นกิจกรรมที่พ่อแม่ลูกใช้เวลาร่วมกันได้ แล้วเรียกว่านี่คือโรงเรียนห้องแรกของลูกเลยก็ว่าได้ครับ เด็ก 4 เดือน ก็ลงสระว่ายน้ำได้แล้ว และเห็นผล เด็กๆ มาเรียน ก็ว่ายน้ำเป็นทุกคน พ่อแม่ลูกก็ต้องลงสระด้วยกัน

ธุรกิจที่ทำมีประโยชน์กับสังคม ผมมีแนวคิดว่าแต่ละปีมีสถิติเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำ ตั้งแต่ 0-5 ขวบ และไม่เฉพาะประเทศไทยนะครับ แต่ทั่วโลก เราสอนให้เด็กว่ายน้ำได้ก็มีความสุข ผมเริ่มค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มีประเทศอะไรในโลกบ้าง ที่มีโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารก และเด็กเล็กที่มีชื่อเสียง

ผมได้รายชื่อประเทศทั้งสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย ผมกับภรรยามาตัดสินเลือกไปออสเตรเลีย ทีมคุณครูของเราก็เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์การสอนว่ายน้ำเด็กเล็กโดยตรง และได้รับประกาศนียบัตรจาก Australian Swimming Coaches & Teachers Association (ASCTA) พัฒนาโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็ก เป็นสระน้ำอุ่นในร่ม ระบบน้ำเกลือบำบัด ออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากล”

พลภัทร บอกว่า เรื่องวิชาการเป็นหน้าที่ของเขาเลย ส่วนรายละเอียดต่างๆ เช่น การตั้งชื่อคอร์สน่ารัก สำหรับเด็กวัย 4-12 เดือน “คอร์ส Starfish”  “คอร์ส Nemo” 1-2 ปี “คอร์ส Dolphin” 2-3 เดือน “คอร์ส Shark” 3-6 เดือน ชื่อน่ารักแบบนี้ต้องเป็นหน้าที่คุณแม่ นิว ณัฏฐ์วิภา ตั้งชื่อคอร์สได้น่ารักน่าชังแบบนี้ โดยแบ่งตามอายุ และซอยย่อยตามพัฒนาการ ทั้งคู่ช่วยกันคิดและจดลิขสิทธิ์ไว้เรียบร้อย

แบ่งหน้าที่ “ศาสตร์และศิลป์”

น้องนีโมตัวเล็ก ขึ้นจากสระกลับบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ณัฏฐ์วิภา บอกว่า การตั้งชื่อปลา เด็กๆ รู้สึกสนุกสนานกันแล้ว ยังทำให้เด็กอยากพัฒนาฝีมือการว่ายเป็นปลาตัวใหญ่กว่าเดิม เสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์

อาจมีคำกล่าวที่ว่า…สามีภรรยาไม่ควรทำธุรกิจร่วมกัน เพราะเปรียบไปคือลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันง่าย แต่ไม่ใช่สำหรับนักธุรกิจคู่นี้ ที่ใช้ความต่างมาเป็นส่วนเติมเต็ม กลายเป็นความลงตัวอย่างที่สุด

“หน้าบ้านเป็นหน้าที่ของนิวค่ะ ส่วนหลังบ้านเป็นหน้าที่ของพี่แฟรงค์ ซึ่งก็พร้อมเรื่องการบริหาร และขยายกิจการที่ในระบบแฟรนไชส์ มาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งก็แนวการบริหารจัดการไว้ดีมาก

การแบ่งหน้าที่ชัดเจนไม่เคยทะเลาะกันค่ะ อาจมีความขัดแย้งกันบ้างก็ไม่รุนแรง เพราะงานก็หนักมากจนไม่มีเวลามีเรื่องขัดใจอะไรกันก็ได้ค่ะ (หัวเราะ)

โชคดีที่มีพี่แฟรงค์เป็นคู่คิดธุรกิจ เขามีประสบการณ์เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาก่อน ก็จะรับผิดชอบด้านการเขียนหลักสูตร ศึกษาจากตำราต่างๆ แล้วประมวลผล ใช้ปากกาเขียนเป็นข้อๆ ออกมาเลยค่ะ เขาทำงานละเอียดมาก มีการวางแผน ลงมือทำว่าสามารถเป็นไปได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และลงมือปฏิบัติต่อไป

พี่แฟรงค์กับนิวไปเรียนวิธีการเรียน การสอน ที่ออสเตรเลีย ซึ่งก็จะสอนเพียงภาพใหญ่คือการเคลื่อนที่ในน้ำ ว่ายน้ำ ดำน้ำ หลักการเซฟตี้เมื่ออยู่ในน้ำ แต่เขาไม่ได้ขยายรายละเอียดว่าสัปดาห์แรกควรเริ่มสอนอะไร สัปดาห์ต่อไปควรเรียนต่ออะไร

การที่เขาเป็นวิศวกร ก็มีโลจิกหลักการคิดเป็นระบบเป็นขั้นตอน ส่วนนิวก็รับผิดชอบด้านงานศิลปะ เด็กๆ ทำกิจกรรมก็ต้องมีเพลงประกอบ นิวเรียนทางด้านภาษาก็ชอบแต่งกลอน แต่งเพลง เด็กๆ ลงน้ำ น้องพริม 4 ขวบ ลูกสาวคนแรกชอบลงน้ำตั้งแต่เด็กๆ ก็พาลูกลงน้ำตั้งแต่ 4 เดือน พาลงน้ำตามทฤษฎีที่เราไปศึกษามา คือ ช่วงวัยที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นได้ดีที่สุด เป็นรีเฟล็กซ์ (Reflex) เป็นวัยที่เด็กจดจำสัญชาตญาณการอยู่ในน้ำคร่ำ ตอนอยู่ในครรภ์คุณแม่ได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กวัยแรกเกิด-4 เดือน ดำน้ำได้ วิธีกลั้นหายใจอย่างไร แต่หลังจากนี้ความจดจำนี้เริ่มหายไป เวลาช่วง 4 เดือนจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ เราก็ช่วยกันศึกษาจากตำราต่างๆ หลายเล่มมากค่ะ จนความรู้แน่น มั่นใจว่าจะเปิดสอนเด็กๆ ได้ค่ะ”

ณัฏฐ์วิภา บอกพร้อมรอยยิ้มเป็นบุคลิกคุณแม่ใจดี ว่าเป็นการแมตชิ่งที่สุดลงตัว แบ่งหน้าที่ศาสตร์และศิลป์อย่างชัดเจน ในมหกรรมงานกีฬาว่ายน้ำทารกและเด็กเล็กครั้งแรกในประเทศไทย “เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ เกมส์” มีทารกและเด็กเล็กเข้าร่วมแข่งขัน ได้รับการจดบันทึกอย่างเป็นทางการใน “บันทึกไทย” (Thailand Book of Records) ซึ่งจัดติดต่อมาเป็นปีที่ 2 แล้ว คุณแม่นิวเป็นฝ่ายครีเอทเรื่องความสนุกสนาน ส่วนคุณพ่อแฟรงค์กำหนดเรื่องการแข่งขัน กฎ กติกาต่างๆ

“นอกจากเรื่องธุรกิจ ความที่เราเป็นพ่อแม่ก็สนุกกับการเรียนรู้ด้วยค่ะ คือ การเรียนรู้ที่ออสเตรเลีย มีการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยกริฟฟิท เช่น เรื่องเด็กว่ายน้ำเป็น เมื่อเทียบกับเด็กว่ายน้ำไม่เป็น ส่งผลในเรี่องประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตได้ต่างกันมาก สิ่งแรกคือความมั่นใจในตัวเองหรือสุขภาพ การใช้ชีวิตเด็กว่ายน้ำเป็นทรงตัวได้ดีกว่า ขี่จักรยานได้ดีกว่า หรือไปเรียนคณิตศาสตร์ก็จะมีไอคิวที่ดีกว่า ประโยชน์เยอะมากกว่าการเห็นลูกว่ายน้ำ ดำน้ำได้

ธุรกิจนี้คือการบริการ นิวได้วิชามาจากญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องงานบริการอยู่แล้ว ก็มีคำชมเยอะค่ะ ทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์ ชมว่าทำไมพนักงานที่นี่ทำงานเหมือนเจ้าของเลย เราก็แค่เข้าใจเขาว่าต้องการอะไร แค่นี้พนักงานก็ทำงานด้วยใจแล้วค่ะ”

ธุรกิจลงตัวราบรื่น ลบคำกล่าวที่ว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ถ้าจะพลิกแพลงเป็นคำน่ารักๆ สักนิดว่า…ฉลามสองตัวในสระเดียวกัน ก็เหมาะกับธุรกิจศูนย์ว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก ที่กำลังไปได้สวย

หมอนกับท่านอนที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532302

หมอนกับท่านอนที่ใช่

เรื่อง แมงโก้หวาน ภาพ อีพีเอ

ว่าด้วยเรื่องการนอนและท่านอนของคนเราก็แปลกแตกต่างกันอยู่ บางคนชอบนอนคว่ำหน้า แม้ตอนแรกจะนอนท่าไหน แต่สุดท้ายพอหลับแล้วกลับอยู่ในท่านอนคว่ำ บางคนชอบนอนตะแคง บางคนชอบนอนหงาย บางคนไม่ชอบนอนหนุนหมอนซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน

กระนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบนอนท่าไหน ชอบนอนหนุนหมอน หรือไม่ชอบหนุนหมอน วันนี้มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับท่านอนและหมอนที่ใช่กับท่านอนมาฝาก รับรองว่าดีต่อสุขภาพของทุกคน

นพ.วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี บอกว่า แม้ไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืด หรือหดตัวค้างไว้นานๆ

“การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน” คุณหมอพูดถึงการนอนที่เหมาะสมของคนเรา

ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ 3 ท่านอน ดังนี้

     ท่านอนหงาย : เป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงต้องไม่แข็งเกินไปเพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar Spinal Stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (Fetal Position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ขณะที่การเลือกหมอน ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คอ อยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี หมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอน หงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุดจึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพาราที่ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

     ท่านอนตะแคง : แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านี้ไม่แนะนำผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำ ควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

     ท่านอนคว่ำ : จริงๆ แล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำ เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็นอันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงาย หรือนอนตะแคงแทน

คุณหมอแนะนำอีกว่า ชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากที่สุด

 ด้าน เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอล มาร์เก็ตติ้ง ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป อธิบายถึงการเลือกหมอนที่เหมาะสมว่า ต้องคำนึงถึงวัสดุที่อำนวยให้ท่านอนแต่ละท่าหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาจะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า พร้อมได้แบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท

     หมอนเมมโมรี่โฟม : ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลัง ให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

     หมอนยางพารา : มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้าเพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลังขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และด้วยโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุนจึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบาย

     หมอนใยสังเคราะห์ : คุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคอตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย n

กินข้าวบรรเทาเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 12:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532466

กินข้าวบรรเทาเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล

เรื่อง สมแขก

ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์     นอกจากข้าวไทยจะอร่อยติดอันดับโลกแล้ว ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าที่หลากหลายทั้งด้านภูมิปัญญาและโภชนาการ กลุ่มข้าวที่ให้พลังงานสูงเหมาะกับนักกีฬา คือ ข้าวหอมนิลเชียงราย และข้าวหอมมะลิมันปู มีกลุ่มข้าวที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว และข้าวกล้องงอกหอมมะลิแดง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข้าวพันธุ์ธรรมดา 31 เท่า กลุ่มข้าวที่มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับกินป้องกันเบาหวาน ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด เช่น ข้าวสินเหล็ก หอมนิล กข 43 และก่ำพะเยา

เริ่มจากทำความรู้จักกับข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดสีม่วงดำ เมื่อวิเคราะห์ปริมาณสีของเมล็ด สีม่วงดำประกอบไปด้วย สีม่วงเข้ม (Cyanidin) สีชมพูอ่อน (Peonidin) และสีน้ำตาล (Procyanidin) ผสมกัน ซึ่งสีที่เห็นนั่นเป็นสารประกอบกลุ่ม Flavonoid ที่เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ประกอบไปด้วย สาร Cyanidin กับสาร Peonidin สารโปรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidin) ประกอบด้วย สาร Procyanidin ซึ่งสารดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นสาร Antioxidant ที่ทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระแล้วช่วยทำให้กลไกการทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปกติ

สารแอนโทไซยานิน มีรายงานวิจัยพบว่า สามารถช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจและสมอง บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นเวลามองตอนกลางคืน สีม่วงเข้มจากข้าวหอมนิลมีประสิทธิภาพในการแอนติออกซิเดชั่น (Antioxidation) ได้ดีกว่าวิตามินอีหลายเท่า และยังยับยั้งการเจริญเติบโตของ Epidermal Growth Factor Receptor ในเซลล์มะเร็ง สารโปรแอนโทไซยานิดิน หรือเรียกว่า สาร Condensed Tannins มีรายงานวิจัยพบว่า สารโปรแอนโทไซยานิดิน ทำการแอนติออกซิเดชั่นได้ดีกว่าวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน (ฺBeta-Carotene) สารโปรแอนโทไซยานิดิน ยังไปจับกับอนุภาคของกัมมันตภาพรังสีทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ยังยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด กระเพาะอาหาร และเม็ดเลือดขาว

นอกจากข้าวหอมนิลแล้ว ข้าวอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติคล้ายกันก็คือ ก่ำพะเยา เนื่องจากสีของข้าวมีสีม่วงเข้ม เช่นกัน สรรพคุณของก่ำพะเยาเป็นการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับของ HDL ในเลือด และยังมีผลต่อการทำงานของ ต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลินของคนเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ต้านการหืนของไขมันในรำข้าวและนมผงไขมันเต็ม

     ขณะที่ ข้าวสินเหล็ก เป็นข้าวที่เปี่ยมด้วยธาตุเหล็กสูง มีดัชนีน้ำตาลในระดับปานกลางถึงต่ำ เมื่อนำมาทดลองบริโภคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ทำให้สภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลง การทำงานของตับอ่อนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ค่าเฉลี่ยของไตรกลีเซอไรด์ลดลง นอกจากนี้ยังมีใยอาหารสูงมาก ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้ ดัชนีน้ำตาล ปานกลาง ข้าวกล้อง 58 ข้าวขัด 72

     ข้าวเจ้าหอมนุ่ม พันธุ์ กข 43 มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคไตที่ ไม่สามารถรับประทานข้าวกล้องได้ รวมถึงผู้ที่ต้องการ คุมน้ำหนักด้วย ดัชนีน้ำตาล 57.5 และข้าวชื่อเก๋อย่าง ข้าวลืมผัว มีวิตามินอี (อัลฟา-โทโคฟีรอล) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดคอเลสเตอรอล ปริมาณ 16.83 มก./กก. แกมมา-โอไรซานอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปริมาณ 508.09 มก./กก. คุณค่าต่อมาคือ โอเมก้า-6 ซึ่งบรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สูงถึง 1,160.08 มก./100 กก. และโอเมก้า-9 ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน และช่วยลดความอ้วนสูงถึง 1,146.41 มก./100 กก.

หากคุณรู้ถึงชนิดและคุณค่าของข้าวไทยอย่างลึกซึ้งแล้ว ต่อไปก็จะสามารถกินข้าวที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นอะไร ข้าวก็ไม่ใช่ผู้ร้ายอีกต่อไปแล้ว n

เทรนด์สีปีหน้า อัลตราไวโอเลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532478

เทรนด์สีปีหน้า อัลตราไวโอเลต

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีเทรนด์ มีกระแสที่หมุนเปลี่ยนเวียนวนกันไป โลกที่ถูกรายล้อมด้วยผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มเติมพลังให้กับเรา โดยเฉพาะสีที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สดใส เปี่ยมสุข ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจ

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสีอย่างเว็บไซต์ Pantone.com ออกมาเปิดเผย เฉดสีที่เหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังจะเลือกใช้ในคอลเลกชั่น Spring/Summer 2018 โดยเฉพาะที่ New York Fashion Week ซึ่งแต่ละสีต่างมีความโดดเด่นและสดใสเฉพาะตัว

วันนี้ Pantone ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Color of the Year 2018 โดยปีนี้สีที่ครองตำแหน่งคือ “Ultra Violet” หรือ Pantone 18-3838 โดยทาง Pantone เผยว่า สี Ultra Violet สื่อถึงการมีความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ การใช้จินตนาการ ความฉลาด การมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคต และสร้างแรงบันดาลใจ

The enigmatic color เผยว่า สี Ultra Violet หมายถึงท้องฟ้ากว้างใหญ่และไร้ขอบเขต สีนี้ยังชวนให้นึกถึงความลึกลับของจักรวาล และการค้นพบโลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ นำสีไปใช้ได้หลากหลายอุตสาหกรรม

ลีอาทริซ ไอส์แมน Executive Director บริษัท Pantone Color Institute ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของวงการสีสันในสหรัฐนำเสนอแนวโน้มสีสันและการออกแบบสินค้าของใช้และตกแต่งครัวเรือน Color and Design Trend 2018 ของตลาดสหรัฐประจำปี ในระหว่างงานแสดงสินค้า International Home & Housewares Show ณ นครชิคาโก และได้กำหนดเทรนด์สีสัน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าของใช้และตกแต่งบ้านว่าสีม่วงเป็นสีที่มาแรงของปี 2018

ทางด้านทีมดีไซน์ โซลูชั่น ดีพาร์ทเมนท์ บริษัท แสนสิริ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เทรนด์สีปีหน้าที่จะนำมาใช้นั้นคือสีม่วงเป็นพื้นฐาน เพราะม่วงนำมาใช้ได้หลายเฉด มาใช้คู่กับดำ ขาว เทา เงิน หรือสีคู่ตรงข้ามอย่างเหลือง และอย่างน้อย 2 โครงการของแสนสิริที่สุขุมวิทและเพชรเกษมก็เริ่มนำสีม่วงมาใช้ โดยใช้เป็นสีพื้นแล้วนำสีอื่นมาแมตช์คู่กัน เช่น หินสีขาว ไม้สีเทาๆ เฟอร์นิเจอร์สีควันบุหรี่ สีม่วงผสมขาว ผสมนีออน ม่วงใส่เทา ม่วงใส่นม ม่วงใส่ขาว

“คือเราไม่ได้เอาม่วงเพียวๆ โดดๆ มาใช้ แต่ไปจับคู่กับสีอื่น เพราะการใช้สีม่วงจับคู่กับอะไรก็ไม่ได้ยาก ไม่มีถูก ไม่มีผิด ยิ่งผสมถูกคู่ยิ่งดูสวยทรงพลังดูลุ่มลึก ให้ความรู้สึกอบอุ่น มันจะดูพึ่งพาไว้ใจได้ มันเป็นสีที่ขลังทรงพลัง น่าค้นหา ถ้าเป็นผู้หญิงก็เปรียบเหมือนหญิงสาวที่มีประสบการณ์ผ่านโลก ผ่านชีวิตมาระดับหนึ่ง ไม่ใช่สาวๆ สดใสที่สวย แต่ไม่น่าค้นหาดูเบื่อง่าย (หัวเราะ)”

2-3 ปีที่ผ่านมา หลายโครงการของแสนสิริจะใช้สีเทา ควันบุหรี่ เน้นความแข็งแรงมั่นคงหนักแน่น มาปลายปีนี้เริ่มใช้สีม่วงเป็นเบส เพื่อจะตกแต่งโครงการที่จะเปิดปีหน้าเป็นโทนม่วง ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสนุกสดใส ร่าเริง แต่น่าค้นหา เป็นสีของความเท่แต่ยูนีค มีความเป็นเอกลักษณ์และเซ็กซี่ขึ้น แบบม่วงผสมนีออน เป็นการใช้สีที่กล้าจะสนุกมากขึ้น “หลังจากที่คนไทยใช้สีดำมา 1 ปีเต็ม ปีหน้าคงอยากจะใช้สีสนุกแรงๆ มากขึ้น แล้วสีม่วงก็เหมาะกับผิวสีแทนแบบคนไทยด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ดีไซเนอร์สุดเก๋อย่างแบรนด์วทานิกา โดย วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้าของแบรนด์ ให้ความเห็นว่า สีม่วงนั้นมีหลายเฉด ม่วงอมชมพู ม่วงอมน้ำเงิน ม่วงอมเทา ม่วงนีออน โดยเฉพาะสีม่วงอมน้ำเงินนั้นเป็นสีที่ดูโก้ ดูแพง แล้วสีม่วงเข้มๆ นั้นนอกจากสวยเรียบแต่โก้แล้ว ยังให้สวมใส่แล้วดูผอมด้วย ยิ่งไปแมตช์กับสีโทนเข้มยิ่งดูทรงพลังน่าเกรงขาม

“แฟชั่นไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรที่เป็นรูปแบบตายตัว เพราะแฟชั่นไม่มีข้อจำกัดอยู่แล้ว บางคนไม่กล้าใช้ม่วงเพียวก็อาจจะลดโทนด้วยการเอาสีชมพู เป็นม่วงอมชมพู หรือม่วงแมตช์กับเหลือง ยิ่งดูสวย เป็นคัทเลอร์บ็อกซ์เท่ๆ แนวซิลูเอ็ด เช่น หากใส่ชุดม่วงเหลือง ก็หากระเป๋า รองเท้าโทนเทาเงินวาวๆ ก็สวยไปอีก”

ส่วนที่กังวลกันว่าสีม่วงอาจจะใช้ยาก เพราะกลัวผิวคล้ำดูดำไม่ไบรต์นั้น เธอบอกว่าไม่จริง สีม่วงเหมาะกับผิวสองสี ผิวสีน้ำผึ้งออกสีแทนแบบคนไทยนั้นจะขับให้ดูผ่องขึ้นอีกด้วยทางด้าน โสภณวิชญ์ สุขสวัสดิ์ เจ้าของเพจครูคริส เมกอัพมือหนึ่ง (IG : Christ_Airbrush) ให้ข้อแนะนำว่า ความสวยและแฟชั่นเรื่องสีมีอิทธิพลสำหรับสาวๆ สายอินเทรนด์และวงการแฟชั่นมาก เนื่องจากแต่ละปีเทรนด์สีได้ถูกปรับเปลี่ยนกันไปตามค่านิยม สำหรับเทรนด์สีที่ฮิตฮอตมาแรงแซงทางโค้งสำหรับการแต่งหน้าปี 2018 ได้แก่ Violet สีม่วง นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นม่วงชัดๆ ม่วงแดง อมม่วง หรือม่วงค่อนข้างคล้ำ

ในความเป็นจริงแล้ว สีม่วงค่อนข้างให้ความรู้สึกลึกลับ ปราดเปรียว หรูหรา สง่างาม น่าค้นหา ดูเป็นอมตะ ที่สำคัญ สีม่วงยังให้แรงดึงดูดแก่ผู้คนที่พบเห็นให้ชะงัก สะดุดอยู่ตรงหน้าคุณๆ ได้เลย

อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสาวๆ ในไอเท็มนี้คือ ลิปสติก ซึ่งเป็นการเพิ่มสีสันในการแต่งหน้าให้สาวๆ ในฤดูกาลนี้ ให้สนุกสนานกันมากยิ่งขึ้น ไม่จำเจ ซ้ำซากน่าเบื่อ และเทรนด์สีก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกของสาวๆ และเชื่อว่าอีกหลายๆ คนที่ติดตามเกี่ยวกับโลกของเทรนด์แฟชั่นและบิวตี้ไอเท็มต่างๆ จะต้องไม่พลาดกับเทรนด์สี Violet นี้ ซึ่งถือว่าเป็นสีแห่งปี 2018

สีม่วง เป็นสีที่ผสมระหว่างสีน้ำเงินและสีแดง โดยปกติสีจะมีอยู่สองโทน คือสีโทนร้อนและสีโทนเย็น แต่สีม่วงเป็นสีที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีโทนร้อนและสีโทนเย็น ซึ่งนอกจากสีม่วงแล้วยังมีสีเหลืองอีกสีหนึ่งที่มีลักษณะดังกล่าว จึงสามารถเลือกใช้สีม่วงเข้าไปผสมผสานได้กับสีทั้งสองโทน เป็นสีคู่ตรงข้ามที่ใช้คู่กันแล้วจะทำให้ดูเก๋และโก้

“ในทางจิตใจแล้ว สีม่วงเป็นสีการดูแลและปลอบโยนช่วยให้จิตใจสงบและอดทนต่อความรู้สึกที่โศกเศร้าหรืสูญเสียที่มากระทบจิตใจและประสาท สีม่วงเฉดต่างๆ ยังช่วยสร้างสมดุลของจิตใจให้ฟื้นกลับมาจากภาวะตกต่ำหรือความเศร้าที่ครอบงำอยู่

สีครามจะเป็นสีที่มีพลังมาก เป็นสีที่ไปกระตุ้นสมองให้มีความฮึกเหิม กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณ สีครามเป็นสีที่เข้าไปครอบงำประสาทได้เป็นอย่างดี สีม่วงเป็นสีที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง การสื่อสารระดับลึกเข้าไปแทนที่และต่อสู้กับความกลัวและความตกใจ เข้าไปชำระล้างสิ่งที่รบกวนอยู่ในสมอง ซึ่งสีม่วงมักเข้าไปเชื่อมโยงกับสื่อแขนงอื่นๆ ทั้งศิลปะ ดนตรี และความลึกลับ เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกทางด้านความสวยงาม ปรัชญาขั้นสูง กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ

สีม่วงยังเป็นสีที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อที่ลึกลับทางจิตวิญญาณ เป็นสีที่มีเสน่ห์และทรงพลัง สีม่วงยังช่วยให้สมองของเราสงบ สามารถสร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ได้ดี” เขากล่าวทิ้งท้าย