ฟื้นเทศกาลข้าวใหม่ ในยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529929

ฟื้นเทศกาลข้าวใหม่ ในยุคใหม่

ศ.ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว ให้ข้อมูลว่า ในฝั่งคนไทยมีความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคล เชื่อในเรื่องขวัญดี ขวัญเข้มแข็ง ในช่วงปีใหม่หรืองานมงคลเราจึงมอบ “ของขวัญ” อันมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าคำว่า gift ของฝรั่ง ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “ให้” ความหมายของไทย คือ การเพิ่มพูนมิ่งขวัญ ความเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับ เป็นพื้นฐานของชีวิตคนไทย เราจึงเชื่อว่า “ข้าวมีขวัญ” มีความเป็นสิริมงคลในตัวเอง เห็นได้ว่าชาวนาไทยทำขวัญข้าวฤดูกาลละหลายๆ รอบ เช่น ตอนเริ่มปลูก ตอนข้าวตั้งท้อง ออกรวง ฯลฯ ข้าวจึงมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว หลังฤดูเก็บเกี่ยว ก่อนจะเฉลิมฉลองข้าวใหม่ซึ่งมีความหอมหวานอร่อยมากที่สุด เราต้องถวายข้าวใหม่ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระสงฆ์ก่อน นับว่าเป็นการเริ่มเทศกาลข้าวใหม่ แล้วจึงกินข้าวใหม่ในครอบครัวหรือชุมชน และมักจะหาฤกษ์งามยามดีและให้ผู้อาวุโสรับประทานก่อน

วิถีชีวิตผู้คนในสังคมเกษตรคือ ทำงานหนักมากในฤดูเพาะปลูก จับปลาหาผักหญ้า เลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์ เพื่อหาอยู่หากิน เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวก็จะถือเป็นฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งมักจะเกิดตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. ยาวไปถึงปีใหม่ ทุกสังคมทั่วโลกจึงมีเทศกาลเก็บเกี่ยว (Harvesting Festival) เทศกาลข้าวใหม่หรือผลผลิตใหม่ (New Corps Festival) เทศกาลขอบคุณพระเจ้า

 

 

“งานเทศกาลข้าวใหม่มีกิจกรรมสำคัญ 3 อย่าง คือ กินข้าวใหม่ด้วยตัวเอง กินกับเพื่อนมิตร หรือญาติ หรือครอบครัว ตักบาตรข้าวใหม่ 5 ธ.ค. หรือวันปีใหม่ และมอบของขวัญปีใหม่ด้วยข้าวใหม่”

ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งการเกษตรให้ความสำคัญในเรื่องการทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตคนไทย เพื่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ และวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงวาระแห่งการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว จึงถือเป็นโอกาสที่จะร่วมทำบุญตักบาตรด้วยข้าวใหม่ เพื่อเพิ่มพระกุศลบารมีของพระองค์และรำลึกถึงกษัตริย์แห่งการเกษตร พระผู้ยังคุณประเสริฐแก่ชาวไร่ชาวนาและพสกนิกรเกษตรกรไทย

การทำบุญตักบาตรข้าวใหม่ เป็นหนึ่งในกิจกรรมเทศกาลข้าวและการรื้อฟื้นวัฒนธรรมข้าวใหม่ เพราะคนไทยมีความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคล เชื่อในเรื่องขวัญข้าวที่มีความศักดิ์สิทธิ์ หลังฤดูเก็บเกี่ยวก่อนเฉลิมฉลองข้าวใหม่ ซึ่งมีความหอมหวานอร่อยมากที่สุด โดยวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีนำประชาชนร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ โดยพร้อมใจนำอาหารแห้งและข้าวใหม่ที่สิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาร่วมตักบาตร ถวายแด่พระภิกษุเพื่อความมงคล

“ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือช่วงเทศกาลข้าวใหม่ ประชาชนจึงต่างคัดสรรข้าวใหม่ที่มีคุณภาพอย่างข้าวหอมมะลิเกษตรอินทรีย์ กข.105 จากแปลงเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาตักบาตรพระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างสิริมงคลแห่งชีวิต ในวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีความหมายถึงการเริ่มต้นสิ่งดี สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต” อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ กล่าว

 

ศ.ธีรยุทธ ตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลข้าวใหม่เปรียบเสมือนเทศกาลต้อนรับสิ่งใหม่ นำมาซึ่งความปีติ ความหวังใหม่ ความปรารถนาดีต่อกันของผู้คนในสังคม ในเชิงเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดจากเรื่องของรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวนาซึ่งอยู่ในส่วนการผลิต โดยเฉพาะเกษตรกรที่ผลิตระบบอินทรีย์ การรื้อฟื้นสายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่มีความโดดเด่นเฉพาะ จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยตรง ทั้งนี้ผลจะปรากฏชัดมากขึ้นเมื่อเทศกาลนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“คนไทยมีการฉลองข้าวใหม่เอามาทำเป็นข้าวหลาม ข้าวจี่ และข้าวสารนำไปถวายวัด เรียกว่า บุญข้าวใหม่ ทานข้าวใหม่ ทางอีสานเรียก วันกุ้มข้าวใหญ่ คือเอาข้าวไปกองรวมกันเพื่อถวายวัด ไว้ช่วยคนจนหรือเป็นค่าใช้จ่ายวัด ฯ ประเพณีหลายอย่างยังทำกันอยู่ ข้าวใหม่เป็นสัญลักษณ์ที่สืบถึงความเป็นมิ่งขวัญ สิริมงคล ความอร่อย ความใหม่ที่สดชื่น เบิกบาน (เด็กท้องนาสมัยก่อนจะรอคอยฤดูกาลข้าวใหม่ด้วยใจจดจ่อ) และงานที่เกี่ยวข้องกับข้าวใหม่ ก็เสริมความสัมพันธ์ของชุมชน คนหนุ่มสาว ค่านิยมที่เคารพนับถือ พระสงฆ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ และการแบ่งปันซึ่งกันและกัน

แต่หลายอย่างเลือนหายไป เศรษฐกิจแบบพาณิชยกรรมทำลายความสำคัญของข้าวใหม่ไปหมด คนไทยรู้จักและได้กินแต่ข้าวเก่าไม่กี่สายพันธุ์ โดยทิ้งมรดกพันธุกรรมข้าวที่มีคุณค่าด้านโภชนาการ คุณภาพ ฯ หลายร้อยพันธุ์ทิ้งไป (ซึ่งแต่ก่อนคนไทยจะเลือกปลูกเลือกกินตามที่แต่ละคนชอบ หรือเลือกข้าวบางชนิดไว้ทำอาหารพิเศษ เช่น ขนมจีน ข้าวแช่ ฯ) อาทิ ข้าวที่มีความหอม อร่อย เช่น ข้าวพญาลืมแกง ข้าวพม่าแหกคุก ข้าวหอมทุ่ง ข้าวหอมดง ข้าวมงคล เช่น ข้าวก่ำใหญ่ ข้าวนางคง ฯลฯ ถ้าสังคมไทยปัจจุบันจะร่วมกันจัดเทศกาลข้าวใหม่ ก็จะถือได้ว่าเป็นการช่วงชิงเอาสิ่งมีค่าที่กำลังเลือนหายไปให้กลับมาเพิ่มพูนชีวิตให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นได้”

ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ทัศนะว่า งานเทศกาลข้าวใหม่ เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการทำนาปลูกข้าวมิให้เลือนหายจากสังคมการเกษตร รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองโบราณของไทยมิให้สูญหายไปตามกาลเวลา คณะกรรมการเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวจึงริเริ่มการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรทางศาสนา ภาคประชาชน ในการดำเนินกิจกรรมเทศกาลข้าวใหม่ โดยในกิจกรรมจะมีงานในลักษณะต่างๆ เช่น ตักบาตรข้าวใหม่ เทศกาลกินข้าวใหม่ สัปดาห์บุญข้าวใหม่ ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวใหม่ของเกษตรกร เป็นต้น

ตัวแทนชาวนาได้กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากได้ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวใหม่ วรรณทิภา ปัญญากร หรือแม่ครูดี เกษตรกรจังหวัดลำพูน อายุ 67 ปี พูดถึงวิถีครอบครัวของตนเองว่า รู้สึกตื้นตัน สุขใจ มีความสุขมาก ข้าวใหม่บาตรแรกเมื่อได้มาก็จะหุงให้บิดามารดาได้รับประทานก่อน จากนั้นจะหุงถวายพระ และให้วัด 1 กระสอบ อันเป็นวิถีของครอบครัว และอยากรณรงค์ให้คนหันมากินข้าวใหม่มากขึ้น เพื่อชาวนาสามารถขายข้าวได้เร็ว ไม่ค้างปี ซึ่งต้องอาศัยผู้บริโภคร่วมด้วยช่วยกัน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวนา คนรุ่นใหม่ ได้ช่วยกันรื้อฟื้นข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายพันธุ์ขึ้นมา โลกทางโซเชียลมีเดียก็ช่วยให้การรื้อฟื้นการกินข้าวใหม่เป็นไปได้ที่เครือข่ายวัฒนธรรมข้าวได้ใช้คำเทศกาลก็มีความสำคัญ เพราะเทศกาลหมายถึงวาระที่ทุกคนตั้งใจ มีความหวัง มีความเปิดกว้างรอคอย แต่บางครั้งถ้าไม่มีเป้าหมายที่ดีก็จะเป็นเทศกาลที่เหลือแต่การสนุกสนานเฮฮา การกินดื่ม

เทศกาลนี้ผูกกับข้าวใหม่น่าจะเป็นประโยชน์หลายทางคือ ประโยชน์ทางจิตใจ ได้ร่วมกันอนุรักษ์มรดกพันธุกรรมข้าวของประเทศ เป็นการร่วมยินดีซึ่งกันและกันกับชาวนา และประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ชาวนาในระดับหนึ่ง ประโยชน์แก่ประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว ฯ การกินข้าวใหม่เสริมคุณค่าด้านต่างๆ ให้กับตัวเราเอง และเพิ่มความผูกพันที่ดีกับเพื่อน ญาติมิตร ครอบครัว เช่น การกินข้าวใหม่กับครอบครัวในช่วงเทศกาลปีใหม่ และข้าวเป็นพืชชนิดเดียวที่ผ่านพิธีทำขวัญ จึงมีความเป็นสิริมงคลเพราะจะเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ (คือมอบความเป็นมิ่งขวัญ สิริมงคล ส่วนคำ gift ของฝรั่งหมายถึงการให้อย่างเดียว)

“การรณรงค์กินข้าวใหม่ ตักบาตรข้าวใหม่ ให้ของขวัญข้าวใหม่ ในเทศกาลข้าวใหม่เป็นเสมือนการค้นหาสิ่งดีในอดีตที่ยังเหลือรากเหง้าหรือยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน มาให้สังคมได้หยิบฉวยเป็นสมบัติหรืออัตลักษณ์ที่มีค่าของตนเทศกาลข้าวใหม่เกิดขึ้นได้ถ้าคนไทยเห็นข้าวใหม่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของความเป็นคนไทย และมองเห็นเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่สังคมจะได้สร้างสรรค์ สร้างความหวัง ความมั่นใจให้ตัวเอง” ตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว ปิดท้าย

รักตัวเอง อย่าลืมไปเช็กอัพสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529939

รักตัวเอง อย่าลืมไปเช็กอัพสุขภาพ

นพ.ณัฐพล ประจวบพันธ์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพและอาชีวอนามัย โรงพยาบาลวิภาวดี ให้คำแนะนำในงาน “V Health Fair 2017 ช็อปเพื่อสุขภาพ” ว่า การดูแลสุขภาพให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอต้องประกอบไปด้วย การดูแลส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ซึ่งมีองค์ประกอบหลักๆ คือ 1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งสำคัญที่คนเรามักจะละเลย บางคนเลือกที่จะหนีความจริง เพราะกลัวผลการตรวจจะพบว่าตัวเองกำลัง “ป่วย” ขณะที่หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าเปิดใจให้กว้างจะพบว่า “การตรวจสุขภาพ” ก็เหมือนการเอารถไปเช็กระยะ เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ หากพบความผิดปกติจะได้แก้ไขได้ทัน ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ถัดมาคือ ดูแลเรื่องอาหาร ต้องลดอาหารหวาน มัน เค็ม หลีกเลี่ยงอาหารไหม้ เกรียม สุกๆ ดิบๆ เพิ่มอาหารประเภทผัก ผลไม้ควบคู่ไปกับการดูแลอารมณ์ อย่าเครียด ไม่ละเลยการออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวแล้ว ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลไขมัน ความดัน ให้ดีขึ้นตามมาด้วย สำหรับใครที่ไม่มีเวลาจริงๆ แนะนำให้ออกกำลังให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง

“ใครที่ยังสูบบุหรี่ แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยง เพราะนอกจากจะเป็นต้นเหตุของภาวะของโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับโรคภาวะหัวใจขาดเลือดอีกด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงการดื่มสุราถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง”

สร้างเกราะคุ้มกันให้ร่างกายแล้ว ต้องไม่ลืมการป้องกัน นพ.ณัฐพล เน้นย้ำถึง “การรับวัคซีน” ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ตลอดจนการตรวจคัดกรองสุขภาพ ว่าเป็นกระบวนการดูแลตัวเองแบบป้องกันที่ตอบโจทย์คนยุคนี้มากขึ้น เป็นการรักษาตั้งแต่ต้นเหตุ ค้นหาโรคหรือภาวะผิดปกติตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม จะได้ป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงก่อนที่จะเป็นโรคร้ายแรง ข้อดีคือ ช่วยลดอัตราการป่วย และอัตราการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี โดยการคัดกรองนี้แบ่งออกเป็น โรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน และโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน

 

 

 

สำหรับโรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ได้แก่ โรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็ง สิ่งสำคัญ คือ เราต้องรู้ก่อนว่าเรามีปัจจัยเสี่ยงอะไร โดยแพทย์จะทำการซักประวัติถึงปัจจัยเสี่ยง และจะดีไซน์รายการตรวจสุขภาพที่เหมาะกับเรามากที่สุด ส่วนโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานที่ต้องสัมผัสกับเสียงดัง ถ้าทำไปนานๆ หลายๆ ปี วันหนึ่งอาจเกิดภาวะหูดับ หูตึงจากการสัมผัสเสียงได้ หรือพนักงานออฟฟิศที่นั่งโต๊ะทำงานทั้งวัน พอทำไปสักพัก ปวดหลัง ปวดต้นคอ ปวดเอว นิ้วล็อก การตรวจในลักษณะนี้แนะนำให้ตรวจกับแพทย์เฉพาะทางจะได้ผลที่แม่นยำ เพื่อหาแนวทางรักษาอย่างตรงจุด

สัญญาณเตือนช่องปากมีปัญหา

มูลนิธิทันตสาธารณสุข ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึง 5 สัญญาภายในช่องปากที่ทุกคนควรสังเกตเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลทำความสะอาดช่องปากก่อนจะสายเกินแก้

1.มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ ต่อให้เพิ่งแปรงฟันเสร็จ ยังคงรู้สึก ถึงกลิ่นปากที่ลอยออกมาทุกครั้งที่พ่นลมหายใจหรือพูดกับคนรอบข้าง

2.สีฟันขุ่นมัว ดูเหลือง ไม่ขาวสะอาด ทุกครั้งที่ส่องกระจกหลังแปรงฟันเสร็จ ยังเห็นสีฟันเหลืองชัดเจนอยู่

3.คราบพลักเกาะอยู่บนผิวฟัน หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ยังรู้สึกเหมือนมีแผ่นฟิล์มเหนียวๆ ติดอยู่บนฟัน

4.โรคฟันผุ ทั้งที่แปรงฟันเป็นประจำ แต่ยังปวดฟันอย่างหาสาเหตุไม่ได้ และฟันเริ่มเป็นรูจุดดำเล็กๆ

5.เหงือกอักเสบและเป็นแผล สังเกตว่าเหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างแปรงฟัน

ก่อนที่ปัญหาสุขภาพในช่องปากจะบานปลาย แนะนำให้หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพปาก เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปรงสีฟัน เพราะจากผลการวิจัยของออรัล บี พบว่า แปรงสีฟันที่ใช้ทุกวันไม่ควรใช้งานเกิน 3 เดือน เนื่องจากแปรงสีฟันเป็นแหล่งสะสมของของแบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งสกปรกต่างๆ นับล้านชนิด และเมื่อเราใช้ทำความสะอาดเช้า-เย็น เท่ากับว่าเรากำลังเอาแบคทีเรียและสิ่งสกปรกเข้าไปสู่ร่างกาย หรือบางครั้งขนแปรงที่บานจนขาดประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเศษอาหารและสิ่งสกปรกตามซอกเหงือกและฟัน ทำให้สิ่งสกปรกตกค้าง และเกิดการหมักหมมภายในช่องปากได้

ศิลปะร่วมสมัย บนซองจดหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529622

ศิลปะร่วมสมัย บนซองจดหมาย

โดย  สมแขก ภาพ : The National Gallery of Thailand

ถ้าคุณสนใจในงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ จะขอจูงมือเพื่อไปชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยบนซองไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศ (Par Avion Air-Mail Contemporary Art) นิทรรศการศิลปะที่มีชื่อ และแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าสนใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบและมิติของงานศิลปะร่วมสมัยด้วยการนำเอาการสื่อสารไปรษณีย์แบบดั้งเดิมผนวกกับการสื่อสารสมัยใหม่ในการใช้แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาใช้เป็นสื่อประกอบในการดำเนินการเพื่อสร้างผลงานของศิลปิน

จุดเริ่มต้นของโครงการศิลปะร่วมสมัยบนซองไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศในครั้งนี้ เกิดจากการรวมตัวกันเฉพาะกิจของกลุ่มศิลปินนานาชาติเป็นความร่วมมือทางด้านศิลปะจากประเทศไทย สมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา จำนวน 25 ท่าน เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 มีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอมุมมองใหม่แห่งการสร้างสรรค์ศิลปะ โดยอาศัยความแตกต่างห่างไกลด้านภูมิลำเนาของศิลปินแต่ละคน

แนวคิดของโครงการนี้คือให้ศิลปินในกลุ่มแต่ละคนส่งซองจดหมายเปล่าปิดแสตมป์ เขียนชื่อที่อยู่ ส่งถึงกันโดยทางไปรษณีย์ไปยังสมาชิกกลุ่มทุกๆ คน คนละ 1 ฉบับ ดังนั้นศิลปินแต่ละคนจะได้รับซองจดหมาย จำนวน 24 ฉบับ

การเดินทางของซองเหล่านี้ผ่านระยะทางที่ยาวไกล ระหว่างการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เป็นระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตร อาจเกิดรอยพับ รอยยับ รอยย่น รอยเปรอะเปื้อน หรือรอยขีดข่วนปรากฏบนซองจดหมาย สิ่งนี้เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวของการผจญภัยถ่ายทอดบันทึกการเดินทางอันไกลโพ้นของซองจดหมายแต่ละฉบับก่อนถึงจุดหมายปลายทาง จนในที่สุดซองเหล่านั้นก็นำมาเป็นซองกระดาษเพื่อใช้เป็นวัสดุหลักสำหรับสร้างงานศิลปะในนิทรรศการครั้งนี้ของตัวศิลปินนั่นเอง

ในแง่ของแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานปราศจากข้อจำกัดจำเพาะที่ตายตัว ศิลปินแต่ละคนสามารถใช้เทคนิคและแนวทางการสร้างสรรค์เฉพาะตนได้อย่างอิสระบนซองจดหมาย ซึ่งข้อจำกัดอย่างเดียวคือขนาดของซองจดหมาย นั่นทำให้ศิลปินได้สร้างสรรค์งานของแต่ละคนในแบบที่ต่างกัน ตามความถนัดทั้งจากจินตนาการและความเชื่อ อันมีพื้นฐานจากความหลากหลายของวัฒนธรรมและจากฝีมืออันล้ำเลิศของศิลปินในสาขาต่างๆ

ความน่าสนใจยิ่งอีกประการหนึ่งในนิทรรศการนี้ คือ การกำหนดหัวข้อย่อยในนิทรรศการ โดยการอ้างอิงอภิธานศัพท์ภาษาละติน ที่นิยมใช้ในปรัชญาตะวันตก เช่น Ephemeral (สิ่งที่ไม่จีรัง) Omnia (สรรพสิ่ง) Pseudo (การหลอกลวง) ซึ่งสามารถร้อยเรียงและเชื่อมโยงชิ้นงานจัดแสดงกับสภาพความเป็นไปต่างๆ ของโลกรอบตัวศิลปินได้เป็นอย่างดี

โครงการนำเสนอศิลปะที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของชิ้นงาน จากความรู้ความเข้าใจและพื้นฐานทางขนบธรรมเนียม รวมกับพื้นฐานศิลปะจากหลายถิ่นที่อยู่ เป็นการแสดงถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของศิลปินจากแต่ละแห่งที่มา การใช้วัสดุสร้างงานหลากหลายรูปแบบทั้งใช้สีน้ำ หมึกดำ สีอะครีลิก ดินสอสี ถ่านชาร์โคล ภาพตัดกระดาษ รวมถึงภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูป บวกกับการนำการสื่อสารสมัยใหม่ของแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาใช้ในโครงการนี้ ทำให้ศิลปินสามารถรับรู้และเห็นผลงานของแต่ละบุคคลได้ ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันจึงก่อเกิดความกลมกลืนของผลงานร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่ความสมบูรณ์แบบของภาพรวมในการแสดงนิทรรศการศิลปะ โครงการศิลปะร่วมสมัยบนซองจดหมาย ไม่เพียงเป็นนิทรรศการงานศิลปะอันมีรูปแบบที่หลากหลายทางความคิดและการแสดงออกของผลงานจากศิลปินนานาชาติออกสู่สายตาผู้เข้าชมงานและผู้หลงใหลในงานศิลปะเท่านั้น ตัวศิลปินผู้สร้างสรรค์ชิ้นงานยังได้สนุก ผู้ชมยังได้รำลึกถึงวิธีสื่อสารแสนคลาสสิกอย่างซองจดหมายด้วย

มากกว่าการสื่อสารก็คือศิลปะที่ควบรวมมากับวิธีการสื่อสารแสนคลาสสิกนี่แหละ นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยบนซองไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศ (Par Avion Air-Mail Contemporary Art) จัดแสดงระหว่างวันที่ 6-28 ธ.ค. 2560 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เปิดทำการทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.30 น. (หยุดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) อัตราค่าเข้าชม : ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท นักเรียน นักศึกษาเข้าชมฟรี โปรดแสดงบัตรประจำตัวนักศึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-281-2224

พรมณี คุณสิริประภารัตน์ ‘พักขา…แล้วไปต่อให้ถึงเป้าหมาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 10:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529620

พรมณี คุณสิริประภารัตน์ 'พักขา...แล้วไปต่อให้ถึงเป้าหมาย'

โดย ปอย ภาพ : เพจ Kunmong

เป้าหมายคือสนามฟูลมาราธอน วิ่งระยะ 42 กม. เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยสองขาเรียว และแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จูน-พรมณี คุณสิริประภารัตน์ เคยตั้งปณิธานอย่างนั้น และเวลานี้ก็ยังไม่แปรเปลี่ยน สาวหมวยนักวิ่งใช้ชื่อกลุ่มว่า “นักวิ่งเพื่อความบันเทิง” สังกัดทีมวิ่งที่น่ารัก ซึ่งจูนมีโอกาสได้ไปร่วมทีมด้วย ชื่อทีม HYB Team (ไฮว์ฟ ทีม) ทีมรวมสาวๆ นักวิ่งทั้งเท่ และสตรอง

จูน พรมณี เป็นนักวิ่งขึ้นแท่นคว้ารางวัลมาหลายสนาม วิ่งมาได้ 2 ปีกว่า เริ่มติดถ้วยรางวัลช่วงปลายปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ได้ถ้วยรางวัลมา 17 สนาม และอีก 2 สนาม ไม่ติดถ้วย แต่ได้รางวัลติดอันดับ Top 50 หญิง อันดับที่ 35 จากงาน EmQuartier Together Run 2017 และ Top 100 หญิง อันดับที่ 39 จากงาน Samsung Galaxy 10K Thailand Championship  2017

“ถ้าถามว่าภูมิใจสนามไหน ก็ต้องบอกว่าภูมิใจทุกสนามที่ได้ลงแข่งเลยค่ะ เพราะทุกๆ สนามเราจะตั้งใจวิ่งให้ดีที่สุดทุกสนาม แม้ไม่ได้ไปแข่ง แต่ไปทำหน้าที่ Pacer นำเวลานักวิ่ง จูนก็จะทำเต็มที่ตลอดค่ะ แต่ถ้าถามว่าสนามไหนภูมิใจที่สุด คงจะเป็นงาน “วิ่ง ‘เลย’ มั้ย Chiang Khan Super Half Marathon 2017” ระยะทาง 25 กม. ได้รับรางวัล Overall หญิง อันดับที่ 1 ค่ะ ภูมิใจมาก เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รางวัลถึง Overall เลยค่ะ ซึ่งเป็นสนามแรกที่ได้ Overall และเป็นสนามโหดที่สุดเท่าที่เคยวิ่งมาของตัวเองด้วยค่ะ

 สนามล่าสุด งานวิ่ง Centrum Caltrate Run สะพานพระราม 8 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.ปีนี้ เป็นงานวิ่งแรกหลังจากพักขาที่บาดเจ็บมาแล้ว 1 เดือนค่ะ วิ่งระยะ 10 กม. ซึ่งตอนตัดสินใจลงสนามก็คิดว่าจะไปวิ่งสบายๆ ไม่หวังรางวัล อาการเจ็บเพิ่งดีขึ้น แต่พอวิ่งเข้าเส้นมา ติดอันดับ 5 กลุ่มอายุ 20-34 ปีหญิง ได้ถ้วยกลับมาค่ะ

สาเหตุการบาดเจ็บ ลงงานวิ่งติดกันเกินไป แล้วสนามลงแข่งไม่ได้เป็นถนนธรรมดา มีวิ่งขึ้นลงเขาด้วย จูนวิ่งเร็วทุกงาน กล้ามเนื้อขาระหว่างวิ่งทางราบกับทางเนินใช้คนละส่วนกันค่ะ เราซ้อมวิ่งแต่ทางราบ ไม่ถนัดเขา จึงบาดเจ็บได้ง่าย และไม่ได้รับการพักที่ดี หรือไม่มีเวลาให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟูเลย ทำให้เราบาดเจ็บสะสม เวตน้อย วิ่งอย่างเดียว กล้ามเนื้อสะโพกซ้ายไม่แข็งแรง พอลงงานวิ่งสนามโหดๆ เลยบาดเจ็บได้ง่าย แล้วไม่ยอมหยุดพัก จึงสะสมจนอาการหนักขึ้น สุดท้ายก็ต้องพักจริงจังค่ะ”

ฝีเท้าวิ่งเร็วได้ ใส่เต็มได้ การบาดเจ็บจึงเป็นของคู่กับนักกีฬาพลังชัด เป้าหมายชัด ซึ่งเป็นสไตล์การวิ่งของ จูน พรมณี แต่เมื่อร่างกายส่งสัญญาณช่วงเวลาพักจึงต้องมีสักระยะ เพื่อก้าวต่อไปให้แกร่งยิ่งขึ้น

“บาดเจ็บก็วิ่งแรงมากไม่ได้ ใส่เต็มที่ไม่ได้ เพราะถ้าวิ่งเร็วแบบทุกครั้ง อาจจะเจ็บหนักเพิ่มขึ้นไปอีก แล้วอาจจะต้องพักนานขึ้นอีก จึงต้องวิ่งแบบเซฟๆ ระวังๆ ค่ะ ถึงพักมาได้ 1 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่หายดี ตอนเริ่มวิ่งก็มีความกังวล กลัวบาดเจ็บเพิ่ม ตอนปล่อยตัวก็จะพยายามวิ่งช้าๆ ประคองขา ดูอาการแล้ววิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ตอนวิ่งไม่เจ็บ รู้สึกดีมากที่ได้กลับมาวิ่งอีก มีความสุข เน้นความสนุก พอให้หายคิดถึงค่ะ

วางแผนในการวิ่งต่อไป หลังจากวิ่งงาน Centrum Caltrate Run แล้ว ก็ยังไม่หายดีค่ะ มีอาการอยู่บ้าง ช่วงนี้จูนไม่ลงงานวิ่งเลย กลัวลงสนามแล้วอดใจไม่ไหว จะวิ่งเร็วอีก ขอพักงานวิ่งอีกสักเดือนหนึ่งคงจะดีกว่า ลงงานบางแสน 42 กม. ไว้ค่ะ แต่บาดเจ็บอยู่ และระยะฟูลไม่ใช่ระยะที่ดีต่อร่างกาย ถ้าหากไม่ได้ซ้อม ก็ไม่ควรวิ่งค่ะ

ก็จะไปเชียร์เพื่อนๆ นักวิ่งแทน ซึ่งระหว่างนี้ก็พักเวตขาวนไปค่ะ มีซ้อมวิ่งเบาๆ บ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีก เพราะหลังจากพักครั้งนี้มีงานวิ่งรออยู่หลายงาน แต่งานที่เป็นเป้าหมายที่สุดและต้องซ้อมจริงจัง คือ งานวิ่งบุรีรัมย์ 2018 กับระยะ 42 กม.ค่ะ ถือเป็นฟูลสนามที่ 3 ของตัวเอง และต้องการไปทำ New PB (สถิติเวลาเร็วที่สุด) ใหม่ที่สนามนี้ด้วยค่ะ”

จากนักวิ่งติดถ้วย แล้วต้องมาหยุดวิ่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง พรมณี บอกรู้สึกอึดอัดแน่นอน

“อยากวิ่ง แต่ก็ทำไม่ได้ ถ้าดื้อ ไม่เชื่อฟังคุณหมอ ถ้าไปลงสนามวิ่งตามแผนงานวิ่งที่ลงไว้ ก็อาจจะหายช้าและเจ็บนานยิ่งขึ้น ก็คิดตลอดว่าถึงไม่ได้วิ่ง แต่ก็ได้เวตขาแทน ถือว่าเป็นการพักขาจากที่ใช้งานหนักๆ ให้มันฟื้นฟู จะได้แข็งแรงขึ้น

จูนมีอาการบาดเจ็บผิวกระดูกอ่อนใต้เข่าซ้าย เนื่องจากการวิ่งเร็วติดกันบ่อยๆ และสะโพกซ้ายไม่แข็งแรง คุณหมอรักษาด้วยการบอกให้พักงานวิ่งค่ะ แล้วก็หยุดการวิ่งเร็วมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บรักษาได้เต็มที่ เน้นว่าห้ามกระโดดเด็ดขาด เพราะการกระโดดอาจเกิดการกระแทกทำให้บาดเจ็บซ้ำค่ะ ระหว่างพักก็ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แต่ต้องเวตขาเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อด้วย ต้องบริหารบ่อยๆ ถ้าอยากหายไวๆ ต้องไม่ดื้อค่ะ ถ้ารู้สึกว่าพอวิ่งได้แล้ว ให้วิ่งเบาๆ ก่อน เหมือนเราเริ่มวิ่งใหม่ๆ ค่อยเป็นค่อยไปค่ะ มีนักกายภาพคอยแนะนำตอนเวตค่ะ

สิ่งสำคัญของนักวิ่ง นอกจากซ้อมวิ่งให้ดีแล้ว การวอร์มก่อนวิ่ง การยืดเหยียดหลังวิ่งก็สำคัญ และสิ่งที่ควรทำเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงก็คือการเวตขาค่ะ สำคัญมาก”

ข้อคิดที่ได้จากการพักครั้งนี้ พรมณี บอกทำให้รู้ว่าร่างกายที่เราคิดว่ามันแข็งแรง แต่จริงๆ มันอ่อนแอก็ได้นะ การซ้อมวิ่งอย่างเดียว เวตน้อย ทำให้กล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง แล้วการใช้งานขาหนักเกินไป ลงงานวิ่งเยอะๆ ติดๆ กันเกินไป ก็ควรเปลี่ยนแนวเลือกสนามที่ตั้งใจ ไม่ยึดมั่นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ มุ่งเป้าหมายที่อยากวิ่งจริงๆ และซ้อมให้ดีๆ เลย น่าจะดีกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการได้จากการวิ่ง

ขอออกแบบชีวิตตัวเอง อนุชิต ใจสุทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529612

ขอออกแบบชีวิตตัวเอง อนุชิต ใจสุทธิ

โดย วราภรณ์

จะดีแค่ไหน หากเราสามารถออกแบบชีวิตตนเองได้ว่า อยากละทิ้งชีวิตต้องเผชิญกับรถติดในกรุงเทพมหานคร และกลับไปพลิกฟื้นที่ดินของครอบครัวให้กลายเป็นอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว แล้วยังสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในพื้นถิ่นด้วยการนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมากลับไปพัฒนาทำเป็นโฮมสเตย์เล็กๆ ฝีมือ อนุชิต ใจสุทธิ ชายหนุ่มวัย 31 ปี เจ้าของปากคลอง โฮมสเตย์ จ.จันทบุรี ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครราว 300 กิโลเมตร ในช่วงวันธรรมดาวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี อนุชิตเลือกใช้ชีวิตเป็นคุณครูจิตอาสาสอนรักบี้ให้รุ่นน้องที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ควบคู่กับการบริหารรับจองบ้านพักของตัวเอง ส่วนสุดสัปดาห์เขาจะกลับมาบริหารโฮมสเตย์ของตนเอง เป็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามหลักทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นำความสุขมาสู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

ทำตามความฝันกลับมาดูแลแม่

อนุชิตเล่าว่า โฮมสเตย์จำนวน 10 ห้องปลูกรอบๆ บ่อน้ำกร่อยที่อดีตเคยใช้เลี้ยงกุ้ง แต่ปัจจุบันนำมาเลี้ยงปลา บนพื้นที่ 6 ไร่เศษของคุณแม่ (กิ่งดาว ใจสุทธิ) ซึ่งเป็นโครงการที่เขาคิดฝันไว้ว่าอยากกลับมาพัฒนาที่ดินของตัวเอง ทำมาได้เกือบ 2 ปีแล้ว โดยอนุชิตเป็นทั้งเจ้าของและบริหารจัดการเองทั้งหมด

“โฮมสเตย์ของผมอยู่ในหมู่บ้าน ผมพยายามสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน เสาร์อาทิตย์ผมจะมีนั่งร้านให้ชาวบ้านเอาพืชผักของตัวเองมาขายให้กับนักท่องเที่ยวหรือหากมีนักท่องเที่ยวมาพักผมจะจ้างชาวบ้านที่เป็นเจ้าของเรือให้พานักท่องเที่ยวล่องเรือชมป่าชายเลน ชาวบ้านก็จะมีรายเพิ่มด้วยการขยันและลงมือทำ โดยแนวคิดเริ่มแรกทั้งหมดผมได้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง”

ขณะที่เขาคิดก่อร่างสร้างโฮมสเตย์อยู่นั้น เขายังทำเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์และกีฬาให้เด็กๆ ที่โรงเรียนวชิราวุธฯ แต่เขามองเห็นว่าพื้นที่นี้ที่เป็นของคุณแม่ที่มีอยู่ 6 ไร่ ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์

“ตอนผมเด็กๆ แม่เคยทำบ่อกุ้งซึ่งดีมาก แม่จึงสามารถส่งผมเรียนโรงเรียนวชิราวุธฯ ได้ตั้งแต่ประถม 3 โดยอยู่ประจำ แต่ระยะหลังๆ ธุรกิจไม่ดีแม่จึงปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่ามา 20 ปีแล้วเพราะบ่อกุ้งไม่ทำกำไรให้เหมือนเดิม โดยผมไปเรียนกรุงเทพฯ อยู่แบบประจำและได้กลับบ้านช่วงหยุดยาวๆ ตอนนั้นก็คิดถึงบ้าน แต่ร้องไห้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวคนกรุงเทพฯ จะมองว่าเราอ่อนแอต่อหน้าเพื่อนผมก็ไม่ร้องไห้ พอเริ่มสนิทกับเพื่อนๆ ก็เริ่มมีความสุขไม่ได้กลับบ้านก็ไม่เป็นไร”

หลังจากบ่อกุ้งไม่เวิร์ก คุณแม่ของเขาก็ไม่ได้ทำอะไร แม่ออกไปรับจ้างคัดไซส์มังคุดที่สวนในอำเภอใกล้ๆ บ้าน ซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อยเกินไป อนุชิตจึงหันกลับมามองว่า พื้นที่ของแม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาเริ่มมองไปที่ทฤษฎีเศษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้เริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยาย เขาจึงเริ่มพัฒนาที่ดินรกร้างของตนเองปรับพื้นที่บ่อ ปล่อยสัตว์น้ำในบ่อก่อน แล้วค่อยๆ ปรับดินเค็มที่ใช้เลี้ยงกุ้ง รอให้ดินจืดราว 1 ปี พร้อมๆ กับปลูกผักสวนครัวควบคู่ไป ปลูกเสร็จหากได้ผลผลิตมากกินไม่หมดภายในครัวเรือน ได้ผลผลิตพอกินแล้วให้แบ่งแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านบ้าง ในขณะที่ปรับปรุงสภาพดินเขาลงทุนเปิดร้านอาหารเล็กๆ ในตัวเมืองจันทบุรีเพื่อเก็บเงินก้อนและให้รู้ระบบของการมีธุรกิจของตัวเอง พอบริหารร้านอาหารถึงจุดที่เจ้าของที่ไม่ให้เช่าร้าน เขาจึงนำเงินทุนที่ได้กลับมาค่อยๆ สร้างโฮมสเตย์เริ่มแรกจำนวน 6 หลัง โดยให้บริการอาหารครบ 3 มื้อ ซึ่งตรงตามจุดประสงค์หลักของการพัฒนาที่ดินตัวเองให้เกิดเป็นรายได้ เพราะเขาอยากให้แม่อยู่ในหมู่บ้านไม่ต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้านไกลๆ อีกแล้ว

สร้างโฮมสเตย์ด้วยเงินสด 3 ล้านบาท

อนุชิต กล่าวว่า การจะพัฒนาคนพัฒนางานให้ชุมชนท้องถิ่น ต้องคิดให้ถ้วนถี่ รอบคอบและมีการวางแผนที่ดี ไม่กู้ ไม่ลงทุนเกินตัวเพื่อความไม่เครียด ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ เก็บออมและเพื่อให้เกิดความสุข ซึ่งเป็นหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด

“เริ่มแรกผมเริ่มสร้างบ้านหลังเล็กๆ จำนวน 6 หลัง ด้วยเงินทุนประมาณ 3 ล้านที่เป็นเงินเย็นของผมกับแม่รวมกัน ค่อยๆ ลงทุนกับแฟนด้วย เราเริ่มลงทุนเมื่อปี พ.ศ. 2558 พอเริ่มได้กำไรเราก็สร้างต่อไปเรื่อยๆ จนมี 10 หลัง โดยการดีไซน์บ้านพักผมออกแบบเองให้มีกลิ่นอายโมเดิร์นแต่เรียบง่าย เห็นที่อื่นออกแบบให้มีเปลเอาไว้หน้าห้อง ประกอบกับเราเป็นหมู่บ้านชาวประมง ผมจึงนำตาข่ายดักปลามาทำเป็นเปลนอนนอกชาน ซึ่งลูกค้าชอบ”

เมื่อค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สร้างจากเงินออม ทำอะไรแต่พอดีตัว จึงไม่ต้องกู้เงิน เกิดอิสระทางการเงินซึ่งส่งผลดีคือ อนุชิตเกิดความสุข ไม่ต้องเครียดเรื่องการส่งดอกเบี้ยให้ธนาคาร กินอยู่โดยยึดหลักพอมีพอกิน ก็สุขได้

แบ่งภาคทำงานอื่นๆ เพื่อ “ให้”

นอกจากบริหารโฮมสเตย์จำนวน 10 หลังควบคู่กับการเลี้ยงปลาพันธุ์ต่างๆ ในบ่อและปลูกผักแล้ว เขายังแบ่งเวลาไปช่วยสอนที่วชิราวุธฯ เพื่อสำนึกตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่ทรงก่อตั้งโรงเรียนมาให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือด้วยค่าเทอมที่ไม่แพงนัก

“ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 6 มาโดยตลอด เพราะผมเริ่มเรียนที่นี่ตั้งแต่ประถม 3 จนจบมัธยม 6 แล้วค่อยศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ เมื่อเรียนจบผมจึงกลับไปเป็นครูที่วชิราวุธฯ สอนวิชาคณิตศาสตร์ให้เด็กชั้นประถม 4 ถึงประถม 6 ตอนเย็นสอนกีฬารักบี้ควบคู่ไปด้วย แล้วผมยังเคยเป็นนักกีฬารักบี้ทีมชาติไทยตั้งแต่อายุ 20-29 ปี แต่ผมเป็นคุณครูได้ 2 ปีก็กลับมาพัฒนาที่ดินของแม่ แต่ว่างๆ จากการทำโฮมสเตย์ปัจจุบันผมก็กลับไปเป็นครูอาสาสอนน้องๆ เล่นรักบี้ช่วงเลิกเรียนวันจันทร์ถึงพฤหัสครับ”

ด้วยค่าที่อยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เด็กๆ พอได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้อยู่ในวิถีชนบททำให้เขาค้นพบความสุขขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสุขกายและสุขใจ อยากได้อะไรก็ไม่ต้องใช้เงินอยากกินปลาก็ไปจับในบ่อของเขา เพราะในบ่อเขาเลี้ยงทั้งปลากะพงและปลาเก๋า อีกทั้งยังเลี้ยงปูทะเลอีกด้วย เพียงพอกับการกินในครัวเรือนและใช้กับธุรกิจของเขาได้อีกด้วย

ความต่างของการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ คือต้องรีบทุกอย่าง เพราะผมได้รับการปลูกฝังว่า ทำอะไรต้องเป็นเวลาเป๊ะๆ ระเบียบต้องตรงต่อเวลา แต่อยู่ที่บ้านเราอยากทำอะไรก็ทำ ตอนเช้าศุกร์เสาร์อาทิตย์ตื่นมาอยากปลูกผัก เราก็ปลูก อยากให้อาหารปลาเราก็ให้เวลาไหนก็ได้ จากนั้นถ้าอยากพักผ่อนเราก็ทำได้ ชีวิตอิสระ หรืออยากดูวิวัฒนาการของปลาต้นไม้ ก็ได้เดินดูได้ชื่นชมได้ศึกษาการพัฒนาการปลูกผักวิธีใหม่ๆ จากอินเทอร์เน็ต อยากปลูกมะละกอก็ปลูก เราไม่ได้เป็นชาวไร่แต่ผมชอบเรียนรู้ซึ่งวิถีชีวิตที่บ้านมันสนุก ซึ่งรวมผมอยู่กรุงเทพฯ 20 กว่าปีเบื่อปัญหารถติดมาก จนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัวจึงกลับมาพัฒนาบ้านตัวเองดีกว่า

แต่ตอนนี้ผมสามารถออกแบบชีวิตตัวผมเองได้ว่าวันธรรมดาจันทร์ถึงศุกร์ผมอยู่กรุงเทพฯ เพราะแขกที่มาพักที่โฮมสเตย์มีน้อย และผมจะกลับบ้านที่จันทบุรีวันศุกร์ช่วงเย็นเพราะลูกค้าเริ่มเข้ามาพัก เสาร์อาทิตย์ผมตื่นเช้าทำสวนปลูกขิง ข่า ตะไคร้ ถั่วพู ฟักยาว ดอกแค มะพร้าว มะม่วง มะละกอ มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือพวง ชะอม มะนาว มะกรูด ส้มจี๊ด โดยพื้นที่ 6 ไร่ผมแบ่งบ่อน้ำในพื้นที่ส่วนใหญ่ และแบ่ง 2 ไร่มาปลูกพืชหากเหลือกินก็แบ่งชาวบ้านได้กินบ้าง

ความสุขของการใช้ชีวิตแบบช้าๆ

อนุชิต บอกว่า ความสุขของการใช้ชีวิตในแบบพอมีพอกิน ไม่ต้องแข่งขันกับคนอื่น ซึ่งแตกต่างจากการใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ที่ต้องแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลา

“ถึงแม้โฮมสเตย์ในจังหวัดจะมีเยอะ แต่ผมเลือกค่อยๆ สร้างจากเล็กๆ ไปใหญ่ และผมคิดว่ามี 10 หลังรับลูกค้าได้ครั้งละ 40-50 คนพอแล้ว เพราะผมคิดว่าวัตถุดิบที่เรามีเพียงพอกับการบริหารคนได้ไม่วุ่นวาย ผมคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอในการเลี้ยงครอบครัว พ่อแม่ตัวผมและคุณยาย ถ้าแต่งงานแล้วก็น่าจะเลี้ยงครอบครัวได้ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อีกทัั้งผมชอบใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่ใช้ของแบรนด์เนม ผมคิดว่าเสื้อผ้าอะไรก็ใช้ได้เหมือนกัน การเปิดโฮมสเตย์ทำให้ผมได้เจอกับลูกค้าได้แลกเปลี่ยนความคิดหลายอย่าง เช่น ลูกค้าเป็นชาวฉะเชิงเทราก็ชวนผมไปกินกุ้งแม่น้ำ ได้พบกับคนที่ทำโฮมสเตย์ที่เขาค้อ เขาก็ชวนผมไปพัก เหมือนเราได้แลกเปลี่ยนการทำธุรกิจกัน เพียงแค่นี้ก็เกิดความสุขแล้วนะครับ”

สุขใจของ ขรรค์ ประจวบเหมาะ นำแสงสว่าง & โอกาสแด่ผู้พิการทางสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 14:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529511

สุขใจของ ขรรค์ ประจวบเหมาะ นำแสงสว่าง & โอกาสแด่ผู้พิการทางสายตา

โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ในแวดวงการเงินธนาคารไม่มีใครไม่รู้จัก ขรรค์ ประจวบเหมาะ อดีตนายแบงก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และที่ปรึกษาด้านการเงิน

อีกมุมมองหนึ่งของชีวิต ขรรค์ ไม่เพียงทำงานเกี่ยวกับด้านการเงินการธนาคาร เขายังทุ่มเทกับการทำหน้าที่ตอบแทนสังคม โดยปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ และยังเข้าไปช่วยงานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช มูลนิธิเอพีซีดี ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก และมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือคนเป็นโรคเรื้อน

ขรรค์เล่าว่า จุดเริ่มต้นการเข้ามาช่วยงานในมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ เริ่มตั้งแต่ในสมัยที่เป็นนักเรียน อายุประมาณ 10 กว่าขวบ ตอนนั้นศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และช่วงปิดเทอมกลับมาบ้าน คุณแม่ก็เห็นว่าว่าง 2-3 เดือน ก็บอกว่ามาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ให้มาอ่านหนังสือ มาสอนภาษาอังกฤษให้คนตาบอดที่มูลนิธิ

 “ผมก็เล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ไปเรียนโรงเรียนประจำในต่างประเทศ บ้านเมืองเขาเป็นอย่างไร เล่าเรื่องที่นั่งเครื่องบิน ซึ่งคนตาบอดก็สนใจสอบถามกันมากเกี่ยวกับการนั่งเครื่องบินสมัยก่อน ที่เป็นเครื่องบินใบพัดขนาดเล็กกว่าจะไปถึงอังกฤษจะต้องใช้เวลา 1-2 วัน หรือ 30 ชั่วโมง บินไปสักพัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะต้องแวะลงจอดเพื่อเติมน้ำมันและเวลาบิน เครื่องก็จะสั่นๆ มาก คนที่เมาเครื่องก็จะอาเจียนตลอดทาง สมัยนั้นเป็นเรื่องที่คนตาบอดเขาสนใจมาก สอบถามซักกันใหญ่และจะจินตนาการกันไป” ขรรค์เล่า

 หลังจากเรียนจบ ก็มาทำงานที่ธนาคารไทยทนุ ช่วงนั้นอายุประมาณ 26-27 ปี สมัยนั้น ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ส่งให้มาเป็นกรรมการในมูลนิธิเป็นฝ่ายจัดหาเงินทุน ก็ทำงานช่วยมูลนิธิมาตลอด

 ขรรค์บอกว่า มูลนิธิช่วยคนตาบอดจะต้องใช้เงินทุนปีละ 30 ล้านบาท เฉพาะเงินเดือนพนักงานก็เดือนละ 2 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายดูแลศูนย์ฝึกอาชีพ 5 แห่ง และดูแลนักเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอด รวมถึงส่งเด็กพิการทางสายตาไปเรียนร่วมกับเด็กปกติ ส่งเรียนจนถึงระดับปริญญาตรี

“ยอมรับว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้มาแต่ละปีนั้นไม่เพียงพอ แต่ยังโชคดีที่ยังมีคนใจบุญร่วมบริจาคสมทบทุน และเราก็จะต้องจัดงานเพื่อหาเงินทุนด้วย เช่นเมื่อเร็วๆ นี้จะมีงานประมูลภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อหาเงินทุน”

สิ่งหนึ่งที่ ขรรค์ ตั้งเป้าหมายกับผู้พิการทางสายตา คือต้องการให้เขามีโอกาสที่จะได้รับการศึกษา มีโอกาสได้รับการพัฒนา มีโอกาสมีชีวิตที่ดี มีโอกาสได้งานทำที่ดี

“สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้คือ จะต้องมีคนที่ดูแลเขาที่ดีก่อน มีครูที่ดี ซึ่งครู 1 คน ดูแลเด็ก 6 คน มีอาสาสมัครที่ดีที่จะมาช่วยทบทวนการเรียนและสอนการบ้าน และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดี ยกตัวอย่าง เวลาไปเรียน ผู้พิการทางสายตาจะไม่สามารถเห็นกระดานที่อาจารย์เขียน หรือจดคำที่อาจารย์สอนได้หรืออาจจะจดไม่ทัน ก็จะมีเครื่องอัดเทปเป็นเครื่องมือช่วย หรือมีเครื่องที่สามารถจะพรินต์เอกสารเป็นอักษรเบรลล์ หรือมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยเรื่องการเรียนการสอน เป็นต้น”

ขรรค์ บอกว่าในทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน จะมีศิษย์เก่ามาทำกิจกรรม “พี่สู่น้อง” มาเลี้ยงอาหาร มาแจกทุน มาเล่าเรื่องประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ฟัง

“เราพยายามให้โอกาสเขา เมื่อได้รับโอกาสได้รับการศึกษาการดูแลที่ดีก็สามารถที่จะพัฒนาตัวเอง มีความสามารถมากกว่าคนตาดีบางคน”

 ขรรค์ ตั้งข้อสังเกตว่า สมัยนี้จะไม่ค่อยเห็นว่าผู้พิการทางสายตาขายลอตเตอรี่แล้ว เพราะพวกเขาควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีงานที่ดีทำ ใช้ชีวิตในสังคมได้

“เราจะรับมาเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับมัธยม และมีโครงการให้ไปเรียนร่วมกับโรงเรียนคนตาดี ใครที่มีความสามารถก็สนับสนุนให้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ปีที่แล้วก็มีเด็กเราสามารถสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยหลายคน ส่วนคนที่ไม่มีความสามารถที่จะเรียนต่อก็ต้องให้โอกาสสร้างอาชีพให้ โดยให้ไปศูนย์ฝึกอาชีพ เช่น การนวด การถักไหมพรม เป็นคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก

หลังจากผมไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ก็มาทุ่มเทกับการทำงานให้กับมูลนิธิ และยังเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับบริษัทเอกชน และธนาคารแห่งประเทศจีน ยังสนุกกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการเงินหรืองานที่ช่วยคน ผมพร้อมทุ่มเทเต็มที่”

ท้ายสุด ขรรค์ บอกว่าชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ที่โรงเรียนคนตาบอด ไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน เพราะปัจจุบันมีบริษัทเอกชนและคนเข้ามาเลี้ยงอาหาร ทำซีเอสอาร์

“ผมก็ชอบไปดูเด็กเรียน ไปคุยกับเด็ก ทำให้สบายใจที่ทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคมและได้ช่วยคน”

เตาเชื่อมสุญญากาศ อีกก้าวที่ไม่พึ่งต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 14:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529506

เตาเชื่อมสุญญากาศ อีกก้าวที่ไม่พึ่งต่างชาติ

โดย กั๊ตจัง

ปัญหาอย่างหนึ่งภายในสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน หากระบบขัดข้องและต้องมีการซ่อมแซม ด้วยการเชื่อมชิ้นส่วนโลหะต่างชนิดด้วยระบบสุญญากาศด้วยเตาเบรสซิ่ง เพื่อเชื่อมรอยต่อโลหะต่างชนิดอย่างแนบสนิท ซึ่งไม่สามารถใช้วิธีการเชื่อมโดยทั่วไปได้ ก็จะทำให้เสียงบประมาณในการซ่อมแซมค่อนข้างมาก

หากจะซื้อเตาเบรสซิ่งที่มีความสามารถระดับนี้ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 25 ล้านบาท ทีมวิศวกรของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้ทุ่มเทพัฒนาเตาเบรสซิ่งนี้ขึ้นมาเอง เพื่อช่วยในกระบวนการเชื่อมต่อโลหะต่างชนิดแบบไร้ตะเข็บในภาวะสุญญากาศ

หรือเตาเบรสซิ่งฝีมือคนไทยสามารถเชื่อมโลหะทั้งชนิดเดียวกันและต่างชนิดได้เหมือนกับของต่างชาติในงบประมาณที่ถูกกว่ามาก

 การเชื่อมเหล็กต่างชนิดนั้น หากไม่ทำภายใต้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเกิดการบิดตัวและรั่วได้ แต่กระบวนการเชื่อมต่อชิ้นงานอุปกรณ์สุญญากาศ ทำให้โลหะที่เชื่อมเกิดการบิดตัวน้อย ควบคุมความแม่นยำในการเชื่อมได้

 สำเริง ด้วงนิล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน อธิบายว่ากระบวนการเชื่อมแล่นประสานโลหะในสภาวะสุญญากาศ เป็นกรรมวิธีการเชื่อมต่อโลหะตั้งแต่สองชิ้นหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน ด้วยการให้ความร้อนแก่รอยต่อที่อุณหภูมิสูงกว่า 450 องศาเซลเซียส แต่ไม่ถึงกับอุณหภูมิหลอมละลายของโลหะหลัก

 “ลักษณะงานที่ใช้การเชื่อมต่อโลหะด้วยการเบรสซิ่ง ได้แก่ งานต่อท่อทองแดงกับแผ่นอะลูมิเนียมของคอมเพรสเซอร์ในเครื่องทำความเย็น หรืองานเชื่อมต่อชิ้นส่วนของเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา เป็นต้น สำหรับขั้นตอนของการผลิตชิ้นงานและประกอบเพื่อนำไปติดตั้งระบบลำเลียงแสงต่างๆ”

 ข้อดีของการเชื่อมด้วยเทคนิคนี้ สำเริง บอกว่าสามารถประยุกต์ใช้กับการเชื่อมโลหะที่เป็นชนิดเดียวกันและต่างชนิดกันได้ ชิ้นงานที่เชื่อมประสานกันเกิดการบิดตัวน้อย ช่วยให้การวางตำแหน่งอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำสูงได้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่สำคัญของเครื่องเร่งอนุภาคและอุปกรณ์ระบบลำเลียงแสงของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

“นอกจากนี้ ความรู้ความชำนาญที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเตาเบรสซิ่ง สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น การเชื่อมประสานวัสดุคมให้ติดกับด้ามจับ การเชื่อมประสานท่อน้ำยาคอมเพรสเซอร์ในระบบปรับอากาศ หรือการอบชิ้นงานเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกลได้”

 เตาเบรสซิ่งเครื่องนี้ใช้งบประมาณเพียง 7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงถึง 25 ล้านบาท/เครื่องแล้ว เรียกได้ว่าช่วยลดงบประมาณแผ่นดิน ด้วยความรู้และความสามารถของวิศวกรชาวไทยที่ไม่แพ้ชาติใดจริงๆ

ปวาล ชมภูรัตน์ เลี้ยงลูกในโลกกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 13:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529500

ปวาล ชมภูรัตน์ เลี้ยงลูกในโลกกว้าง

โดย ฤดูกาล ภาพ : ปวาล ชมภูรัตน์

ครอบครัวธรรมดาที่เลี้ยงลูกได้แสนพิเศษ มีเรื่องเล่าสุดอบอุ่นมาสร้างแรงบันดาลใจให้อีกหลายครอบครัว

เขาคือ “เต้” ปวาล ชมภูรัตน์ คุณพ่อวัย 38 ปี ผู้มีธุรกิจส่วนตัวในเมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น กับ เด็กชายชินนะ (เซกิ) ชมภูรัตน์ หนุ่มน้อยลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น วัย 10 ขวบ เจ้าของเรื่องเล่าสนุกที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง

พ่อเต้เล่าว่า เขาเป็นคนเชียงใหม่ที่ไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นนาน 10 ปี ตอนนี้มีบริษัทเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ และมีใจอยากทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น จึงได้เปิดบริษัท “ทัชไทย” (TouchThai) มีทั้งการสอนทำอาหารไทยให้คนญี่ปุ่น ให้คนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นอย่างถูกวิธี และเป็นแลนด์โอเปอเรเตอร์ที่จะช่วยเหลือ แนะนำ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งโดยส่วนตัว พ่อเต้และครอบครัวชื่นชอบการเดินทางอยู่แล้ว จึงมักสรรหาสถานที่แปลกใหม่ให้ลูกชายตัวน้อยได้ท่องเที่ยว

 “ผมพาลูกเที่ยวตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ ในตอนที่ลูกยังเล็กก็ต้องพยายามหาสถานที่ที่สามารถจะเที่ยวได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เดินทางไม่ยาก และไม่น่าเบื่อ อาจจะให้เขาได้เล่นได้ออกกำลังกายและเรียนรู้ไปด้วยในตัว อย่างพาไปเล่นที่สวนสาธารณะ ให้ลูกสัมผัสธรรมชาติเยอะๆ เพื่อให้เขาหวงแหนธรรมชาติและไม่คิดจะทำลายมัน

 โตขึ้นมาอีกหน่อยก็จะพาเที่ยวต่างประเทศ ให้เขาสัมผัสชีวิตที่แตกต่าง ทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรม โดยเน้นที่ประเทศไทย เพราะเขาเป็นเด็กที่มีสองสัญชาติเลยอยากเน้นตรงนี้ ในอนาคตคิดว่าเขาคงได้ใช้ประโยชน์ในเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมของไทยและญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้ลูกอายุ 10 ขวบแล้ว เขาค่อนข้างสนใจเรื่องกีฬาทั้งฟุตบอลและเบสบอล การเที่ยวช่วงนี้เลยจะเป็นการเที่ยวไปดูกีฬา เพราะนอกจากลูกชายจะชอบ เรายังหวังให้เขามีสมาธิและมุ่งไปที่กีฬาด้วย”

 หลังจากพาลูกชายท่องเที่ยวตั้งแต่เล็ก เขาเห็นพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของูก อย่างความกระตือรือร้นในการเตรียมตัวและจัดข้าวของก่อนออกเดินทาง โดยเขาจะให้ลูกเตรียมของเก็บในกระเป๋าเป้ของเขาเอง เพื่อลูกจะได้เรียนรู้ว่าอันไหนจำเป็นอันไหนไม่จำเป็น หรือของที่จะนำไปนั้นสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องการเอาตัวรอด ผ่านการสอนให้ลูกใช้รถไฟ รถประจำทาง สอนวิธีกลับบ้านหากหลงทาง และการใช้เงิน

 “การท่องเที่ยวแบบครอบครัวช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้มาก อย่างแรกเลยทุกคนจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ทำงานชีวิตประจำวันจะยุ่งเหยิง อาจจะไม่ได้คุย ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากเท่าไร ก็อาศัยเวลาที่เราเที่ยวด้วยกันนี้ใกล้ชิดกันให้เต็มที่ ทำกิจกรรมร่วมกันให้เต็มที่ ยิ่งตอนลูกเล็กๆ ยิ่งสำคัญ ต้องเที่ยวให้เยอะๆ เพราะโตขึ้นมาแล้วเวลาเที่ยวด้วยกันก็จะน้อยลง”

นอกจากนี้ ในฐานะที่อยู่ไซตามะมาตลอด 10 ปี พ่อเต้ยังได้แนะนำสถานที่เที่ยวสำหรับครอบครัวในจังหวัดไซตามะเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับคนไทยที่ไปญี่ปุ่น 2 เมือง คือเมืองโอมิยะ เมืองหลวงของไซตามะ เป็นเมืองที่เดินทางสะดวกด้วยรถประจำทางตรงจากสนามบินฮาเนดะและนาริตะ มีพิพิธภัณฑ์รถไฟให้เด็กเรียนรู้ มีบ้านบอนไซที่มีชื่อเสียง ศาลเจ้าฮิคาว่า และสวนสาธารณะโอมิยะที่มีต้นซากุระมากกว่าหมื่นต้น และเมืองนากูริ เป็นเมืองในภูเขาอันสงบเงียบ เหมาะสำหรับกิจกรรมครอบครัวทั้งแคมปิ้ง ปั่นจักรยาน ปิ้งบาบีคิว เล่นน้ำ ตกปลา

 สุดสัปดาห์เขาจะพาครอบครัวไปปิ้งบาบีคิวและพักผ่อนที่บ้านบนภูเขา ซึ่งบ้านหลังนี้ยังเปิดให้คนที่สนใจเข้าพักได้ประมาณ 6-7 คน โดยรายละเอียดสามารถสอบถามได้ทางเฟซบุ๊ก touchthaiguesthouse หรืออีเมล touchthaigh@gmail.com

รวมถึงใครมีคำถามเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเมืองไซตามะและญี่ปุ่น รับรองจะได้คำตอบที่ดีมีประโยชน์จากพ่อเต้แน่นอน

Go Went Go เดินทางตอบโจทย์ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 13:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529498

Go Went Go เดินทางตอบโจทย์ชีวิต

โดย รอนแรม  ภาพ : Go Went Go

อดีตคนในวงการบันเทิง “บาส” ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ขอเลือกทำงานอย่างที่ใช่พร้อมออกเดินทางอย่างที่รัก

โดยนอกจากเป็นนักลงทุนและเจ้าของธุรกิจส่วนตัว เขายังใช้เวลาว่างในการเดินทางและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านเพจเฟซบุ๊ก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว

บาสเล่าว่า ถ้าใครอยากมีชีวิตที่เลือกได้ต้องตั้งโจทย์ให้กับชีวิตเป็นอันดับแรก อย่างโจทย์ชีวิตและความฝันของตัวเขาคือ เที่ยวรอบโลก

“มาดูว่าเราต้องทำอะไรบ้างถึงอยากมีชีวิตที่ต้องการ ถ้าเรารู้ว่าต้องเรียนเพิ่มก็ไปเรียนรู้มัน และลงมือทำให้สำเร็จ”

 

หากพูดถึงสไตล์การท่องเที่ยว เขาสามารถไปได้ทุกแนวทั้งสายลุย สายชิล สายหรู โดยจะเน้นนำเสนอความจริงที่พบเจอระหว่างทั้งเรื่องดีและไม่ดี ซึ่งสุดท้ายมันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มชีวิตเสมอ

“คนสมัยนี้ต้องการเห็นอะไรที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การเซตไว้เพื่อให้ดูตามสั่ง เวลาคนดูวิดีโอหรือคนที่อ่านข้อมูลจากเพจไป เขาก็จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ พอเดินทางเองจะได้รู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ หรือที่ไหนควรไปหรือไม่ควรไป ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ต้องการ”

บาสยังเปิดใจถึงความคาดหวังในการทำเพจ Go Went Go ว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าการได้ออกเดินทาง ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า และทำทุกวันให้มีความหมาย เพราะเมื่อตั้งโจทย์ชีวิตไว้สำหรับการเดินทางแล้ว เขาก็อยากทำให้เต็มที่และทำเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

 

“สำหรับผม การเดินทางคือการออกจากคอมฟอร์ตโซน ออกไปให้เห็นสิ่งใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาวิธีคิด พัฒนาวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งทุกครั้งที่ผมออกไป ผมจะได้รับสิ่งเหล่านี้กลับมา และการแบ่งปันต่อจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และยังทำให้คนอื่นลองถูกให้เยอะที่สุด และลองผิดให้น้อยที่สุดด้วย”

นอกจากนี้ เขายังมองว่าการเดินทางแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ วางแผนล่วงหน้าและคิดปุ๊บไปปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีที่ทำให้การท่องเที่ยวคุ้มค่ากว่าคือแบบแรก

“อย่างการจองโรงแรมผ่านแอพ ที่ผมใช้ประจำอย่าง hotels.com ถ้าเราจองโรงแรมล่วงหน้าก็สามารถค้นหาโรงแรมที่ตรงกับงบประมาณตัวเอง มีทางเลือกมากกว่า และได้รับดีลที่ดีกว่า ซึ่งสิ่งที่ผมชอบมากและมีแค่แอพนี้ คือจอง 10 คืน ฟรี 1 คืน (Loyalty Programme) ถ้าเราเดินทางบ่อยยังไงก็คุ้ม” เขากล่าวเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม บาสยังกล่าวทิ้งท้ายถึงทุกคนที่มีโจทย์ชีวิตและความฝันเดียวกับเขาว่า อุปสรรคของคนส่วนใหญ่ รวมถึงตัวเขาเองในอดีตคือ คำว่า “ถ้า” เพราะคำคำนี้จะทำให้คุณไปไม่ถึงฝันและยังเป็นการตั้งเงื่อนไขให้ชีวิต

“อยากทำอะไร คุณคิดวันนี้ ตั้งโจทย์ให้ชัดแล้วคิดวิธีการเลย อย่ากลัวว่าจะทำไม่ได้ถ้ายังไม่ได้ลอง หรือหากลองแล้วยังไม่สำเร็จก็ถือว่าคุณได้ประสบการณ์ ซึ่งมันจะทำให้การลองครั้งต่อไปดีขึ้นแน่นอน ผมว่าการลงมือทำและตัดข้ออ้างทิ้งนี่แหละ ดีที่สุด เพราะมันจะทำให้เรากล้าออกไปใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้”

ติดตามการเดินทางและความจริงระหว่างทางของบาสได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว และเว็บไซต์ www.gowentgothailand.com

คู่ธุรกิจ-คู่คิดซีเอสอาร์ ศิริพงษ์ สมบูรณ์ + เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 13:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529496

คู่ธุรกิจ-คู่คิดซีเอสอาร์ ศิริพงษ์ สมบูรณ์ + เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ใครว่าการมีเพื่อนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจแล้วจะทำให้เสียเพื่อน กรณีนี้คงใช้ไม่ได้กับ ศิริพงษ์ สมบูรณ์ และ เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง 2 ผู้บริหารแห่งบริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหริมทรัพย์เครือดี-แลนด์ แถบมหาชัย จ.สมุทรสาคร และแถบภาคตะวันออก จ.ระยอง และชลบุรี เป็นต้น

ทั้งคู่เป็นคู่หูทางธุรกิจและเป็นคู่คิดคู่ซี้เรื่องการทำซีเอสอาร์ พวกเขาต้องมีเคล็ดลับอะไรแน่ ไปคุยกับเจ้าตัวกันเลย

ศิริพงษ์ เล่าถึง เพิ่มเกียรติ“คนใจดี เข้าถึงง่าย ลุยได้ทุกที่”

 ศิริพงษ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป เล่าว่า ได้มีโอกาสรู้จักเพิ่มเกียรติตั้งแต่เด็ก เนื่องจากตัวเขาเป็นเพื่อนกับน้องชายของเพิ่มเกียรติ

 เมื่อได้มีโอกาสคุยกันจริงๆ จังๆ จึงได้ทราบว่า นอกจากจะเป็นคนสมุทรสาครแล้ว ก็เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน และมีจุดยืนด้านซีเอสอาร์เหมือนกัน

 “คำกล่าวที่ว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อน แต่เราทั้งคู่ไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือความไว้ใจกัน ความซื่อสัตย์ คุณธรรมและจริยธรรม ผมมองว่าถ้ามียึดหลักนี้ไปได้หมด”

แน่นอนว่าในการทำงานนั้น ความคิดเห็นบางเรื่องอาจจะไม่ตรงกันได้ แต่สรุปสุดท้ายเมื่อตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน ก็ต้องไปด้วยกัน เพราะลงเรือเดียวกัน

โดยส่วนตัว ศิริพงษ์ เรียกเพิ่มเกียรติว่า “พี่เล็ก” เทใจให้แบบเกินร้อย เพราะความเป็นคนดี จริงใจ และลุยทุกงานด้วยหัวใจที่ไร้เงื่อนไขของพี่

“พี่เขาชอบทำบุญมาก มักนำแนวคิดดีๆ มาแบ่งปันให้น้องๆ ในที่ทำงาน ให้ได้ไปต่อยอด ไปออกไอเดียของตัวเอง มีอะไรพี่เขาก็สนับสนุน จะพูดว่าพี่มีแต่ให้ก็คงไม่ผิด (ฮา)”

การทำธุรกิจที่ยั่งยืนต้องคืนกำไรคืนสู่สังคม เป็นที่มาของโครงการ “คนดี ดี-แลนด์” ที่มุ่งก้าวตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สร้างสังคมจิตอาสา พัฒนาพนักงาน ลูกบ้านและสังคมโดยรวม

“คนดี ดี-แลนด์คือการสนับสนุนโครงการเพื่อส่วนรวม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เราจะช่วยกันคิดช่วยกันผลักดัน”

สิ่งสำคัญคือวัฒนธรรมองค์กร CARESS การใส่ใจดูแลกันด้วยหัวใจ พนักงานทุกระดับให้ความสำคัญกับจริยธรรม ให้ความสำคัญกับเรื่องจิตอาสา คุณอยากอาสาเรื่องอะไรในสังคมนี้ คุณบอกมาเลย บริษัทยินดีสนับสนุน

“พี่เล็กเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันซีเอสอาร์ของเรา ผมกล้าพูดว่าซีเอสอาร์ของเราแข็งแกร่ง นั่นก็เพราะเราลุยกันหนัก ไลฟ์สไตล์ของผมอาจไม่หนักเท่าพี่เขา แต่เมื่อได้จับมือกัน ก็บอกกับตัวเองว่า เราต้องลุยให้เต็มร้อย เพราะพี่และทีมของพี่เขาเต็มร้อยมาก”

……….โปรย 1………..

“คำกล่าวที่ว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อน แต่เราทั้งคู่ไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือความไว้ใจกัน ความซื่อสัตย์ คุณธรรมและจริยธรรม”

เพิ่มเกียรติ เล่าถึง ศิริพงษ์“ความน่าเชื่อถือของเขา ทำให้ผมประทับใจ”

  เพิ่มเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ เล่าว่า ศิริพงษ์หรือเปิ้ลมีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบสูง วางตัวดีและแบ่งงานเป็น ไม่ก้าวก่ายการทำงานของใคร

“ความน่าเชื่อถือของเขาทำให้ผมประทับใจ ความขัดแย้งในการทำงานมีบ้าง แต่เราต้องไว้ใจกันได้แบบ 100% ถึงจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ”

เพิ่มเกียรติดูแลด้านการตลาด หากงานซีเอสอาร์ก็ขอรับด้วยความเต็มใจ เนื่องจากเป็นงานที่รักและชอบ

“ดีใจที่ได้ทำงานกับคนที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จะมีอะไรเล่าที่สำคัญกว่าการแบ่งปัน อะไรเล่าที่สำคัญกว่าการหยิบยื่นจิตอาสา เมื่อทุกคนให้ ทุกคนจะได้

คนดี-ดีแลนด์ทำงานภายใต้คอนเซ็ปต์ ปันสุขก็สุขใจ ถ้าเราว่างก็ไปด้วยกัน รวมถึงพนักงานทุกคน ส่วนใหญ่ทำแล้วอยากกลับไปทำต่อ เปิ้ลเดิมทีไม่ได้มีไลฟ์สไตล์เดินป่าหนักหน่วงแบบนี้นะ (หัวเราะ) ผมก็ลองเล่าลองชวน เขาเกิดติดอกติดใจถึงขั้นทำต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้”

 3 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ คือ 1.การบูรณะกำแพงวัดไร่กล้วย หรือวัดรังสีสุทธาวาส ศรีราชา ชลบุรี 2. “D-Land  CARE for Safety” แจกหมวกกันน็อกให้ชุมชนชาวปลวกแดง ระยอง

3.”D-inspire Space” มอบหนังสือเรียน อุปกรณ์เรียนและห้องสมุดดีๆ ให้โรงเรียนบุ่งเบ้าห้วยเจริญ ร้อยเอ็ด

“ใครว่างก็เชิญไปทำจิตอาสากับดี-แลนด์ด้วยกันนะครับ”

……….โปรย 2………..

“ดีใจที่ได้ทำงานกับคนที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จะมีอะไรเล่าที่สำคัญกว่าการแบ่งปัน อะไรเล่าที่สำคัญกว่าการหยิบยื่นจิตอาสา เมื่อทุกคนให้ ทุกคนจะได้”