3ข้อต้องตระหนัก เพื่อการซื้อของออนไลน์อย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532968

3ข้อต้องตระหนัก เพื่อการซื้อของออนไลน์อย่างปลอดภัย

โดย…แอนโทนี จีแอนโดเมนิโก นักยุทธศาสตร์อาวุโส ด้านความปลอดภัยของฟอร์ติเน็ต

ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกในด้านโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังอาชญากรไซเบอร์ในขณะซื้อของออนไลน์ โดยเฉพาะวันหยุดสิ้นปีที่ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของอาชญากรไซเบอร์ซึ่งหวังขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน

ฟอร์ติเน็ต ขอแนะนำกฎง่ายๆ ที่ปลอดภัย สะดวกในการซื้อของขวัญ ดังนี้

1.ระวังเครือข่ายไร้สายที่เชื่อมต่ออยู่

ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รายงานจากฟอร์ติเน็ต ระบุว่า เกิดการแฮ็กที่โปรโตคอล WPA2 ซึ่งเป็นโปรโตคอลการเข้ารหัสที่ใช้เพื่อปกป้องข้อมูลที่เคลื่อนย้ายระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไร้สายใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว-ไฟ ซึ่งหมายความว่า ท่านต้องระวังเป็นพิเศษ หากจะช็อปปิ้งออนไลน์โดยใช้ไว-ไฟสาธารณะ ทั้งนี้อาชญากรจะมุ่งแอบแฝงมาทางเว็บไซต์ไว-ไฟสาธารณะและขโมยข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ของท่าน

2.ฝึกวิธีการท่องไซเบอร์ปลอดภัย

มีหลายสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันตัวเองเมื่อช็อปปิ้งออนไลน์ รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ได้รับการอัพเดทและใช้แพตช์ผู้ผลิตอุปกรณ์จะออกแพตช์ เพื่อปรับปรุงด้านความปลอดภัยปกป้องผู้ใช้ให้พ้นจากภัยคุกคามที่พบแล้ว

ทั้งนี้ โทรศัพท์มือถือของท่านมักมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามมากกว่าแล็ปท็อป ระมัดระวังในการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ออกในเทศกาลใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโทรศัพท์แอนดรอยด์ เนื่องจากผลการวิจัยจากฟอร์ติการ์ตแล็ปส์ของฟอร์ติเน็ตพบแอพพลิเคชั่นที่ติดเชื้อหรือปลอมแปลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้ดาวน์โหลดโดยตรงจากไซต์ผู้สร้างแอพพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังควรใช้บัตรเครดิตแทนบัตรเดบิต เนื่องจากบัตรเครดิตส่วนใหญ่มักมีการป้องกันการฉ้อโกง โดยอาจตรวจสอบกับธนาคารหรือผู้ให้บริการบัตรของท่านเพื่อทราบถึงวิธีการปกป้องและคุ้มครองใดๆ ที่บัตรของท่านได้จัดไว้ให้ ตรวจสอบว่าการเชื่อมต่อของท่านมีความปลอดภัย โดยเมื่อท่านกำลังจะซื้อสินค้าให้ดูที่แถบที่อยู่ของเบราเซอร์และให้แน่ใจว่าเริ่มต้นด้วย “https: //” แทนที่จะเป็น “http: //” เป็นต้น

3.ระมัดระวังเมื่อเข้าใช้เว็บไซต์ที่ไม่คุ้นเคย

หากกำลังช็อปปิ้งที่ร้านค้าออนไลน์ที่ไม่คุ้นเคย ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น อย่าคลิกลิงค์ในโฆษณาที่ส่งไปยังอีเมลหรือเว็บไซต์ของท่านจนกว่าท่านจะตรวจสอบก่อน หากเลื่อนเมาส์ไปวางเหนือลิงก์ จะสามารถดู URL ได้ ขั้นตอนนี้ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพื่อดูสิ่งผิดปกติ เช่น ชื่อยาวเกินไปมีสัญลักษณ์ขีดกลางหรือตัวเลขมากเกินไป มีการแทนที่ตัวอักษรด้วยตัวเลข เช่น “amaz0n.com”

ขณะเดียวกัน ไม่ควรเปิดอีเมลหรือคลิกไฟล์แนบจากคนที่ท่านไม่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบรรทัดหัวเรื่องที่ดีน่าคล้อยตามมาก เช่น รางวัลเงินสดหรือการเรียกเก็บเงินสำหรับสิ่งที่ท่านไม่ได้ซื้อ

อีกประการสำคัญที่ทำได้ คือ ควรใช้เครื่องมือค้นหา (Search) เพื่อค้นหาความเห็นและการจัดอันดับเรตติ้งโดยทั่วไปของเว็บไซต์ที่ท่านไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคยนั้นก่อนตัดสินใจซื้อของ อาจคีย์คำต่างๆ เช่น “หลอกลวง” หรือ “Scam” หรือ “Fraud”ในการค้นหาด้วย

เว็บไซต์ยังสามารถบอกได้จากการออกแบบเว็บไซต์ ว่าดูเป็นมืออาชีพหรือไม่? มีการเชื่อมโยงที่ถูกต้องและรวดเร็วหรือไม่? มีป๊อปอัพจำนวนมากซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีหรือไม่? ขณะที่ในข้อความให้ลองสังเกตว่ามีไวยากรณ์ที่ไม่เหมาะสม คำอธิบายที่คลุมเครือและคำที่สะกดผิดมากหรือไม่

ท้ายที่สุด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ค้าปลีกออนไลน์ใช้ระบบรับชำระเงินที่ปลอดภัย เพราะโดยปกติแล้วผู้ค้าออนไลน์จะรับบัตรเครดิตรายใหญ่ จึงควรหลีกเลี่ยงไซต์ที่ต้องชำระเงินโดยการโอนเงินผ่านธนาคารโดยตรง หรือรูปแบบการชำระเงินที่ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางได้

“แอปเปิล”ขอโทษทำไอโฟนรุ่นเก่าทำงานช้า พร้อมลดราคาแบตฯเอาใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532803

"แอปเปิล"ขอโทษทำไอโฟนรุ่นเก่าทำงานช้า พร้อมลดราคาแบตฯเอาใจลูกค้า

แอปเปิลแถลงการณ์ขอโทษที่ทำให้ไอโฟนรุ่นเก่าทำงานช้า พร้อมลดราคาให้ลูกค้าที่มาเปลี่ยนแบตเตอรี่

แอปเปิล อิงค์ ออกแถลงการณ์ขอโทษผ่านทางเว็บไซต์หลังจากที่ทางบริษัทได้ออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่าได้ทำให้ไอโฟน รุ่นเก่าทำงานช้าลงเพื่อให้ลูกค้าแก้ไขโดยการเปลี่ยนแบตก้อนใหม่

แอปเปิลระบุว่า ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป บริษัทจะลดราคาให้กับลูกค้าที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่แทนแบตเก่าที่หมดประกันสำหรับ ไอโฟน 6 หรือไอโฟน รุ่นหลังจากนั้น จากราคา 79 ดอลลาร์ เหลือ 29 ดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ให้กลับมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ แอปเปิลจะทำการอัพเดทระบบปฏิบัติการ ไอโอเอสเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสังเกตว่าแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนของพวกเขามีปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องหรือไม่

ทั้งนี้ แอปเปิลกำลังถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หลังจากที่นายสเตฟาน บอกดาโนวิช และนายดาโกตา สปีส์ ซึ่งเป็นชาวสหรัฐที่อาศัยอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ยื่นฟ้องบริษัทแอปเปิล อิงค์ หลังจากที่บริษัทยอมรับว่าได้ทำให้ไอโฟน รุ่นเก่าทำงานช้าลง เพื่อรักษาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ไม่ให้เครื่องดับระหว่างการใช้งาน

นายบอกดาโนวิช และนายสปีส์ อ้างว่า แอปเปิลไม่ได้ขอความยินยอมจากพวกเขาในการทำให้ไอโฟน ทำงานช้าลง ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบจากการแทรกแซงต่อการใช้งาน ไอโฟน 7 ของพวกเขา อันเนื่องจากการที่แอปเปิลจงใจทำให้เครื่องทำงานอืด

นอกจากนี้ ทั้งสองยังระบุว่า พวกเขาได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ และผลกระทบอื่นๆ ซึ่งทำให้พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับการชดเชย และขณะนี้ พวกเขากำลังดำเนินการเพื่อให้แอปเปิลให้การชดเชยครอบคลุมถึงผู้ใช้ไอโฟน รุ่นที่เก่ากว่า ไอโฟน 8 ทั้งหมดในสหรัฐ

ภาพ เอเอฟพี

เกาหลีใต้เร่งคุม “บิตคอยน์” หวั่นทำคนขาดทุนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 08:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532798

เกาหลีใต้เร่งคุม "บิตคอยน์" หวั่นทำคนขาดทุนหนัก

เกาหลีใต้เตรียมออกมาตรการคุมเงินดิจิทัลเพิ่ม หวั่นแห่เก็งกำไรดันความเสี่ยงพุ่ง

รัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า จะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการเก็งกำไรในการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล โดยอาจมีคำสั่งห้ามเปิดบัญชีของบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ รวมถึงการออกกฎหมายใหม่ตามคำแนะนำของกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถสั่งปิดการเทรดได้หากมีความจำเป็น

“รัฐบาลได้เตือนมาหลายครั้งแล้วว่า เงินดิจิทัลยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนสกุลเงินจริงได้ และอาจทำให้ขาดทุนหนัก เนื่องจากมีความผันผวนสูง” แถลงการณ์ของรัฐบาลกรุงโซล ระบุ

รัฐบาลระบุด้วยว่า สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ที่มีการซื้อขายในตลาดเกาหลีใต้นั้น มีราคาแพงกว่าในต่างประเทศมาก โดยบิตคอยน์เป็นเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมที่สุด และมีการเทรดทั้งจากกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจนถึงแม่บ้าน ขณะที่เอเอฟพีระบุว่าปัจจุบันธุรกรรมบิตคอยน์ในเกาหลีใต้มีสัดส่วนเป็น 20% ของโลก

สำหรับท่าทีดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงเทขายหนักในการซื้อขายวานนี้ จนราคาร่วงลงกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ราว 1.35 หมื่นดอลลาร์/บิตคอยน์

ภาพ เอเอฟพี

เทรนด์เทคโนโลยี 2561 ภัยคุกคามบุกต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 18:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532692

เทรนด์เทคโนโลยี 2561 ภัยคุกคามบุกต่อเนื่อง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ปีหน้า 2561 ถือว่าเป็นปีแห่งดิจิทัลอย่างแท้จริง หลังจากที่ไทยผ่านพ้นการประมูลคลื่นและนักธุรกิจหลายชาติเข้ามาลงทุน ความชำนาญและกล้าลงทุนของธุรกิจไทย เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร และกำลังเข้าสู่ยุคของความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีหลังลองผิดลองถูกมาพอสมควร โดย 3 ค่ายด้านระบบรักษาความปลอดภัยได้มองเทรนด์ในปี 2561 ไว้ดังนี้

วุฒิไกร รัตนไมตรีเกียรติ ที่ปรึกษาด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภัยคุกคามที่เรียกว่าแรนซัมแวร์นั้น มีการขายในตลาดมืด ทำให้แฮ็กเกอร์สร้างรูปแบบใหม่ๆ ของภัยคุกคามขึ้นมา เพื่อเรียกเงินขององค์กรที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือ

แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีแฮ็กเกอร์ใช้บิตคอยน์ในการจ่ายค่าไถ่ แต่ด้วยความนิยมของบิตคอยน์ในปีนี้ ทำให้บิตคอยน์มีความเสี่ยงเช่นกัน แม้จะมีหลายฝ่ายมองว่าการทำงานของบิตคอยน์ที่ผ่านระบบบล็อกเชนนั้นมีความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% หากผู้ที่อยู่ในระบบไม่ได้เช็กว่าการอนุมัติส่งต่อผ่านระบบนั้น ใช่คนที่ได้รับการอนุญาตจริงหรือไม่

ทั้งนี้ คริปโตเคอร์เรนซี หรือเงินสกุลดิจิทัล และบล็อกเชนกำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง โดยเอไอจะเข้ามาช่วยคิดและมองหาความสัมพันธ์เพื่อตรวจจับมัลแวร์ แต่หากไม่ได้เขียนรหัสป้องกันการโจมตีไว้ ก็อาจจะเจอปัญหาได้เช่นกัน ด้วยจำนวนข้อมูลที่มีการเปิดเผยมากขึ้น อีกทั้งความนิยมในบิตคอยน์ที่ชื่อว่า อีเธอเรียม (Etherium) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกๆ ที่เจอปัญหาถูกขโมยเงินออกไปจากระบบแล้ว เพราะเมื่อได้รับความนิยมในการนำไปใช้เป็นช่องทางหารายได้มากขึ้น ย่อมเจอปัญหาการโจมตีเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจของเทรนด์ไมโครยังคงพบว่า องค์กรต่างๆ ยังตื่นตัวเรื่องปัญหาภัยคุกคามน้อย แบ่งเป็น 66% ยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของระบบเลย รองลงมา42% องค์กรยังไม่รู้ตัวว่าควรตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ในมือ มีเพียง 34% ขององค์กรทั่วโลกที่เริ่มลงมือป้องกันความปลอดภัย

นอกจากนี้ องค์กรสหภาพยุโรปที่ประกาศออกมาว่าองค์กรที่มีการร้องขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้านั้น ต้องมั่นใจว่าสามารถรักษาความปลอดภัยได้ หากข้อมูลลูกค้ารั่วไหลจะถูกปรับเงินตามเปอร์เซ็นต์รายได้ของบริษัท

ทั้งนี้ เทรนด์ไมโครแนะนำว่า หากองค์กรต้องการลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมข้อมูล ควรมีการเข้ารหัส (Encryption) ในการเข้าใช้อุปกรณ์และระบบของบริษัท และสร้างความมั่นใจได้ว่า หากอุปกรณ์โน้ตบุ๊กหรือพีซีหายไป ข้อมูลภายในจะต้องไม่รั่วไหล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องหรือว่าบนคลาวด์ก็ตาม

ด้าน วัชระ จิระเจริญสุวรรณ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัทF5 เน็ตเวิร์กส์ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรในไทยส่วนใหญ่พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ภายในองค์กรมากขึ้น ซึ่งยังมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยสูง เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องการป้องกันที่ดีพอ

การพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นนั้น ผู้เข้าใช้งานจะสามารถเข้าไปถึงเกตเวย์ของระบบเพื่อดึงข้อมูลมาใช้แบบเรียลไทม์ ดังนั้นความเสี่ยงในการเจอแฮ็กข้อมูลมีสูง ยิ่งจำนวนข้อมูลบนระบบมีมากความเสี่ยงก็ย่อมมากไปด้วย

ขณะที่การโจมตีระบบหน้าบ้านของแอพพลิเคชั่น (Application Programming Interface : API) นั้น โปรแกรมเมอร์ที่เขียนระบบมองเรื่องความรวดเร็วในการสร้างระบบให้เสร็จ แล้วค่อยมองเรื่องความปลอดภัยของระบบ ทำให้ความเสี่ยงในการเจาะข้อมูลมีสูง

“โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่พัฒนาแอพพลิเคชั่นตามไอเดียก่อนที่จะมองเรื่องความปลอดภัย ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้งานมีความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูล โดยแฮ็กเกอร์ยังเจาะถึงรากฐานของระบบปฏิบัติการอย่างไอโอเอสและแอนดรอยด์ไม่ได้ แต่การเจาะระบบแอพพลิเคชั่นได้ ก็จะเป็นรูรั่วด่านแรกก่อนเข้าถึงโครงสร้างทั้งหมด”วัชระ กล่าว

นอกจากนี้ การโจมตีแบบ Ddos บนโมบายแบงก์กิ้งก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง ยิ่งกลุ่มธุรกิจธนาคาร พัฒนารูปแบบการใช้จ่ายผ่านมือถือมากขึ้น ย่อมทำให้การเข้าใช้งานมีปัญหาอาจส่งผลให้ทำทรานแซ็กชั่นผ่านมือถือไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและธุรกิจการเงินก็ลงทุนด้านความปลอดภัยมากที่สุดไม่แพ้กลุ่มโทรคมนาคม ภาครัฐและเฮลท์แคร์

ประชากรของไทยกำลังเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียล ในปี 2563 จะมีประชากรประมาณ 1 ใน 3 หรือ 22 ล้านคน จากทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน ที่มีการใช้งานสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นมากขึ้น หากองค์กรที่พัฒนาระบบไม่วางฐานเรื่องความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานก่อน ย่อมเป็นปัญหาต่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ประเทศไทยจะเดินหน้าสุ่ยุค 4.0 ได้อย่างมั่นคงนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องความปลอดภัย  เพราะเหตุการณ์แรนซัมแวร์ทำให้ทั่วโลกบาดเจ็บกันสาหัสมาแล้ว

จับตา 10 เทรนด์ไอทีโลกปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 13:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532612

จับตา 10 เทรนด์ไอทีโลกปี 2018

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ขณะที่ปี 2017 กำลังจะสิ้นสุดลง การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีสหรัฐได้คัดเลือกแนวโน้มเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2018 นี้ไว้ 10 อย่างด้วยกัน ซึ่งสรุปสั้นๆ มาได้ดังนี้

1.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

หลังการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เอไอเกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ในปีหน้านี้เอไอจะเข้ามาเป็นรากฐานของโมเดลธุรกิจและระบบการดำเนินการต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจต่างๆ หรือการเสริมสร้างงานบริการลูกค้า แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025

2.แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ

การ์ทเนอร์ ระบุว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าแอพพลิเคชั่นจะเพิ่มความอัจฉริยะมากขึ้นจากการผสมผสานเข้ากับเอไอ และกลายเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงทั้งสำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงพลิกโฉมรูปแบบและโครงสร้างการทำงานในองค์กร

3.อุปกรณ์อัจฉริยะ

ในปีหน้านี้อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้มากขึ้นและใช้งานได้หลากหลายด้าน เช่น เครื่องดูดฝุ่นแบบกำหนดทิศทางได้เอง หรืออุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรอัตโนมัติ นอกจากนี้อุปกรณ์อัจฉริยะจะเปลี่ยนจากการใช้งานแบบเดี่ยวไปเป็นแบบกลุ่ม ที่อุปกรณ์ต่างๆ จะทำงานร่วมกันและเชื่อมต่อถึงกันเป็นเครือข่าย

4.ดิจิทัล ทวิน

ดิจิทัล ทวิน คือ บันทึกข้อมูลดิจิทัลของอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งได้มาจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวอุปกรณ์ เพื่อบ่งบอกสถานะและการทำงานของอุปกรณ์ในแบบเกือบเรียลไทม์ โดยการ์ทเนอร์ คาดว่าจุดเชื่อมต่อดิจิทัล ทวิน จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.1 หมื่นล้านจุด ในปี 2020

5.เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge com puting)

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการย้ายการประมวลผลและรวบรวมข้อมูลไปใกล้กับแหล่งข้อมูลมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและลดความล่าช้า เมื่อนำไปผสมผสานกับคลาวด์ คอมพิวติ้ง เทคโนโลยีเอดจ์ คอมพิวติ้งจะช่วยเติมเต็มการเชื่อมต่อต่างๆ ในระบบได้ดีขึ้น

6.ระบบการสนทนากับคอมพิวเตอร์

ระบบดังกล่าวจะเปลี่ยนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะได้รับการพัฒนาให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และทำได้มากกว่าการตอบคำถามธรรมดา เช่น การนำไปใช้เป็นพยานยืนยันเหตุอาชญากรรม หรือสเกตช์ภาพผู้ต้องสงสัยก่อเหตุจากข้อมูลเบื้องต้น

7.อิมเมอร์ซีฟ เอ็กซ์พีเรียนส์

การ์ทเนอร์ ระบุว่า อิมเมอร์ซีฟ เอ็กซ์พีเรียนส์ เป็นการสร้างประสบการณ์รับรู้โดยผสานโลกจริงกับโลกออนไลน์ ด้วยการใช้เทคโนโลยี เออาร์ วีอาร์ และเอ็มอาร์ (Mixed Reality) ทำให้ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่างๆ ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัลได้มากขึ้น

8.บล็อกเชน

แม้ขณะนี้บล็อกเชนยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และยังไม่มีระเบียบกำกับดูแลชัดเจน แต่เทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม และมีการใช้งานในวงกว้างนอกจากด้านการเงิน

9.Event-Driven

การ์ทเนอร์ อธิบายว่า ธุรกิจดิจิทัลในอนาคตจะขับเคลื่อนจากกระแสและความเคลื่อนไหวต่างๆ (Event-Driven) การนำเอไอ อุปกรณ์ไอโอที หรือเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้ จึงจะช่วยให้ตรวจจับกระแสต่างๆ ได้รวดเร็วกว่า และวิเคราะห์ข้อมูลได้ตรงจุดมากกว่า

10.ระบบป้องกันความเสี่ยงแบบยืดหยุ่นได้

เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลมีความ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การพัฒนาระบบป้องกันความเสี่ยงและภัยคุกคามต่างๆ จึงมีความสำคัญ การประเมินความเสี่ยง ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์จึง เข้ามาช่วยในการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ โดยจะต้องเปลี่ยนให้คนเป็นศูนย์ กลางระบบ และเปิดให้นักพัฒนารับผิดชอบมาตรการด้านความปลอดภัยต่างๆ มากขึ้น n

กสทช.กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณมือถือช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532644

กสทช.กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณมือถือช่วงปีใหม่

กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณ พร้อมให้เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ 30 ธ.ค. 2560-2 ม.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธ.ค. 2560-2 ม.ค. 2561 เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีสถิติการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กันมาก ประชาชนนิยมติดต่อสื่อสารและส่งข้อความอวยพรกันผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือคลิปวิดีโอสั้น ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ทุกคนในครอบครัวมารวมกัน

สำนักงาน กสทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการติดต่อสื่อสารผ่านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง สำนักงานฯ จึงได้สั่งการไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้เพิ่มขีดความสามารถและความระมัดระวัง ในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และแก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่นำมาใช้ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาช่วงเทศกาลปีใหม่

“การดำเนินการทั้งหมดของสำนักงาน กสทช. ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาในการใช้งานในช่วงวันปีใหม่” นายฐากร กล่าว