4 คุณประโยชน์ของวิตามินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528093

4 คุณประโยชน์ของวิตามินดี

วิตามินดีที่มีอยู่ในแสงแดดที่เราเผชิญกันทุกวัน มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายประการ

หลายๆ คนมักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะกลัวผิวเสีย จริงอยู่ที่ว่าแสงแดดมีส่วนทำร้ายผิวของเราให้หมองคล้ำ แต่อีกมุมหนึ่ง แสงแดดก็มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) แต่ปัจจุบันพฤติกรรมคนเมือง หรือคนวัยทำงาน มักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด นิยมออกกำลังกายในที่ร่ม จึงลดการดูดซึมวิตามินดีลงไปมาก ทั้งที่จริงแล้ววิตามินดีนั้นก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

1. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

2. ชะลอการเกิดริ้วรอย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อ

3. ลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

4. ระดับวิตามินดีสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ รวมถึงมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยเช่นกัน

4 วิธีนั่งให้ห่างไกลโรคกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 11:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528071

4 วิธีนั่งให้ห่างไกลโรคกระดูก

ท่านั่งที่ถูกต้องจะช่วยให้ห่างไกลโรคกระดูกได้

เรื่องสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจดูแล ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งโรคเกี่ยวกับกระดูก สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน ซึ่งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่าง การนั่งนานๆ หรือท่านั่ง ก็มีส่วนต่อโรคกระดูกเช่นเดียวกัน

1. ปรับท่านั่งให้ถูกต้องด้วยการนั่งพิงพนัก โดยเฉพาะเก้าอี้ที่มีรูปทรงตามกระดูกสันหลัง ต้องนั่งให้ชิด หลังสัมผัสพนัก คอตั้งตรง ทิ้งไหล่ให้สบาย งอศอกและเข่าพอประมาณ ไม่เหยียดตรงเกินไป

2. การวางเท้า ควรให้เท้าสัมผัสพื้นทั้งฝ่าเท้า ถ้าเท้าลอยควรหาที่รองเท้าขณะนั่งให้พอดี

3. ลุกขึ้นยืดหรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระดูก และร่างกาย ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยทุกสองชั่วโมง

4. ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการนั่ง เช่น การนั่งไม่เต็มเก้าอี้ การนั่งไขว้ห้าง เพราะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกระดูกที่จะมีตามมา

เมื่อวัดบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528051

เมื่อวัดบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเข้า

วัดในประเทศไทยเรามีประมาณ 4 หมื่นวัด แต่สังเกตหรือไม่ว่า ทุกวันนี้คนไม่ค่อยเข้าวัดกัน หรือเข้าวัดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แบบว่านานๆ เข้าที จนหลายวัดดูสภาพเหมือนวัดร้างเข้าไปทุกวันๆ แล้วการที่คนเข้าวัดนั้น ส่วนใหญ่ถ้าไม่ไปงานบวชก็งานศพ หรือไปในเวลามีเทศกาลสำคัญๆ เช่น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทยที่วัดจัดงานขึ้นมา เป็นต้น

ทำไมคนไม่ค่อยเข้าวัด?

บางคนอาจบอกว่า ก็วัดไม่มีอะไรให้ทำนี่ เช่น กิจกรรมปฏิบัติธรรมที่ทุกวัดควรต้องมี แต่มีเฉพาะบางวัดและมีจำนวนน้อยมากที่จัดกิจกรรมนี้เป็นหลัก ซึ่งประชาชนไปวัดตอนไหนก็สามารถเข้าไปปฏิบัติได้ ทำให้หลายคนไม่เข้าวัดแต่เลือกไปสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ ของเอกชน หรือมูลนิธิต่างๆ แทน เพราะคิดว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมของตัวเอง

บางคนอาจมองว่า พื้นที่วัดกลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว ทั้งไม่สะอาด ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพื้นที่สีเขียว เข้าไปก็ร้อน สู้ไปห้างดีกว่าเย็นสบาย บางวัดสิ่งปลูกสร้างก็ใช้วัสดุไม่เข้ากับความเป็นวัด ซ้ำไปทำลายคุณค่าและสร้างทัศนะอุจาดให้วัด บางวัดก็เป็นพุทธพาณิชย์จนแทบหาคุณค่าของวัดที่แท้จริง คือ เป็นที่พึ่งและพัฒนาจิตใจประชาชนไม่มี เห็นมีแต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ทางสังคม เช่น เป็นที่เผาศพสวดศพแค่นั้น แต่หน้าที่ที่เป็นแก่นแท้ของวัดแทบไม่มีให้เห็น

วัดบันดาลใจ

ประมาณ 3 ปีมานี้ได้เกิดโครงการหนึ่งชื่อ “วัดบันดาลใจ” ขึ้นมา แล้วโครงการที่ว่านี้ก็กำลังช่วยพลิกฟื้นความเป็นวัดที่แท้จริงกลับมา ด้วยการออกแบบวัดใหม่ ให้เป็นรมณียสถานด้วยการปรับพื้นที่กายภาพของวัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจ และสร้างกิจกรรมในวัดให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาและจิตใจของประชาชน

โครงการวัดบันดาลใจเกิดจากมุมมองและความคิดริเริ่มของ “ธีรพล นิยม” ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ที่มองเห็นความเปลี่ยนไปของวัดที่เมื่อก่อนวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านเวลามีงานบุญ งานหลวง งานราษฎร์ วัดคือที่พบปะหารือ ส่วนเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดก็เป็นขวัญกำลังใจและชี้นำทางสติปัญญา แต่ปัจจุบันบทบาทของวัดเริ่มถดถอยลงมาก บางวัดแทบไม่มีเลย ทำให้คนไม่ค่อยเข้าวัด ที่น่าห่วงหลายวัดกลายเป็นพุทธพาณิชย์ไป

“ความที่ผมเป็นสถาปนิก ทำยังไงจะพลิกฟื้นความเป็นวัดที่แท้จริงกลับคืนมา ก็เชื่อว่าการปรับพื้นที่กายภาพของวัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างกิจกรรมต่างๆ ในวัดให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาและจิตวิญญาณ ซึ่งในด้านกายภาพต้องอาศัยสถาปนิกมาช่วยในการออกแบบวัด ผมจึงชักชวนสถาปนิก วิศวกร สมาคมสถาปนิกสยามฯ สมาคมภูมิสถาปนิกฯ วิศวกรรมสถาน และบริษัทสถาปนิกต่างๆ มาเป็นอาสาสมัครเครือข่ายช่วยกันออกแบบให้กับวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ในด้านจิตวิญญาณก็เชิญมูลนิธิหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาสฯ ที่เก่งในเรื่องกิจกรรมเข้ามาช่วยในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในวัด และได้ กสทช.มาช่วยในด้านไอที ซึ่งโครงการนี้ได้ทุนสนับสนุนโครงการจาก สสส.”

9 วัดนำร่อง

หลักในการทำงานของโครงการคือ เริ่มต้นด้วยการทำวัดนำร่องที่มีความพร้อมที่ต้องการให้ไปออกจริงๆ 9 วัดในปีแรก ประกอบด้วย วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ วัดนางชี กรุงเทพฯ ฝั่งธน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี วัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา วัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ วัดศรีทวี จ.นครศรีธรรมราช วัดป่าโนนกุดหล่ม จ.ศรีสะเกษ และวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่น่าเชื่อว่าปีแรกจะมีวัดสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

“ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วอันเป็นปีแรกของโครงการ เราต้องการแค่ 9 วัดนำร่องเท่านั้น แต่พอจัดสัมมนาแนะนำโครงการครั้งแรกเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้กันในระหว่างอาสาสมัคร สถาปนิก ผู้ทำกิจกรรมและวัดต่างๆ ปรากฏมีวัดเข้าร่วมสัมมนา 200 วัดรวมวัดในต่างประเทศด้วย และมี 100 กว่าวัดที่ต้องการให้เราออกแบบให้ แต่รับทั้งหมดไม่ไหวจึงเลือกมา 31 วัด เนื่องจากมีสถาปนิกประมาณ 40 คนก็แบ่งกันไปออกแบบแต่ละวัด ทำควบคู่ไปกับวัดนำร่องของโครงการ 9 วัด รวม 40 วัด”

ธีรพล กล่าวว่า สามปีที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครที่เป็นสถาปนิก ภูมิสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบมืออาชีพ และคนจัดกิจกรรมมาช่วยพัฒนาวัด และจากการทำงานอย่างต่อเนื่องนี้โครงการได้รวบรวมความรู้มาจัดตั้งเป็น Knowledge Center เพื่อให้คำแนะนำกับวัดอื่นๆ ที่สนใจพัฒนาตามแนวทางวัดบันดาลใจสามารถเริ่มได้ด้วยตัวเอง และหวังว่าองค์กรสงฆ์จะเห็นคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ และสนับสนุนให้วัดต่างๆ มีทิศทางการพัฒนาที่เกื้อกูลชีวิตของผู้คน

“ผมอยากให้ผู้คนลองจินตนาการดูว่า วัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอยู่ 1,300 แห่ง ถ้าแต่ละวัดมีพื้นที่สัก 5 ไร่ หากปรับเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้ร่มรื่น เราจะได้ปอดของกรุงเทพฯ ถึง 6,500 ไร่ เหมือนมีสวนลุมพินีเพิ่มมา 20 แห่ง ส่วนการเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและจิตใจนั้นก็คงขึ้นกับคุณภาพของพระสงฆ์ในแต่ละวัดซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไปตามเหตุปัจจัย” ผู้ริเริ่มโครงการชวนคิด

วัดสุทธิวราราม โฉมใหม่ได้ใจทุกคน

หากใครไปวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ (1 ใน 9 วัดนำร่องโครงการวัดบันดาลใจ) ในเวลานี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายในทางที่สร้างสรรค์เป็นที่จรรโลงจิต วัดมีความร่มรื่น น่าเข้าไปอย่างยิ่ง แต่ถ้าให้นึกย้อนภาพวัดสุทธิฯ ที่ผ่านมา คนจะมองเลยว่าไม่มีอะไรนอกจากงานศพ สวดศพทุกวัน และไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรที่ประชาชนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ลานวัดก็เป็นลานจอดรถ ไม่มีพื้นที่สีเขียว มีแต่ลานปูน กำแพงโบสถ์ก็กินพื้นที่วัดจากวัดที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบหนักเข้าไปอีก

ทว่า พอได้เจ้าอาวาสที่มีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกลอย่าง พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วัดสุทธิฯ จึงเปลี่ยนไปและมีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านกายภาพ เนื่องจากมีการปรับพื้นที่วัดให้มีพื้นที่สีเขียว และในด้านกิจกรรมก็มีกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ให้นักเรียน ชุมชน และประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมได้ตลอด

พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวว่า วัดในเมืองส่วนใหญ่ก็จะเห็นสภาพอันหนาแน่นของตึก อาคาร ร้านค้า ลานจอดรถ วัดสุทธิวรารามก็เช่นกันในช่วงแรกมีพื้นที่สาธารณะน้อย ทางวัดจึงคิดว่าน่าจะสร้างวัดให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของสังคมขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยโบสถ์ ศาลาการเปรียญที่มีอยู่มาปรับผังภูมิทัศน์ขึ้นใหม่ โดยหลักคิดในการพัฒนาวัดเพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้สะอาดร่มรื่น สวยงาม เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการเรียนรู้ และการเข้ามาพัฒนาจิตใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย

กิรินทร์ ตั้งเลิศปัญญา ภูมิสถาปนิกอาสาวัดสุทธิวราราม จากบริษัท ฉมา โซเอ็น เล่าถึงการออกแบบว่า จากการที่พูดคุยกับเจ้าอาวาส ท่านต้องการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นสวนกลางเมืองและพื้นที่การเรียนรู้ เนื่องจากเห็นว่าผู้คนในละแวกถนนเจริญกรุงไม่มีพื้นที่สาธารณะ ถ้าได้เข้ามาใช้ในวัดที่ร่มรื่นก็เป็นเรื่องดี แต่การที่จะทำอย่างนั้นได้ต้องปรับพื้นที่รอบอุโบสถ

“โบสถ์วัดสุทธิฯ จะอยู่ตั้งตรงกลางวัด มีพื้นที่โล่งทั้งซ้ายและขวา แต่เมื่อก่อนจะมีศาลาสวดศพ และกุฏิ 1 หลังขวางพื้นที่ท่านก็ให้รื้อออก แล้วทุบกำแพงแก้ว (กำแพงรอบโบสถ์) ออกเพื่อให้ออกแบบพื้นที่สวนโดยรอบอุโบสถได้ ในการออกแบบเราได้เสนอท่านเป็น 3 เฟส เพราะความตั้งใจของท่านต้องการเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมด แต่เนื่องจากพื้นที่วัดปัจจุบันเป็นที่จอดรถทั้งหมด ถ้าจะเปลี่ยนทันทีไม่มีพื้นที่จอดรถเลยคนคงจะไม่เห็นด้วย ก็เลยออกแบบเป็นที่สีเขียวและเป็นที่จอดรถด้วย

ท่านบอกอีกว่าเฟสต่อไปจะทำพื้นที่อีกฝั่งของวัดเป็นพื้นที่สวน และในอนาคตถ้าสามารถทำพื้นที่วัดฝั่งตรงข้ามเป็นโรงพยาบาลสงฆ์ได้ก็จะทำพื้นที่ในวัดทั้งหมดเป็นพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกันก็จะเอาที่จอดรถย้ายไปอยู่อีกฝั่งด้วย ดังนั้นจึงพยายามเสนอท่านเป็น 3 เฟสโดยไม่ให้กระเทือนคนในชุมชน และให้ชุมชนค่อยๆ เรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้วัดก็ได้สวนสีเขียว”

ศูนย์การเรียนรู้ในวัด

นอกจากสร้างสวนสีเขียวในวัดแล้ว ยังได้ทำศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม เพื่อให้นักเรียน ประชาชนทั่วไป หน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งชุมชนได้เข้ามาใช้ร่วมกันอีกด้วย ในการนี้ก็ได้อาสาสมัครด้านกิจกรรมของโครงการมาร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องของการออกแบบกิจกรรม เช่น กิจกรรมดูหนังตามหาแก่นธรรม เป็นต้น

พระมหาพร้อมพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม วัดสุทธิวรารามเล่าว่า อย่างกิจกรรมตักบาตรคนเมืองที่จัดทุกวันเสาร์แรกของเดือนนั้น ในเย็นวันศุกร์จิตอาสาที่เป็นนักเรียนจะมาช่วยเตรียมของ วันรุ่งขึ้นก็ชวนผู้ปกครองมาตักบาตร เสร็จงานนั่งกินข้าวร่วมกัน เป็นภาพที่น่ารัก จากคนเข้าร่วมหลักสิบปัจจุบันหลักร้อย ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุรอบๆ วัด คนมาก็หลากหลาย บางคนรู้ข่าวจากโซเชียลมีเดีย วัดไม่ได้มองคำว่าชุมชนต้องเป็นคนรอบๆ วัดเท่านั้น และหลังจากเปิดให้บริการ แต่ละวันมีเด็กๆ จำนวนหนึ่งมาใช้ศูนย์การเรียนรู้ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ รอพ่อแม่มารับ

“บางครั้งเกิดบทสนทนากับพระอาจารย์ สงสัยอะไรก็ไม่ได้ตอบด้วยธรรมะจ๋า ตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันรับตำแหน่ง ท่านพูดชัดว่าจะขับเคลื่อนวัดไปในทิศทาง 3 ด้าน คือ เน้นกายภาพให้มีความสะอาดร่มรื่น พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนและชุมชน และพัฒนาด้านจิตปัญญา ตอนนี้เราทำด้านกายภาพแล้ว ทำศูนย์การเรียนรู้แล้ว

ต่อไปด้านจิตตปัญญาเรากำลังทำอยู่ โดยเจ้าอาวาสท่านให้ความสำคัญกับงานศิลปะและต้องการให้งานพุทธศิลป์เป็นเครื่องสื่อสารธรรมะให้กับประชาชน จะเห็นว่า ในโบสถ์ทั้งชั้น 1 ชั้น 2 ท่านได้ให้ศิลปินชื่อดังมาวาดภาพปริศนาธรรมต่างๆ เพื่อให้คนได้มาศึกษาเรียนรู้ อย่าลืมว่า ภาพหนึ่งภาพอธิบายได้ร้อยพันความหมาย” พระมหาพร้อมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าทุกวัดโดยเจ้าอาวาสมีวิสัยทัศน์ พร้อมที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเชื่อเหลือเกินว่าบทบาทและบรรยากาศของวัดจริงๆ จะกลับมา พระได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ชาวบ้านก็จะเข้าวัดด้วยความศรัทธา มิใช่สักแต่เข้าไป เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4 วิธีที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 17:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527922

4 วิธีที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข

การปรับความคิดและทัศนคติเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น

หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศบางส่วน พอทำงานไปเรื่อยๆ เข้า ก็เริ่มไม่อยากตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน ต้องมาทนกับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน รู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด สุขภาพจิตเสีย เพื่อนร่วมงานบางคนไม่ให้ความร่วมมือ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ถ้าใครมีความรู้สึกแบบนี้แสดงว่ากำลังเริ่มเบื่องานเข้าแล้ว ดังนั้นควรหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

1. ปรับทัศนคติให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร เพราะอะไรหัวหน้าถึงไว้วางใจให้เราทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะคนๆ เดียว และจะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

2. ความเบื่องานย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวาความสนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก

3. เชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่ควรบ่นในเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุยกับเพื่อนหรือใครก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ

4. ถ้ามีงานเยอะล้นมือก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นๆ ได้ และยิ่งสร้างความปวดหัว หรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิม เมื่อจัดงานได้บางส่วน หรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง

4 วิธีถนอมดวงตาจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 16:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527915

4 วิธีถนอมดวงตาจากแสงแดด

แสงแดดจ้านอกจากจะทำร้ายผิวแล้ว อาจมีส่วนทำร้ายดวงตาของเราได้ด้วยเช่นกัน

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยมี 3 ฤดู ร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ แสงแดดเมืองไทยก็ไม่มีวี่แววว่าจะลดลง ยังคงร้อนเสมอต้นเสมอปลาย และแสงแดดจ้านี้เอง นอกจากจะทำร้ายให้ผิวคล้ำเสียแล้ว ยังอาจมีส่วนทำร้ายดวงตาของเราได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรหมั่นใส่ใจดูแล และป้องกันดวงตาจากความเสี่ยงเหล่านั้น

1. เลี่ยงแสงแดดจ้า – ความร้อนจากแสงแดด ส่งผลให้หลายๆ คนเกิดอาการตาแห้ง โดยเฉพาะผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์ มักเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ควรใส่ใจดูแลดวงตาให้มากขึ้น โดยหมั่นกะพริบตาบ่อยๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ดวงตา ใช้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจ้า และเลี่ยงการใช้สายตาเพ่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ จนทำให้เกิดอาการตาล้า

2. สวมแว่นกันแดด – แสงแดดจ้าสามารถส่งผลต่อดวงตา ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาเสื่อม จึงควรสวมแว่นตากันแดดเพื่อถนอมดวงตา ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดดจ้า ฝุ่นควันและลม ควรเลือกแว่นกันแดดที่มีประสิทธิภาพและมีค่าการปกป้องยูวี

3. บำรุงสายตา – การใช้สายตาอย่างหนักส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการอ่อนล้า กระจกตาไม่แข็งแรง จึงควรดูแลสายตาด้วยการเลือกกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อย่างวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา เช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ฟักทอง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

4. พบจักษุแพทย์ – สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาทั้งหลาย ควรหมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสายตาอย่างสม่ำเสมอทุกปี และผู้ที่ใช้สายตาในการทำงานเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการผิดปกติกับดวงตาอย่านิ่งนอนใจ หมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตา ขอรับคำแนะนำ และดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงอยู่เสมอ

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527902

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ผลไม้ไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อน และทำให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายได้

ช่วงกลางสัปดาห์แบบนี้ หลายคนอาจจะง่วงๆ เหนื่อยๆ รู้สึกล้า ไม่สดชื่น บางคนอาจจะเลือกไปจิบกาแฟ เอาคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกทางเรื่องอย่าง น้ำผลไม้ ที่จะช่วยดับร้อน และทำให้เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์ต่างๆ จากวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้อีกด้วย

1. มะพร้าว – มะพร้าวน้ำหอม ช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งยังให้ประโยชน์จากแร่ธาตุทั้งหลาย มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ พร้อมด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเลือกดื่มแบบสดๆ หรือเป็นเมนูน้ำมะพร้าวปั่น ก็จะช่วยลดดีกรีความร้อนแรงได้

2. แตงโม – ด้วยความที่แตงโมเป็นผลไม้ให้น้ำมาก หากได้กินแตงโมหรือดื่มน้ำแตงโมแช่เย็น สามารถช่วยเรียกคืนความสดชื่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดอาการไอ เพิ่มความชุ่มคอ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และที่สำคัญสีแดงที่อยู่ในแตงโมยังมีสารเบต้าแคโรทีนอีกด้วย

3. ส้ม – จะเลือกดื่มน้ำส้มคั้นสดๆ สักแก้ว หรือกินทั้งผล ก็อร่อยสดชื่นได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน ที่สำคัญส้มไม่ได้มีดีแค่วิตามินซีสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินเอ บี ดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกากใยที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

4. มะม่วง – น้ำมะม่วงปั่นสดๆ หวานฉ่ำ ชื่นใจ นอกจากจะช่วยให้สดชื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังช่วยดับกระหาย ละลายเสมหะ แก้อาการไอ แล้วยิ่งเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ ก็เป็นผลไม้อีกชนิดที่มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินอีที่สูงมาก

4 มุมมองที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 14:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527893

4 มุมมองที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น

ความอ่อนแอมีอยู่ลึกๆ ในใจทุกคน แต่สามารถทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยการปรับมุมมองบางอย่าง

ไม่มีใครที่จะเข้มแข็งได้ตลอดเวลา ทุกคนต่างมีปัญหามากมายกันอยู่ในใจลึกๆ และหลายครั้งที่เราจัดการกับปัญหาเหล่านั้น อาจจะทำให้จิตใจอ่อนแอลงได้ จึงต้องมีวิธีปรับมุมมองเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อดึงจิตใจที่อ่อนแอให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตยังต้องก้าวต่อไปข้างหน้าเสมอ

1. ไม่ยอมแพ้ – มีประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีความล้มเหลว แต่คนที่จิตใจแข็งแกร่งใช้ความล้มเหลวเป็นโอกาสที่จะเติบโตและปรับปรุง พวกเขามีความยินดีที่จะพยายามจนกว่าจะได้รับในสิ่งที่หวัง โดยไม่มีการยอมแพ้แม้ในวันที่เหนื่อยล้า

2. ไม่ยึดติดกับอดีต – คนที่จิตใจแข็งแกร่งไม่ต้องเสียเวลาติดอยู่ในอดีตที่ผ่านมา และหวังสิ่งที่อาจจะแตกต่างกัน ให้ยอมรับอดีตที่ผ่านมาและเรียนรู้จากมัน แต่ไม่ได้ยึดติดและคิดวนไปวนมากับมัน ดำเนินชีวิตต่อโดยใช้อดีตเป็นบทเรียน และไม่เสียพลังงานกับเรื่องเก่าๆ ที่กลับไปแก้ไขไม่ได้

3. ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียว – คนที่จิตใจแข็งแกร่งสามารถอยู่คนเดียวได้ และไม่กลัวความเงียบ ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียวกับความคิดของพวกเขา สามารถใช้เวลาช่วงที่ไม่มีใครทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล สนุกกับการใช้เวลากับตัวเอง เพราะความสุขของพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นๆ

4. ไม่คาดหวังผลว่าจะต้องได้ในทันที – ไม่ว่าจะทำงาน ดูแลสุขภาพ หรือได้รับธุรกิจใหม่ ไม่ควรคาดหวังผลว่าต้องได้เดี๋ยวนั้นทันที แต่ให้ใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะอย่างดีที่สุด โดยมีความเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายๆ

5 วิธีใช้คอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527863

5 วิธีใช้คอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

การใช้คอนแทคเลนส์ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาหากใช้อย่างถูกวิธี

ทุกวันนี้หลายคนมักมีปัญหาเกี่ยวกับสายตามากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานดวงตาค่อนข้างหนัก ทำให้หลายคนต้องหันมาสวมแว่นสายตากัน แต่ทุกวันนี้หลายๆ คนที่มีปัญหาด้านสายตา ก็หันมาใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความคล่องตัวในการใช้ชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งการจะสวมใส่คอนแทคเลนส์นั้น ต้องใช้งานอย่างถูกวิธี เพื่อให้ไม่เกิดอันตรายต่อดวงตา

1. ดูแลรักษาความสะอาด – ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ และล้างด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ให้สะอาดทุกครั้งก่อนเก็บแช่ในตลับ

2. ไม่ใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป – ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน และห้ามใส่นอนเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดวงตาขาดออกซิเจน ตาแห้ง และอาจเกิดอันตรายต่อดวงตาได้

3. ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น – คอนแทคเลนส์เป็นของใช้ส่วนบุคคล ห้ามใช้ร่วมกับผู้อื่น หรือใช้คอนแทคเลนส์มือสองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการแพร่เชื้อโรคสู่กันได้ง่าย ซึ่งเสี่ยงต่อดวงตาอักเสบ ติดเชื้อ และตาบอดได้

4. เลือกคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตราฐาน – ควรเลือกซื้อคอนแทคเลนส์จากร้านที่ได้มาตราฐาน คำนึกถึงคุณภาพเป็นสำคัญ นอกจากนั้นอาจเลือกคอนแทคเลนส์ที่มีค่าอุ้มน้ำเยอะๆ เพื่อให้สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ตลอดทั้งวัน

5. ใช้น้ำตาเทียม – ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ควรพกน้ำตาเทียมติดกระเป๋าไว้บ้าง เพื่อใช้ในยามที่ตาแห้ง จะได้ไม่ระคายเคืองดวงตา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรฝืนใส่นานจนเกินไป หากมีอาการตาแดงหรือระคายเคืองมากๆ ก็ควรถอดออกมาล้างก่อน เพราะอาจมีฝุ่นผงเข้าไปติดในคอนแทคเลนส์ได้

ปลุกปั้นนักวิทยาศาสตร์ ฟูมฟักเด็กเพื่ออนาคตเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527844

ปลุกปั้นนักวิทยาศาสตร์ ฟูมฟักเด็กเพื่ออนาคตเมืองไทย

ผ่านไปถึง 7 ปีเต็ม ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โดยได้ขยายผลสู่กว่า 16,605 โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น 230 แห่ง โดยมีกิจกรรมอบรมครู พัฒนาสื่อการเรียนการสอน

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย จะมุ่งวางรากฐานการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์โดยส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้กิจกรรมและประสบการณ์ในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ฝึกให้เด็กสังเกต รู้จักการตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และทรัพยากรที่มีคุณภาพ

รวมถึงการสร้างผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น ที่ช่วยผลักดันให้โรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ด้วยการพัฒนาครูด้านเทคนิคการสอนด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ความเป็นมาของโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้คณะกรรมการนำไปพิจารณาริเริ่มดำเนินการนำร่องในประเทศไทย โดยได้ทอดพระเนตรตัวอย่างโครงการนี้ คราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2552

คณะกรรมการโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จึงได้ติดต่อกับมูลนิธิ Haus der kleinen Forscher โดยการประสานงานของ Thomas Tillmann เพื่อขออนุญาตนำกิจกรรมนี้มาทดลองทำในประเทศไทย เพราะการประเมินผลนานาของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme forInternational Student Assessment หรือ PISA) พบว่าความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่จะร่วมมือขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

งานวิจัยยืนยันว่า ประเทศไทยควรสร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี) เพราะเป็นช่วงอายุที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำมากที่สุด ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมาตั้งแต่ปี 2553

อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูคือ กลไกสำคัญ

เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครู “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เครือข่าย สวทช.”

หลังการติดตามประเมินผลการใช้ชุดสื่อความลับของพืช ซึ่งเป็นหลักสูตรแนวทางการจัดกิจกรรมและประเมินทักษะการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย แก่คณะครูกว่า 40 ท่านจาก 18 โรงเรียนในเครือข่ายจังหวัดปทุมธานี

ฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยการนำเสนอผลการติดตามประเมินการใช้ชุดสื่อความลับของพืช ที่พัฒนาขึ้นโดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ (AYS) สวทช. เพื่อให้คณะครูและผู้ประเมินได้ร่วมกันพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงผลของการนำชุดสื่อการเรียนรู้ดังกล่าว ไปใช้ในชั้นเรียนเพื่อเสริมทักษะกระบวนการสืบเสาะให้กับนักเรียนระดับปฐมวัยหรือน้องๆ ในระดับอนุบาล เพื่อให้คุณครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

จากนั้นเป็นการนำเสนอตัวอย่างรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้จากตัวแทนโรงเรียน 3 แห่งในเขตจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ 1) โรงเรียนบีคอนเฮาส์ แย้มสอาดรังสิต กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยนำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ไปแทรกในหน่วยการเรียนรู้หลัก 2) โรงเรียนอนุบาลดวงตะวัน กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มเติมจากหน่วยการเรียนรู้ และ 3) โรงเรียนเฟื่องฟ้าวิทยา กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการที่ต่อยอดเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์

คณะครูผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการทุกท่าน ได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อค้นหาแนวทางการใช้คำถามและการจัดกิจกรรมที่จะสามารถนำเข้าสู่คำถามหลักและกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อตอบคำถามหลักและต่อยอดสู่คำถามใหม่ เช่น การให้ความสำคัญกับคำถามแต่ละประเภทและวิธีการถามคำถามที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่นำไปสู่การสังเกต การอธิบาย การทำนายและสร้างสมมติฐาน และการออกแบบการทดลองและควบคุมตัวแปร เป็นต้น

การซักถามด้วยคำถามชนิดต่างๆ จะกระตุ้นและฝึกให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ได้ ต่อด้วยการร่วมกันฝึกทักษะและพัฒนากิจกรรมทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ด้านการสังเกต การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และการควบคุมตัวแปร หรือปัจจัยในการทดลอง อาทิ ทักษะการใช้แว่นขยาย ทักษะการใช้หลอดหยด ซึ่งจะได้ฝึกทักษะการสังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน เป็นต้น

ตลอดจนกิจกรรมแนะนำแนวทางการบันทึกผลการทดลอง/ผลการสำรวจตรวจสอบ และการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ของเด็กปฐมวัย เพื่อให้คุณครูทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับนักเรียนตัวน้อยๆ ในโรงเรียนต่อไป

นับว่าเป็นการสานพลังขับเคลื่อนครูได้นำไปใช้กับเด็กนักเรียนของตัวเองต่อไป

ทำความรู้จัก “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย”

ฤทัย จงสฤษดิ์ ได้เคยบรรยายเรื่อง บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ในการสัมมนาเรื่อง “สานต่อโครงการไอทีตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเยาวชนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21” ตัวโครงการและแนวคิดของโครงการ โดยนำตัวกิจกรรมจากเยอรมนีนำมาขยายผลตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งตอนนี้ก็ขยายไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศไทย

“มีหลักสูตรจากเยอรมนีและหลักสูตรที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้นมา จึงมีการอบรมครูอนุบาล โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยไม่ว่าจะเป็นที่ไทยหรือเยอรมนีจะคล้ายๆ กันคือ สิ่งแรกที่เรามองว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทำอย่างไรเราจะทำให้เด็กมีพัฒนาศักยภาพทางด้านนี้ ซึ่งจะมีผลต่อในเรื่องเศรษฐกิจ”

จากผลประเมินของปิซา (PISA) ที่เยอรมนีด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กนักเรียน ฤทัย บอกว่าจะพบว่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งเมื่อสิบปีที่แล้วคนเยอรมันก็ค่อนข้างช็อกกับผลการประเมินเหมือนกัน

“ส่วนประเทศไทยไม่ค่อยเป็นอะไรเพราะประเมินทีไรก็น้อยทุกที แต่ที่เยอรมนีช็อกเพราะเขามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยาวชนของเขาก็น่าจะมีความสามารถเวลามีการประเมินความรู้และศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติ

เมื่อผลการประเมินออกมาค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศข้างเคียงในยุโรปเยอรมนีก็เลยหันมาปฏิรูปการศึกษา โดยขยายลงมาถึงระดับเด็กเล็กด้วย ซึ่งมองว่าตัวเด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นเด็กอนุบาลเป็นช่วงที่กระตือรือร้นในการใฝ่รู้ อยากจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยพลังเต็มที่ แล้วก็บางครั้งในแง่จิตวิทยา ถ้าเด็กชอบหรือไม่ชอบอะไรตั้งแต่เล็กก็จะฝังเข้าไปในความรู้สึกมากๆ แล้วเขากลัววิทยาศาสตร์ เขาคิดว่ามันไม่สนุกเลยโตมาเขาก็อาจจะไม่ชอบวิทยาศาสตร์”

ดังนั้น ในประเทศไทยเป้าหมายของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ฤทัย ชี้ว่า ให้เด็กเล็กๆ สนุกกับการทดลอง เห็นความสนุกกับการผจญภัยกับการค้นหาคำตอบของวิทยาศาสตร์ โดยที่ผ่านการทดลองต่างๆ

“โครงการนี้จะเน้นการทดลอง เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ของจริง มีความมุ่งหวังที่จะให้เด็กอนุบาลมีการเรียนรู้และสนุกกับวิทยาศาสตร์ แล้วก็แฝงเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนอนุบาลได้เลย โดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมได้”

สำหรับส่วนสำคัญของโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ฤทัย ขยายภาพให้เห็นว่ามีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.แนวทางของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย คือสิ่งที่เด็กสงสัยหรือสนใจ จะต้องพยายามทำให้ออกมาจากตัวเด็ก ครูจะเป็นผู้ช่วยที่จะสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เด็กเกิดความสงสัย ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักตนเองว่าเขาสนใจอะไร

2.เด็กจะมีความภูมิใจและได้ทำ ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง คือครูจะไม่ได้บอก 1 2 3 เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกสงสัย เด็กจะได้คิดว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร โดยครูก็จะเป็นคนช่วยสนับสนุน ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความภูมิใจ

3.เกิดทักษะ เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ทักษะเป็นโครงสร้างที่สำคัญของเด็ก ซึ่งถ้าอยู่กับเด็กแล้วจะทำให้พัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ครูก็เหมือนเป็นคนหยอดวิทยาศาสตร์เข้าไป

“ภาพรวมของการพัฒนาเด็ก มองด้วยกันคือเรื่องเกี่ยวกับความรู้และความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ในการออกแบบกิจกรรมทำให้เด็กอยากทดลองผ่านการเล่นและได้ความรู้แทรกเข้าไปเรื่อยๆ มองว่าเด็กเล็กๆ เรื่องของทักษะเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การตั้งคำถาม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งคำถามอย่างไรให้เด็กรู้จักการสังเกต รู้จักการวางแผนล่วงหน้า ชี้จุดสำคัญ หรือเป็นกำลังใจ จะมีเทคนิคเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่คิดไว้

การตั้งคำถามและการเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ลักษณะพยายามเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆ ด้วยกัน อย่างเช่นการตั้งคำถามระหว่างเด็กให้คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่จะฝึกการตั้งสมมติฐานและการสังเกต ส่วนใหญ่เน้นการทดลองและเรียนรู้ผ่านการเล่น”

ฤทัย สรุปว่าสำหรับประเทศไทยเราได้เรียนรู้กระบวนการคิด กระบวนการทดลองบางอย่างในแง่ของการจุดประกายเด็กและเยาวชน หลายหน่วยงานในไทยก็พยายามพัฒนาการทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กภายใต้บริบทของประเทศไทยขึ้นมาเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนร่วมกันในเครือข่ายบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย

กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เคยให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการเรียนการสอนแบบใหม่ให้แก่แกนนำเครือข่ายครู (Core Trainer) ว่า หัวใจสำคัญคือการใช้หลักการ “Inquiry-based learning” คือหลักการเรียนรู้แบบสืบเสาะโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปสอนเด็กปฐมวัย ให้เด็กรู้จักเรียนรู้ ฝึกหาคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังเยาวชนที่สำคัญที่สุด

“ตลอดจนเรื่องของการจัดชั้นเรียนระดับปฐมวัย ที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายให้เขาได้สามารถเรียนด้วยกันได้ แล้วเกิดความรู้สึกยอมรับในความแตกต่างและเคารพซึ่งกันและกัน คุณครูมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ และด้วยกระบวนการเรียนรู้ของบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยว่าที่จริงแล้วไม่ว่าเด็กจะมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ควรจะพัฒนาได้เหมือนกัน”

ทางด้าน ผศ.ดร.จรรยา ดาสา รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการในการอบรมคราวเดียวกันนั้นว่า โครงการนี้ครูและโรงเรียนต่างๆ ให้การตอบรับและให้ความสนใจค่อนข้างมาก ซึ่งในตอนแรกเราเริ่มทำเฉพาะกับโรงเรียนรัฐบาล แล้วก็เริ่มมีโรงเรียนเอกชนมาขอเข้าร่วม รวมถึงโรงเรียนสังกัด อบจ.และ อบต.มาขอเข้าร่วม

“บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เน้นให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Learning while Play คือการเรียนขณะที่เล่น ดังนั้นกิจกรรมที่จัดในโครงการไม่ได้เป็นการบังคับให้เด็กเรียนวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากการเล่น เมื่อเขาเล่นเขาจะได้ข้อค้นพบอะไร ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่เกิดขึ้นเองจากการที่เขาได้เล่น กระบวนการนี้คือ Meta-cognition ซึ่งการค้นพบสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้แบบ Learning by Learn คือเขาเรียนรู้วิธีการที่จะเรียนรู้ ดังนั้นไม่ใช่เป็นการรู้แค่เรื่องนี้ ต่อไปเมื่อเขาเจอเหตุการณ์อะไรเขาก็จะสามารถหาวิธีที่จะเรียนรู้กับมันได้”

ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยน่าจะงอกเงยอย่างงามงดผ่านโครงการนี้ไม่มากก็น้อย เพราะคนรุ่นต่อไปคือความหวังของประเทศ

5 สิ่งที่ควรใส่ใจเพื่อให้ตัวเองดูดีได้ง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 17:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527706

5 สิ่งที่ควรใส่ใจเพื่อให้ตัวเองดูดีได้ง่ายๆ

เคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ที่ถ้าสามารถทำได้ก็จะดูดีได้ไม่ยาก

การจะดูแลตัวเองนั้นจะเรียกว่าเป็นเรื่องยากไม่เชิง เรื่องง่ายก็ไม่ใช่ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีอะไรเกินความสามารถของแต่ละคนแน่นอน หากตั้งใจที่จะดูแลตัวเองจริงๆ แล้วล่ะก็ ลองสำรวจตัวเองว่าจุดไหนคือจุดเด่นของเรา และจุดไหนคือจุดด้อยที่ต้องจัดการ ค่อยๆ ส่องกระจกสำรวจตัวเองดู แล้วจะพบว่าการหันมาดูแลตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. การแต่งตัว – การแต่งตัวถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะแต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทุกคนควรรู้จักรูปร่างและสไตล์ของตัวเอง เลือกเสื้อผ้าให้ถูกกาลเทศะ ขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป

2. รูปร่าง – เทรนด์สุขภาพกำลังมา การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะการวิ่ง ว่ายน้ำ เล่นฟุตบอล ฟิตเนส หรือเล่นกีฬาอื่นๆ ล้วนทำให้ร่างกายแข็งแรงทั้งนั้น แถมยังทำให้หุ่นสวย เลือดลมไหลเวียนดี ผิวพรรณสดใส ใบหน้าดูอ่อนเยาว์อีกด้วย

3. ผม – ทรงผมถือเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ควรเลือกทรงผมที่เข้ากับรูปหน้า และสีผมที่เข้ากับสีผิวของตัวเอง ที่สำคัญถือหมั่นดูแลความสะอาดอยู่เสมอ

4. ผิว – สมัยนี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างกันหันมาบำรุงผิวพรรณด้วยกันทั้งหมด ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่ควรปล่อยให้แสงแดดและมลภาวะทำร้ายผิวอยู่อย่างเดียว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองด้วย

5. เส้นขน – อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ เส้นขนต่างๆ รวมไปถึงหนวดเคราสำหรับคุณผู้ชาย ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอ และตัดเล็มให้ดูมีระเบียบ