เซเลบฯช็อปกระจายสบายกระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288987

เซเลบฯช็อปกระจายสบายกระเป๋า

เซเลบฯช็อปกระจายสบายกระเป๋า

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

เจ้าแม่แบรนด์แฟชั่น ดวง-มนตร์ลดา พงษ์พานิช เฮดดีไซเนอร์ แห่ง มนตร์ลดา สตูดิโอ จำกัด  จัดงาน  “MONLADA SUPRÊME SUPER SALE” ขนกองทัพคอลเลคชั่นเสื้อผ้าแบรนด์ในเครือทั้งหมด ทั้งMonlada, Noirz by Monlada และ Monlada Homme มาลดราคาสูงสุดถึง 90% ให้หนุ่มสาวสายแฟชั่นนิสต้าได้ช็อปกันแบบสบายประเป๋า และยังมีโซนราคาพิเศษ เพียง 555 บาท พร้อมจัดงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งเซลล์ในวันแรก โดยมีเพื่อนพี่น้องเซเลบริตี้มาช็อปและให้กำลังใจกับอย่างอบอุ่น อาทิ พ.ต.อ.วัชริศวร์พงษ์พานิช, ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล, ส้ม-ชนัดดา จิราธิวัฒน์, ก้อง-กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี, เดือน-พิยะดา นันทะ, หมู-พัฒพงษ์ และ หญิง-ปรียามล ธนวิสุทธิ์, เปิ้ล-หัทยา วงษ์กระจ่าง, แจ๊ส-พนิตนาฏ แย้มเพกา, อากรศรี ตัณมานะศิริ ฯลฯ ณ ลานอีเดน 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ดวง-มนตร์ลดา พงษ์พานิช เผยว่าผลงานทุกชิ้นมีความตั้งใจออกแบบตามเทรนด์ของแฟชั่น และความชอบส่วนตัว ทั้งนี้ แต่ละแบรนด์ก็มีคาแร็กเตอร์ที่เธอและทีมไม่เคยทิ้ง มันเป็นดีเอ็นเอของเรา เช่น แบรนด์ Monlada จะออกแนว MODERN SEXY และ CLASSY ถ่ายทอดถึงความมีเสน่ห์ มีเทสต์ น่าดึงดูด ชวนค้นหา เพราะผ่านกระบวนการออกแบบเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูงด้วยความพิถีพิถัน บวกกับการตัดเย็บและการเลือกใช้วัตถุดิบที่ใส่ใจทุกรายละเอียดอย่างประณีต โดยมี คอนเซ็ปต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็น HISTORY COSTUME แต่ยังคงความอินเทรนด์ได้อย่างลงตัว

ก้อง-กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี มาอุดหนุน มนตร์ลดา พงษ์พานิช

ขณะที่แบรนด์น้องอย่าง NOIRZ by MONLADA เน้นคอนเซ็ปต์ YOUNG&FUN เปรี้ยว ซ่าส์ สมกับความเป็น NOIRZ FOREVER YOUNG แต่ยังคงมีซิกเนเจอร์ของความเซ็กซี่ถ่ายทอดมาจากแบรนด์พี่อย่าง MONLADA บวกฝีมือการตัดเย็บ คัตติ้ง และแพทเทิร์นเนี้ยบ ทำให้สาวสไตล์ NOIRZ มีลุคเนี้ยบ เซ็กซี่ขี้เล่น แซ่บ ซ่าส์

ปิดท้ายที่แบรนด์สำหรับหนุ่มๆ MONLADA HOMME มาพร้อมคอนเซ็ปต์สมาร์ท ดีเทลเรียบโก้ ด้วยแพทเทิร์นสุดเนี้ยบที่ยังให้ความรู้สึกคลาสสิก เรียบหรู แต่ยังคงไว้ด้วยซิกเนเจอร์ของ MONLADA ด้วยงานตัดเย็บอันประณีตและใส่ใจในทุกรายละเอียดและยังคงมีกลิ่นอายของความเป็น HISTORY COSTUME ผสมผสานกับ FUTURE FABRIC เพิ่มลูกเล่นของเนื้อผ้าและไลน์นิ่งคมเฉียบ ดูทันสมัย สามารถใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

อากรศรี ตัณมานะศิริ

เครือข่ายภาครัฐ-เอกชนสัมมนาคืนคนดีสู่สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288989

เครือข่ายภาครัฐ-เอกชนสัมมนาคืนคนดีสู่สังคม

เครือข่ายภาครัฐ-เอกชนสัมมนาคืนคนดีสู่สังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิทยากรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ร่วมเสวนา

โครงการสัมมนาเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันเสวนาเรื่อง “ทิศทางพัฒนาพฤตินิสัยสู่ภาครัฐแนวใหม่” เพื่อคืนคนดีสู่สังคม อีกทั้ง ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนและแผนปฏิบัติราชการของกรมราชทัณฑ์ 20 ปี ด้านการควบคุมและแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อคืนคนดีสู่สังคม สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ จัดโดยกลุ่มงานพัฒนาระบบการพัฒนาพฤตินิสัย สำนักพัฒนาระบบงานราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์

งานสัมมนาจัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น โดยมี นายกิตติพัฒน์ เดชะพหุล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มาเป็นประธานเปิดงานสัมมนา วิทยากรที่เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย พรทิพย์ โชคสมัย ผอ.สำนักพัฒนาพฤตินิสัย กรมราชทัณฑ์,พิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล ผู้แทนภาคธุรกิจ, สุพจน์ ภูมิใจกุลวัฒน์ ผู้แทนภาคประชาชน, แก้วเก้าเผชิญโชค ผู้แทนภาคสังคม(ประธานมูลนิธิคิดดีพูดดี ทำดี), กุสุมาลย์ นาคพรหม ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยา, เพลินใจ แต้เกษม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทัณฑวิทยา และ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิชบ.เอ็มเจโปรดักชั่นส์ และ เสาวคนธ์ เจษฎารักษ์นักทัณฑวิทยาเชี่ยวชาญ ฯลฯ โดยมี นายสมชายพหุลรัตน์ ประธาน TCN เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ร่วมกับ อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร อาจารย์ด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยรังสิต

(ซ้าย) อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร

นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธาน TCN กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้เป้าหมายคือความคาดหวังของภาคสังคมต่อการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยและการมีส่วนร่วมในการรับคนดีกลับสู่สังคม โดยหัวข้อที่เป็นประเด็นของเวทีเสวนา ก็คือทิศทางการพัฒนาพฤตินิสัยสู่ภาครัฐแนวใหม่ ที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อเป้าหมายในการเพิ่มทักษะทางวิชาชีพ ทักษะทางสังคม ที่จะทำให้ผู้ได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานต่างๆ เป็นแรงงานที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดแรงงานและเป็นกำลังสำคัญของชาติในการร่วมกันพัฒนาประเทศ

“การเสวนาในครั้งนี้ ทำให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมือกับภาครัฐมากยิ่งขึ้นในการที่จะร่วมมือกันในการรับคืนคนดีสู่สังคม ทำให้เขามีโอกาส มีพื้นที่เหมือนคนปกติ เพราะคนที่ทำผิดนั้นมีหลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อได้ผ่านขบวนการต่างๆ ของงานพัฒนาพฤตินิสัย ในทัณฑสถานไม่ว่าจะเป็น Prison Academy ที่เป็นศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพทำให้ผู้ต้องขังออกมาแล้วมีอาชีพที่สำคัญฝีมือดีด้วย ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดได้บันทึกเทปรายการที่นี่…สุวรรณภูมิ (ออกอากาศทางสถานีสุวรรณภูมิทีวี) ในวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560 เวลา 20.00-21.00 น. และถ่ายทอดประเด็นผ่านรายการสนทนาสารพันและรายการยิ้มกับข่าวทาง FM 89.5 อีกด้วย

อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้สรุปประเด็นของการเสวนาครั้งนี้ว่า กรมราชทัณฑ์มีพันธกิจหลักในการควบคุมผู้ต้องขัง แต่อีกพันธกิจหลักสำคัญเช่นเดียวกันคือ การพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคำว่า “พฤตินิสัย” มาจากคำว่า พฤติกรรมรวมกับคำว่านิสัย “การพัฒนาพฤตินิสัย” หมายความว่า การดำเนินกิจกรรมที่นำมาใช้กับผู้ต้องขัง ที่มุ่งเน้นการทำให้ผู้ต้องขังสามารถปรับปรุงตน และปรับเปลี่ยนทัศนคติให้กลับเข้าสู่สังคม ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ไม่หวนกระทำความผิดซ้ำ

ทั้งนี้ วิทยากรจากสำนักพัฒนาฯ กรมราชทัณฑ์ ได้กล่าวถึงทิศทางในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องโทษแนวใหม่ อันได้แก่ การพัฒนาให้ความรู้ และการฝึกอาชีพ ให้กับผู้ต้องขัง ได้แก่ การให้ความรู้ระดับวิชาชีพ และระดับปริญญา ขณะนี้ระดับสูงสุดคือ ปริญญาโทการตั้งศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพ เรียกว่า “PrisonAcademy” ในเรือนจำหลายแห่ง เช่น ศูนย์ฝึกวิชาชีพช่างเชื่อม เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยาศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพเสริมสวย ทัณฑสถานหญิงธนบุรี ฯลฯ โครงการตั้งเรือนจำเฉพาะทาง เช่น เรือนจำเฉพาะทางด้านเกษตรกรรม ทัณฑสถานเกษตรกรรมเขาพริก เรือนจำเฉพาะทางด้านการศึกษา เรือนจำพระนครศรีอยุธยา ฯลฯ เปลี่ยนจากเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่ภาคบริการ ตลอดจนมีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชน ชุมชน องค์กรเครือข่ายภาครัฐ มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขังที่จะได้รับการปล่อยตัวให้สามารถใช้ชีวิตปกตินอกเรือนจำได้ ฯลฯ

ขณะที่วิทยากรจากภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ได้เสนอความเห็นที่น่าสนใจ เช่น วิทยากรจากภาคธุรกิจ เสนอให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่สร้างโครงการอบรมด้านต่างๆ เพื่อรองรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษ โดยให้ผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรม ได้มีโอกาสเข้าทำงานในองค์กรดังกล่าวภายหลังพ้นโทษ จัดพนักงานของบริษัทที่มีจิตอาสา ช่วยอบรมทักษะในการทำงานให้แก่ผู้ต้องขังในด้านต่างๆ การสนับสนุนทางด้านงบประมาณในการสร้างสถานที่ฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ฯลฯ

วิทยากรภาคสังคม เสนอให้มีการอบรมหลักธรรมเพื่อให้ผู้ต้องขังนำมาใช้ในการพัฒนาพฤตินิสัย เปลี่ยนภาระของสังคมให้เป็นพลังของสังคม อบรมความรู้แก่ผู้ต้องขังเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถสร้างรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรม นำความรู้มาสร้างการค้า เช่นอบรมหลักการตลาดเพื่อให้สามารถหาตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ของตนได้ รวมไปถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้ต้องขัง ฯลฯ

กิตติพัฒน์ เดชะพหุล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ประธานเปิดงานสัมมนา พร้อมด้วยวิทยากร

วิทยากรภาคประชาชน เสนอให้กรมราชทัณฑ์ให้ชุมชนมีส่วนร่วมหรือรับรู้ในการรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับเข้าสู่ชุมชนและครอบครัว เพื่อเตรียมความพร้อมต่างๆ สร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ต้องขังว่า มิใช่คนไม่ดี และได้ผ่านการพัฒนาพฤตินิสัยมาแล้ว รวมถึงเสนอให้กรมราชทัณฑ์ลบประวัติการเคยเป็นคนคุกออกจากระบบ เพราะผู้ต้องขังส่วนใหญ่ในสังคมมิใช่อาชญากร เช่น อาจเป็นเพียงผู้เสพยาเสพติด ผู้กระทำความผิดโดยมิได้มีจิตใจชั่วร้าย หรือเป็นสันดาน หรือเปลี่ยนทัศนคติของผู้ประกอบการที่ปัจจุบันให้การยอมรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าผู้พ้นโทษชาวไทย ทั้งๆ ที่มีทักษะแรงงานไม่แตกต่างกัน ทำให้เป็นภาระของรัฐต้องแบ่งสวัสดิการรัฐด้านต่างๆ ไปให้แรงงานต่างด้าว แต่ผู้พ้นโทษตกงาน ฯลฯ

ทั้งนี้ การสัมมนาในภาคบ่าย เป็นการระดมสมองจากผู้เข้าร่วมเสวนาที่มีความหลากหลายจากหลายภาคส่วนหลายอาชีพหลายมุมมองเช่น การสอนวิชาชีพใหม่ๆ เช่น การสอนวิชาการชงกาแฟ (Barista) และให้โอกาสใหม่ๆแก่ผู้พ้นโทษ เพราะหากชุมชนไม่ยอมรับผู้พ้นโทษมีผลทำให้ผู้พ้นโทษไม่สามารถประกอบสัมมาอาชีพ ก็อาจจะกระทำความผิดซ้ำอีก ฯลฯ

“อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรได้รับความชื่นชมอย่างยิ่งจากเวทีสัมมนาแห่งนี้คือ ภาคธุรกิจ ภาคสังคมและภาคประชาชน ไม่นิ่งเฉยให้ภาครัฐรับผิดชอบแต่เพียงลำพังในการคืนคนดีสู่สังคม แต่ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการปรับปรุงพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพราะสุดท้ายแล้วหากได้สร้างคนดีกลับสู่สังคม สังคมจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น และผู้กระทำความผิดไม่กลับมารับผิดซ้ำซาก ได้โอกาสในการทำงาน แก้ปัญหาภาวะผู้ต้องขังล้นคุกไทย อันเป็นปัญหาหนักอย่างยิ่งของกรมราชทัณฑ์ในขณะนี้ การพัฒนาพฤตินิสัยจึงเป็นทั้งคืนคนดีสู่สังคม และคืนความดีให้กับสังคมในยุคประเทศไทย 4.0 ด้วยเช่นเดียวกัน” อ.นิดาวรรณ กล่าวในที่สุด

5 ดีไซเนอร์ดังออกแบบแฟชั่นจากผ้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288984

5 ดีไซเนอร์ดังออกแบบแฟชั่นจากผ้าไทย

5 ดีไซเนอร์ดังออกแบบแฟชั่นจากผ้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผลงานการออกแบบของ จิตต์สิงห์ สมบุญ

5 ศิลปินและนักออกแบบชั้นนำระดับประเทศ อาทิ จิตต์สิงห์ สมบุญ, คุณพลัฎฐ์ พลาฏิ, คุณเอก ทองประเสริฐ (ดีไซเนอร์เจ้าของห้องเสื้อ Ek Thongprasert ผศ.ศีมาศ ประทีปะวณิช (ผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ) และ ผศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ นักออกแบบผู้เชี่ยวชาญทางด้านผ้าไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว ร่วมแสดงผลงานการออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าจากผ้าไทยชนิดต่างๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจเปิดมุมมองโลกของการออกแบบผ้าไทยหรือการนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตคนยุคปัจจุบัน

จิตต์สิงห์ สมบุญ (Artist and Fashion Creative Consultant) หัวหน้าฝ่ายออกแบบ บริษัทเกรฮาวด์ ดีไซเนอร์ระดับโลก ในผลงานศิลปะภาพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 “พ่อพิมพ์ของชนชาวไทย-แม่พิมพ์ของชนชาวไทย” ขนาด 120X100 ซม. เทคนิคสีอะคริลิกบนผ้าไหมทอยก เผยว่า“ผมต้องการนำผ้าไหมมาสร้างผลงานให้นอกเหนือไปจากการใช้งานปกติในรูปแบบจิตรกรรมร่วมสมัย เพื่อสร้างต้นแบบให้กับคนรุ่นต่อไป เกิดแรงบันดาลใจต่อยอดไปเป็นผลงานได้ตลอดไป ตัวบล็อกที่เราใช้เป็นตัวต้นแบบในการสร้างผลงานหลากหลาย เช่น บล็อกของศิลปินกราฟฟิตี้ ฯลฯ ซึ่งมักถูกมองข้ามไป ไม่ได้ถูกให้ความสนใจเท่ากับตัวผลงานที่ปรากฏ ผมมองเห็นความสำคัญ มองเห็นความหมายที่น่าสนใจและมองเห็นความงาม”

พลัฎฐ์ พลาฏิ (Fashion Director and Founder REALISTIC SITUATION) ดีไซเนอร์ชื่อดังได้รับรางวัลระดับโลก MANGO FASHION AWARDS 2012 กับผลงานชื่อ I Smell You On My Skin : The Living Traidition เพื่อสืบสานพระปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ผ้าไหมไทยที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นของภาคอีสาน เผยว่า “การนำผืนผ้าที่เป็นรากเหง้าแห่งภูมิปัญญาชนบทจากศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ สู่การออกแบบในรูปแบบสากล โดยผลงานชุดนี้ได้เผยแพร่ในนิตยสาร VOGUE จากผ้าไหมมัดหมี่ย้อมครามอุดรธานี”

5 ดีไซเนอร์ดัง (ซ้าย) ผศ.ศีมาศ ประทีปะวณิช,เอก ทองประเสริฐ, พลัฎฐ์ พลาฏิ,
จิตต์สิงห์ สมบุญ, ผศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์

เอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์และนักออกแบบระดับโลก และเจ้าของแบรนด์ EK Thongprasert  กับการออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายจากผ้าไทย ในชื่อ “การทักทายของบทสนทนาที่สาบสูญ”เผยว่า เพื่อแสดงแนวทางการใช้ผ้าไหมในวิถีชีวิตปัจจุบัน “ผมเลือกใช้วัสดุหรือสื่อที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานชุดพิเศษเพื่องานนี้คือ ไหมแต้มหมี่ จากกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น กับเสื้อผ้าส่วนตัวของผมเอง ผลงานครั้งนี้เกิดจากการแนะนำตัวอันแสนเร่าร้อนของผ้าไหมแต้มหมี่ ไหมไทยยุคใหม่ผ่านการพบเจอในโซเชี่ยลมีเดีย ที่ก่อกำเนิดอย่างงดงามจากพ่อแม่ที่แก่เฒ่าแต่แสนเก๋นามผ้าไหมมัดหมี่ ที่สวยวิจิตรบรรจงที่มักปรากฏตัวพร้อมกับคุณนายภริยาของผู้คนในชนชั้นผู้นำภายในงานราตรีสโมสร แต่ไร้ตัวตนภายใต้ชีวิตของผู้คนมากหน้าหลายตาในสังคมที่ถูกแบ่งแยกซ้อนทับด้วยความแตกต่างจากภาวะเศรษฐกิจ การทักทายของบทสนทนาที่สาบสูญในครั้งนี้ เสมือนกับบทเกริ่นนำของผู้ออกแบบเองที่พยายามจะแนะนำสมาชิกใหม่ให้กับสมาชิกดั้งเดิมในตู้เสื้อผ้าของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยการจำแลงแปลงกายผ้าไหมแต้มหมี่อันงดงามและบริสุทธิ์ให้มีรูปแบบที่ร่วมสมัย หวังว่าจะขยายกลายร่างเป็นรูปแบบการแต่งกายที่ร่วมสมัย เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ กับผู้คนมากหน้าหลายตาที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศีมาศ ประทีปะวณิช อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในผลงานเสื้อผ้าสตรีจากผ้าไหม ผ้าเปลือกไหมและผ้าฝ้ายทอมือของไทย ในชื่อ “Urban Wrapping” เผยว่าเพื่อให้เป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ผ้าไทยสำหรับปัจจุบันที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าไหว้ของคุณแม่ “แนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเสื้อผ้าไทยชุดนี้ทำขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นการนำความเป็นของขวัญของผ้าไหว้ของผ้าและการนุ่งผ้าไทยแบบผสมผสาน มาประยุกต์ด้วยวิธีการสร้างแบบตัดให้เป็นเสื้อผ้าสตรีร่วมสมัยสำหรับคนเมือง โดยใช้โครงร่างเงาที่เรียบง่ายเล่นสีสันและลวดลายของผ้าทั้งในแบบกลมกลืนและขัดแย้งกัน รวมทั้งนำลูกเล่นของการนุ่งผ้าเกี้ยว การใส่ผ้าถุงนุ่งผ้าซิ่น การป้ายผ้า การจับจีบ มาผสมผสานลงในผลงานด้วย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติกรณ์นพอุดมพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศวนักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผ้าไทย ในผลงานการแสดงชุดผ้าซิ่นม่านมุก จุมออน :การประยุกต์สิ่งทอทางวัฒนธรรม โดยได้อธิบายว่า จุมออน มีความหมายว่า ความสว่างและสดใส ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบประยุกต์จากผ้าซิ่นม่านโบราณ ทั้งโครงสร้าง กลุ่มสีจากรสนิยมชาวน่านมาเป็นตัวตั้งด้วยการดึงกลุ่มสีจากหัวโขนเรือ จัดสีลงในโครงสร้างซิ่นม่าน ลวดลายเนื้อฝ้ายที่มีรายละเอียดเนื้อสัมผัสธรรมชาติ ความตั้งใจในการย้อมสีบางส่วนไม่เท่ากันเพื่อให้ได้ความรู้สึกแบบเท่าที่ย้อมด้วยแรงงานคน การใช้กี่ไม้แบบโบราณ ทอและเย็บด้วยมือ เพื่อให้คงลักษณะของสุนทรียะทางความงามแบบซิ่นเมืองน่านตามจารีต ซึ่งถือเป็นซิ่นที่มีโครงสร้าง สัดส่วน รวมไปถึงเทคนิคและลวดลายในการทอที่งดงาม”

ผลงานการออกแบบของ ผศ.ศีมาศ ประทีปะ วณิช

ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการได้ที่หอนิทรรศการ g23 ชั้น 3 อาคารนวัตกรรม :ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร ถนนสุขุมวิท 23 ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เวลา 11.00-18.00 น. ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31สิงหาคม 2560 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผลงานการออกแบบของ ผศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ อากรศรี ตัณมานะศิริ

โชว์สุดยอดศิลปินและนักดนตรีพรสวรรค์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288970

โชว์สุดยอดศิลปินและนักดนตรีพรสวรรค์ระดับโลก

โชว์สุดยอดศิลปินและนักดนตรีพรสวรรค์ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 19 กรุงเทพฯ กำลังจะจุดประกายให้ “กรุงเทพฯ” เปี่ยมไปด้วยสีสันและสุนทรียรสแห่งความบันเทิงและศิลปวัฒนธรรม ด้วย 13 ชุดการแสดงที่พิเศษยิ่งกว่าทุกๆ ปี ตั้งแต่บัลเลต์คลาสสิกตลอดจนละครบรอดเวย์ ระหว่างวันที่ 11 กันยายน- 19 ตุลาคม 2560 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มต้นเดือนกันยายนมีสุดยอดการแสดงและดนตรีที่ให้อรรถรสเหมือนบินไปชมถึงถิ่นกำเนิด

เปิดม่านด้วยโรแมนติกบัลเลต์เรื่อง “แคทยา และเจ้าฟ้าแห่งสยาม-Katya & The Prince of Siam” (11 กันยายน) โปรดักชั่นใหม่ที่จะเปิดการแสดงครั้งแรกเป็นรอบปฐมทัศน์โลกในงานนี้ โดยคณะ “เยกาเตรินเบิร์ก โอเปร่า แอนด์ บัลเลต์ เธียเตอร์” หนึ่งในคณะโอเปร่าและบัลเลต์ที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย ล่าสุดคว้ารางวัล Golden Mask สาขาการแสดงบัลเลต์ยอดเยี่ยมที่กรุงมอสโก เมื่อเดือนเมษายนปีนี้

บัลเลต์เรื่อง “ซินเดอเรลลา – Cinderella”(13 กันยายน) โดยคณะ “เยกาเตรินเบิร์ก โอเปร่าแอนด์ บัลเลต์ เธียเตอร์” บัลเลต์เต็มรูปแบบชุดนี้ออกแบบท่าเต้นโดย วลาดีมีร์ วาสิลีฟ (Vladimir Vasiliev) อดีตนักเต้นหลักของบอลชอยเธียเตอร์นับว่าเป็นชุดที่สนุกและสร้างความประทับใจอย่างมากด้วยเครื่องแต่งกายที่งดงาม ฉากที่ตระการตา รวมถึงเวที ซึ่งออกแบบโดย เวียเชสลาฟ โอคูเนฟ(Vyacheslav Okunev) นักออกแบบระดับมือรางวัลจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ศิลปินเกียรติยศของรัสเซีย

บัลเลต์คลาสสิกจาก “บัชกีร์ สเตต โอเปร่า แอนด์ บัลเลต์ เธียเตอร์” เรื่อง “สปาร์ตาคัส-Spartacus” (15 กันยายน) ผลงานการออกแบบของ ไซมอน วีร์ซาลาดเซ (Simon Virsaladze) นักออกแบบระดับมือรางวัลเลนิน และเป็นศิลปินมหาชนแห่งสหภาพโซเวียต สปาร์ตาคัส สร้างจากนวนิยายมหาวีรบุรุษแห่งทาสที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจการปกครองของอาณาจักรโรมัน จุดเด่นอยู่ที่ดนตรีประกอบไพเราะและเร้าใจโดย อารัม คาชาทูเรียน (Aram Khachaturian) จะวาบหวิวด้วยรักหลากรูปแบบหรือไม่ ต้องพิสูจน์

บัลเลต์เรื่อง “ลา คอร์แซร์-Le Corsaire”(17 กันยายน) อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของ ยูริ กริโกโรวิช(Yuri Grigorovich) ผู้เป็นตำนานในการออกแบบท่าเต้นและกำกับเวทีแห่ง ”บัชกีร์ สเตต โอเปร่า แอนด์ บัลเลต์ เธียเตอร์” เป็นเรื่องราวการผจญภัยของคอนราด หัวหน้าโจรสลัด และ เมโดรา สาวคนรักชาวกรีกโศกนาฏกรรมรักที่ต้องหลบซ่อนและต่อสู้จนวาระสุดท้าย

บัลเลต์ทั้งสี่ชุดนี้ จัดแสดงเนื่องในวาระฉลองครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและไทย โดยทำการแสดงพร้อมด้วยวงออร์เคสตร้าเต็มรูปแบบบรรเลงประกอบสด

ตามมาด้วยการแสดงสำหรับครอบครัว โดยคณะ Flying Superkids (19-20 กันยายน) จากเดนมาร์ก นำโดย สเวนด์ ก๊อดเบอร์เซน (SvendGodbersen) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และออกแบบท่าเต้น ยกทัพนักร้อง นักเต้น นักยิมนาสติก และนักกายกรรมเยาวชนมากความสามารถระดับมือรางวัล มาร่วมผสมผสานพรสวรรค์ให้กับสุดยอดการแสดงที่น่าตื่นเต้น ซึ่งได้สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการแสดงสุดเร้าใจให้ผู้ชมมาแล้วทั่วโลก

การแสดง “โทเรร่า-Torera” (22 กันยายน)ผลงานใหม่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้ ณ เทศกาลฟลาเมงโก Malaga Biennial Flamenco Festival ของสเปนและที่นี่จะเป็นรอบปฐมทัศน์โลกของการแสดงชุดนี้Torera นำเสนอเรื่องราวความขัดแย้งของสองขั้วในธรรมชาติมนุษย์ อูร์สุลา โมเรโน (Ursula Moreno)ผู้เคลื่อนไหวร่วมกับ กระทิง มรดกของแอนดาลูเซีย ได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นเอกภาพ นับว่าเป็นการแสดงที่ท้าทายความสามารถของนักแสดงมากกว่าทุกชุดที่ผ่านมา

การแสดงฟลาเมงโกเรื่อง “คาร์เมน-Carmen” (23 กันยายน) เรื่องราวของหญิงสาวผู้ยอมตายดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างขาดอิสรภาพ หรือถูกตราหน้าว่า เป็นคนโกหก ในสไตล์ศิลปะการเต้นฟลาเมงโก โดยอันโตเนียว อันดราเด ได้ปรับธีมอันคลาสสิกของ Carmen ให้เป็นการแสดงด้วยจิตวิญญาณใหม่ของ ฟลาเมงโก “Carmen Flamenca ของผม ได้ขจัดรูปแบบของอุปรากรออกไปจนหมด แล้วใส่รากเหง้าของฟลาเมงโกเข้าไปในส่วนของดนตรีและการเต้น”

วงซิมโฟนีแห่งชาติของลิทัวเนีย หรือ LNSO (24 กันยายน) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1940 นับเป็นวงออร์เคสตร้าชั้นนำและมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ ปัจจุบัน โมเดสตาส พิเทรนาส (Modestas Pitrenas) เป็นทั้งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และวาทยกรหลัก LNSO เดินสายแสดงในหลายประเทศทั่วยุโรป ญี่ปุ่น และแอฟริกาใต้ สำหรับการแสดงในครั้งนี้ LNSOจะบรรเลงบทเพลง Hungarian Rhapsody No 2 in C sharp minor ของฟรานซ์ ลิซต์ ตามด้วย Peer Gynt suite (compiled from two suites) ของเอ็ดวาร์ดเกร็ก และปิดท้ายด้วย Symphony No 4 in E minor, Op. 98 ของโยฮันส์ บราห์มส์

สุดยอดการแสดงนักมายากล WOW!World of Wonder (28-29 กันยายน) การแสดงจากปีเตอร์ มาร์วีย์ (Peter Marvey)นักมายากลชื่อดัง จัดว่ามีความยิ่งใหญ่เทียบเท่านักมายากลระดับตำนานอย่างเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ และซิกฟรีดแอนด์ รอย เตรียมสัมผัสความตื่นเต้นประหลาดใจไปกับการสร้างภาพลวงตาขนาดใหญ่ที่คิดค้นเองและไม่เคยเปิดแสดงซ้ำของ ปีเตอร์ มาร์วีย์ ผู้ชนะเลิศรางวัลเมอร์ลินจากสมาคมนักมายากลนานาชาติถึงสองครั้ง รวมทั้งยังได้รับรางวัล “Golden Magic Wand” จากพระหัตถ์ของเจ้าชายอัลเบิร์-ตแห่งโมนาโก ในสาขาการแสดงมายากลยอดเยี่ยมจากงาน Grand Prix of Monaco 1996 อีกด้วย

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในเดือนตุลาคม ยังมีการแสดงที่แฟนพันธุ์แท้ศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติรอคอย ได้แก่ ละครบรอดเวย์ออริจินัล เรื่อง “West Side Story” (5-8 ตุลาคม) จากสหรัฐอเมริกา การแสดงออร์เคสตร้าชั้นนำโลกตะวันออก วงเซี่ยงไฮ้ ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตร้า(14 ตุลาคม) เป็นหนึ่งใน 5 วงออร์เคสตร้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนี้ ยังมีบัลเลต์สองสไตล์ ได้แก่ บัลเลต์ร่วมสมัย “Beauty and the Beast”(2 ตุลาคม) โดย “มาลองแดน บัลเลต์ เบียร์ริตซ์” คณะนักเต้นที่สำคัญที่สุดคณะหนึ่งของฝรั่งเศส กับการตีความ Beauty and the Beast ที่ต่างไปจากเทพนิยายคลาสสิก และ บัลเลต์คลาสสิก เรื่อง “Taming of the Shrew” (18-19 ตุลาคม) โดย“ชตุทท์การ์ท บัลเลต์” หนึ่งในคณะบัลเลต์ที่ดีที่สุดของวงการบัลเลต์โลก จะปิดม่านมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 19 กรุงเทพฯ อย่างงดงามด้วยบัลเลต์แนวคอเมดี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของศตวรรษที่ 20

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 19 กรุงเทพฯ ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้หากขาดการสนับสนุนจาก สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ธนาคารกรุงเทพบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการบีเอ็มดับเบิลยู ไทยแลนด์ กลุ่มบริษัทบี.กริม โรงแรมดุสิตธานี อินโดรามา เวนเจอร์ส กระทรวงวัฒนธรรม เนชั่นกรุ๊ป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด การบินไทย บริษัท ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

บัตรชมการแสดงมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 19 กรุงเทพฯ มีจำหน่ายที่ Thai Ticket Major (www.thaiticketmajor.com) สายด่วนโทร.02-2623191 หรือที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมที่:www.bangkokfestivals.com

ใบละ5พัน! แบรนด์ดังอิตาลีออกคอลเลคชั่นใหม่ คล้ายจักรสานไทยเป๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289030

ใบละ5พัน! แบรนด์ดังอิตาลีออกคอลเลคชั่นใหม่ คล้ายจักรสานไทยเป๊ะ

ใบละ5พัน! แบรนด์ดังอิตาลีออกคอลเลคชั่นใหม่ คล้ายจักรสานไทยเป๊ะ

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 18.28 น.
บนโลกออนไลน์ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพกระเป๋าแบรนด์หรู Marni จากอิตาลี ที่ออกแบบคล้ายกระเป๋าจักสานของไทย ซึ่งกระเป๋าจักสานของแบรนด์ดังกล่าว มีชื่อคอลเลคชั่นว่า Marni Charity Baskets เป็นผลงานจักสานของช่างฝีมือชาวโคลอมเบีย เป็นรุ่นที่ผลิตออกมาเพื่อโครงการการกุศลมอบรายได้ให้แก่องค์กร Vimala ที่คอยให้การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้งและพิการในประเทศอินเดีย บราซิล กินี-บิสเซา และประเทศยากจนอื่น ๆ
ซึ่งรายได้จากการขายกระเป๋าตะกร้านี้ จะนำไปฟื้นฟูโรงเรียนเด็กพิการในอินเดีย ซึ่งราคาใบเล็กอยู่ที่ 90 ยูโร (3,600 บาท) ส่วนใบใหญ่ 120 ยูโร (4,800 บาท) ขณะที่ชาวไทยสามารถหาซื้อตะกร้าจักสานในแบบที่คล้ายกันกับตะกร้า Marni ได้ตามตลาดนัดในประเทศทั่วไป เพียงราคาไม่กี่้ร้อยบาทนั่นเอง
กระเป๋าจักสานของไทย
ขอบคุณที่มา :  Marni  , hilight.kapook , coconuts.co/bangkok , gotoknow

‘โพเอม’ อวดโฉมคอลเลคชั่น สุดอลังการรับลมหนาว 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288802

‘โพเอม’ อวดโฉมคอลเลคชั่น สุดอลังการรับลมหนาว 2017

‘โพเอม’ อวดโฉมคอลเลคชั่น สุดอลังการรับลมหนาว 2017

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชวนล ไคศิริ ต้อนรับ เขมนิจ จามิกรณ์, กรกนก ยงสกุล, สู่ขวัญ บูลกุล, สุชาร์ มานะยิ่ง, สาวิตรี โรจนพฤกษ์

นับเป็นค่ำคืนอันแสนพิเศษที่หญิงสาวหวาน เซ็กซี่และสง่างาม ตามแบบฉบับของ “โพเอม” (POEM) ได้มารวมตัวเฉิดฉายบนพรมแดงอย่างพร้อมเพรียงกัน ในงานแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลคชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2017 ที่มีชื่อว่า “เชสซิ่ง วิสทีเรียไมเดน” (Chasing Wisteria Maiden) โดยฝีมือการรังสรรค์ของครีเอทีฟไดเรคเตอร์สุดเฉียบ ฌอน-ชวนล ไคสิริ ที่ครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันสีม่วงละลานตาของดอกวิสทีเรีย (Wisteria) ถ่ายทอดออกมาเป็นชุดโก้หรูหลากสไตล์โดดเด่นท่ามกลางรันเวย์ที่เนรมิตเป็นสวนสวยบรรยากาศญี่ปุ่น ให้เหล่าแฟนคลับได้ยลโฉมพร้อมกันอย่างใกล้ชิด ภายในโรงแรมเรเนซองส์ บริเวณห้องรอยัล มณียา บอลรูม ค่ำคืนที่ผ่านมา

“โพเอม” (POEM) แบรนด์เสื้อผ้าสตรีคุณภาพสูงที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 กับการดีไซน์ที่ผสมผสานการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบบูติกเข้ากับไลฟ์สไตล์ของหญิงสาวในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว โดยมีแนวคิดหลักจากการนำมุมมองในเรื่องโครงสร้าง รูปทรง และเส้นสายทางสถาปัตยกรรมมาผสมผสานเข้ากับสัดส่วนโค้งเว้าตามแบบสรีระของผู้หญิง ผ่านไอเดียของ “ฌอน-ชวนล ไคสิริ” อดีตนักศึกษาสถาปัตยกรรมผู้ผันตัวมาเป็นดีไซเนอร์สร้างสรรค์แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ ที่หลงใหลในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ใช้เทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบเดรสเมคกิ้งจากประเทศฝรั่งเศส

ฌอน-ชวนล ไคสิริ กล่าวถึง “เชสซิ่งวิสทีเรีย ไมเดน” เป็นคอลเลคชั่นที่นำเสนอโครงชุดในรูปทรงนาฬิกาทราย ที่มีจุดเด่นเป็นเทคนิคการพิมพ์ลายผ้าลงบนลงบนชุดที่ถูกตัดเสร็จแล้ว เพื่อให้ได้จังหวะของลายพิมพ์ที่สวยโดดเด่นและตอบรับกับรอยตะเข็บอย่างพอดี ช่วยเสริมเส้นสายโค้งเว้าให้กับชุดโครงนาฬิกาทรายให้งดงามมากยิ่งขึ้น รวมถึงชิ้นเด่นของ “โพเอม” (POEM) อย่างคอร์เซต สำหรับเวสต์เทรนนิ่ง (Waist-training) ที่ทางทีมดีไซน์ได้หยิบเอารายละเอียดจากชุดกิโมโนและผ้าโอบิคาดเอวมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบชุดเดรสและเสื้อเบลาส์ที่ใช้ลูกเล่นการปัดทับของผ้าชิ้นเดียวให้กลายเป็นชุดสไตล์แร็ปเดรส(Wrap dress) ผ่านโทนสีม่วงที่ถอดออกมาจากดอกวิสทีเรีย รวมถึง สีขาว,สีเทา, สีดำ และสีแดง ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อละเอียด, ผ้าโพลีเอสเตอร์น้ำหนักดี, ผ้าเครปซาติน ที่เปรียบเสมือนเหมือนซิกเนเจอร์ของทางแบรนด์ รวมถึงผ้ากำมะหยี่เนื้อด้านที่มอบผิวสัมผัสอันหรูหราผสมผสานปรัชญาการสร้างสรรค์เสื้อผ้าด้วยโครงสร้างในแบบตะวันตกที่ผสานเข้ากับแรงบันดาลใจจากตะวันออกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิติใหม่รักษามะเร็งร้าย ด้วยเครื่องฉายรังสี model EDGE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288741

มิติใหม่รักษามะเร็งร้าย ด้วยเครื่องฉายรังสี model EDGE

มิติใหม่รักษามะเร็งร้าย ด้วยเครื่องฉายรังสี model EDGE

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ และ รศ.นพ.ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย

มะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ทั่วทุกมุมโลก ในปัจจุบันวิทยาการและนวัตกรรมด้านการรักษาโรคมะเร็งได้ก้าวหน้อย่างมากในรอบทศวรรษที่ผ่านมา การรักษามะเร็งสมัยใหม่มุ่งเน้นการรักษาเซลล์มะเร็งที่เป็นเป้าหมายเฉพาะจุด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่อยู่โดยรอบ ทั้งทางด้านศัลยกรรมมะเร็ง (surgical oncology) อายุรกรรมมะเร็ง (medical oncology) และ รังสีรักษา (radiotherapy) โดยด้านรังสีรักษานั้นทางโรงพยาบาลวัฒโนสถได้นำวิวัฒนาการการฉายแสงที่มีความแม่นยำ (Precision Radiation Therapy) ด้วยเครื่องฉายรังสี model EDGE อันเป็นมิติใหม่ทางการฉายแสงที่เรียกว่ารังสีศัลยกรรม เพื่อเป็นทางเลือกแทนการผ่าตัด

ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า โรงพยาบาลวัฒโนสถ เป็นโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 180 ล้านบาท เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาแบบองค์รวมและมีการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบครบทุกมิติ (Total Cancer Care) ตั้งแต่ ป้องกัน วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟู ด้วยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญแบบสหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary team) และรักษาผู้ป่วยเฉพาะบุคคล (Personalized medicine) ปัจจุบันโรงพยาบาลวัฒโนสถได้ใช้ Precision Medicine มารักษาทางการให้ยากับผู้ป่วยโรคมะเร็งเฉพาะรายอย่างแม่นยำ โดยใช้ข้อมูลของยีนส์แต่ละบุคคล ซึ่งก้าวต่อไปทางโรงพยาบาลได้นำ Precision Radiation Therapy มาใช้กับการรักษาทางด้านรังสีรักษาที่มีความแม่นยำ รวดเร็ว ปลอดภัย ถูกต้องเฉพาะมะเร็งแต่ละชนิด

เทคโนโลยีดังกล่าว ได้แก่ เครื่องฉายรังสี EDGE อันเป็นเทคโนโลยีทางรังสีรักษายุคใหม่ที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย เพื่อเป็นมิติใหม่ของการฉายแสงที่เรียกว่า รังสีศัลยกรรม หรือรังสีร่วมพิกัด (Radiosurgery) ซึ่งเป็นการฉายรังสีพลังงานสูงในเวลาอันสั้น เป็นทางเลือกแทนการผ่าตัด นอกจากนี้ เครื่องฉายรังสี EDGE ยังมีประสิทธิภาพในการควบคุมขอบเขตลำรังสีที่สอดรับกับรูปร่างหรือรูปทรงของก้อนมะเร็ง ทำให้อวัยวะข้างเคียงได้รับผลข้างเคียงน้อยจากปริมาณรังสี และยังสามารถให้รังสีในปริมาณสูงทำให้การฉายแสงแต่ละครั้งใช้ระยะเวลาน้อยลง เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยดียิ่งขึ้น

เครื่องฉายรังสี EDGE

รศ.นพ.ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย ผู้อำนวยการฝ่ายดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลวัฒโนสถและแพทย์รังสีรักษาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำหรับโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกมักจะมีปัญหาเฉพาะที่ แต่สำหรับมะเร็งในระยะท้ายๆ จะมีการลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แม้ว่าคนไข้บางรายจะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน ระยะโรคเหมือนกัน แต่วิธีการรักษาอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับโรคร่วมและร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย การรักษาโรคมะเร็งมีการพัฒนาไปในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคการส่องกล้อง การใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด รวมถึงการรักษาด้วยตัวยาแบบมุ่งเป้าที่จะเจาะจงไปยังเซลล์มะเร็งเป้าหมาย ทำให้ผลกระทบจะเกิดกับเนื้อเยื่อปกติก็จะน้อยลงไป

และด้วยวิวัฒนาการเทคโนโลยีทางรังสีรักษายุคใหม่ ที่สามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายการฉายแสงเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเครื่อง Varian EDGE เป็นเครื่องฉายรังสีรักษารุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพและมีเทคโนโลยีการฉายรังสีในแบบ 3 มิติ(3D-RT) และ 4 มิติ (4D-RT) โดยเครื่องจะคำนวณปริมาณรังสีตามเทคนิคในการรักษาได้อย่างถูกต้อง แสดงให้เห็นการกระจายของปริมาณรังสีแบบ 3 มิติในบริเวณที่แพทย์ต้องการรักษา เป็นไปตามแผนการรักษาที่วางไว้

ลักษณะสำคัญของเครื่องคือ จะมีซี่วัตถุกำบังรังสี จำนวน 120 ซี่ ซึ่งสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ และซี่วัตถุกำบังรังสีจะมีขนาดเล็กมาก ทำให้สามารถเปิดขอบเขตลำรังสีได้อย่างรัดกุม สอดรับกับรูปร่างของก้อนเนื้อเยื่อที่ต้องการรักษา ขณะเดียวกันซี่วัตถุกำบังเหล่านี้จะช่วยกำบังไม่ให้รังสีไปโดนอวัยวะปกติรอบข้าง หรือกำบังให้โดนให้น้อยที่สุด ในอดีตเครื่องฉายรังสีบางเครื่องถูกผลิตขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับการรักษาโรคมะเร็งในอวัยวะบางตำแหน่งเท่านั้น แต่เครื่อง EDGE สามารถปรับการใช้งานได้ และถูกออกแบบมาเพื่อเน้นจุดหรือตำแหน่งเฉพาะที่มากขึ้น ถ้าตำแหน่งของก้อนมะเร็งที่อยู่ใกล้เคียงกับอวัยวะสำคัญหรืออวัยวะที่ไวต่อรังสี โดยเครื่อง EDGE สามารถใช้ได้กับการฉายรังสีทั่วทั้งร่างกาย ทั้งในสมองและนอกสมอง ปอด ไขสันหลัง ต่อมลูกหมาก ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น จากข้อมูลการวิจัยทางคลินิกภายในปัจจุบันพบว่าการฉายรังสีในระยะเวลาสั้นๆ ด้วยปริมาณรังสีสูงมากๆ ในระดับหนึ่ง สามารถฆ่าและทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีกว่า โอกาสการกลับเป็นซ้ำน้อยลง อาการข้างเคียงลดลงกว่าวิธีเดิมๆ ที่ต้องฉายรังสีหลายครั้ง (conventional technique and dose) ทำให้เพิ่มโอกาสอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

วิถีไทย วิถีถิ่น ดินแดนทวารวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288816

วิถีไทย วิถีถิ่น ดินแดนทวารวดี

วิถีไทย วิถีถิ่น ดินแดนทวารวดี

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน ท่องเที่ยววิถีไทย วิถีถิ่น ดินแดนทวารวดี “Suphanburi The History Of ASIA” ร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์ ชมศิลปะชิมอาหาร 5 ชาติพันธุ์  ได้แก่ 1.ชาติพันธุ์ไทยทรงดำ 2.ชาติพันธุ์ลาวเวียง 3.ชาติพันธุ์ลาวครั่ง 4.ชาติพันธุ์ไทพื้นถิ่น และ 5.ชาติพันธุ์ไทณ สนามแข่งรถเสมอกัน (ตรงข้ามโลตัสสุพรรณบุรี) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

ว่ากันว่าเสน่ห์ของการท่องเที่ยววิถีไทยคือ การได้สัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรมและตัวตนของคนไทยที่เรียบง่าย จริงใจ อัธยาศัยดี และดินแดนหนึ่งที่รวมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ชัดเจนที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น “จังหวัดสุพรรณบุรี” ด้วยสำเนียงเสียง “เหน่อ” ที่เป็นอัตลักษณ์ สืบทอดกันยาวนานของคนสุพรรณ โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงให้เหมือนผู้อื่น บ่งบอกถึงความใสซื่อ ตัวตน และความภาคภูมิใจที่ได้เกิดบนดินแดนทวารวดีที่มีประวัติศาสตร์แห่งนี้

เสฐียรพงษ์ มากศิริ รองผู้ว่าราชการ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าให้ฟังว่า งานท่องเที่ยววิถีไทยวิถีถิ่นดินแดนทวารวดี “Suphanburi The History Of ASIA”ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและอารยธรรมของเมืองสุพรรณบุรี โดยงานท่องเที่ยววิถีไทยวิถีถิ่นดินแดนทวารวดี “Suphanburi The History Of ASIA” นี้ไฮไลท์ของงานเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี การแสดงโชว์พร้อมแสง สี เสียง ด้วยเทคนิค 4D Mapping  การแสดงพลุประกอบแสง สี เสียง และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทุกคืน 4 คืน4 บทเพลง  และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกคืน พร้อมชมนิทรรศการผสมผสานกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของทั้ง 5 ชาติพันธุ์และเทคโนโลยี AR ที่ล้ำสมัย  ทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความเป็นอาณาจักรทวารวดี กับบรรยากาศที่รายล้อมด้วยขนบธรรมเนียม ประเพณี ของแต่ละชาติพันธุ์ และการเลือกซื้อสินค้า OTOP ของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำซีรี่ส์ชุด “รักเหน้อเหน่อ” (The History Love Secret)ที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีของ 5 ชาติพันธุ์ในรูปแบบสมัยใหม่ โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่ที่แตกต่างออกไป กระตุ้นให้เกิดความเข้าใจทั้งภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และบรรยากาศสถานที่ถ่ายทำจริง จะได้สัมผัสกับธรรมชาติวิถีชีวิต ชาวบ้าน และชุมชนของแต่ละชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ ในพื้นที่อำเภออู่ทอง และอำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยความพิเศษของซีรี่ส์ชุดนี้ มีเนื้อหาสอดแทรกเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงช่วยเหลือประชาชนคนไทย ทั้งประเทศซึ่งรวมไปถึงชนเผ่าเก่าแก่ในจังหวัดสุพรรณบุรีไม่ว่าจะเป็น พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี, พระราชดำรัส ด้านการเกษตร,เศรษฐกิจพอเพียงและการใช้ชีวิตอย่างพอดี เป็นต้น

พีไอเอ็ม สมาร์ท กองทุนที่ให้มากกว่าการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288814

พีไอเอ็ม สมาร์ท กองทุนที่ให้มากกว่าการศึกษา

พีไอเอ็ม สมาร์ท กองทุนที่ให้มากกว่าการศึกษา

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

ต้นทุนชีวิตที่มีไม่เท่าคนอื่น คงไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องท้อถอย แต่กลับเป็นแรงผลักดันทำให้เธอลุกขึ้นสู้กับโชคชะตา โดยหวังว่า “การศึกษา” จะช่วยให้ชีวิตเธอและครอบครัวเปลี่ยนไป

เรื่องราวของ ตาล-นางสาวกนกอรยารักษ์ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการให้โดยเฉพาะการให้การศึกษาที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวีตของเด็กผู้หญิงในครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งที่เดินทางแบกความฝันพร้อมเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวจากอุบลราชธานีสู่กรุงเทพมหานคร

“ตาล” อาศัยอยู่กับพ่อ-แม่และน้องชายที่จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยครอบครัวมีฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้ทุกคนในบ้านต้องทำงานเพื่อหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว จนเมื่อปลายปี 2554 พ่อของตาลเสียชีวิตทำให้ครอบครัวขาดเสาหลักของบ้าน จนเมื่อได้รู้จักกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) สถาบันการศึกษาเพื่อสังคมในกลุ่มซีพี ออลล์ ซึ่งมีทุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯพร้อมแม่และน้อง ด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายของบ้านพร้อมความหวังว่าเรียนที่นี่จบแล้วจะมีงานที่มั่นคงทำ

การย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯครั้งนี้ ครอบครัวของตาลต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดเพราะมีทั้งค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายประจำวัน ตาลสู้หางานพิเศษทำเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวโดยไม่รบกวนเงินของที่บ้าน จนเมื่ออาจารย์ที่สถาบันได้ช่วยเหลือให้ตาลได้รับทุนจากกองทุนเพื่อชีวิตแห่งการเรียนรู้ หรือ “พีไอเอ็ม สมาร์ท” ที่เปรียบเสมือนลมที่ช่วยพยุงให้ปีกที่อ่อนแรงของตาลได้โบยบินขึ้นอีกครั้ง

ตาล เล่าว่า “กองทุนเพื่อชีวิตแห่งการเรียนรู้ หรือ พีไอเอ็ม สมาร์ท เป็นเหมือนแสงสว่างที่เข้ามาช่วยในวันที่หนูลำบาก ถึงแม้เงินจะมีจำนวนไม่มากแต่ก็สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน เป็นค่าบ้านเช่า ทุกครั้งที่หนูท้อและเหนื่อย ก็จะนึกถึงคำสอนของพ่อ-แม่ทุกครั้ง เพราะเห็นท่านลำบากมาตลอดชีวิต ตอนนี้พ่อก็ไม่อยู่ แม่ยังต้องทำงานหนัก หนูจึงต้องพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน และรบกวนแม่ให้น้อยที่สุด และนำคำสอนของท่านมาเป็นแรงผลักดัน ทำให้เราผ่านทุกอย่างมาได้”

กนกอร ยารักษ์

หลังจากที่ “ตาล” ได้รับทุนจากกองทุนเพื่อชีวิตแห่งการเรียนรู้ในชั้นปีที่ 1-2ตาลไม่หยุดที่จะทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เสริมและนำเงินนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายดูแลตัวเองและครอบครัว จนเมื่อคิดว่าสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว ตาลจึงส่งทุนนี้คืนให้กับกองทุนฯ เพื่อกองทุนฯจะได้มีเงินเหลือส่งต่อให้กับรุ่นน้องที่มีความลำบากและต้องการมากกว่าตัวเอง

“หลังจากที่ได้รับทุนการศึกษาจากพีไอเอ็ม สมาร์ทนั้น ตนได้นำเงินมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ทั้งเรื่องการเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และจะนึกถึงวันที่เราลำบากและนึกถึงคนที่ลำบากกว่าเสมอ และรำลึกเสมอว่าเงินไม่ได้หามาง่ายๆ พยายามใช้ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด แม้จะได้ทุนมาแล้วก็พยายามหารายได้เพิ่มเติมและเมื่อเราพอจะดูแลตนเองได้แล้ว ก็ส่งต่อทุนให้กับน้องๆ ที่เข้ามาใหม่ที่ต้องการมากกว่าเรา”

การส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนเป็นนโยบายที่ ซีพี ออลล์ ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องโดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มีนโยบายด้านการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนเป็นภารกิจหลักเพื่อตอบแทนสังคมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปีด้วยการก่อตั้งสถาบันการศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม), วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (พีเอที) และศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ที่มีกว่า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2560 ซีพี ออลล์ ได้มอบทุนการศึกษาใน 3 สถาบันการศึกษาจำนวน 10,610 ทุน เป็นเงินกว่า 1,126 ล้านบาท เพื่อร่วมสร้างรากฐานทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยอีกทางหนึ่ง ซึ่งนักศึกษาที่จบจากปัญญาภิวัฒน์ฯนั้นจะสามารถปฏิบัติงานได้ทันที เพราะมีรูปแบบการเรียนควบคู่การฝึกปฏิบัติงาน

สำหรับ “กองทุนเพื่อชีวิตแห่งการเรียนรู้” หรือ พีไอเอ็ม สมาร์ท (PIM Smart)เป็นหนึ่งในกองทุนที่มอบให้กับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีที่เข้าศึกษา ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เพื่อให้การสนับสนุนค่าครองชีพนอกเหนือจากได้รับทุนการศึกษาที่เป็นค่าเล่าเรียนให้กับนักศึกษาที่ประสบปัญหาในการจัดหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันระหว่างการฝึกภาคปฏิบัติควบคู่ไปกับการเรียนในห้องเรียนผ่านระบบการศึกษาในรูปแบบ Work-based Education ของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) โดยไม่มีข้อผูกพันใดๆ ปัจจุบันมีนักศึกษาที่ได้รับทุน พีไอเอ็ม สมาร์ท(PIM Smart) ไปแล้ว กว่า 500 คน และกำลังศึกษาอยู่ 137 คน

ปัจจุบัน “ตาล” เรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการค้าสมัยใหม่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ฯ และได้ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าที่ธนาคารกสิกรไทยและจะไม่ลืมบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและกลับไปช่วยกิจกรรมของกองทุนชีวิตเพื่อการเรียนรู้เสมอ เพื่อส่งต่อประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้กับรุ่นน้องรุ่นต่อๆ ไป

คนไทยในยุโรป 18 ประเทศ รวมใจจัดงาน ในหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 4 แสดงความอาลัยถวายในหลวง ร.9 และ เทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว ร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288829′

คนไทยในยุโรป 18 ประเทศ รวมใจจัดงาน ในหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 4 แสดงความอาลัยถวายในหลวง ร.9 และ เทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว ร.10

คนไทยในยุโรป 18 ประเทศ รวมใจจัดงาน ในหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 4 แสดงความอาลัยถวายในหลวง ร.9 และ เทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว ร.10

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลุ่มในหลวงในดวงใจ ซึ่งประกอบด้วยคนไทยที่อาศัยอยู่ในยุโรป 18 ประเทศ พร้อมใจจัดงาน “ในหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 4”ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยปีนี้กลุ่มคนไทยในสหราชอาณาจักรรับเป็นเจ้าภาพ โดยกิจกรรมประกอบด้วยพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย การจุดเทียนแสดงความอาลัยถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และทอดผ้าป่าสามัคคีนานาชาติ พร้อมจัดทำเสื้อทีเชิ้ตสีดำสกรีนลาย KING OF HEARTS ในหลวงในดวงใจ เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้วัดพุทธประทีป เพื่อซ่อมบำรุงอุโบสถ และส่วนหนึ่งสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา เชิญชวนคนไทยในยุโรปพร้อมใจแต่งกายชุดดำร่วมกิจกรรมได้ในวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ณ วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอนประเทศสหราชอาณาจักร

ในการนี้ได้มีตัวแทนกลุ่มในหลวงในดวงใจ มาให้รายละเอียดการจัดกิจกรรม “ในหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 4” อาทิ ปัญญดา เรืองสกุล จากสวิตเซอร์แลนด์, สมศักดิ์ พฤทธยานันท์ จากสวิตเซอร์แลนด์, วนิชา เทานอก จากอิตาลี, สุภาภรณ์ เบย์ลิสส์ จากสหราชอาณาจักร, วัชชรีย์ จเรสมบัติเจริญ จากฝรั่งเศส, วาราดา คงรักช้าง จากออสเตรีย และ วิยะดา กงศรี จากอิตาลี, ฯพณฯ กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย จินตนา ภิรมย์ ภริยา, ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, รศ.พญ.คุณหญิงอัมพร สุคนธมาน อัญชะลี ไพรีรัก, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ร่วมงาน

จึงขอเชิญชวนชาวไทยในยุโรปและทั่วโลกสวมเสื้อทีเชิ้ตสีดำสกรีนลาย KING OF HEARTS ในหลวงในดวงใจ หรือชุดสีดำสุภาพร่วมงาน “ในหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 4” โดยพร้อมเพรียงกัน ในวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ณ วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอนหรือติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมได้ทาง https://www.facebook.com/kingofhearts2014/ และเชิญชวนติดแฮชแท็ก #ร่วมถวายอาลัย #ร่วมส่งเสด็จ #ในหลวงในดวงใจ #ในหลวงในดวงใจ 4 อังกฤษ