4 วิธียุติชีวิตติดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 15:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527694

4 วิธียุติชีวิตติดโซเชียล

วิธีลดการใช้โซเชียล ในยุคที่ๆ ต่างก็ใช้โซเชียลกันจนลืมสนใจคนรอบข้าง

ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนอย่างน้อยคนละหนึ่งเครื่องอยู่ในมือ ทำให้ทุกวันนี้หลายคนหมดเวลาไปกับการอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คนานหลายขั่วโมง จนเผลอลืมใส่ใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจจะเสียสุขภาพจากการก้มมองจอนานๆ อีกด้วย ถ้ารู้ตัวว่ากำลังจะเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายเหล่านี้แล้วล่ะก็ ต้องรีบหาวิธีดึงตัวเองออกจากโลกออนไลน์ และควบคุมการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้เหมาะสมโดยเร็ว

1. คุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้น – โซเชียลเน็ตเวิร์คมีประโยชน์ก็ตรงที่ทำให้คนห่างไกลได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนใกล้รู้สึกห่างไกลกันมากขึ้น เพราะต่างคนต่างมัวแต่จดจ่ออยู่กับการพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์ จนบางครั้งก็ลืมที่จะใส่จนคนข้างๆ เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่กับเพื่อนลองตั้งกฎงดใช้โทรศัพท์ แล้วใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันพูดคุยกันมากขึ้น จะช่วยให้คุณกับเพื่อนเข้าใจกันมากขึ้น

2. โทรหาแทนการแชท – เชื่อว่าหลายๆ คน มักใช้การส่งข้อความแชทไลน์แทนการโทรหากัน แนะนำว่าหากมีธุระอะไรให้ใช้การโทรคุยจะดีกว่า นอกจากจะไม่ต้องเสียเวลานั่งพิมพ์แล้ว ยังจะช่วยให้สื่อสารกันเข้าใจได้ง่าย รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถเข้าใจอารมณ์ของผู้พูดผ่านทางน้ำเสียงได้มากกว่าการพูดคุยผ่านตัวอักษร

3. ปิดการแจ้งเตือน – ตั้งค่าปิดการแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นทั้งหมด ปิดการสั่น ปิดเสียง เพราะเมื่อไหร่ที่มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นหน้าจอ จะเป็นการดึงดูดความสนใจ ทำให้หลายๆ คนมักจะต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค และเมื่อได้หยิบขึ้นมาแล้วก็มักเผลอหมดเวลาไปกับการเช็กโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหลาย รู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาไปมาก

4. หากิจกรรมอย่างอื่นทำ – ลองเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปหาสิ่งอื่นแทน เช่น อ่านหนังสือ หากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ จะช่วยให้คุณหยุดการโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคุณเองจะต้องควบคุมตัวเอง รู้จักแบ่งเวลาในการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้พอดี

5 เทคนิคบริหารเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527686

5 เทคนิคบริหารเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

เทคนิคการวางแผนการใช้เงิน และควบคุมเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

ตอนนี้หลายๆ คนคงกำลังตั้งหน้าตั้งตานับวันรอวันเงินเดือนออกกันอยู่ ซึ่งถ้าหากเงินเดือนออกมาแล้ว แต่ไม่มีการวางแผนการใช้เงินที่ดี ก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ลำบากต้มมาม่ากันช่วงกลางเดือนก็เป็นได้ เราจึงอยากชวนให้ทุกคนมาเริ่มต้นคุมตัวเอง เพื่อให้เงินในกระเป๋ามีพอใช้กันไปตลอดทั้งเดือน รวมไปถึงอาจจะเหลือเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย

1. แบ่งสรรปันส่วน – เมื่อเงินเดือนออกให้แบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ เช่น เงินเก็บ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ค่ากิน และอาจจะมีเงินสำหรับยามฉุกเฉินด้วยก็ได้ ส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยก็เก็บไว้ช็อปปิ้ง การแบ่งเงินเป็นก้อนๆ แบบนี้ทำให้มีวินัยในการใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินที่หามาได้

2. ทำบัญชี – วิธีนี้จะทำให้รู้ว่าแต่ละวัน แต่ละเดือนเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง อะไรคือสิ่งจำเป็น ไม่จำเป็น และถ้าเดือนนี้ใช้เยอะก็จะทำให้รู้ว่าเดือนหน้าจำเป็นต้องลดการใช้เงินลง การจดบัญชีรายรับรายจ่ายทำให้มองเห็นภาพชัดเจน แม้จะยุ่งยากที่ต้องมานั่งจดนั่งเขียนทุกวัน แต่ถ้าทำไปนานเข้าก็จะเป็นนิสัย และมีระเบียบวินัยในการใช้เงิน

3. คิดให้รอบคอบก่อนใช้ – โดยเฉพาะพนักงานกินเงินเดือนเมื่อเงินเดือนออกก็ตระเวนเที่ยว กิน ช็อป เมื่อซื้อจนเงินสดไม่พอก็รูดบัตรเครดิต ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ซื้อไม่คิด รับรองว่าไม่มีเงินเก็บแน่นอน และยังต้องมานั่งปวดหัวเพราะหนี้บัตรเครดิตอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากสบายตอนแก่ มีเงินเก็บก็จงเริ่มนิสัยเก็บออมตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะวัยเริ่มทำงานสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องออมกันตั้งแต่เนิ่นๆ

4. งานอดิเรกก็สร้างเงิน – งานอดิเรกบางอย่างอาจเพิ่มรายได้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ ต้นไม้ ปลาสวยงาม ทำเบเกอรี่ เครื่องดื่มสุขภาพ งานประดิดประดอย ซึ่งสมัยนี้ช่องทางการขายนำเสนอสินค้าก็มีมากมาย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ ขายตามตลาดนัด หรือถ้ามั่นใจในฝีมือและมีทุนทรัพย์หน่อยก็เปิดเป็นร้านก็ได้ เผลอๆ ทำดีมีลูกค้าเยอะ รายได้อาจงามกว่างานประจำก็ได้

5. ให้เงินทำงาน – ในปัจจุบันมีวิธีที่จะนำเงินที่มีไปเพิ่มมูลค่าหรือไปลงทุนมากมาย เช่น สลากออมสิน หุ้น กองทุน พันธบัตรรัฐบาล เพียงแต่การจะเลือกลงทุนแต่ละอย่างก็ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อน

4 เคล็ดลับจัดการปัญหากลิ่นอับในรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 12:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527670

4 เคล็ดลับจัดการปัญหากลิ่นอับในรถ

วิธีขจัดปัญหากลิ่นอับภายในรถยนต์ที่หลายคนต้องเผชิญ

กลิ่นอับภายในรถยนต์นับเป็นอีกปัญหากวนใจที่ใครหลายคนต้องเผชิญ ยิ่งในช่วงไหนฝนตกด้วยแล้วล่ะก็ ความอับชื้นจากสภาพอากาศทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับได้ง่าย และเพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถยนต์ให้มีกลิ่นหอมสดชื่น ไร้กลิ่นอับ เราจึงมีแนะนำเคล็ดลับที่ช่วยขจัดปัญหากลิ่นอับในรถยนต์มาฝากกัน

4 เคล็ดลับจัดการปัญหากลิ่นอับในรถ

1. ถอดล้างตู้แอร์ – สาเหตุหลักของกลิ่นอับชื้นในรถมักเป็นกลิ่นที่เกิดจากก็าซ ในกระบวนการสังเคราะห์อาหารของแบคทีเรียที่เกาะตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ภายในรถ ทั้งในกล่องและตู้แอร์ จึงต้องกำจัดแบคทีเรียเหล่านั้นให้ตรงจุด ด้วยการถอดตู้แอร์ นำออกมาล้างให้สะอาด

2. น้ำส้มสายชูปราบกลิ่น – เคล็ดลับง่ายๆ แถมราคาไม่แพง เพียงเทน้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วนำไปตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ชม. ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไปได้ แต่วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องกลิ่นอับชื้นเท่านั้น ไม่ใช่การฆ่าเชื้อโรค หรือแบคทีเรียที่สะสมอยู่ภายในรถ

3. ใช้สมุนไพรหรือใบชาแห้ง – การใช้น้ำหอมปรับอากาศ การบูร หรือพิมเสน ในการดับกลิ่น เป็นวิธีที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อสารเหล่านี้ถูกความร้อนจากการจอดรถตากแดดเป็นเวลานานๆ จะทำให้ระเหยออกมา ซึ่งเราจะได้รับสารเคมีจากการสูดดมเมื่อเปิดแอร์ภายในรถ แนะนำให้ใช้วิธีง่ายๆ ที่ปลอดภัยกว่า โดยนำถุงชา หรือถ่านไม้ 1-2 ก้อน ใส่ในถุงผ้าแล้วห้อยไว้ตามจุดต่างๆ ภายในรถ จะช่วยลดกลิ่นอับได้ หรือจะใช้กลิ่นหอมๆ ของดอกไม้ สมุนไพรไทย อย่าง ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นสร้างความผ่อนคลาย ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย

4. ทำความสะอาดพรม – พรมนับเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่มองไม่เห็น ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นอับได้ง่าย จึงควรหมั่นทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นพรมชนิดที่ไม่สามารถยกออกเช็ดล้างได้ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำออกให้หมด จากนั้นขับรถไปจอดกลางแดดและเปิดกระจกทิ้งไว้เพื่อให้ความร้อนช่วยทำให้พรมแห้งเร็วขึ้น หรือถ้าสามารถถอดพรมออกมาได้ควรนำออกไปผึ่งแดด เพื่อฆ่าเชื้อโรคและลดการเกิดเชื้อราที่หมักหมมอยู่

4 แนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527651

4 แนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

คนวัยทำงานมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมมากขึ้นทุกวัน จึงควรรู้แนวทางการป้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดี

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากสาเหตุสำคัญ คือ การสึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น การทำกิจกรรมซ้ำๆ เป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ การยกของหนัก และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ที่มีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณหมอนรองกระดูกน้อยลง ซึ่งคนวัยทำงานหลายคนมีพฤติกรรมเหล่านั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมมากขึ้น จึงควรรู้แนวทางการป้องกันและไม่ควรทิ้งไว้นาน หากอาการหนักก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป

1. หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ – ควรใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี โดยอย่านั่งอยู่กับที่ติดต่อกันนานเกิน 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานออฟฟิสที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ควรเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการลุก ยืน หรือเดิน

2. ออกกำลังกาย – การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว เราก็จะห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ให้อออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ หลังและหน้าท้องให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมไปถึงลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักที่มากเกินไป เนื่องจากหลังจะต้องเป็นส่วนที่รับน้ำหนักตัวของคนเรา เมื่อมีน้ำหนักตัวมากเกินไปการทำงานของกล้ามเนื้อหลังก็จะมากไปด้วย

3. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก – หลังจะเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักเวลาที่เรายกของหนัก จึงควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด อาจหาอุปกรณ์ทุ่นแรงแทน และให้ลดการทำงานของกล้ามเนื้อหลังลงโดยการปรับท่านั่งให้หลังตรง หรือเดินตัวตรง

4. งดสูบบุหรี่ – บุหรี่มีสารอันตรายที่ก่อให้เกิดหลายๆ โรค ซึ่งบุหรี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้กระดูกพรุน และหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

แมนดาลา เทราพี กลไกแห่งการเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527636

แมนดาลา เทราพี กลไกแห่งการเยียวยา

อยากรู้จักแมนดาลา เทราพี (Mandala Therapy) ก็เพราะได้ติดตามเป็นเพื่อนกับญาดา จำนงค์ทอง นักกิจกรรมอิสระทางเฟซบุ๊กแล้วได้เห็นภาพวงล้อ “แมนดาลา” ที่สวยงามมากๆ ของเธอ ติดตามมาเรื่อย จึงค่อยๆ ซึมซับว่าทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการจัดวาง ไม่ว่าจะเป็น ใบไม้ ดอกไม้ ก้อนหิน วงล้อบำบัดเห็นในทุกที่ที่เธอย่างกราย ครั้งหนึ่งเคยเห็นวางอยู่บนลำตัวของสุนัขที่กำลังนอนหลับด้วย

อยากรู้จักแมนดาลา เทราพี เหมือนกันใช่ไหม ตามมาเลย!

ตามมาเลย ปีนเขาตามขึ้นมา เพราะวันนี้ทีมแมนดาลาสมัครเล่น 6 คน กำลังจะไปทำแมนดาลาบนเขาฉลาก ศรีราชา ชลบุรี จุดมุ่งหมายคือป่าไผ่ที่บนยอดเขา ญาดา หรือที่พวกเราเรียกกันว่า “พี่จิ๊บ” เดินลิ่วๆ ขึ้นเขา ตะโกนบอกให้ทุกคนเก็บวัสดุจากธรรมชาติ ใบไม้ใบหญ้า ดอกไม้และสรรพสิ่งข้างทาง หลักเกณฑ์คือให้ฟังเสียงจากภายใน แล้วจะรู้เองว่าจะหยิบคว้าฉวยสิ่งใด ติดมือขึ้นไปที่บนเขาอันไกลโพ้น

“เคลือบแก้ว” สุนัขของหนึ่งในทีมแมนดาลา จู่ๆ ก็วิ่งหายไปในป่าท่ามกลางฝูงลิง ทำให้เจ้าของต้องตามกลับลงไปหาและพาขับรถกลับบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ทีมแมนดาลาที่เหลือจึงเหลือเวลาว่างๆ เพื่อรอสมาชิกกลับมาสมทบ จิ๊บไม่รั้งรอขอให้ทุกคนทำวงล้อแมนดาลาร่วมกันวงหนึ่ง

 

 

 

ขอเรียกมันว่า “วงล้อลิงล้อม” หนึ่งในทีมกล่าว เพราะขณะที่เราทุกคนกำลังล้อมวงสร้างวงล้อเล็กๆ ฝูงลิง ณ ตีนเขา นับจำนวนพอคร่าวๆ ประมาณ 20-30 ตัว ก็ได้ยกพลมาล้อมพวกเราไว้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อแรกพวกมันแอบมองเราอยู่ไกลๆ ก่อน ไม่มีแม้แต่ซุ่มเสียง

ไม่มีใครสังเกตเห็นพวกลิง ต่างคนต่างตั้งใจทำวงล้อตรงหน้า ฝูงลิงมีตัวเล็กตัวใหญ่ ดูเหมือนจะสนใจในสิ่งที่พวกเราทำมาก แน่นอนที่พวกมันไม่เคยเห็นแมนดาลามาก่อน พวกมันเฝ้าสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบเชียบเหมือนตั้งใจที่จะแอบดูพวกเราที่ทำกันเงียบๆ อย่างนั้น กระทั่งขั้นตอนแห่งการพูดคุยมาถึง

เมื่อทุกคนในวงเอ่ยปาก ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รู้ตัวว่า ฝูงลิงมากมายอยู่เหนือขึ้นไปบนศีรษะ พวกมันต่างกู่ร้องขึ้นพร้อมกัน เสียงคุย (ของลิง) จ๊อกแจ๊กจอแจ ราวกับจะขอพูดคุยและมีส่วนร่วมในวงสนทนานี้ด้วย เจ้าของสุนัขเคลือบแก้วกลับมาถึงแล้วในตอนนี้ เธอกล่าวว่า สัตว์เหมือนกันหมด จะหมา ลิง รวมทั้งคน รับอานุภาพคลื่นความถี่ซึ่งกันและกันได้

 

 

เมื่อโขยงลิงป่าเห็นพวกเรานิ่งมันก็นิ่ง เนื่องจากคลื่นความถี่เดียวกันสื่อพลังถึงกัน นั่นหมายความว่า เมื่อเราสงบ แม้จะเป็นสัตว์ป่าก็รับรู้และสงบระงับตามไปอย่างกลมกลืน นี่เป็นเรื่องแปลกแต่จริงเรื่องแรกของแมนดาลา เทราพีที่ผู้เขียนสัมผัส

ยอดเขายังอยู่อีกไกล ฝูงลิงไม่ตามมาอีก พวกมันคงมีถิ่นหากินเฉพาะตีนเขา จิ๊บตะโกนเรื่อยๆ อย่าลืมเก็บวัสดุจากธรรมชาตินะ พวกเราจะขึ้นไปทำแมนดาลา เทราพีที่ยอดเขาก่อนเที่ยง ผู้เขียนเก็บใบไม้สีน้ำตาลเพราะชอบสีน้ำตาล มีใบไม้สีเขียวรูปร่างแปลกๆ ติดมาบ้าง และดอกไม้เล็กๆ ไม่กล้าแอบดูคนอื่น

เมื่อมาถึงเกือบยอดเขา พี่จิ๊บขีดวงกลมบนลานป่า 5 วง วงใครวงมัน ให้เวลาในการทำไม่จำกัด ใครเสร็จแล้วนั่งรอแบบไม่เปิดปาก เวลาผ่านไปเหมือนชั่วชีวิต ประสบการณ์ที่ได้ คือการได้นำใบไม้แห้ง ใบไม้สด ดอกไม้ กิ่งไม้ที่เก็บติดตัวมาตลอดทางขึ้นเขา นำมาประดิษฐ์ตกแต่งวงกลมบนผืนดิน ที่กำลังจะกลายเป็นแมนดาลาในไม่นานช้า

 

เสร็จหมดทุกคนแล้ว จิ๊บยืนอยู่ตรงหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ นิ่งๆ ขอให้ทุกคนเล่าถึงวงล้อของตัวเองว่ามีความหมายอย่างไร คนหนึ่งไม่เก็บวัสดุอะไรระหว่างทางเลย มองหาจากที่หน้างานนั้นเอง ออกมาเป็นผลงาน “ง่ายๆ เท่าที่มี” สะท้อนตัวตนของคนปั้นแต่ง ที่ง่ายๆ แต่ทำในสิ่งที่มีให้ออกมาดูดีได้อย่างเท่

อีกคนทำกรอบรูปหัวใจจากใบไผ่แห้งที่ร่วงหล่นอยู่ ใบไม้ที่เธอเก็บมาเป็นรูปหัวใจแปลกๆ หัวใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเธอ อีกคนหนึ่งเน้นความสมดุล อีกคนหนึ่งทำแมนดาลาที่สะท้อนถึงแม่ที่เป็นโรคความจำเสื่อม และอีกคนหนึ่งที่ชอบใบไม้สีเหลือง วงล้อของเธอแผ่พลังแห่งรัศมี การทำแมนดาลาจบลงด้วยคำขอบคุณต่อดินน้ำลมไฟ แมกไม้และธรรมชาติ

ระหว่างเดินทางกลับ เพื่อนร่วมทางคนหนึ่ง เฉลยว่า Manda เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า จุดศูนย์กลาง ส่วน La แปลว่า ล้อวงกลม ซึ่งล้อมรอบจุดศูนย์กลาง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การบำบัดที่เพิ่งผ่านพ้น แมนดาลาได้ทำหน้าที่ของตัวเองไปแล้ว ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเองยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของแมนดาลาด้วยซ้ำ

จิ๊บเล่าให้ฟังในเวลาต่อมาว่า แมนดาลา คือภาพที่แผ่ขยายจากจุดศูนย์กลาง ภาพอาจจะสมมาตรหรือไม่ก็ได้ ความหมายคือ ภาพที่มีจุดศูนย์กลาง เรื่องของความหมายต่างคนก็ต่างมอง สำหรับจิ๊บ แมนดาลาคือชีวิตที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จิต

“จิตของเรา คือ แก่นกลางของตัวเรา ถ้าเรากลับมาที่จิตเดิมได้ มันคือความสงบเบิกบาน เหมือนหลักพุทธธรรมที่มุ่งสู่ภาวะพุทธะ”

 

 

เวลาทำภาพแมนดาลา จะเห็นวงกลมล้อมอยู่ ให้สังเกตว่า วงกลมทำให้ภาพภายในชัดเจนขึ้น ทำให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ในวงกลมชัดเจนขึ้น ทำให้สิ่งนั้นเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางขึ้นมา จุดที่จะดึงดูดเราให้จดจ่อ ทำให้เรามีสมาธิ

กลไกการเยียวยา คือการได้หยุดจากสิ่งรบกวนทางความคิด และกลับมาอยู่กับตัวเอง ทำให้มีพลังมากขึ้น มีสมาธิ ผ่อนคลาย รวมทั้งได้ปลดปล่อยระบายออกซึ่งสิ่งที่คั่งค้างผ่านการลงมือทำ การเยียวยาเกิดขึ้นเมื่อมีการปลดปล่อยความเครียด เกิดความว่าง และหลอมรวมเป็นหนึ่งกับแมนดาลาตรงหน้า

“การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เราลดการใช้พลังงานไปกับความคิดที่ฟุ้งกระจาย ทำให้เราสงบ ความสงบภายในนี้เอง ที่จะส่งพลังงานออกมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ”

แมนดาลามีหลายชนิด ได้แก่ Form Mandala การนำผลงานผู้อื่นที่สร้างไว้มาใช้งานต่อ เช่น การระบายภาพแมนดาลา การนั่งเพ่งแมนดาลา และ Creating Mandala คือ การสร้างแมนดาลาขึ้นมาเอง ด้วยการจัดวางสิ่งของ การวาด การปัก การเต้น และการร้อย ส่วนที่เราเพิ่งทำกันไปคือ Nature Mandala ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการจัดวาง

การนำแมนดาลามาใช้ในการบำบัด ใช้เสมือนเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยา ที่มุ่งสะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพผู้รับการบำบัด เปลี่ยนตัวเองยาก ถ้าไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และบางทีการเปลี่ยนก็ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่หยุดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้นานพอ เมื่อผ่อนคลาย และสงบลงแล้ว ก็จะมีสติในการมองเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง จากนั้นก็จะค่อยๆ ยอมรับความจริงว่า ข้างในของเรามีก้อนภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาซ่อนอยู่ หยุดเพื่อมองให้เห็นความจริงนี้

เมื่อเห็นก็จะเข้าใจทันทีว่า ทุกๆ คนไม่ต่างจากเรา เกิดการยอมรับตัวเองและผู้อื่น ถ้าคิดว่าตัวเราแย่ ไม่ชอบตัวเอง มันก็จะเป็นแบบนั้นกับผู้อื่นด้วย หากเราไม่ยอมรับตัวเราเอง เราก็ไม่สามารถยอมรับผู้อื่นได้เช่นกัน

“อารมณ์ของเราเหมือนสีใบไม้ ที่มากมายหลายสีสัน เวลาทำแมนดาลาด้วยใบไม้ เราจะเห็นความแตกต่างของสีเหล่านั้น ที่มาอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม แม้กระทั่งใบไม้ที่เป็นรูพรุน หนอนกินเหี่ยวแห้ง ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของแมนดาลาที่งดงามได้ นั่นหมายถึงชีวิตที่เป็นองค์ประกอบของสรรพสิ่ง”

แมนดาลา เทราพีในไทย ยังอยู่ในกลุ่มนักจิตเวช รวมทั้งกลุ่มผู้ปกครองที่ลูกมีปัญหาการเรียนรู้ เช่น ออทิสติก หากในต่างประเทศ การเรียนรู้แพร่หลาย เหมาะกับทุกคนที่ต้องการพัฒนาตัวเอง สนใจอินบ็อกซ์ที่เฟซบุ๊ก Yada Jib Jamnongtong มีทั้งสอนฟรีและมีค่าใช้จ่าย

ลาก่อนเขาฉลาก และ “ซุ้มเจ้าหญิงบนป่าไผ่” ชื่อที่พวกนักปั่นไต่เขา-กลุ่มเขาฉลาก Base Camp ขนานนามเรียกพวกเราในโซเชียล เน็ตเวิร์ก แมนดาลาอาจเป็นจิต เป็นจักรวาล เป็นพื้นที่ว่าง ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่ลงมือทำแล้วประจักษ์ความหมายเช่นไร หากที่สุดแล้วก็คือ จุดศูนย์กลางของวงกลมที่แผ่รัศมีออกไปได้ไม่มีขอบเขต

“เช่นความรัก หากเรายึดความรักเป็นจุดศูนย์กลาง ความรักของเราก็ขยายไปได้ไม่มีจำกัด นี่คือแมนดาลาในชีวิตจริง”

‘เด็กขึ้นแท่น’ ฝีมือปลุกปั้นโดยซูเปอร์มัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527482

‘เด็กขึ้นแท่น’ ฝีมือปลุกปั้นโดยซูเปอร์มัม

คุณแม่สามคนดังเลี้ยงลูกได้น่าชื่นชม การเรียนก็ไม่น้อยหน้าใคร การทำกิจกรรมลงแข่งขันสนามไหนๆ ก็โดดเด่น เก่งกาจสามารถคว้ารางวัลครบมาหมด ทั้งเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ก็เลยมีคำถามเลี้ยงลูกอย่างไรให้ขึ้นแท่นรับเหรียญทอง!?

“คุณแม่คนดัง” พร้อมเผยเคล็ด(ไม่)ลับ น่าฟัง น่าตามรอยกับการเลี้ยงลูกๆ ได้ดี ครบทุกด้านทั้งเรื่องเรียน ทั้งกีฬาและดนตรี โดยเป็นซูเปอร์มัมทุ่มเทเวลาให้ลูกๆ กันเต็มที่ คว้ารางวัลไปไกลถึงเวทีอินเตอร์ฯ จนต้องขอชมคำนี้เลยทีเดียวว่า “เก่งได้แม่!!!”

วิธีเลี้ยงลูกคว้าเหรียญรางวัล

อัพเดทชีวิตคุณภาพ จณิสตา จรูญสมิทธิ์ หลังสละโสดไปกับสามีนักธุรกิจ บุตรรัตย์ จรูญสมิทธิ์ ทั้งคู่มีทายาท 2 คน คือ น้องเวนิส กับ น้องวินซ์ คุณแม่แบม จณิสตา ดูแลลูกน้อยควบคู่กับการทำธุรกิจร้านอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งร้าน Audrey Cafe, Kelly by Audrey, Carnival Buffet และ POFF Pancake ธุรกิจมากมาย แต่ก็มีเวลาให้ครอบครัวอบอุ่นที่สุด

คุณแม่คนดังเผย หากมีเวลาว่างก็ขอทุ่มเวลาดูแลลูกๆ ให้เต็มที่ น้องเวนิส วณิสตา 7 ขวบครึ่ง น้องวินซ์-นราธิปพงศ์ 5 ขวบแล้ว

ลูกสาวตัวน้อย “น้องเวนิส” ปีนี้ไปคว้าเหรียญจากการแข่งขันไอซ์สเกต ประเทศมาเลเซีย ขึ้นแท่นรับรางวัลกวาดมาครบ ทั้งเหรียญทอง เงิน และทองแดง แม่เป็นปลื้มสุดๆ กับเหรียญทองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Spotlight Character Entertainment Pre Alpha Level ชนะคู่แข่งขันอีก 4 คน จากประเทศเจ้าภาพขาดลอย

 

 

สนามนี้กำกับดูแลโดยสหพันธ์สเกตน้ำแข็งนานาชาติ (ISU) เวนิส ลงแข่ง 5 โปรแกรม สามารถคว้าเหรียญมาได้ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง คุณแม่เชียร์อยู่ขอบสนามได้เห็นลูกลงแข่งขันอย่างมั่นใจ ไม่มีอะไรน่าภูมิใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว “ปีนี้เวนิสลงแข่งสนามต่างประเทศครั้งแรก ลงสนามครั้งแรก 5 ขวบครึ่ง แข่งประเภทคู่ก่อน ยังไม่ได้เหรียญค่ะ เด็กเล็กควรทำกิจกรรมเล่นกีฬาสัก 1 อย่างนะคะ ถ้าให้เด็กผู้หญิงไปเล่นกีฬากลางแจ้ง อากาศเมืองไทยก็ร้อนเกินไป ก็ลงตัวค่ะ สเกตลีลา (Figure Skating) เล่นบนพื้นน้ำแข็งเย็นๆ เล่นประกอบเสียงดนตรี เป็นกีฬาสวยงามได้พัฒนาความสามารถ ได้แสดงออก โดยเป็นการต่อสู้กับตัวเองที่ไม่ใช่การปะทะชนต่อสู้กับคู่แข่งขัน เด็กๆ ก็ไม่กดดันมาก

เมื่อตอนที่เวนิสเริ่มเล่น ก็ไม่ชอบไปรอบหนึ่งแล้วค่ะ ได้คุณครูไม่โอเค ลูกไม่เรียนแม่ก็ไม่บังคับนะคะ เด็กๆ ต้องเริ่มที่ความสนุกค่ะ แต่พอเขามีเพื่อนๆ ไปเล่นด้วยกัน มีสนามแข่งขันที่คนแข่งได้แต่งตัวในแบบตัวคาแรกเตอร์สวยๆ เวนิสแต่งเป็น โทรลล์ส (Trolls) ใส่ชุดฟูฟ่องสีชมพู-ฟ้า เด็กผู้หญิงรักสวยรักงามอยู่แล้ว

การมีเพื่อนเป็นการท้าทายเขาด้วยค่ะ จากท่าพื้นฐาน ก็เริ่มกล้ากระโดดตามเพื่อนที่เก่งกว่าให้ได้ เวนิส เริ่มจากกลุ่มเด็กเล็กพรีอัลฟ่า ไต่มาอัลฟ่า จากแข่งแบบคู่ มาแข่งเดี่ยว 2 โปรแกรมในปีนี้ มีคู่แข่งอีก 5 คน ทั้งมาเลเซียเจ้าภาพ จีน และญี่ปุ่น การแข่งได้จบเพลงโค้งให้คนดู แล้วมีเสียงปรบมือ ทำให้เขาฮึกเหิมเอาชนะ ไม่ใช่แค่ใจแม่นะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่ชนะใจคนดู ชนะใจกรรมการได้ด้วยค่ะ”

คุณแม่แบม จณิสตา บอกย้ำการเล่นกีฬาลูกไม่จำเป็นต้อง “เป็นเลิศ” แต่เป้าหมาย คือ การพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ การเล่นกีฬาต้องทำซ้ำๆ เพื่อฝึกทำท่ายากกว่าเดิมให้ได้

“ต้องมุ่งมั่น ต้องสังเกตตัวเอง เวนิสคือลักษณะของเด็กมี Talent คือมีความสามารถพิเศษ แต่ไม่มีแรงผลักดัน หรือ Inner สิ่งกระตุ้นที่ทำให้อยากเล่น อยากแสดงออกมา เด็กเล็กๆ นะคะก็มีไม่อยากไปซ้อมบ้าง และต้องซ้อมสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 45 นาทีขึ้นไปหลักเลิกเรียน ก็มีช่วงหนึ่งเวนิสงอแงไม่อยากซ้อม แม่จับเข่าคุยกับลูกเลยค่ะ มีขู่ (หัวเราะ) เลิกไหม? ซึ่งที่สุดเขาก็มีคำตอบว่าถ้าให้เลิกจริงๆ คงไม่ แต่ไม่อยากไปซ้อมก็เพราะขี้เกียจบ้าง ก็กลับมาเล่นใหม่ โดยแม่สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้เขาด้วยนะคะ หาคลิปนักกีฬาไอซ์สเกตสวยๆ มาให้ลูกดูค่ะ

แล้วพ่อแม่ก็จะสลับพี่เลี้ยงไปส่ง ไปนั่งดูลูกซ้อมขอบสนามบ้าง เรื่องนี้สำคัญมากๆ ค่ะ เขาหันมาเห็นเรา ก็มีกำลังใจขึ้นมากๆ เลยนะคะ”

จณิสตา กล่าวทิ้งท้ายว่า โฟกัสที่ความสุขของลูก ไม่ใช่ต้องเก่งกาจติดทีมชาติไปไกลขนาดนั้น แค่วันนี้ คุณแม่ได้ยินพิธีกรประกาศ “เวนิส-วณิสตา ไทยแลนด์” แม่ก็ปลื้มหนักมากแล้ว!!!

 

“รู้แพ้ รู้ชนะ” เติบโตอย่างมีความสุข

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ขึ้นแท่นรางวัล พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ หรือคุณหมอแวนด้า ผู้ก่อตั้ง Health Avenue Clinic ภูมิใจไม่แพ้คุณแม่แบม กับผลงานลูกสาวคนเล็ก “ทรีทัญญ่า” จูงมือไปแข่งขันสนามเดียวกับเวนิส เก่งกาจสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาด้วยกันหลายสนาม

คุณหมอมีลูกสาว 2 คน ลูกสาวคนโต “ทรินนิตี้” สร้างความตื่นเต้นให้คุณแม่คนสวยอีกแล้ว กับการลงสนามแข่งขันเปียโน ล่าสุด รายการ Set ยุวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 ตอนนี้ทรินนิตี้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ และจะมีรอบชิงชนะเลิศในเดือน ธ.ค.นี้

“ทรินนิตี้ เป็นไอดอลของน้องสาว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) โดยเป็นพี่สาวนักเพอร์เฟกชั่นนิสต์ คือทำทุกอย่างต้องดีที่สุด ไปได้รางวัลมาหลายเวที เริ่มแข่งขันเปียโนเวทีแรก คือ  A of ABRSM Churairat National Piano Competition 2015 น้องก็ได้เดินตามรอยพี่สาวนะคะ เรื่องตระเวนแข่ง มีคำถามหมอว่าให้ลูกๆ เรียนเสริมเยอะไหม ก็ต้องบอกเลยว่าถ้านอกโรงเรียนมีเปียโนอย่างเดียว ทุกอย่างจบในโรงเรียนหมด ไม่ว่าจะกีฬา หรือวิชาการ เพราะอยากให้ลูกอิสระ มีเวลาพักผ่อน ได้เล่นกับเพื่อน เล่นกับน้อง หรือเล่นเกมด้วยนะคะ เด็กๆ วัยนี้ก็ต้องชอบ ซึ่งก็เป็นหน้าที่แม่ที่ต้องจัดให้เขามีเวลาเหล่านั้น และเมื่อขึ้นเวทีแข่งขันเขาก็จะรู้สึกสนุก ไม่ใช่เหนื่อยล้ากับการแข่งขัน

 

 

ทรีทัญญ่า ลูกสาวคนเล็กต้องมีการจัดการอีกแบบค่ะ เพราะมีความสนใจ ความอยากเรียนค่อนข้างจำกัด หมายถึงไม่อยากเรียนอะไรเลย อยากเล่นอย่างเดียว (หัวเราะ) แม่จึงสังเกตว่าถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี แล้วคอยสนับสนุน และในที่สุดคำตอบก็คือไอซ์สเกต ไปแข่งสนามที่มาเลเซียกับน้องเวนิสลูกสาวคุณแบมด้วยค่ะ

เหรียญล่าสุด คือ Gold medal for Character Pre Alpha, Skate Emirate 2017 ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

รายการต่อไป คือ การแข่งขันยิมนาสติก ทรีทัญญ่า ผ่านทดสอบเข้า Gymnastic Team เป็นตัวแทนโรงเรียนบางกอกพัฒนา

หมอไม่ได้ตั้งเป้าเลี้ยงลูกให้เป็นนักแข่งขัน ซึ่งต้องได้รางวัลทุกๆ สนามนะคะ แต่โอกาสแข่งขันคือการสอนบทเรียนเรื่องความพยายาม ความมีวินัย การตั้งเป้าหมายซึ่งทำให้สำเร็จ และสร้างนิสัยการรู้แพ้รู้ชนะได้ดีด้วยค่ะ”

คุณหมอแวนด้า เผยว่า เป็นแม่ไม่ชอบดุลูกเลย เพราะไม่ชอบสูญเสียความสุข เวลาอยู่กับลูกๆ ก็อยากสร้างโมเมนต์ดีๆ จึงใช้การพูดคุยให้เหตุผลมากกว่า

“โชคดีค่ะลูกเข้าใจง่าย หมอบอกลูกเสมอ หนูอยากทำอะไรให้สำเร็จ ต้องตั้งเป้าหมาย พยายามอดทน บางครั้งสำเร็จเราก็ดีใจ ล้มเหลวเราก็เสียใจ แต่ก็ได้เรียนรู้ แล้วเราก็สู้ใหม่ การแข่งขันไม่ใช่จุดจบ และในวันข้างหน้า เราก็ต้องเจอมันวนไปตลอดชีวิตของเรา หน้าที่แม่คือการสนับสนุนลูกทุกอย่างที่มีความสามารถ และมีโอกาสค่ะ

เหรียญรางวัลก็ไม่สำคัญเท่าเป็นคนดี มีน้ำใจนักกีฬา ชนะเป็น แพ้เป็น ทั้งหมดนี้หมอเชื่อว่าจะทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขได้ไม่ยากค่ะ”  พญ.ศิริวรรณ บอกพร้อมรอยยิ้มสไตล์คุณแม่แสนใจดีของสองสาวน้อย

 

เด็กๆ ต้องมีเวทีปล่อยพลัง

เรียนอย่างเดียวไม่ได้ ลูกต้องเลือกเล่นกีฬาอะไรสัก 1 อย่าง หรือเลือกทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อให้มีใจเมตตาต่อผู้อื่นด้วย คือหลักการเลี้ยงลูกของคุณแม่ลูกสอง อภิภาวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สาวสังคม และนักธุรกิจมากความสามารถ ลูกสาวเพลงรำไพ-พิณไพเราะ เครือโสภณ อายุเข้าวัยทีนทั้งคู่ 14 ปี และ 11 ขวบตามลำดับ กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติไอเอสบี

อภิภาวดี บอกว่า เด็กๆ เลิกเรียนเร็ว แล้วบ้านก็ใกล้โรงเรียน 5 นาที ลูกก็ถึงบ้านกันแล้ว และบ้านนี้ก็ไม่มีโทรทัศน์ให้ลูกๆ ดูเสียด้วย กีฬาจึงกลายเป็นคำตอบสุดท้าย และลงตัวที่สุดสำหรับเด็กในวัยนี้

 

 

“เด็กๆ มีพลังงานเหลือเฟือค่ะ แล้วบ้านเราทีวีไม่ใช่สิ่งของจำเป็นอีกด้วย ถ้าลูกอยากดูสารคดีคิสคัฟเวอรี่ก็คลิกยูทูบ เขาก็เคยดูละครไทยนะคะเวลาแม่พาไปร้านหมอฟัน ได้ดูทีวีในร้าน ก็ยังหันมาวิจารณ์ละครกับแม่ แค่นี้หนูก็รู้แล้วใครดีใครร้ายไม่ถึง 5 นาทีเลยค่ะ คือโซฟโอเปร่าไทยไม่สามารถดึงความสนใจจากเด็กๆ บ้านนี้ได้เลย (หัวเราะ) แล้วลูกมีเวลาว่างหลักเลิกเรียน 2-3 ชั่วโมง แม่ก็ต้องหาอะไรให้ทำกันค่ะ

ก็ช่วยกันเลือกกีฬา ดนตรี หรือวิชาการเสริม ลูกสาวคนเล็ก-พิณไพเราะ เรียนเลขเก่งมาก เขาก็รวมทีมเลขกับเพื่อนๆ ค่ะในคลับแมทโอลิมเปียของโรงเรียน ได้แข่งขันกัน เด็กเก่งเลขมีการคิดในแบบ Logic ได้ดี แม่ก็เลยแนะนำให้ลองลงแข่งหมากรุกด้วยค่ะ

ส่วนลูกสาวคนโตเป็นนักกีฬาทีมโรงเรียน ทั้งบาสเกตบอล ฟุตบอล การทำกิจกรรมเยอะ ลูกมีตัวเลือกเยอะ ซึ่งดิฉันมีกฎว่าลูกจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ให้ลองทำทุกอย่าง ถ้าไม่ชอบกีฬาชนิดนี้ก็มาบอกแม่ได้ โดยต้องหากีฬาหรือกิจกรรมสิ่งใหม่มาทดแทนสิ่งที่ลูกไม่ชอบ โดยต้องลองทำทั้งเทอม 5-6 เดือนก่อน ไม่ใช่ทำไป 2-3 เดือนแล้วเลิก แบบนี้แม่ไม่ปลื้มนะ สุดท้ายแล้วเขาก็จะได้ค้นพบตัวเอง ได้เจอในสิ่งที่รัก

 

น้องเพลงเคยเล่นเบสบอลแล้วไม่ชอบ ก็ลองใหม่ตอนนี้เล่นบาสเกตบอล โดยแม่ให้เลือกกีฬา 4 อย่าง แล้วลูกเลือก 1 อย่าง แม่ก็ดีใจแล้วค่ะ ตอนนี้ลูกเรียนเกรด 8 ติดทีมโรงเรียนโดยต้องไปคัดตัวจริงกับรุ่นพี่เกรด 9 ก็ภูมิใจกันทั้งแม่และลูกค่ะ”

อภิภาวดี ย้ำว่า หลักการเลี้ยงลูกโดยสอนเสมอทุกคนมีเวลาเท่ากัน เราไม่ควรปล่อยเวลาให้ทิ้งหายไปเปล่าๆ เด็กได้ปล่อยพลัง และในวัยนี้ก็ยังได้ค้นพบตัวเอง กิจกรรมที่พวกเขาทำ และทำได้อย่างชื่นชอบที่สุดอีกด้วย

‘เงาะป่า’ วรรณคดีสัญลักษณ์ แห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527342

‘เงาะป่า’ วรรณคดีสัญลักษณ์ แห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 5

โดย พริบพันดาว

นึกย้อนกลับไปเมื่องานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ชมภาพข่าวที่นำเสนอข่าวที่วัดนิคมพัฒนาราม ต.นิคมพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล มีเงาะป่าซาไกที่อาศัยบริเวณป่าเทือกเขาบรรทัดใน ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล ประมาณ 20 คน ได้ร่วมถวายดอกไม้จันทน์

โดยมี ไข่ ศรีมะนัง เป็นหัวหน้ากลุ่มเงาะป่า ซึ่งกล่าวว่าเงาะป่าในกลุ่มของตนมีความจงรักภักดีและรักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องจากพระองค์ท่านทรงทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ มามาก เมื่อท่านเสด็จสวรรคตจึงได้มาถวายดอกไม้จันทน์เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี

ทำให้ประหวัดย้อนคิดถึงวรรณคดีไทย “เงาะป่า” ซึ่งจัดเป็นประเภทบทละครร้อยกรองจำนวน 899 บทกลอน เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะที่ทรงพักรักษาพระอาการประชวรจากพระโรคมาลาเรีย ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเวลา 8 วัน

แม้มิได้มีพระราชประสงค์เพื่อใช้เล่นละครแต่อย่างใด หากแต่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ผ่อนคลายและสำราญพระราชหฤทัย ทรงพระราชนิพนธ์แล้วเสร็จเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.พ. ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) (หากนับตามปัจจุบัน เป็น พ.ศ. 2449 แล้ว) แล้วได้แก้ไขอีกบ้างเล็กน้อยเมื่อทรงมีเวลา และได้ทรงพระราชนิพนธ์คำนำเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ในปีเดียวกัน แล้วโปรดฯ ให้ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2456

เรื่องราวรักสามเส้าของหนึ่งหญิงสองชายชาวป่า บทละครเรื่องนี้นอกจากจะใช้เป็นบทสำหรับเล่นละครได้ดีแล้ว ยังมีคุณค่าทางวรรณคดีและวัฒนธรรมของพวกเงาะ ในทางวรรณคดีประกอบด้วย บทชมธรรมชาติ บทรัก บทแค้น บทโศก บทขบขัน และคติธรรม การใช้ถ้อยคำสำนวนง่ายๆ สละสลวย มีรสสัมผัส เป็นภาพพจน์และมีอุปมาอุปไมยแยบคายมากมาย

ในทางวัฒนธรรมนับเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทยที่กล่าวถึงวัฒนธรรมของพวกเงาะ เช่น ภาษา การแต่งกาย ความเป็นอยู่ ประเพณี ความเชื่อ การทำมาหากิน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้แง่คิดในเรื่องต่างๆ เช่น ความไม่แน่นอนของสิ่งธรรมดาในโลก ความรักพิสูจน์ได้ด้วยการเสียสละ อาฆาตพยาบาทเป็นสิ่งไม่ควรประพฤติ เป็นต้น

บทละครเรื่องเงาะป่าในบางตอน กระทรวงศึกษาธิการเคยคัดมาไว้ในแบบเรียนภาษาไทยให้นักเรียนได้เรียนด้วย นอกจากนี้ เหม เวชกร ยังได้นำพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่ามาเขียนเป็นนิทานภาพ ความยาว 140 ภาพเอาไว้ และในชั้นหลังยังมีภาพยนตร์ไทยเรื่อง “เงาะป่า” ที่เขียนบทขึ้นตามพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ด้วย ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2523 กำกับการแสดงโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุยุคล นำแสดงโดย จตุพล ภูอภิรมย์ ศศิธร ปิยะกาญจน์ ภิญโญ ปานนุ้ย และ ปู จินดานุช ซึ่งจตุพลได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม

เมื่อหยิบเอกสารชื่อ “เงาะป่า : วรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย (Ngoa Paa : A representative work of the reign) ที่ตีพิมพ์ในปี 2547 โดย ยุพร แสงทักษิณ ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนำเสนอในการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 42

งานวิจัยเรื่องนี้มีจุดประสงค์จะศึกษาวิเคราะห์บทละครเรื่องเงาะป่า ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นวรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย

ในเอกสารชุดนี้ชี้ว่าแนวพระราชดำริเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหรือความเท่าเทียมกันของมนุษย์นั้น แม้จะดูเสมือนเป็นเพียงอุดมคติ ซึ่งยากจะเป็นจริงได้…พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง “เงาะป่า” เป็นพยานอันสำคัญที่สะท้อนแนวพระราชดำริว่า “ฝูงชนกำเนิดคล้ายคลึงกัน”

เพราะเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งต่ำต้อยด้อยค่าและแทบไม่มีผู้ใดรู้จัก แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่พ้นจากความสนพระราชหฤทัยและเอาพระราชหฤทัยใส่ของพระองค์ ทรงศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของชนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ถึงขั้นทรงเลี้ยงเด็กเงาะไว้ในราชสำนัก และในเวลาต่อมาก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่าขึ้นมา

เงาะป่าเป็นบทละครที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างรูปแบบของวรรณคดีแบบเก่าของไทย และเนื้อหาของวรรณคดีแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมตะวันตก จึงมีความสอดคล้องกับลักษณะสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นรัชสมัยแห่งการอนุรักษ์และพัฒนา

ผลของการวิจัยสรุปได้ว่า บทละครเรื่องเงาะป่าเป็นวรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย เพราะมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ ประการแรก บทละครเรื่องนี้เกิดขึ้นในรัชสมัยที่ความเหลื่อมล้ำแห่งความเป็นมนุษย์ได้ถูกขจัดไปจากสังคมไทยด้วยพระราชบัญญัติเลิกไพร่ทาส ทุกคนในแผ่นดินไทยมีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหรือชาวป่า

ประการที่ 2 บทละครเรื่องนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างลักษณะรูปแบบของวรรณคดีแบบเก่าของไทยและเนื้อหาของวรรณคดีแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะสังคมในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นรัชสมัยแห่งการอนุรักษ์และพัฒนา

ประการที่ 3 บทละครเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของเงาะซาไก จึงนับว่าเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยเรื่องแรกที่แต่งขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงเป็นผู้บุกเบิกและผู้นําทางด้านมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา

และประการสุดท้าย บทละครเรื่องนี้มีแก่นเรื่องหรือแนวคิดสําคัญเกี่ยวกับ “ความรัก” ซึ่งสอดคล้องกับพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” ในพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชนิพนธ์

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย กับรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527337

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย กับรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดี

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปี 2552 ถึงหนังสือเล่มแรกของท่าน “บรรพชาปวัตน์คำกลอน” ที่ชนะรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดีในปี 2514 และปัจจุบันสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ได้ตีพิมพ์ขึ้นใหม่ ได้รับรู้ถึงเรื่องราวและหนังสือของท่าน รวมทั้งตัวรางวัลเคนเนดีที่น่าสนใจยิ่ง จนต้องพูดกับตัวเองว่า ไม่ดีแน่ถ้าจะเก็บเรื่องดีๆ แบบนี้ไว้เพียงคนเดียว

ในปี 2514 มูลนิธิจอห์น เอฟ.เคนเนดี ได้ออกประกาศเชิญชวนให้คนไทยแต่งหนังสือเข้าประกวดเพื่อชิงรางวัล “เคนเนดีทางวรรณคดี” เฉพาะในปี 2514 มูลนิธิกำหนดหลักเกณฑ์ว่า เรื่องที่แต่งต้องว่าด้วยวัฒนธรรมประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งของคนไทย โดยให้แต่งเป็นร้อยกรองชนิดใดก็ได้ ความยาวไม่น้อยกว่า 400 บท!

“ผมเกิดความคิดที่อยากจะลองแต่งส่งเข้าประกวดกับเขาดูบ้าง แรงจูงใจอย่างแรกคือเรื่องวัฒนธรรมประเพณีไทยถูกกับนิสัยของผมอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องร้อยกรองที่ผมพอทำได้”

น.อ.ทองย้อย ตกลงใจเลือกแต่งเรื่องประเพณีการบวช มีเหตุผลง่ายๆ ว่า การบวชเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตจริงของท่าน ท่านเป็นเด็กวัดอยู่ 5 ปี ได้สัมผัสกับประเพณีการบวชอย่างใกล้ชิด ออกจากวัดไปอยู่บ้านอีก 5 ปี ได้เห็นชาวบ้านจัดงานบวชลูกหลาน กระทั่งตัวเองได้บวชเป็นสามเณรแล้วก็บวชโดยญาติผู้ใหญ่เป็นเจ้าภาพ จัดพิธีบวชตามรูปแบบที่ชาวบ้านทำกันทั่วไป

“ก็เท่ากับผมอยู่ในที่เกิดเหตุมาโดยตลอด การหยิบเอาเรื่องที่มิใช่อยู่รอบตัว หากแต่อยู่ในเนื้อในตัวของผมเองมาเล่าเป็นร้อยกรอง เป็นงานที่ผมชอบ ไม่ต้องยุ่งยากในเชิงวิชาการอะไรเลย สนุกและมีความสุขดีด้วยซ้ำ”

บรรพชาปวัตน์คำกลอน เป็นกลอนสุภาพหรือที่เรียกกันว่ากลอนแปด เพราะเห็นว่าเนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องพื้นๆ เรียบๆ เหมาะบรรยายด้วยกลอนแปด ซึ่งเป็นร้อยกรองที่มีลีลาเรียบๆ เด็กอ่านได้ผู้ใหญ่อ่านดี ผูกเรื่องคล้ายนิทานเก่า มีตัวละครซึ่งไม่ใช่ใครอื่น ก็เป็นญาติเป็นพี่ๆ น้องๆ รวมทั้งตัวคนแต่งเอง

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นตั้งอยู่ที่วังสราญรมย์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรี ทรงเป็นประธานในพิธี พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในวันที่ 10 พ.ค. 2515 น.อ.ทองย้อย ซึ่งขณะนั้นคือ พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ขึ้นรับรางวัลด้วยตัวเอง

มูลนิธิจอห์น เอฟ.เคนเนดี แห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดให้มีการประกวดบทประพันธ์ชิงรางวัลทางวรรณคดีของมูลนิธิเป็นครั้งแรกในปี 2513 เพื่อเชิดชูวรรณกรรมไทยที่มีคุณค่าดีเด่น และเพื่อสนับสนุนการแต่งหนังสือของประชาชนชาวไทย ในปี 2514 บทประพันธ์บรรพชาปวัตน์คำกลอน ได้รับรางวัลสูงสุด 3 หมื่นบาท

นับเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการตัดสินให้ผู้ประพันธ์ได้รับรางวัลเต็มจำนวนที่จัดสรรไว้ เพราะเห็นว่านอกจากจะประพันธ์ได้ถูกต้องตามกติกา ไม่มีข้อบกพร่องในทางวรรณคดี ยังสามารถใช้สำนวนโวหารเปรียบเทียบ ให้ความรู้ กินใจผู้อ่านเกี่ยวกับการอุปสมบทตามแบบพื้นเมืองของคนไทย เป็นการจารึกขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าชื่นชม

…“คนในบ้านโห่รับเสียงสับสน

อลวนอึงมี่ไม่มีเหมือน

บ้างอุ้มนาคจากม้าไม่ช้าเชือน

เจ้าคนเพื่อนนาคปรี่ให้ขี่คอ”

กลอนวรรคนี้ ถูกระบุโดย ศ.เจือ สตะเวทิน หนึ่งในกรรมการในหนังสือวิทยาสารถึงกรรมการบางท่านที่วิจารณ์บทกลอนบางบทไว้อย่างไร เช่น “ในกลอนวรรคที่ว่า “เจ้าคนเพื่อนนาคปรี่ให้ขี่คอ” (บทที่ 125) มีกรรมการท่านหนึ่งบอกไว้ว่า วรรคนี้สำคัญนัก อ่านแล้วมองเห็นภาพเลย”

เห็นภาพอย่างไรและเห็นคุณค่าเป็นประการใด เป็นเรื่องที่ผู้อ่านน่าจะได้ติดตามลองอ่านดู เชื่อว่าภาพนั้นจะเห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น จะเห็นภาพประเพณีการบวชแบบไทยๆ ที่แม้แต่มูลนิธิต่างชาติต่างภาษายังนิยม เล่มแรกพิมพ์ในปี 2519 และมีฉบับพิมพ์เผยแพร่ในภาษาอังกฤษด้วย

น.อ.ทองย้อย ลาสิกขาในปี 2517 เข้าทำงานที่มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ ใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยความสุขสงบ ขณะเดียวกันก็ยังรับใช้งานเผยแผ่พระศาสนาผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ทองย้อย แสงสินชัย” ให้ความรู้แก่ผู้สนใจ ล่าสุดพิมพ์หนังสือ “บาลีวันละคำ” ซีรี่ส์บาลีเล่มละ 100 คำ พิมพ์แจกจ่ายต่อเนื่องหลายเล่มแล้ว

เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527331

เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : เอเอฟพี

เอดวาร์ด มุงค์ จิตรกรชาวนอร์วีเจียน (มีชีวิตระหว่างปี 1863-1944) สร้างชื่อเสียงในช่วงต้นๆ ของอาชีพจิตรกรของตัวเอง ด้วยภาพเขียนแนวแปลกๆ หลอนๆ เนื่องเพราะอิทธิพลแห่งยุคโมเดิร์น ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ในราวปี 1913 ซึ่งจะว่าไป เอดวาร์ด ตอนนั้นก็อายุอานาม 50 ปีไปแล้ว และตลอดเส้นทางในอาชีพ เขามักจะกลับไปนำเอาแรงบันดาลใจเก่าๆ มาสร้างความหลอนในรูปแบบใหม่อยู่เสมอ

ภาพเซลฟ์พอร์เทรต Between the Clock and the Bed (1940-43) ผลงานช่วงบั้นปลายชีวิตจิตรกรเอกของนอร์เวย์ ซึ่งดูเหมือนเป็นตำนานบทใหม่ในผลงานศิลปะของเขา และตอนนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed จัดแสดงอยู่ที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ (The Met Breuer) แกลเลอรี่สาขาของเดอะ เม็ต หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม (The Met – The Metropolitan Museum) กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ โดยนำเอาผลงาน 43 ชิ้น ตลอดช่วงชีวิตการสร้างสรรค์ผลงาน 6 ทศวรรษของเขา ซึ่งรวมทั้งภาพเซลฟ์พอร์เทรต 16 ชิ้นที่หาชมยาก และไม่เคยมีการจัดแสดงในสหรัฐมาก่อน

การจัดแสดงภาพในนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed แสดงให้เห็นภาพที่ เอดวาร์ด มุงค์ วาดแล้วนำกลับมาวาดใหม่ในเวอร์ชั่นต่างๆ ภาพไหนวาดไว้มากที่สุดก็จะจัดเอาไว้เป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ในนิทรรศการ ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นศิลปินที่ฉีกกฎเกณฑ์ของศตวรรษที่ 20 ในฐานะจิตรกรผู้โดดเด่นแห่งยุคซิมโบลิสม์ (Symbolism) หรือยุคศิลปะสัญลักษณ์ อย่างชัดเจน

แนวคิดและใจความสำคัญของผลงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของ เอดวาร์ด มุงค์ สามารถที่จะเชื่อมโยงกลับไปถึงจิตรกรรมในช่วงก่อนหน้าของเขาได้มากมาย โดยในนิทรรศการได้จัดแสดงภาพเขียนหลายๆ ยุคเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจะจับเอาเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพ รวมทั้งเทคนิควิธีการที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรผู้เอกอุ

ภาพแรกที่เราจะได้เห็นเมื่อเข้าไปในนิทรรศการ ไม่ใช่ภาพดังอย่าง The Scream (1893) Madonna (1894-1895) หรือ Puberty (1895) หากเป็นภาพจากช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขา ที่นำมาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ Self Portrait: Between the Clock and the Bed ซึ่งบอกเล่า “มู้ด แอนด์ โทน” ของนิทรรศการที่จะได้ชมต่อไปนี้ว่า ไม่ธรรมดา และแตกต่างจากการรวบรวมผลงานของ เอดวาร์ด มุงค์ ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ภาพเขียนชิ้นนี้แสดงให้เห็นห้องนอนของจิตรกรนอร์วีเจียน ที่มีประตูเปิดไปสู่สตูดิโอวาดภาพของเขาที่ด้านหลัง ตัวของศิลปินเองยืนตรงทำหน้าตาไร้อารมณ์ ระหว่างนาฬิกาตั้งพื้นแบบโบราณ กับเตียงนอน ภาพดูไม่บ่งบอกกาลเวลา เหมือนกับว่าเล่าเรื่องทั้งชีวิตของเอดวาร์ด มุงค์ ที่วนเวียนอยู่ในห้องๆ นี้ และสตูดิโอของเขา

ขณะที่ภาพเซลฟ์พอร์เทรตอีก 15 ภาพ ก็นับว่าเป็นกลุ่มภาพที่ เอดวาร์ด วาดอยู่บ่อยๆ โดยมีตั้งแต่ภาพวัยหนุ่ม ไปจนถึงวัยชรา ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการวาดเพื่อพิเคราะห์ความเป็นตัวเอง (Self-scrutinies) ในหลากหลายแง่มุม โดยส่วนตัวแล้ว เอดวาร์ด มุงค์ บอกว่า ภาพเหล่านี้เป็นการบ่งบอกจุดเปลี่ยนของชีวิต เป็นอัตชีวประวัติ เป็นการสารภาพบาป เป็นการศึกษาสภาพทางจิต อีกทั้งยังเป็นวรรณกรรมแห่งชีวิตของเขาอีกด้วย

นอกจากภาพเซลฟ์พอร์เทรตจำนวนมากที่ไม่เคยจัดแสดงในสหรัฐมาก่อนแล้ว ยังมีอีก 7 ภาพจิตรกรรมของจิตรกรดังชาวนอร์วีเจียน ที่ชาวอเมริกันยังไม่เคยได้ชื่นชมเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ Lady in Black (1891) Puberty (1894) Jealousy (1907) Death Struggle (1915) Man with Bronchitis (1920) Self-Portrait with Hands in Pockets (1925-26) และ Ashes (1925)

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผลงานชิ้นสำคัญ Sick Mood at Sunset, Despair (1892) ที่ถือว่าเป็นปฐมบทของผลงานเลื่องชื่อที่สุดของเขา และเป็นสุดยอดผลงานที่น่าจดจำที่สุดในยุคศิลปะสมัยใหม่ อย่าง The Scream ซึ่งออกมาจัดแสดงนอกยุโรปเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้นในหน้าประวัติศาสตร์

นิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed ได้นำเอาผลงานจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของ เอดวาร์ด มุงค์ จาก มุงค์ มิวเซียม (Munch Museum) ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ รวมทั้งสถาบันศิลปะ และจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของนักสะสมจากทั่วโลกมาจัดแสดงให้ครบสมบูรณ์ ทำให้เห็นความสามารถ ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะที่แท้ของจิตรกรชื่อดัง รวมทั้งวิธีคิดสุดแสนจะเสรีนิยมของเขาผ่านผลงานแต่ละชิ้น

ไปชมได้ตั้งแต่วันนี้-4 ก.พ. ศกหน้า ณ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ ถนนเมดิสัน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ

ภัทรวุฒิ สิงหเสนี ‘เวต กับ วิ่ง’ ทำให้หุ่นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527330

ภัทรวุฒิ สิงหเสนี ‘เวต กับ วิ่ง’ ทำให้หุ่นดี

โดย ภาดนุ

ตั้ม-ภัทรวุฒิ สิงหเสนี ดีเจ หรือคูลเจ คลื่น Cool Fahrenheit ออนแอร์ 6-9 โมงเช้า ทุกวันจันทร์-ศุกร์ และพิธีกรรายการ “เปิดโลกชีวโมเลกุล” ซึ่งออกอากาศทุกวันอังคาร ในรายการ “คุยข่าวสิบโมง” ทาง ททบ.5 นอกจากนี้เขายังเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ และเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาบ้างประปราย เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่รักการออกกำลังกายด้วยการเล่นเวตและวิ่งแบบติดหนึบ

“ถ้าพูดถึงการออกกำลังกาย สมัยที่เรียนอยู่ ม.3 ผมเคยเล่นบาสมาก่อน หลังจากนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ แต่พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มไม่ชอบความวุ่นวาย ก็เลยหันมาเล่นเวตแทน เพราะสามารถเล่นคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร โดยช่วงแรกก็เล่นตามยิมทั่วไป ซึ่งมีนักเพาะกายทีมชาติมาคอยแนะนำให้เพราะเขาเป็นเจ้าของยิม เรียกว่าตอนนั้นผมเล่นเวตจริงจังจนตัวเริ่มหนาขึ้นๆ แต่ระยะหลังมานี้ผมจะแค่เล่นเวตเพื่อรักษารูปร่างตัวเองไว้เพื่อไม่ให้อ้วนซะมากกว่า

 

ช่วงที่เป็นวัยรุ่นพลังมันเยอะ ผมจึงเล่นเวตสัปดาห์ละ 5 วัน แต่พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ทำให้มีเวลาน้อยลง ผมจึงเริ่มลดการเล่นเวตลง แต่ก็ยังคงรักษาระดับไว้ พูดตรงๆ ว่าตั้งแต่ทำงานผมจะยึดเอาความสะดวกเป็นหลัก บางครั้งก็แอบขี้เกียจเหมือนกัน (หัวเราะ) โดยรวมแล้วผมน่าจะเล่นเวตมาได้ 20 ปีแล้วครับ จะมีบางช่วงที่ห่างหายไปบ้าง แต่ยังไงก็ต้องกลับมาเล่นเวตอยู่ดี”

ตั้มบอกว่า ตอนนี้คอนโดปัจจุบันที่เขาอยู่จะมีฟิตเนสเล็กๆ ด้วย เขาจึงไม่มีข้ออ้างที่จะขี้เกียจได้เลย ซึ่งการเล่นเวตนั้นจะช่วยส่งเสริมให้รูปร่างและบุคลิกภาพโดยรวมดูดีขึ้น และยังสร้างความมั่นใจให้อีกด้วย

“ผมว่าถึงยังไงเราก็ต้องใช้รูปร่างหน้าตาทำงานหาเงินอยู่ แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้เราเผาผลาญได้น้อยลง จึงต้องระวังเรื่องการกิน และมีวินัยในการเล่นเวตด้วย ผมว่าการเล่นเวตคนเดียวทำให้มีสมาธิ แต่ควรใช้น้ำหนักที่พอดีๆ แล้วต้องเล่นโดยเน้นกล้ามเนื้อเป็นส่วนๆ ไปถึงจะได้ผล

 

ปัจจุบันผมก็เริ่มหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งด้วยเช่นกัน แม้การวิ่งจะเป็นที่นิยมมาได้ 2-3 ปีแล้ว แต่ผมเพิ่งมาเริ่มวิ่งได้ไม่นานนี้ ซึ่งก็ถือว่ายังไม่สาย ตอนนี้ผมอายุเข้าเลข 4 แล้วนะ แต่การวิ่งนั้นสามารถวิ่งได้ทุกวัย เพียงแต่เราต้องรู้ศักยภาพของตัวเองว่าทำได้แค่ไหน โดยประเมินร่างกายตัวเองให้ดีก่อน ถ้าวิ่งไม่ได้ไกล อาจจะใช้วิธีเดินเร็วก็ได้ อีกอย่างสมัยนี้มีอุปกรณ์มาซัพพอร์ต เช่น รองเท้า สนับเข่า และอื่นๆ มาช่วย เลยทำให้การวิ่งเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ที่ผมหันมาสนใจการวิ่งก็เพราะอยากออกกำลังกายให้ได้ฮาร์ตเรตมากขึ้น และอยากเพิ่มความอดทนให้กับร่างกายด้วย

แต่การวิ่งก็มีราคานะ (หัวเราะ) เพราะต้องซื้อชุดใส่วิ่งที่เนื้อผ้าระบายเหงื่อได้ดีและแห้งเร็ว รองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้าและข้อเท้าได้ดี สนับเข่า ที่ใส่กระบอกน้ำแบบพกพา ฯลฯ เพราะส่วนใหญ่ผมมักไปวิ่งตอน 7 โมงเช้าที่สวนจตุจักร ช่วงนั้นยังไม่มีน้ำดื่มขายเลย”

 

ตั้มบอกว่า เขาวิ่งจริงจังมาได้เดือนกว่าแล้ว ครั้งแรกที่วิ่งเสร็จ พอกลับมาบ้านก็ไข้ขึ้น ปวดขาเลย แต่พอกินยาและได้นอนพักก็หายไปเอง

“แม้ช่วงแรกจะต้องปรับตัวอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ได้หลังจากเริ่มวิ่งก็คือ ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แถมยังกินอาหารได้เยอะกว่าตอนเล่นเวตซะอีก เนื่องจากการวิ่งมันช่วยเบิร์นได้ถึง 400 แคลอรีขึ้นไป แล้วการวิ่งยังช่วยให้ผมมีวินัยมากขึ้น โดยตื่นขึ้นมาวิ่งทุกเช้าติดต่อกันสัปดาห์ละ 4 วันเลย ก่อนมาวิ่งที่สวนสาธารณะ ผมใช้วิธีฝึกวิ่งจากลู่วิ่งในฟิตเนสก่อน โดยวิ่ง 40-50 นาที จากนั้นจึงมาวิ่งในสวนจตุจักร 30-40 นาที การวิ่งนอกสถานที่จะหนักกว่าการวิ่งบนลู่วิ่งเยอะ แต่สิ่งที่ได้รับคือ ช่วยให้ความจุของปอดเราเพิ่มขึ้น ทำให้ร้องเพลงได้ดีและพูดได้แบบไม่ค่อยเหนื่อย นอกจากนี้กล้ามเนื้อขาและน่องยังแข็งแรงและใหญ่ขึ้น การที่ขาใหญ่ขึ้นผมว่าดีนะ เพราะผู้ชายที่เล่นเวตส่วนใหญ่จะขาเล็ก เพราะมักเน้นเล่นแต่กล้ามเนื้อส่วนบน

 

จริงๆ แล้วผมวิ่งเพื่อความแข็งแรงนะ ไม่ได้ตั้งใจจะไปลงวิ่งแข่งขันหรอก แต่ในช่วงสิ้นเดือนนี้ผมอาจจะลองลงวิ่งมินิมาราธอนดูสักหน่อย ซึ่งเป็นการวิ่งแค่ 9 กิโลเมตร และผมอาจจะได้ไปวิ่งในกิจกรรมที่คิง เพาเวอร์ จัดขึ้นเพื่อรอรับ ‘ตูน บอดี้สแลม’ (ระยะทาง 8 กิโลเมตร) ด้วย พูดได้ว่าตอนนี้การวิ่งเป็นกีฬาที่ผมติดหนึบเลยก็ว่าได้ แต่ยังไงผมก็ยังไม่ทิ้งการเล่นเวตนะ คือต้องเล่นวันเว้นวันเพื่อรักษารูปร่างไว้อยู่แล้วครับ”

ตั้มทิ้งท้ายว่า การวิ่งมีข้อควรระวังคือ อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ง่าย ฉะนั้นเวลาวิ่งหรือทิ้งน้ำหนักตัวลงที่เท้าจึงต้องลงน้ำหนักให้ถูกต้อง จะได้ช่วยเซฟข้อเท้าไม่ให้บาดเจ็บได้ ที่สำคัญต้องรู้ศักยภาพของตัวเองด้วยว่ามีข้อจำกัดได้แค่ไหน อย่าหักโหมมากนัก เพราะถ้าบาดเจ็บหรือป่วยขึ้นมาแล้วจะไม่คุ้มกัน ที่สำคัญก่อนวิ่งต้องทดสอบกำลังขาของตัวเอง และฝึกการทรงตัวด้วย หากมีโรคประจำตัว เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดัน หรือโรคหัวใจ แนะนำว่าไม่ควรวิ่ง…ติดตามได้ที่ IG : cooljtum, Twitter : DJTum และ Page FB : Cool J Tum