ชงชา เพื่อชีวิตช้าๆ ดีๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527328

ชงชา เพื่อชีวิตช้าๆ ดีๆ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ ภูพิงค์ มะโน

บางคนบอกว่าชีวิตเป็นเรื่องของการจัดวาง จริงหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าบางทีก็ไม่ได้จงใจที่จะวางจะจัด หากชีวิตก็เป็นไปเอง ความหมายนี้คงใช้ไม่ได้กับภูพิงค์ มะโน อาจารย์ประจำวิชา Human Resource Management และ Motivation สาขาบริหารธุรกิจ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย วัย 33 ปี ชีวิตของเขาบรรจงจัดวางความเป็นไป เหมือนพิธีชงชาที่เขาได้ร่ำเรียน

จบมัธยมต้นที่ลำปาง ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนหนังสือที่ประเทศญี่ปุ่น เรียนภาษาญี่ปุ่นที่ โรงเรียนสอนภาษา ABK โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยโตเกียวกักกุเง จากนั้นศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยไซตามะ จังหวัดไซตามะ คณะเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

เนื่องจากใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 9 ปี จึงได้ซึมซับวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่นมาด้วย หนึ่งในนั้นคือพิธีชงชา ครั้งหนึ่งยังได้มีโอกาสเข้าเรียนอย่างจริงจังด้วย พิธีชงชาที่สัมผัส ภูพิงค์เล่าว่า คือความเรียบง่าย ทว่าซับซ้อนและลึกซึ้ง ไม่อาจพรรณนาออกมาได้โดยง่าย เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ตกผลึกในจิต จนในอีกหลายปีต่อมา มัทฉะหรือชาเขียนของญี่ปุ่น ก็ยังมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา

ไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 15-16 ปี แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาเรื่องภาษา และความแตกต่างทางวัฒนธรรมอยู่บ้าง สำหรับภูพิงค์แล้วภาษาญี่ปุ่นยากทีเดียว ทว่าไม่ได้ยากเกินไป สิ่งที่คนไทยไปอยู่ญี่ปุ่นต้องเตรียมไม่ใช่ภาษาเพียงอย่างเดียว หากต้องเตรียมปรับตัวและปรับใจในเรื่องวัฒนธรรมที่เคร่งครัด การตรงต่อเวลา และจิตสาธารณะ

“ผมไม่ชอบช่วงเรียนมัธยม แต่ชอบช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งแตกต่างกันลิบลับ เหมือนคำกล่าวของญี่ปุ่นที่ว่า ม.ปลายคือนรก มหาวิทยาลัยคือสวรรค์” ภูพิงค์เล่า

ทำไมจึงแตกต่างกันมาก ภูพิงค์เล่าว่า สวรรค์มหาวิทยาลัยมิใช่เพียงแค่ได้เลือกเรียนสิ่งที่สนใจจริงๆ หากยังมีนัยของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม

ทั้งนี้ เป็นไปตามคติและกฎหมายในสังคมญี่ปุ่นด้วย ที่เด็กนักเรียนยังไม่บรรลุนิติภาวะ การตัดสินใจทุกอย่างจึงต้องมอบให้อาจารย์เป็นผู้ดูแล นั่นหมายถึงอาจารย์เป็นคนตัดสินใจให้หมด ขีดเส้นให้ วางกรอบให้ แต่มหาวิทยาลัยเป็นระบบเปิด ขึ้นชื่อว่าการเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษาเป็นผู้เลือกด้วยตัวเอง

สำหรับการชงชา ภูพิงค์เล่าว่า ในช่วงก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 มีความคิดอยากกลับมาเปิดร้านชาที่เมืองไทย แม้จะยังไม่กำหนดว่าจะเปิดเมื่อไร แต่เพราะชอบศึกษาจึงตั้งใจจะเก็บเกี่ยวองค์ความรู้เรื่องชาญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนเดินทางกลับเมืองไทย ขณะนั้นอายุ 23 ปี

“ผมมีความฝันว่า เมื่อกลับเมืองไทย อยากมีร้านชาเล็กๆ เป็นของตัวเอง แต่ถ้าเปิดแบบทั่วๆ ไป ก็จะไร้จุดเด่น จึงไปสมัครเรียนพิธีชงชา แต่พอไปเรียนจริงๆ ทั้งที่อยู่ญี่ปุ่นมา 8 ปีเต็ม คิดว่ารู้เรื่องญี่ปุ่นพอสมควร เมื่อไปเรียนจึงรู้ว่าเราไม่รู้” ภูพิงค์เล่า

ชาในญี่ปุ่น เริ่มถูกนำเข้าจากจีน ผ่านพระญี่ปุ่นที่ไปเรียนพระพุทธศาสนาที่เมืองจีน เมื่อกลับเกาะญี่ปุ่น ก็เอาชากลับมาด้วย ทั้งนี้ ดูจะสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกที่จะใช้ชาเป็นตัวกำหนดจิตใจหรือสมาธิ

เมื่อใบชาเข้ามาในญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็แพร่หลายไปในหมู่ขุนนางและบุคคลชั้นสูง ต่อมาพระญี่ปุ่นได้ปรับใหม่ให้เรียบง่าย จนพิธีชงชากลายเป็นแบบแผนกึ่งจารีตมาจนถึงปัจจุบัน มีการกำหนดรูปแบบ การชง การเสิร์ฟ การดื่ม ทั้งหมดเชื่อมโยงผูกพัน

“แขกและเจ้าบ้าน ถูกเชื่อมโยงและพันผูกเข้าด้วยกันด้วยพิธีชงชาอันเรียบง่าย”

พุทธศาสนานิกายเซนมีความเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มีเพียงครั้งเดียว ที่เราเจอแขกคนนี้ นี่คือโอกาสครั้งเดียวที่เราได้เจอกับเขา เพราะเช่นนั้นเราก็ควรที่จะต้อนรับเขาให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็แฝงนัยแห่งการชำระล้างจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

“นั่นอธิบายว่า เพราะเหตุใดในพิธีชงชา เราจึงต้องชำระล้างตัวเองให้สะอาดทั้งภายในภายนอก ชำระทั้งสถานที่ อุปกรณ์เครื่องชง ทุกอย่างสะอาดหมดจด รวมทั้งความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจ”

การชงชาในพิธีดั้งเดิมจะใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง ไม่นับก่อนหน้านั้นที่เจ้าบ้าน รวมทั้งแขกผู้มาเยือนต่างก็ต้องตระเตรียมเป็นเวลาหลายวัน แต่ปัจจุบันพิธีชงชาถูกกำหนดให้สั้นกระชับขึ้นมาก เหลือ 10-20 นาทีเท่านั้น

อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เล่าว่า ที่ญี่ปุ่นเป็นในแบบที่เห็นและเป็นอยู่ ก็เพราะความเชื่อที่คนญี่ปุ่นเชื่อ ไม่แปลกเลยที่จะกล่าวว่าคนญี่ปุ่นตรงต่อเวลามาก ให้ความใส่ใจกับความสะอาด ให้ความใส่ใจกับแขกหรือผู้มาเยือน ทั้งหมดนำมาซึ่งขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ที่เน้นแบบแผนมารยาท สะท้อนถึงความเข้มข้นของจิตใจภายใน

“เขาเป็นแบบนี้ ก็เพราะเขาเชื่อแบบนี้ ไทยเป็นแบบที่ไทยเป็น ก็เพราะเรามีชุดความเชื่ออีกแบบ” ภูพิงค์เล่า

คงดีมากถ้าผสมผสานวัฒนธรรมของทั้งสองชาติไว้ด้วยกันได้ ภูพิงค์เล่าว่า สิ่งที่เขาได้รับจากการเรียนพิธีชงชารวมทั้งการได้ซึมซับอยู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็คือ การวางแผน โดยการจะกะเกณฑ์ให้เป็นไปตามจารีตแบบแผนญี่ปุ่นนั้น จะไม่สำเร็จลงได้เลยถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี

คนญี่ปุ่นเมื่อจะจัดพิธีชงชาเพื่อต้อนรับแขกสักครั้ง ต้องตระเตรียมค่อนข้างมากถึงขั้นโกลาหล ต้องจัดการและวางแผนการล่วงหน้า ทั้งรายละเอียดในเรื่องการรับแขก การอำนวยความสะดวกแขก ถ้วยชาที่ใช้เสิร์ฟให้แขก เป็นต้น

“เรื่องของพิธีชงชา เป็นเรื่องของวินาที เหมือนกับทุกชั่วขณะที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มันเกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น เราจะต้องใจทำอย่างดีที่สุด เพราะว่ามันอาจไม่มีโอกาสครั้งที่สอง” ภูพิงค์เล่า

เปรียบเทียบกับคนไทยที่วิถีชีวิตง่ายๆ ไร้ข้อกังวล ไม่มีระเบียบ ไม่คิดล่วงหน้า ไม่วางแผน คนไทยวางใจกับทุกสิ่งมากเกินไป รู้สึกปลอดภัยตลอดเวลา ไม่ต้องเผชิญหน้าศึกสงครามหรือภัยธรรมชาติ ญี่ปุ่นเคร่งเครียด ไทยสบาย(เกินไป) น่าจะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน เพื่อสมดุลความพอดีของชีวิต นี่คือสิ่งที่ภูพิงค์ได้และนำมาปรับใช้กับชีวิต

ชงชาทำให้ช้าลงได้ ที่สำคัญทำให้ได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าแห่งความช้า ความพอดี และความสมบูรณ์แบบ เรื่องชากับการชงชาทุกวันนี้ ชงกินเองบ้าง แต่มัทฉะที่เชียงรายหาดื่มยาก ก็เลยดื่มชาฝรั่งหรืออู่หลงเป็นหลัก ได้ใช้ชีวิตช้าๆ ที่นี่ซึ่งดีไม่น้อย เชียงรายรถไม่ติด อากาศบนดอยดี ช่วงฝนตกจะเหมือนอาคารเรียนอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก

นอกจากชงชาดื่มเองบ้าง ก็ชอบการเขียนด้วย ล่าสุดคืองานเขียน “มากกว่าชา” สำนักพิมพ์นานมี ที่เล่าเรื่องชาน่ารู้และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เวลาว่างชอบไปขับรถเล่นตามภูเขาแถบเชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ดั้นด้นขึ้นเขาไปหาร้านชาร้านชาร้านกาแฟที่อาร์ตๆ กลางทุ่งนา

ถ้าใครสนใจเรื่องชาญี่ปุ่น ก็ยินดีแลกเปลี่ยน ทักมาได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “รู้เฟื่องเรื่องชา”

3 สิ่งต้องห้ามเพื่อการออกกำลังกายที่เห็นผลจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 17:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527245

3 สิ่งต้องห้ามเพื่อการออกกำลังกายที่เห็นผลจริง

รวมสิ่งที่ไม่ควรทำ หากอยากออกกำลังกายแล้วเห็นผลจริง

หลายคนที่รักสุขภาพ มักจะออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอ แต่บางคนก็อาจจะล้มเลิกไปกลางคัน เนื่องจากออกกำลังกายแล้วไม่เห็นผลตามที่ได้ตั้งใจไว้ เราจึงอยากให้ทุกคนหันกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง โดยมีการวางแผนที่ดี ซึ่งเริ่มจากข้อห้ามเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรทำ หากอยากออกกำลังกายให้เห็นผลจริงอย่างที่หวังไว้

1. อย่าหักโหม – น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการไดเอทอย่างรีบร้อน หรือจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม อาจจะล่อลวงให้คนจำนวนมากใช้ 2 วิธีนี้ในการลดน้ำหนัก ในความเป็นจริงนี่คือสาเหตุหลักของการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ และมักจะทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคนส่วนใหญ่กลับมากินมากกว่าเดิม และกลับไปนอนสบายบนโซฟาหลังจากที่ออกกำลังกายอย่างหนักได้เพียงช่วงเดียว

2. อย่าชั่งน้ำหนักทุกวัน – ตัวเลขบอกน้ำหนักไม่ใช่ตัวบ่งบอกที่แท้จริงของความสำเร็จในการออกกำลังกาย แทนที่จะดูที่น้ำหนัก คุณควรเน้นไปที่ตัววัดปัจจัยความสำเร็จอื่นๆ ได้แก่ ระดับการเต้นของหัวใจที่ดีขึ้น หรือความแข็งแรงเพิ่มขึ้น โดยวัดจากความสามารถในการยกน้ำหนักได้เพิ่มขึ้น หรือการวัดไขมัน และการวัดขนาดของร่างกาย เช่น ข้อมือ สะโพก และท่อนแขน หากพบว่ามีขนาดเล็กลงจะช่วยให้คุณมีกำลังใจและรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่เริ่มได้ผล

3. อย่าออกกำลังกายโดยไม่มีการวางแผน – หากออกกำลังกายด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของเทรนเนอร์ ก็ควรจะทำแผนการออกกำลังกาย และเมื่อร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลง แผนการออกกำลังกายก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพื่อให้ร่ายกายปรับตัวไปพร้อมๆ กับกิจกรรมที่เปลี่ยนไป

4 วิธีเริ่มต้นชีวิตสโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 16:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527233

4 วิธีเริ่มต้นชีวิตสโลว์ไลฟ์

แนวทางการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่หลายคนใฝ่ฝัน

หลายคนมักจะได้ยินคำว่า สโลว์ไลฟ์ (Slow Life) กันอยู่บ่อยๆ เมื่อได้ยินคำนี้หลายคนมักนึกถึงการนั่งจิบกาแฟ ท่องเที่ยวตามสถานที่ชิคๆ แล้วก็โพสต์รูปลงโซเชียล แต่จริงๆ แล้ว สโลว์ไลฟ์ คือการดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้ง เรียบง่าย ไม่ตามกระแส คำนึงถึงคุณภาพของชีวิต โดยที่ไม่ทำให้ความสุขในชีวิตลดลงต่างหาก

1. ปรับชีวิตให้เรียบง่าย ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ เลือกกินผลไม้ที่มีตามฤดูกาล ปรุงอาหารกินเอง โดยไม่พึ่งพาเหล่าอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เน้นกินง่ายรวดเร็วตามไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนรุ่นใหม่ แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ

2. ดำรงชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะมนุษย์เรายังต้องพึ่งพาธรรมชาติ จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การลดใช้ถุงพลาสติก เพื่อเป็นการช่วยลดการเกิดขยะ อันก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน หรือการช่วยกันปลูกต้นไม้และรณรงค์ต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า

3. พอใจในสิ่งที่ไม่ปรุงแต่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี อย่างการเลือกกินอาหารที่ปลอดสารเคมี ผัก ผลไม้ออร์แกนิค การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากส่วนผสมที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น สบู่ แชมพูจากสมุนไพร หรือครีมบำรุงผิวที่ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว

4. โฟกัสอยู่กับสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้จักควบคุมอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในระดับที่ดี มีอารมณ์แจ่มใส มีความสุขกับการใช้ชีวิต รวมถึงรู้จักเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพควบคู่กันไป

5 ผักควรกินเพื่อบำรุงร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 14:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527225

5 ผักควรกินเพื่อบำรุงร่างกาย

ผักแต่ละชนิดให้คุณค่าทางอาหารที่แตกต่างกันออกไป ควรเลือกกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ผักแต่ละชนิดมีประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่แตกต่างกัน บางชนิดหากปรุงด้วยความร้อนสูงอาจทำให้เสียคุณค่าทางอาหารไป หรือบางชนิดอาจจะต้องผ่านความร้อนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงควรจะเลือกกินให้ถูกต้อง เพื่อได้ประโยชน์ที่สุด

1. มะเขือเทศ ที่มีสารไลโคปีนสูง แต่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากไลโคปีนได้สูงสุดก็ต่อเมื่อมะเขือเทศผ่านกระบวนการปรุงสุก หรือแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศเท่านั้น ซึ่งเจ้าไลโคปีนนับเป็นสารที่มีประโยชน์อยู่มาก เนื่องจากมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้หลายชนิด

2. พริก มีรสชาติเผ็ดร้อนจากสารแคปไซซิน ที่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า หรือพริกหวาน แนะนำว่าควรกินแบบดิบ เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารและวิตามินต่างๆ ที่มีประโยชน์ แต่ถ้าการกินแบบดิบให้รสชาติที่ไม่ถูกปากอาจนำไปผ่านความร้อน โดยการผัดแบบเร็วๆ ให้พอส่งกลิ่นหอมก็ช่วยให้ได้รสอร่อย แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางสารอาหาร

3. หน่อไม้ฝรั่ง ผักที่อุดมไปด้วยโฟเลต มีประโยชน์ต่อทารกและคุณแม่ตั้งครรภ์ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งปอด ซึ่งจะต้องผ่านกรรมวิธีการปรุงสุก ก็จะให้คุณประโยชน์ได้อีกเท่าตัวเลยทีเดียว

4. บีทรูท หัวบีทรูทมีสีม่วงหรือแดงสด หลายคนอาจคุ้นน้ำบีทรูท นับเป็นเมนูอร่อยที่ได้ประโยชน์อย่างครบถ้วน ซึ่งการเลือกกินแบบดิบจะทำให้ได้รับประโยชน์จากโฟเลตและกรดอะมิโน ที่มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง ทั้งยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีอีกด้วย

5. เห็ด นับเป็นพืชมหัศจรรย์ที่ทั้งอร่อย แคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยสารอาหารหลากชนิด ทั้งวิตามินบีและวิตามินซี เช่น ในเห็ดหอม แต่เห็ดเป็นพืชที่ควรกินโดยผ่านการปรุงสุก เนื่องจากมีสารบางชนิดที่จะไปยับยั้งการดูดซึมระบบการย่อยอาหาร

4 หลักการเริ่มต้นกินคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 12:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527192

4 หลักการเริ่มต้นกินคลีน

เรื่องน่ารู้ต่างๆ เกี่ยวกับการกินอาหารคลีน

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คนรักสุขภาพนิยมทำควบคู่กันไป เพื่อให้การออกกำลังกายนั้นเห็นผลมากขึ้น ก็คือการควบคุมอาหาร อย่างการกินอาหารคลีน สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นกินคลีน เราก็มีหลักการง่ายๆ ที่ควรทำความเข้าใจมาฝากกัน

1. วัตถุดิบคลีน – ต้องเป็นวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง เช่น ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษที่ไม่ผ่านการหมัก ดอง เนื้อสัตว์ที่สด ใหม่ สะอาด ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง หรือเนื้อที่ไม่ผ่านการให้ยาปฏิชีวนะ ข้าวไม่ขัดสีและธัญพืชต่างๆ รวมถึงไขมันดีที่ได้จากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะกอก โดยกฎเหล็กของการกินคลีนข้อแรกคือ ต้องพยายามเลือกวัตถุดิบที่มีความสดใหม่ให้มากที่สุด

2. คลีนก็อร่อยได้ – เมื่อตั้งใจที่จะเริ่มต้นกินคลีน จงเลิกยึดติดกับรสชาติอาหารแบบเดิมๆ เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือหวานจัด ต้องตัดทิ้ง แต่ก็ใช่ว่าอาหารคลีนๆ รสชาติเฮลท์ตี้จะไม่มีความอร่อย เพราะเราสามารถครีเอทเมนูอร่อยง่ายด้วยตัวเองได้ โดยการเลือกปรุงรสแต่ละเมนูให้อร่อยด้วยรสชาติหลักของวัตถุดิบแต่ละชนิดซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงหรือผ่านกรรมวิธีให้น้อยที่สุด มาผสมผสานกันให้ได้ความอร่อยที่ลงตัว

3. ประโยชน์ของการกินคลีน – การเลือกกินอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือมีกรรมวิธีการปรุงให้น้อยที่สุด นับเป็นการใช้ชีวิตกลับสู่วิถีธรรมชาติเพื่อให้ร่างกายเราได้ดูดซับคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะช่วยปรับสมดุลทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น ผิวพรรณสดใสอย่างเห็นได้ชัดแล้ว หากมีการทำอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายก็จะได้ผลลัพธ์เรื่องน้ำหนักลดลงตามมาด้วย

4. การเริ่มต้นแบบคลีนๆ – ในช่วงแรกอาจเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารเดิมๆ ที่กินอยู่ แล้วแทนที่ด้วยเมนูคลีนๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว และค่อยๆ ปรับลิ้นให้คุ้นชินกับรสชาติ ไม่แนะนำให้เปลี่ยนวิธีการกินแบบทันทีซึ่งอาจจะส่งผลต่อร่างกายที่ปรับตัวไม่ทัน มีอาการหิว เหนื่อยง่าย หรืออยากอาหารมากขึ้น จนทำให้รู้สึกว่าวิธีการกินคลีนไม่เป็นผล อันเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนล้มเลิกความตั้งใจ

ปราชญ์ วงศ์วรรณ งานกับเที่ยวเรื่องเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 12:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527203

ปราชญ์ วงศ์วรรณ งานกับเที่ยวเรื่องเดียวกัน

โดย โชคชัย สีนิลแท้

ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ สำหรับ ปราชญ์ วงศ์วรรณ

เพราะด้วยวัยเพียง 30 ปี ที่นอกจากจะเป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมของสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ ที่มีบทบาทในการผลักดันให้ธุรกิจอสังหาฯ ต่างจังหวัดให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีความทัดเทียมไม่น้อยหน้ากับธุรกิจอสังหาฯ ในเมืองหลวง

ปราชญ์ ย้อนชีวิตอดีตให้ฟังว่า ครอบครัวไม่ได้ทำธุรกิจอสังหาฯ มาก่อน แต่ประกอบธุรกิจเกษตรทำใบยาสูบ ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ (ณรงค์ วงศ์วรรณ) หรือจะรู้จักในชื่อ บริษัท เทพวงศ์ ทำมานานกว่า 50-60 ปี และพอรุ่นลูกหลานก็เป็นเหมือนคนรุ่นใหม่ที่มี Passion หรือความชอบกับสิ่งใหม่ๆ

เนื่องจากบรรพบุรุษจนถึงรุ่นพ่อแม่นั้นสามารถทำอาชีพเดิมได้ดีอยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งหลังจากที่เรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทที่ London School of Economics and Political Science (LSE) ประเทศอังกฤษ

 พอกลับมาก็ทำงานอยู่บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์ความยั่งยืนให้กับบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ก็เริ่มคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง

“ผมคิดมาตลอดว่าหากจะเริ่มธุรกิจอะไรของตัวเองจะต้องรีบๆ เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะถ้าหากธุรกิจที่เริ่มทำล้มไปหรือมีปัญหาตั้งแต่อายุน้อย ๆ ก็ยังกลับมาสู้กันใหม่ได้ ช่วงที่กลับจากอังกฤษแล้วทำงานไปด้วยก็ได้มีโอกาสไปลงเรียนคอร์ส RECU ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากเรียนนอกเวลางาน โดยพื้นฐานของตัวเองมองว่าจะทำอะไรสักอย่างจะต้องมีความรู้จริง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะทำเลยเพราะว่ามีเงิน

ยิ่งการมาทำธุรกิจใหม่นั้นจะต้องมีการคุยกันกับพ่อแม่ว่าทำไมจะต้องมาทำธุรกิจนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าที่บ้านหัวสมัยเก่าจะทำธุรกิจอะไร จะต้องกู้เงินก็ทำแบบพอตัว เพราะเงินที่ใช้เป็นเงินของพ่อกับแม่ และที่ดินแปลงที่นำมาพัฒนาจะเป็นที่ดินของครอบครัว” ปราชญ์ย้ำ

สิ่งสำคัญในการก้าวสู่ธุรกิจ คือการได้ปรึกษาคนรุ่นพ่อแม่จะได้ความใจเย็นและประสบการณ์ รวมไปถึงต้องคิดธุรกิจให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการเงินนั้นจะต้องคิดเผื่อเหลือมากกว่าเผื่อขาด ปราชญ์ ชี้ว่า เพราะธุรกิจอสังหาฯ สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ สภาพคล่องทางการเงิน

“ถ้าผิดไปปุ๊บก็จะเด้งต่อหลายจุด สมมติว่าผิดนัดกับซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้กับเรา เราก็จะไม่มีเงินไปให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง ซัพพลายเออร์ก็จะไม่ส่งของให้จะกระทบเป็นทอดๆ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของธุรกิจอสังหาฯ คือการจัดการเรื่องการเงินให้ดี”

 โครงการแรกที่พัฒนาเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ชื่อไวซ์ ซิกเนเจอร์ เชียงใหม่ ในนามบริษัท ไวซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่ อ.ดอยสะเก็ด พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวเริ่มเปิดขายตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 53 ยูนิต เน้นกลุ่มบีบวก กลางขึ้นไป ราคาเริ่มต้นที่กว่า 5 ล้านบาท พัฒนาบ้านหลังใหญ่ 80 ตารางวาขึ้นไป

“ต่างจากบ้านจัดสรรปกติที่มีเนื้อที่ 50 ตารางวา เนื่องจากการที่เข้าสู่ธุรกิจจึงต้องการจะแข่งขันในตลาดที่สามารถแข่งขันได้ ถ้าจะพัฒนาโครงการแรกที่แข่งขันเรื่องต้นทุนต่ำเลย ผมคิดว่าจะไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากนักพัฒนาอสังหาฯ ที่เป็นคนท้องถิ่นจะเก่งมากในการพัฒนาบ้านที่มีต้นทุนต่ำ

อีกทั้งสินค้าที่บริษัทพัฒนาไม่ใช่กลุ่มที่ขายสินค้าได้ดีที่สุดในเชียงใหม่ เพราะกลุ่มที่ขายได้ดีจะอยู่ที่ราคา 2-3 ล้านบาท แต่ด้วยความที่ไม่อยากแข่งเรื่องต้นทุนเพราะพัฒนาโครงการแรก จึงอยากทำโครงการที่ทำแล้วสบายใจ ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องการคุมราคาแล้วเหนื่อยใจอยากใส่ของดีเข้าไปเลย ทำในสิ่งที่เราต้องการอยู่เอง

ปัจจุบันการขายผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว ซึ่งก็รู้อยู่ว่าโครงการแบบนี้จะไม่สามารถขายได้รวดเร็วนัก ก็จะมีกลุ่มผู้ซื้อก็เทียบโครงการเจ้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ และยิ่งเป็นแบรนด์โลคัลก็ต่อสู้พอสมควร แต่เมื่อพัฒนามาแล้วก็เห็นกลุ่มผู้ซื้อจากกรุงเทพฯ มาซื้อเกือบ 50% ของโครงการ และซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งหมดจะสร้างเสร็จก่อนขายโดยยังอยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวน 8 หลัง” ปราชญ์ขยายรายละเอียด

หลังจากได้มาเทกคอร์สทางด้านอสังหาฯ เพิ่มเติม ปราชญ์ ก็ได้มาเจอกับหุ้นส่วนใหม่ จึงได้เริ่มมาพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ โครงการแรกอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก 32 เป็นทาวน์โฮม ชื่อโครงการดิ ออเตอร์

 “เป็นบริษัทร่วมทุนกับเพื่อนที่เจอกันจากหลักสูตรเอบีซี ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งได้เข้ามาเรียนเป็นรุ่น 2 ก็ได้เพื่อนในแวดวงเดียวกันหลายคน อีกคนจะทำอสังหาฯ ที่นนทบุรี อีกรายเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจึงค่อนข้างลงตัว โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้เก่งเรื่องการก่อสร้าง แต่มีความชอบเรื่องการออกแบบตกแต่งมากกว่า ชอบมาแต่เด็กๆ แต่ไม่ได้จะเลือกเรียนทางด้านสถาปัตยกรรม”

นอกจากนี้ ปราชญ์ บอกว่าด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่จะต้องเป็นผู้ที่ทำงานจนมีความชำนาญเฉพาะทาง โดยพยายามต่อยอดไปเรื่อย

“อย่างทำธุรกิจจากปลายน้ำ ต้องมาทำกลางน้ำและต้นน้ำ แต่เป็นคนที่มีความชอบหลากหลาย เนื่องจากเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวจึงเห็นไอเดียหลากหลาย ไม่ใช่แค่อสังหาฯ หรือแม้ทางด้านการเกษตร ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบ เมืองไทยยังมีจุดแข็งที่เป็นเมืองของโลกในด้านอาหารและการส่งออก

ศึกษาไปยังธุรกิจท่องเที่ยวก็ยังสนใจ เพราะว่าท้ายที่สุดเมืองไทยก็ยังต้องขายเรื่องท่องเที่ยว โดยมองโอกาสธุรกิจท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่จะเข้าไปได้ แต่ถ้าเป็นโรงแรมก็อาจจะไม่เพราะว่าใกล้เคียงกับธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งไม่ได้ชอบมากนักเนื่องจากต้องมีเรื่องการบริหารและการใช้คน แต่ก็มองว่าเป็นการขายสินค้าเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

พยายามทำตัวให้รู้ลึก แต่ไม่ปิดโอกาสตนเอง คือพูดเสมอว่าอย่าทำตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้ว เราต้องพยายามหาแก้วใหม่มาเรื่อย ๆ จะทำอะไรก็ต้องมุ่งมั่นให้มากที่สุด แต่ก็ต้องเอาแก้วอื่นๆ มาวางเพิ่มได้ อาจจะมีแก้ว ในการทำธุรกิจการเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว แต่จะสำเร็จได้นั้นจะต้องพยายามใฝ่หาความรู้ อีกทั้งความที่เป็นคนไฮเปอร์ เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรที่จดจ่อนานๆ จะไม่ค่อยเวิร์กสำหรับตนเอง จะต้องทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพราะบางครั้งไอเดียสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอีกธุรกิจได้” ปราชญ์กล่าว

หลายครั้งที่ปราชญ์เดินทางท่องเที่ยว แต่ไปเจออสังหาฯ ดีไซน์รูปแบบที่มองแล้วออกมาดี ก็มองว่าโครงการหน้าก็ต้องการเอาแนวคิดที่เห็นเข้าไปใส่ เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันได้ด้วย

 “คิดว่าเด็กรุ่นใหม่น่าจะเป็นแบบนี้ค่อนข้างเยอะ และด้วยความที่ยังพอมีเวลาที่จะจัดสรรได้ บางทีเพื่อนๆ ที่ทำงานบริษัทอื่น ก็จะมีช่วงเวลาที่เขาหยุด ก็มีโอกาสท่องเที่ยวด้วยกันเยอะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างต่างประเทศต้องการไปประเทศที่ท่องเที่ยวยากนิดหนึ่ง เพราะมองว่ายังมีกำลังอยู่จึงอยากไปประเทศที่ต้องใช้แรง อย่าง ทิเบต หรือจอร์แดน อินโดนีเซีย ขึ้นไปดูภูเขาไฟโบรโม จากก่อนหน้านี้ได้ผ่านท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ตื่นตาตื่นใจ อย่างฝรั่งเศส อิตาลี มาแล้ว

การท่องเที่ยวได้เรียนรู้หลายๆ อย่างได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เมื่อครั้งเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ได้เดินจากเซ็นทรัลพาร์ค มาถึงอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ระยะทางหลายกิโลเมตร ทำให้ย้อนคิดว่ามีสิ่งใดที่ยังไม่ทำอะไร กลับไปอยากจะเริ่มต้นทำอะไร ต้องการปรับเปลี่ยนอะไร เป็นเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง

การท่องเที่ยวทำให้ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ทั้งๆ ที่ไม่ต้องคิดอะไร แต่มันกลับกลายเป็นว่าเราได้คิดเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น โดยในปีหนึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะท่องเที่ยวกี่ครั้ง แต่เมื่อมีโอกาสจะไป อย่างปีก่อนไปท่องเที่ยวประมาณ 6-7 แห่ง และก็มีหลายครั้งที่ไปท่องเที่ยวพ่วงกับการทำงานของบริษัทเป็นส่วนใหญ่” ปราชญ์ เล่าอย่างสนุก

สิ่งที่สำคัญการที่มาทำธุรกิจอสังหาฯ ปราชญ์มองว่ายังได้รับความไว้วางใจให้มาทำงานให้กับสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ ก็ต้องช่วยเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างที่ผ่านมา ต้องการนำความรู้มาให้กับบรรดาผู้ประกอบการมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเน้นแข่งในเรื่องราคาท่าเดียว ท้ายที่สุดจะเป็นการทำธุรกิจไม่ยั่งยืน ต้องแข่งกันที่การพัฒนาโครงการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า กิจกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้

“พอรวมตัวกันได้ภาครัฐของจังหวัดจึงเห็นความตั้งใจจริง ไม่ใช่หาผลประโยชน์เข้าตัว ก็ถูกรับเชิญจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. สนับสนุนให้ร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดซึ่งจะได้อีกมุมมองในการพัฒนา ซึ่งจะดีต่อการพัฒนาจังหวัดระยะยาว เนื่องจากจะรับทราบความต้องการของคนระดับท้องถิ่นส่งขึ้นไปสู่ระดับบน จะเป็นอีกมุมมองในการพัฒนาเมืองที่สร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” ปราชญ์ปิดท้าย

จูงมือลูก เรียนวิชาปลูกรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 11:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527195

จูงมือลูก เรียนวิชาปลูกรักษ์

โดย ฤดูกาล

ขณะเปิดหนังสือ “วิชา ๙ หน้า ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ” ต้องสะดุดกับข้อความที่เขียนด้วยลายมือว่า

 “วันนี้นั้นมีโอกาสมาเห็นกาแฟต้นแรกที่ในหลวง (รัชกาลที่ 9) ทรงเป็นผู้มาพบตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบันปี 2560 ต้นกาแฟต้นนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ให้ผลได้เก็บเกี่ยวมาตั้งแต่วันแรก และเพราะในหลวง (รัชกาลที่ 9) ได้มาพบกาแฟต้นนี้ ทำให้ภูเขาที่เต็มไปด้วยไร่ฝิ่นกลายเป็นต้นกาแฟ ซ้ำยังทำให้มีการปลูกกาแฟอย่างจริงจัง เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย”

เจ้าของลายมือและภาพประกอบสุดน่ารักเป็นของ คุณแม่ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล และลูกสาววัย 4 ขวบ น้องชื่นใจ ภูมิรัตน เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวรอบลูก ที่ได้ลงพื้นที่ไปเรียนรู้วิชาปลูกรักษ์ที่สถานีวิจัยโครงการหลวงดอยอินทนนท์ และหาจุดกำเนิดของกาแฟอราบิกาที่ บ้านหนองหล่ม ในพื้นที่เกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

วิชาปลูกรักษ์เป็น 1 ใน 9 วิชาของโครงการวิชา ๙ หน้า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเพื่อทำให้ประชาชนทั่วไปและคนรุ่นใหม่สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น โครงการดังกล่าวจึงได้สื่อสารผ่านคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งวิดีโอสารคดีผ่านช่องทางสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

 รวมถึงหนังสือที่เปิดอยู่นี้ โดยนำเสนอ 9 วิชา ผ่าน 9 บุคคลผู้มีอิทธิพลทางความคิดในแวดวงต่างๆ มาเป็นผู้ถ่ายทอดแต่ละวิชาที่ได้ไปสัมผัสจริงในชุมชน

แม่ตุ๊กตาได้ไปตามหากาแฟต้นแรกที่บ้านหนองหล่ม โดยมีเรื่องเล่าว่า เมื่อปี 2517 ครั้งหนึ่งระหว่างที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เยี่ยมราษฎรบนดอย ม.จ.ภีศเดช รัชนี ได้กราบทูลว่า ชาวเขาที่บ้านหนองหล่ม ในพื้นที่เกษตรหลวงอินทนนท์ เริ่มลงมือปลูกกาแฟบ้างแล้วจึงอยากทูลเชิญไปเยี่ยมชม แต่เนื่องจากทางที่ไปเป็นเขาสูง ไม่มีถนน ต้องเดินเท้าเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงปากหมู่บ้าน แล้วยังต้องเดินต่ออีก 1 กิโลเมตร ถึงจะพบไร่กาแฟ

สิ่งที่ปรากฏคือ ทั้งไร่มีกาแฟขึ้นเพียงต้นเดียว ทำให้เกิดความฉงนจากบรรดาผู้ติดตามเสด็จ พระองค์จึงทรงอธิบายเหตุผลว่า

 “เราเพิ่งให้พันธุ์กาแฟไปเมื่อปีกลาย กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกกาแฟเลย เหลือต้นเดียวก็ถือว่าก้าวหน้าแล้ว ไม่เหลือเลยมันแย่ แต่นี่ปลูกได้ต้นหนึ่งแปลว่าก้าวหน้าแล้วถึงต้องตามไปดู”

จากกาแฟต้นเดียวในวันนั้น ได้ถูกวิจัยและส่งเสริมทำให้เกิดการปลูกกาแฟอราบิกาทั่วโครงการหลวง ณ ปัจจุบัน

นอกจากนี้ สองแม่ลูกยังได้ไปเยี่ยมเยือนห้องเรียนของพ่อบนดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่สถานีวิจัยโครงการหลวงดอยอินทนน์ ที่เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นเป็นพื้นที่ทำกินอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 4 ห้องเรียนย่อย ได้แก่ หน่วยวิจัยขุนห้วยแห้ง สถานที่วิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชทั้งไม้ผล พืชไร่ และดอกไม้นำเข้าจากต่างประเทศ หน่วยวิจัยแม่ยะน้อย สถานที่ปรับปรุงพันธุ์กาแฟอราบิกา หน่วยวิจัยผาตั้ง สถานที่อนุรักษ์พันธุ์ไม้โบราณและวิจัยประมงบนพื้นที่สูงและบ้านขุนกลาง แหล่งท่องเที่ยวและจำหน่ายผลผลิตจากโครงการหลวง

“วิชาปลูกรักษ์สอนเราว่า จะปลูกอะไรก็ตาม ถ้าเราเริ่มปลูกมันด้วยความรักแล้ว วันหนึ่งมันจะต้องออกผลอันงดงามให้เราเห็น” แม่ตุ๊กตา กล่าว

 รวมทั้งยังได้เขียนบันทึกการเดินทางครั้งนี้ไว้ว่า

“การเรียนรู้จากหนังสือ จากนิทาน หรือจากคำบอกเล่า เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กๆ ได้เกิดจินตนาการ ได้คิดตาม ได้วาดฝัน และการได้พาเด็กๆ มาสู่สถานที่จริง คือการได้นำสิ่งต่างๆ ผ่านสายตาแล้วเก็บไว้ในหัวใจ เมื่อถามว่าชื่นใจจำอะไรได้เมื่อนึกถึงดอยอินทนนท์ รายชื่อดอกไม้ชนิดต่างๆ จะผ่านออกมา เล่าให้เราฟังด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คล้ายกับว่ามันเป็นหนึ่งในความทรงจำแสนหวานของเด็กหญิงตัวน้อย”

ติดตามการเดินทางของแม่ตุ๊กตาและน้องชื่นใจได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวรอบลูก และสามารถชมวิดีโอของทั้ง 9 วิชาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวไทยเท่

Bliss out there ออกตามหาความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527194

Bliss out there ออกตามหาความสุข

โดย รอนแรม ภาพ : Bliss out there

เมื่อเป้าหมายในชีวิตของเธอคือ การเดินทาง

ปิงปิง-พิชญา ภูมิสวัสดิ์ สาวน้อยหน้าหมวยวัย 23 ปี จึงทำตามความฝัน และแบ่งปันเรื่องราวแก่ผู้อื่นผ่านเว็บไซต์ blissoutthere.com และเพจเฟซบุ๊ก Bliss Out There

เธอเล่าว่า ตั้งแต่เรียบจบปริญญาตรีได้ตัดสินใจเดินทางสายบล็อกเกอร์อย่างจริงจัง โดยเปิดเพจเฟซบุ๊กมานาน 2 ปี และยึดเป็นอาชีพราว 1 ปี ซึ่งเธอท่องเที่ยวได้ทุกรูปแบบทั้งภูเขา ทะเล ดำน้ำ นอนโฮมสเตย์ เข้าคาเฟ่ และที่พักสุดเก๋ รวมถึงถ่ายทอดเรื่องราวให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังไปเที่ยวพร้อมกับเธอ

 “ปิงชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่เด็ก จำความได้ก็เที่ยวได้แล้ว (หัวเราะ) แต่จุดเริ่มต้นของเพจปิง มาจากตอนเรียนมหาวิทยาลัย ปี 3 ปิงเรียนวิชาบริหาร ในคลาสอาจารย์ให้นักศึกษาทุกคนยกตัวอย่างเป้าหมายในชีวิตประจำวัน พอถึงปิง ปิงตอบว่า เป้าหมายของหนูคือการไปเที่ยวในประเทศให้ได้ปีละ 10 ทริป และต่างประเทศปีละ 2 ทริป

 อาจารย์ก็ถามว่าปิงตั้งเป้าหมายนี้ไปทำไม ปิงตอบว่า ปิงได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการท่องเที่ยว และรู้สึกว่ามันเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง อาจารย์ปิงถามว่า เธอไม่อยากลองเอาสิ่งที่เธอได้จากการท่องเที่ยวมาแบ่งปันคนอื่นเหรอ มันอาจจะเป็นประโยชน์หรือเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นก็ได้ เดี๋ยวนี้สร้างบล็อกในอินเทอร์เน็ตก็ได้ ลองดูสิ หลังจากนั้นพอปิดเทอมก่อนขึ้นปี 4 ปิงเลยตัดสินใจสร้างบริสเอาต์แธร์ขึ้นมา”

 นอกจากนี้ คอนเซ็ปต์ของเพจยังสะท้อนตัวตนของปิงอย่างชัดเจน นั่นคือ รีวิวทริปชิลๆ ที่พักสวยๆ และเคล็ดลับการท่องเที่ยวในแบบของเธอ โดยจะพยายามทำให้ทุกโพสต์เป็นแบบที่เดียวจบ คือ หากเข้ามาอ่านรีวิวสถานที่นี้แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเสิร์ชหาข้อมูลจากที่อื่น เพราะเธอจะระบุข้อมูลสำคัญให้ครบถ้วน

“ปิงจะเน้นให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังเที่ยวไปพร้อมๆ กับปิง เรียงลำดับเรื่องราวตามเหตุการณ์จริง แล้วแทรกข้อมูลที่ควรรู้เข้าไป ภาพกับข้อความจะช่วยกันสื่อสาร ส่วนการเรียกยอดไลก์ยอดแชร์จะเน้นคอนเทนต์รวมที่พัก ที่เที่ยว หรือกิจกรรมในทริปนั้น เพื่อให้สั้น เข้าใจง่ายตามสไตล์คนไทย เช่น 30 คาเฟ่น่านั่งทั่วกรุงเทพฯ 20 โฮมสเตย์ทั่วไทย หรือสโลว์ไลฟ์ได้ในราคาเบาๆ”

ดังนั้น สิ่งที่ลูกเพจหรือใครก็ตามที่บังเอิญเข้าไปอ่านจะได้รับ คือ หนึ่ง-ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวและทริปต่างๆ สอง-ให้ความรู้สึกว่าเขาได้ไปเที่ยวกับเธอทุกครั้ง และสาม-ให้แรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว ซึ่งไม่ใช่แค่สนับสนุนให้คนกล้าออกไปเที่ยว แต่ยังทำให้กล้าทำอะไรก็ตามที่รักและชอบอย่างเต็มที่

 “ไม่ได้คาดหวังให้คนที่มาติดตามเราไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ตามที่ปิงไป แต่ปิงอยากให้เขาได้ไปในที่ที่เขาอยากไป ได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองมีความสุข นี่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าคำว่า bliss ของเรามันสำคัญ

ส่วนเรื่องอนาคตของเพจ ตอนนี้ปิงยังมีความสุขกับการเป็นบล็อกเกอร์มาก ไม่มีความคิดว่าจะเลิกทำ มีแต่อยากพัฒนาให้ดีขึ้น และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเพจไปตามช่วงวัยของปิงเอง กำลังวางแผนจะทำคอนเทนต์วิดีโอให้มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าหลังๆ คนจะชอบดูวิดีโอมากกว่าอ่านรีวิว และจะนำเสนอความเป็นตัวเองออกมาให้มากและชัดเจนที่สุด ถ่ายทอดมันลงไปในรูป ข้อความ วิธีการนำเสนอ

 ปิงว่าในยุคที่ใครๆ ก็ทำเพจได้ สิ่งที่จะทำให้เพจเราต่างจากเพจอื่นๆ ก็คือความเป็นตัวเอง” เธอทิ้งท้าย

ออกเดินทางสำรวจโลกใบนี้และโลกของปิงปิงได้ที่เว็บไซต์ blissoutthere.com และเพจเฟซบุ๊ก Bliss Out There ไม่แน่คุณอาจได้พลังบางอย่างให้ลุกขึ้นมาจัดกระเป๋าเดินทางซะตอนนี้เลย

ไพโรจน์ ชื่นครุฑ บริหารชีวิตไม่ประมาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 11:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527190

ไพโรจน์ ชื่นครุฑ บริหารชีวิตไม่ประมาท

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หากกล่าวถึง ไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดได้ว่าอยู่ในแวดวงธุรกิจเช่าซื้อมาอย่างยาวนาน จนถึงปัจจุบันก็มีอายุ 51 ปีแล้ว ซึ่งแม้จะมีเวลาอีกหลายปีก่อนถึงวัยเกษียณอายุ

แต่ ไพโรจน์ ก็ได้วางแผนรับมือการเกษียณอายุไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และการวางแผนการเงินไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ

ไพโรจน์ กล่าวว่า ทุกวันนี้พยายามจะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุดและทำในสิ่งที่ชอบให้นานที่สุด คือการขี่จักรยาน และตั้งใจจะขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องไปจนถึงเกษียณอายุ หรือจนกว่าจะขี่จักรยานไม่ไหว

 “ผมจะขี่ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เช้า-เที่ยง เป็นช่วงเวลาของผมเลยก็ว่าได้ ภรรยาที่บ้านจะรู้เลย ผมไปขี่กับเพื่อนๆ สนิทสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน 4-5 คน ซึ่งยังคบหากันอยู่จนถึงทุกวันนี้ อย่างผมเองตอนนี้ก็อายุ 51 ปีเข้าแล้ว เพื่อนๆ แต่ละคนก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่มิตรภาพของเราก็ยังอยู่” ไพโรจน์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม การขี่จักรยานนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ก็ยังผ่อนคลายได้ดีด้วย ได้คุยกันถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานกันบ้าง ได้เห็นธรรมชาติสองข้างทางแตกต่างจากในเมือง

 ส่วนเส้นทางที่ไปประจำก็จะเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ เริ่มจากเวิร์คพอยท์ ขี่ไปตามถนนเลียบคลองเปรมประชากร ระยะทางไปกลับก็ประมาณ 50 กม. แต่เส้นทางนี้สามารถขี่ไปถึงอยุธยาได้

 “ได้เจอเพื่อนเก่า ได้คุยกันเรื่องอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องงาน ได้ดูธรรมชาติ และได้ออกกำลังกาย ผมถึงชอบขี่จักรยาน”

ไพโรจน์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ซี่โครงหัก แต่ก็ยังไม่เข็ด อาจเป็นเพราะขี่เร็วเกินไป เวลาล้มเลยล้มแรง ทั้งๆ ที่พยายามลงแบบปลอดภัยที่สุดแล้ว ซึ่งดูแล้วความเร็วที่เหมาะสมและน่าจะปลอดภัยก็ประมาณ 20-25 กม./ชม. ทำให้ขี่ระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากนี้ บางสัปดาห์ถ้ามีเวลา ช่วงวันเสาร์ก็ขับรถไปพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่บ้าง

 “ไปปลูกต้นไม้ เย็นๆ ก็กลับเข้ากรุงเทพฯ แต่ถ้าเกษียณแล้วอาจมีเวลาพักผ่อนมากกว่านี้”

ขณะเดียวกันก็วางแผนเรื่องบริหารเงินไว้รองรับวัยเกษียณด้วย แต่ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทในเครือธนาคารกรุงศรี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เป็นผู้ดูแลให้

“เขาจะเป็นมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญมากกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างๆ หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ส่วนที่ลงทุนเองก็จะเป็นพวกที่ดิน ผมก็ซื้อเก็บไว้บ้าง ถ้ามีกำไรก็ขายออกไป เน้นทำเลที่ซื้อง่ายขายคล่อง อยู่ในตัวเมืองเป็นหลัก และยังเป็นการลงทุนที่ตัวเองชอบด้วย

 อย่างที่เขาใหญ่ ถ้าอนาคตไม่อยู่เองก็ขายได้ เพราะเลือกในที่ดินจัดสรรแบ่งขายเป็นแปลงๆ ทำให้มีความปลอดภัยและมีคนดูแลตลอด หรืออย่างที่นครปฐมก็อยู่กลางเมือง ปลูกต้นไม้ได้ หรือที่สุขุมวิท 101 ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สอง ก็สามารถขายแปลงทรัพย์เป็นทุนได้ไม่ยากนัก”

นอกจากนี้ ยังซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมอีก นอกเหนือจากสวัสดิการของที่ทำงานแล้ว จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล

“การใช้ชีวิตหลังเกษียณ สิ่งสำคัญคือดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และถ้าอายุเยอะขึ้น ทำอะไรก็ต้องระวัง อย่าประมาท” ไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

Old Is Gold ผู้สูงอายุกับอนาคตของสมาร์ทวอตช์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527177

Old Is Gold ผู้สูงอายุกับอนาคตของสมาร์ทวอตช์

โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอพี

ช่วงนี้ทั้งชีวิตและงานของผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุค่อนข้างมาก ไม่ใช่เพราะตัวเองสูงวัยขึ้น (ปลอบใจตัวเองว่ายังหนุ่ม)

แต่พบว่าทั้งคนรอบข้าง เพื่อนฝูงที่เจอกันประจำ หัวข้อหลักของเราเริ่มเปลี่ยนจากการ “ไปเที่ยวที่ไหนดี” หรือ “งานการเป็นไงบ้างตอนนี้” คำถามเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเรื่องสุขภาพ ทั้งของตัวเองและบุพการี และพบว่าจำนวนไม่น้อยกำลังพยายามจัดสรรชีวิตของตัวเองเพื่อให้ดูแลผู้สูงอายุได้มากขึ้น

ผู้สูงอายุจริงๆ เหมือนเด็กนะครับ บางทีก็พูดยากในความดื้อ แต่ที่แย่กว่าก็คือ ความเสื่อมของร่างกายที่ตรงข้ามกับเด็กอย่างสิ้นเชิง

กิจกรรมความดื้อหลายๆ อย่าง จึงเสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ทั้งหมดต้องอาศัยความเข้าใจและการปรับตัวของทั้งผู้สูงอายุเองและคนที่ดูแล และคิดว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่เหมือนกันนะ เพราะในยุคนี้เป็นยุคที่ผู้สูงอายุจะมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นกว่ายุคของปู่ย่าตายายเรามาก

 สองสามปีก่อนผมซื้อฟิตบิต (Fitbit) ให้พ่อใช้เรือนหนึ่ง เนื่องจากพ่อมีภาวะน้ำหนักเกิน สำหรับคนที่อายุเกือบ 70 ปี ความอ้วนนั้นไม่ดีแน่ ก็เลยคิดว่าอยากหาอะไรไปกระตุ้นให้พ่ออยากออกกำลังกาย ซึ่งก็พบว่าผ่านมาสองปี แนวโน้มโดยรวมนั้นดีขึ้นมาก

 การออกแบบที่ทำให้คนใช้งานเข้าใจได้ง่าย ช่วยให้ท่านตรวจสอบร่างกายของท่านเองได้ง่ายๆ ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว ความสูงที่เดินขึ้น และปริมาณของแคลอรีที่เผาผลาญในแต่ละวัน ซึ่งก็พบว่ามันกระตุ้นให้พ่อสนใจที่จะออกกำลังกายมากขึ้น

ตอนนี้ลามไปถึงแม่ก็อยากได้สักเรือนเหมือนกัน ซึ่งผมเชื่อว่าปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวผมเท่านั้น หลายครอบครัวก็น่าจะเป็นอย่างนี้

สมาร์ทวอตช์เริ่มกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นทุกที เพราะหลายคนเริ่มเห็นประโยชน์ของมัน โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ต้องการการควบคุมดูแล

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ จำนวนผู้สูงอายุที่หันมาใช่สมาร์ทวอตช์นั้นเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว การสำรวจของยูโรมอนิเตอร์เมื่อปี 2016 ในประเทศญี่ปุ่นพบว่า สมาร์ทวอตช์เติบโตอย่างมาก และ Apple Watch ก็กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ผู้สูงอายุนิยมใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้ค่อนข้างดี มีการศึกษาสูงและใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางบวกกับการใช้สมาร์ทวอตช์ และคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยในการกระตุ้น การสร้างสุขวินัยที่ดีขึ้นได้ ไม่แตกต่างจากที่พ่อแม่ผมรู้สึกกับสมาร์ทวอตช์ของพวกเขา หลังๆ มาคือไม่ใส่นาฬิกาแล้ว แต่หันมาใส่สมาร์ทวอตช์แทนเลย

 นี่เป็นตลาดใหญ่ตลาดหนึ่งของสมาร์ทวอตช์เลยก็ว่าได้ เพราะคนเหล่านี้มีกำลังในการจ่าย และพวกเขาก็ใส่ใจและสนใจการดูแลตัวเอง Apple Watch ในฐานะผู้นำตลาดสมาร์ทวอตช์เห็นช่องทางในเรื่องนี้เช่นกัน

ผมเคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้วครับว่า มีความเป็นไปได้ในอนาคตที่ Apple Watch จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือของบริษัทประกันชีวิตในการตรวจสอบสุขภาพของผู้ที่เอาประกันฯ ผ่านกิจกรรมที่พวกเขาสามารถวัดได้จากการสวมใส่สมาร์ทวอตช์

จริงๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่สมาร์ทวอตช์ทุกเจ้าเก็บอยู่แล้วนะ โดยเฉพาะ Apple Watch หรือ Fitbit ที่เริ่มรุกตลาดมาก่อนใครเพื่อน การเพิ่มโหมดในการออกกำลังกายที่หลากหลายมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เห็นกิจกรรมของผู้ใช้งานที่ละเอียดมากขึ้น และวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลกับอุปกรณ์หรือเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ รวมไปถึงหาข้อมูลเพื่อคำนวณความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมต่างๆ

ซึ่ง Apple เป็นแบรนด์ที่มองเห็นโอกาสนี้ก่อนใคร ตั้งแต่มีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Health ของตัวเองเมื่อสองปีก่อน และร่วมมือกับสถานศึกษา ศูนย์วิจัยทางการแพทย์ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเก็บข้อมูลและพัฒนาขีดความสามารถในการหาทางรักษาโรคและป้องกันโรคต่างๆ

ข้อมูลพวกนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก และมันกำลังจะก้าวไปอีกขั้น เพราะมันสามารถช่วยเหลือผู้ใช้งานเมื่อตกอยู่ในภาวะวิกฤตได้

ข่าวจากเว็บไซต์ macrumors.com บอกว่า Apple ได้จดสิทธิบัตรสำหรับการเปลี่ยนสมาร์ทวอตช์ ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์มากขึ้น โดย Apple จดสิทธิบัตรในชื่อว่า “Care event detection and alert” โดยฮาร์ดแวร์ตัวนี้สามารถตรวจจับสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อผู้สวมใส่ต้องการความช่วยเหลือแบบฉุกเฉินจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ตำรวจ การช่วยเหลือทางการแพทย์ พนักงานดับเพลิง หรือการช่วยเหลืออื่นๆ

เครื่องมือนี้สามารถตรวจสอบจากอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และส่งสัญญาณเตือนไปยังคนที่คุณตั้งไว้ว่าจะให้ติดต่อเป็นคนแรก

ในอีกมุมหนึ่ง Apple Watch ซึ่งทำงานร่วมกับ iPhone สามารถตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างฉับไว และส่งสัญญาณเตือนไปยัง Apple Watch อีกครั้งหนึ่งเพื่อแจ้งเตือน และ Apple Watch อาจขึ้นตัวเลือกที่เป็น WCare List เพื่อให้ผู้ใช้งานเรียกความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ตอนนี้ก็มีผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นบางรายเริ่มพัฒนาเรื่องการเตือนภัยแบบนี้ในผู้สูงอายุแล้วเช่นกัน แต่ว่ายังไม่สามารถทำได้แบบครบเครื่องเหมือนที่ Apple ทำ

ทั้งองค์การอนามัยโลกและอนามัยแถวบ้านผม ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดผู้สูงอายุนั้นโตมาก สัดส่วนในอนาคตของคนที่อายุเกิน 60 ปีนั้นจะมากขึ้น อาจสูงถึง 5 ใน 10 คนในช่วงไม่ถึง 50 ปีได้ง่ายๆ นี่เป็นตลาดใหม่ที่ต้องการการดูแลในหลายๆ ด้านและต่อเนื่องในระยะยาวเสียด้วย ก็ไม่แปลกใจหรอกครับ ที่ใครๆ ต่างก็พยายามคิดหาบริการสำหรับผู้สูงอายุกันมากขึ้นเรื่อยๆ

เชื่อว่าระบบพวกนี้ไม่น่าเกินสองปี เราจะได้ใช้กันแน่ๆ ปัจจุบันเองทั้ง Apple และแบรนด์อื่นๆ ก็ร่วมมือกับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นพัฒนาระบบการตรวจสอบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น แอพพลิเคชั่นที่สามารถตรวจจับระดับน้ำตาลในเลือด หรือความดันโลหิตซึ่งมีความแม่นยำระดับ 90% ขึ้นไป

ไม่น่าเกิน 5 ปีจากนี้ สมาร์ทวอตช์อาจเป็นของจำเป็นของชนชั้นกลางอย่างเราๆ โดยเฉพาะของผู้สูงอายุอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา

คือถ้าไม่เราซื้อให้เขา พวกเขาก็จะซื้อเองแน่ๆ ครับ