‘การให้อิ่มใจเสมอ’ สุปราณี พาณิชเจิรญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 09:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527174

'การให้อิ่มใจเสมอ' สุปราณี พาณิชเจิรญ

โดย วราภรณ์ ภาพ : สุปราณี พานิชเจริญ

เหตุน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ไม่ได้นำมาแต่ความสูญเสีย แต่ยังทำให้เกิดคำว่า “จิตอาสา” เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และหนึ่งในจิตอาสาที่ทำการให้ ตั้งแต่เหตุน้ำท่วมอย่างเช่น “มะนาว” สุปราณี พาณิชเจริญ วัย 31 ปี คุณแม่ของลูกสาววัยกำลังน่ารักหรรษา เด็กหญิงสุวิชญา พาณิชเจริญ วัย 1.6 ขวบ รู้จักการเป็นผู้ให้ตั้งแต่นั้น และอยากส่งต่อการให้ไปสู่ลูกสาว เพราะการเป็นผู้ให้ความรู้สึกอิ่มใจ ซึ่งถือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตต่อไป

มะนาว เป็นคน จ.นนทบุรี จุดเริ่มต้นของการเป็นจิตอาสาย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน ที่เดิมเธอเป็นคนชอบท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ซึ่งนำพาความสุขมาให้ ณ ตอนที่ไปเยือนสถานที่นั้นๆ แต่การทำจิตอาสาไม่ใช่ เพราะได้ความประทับใจกับพื้นที่ที่ไปด้วย

“ครั้งแรกที่มะนาวได้เป็นจิตอาสา ตอนเรียนอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่วิทยาลัยเพาะช่าง แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อปีน้ำท่วมใหญ่ ผู้คนเดือดร้อนมาก มะนาวจึงอยากช่วยเหลือ เพราะเราไม่ได้เดือดร้อน”

 เธอบอกว่า เพราะอาศัยอยู่ในเขตปริมณฑลที่ไม่ได้โดนน้ำท่วมก็ได้ยินคำว่าจิตอาสา จึงอยากช่วยเหลือคนอื่นๆ

 “ไปทั้งช่วยไปแพ็กของที่ดอนเมือง เวลาได้ยินว่าสถานที่ไหนอยากได้จิตอาสามะนาวก็ชวนเพื่อนไป ไปช่วยหลายกลุ่มหลากมูลนิธิมาก พอได้ไปช่วยเหมือนได้พบมิตรภาพได้พบเพื่อนใหม่ๆ ที่มีจิตอาสาเหมือนกัน”

 มะนาวไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เธอยังร่วมเป็นจิตอาสาของมูลนิธิต่างๆ เช่น เรดบลู โรงบ่มอารมณ์สุข และบ้านดินไทย โดยดูช่วงเวลาที่ว่าง เพราะหลังศึกษาจบเธอเข้าไปทำงานในฝ่ายโฆษณาให้กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง เฉลี่ยทำกิจกรรมจิตอาสา 1 ครั้ง/เดือน แล้วยังชวนแฟนหนุ่มพนักงานปูนซิเมนต์ไทยมาเป็นผู้ให้ด้วย

แม้ในช่วงใช้ชีวิตสมรสกับแฟนหนุ่ม ก็ยังจัดสรรเวลาไปเป็นจิตอาสาออกค่ายพัฒนาโรงเรียนให้กับเด็กๆ ตามต่างจังหวัด แต่พอมีลูกน้อยก็ห่างหายไป ได้ไปเพียงครึ่งปีต่อหนึ่งครั้ง

“พอแต่งงาน สามีก็ไม่ได้ขัด เขายังจะไปร่วมด้วยหากเวลาได้ แต่ช่วงมีลูกยังเล็กมากก็นานๆ ไปที รวมทั้งมะนาวต้องเป็นคุณแม่ฟลูไทม์ แต่ก็ยังหาเวลาไปเป็นจิตอาสาอยู่นะคะ เพราะมันเป็นความชอบ แม้ไปร่วมกลุ่มเป็นจิตอาสากับเพื่อนๆ ไม่ได้ แต่ก็เป็นการบริจาคสิ่งของแทน ถึงไม่ได้ลงไปด้วยตัวเอง”

 เหตุการณ์การเป็นจิตอาสาที่มะนาวรู้สึกประทับใจที่สุดมีเยอะแยะมากมาย แต่งานจิตอาสาที่เธอชื่นชอบคือ การทำงานเกี่ยวกับเด็ก

“มะนาวรู้สึกว่าโตมากับครอบครัวฐานะปานกลาง อยากได้อะไรพ่อแม่ก็หาให้ได้ทุกอย่าง มะนาวไม่รู้สึกว่าขาดอะไร แต่การเป็นจิตอาสาได้เจอเด็กที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเราไม่เคยรู้เลยว่า ของที่เราเหลือใช้แล้ว มันจะมีคุณค่าทำให้เด็กๆ รู้สึกมีความสุขมาก มันเป็นจุดที่ทำให้มะนาวรู้สึกว่าได้ให้แล้วรู้สึกอิ่มใจ ไม่รู้สึกว่าเราให้แล้วเสียไป แต่เรารู้สึกว่าได้รับ

ตอนเรียนวิทยาลัยเคยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปเป็นจิตอาสาตามโรงเรียนต่างจังหวัด ไปจัดทาสีจัดบอร์ดให้น้องๆ ทำให้โรงเรียนของเขามีสีสัน ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ก็ได้ความสุขทุกครั้ง ซึ่งเราคิดว่าเราไปให้เด็กๆ นะคะ แต่จริงๆ แล้วเรากลับได้ความอิ่มใจกลับมามากเหลือเกิน

อย่างเราอยู่กรุงเทพฯ เราพบเจอแต่ความไม่เป็นระเบียบ การเบียดเบียนกันของผู้คนในเมือง แต่ไปต่างจังหวัดแม้เราไปทำให้ลูกๆ หลานๆ ของชาวบ้าน แต่ชาวบ้านก็ยังเป็นห่วงเราว่า ที่อยู่สบายไหม อาหารที่เขาทำให้กินเรากินได้หรือเปล่า มันเป็นความห่วงใยและเป็นน้ำใจที่เราไม่คาดคิดว่าจะได้มาก่อน มันอบอุ่นมาก”

 ความอบอุ่นนี่เองที่ให้มะนาวได้จากการเป็นจิตอาสา และมะนาวยังจะส่งต่อการให้นี้ไปสู่ลูกสาว และเธอตั้งใจว่าหากลูกสาววัย 2-3 ขวบ เธอจะพาลูกไปออกค่ายด้วย เพื่อลูกจะได้เรื่องการใช้ชีวิตสอนให้เขารู้จักการแบ่งปัน

“ความเป็นเด็กมักเป็นฝ่ายได้รับ มะนาวอยากสอนให้ลูกได้รู้จักคุณค่าของการให้บ้าง น่าจะทำให้จิตใจของลูกได้รู้สึกแบบน่าจะมีความสุขเหมือนเรา ปกติถ้าสามีไม่ได้ติดอะไร เขาก็ไปด้วยตลอด สามีเป็นแฟมิลี่แมนมากค่ะ มะนาวตั้งใจว่าจะเป็นจิตอาสาไปตลอด เพราะรู้สึกมันอยู่ข้างในเราแล้ว คิดว่าจะปลูกฝังให้ลูกด้วย ซึ่งสามีเห็นด้วย เขาเข้าใจในสิ่งที่เราอยากปลูกฝังค่ะ”

4 เคล็ดลับออกกำลังกายให้ได้นาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527091

4 เคล็ดลับออกกำลังกายให้ได้นาน

การจะออกกำลังกายให้ได้นานต้องได้ทั้งสุขภาพและความสุขควบคู่กันไป

ช่วงนี้หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพ เล่นฟิตเนส ออกกำลังกายกันมากขึ้น แต่บางคนทำได้ไม่เท่าไหร่ก็ล้มเลิกไปซะเฉยๆ อาจจะด้วยหลายๆ เหตุผล แต่หากเราออกกำลังกายอย่างมีความสุขแล้วล่ะก็ เชื่อว่าทุกคนจะต้องสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีเบื่อและล้มเลิกไปกลางคันแน่นอน

1. วอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย – เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนหยุดออกกำลังกายไปกลางคัน อาจเนื่องมาจากบาดเจ็บ ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะป้องกันอาการเจ็บปวดเหล่านั้นได้ ก็คือการวอร์มก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมใช้งาน และไม่ควรหยุดออกกำลังกายทันที ควรค่อยๆ ผ่อนให้ร่างกายเย็นลงช้าๆ อย่างการคูลดาวน์ เพื่อเป็นการรักษาวงจรในร่างกายให้สมดุลต่อไปนั่นเอง

2. ชุดออกกำลังกาย – เสื้อผ้าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้เรามีความสุขกับการออกกำลังกายได้ ควรเลือกรองเท้าและเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ ที่จะช่วยให้ออกกำลังกายได้อย่างไม่สะดุด รวมไปถึงสมัยนี้ก็มีชุดออกกำลังกายดีไซน์สวยๆ มากมายให้เราเลือกใส่ตามความชอบ

3. สถานที่ในการออกกำลังกาย – การเลือกสถานที่ออกกำลังกายให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความสะดวกของแต่ละคน จะทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น หากใครชอบกิจกรรมกลางแจ้งก็อาจจะไปวิ่งตามสวนสาธารณะ ไปปั่นจักรยาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือหากใครไม่สะดวก อาจจะด้วยปัจจัยเรื่องเวลา ก็อาจจะออกกำลังกายในฟิตเนส หรือที่บ้านแทน

4. เพลง – เชื่อหรือไม่ว่าการฟังเพลงระหว่างออกกำลังกายนั้น สามารถช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นกว่าเดิมมาก การตั้งเพลย์ลิสต์โดนๆ ฟังเพลงสนุกๆ ระหว่างออกกำลังกาย จะช่วยบิ้วให้เรารู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน เผลอแป๊บเดียวก็เล่นไปได้เป็นชั่วโมงแล้ว

10 อาหารที่ช่วยบำรุงผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 15:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527080

10 อาหารที่ช่วยบำรุงผม

อาหารที่ช่วยบำรุงให้เส้นผมสวยงามสุขภาพดี

เส้นผมสวยเป็นเสน่ห์ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับสาวๆ ได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าสาวๆ ก็อยากที่จะมีผมนุ่มสวย น่าสัมผัส นอกจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมต่างๆ แล้ว อาหารบางชนิดก็มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมได้ด้วยเช่นกัน เพื่อให้เส้นผมสวยสุขภาพดี เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก

1. ปลาแซลมอน ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 แหล่งโปรตีนคุณภาพสูง พร้อมด้วยวิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก หรือกินแฟลกซ์ซีดบดประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน

2. ผักใบเขียว จำพวกผักโขม บร็อกโคลี่ และสวิสชาร์ด นับเป็นแหล่งวิตามินเอและซีชั้นเลิศ ที่ช่วยเร่งการผลิตเซรั่มซึ่งเป็นสารที่มีความมันตามธรรมชาติ ช่วยเคลือบและบำรุงเส้นผม นอกจากนี้ ผักที่มีสีเขียวเข้มยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและแคลเซียมอีกด้วย

3. ธัญพืช ได้แก่ ถั่วแดง ถั่วเลนทิล เป็นแหล่งอาหารสำคัญของเส้นผมที่มีโปรตีนสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม และยังมีธาตุเหล็ก ซิงค์ และไบโอติน แนะนำให้กินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ถ้วย

4. เมล็ดถั่ว เช่น ถั่วบราซิลนัท เป็นหนึ่งในอาหารที่มีเซเลเนียมในปริมาณสูง ซึ่งเป็นเกลือแร่ธรรมชาติที่สำคัญต่อสุขภาพหนังศีรษะ ถั่ววอลนัทประกอบด้วยกรดอัลฟา-ไลโนเลนิก หรือกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยปรับสภาพเส้นผม และยังเป็นแหล่งรวมซิงค์ชั้นดีเช่นเดียวกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพีแกน และเมล็ดอัลมอนด์ ซึ่งการขาดซิงค์จะทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื้น

5. เนื้อสัตว์ปีก เนื้อไก่ที่ให้โปรตีนคุณภาพสูง ช่วยให้เส้นผมสวยสุขภาพดี เพราะเมื่อร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอมักจะส่งผลให้เส้นผมอ่อนแอ ขาดง่าย รวมถึงทำให้เส้นผมเปลี่ยนสีอีกด้วย

6. ไข่ เป็นแหล่งอุดมไปด้วยโปรตีน และยังมีไบโอตินและวิตามินบี 12 อีกด้วย อีกทั้งสาวๆ หลายคน ต้องเคยใช้ไข่ขาวเป็นหนึ่งในสูตรหมักผมสวย ซึ่งสามารถช่วยจัดการกับปัญหาผมเสียได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไข่ไก่อุดมไปด้วยวิตามินอีกหลากชนิด รวมถึงสารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผม

7. ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นขนมปังโฮลเกรน ซีเรียลผสมโฮลเกรน ให้คุณค่าของธาตุเหล็ก และวิตามินบีที่ช่วยบำรุงเส้นผม

8. หอยนางรม มีซิงค์สารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่ดีต่อการบำรุงให้ผมมีสุขภาพดี

9. นมพร่องมันเนย และโยเกิร์ตพร่องมันเนย มีแคลเซียมที่เป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม และยังมีโปรตีนเวย์และคาเซอินที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย

10. แครอท มีวิตามินเอสูง สามารถช่วยให้หนังศีรษะมีสุขภาพดี ส่งให้เส้นผมสุขภาพดีเปล่งประกายได้ตั้งแต่รากจรดปลายผม

3 เรื่องในชีวิตที่ควรแคร์ให้น้อยลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 14:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527071

3 เรื่องในชีวิตที่ควรแคร์ให้น้อยลง

บางครั้งคนเราก็ไม่ควรแคร์กับสิ่งต่างๆ ไปเสียทุกเรื่อง ยังมีบางเรื่องที่เราสามารถปล่อยวางได้บ้างเหมือนกัน

ด้วยสภาพสังคม สภาพแวดล้อม และเรื่องราวต่างๆ รอบตัว ส่งผลให้เกิดความเครียดได้ง่าย หลายคนมักจะเก็บสิ่งต่างๆ รอบตัวมาคิดมากจนปวดหัวไปตามๆ กัน การใส่ใจกับหลายสิ่งรอบตัวแท้จริงแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เราสามารถปล่อยวางได้บ้างเหมือนกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องพบเจอเรื่องเครียดๆ มากจนเกิดผลเสียกับสุขภาพ

1. ความแตกต่าง – หลายคนมักไม่กล้าที่จะแตกต่าง ไม่กล้าที่จะเป็นตัวเอง เพียงเพราะจะดูแปลกแยกจากสังคม แต่จริงๆ แล้ว การเป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดีสุด เราไม่ควรฝืนตัวเองให้เป็นแบบใครๆ กล้าคิดต่าง ทำต่าง บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นเดียวกัน

2. แคร์คนอื่นมากเกินไป – การใส่ใจคนรอบข้างแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่หากคนเราแคร์ทุกเรื่องหรือทุกคนบนโลกนี้ ก็อาจจะเกิดความเครียดได้เหมือนกัน ควรเดินทางสายกลาง หันกลับมาแคร์ตัวเองบ้าง กล้าออกความเห็นให้มากขึ้น ถ้าใครบางคนทำอะไรที่ทำให้คุณทุกข์หรือไม่พอใจก็ลองพูดหรือแสดงออกมาให้เขารับรู้บ้าง

3. กลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง – หลายคนมักจะกลัวอนาคตโดยไม่รู้ตัว กลัวเรื่องบางเรื่องแม้สิ่งนั้นอาจจะยังมาไม่ถึง แต่ก็คิดมากและกลัวไปก่อน อนาคตเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้และไม่มีใครเดาได้ ถ้าเราใช้เวลาทั้งชีวิตกังวลทุกเรื่องในโลกนี้ ก็จะไม่มีความสุข ดังนั้นควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุด มีความสุขกับทุกวินาทีของชีวิตดีกว่า

5 สัญญาณปัญหาภายในช่องปากที่ควรสังเกต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527049

5 สัญญาณปัญหาภายในช่องปากที่ควรสังเกต

สุขภาพภายในช่องปากเป็นอีกสิ่งที่หลายคนไม่ควรละเลย

สุขภาพช่องปาก เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลยและเพิกเฉย เพราะอาจกำลังส่งสัญญาณอันตรายบางอย่าง มูลนิธิทันตสาธารณสุข ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึง 5 สัญญาณภายในช่องปากที่ควรสังเกต

1. มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ – รู้สึกถึงกลิ่นปากที่ลอยออกมาทุกครั้งที่พ่นลมหายใจ หรือพูดกับคนรอบข้าง หลังแปรงฟัน

2. สีฟันขุ่นมัว ดูเหลือง ไม่ขาวสะอาด – หลังแปรงฟันเสร็จส่องกระจกแล้ว ยังเห็นสีฟันเหลืองชัดเจนอยู่

3. คราบพลัคที่เกาะอยู่บนผิวฟัน – หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว แต่ยังรู้สึกเหมือนมีแผ่นฟิล์มเหนียวๆ ติดอยู่บนฟัน

4. โรคฟันผุ – แปรงฟันเป็นประจำ แต่ทำไมยังปวดฟันอย่างหาสาเหตุไม่ได้ และฟันเริ่มเป็นรูและจุดดำเล็กๆ

5. เหงือกอักเสบและเป็นแผล – เหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างแปรงฟัน

ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้แปรงสีฟันนานกว่า 3 เดือน เนื่องจากแปรงสีฟันด้ามเก่านั้นมักจะมีขนแปรงที่บานจนขาดประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเศษอาหาร และสิ่งสกปรกตามซอกเหงือกและฟัน ทำให้สิ่งสกปรกตกค้าง เกิดการหมักหมมภายในช่องปาก ออรัล บี ให้คำแนะนำว่า แปรงสีฟันควรใช้งานไม่เกิน 3 เดือน เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของของแบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งสกปรกต่างๆ นับล้านชนิด

7 เหตุผลที่ควรเล่นปิงปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527030

7 เหตุผลที่ควรเล่นปิงปอง

ปิงปองเป็นกีฬาที่สนุกและให้ประโยชน์แก่ผู้เล่นมากมายหลายประการ

หลายคนอาจยังจำโมเมนต์สนุกๆ เวลาตีปิงปองกับเพื่อนที่โรงเรียนได้อยู่ และคงไม่ยากที่จะกลับมาเรียนรู้และรื้อฟื้นการเล่น “เทเบิลเทนนิส” หรือปิงปอง อีกครั้ง ด้วยเหตุผล 7 ข้อนี้

1. ทำให้เราออกกำลังกายได้ทุกส่วนของร่างกาย ช่วยฝึกให้อวัยวะต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น ทั้งสมอง สายตา มือ ข้อมือ แขน ลำตัว ต้นขา หัวเข่า เท้า ทั้งยังก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บน้อยเมื่อเทียบกับกีฬาชนิดอื่น

2. ดีต่อใจ เนื่องจากต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในขณะเล่น ผู้เล่นจึงได้ฝึกตัวเองให้มีจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็ง และมีความมั่นใจสูงขึ้น แถมในเกมที่มีการตัดสินแพ้ชนะยังช่วยให้คุณฝึกที่จะยอมรับความจริงอีกด้วย

3. ดีต่อสติปัญญา เพราะเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก และยังฝึกการตัดสินใจเฉพาะหน้าได้เก่งขึ้น ฝึกปฏิภาณไหวพริบให้ดีขึ้น เพื่อรับมือกับลูกตบสุดโหดจากฝ่ายตรงข้าม

4. เป็นกีฬาของเจ้าหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงโปรดกีฬาชนิดนี้ และทรงใช้ปิงปองเป็นสื่อในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนหันมาเล่นกีฬา

5. เป็นกีฬาของเหล่าคนดัง ไม่ว่าจะเป็นสายร็อกแบบ ตูน บอดี้สแลม สายบิวตี้อย่าง แพรี่พาย หรือแม้แต่ผู้นำระดับประเทศอย่าง ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ชอบในกีฬาชนิดนี้เช่นกัน

6. เป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจ ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์เรื่อง As One จากประเทศเกาหลีใต้ ที่หยิบยกเรื่องราวของปิงปองขึ้นมาเป็นประเด็นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย และหนังยังได้สร้างความประทับใจเสียจนแม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีคนหาหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำแล้วซ้ำอีก

7. เป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะสามารถเล่นได้บนโต๊ะทำงาน โต๊ะประชุม โต๊ะกินข้าว บางแห่งจริงจังถึงขั้นจัดการแข่งขันเล็กๆ ขึ้นมาเลย

แล้วถ้าคุณเป็นคนที่เล่นปิงปองอยู่แล้ว และมั่นใจในฝีไม้ลายมือก็อย่ารอช้า อยากชวนให้ไปร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิส BBG PRINCESS CUP 2017 ชิงถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ธ.ค. 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าบราเสื่อมสภาพแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526874

5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าบราเสื่อมสภาพแล้ว

การปล่อยให้ตัวเองใส่ชุดชั้นในที่เสื่อมสภาพ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

สิ่งที่สาวๆ หลายคนลืมนึกถึงก็คือการตรวจเช็คว่าชุดชั้นในที่ใส่กันอยู่ทุกวันนั้นเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง การปล่อยให้ตัวเองใส่ชุดชั้นในที่เสื่อมสภาพ เนื่องจากอายุการใช้งานที่นานเกินไปอาจส่งผลในแง่สุขภาพได้ โดยปกติอายุการใช้งานของบราจะอยู่ที่ประมาณ 6 – 12 เดือน แล้วหลังจากนั้นบราก็จะเริ่มเสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถประคับประคองหน้าอกให้อยู่ในรูปทรงที่เหมาะสมได้อีกต่อไป ลองสำรวจบราของคุณว่ามีสัญญาณอันตรายเหล่านี้แล้วหรือยัง

1. โครงเปลี่ยนรูปทรง – ไม่ว่าจะเกิดจากอายุการใช้งานที่นานแล้ว หรือการซักอย่างผิดวิธี แต่ถ้าหากโครงเหล็กของบราเริ่มบิดงอแล้วล่ะก็ น่าจะถึงเวลาเปลี่ยนบราสักที

2. เต้าทรงย่น หรือฟองน้ำยุบ – หากเต้าของบรา หรือฟองน้ำเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ก็เป็นอีกสัญญาณที่บอกว่าบรานั้นเสื่อมสภาพแล้ว

3. ลำตัวด้านข้างยืด – บราที่ดีควรจะกระชับและซัพพอร์ตทรวงอกได้อย่างเต็มที่ หากบราเริ่มย้วย ไม่กระชับ ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว

4. สายบราเลื่อนหลุด – ถ้าไม่ว่าจะปรับอย่างไรแล้วสายบราก็ยังเลื่อนหลุดอยู่อีก ก็ได้เวลาซื้อใหม่เสียที เพราะนอกจากจะไม่กระชับแล้ว อาจเกิดอุบัติเหตุในที่สาธารณะได้

5. ใส่แล้วไม่พอดีกับรูปร่าง – เมื่อเวลาผ่านไป รูปร่างเราก็เปลี่ยนไปด้วย หากบราเริ่มไม่พอดีแล้ว ก็ควรจะซื้อใหม่ ทางที่ดีควรวัดขนาดใหม่ทุกครั้ง และลองสวมใส่ก่อนตัดสินใจซื้อด้วย

5 อาหารที่ทำให้แก่เร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526870

5 อาหารที่ทำให้แก่เร็ว

ความแก่เป็นอาการที่ใครๆ ก็อยากหลีกเลี่ยง และเรื่องของอาหารกินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับความแก่ด้วยเช่นกัน

จริงอยู่ที่ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ลึกๆ แล้วเราต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ความแก่เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับใครๆ ทั้งนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความแก่ได้ จะทำได้ก็แต่ชะลอความแก่เท่านั้น ซึ่งเรื่องของอาหารการกินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน อาหารบางชนิดสามารถบำรุงร่างกายและช่วยชะลอความแก่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอาหารบางประเภทที่ส่งผลให้แก่เร็ว จึงควรรู้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณอาหารเหล่านั้น

1. น้ำตาล – เมื่อรวมตัวกับโปรตีนในคอลลาเจนของผิวหนัง จะส่งผลให้ผิวหนังอ่อนแอลง ความหวานจากน้ำตาลทำให้อ้วน ฟันผุ ปวดข้อ และปวดหัวอีกด้วย อาจจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยากพอสมควร เพราะน้ำตาลมีอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะในอาหาร ของหวาน ชา กาแฟ ดังนั้น จึงควรจะลดปริมาณการบริโภค หรือเลือกความหวานจากธรรมชาติแทน

2. น้ำตาลเทียม – สารทำความหวานแทนน้ำตาลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น Aspartame ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด แต่ก็ยังมีการใช้กันอยู่โดยเฉพาะในน้ำอัดลม จะทำให้ปวดหัว ปวดข้อ และหิวมากกว่าปกติ สังเกตได้ว่าคนที่ดื่มน้ำอัดลมชูการ์ฟรีส่วนใหญ่จะมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

3. เกลือ – หากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะจะเป็นสารอาหารที่สำคัญและดีต่อสุขภาพ แต่คนส่วนใหญ่มักกินเกลือมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ ข้อใหญ่ นิ้วบวม เป็นโรคไต และความดันสูง

4. คาเฟอีน – ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และผลที่ตามมาคือ อาการผิวแห้ง มีริ้วรอย ทางที่ดีไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 1 แก้ว และความดื่มน้ำเพิ่ม 8 ออนซ์เป็นการชดเชย

5. แอลกอฮอล์ – ทำให้ผิวแห้ง หย่อนคล้อยเร็วและมีริ้วรอยง่าย อีกทั้งยังทำให้ตับทำงานมากกว่าปกติ ก่อมะเร็ง และเกิดผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารหากมีการบริโภคในปริมาณมากๆ ที่สำคัญคือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่ง

5 สิ่งที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 15:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526864

5 สิ่งที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านสุขภาพอย่างโรคอัลไซเมอร์ก็ตามมา

โลกของเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาด้านโรคภัยไข้เจ็บก็ตามมา อย่าง โรคอัลไซเมอร์ ที่มักเริ่มจากอาการหลงลืม จนกระทั่งอาการของโรคทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนญาติหรือผู้ดูแลไม่สามารถดูแลได้ และกลายเป็นปัญหาข้อขัดแย้งในครอบครัว ส่งผลให้ผู้ป่วยถูกทอดทิ้ง ละเลย หรืออาจถูกทำร้ายได้ในบางกรณี ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เพื่อจะได้ดูแลญาติผู้ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง

1. เข้าใจว่าผู้ป่วยมีปัญหาด้านความจำและจะลืมเรื่องราวต่างๆ ในอดีต หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ดังนั้น การพูดเรื่องเดิมๆ ถามเรื่องซ้ำๆ จึงเป็นเรื่องปกติ

2. เข้าใจว่าความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ เช่น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้ผู้ป่วยอาจมองเห็นไม่ชัด ได้ยินไม่ชัด จึงไม่เข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสาร ดังนั้นเราอาจจะต้องพูดดังขึ้น พูดย้ำและอธิบายมากขึ้น

3. เข้าใจว่าผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารบอกความต้องการได้ทั้งหมด ทำให้บางครั้งผู้ป่วยเกิดความหงุดหงิด โมโห สับสน ก้าวร้าว ดังนั้น จึงต้องช่วยผู้ป่วยโดยหมั่นสังเกตสภาพร่างกายของผู้ป่วย และจัดสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

4. เข้าใจว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกเหมือนเราทั่วไป บางวันก็รู้สึกดี บางวันก็ไม่ดี ดังนั้น การกระทำหรือพฤติกรรมของผู้ป่วยอาจจะขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่อารมณ์และแรงกระตุ้นจากภายนอก

5. เข้าใจว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกและความคิดเหมือนคนปกติ เพียงแต่มีความบกพร่องด้านการรับรู้ สื่อสาร ตีความหมาย ดังนั้น การดูแลด้วยความรักและให้ความอบอุ่น จึงเป็นพื้นฐานการดูแลที่สำคัญที่สุด

7 สิ่งของที่ควรหมั่นเช็ควันหมดอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 15:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526859

7 สิ่งของที่ควรหมั่นเช็ควันหมดอายุ

สิ่งของบางประเภทควรหมั่นเช็ควันหมดอายุอยู่เสมอ เพราะหากฝืนใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ในช่วงปลายปีที่มีแต่ของลดราคาแบบนี้ หลายคนอาจจะช็อปกระจายกันจนใช้ไม่ทัน ของเก่าก็ยังอยู่ ของใหม่ก็เพิ่มเข้ามาอีก สิ่งของบางประเภทอาจจะมีอายุการใช้งานที่นาน สามารถเก็บไว้ได้ อย่างเช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แต่ก็มีอีกหลายสิ่งที่มีอายุการใช้งานจำกัด หากเก็บไว้นานๆ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็จะเสื่อมลง หรือยิ่งไปกว่านั้น หากเก็บไว้นานจนหมดอายุแล้วเผลอหยิบมาใช้ล่ะก็ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ด้วยเช่นกัน

1. สกินแคร์ – ครีมบำรุงผิวส่วนใหญ่จะมีการใช้งานประมาณ 2 ปีหลังเปิดใช้ หลังจากนั้นประสิทธิภาพในการบำรุงผิวจะลดลง และยิ่งหากเปิดฝาผลิตภัณฑ์ให้สัมผัสอากาศมากๆ หรือรักษาความสะอาดไม่ดีพอ ก็อาจมีเชื้อแบคทีเรียจากมือเราเข้าไปสะสมอยู่ได้ จึงควรหมั่นเช็ควันหมดอายุ และดูแลเรื่องความสะอาดเป็นอย่างดี หากมีสี กลิ่น หรือเนื้อที่ผิดปกติไปจากเดิม ควรหยุดใช้ทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

2. มาสคาร่า – ในมาสคาร่าที่เปิดใช้งานแล้วประมาณ 3 เดือน จะเริ่มมีแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดงและตาอักเสบเจริญเติบโตอยู่ และตัวมาสคาร่าจะเริ่มแห้ง จึงควรเปลี่ยนมาสคาร่าอยู่เสมอ อย่าไปเสียดายหากยังใช้ไม่หมด เพราะหากดวงตาติดเชื้อขึ้นมาจะไม่คุ้มกันสักนิด

3. ลิปสติก – โดยปกติแล้วลิปสติกจะมีอายุการใช้งานประมาณสองปี เมื่อลิปสติกได้สัมผัสกับอากาศแล้ว สี กลิ่น และเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้ริมฝีปากดำคล้ำ หรือติดเชื้อได้ ดังนั้นหากเกินอายุการใช้งานให้เปลี่ยนแท่งใหม่เสีย เพื่อเรียวปากสดสวยอยู่เสมอ

4. ฟองน้ำขัดผิว – หากทำจากธรรชาติจะเริ่มมีเชื้อแบคทีเรียก่อตัวหลังจากใช้งานไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใยขัดผิวตาข่ายที่ผลิตจากพลาสติก เชื้อแบคทีเรียจะก่อตัวหลังจากใช้งานไปแล้ว 8 สัปดาห์ ดังนั้นทุกครั้งที่ใช้อย่าลืมล้างให้สะอาดและตากให้แห้ง

5. น้ำยาซักผ้าขาว – สิ่งที่เราคาดไม่ถึงอย่างน้ำยาซักผ้าขาวก็ควรตรวจเช็ควันหมดอายุด้วยเช่นกัน เมื่อเปิดใช้แล้วให้เริ่มนับไปอีกประมาณ 3 เดือน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำยาซักผ้าขาวจะค่อยๆ หมดลง อาจทำให้ซักเสื้อผ้าไม่สะอาดเหมือนก่อน

6. ปลั๊กพ่วง – ใครจะรู้ว่าปลั๊กพ่วง หรือปลั๊กสามตา ก็มีอายุการใช้งานเหมือนกัน เพื่อความปลอดภัยต่อคนในครอบครัวและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ควรใช้งานหนักโดยเสียบหัวปลั๊กพร้อมกันหลายตัว ที่สำคัญควรเปลี่ยนปลั๊กพ่วงใหม่ทุกๆ 2 ปี และเลือกซื้อปลั๊กที่มีมาตรฐาน มอก.รับรอง

7. แบตเตอรี่หรือถ่าน – เมื่อเก็บไว้นานจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันผลิต การเก็บรักษาควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องและไม่ชื้น เพื่อให้คงประสิทธิภาพเมื่อใช้งาน