‘อิ่มกับทรู’แบ่งปันจานพิเศษให้น้องที่ขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287910

‘อิ่มกับทรู’แบ่งปันจานพิเศษให้น้องที่ขาดแคลน

‘อิ่มกับทรู’แบ่งปันจานพิเศษให้น้องที่ขาดแคลน

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผู้บริหารทรู และ ผู้บริหารซีพีเอ็น เปิดแคมเปญ “อิ่มกับทรู Exclusively at CPN ปี 6-เรามาอิ่มด้วยกัน”

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)โดย นายฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และบริหารความสุขลูกค้า ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นำโดย นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ และ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด สานต่อแคมเปญ “อิ่มกับทรู Exclusively at CPN ปี 6 – เรามาอิ่มด้วยกัน” เชิญชวนลูกค้าทรูที่ใช้บริการ โทรศัพท์มือถือทรูมูฟ เอช, ทรูออนไลน์ และ ทรูวิชั่นส์ กว่า 26 ล้านคนทั่วประเทศอิ่มอร่อยไปด้วยกัน พร้อมร่วมส่งต่อความสุข แบ่งปันจานพิเศษให้กับน้องๆ ที่ขาดแคลนได้อิ่มใจ ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์,ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ทั่วประเทศ ระหว่างนี้ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560

พิเศษในแคมเปญปีนี้ “อิ่มกับทรู Exclusively at CPN” มาในรูปแบบใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เรามาอิ่มด้วยกัน” ให้ลูกค้าทรูสามารถแบ่งบันจานโปรดให้คนพิเศษได้อิ่มใจ เพียงรับประทานอาหารในร้านที่ร่วมรายการอาทิ CHABUTON RAMEN, CHOUNAN, KIMJU,PEPPER LUNCH,SUKISHI CHARCOAL GRILL,TENYA, THE TERRACE, YOSHINOYA และกดรับสิทธิ์ผ่านแอพพลิเคชั่น TRUEYOU อิ่มท้องไปแล้ว 1 จาน ยังสามารถแชร์ความอร่อยให้คนพิเศษหรือน้องๆ ที่ขาดแคลนได้อิ่มใจอีก 1 จาน โดยเลือกแบ่งปันจานพิเศษให้แก่ น้องๆ มูลนิธิออทิสทิคไทย,บ้านนกขมิ้น, โรงเรียนปัญญาวุฒิกร, โรงเรียนบ้านบางเตย หรือ โรงเรียนกลางคลองสิบ นอกจากนี้ ลูกค้าทรูที่รับประทานอาหารในร้านค้าที่ร่วมรายการยังสามารถรับสิทธิพิเศษอื่นๆ ได้อีกมากมาย อาทิ รับส่วนลดจากกว่า 500 ร้านค้า พร้อมนำใบเสร็จมารับ “ทรูพ๊อยซ์” ที่จุดแลกของสมนาคุณของศูนย์ฯ (ทุก 25 บาทรับ1 พ๊อยซ์) ตลอดระยะเวลาการจัดแคมเปญ โดยในงานเปิดแคมเปญครั้งนี้


โบว์ AF5-สาวิตรี สุทธิชานนท์

นายฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และบริหารความสุขลูกค้า บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูจับมือกับทาง ซีพีเอ็น จัดแคมเปญ “อิ่มกับทรู Exclusively at CPN” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ชวนลูกค้าทรูมารับประทานอาหารภายในศูนย์การค้าของเครือ ซีพีเอ็น ที่ร่วมรายการเพื่อแบ่งปันจานโปรด อิ่ม 1 แชร์ 1 ให้กับคนพิเศษได้อิ่มใจ ผ่านแอพพลิเคชั่น TRUEYOU หรือ ร่วมส่งต่อความสุขพร้อมแบ่งปันจานพิเศษให้กับน้องๆ ที่ขาดแคลนได้อิ่มใจ ให้กับมูลนิธิออทิสทิคไทย บ้านนกขมิ้น โรงเรียนปัญญาวุฒิกร โรงเรียนบ้านบางเตย หรือ โรงเรียนกลางคลองสิบ จึงขอเชิญชวนลูกค้าทรูมาร่วมแบ่งปันความสุข ส่งมอบอาหารจานพิเศษและรับสิทธิพิเศษอื่นๆ ได้อีกมากมาย อาทิ รับส่วนลดจากกว่า 500 ร้านค้า พร้อมนำใบเสร็จมารับทรูพ๊อยซ์ที่จุดแลกของสมนาคุณของศูนย์ฯ (ทุก 25 บาท รับ 1 พ๊อยซ์) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล ทุกสาขา

ขณะที่นักร้องสาวเสียงใส โบว์ AF5-สาวิตรี สุทธิชานนท์ หนึ่งในลูกค้าทรู ได้เผยถึงแคมเปญนี้ว่า ชอบมากและยังตั้งตารอมาอิ่มกับทรูแทบทุกปี โดยเฉพาะปีนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อนๆ ที่สามารถส่งมอบความสุข อิ่ม 1 แชร์ 1 ให้กับคนพิเศษหรือแบ่งปันมื้อพิเศษให้กับน้องที่ขาดแคลนได้อิ่มกันอีกด้วย ซึ่งโดยปกติตนชอบไปช็อปปิ้ง ดูหนัง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นประจำอยู่แล้ว ตั้งใจเลยว่า ปีนี้จะใช้สิทธิ์รับฟรีจานแรก และจะขอแชร์แบ่งปันความอิ่มจานพิเศษให้น้องๆ มูลนิธิต่างๆ ได้อิ่มไปด้วยกับเรา

อร่อยอย่างไทยสไตล์ฟิวชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287909

อร่อยอย่างไทยสไตล์ฟิวชั่น

อร่อยอย่างไทยสไตล์ฟิวชั่น

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
Seafood Thai Cuisine ชวนมาลิ้มลอง “BakeCurry” มุมที่รวมแกงยอดนิยมของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหวานทะเล รสเข้มข้นถึงพริกแกงเขียวหวาน, แกงกะหรี่ไก่ หอมเครื่องเทศกะหรี่แท้ๆ, สตูว์เนื้อ ตุ๋นเนื้อจนนุ่มละมุนลิ้น และแกงอีกหลายชนิดกว่า 10 รายการ เลือกรับประทานคู่กับ ขนมปัง, หมั่นโถว, ปาท่องโก๋, ครัวซ็อง, โรตี หรือข้าวสวยร้อนๆ ได้ตามใจชอบ พร้อมอาหารไทยคาว-หวานยอดนิยมมากกว่า 50 รายการ ไม่ว่าจะซีฟู้ดลวก-นึ่ง, ไข่ตุ๋นทะเลเดือด, น้ำตกเนื้อเซอร์ลอยด์, ผัดไทยราดผงกะหรี่ทะเล ฯลฯ ให้คุณได้อิ่มอร่อยในรูปแบบบุฟเฟ่ต์แบบไม่จำกัดเวลา ราคาเพียง 599 บาทเน็ท/ท่าน ที่ Seafood Thai Cuisine ชั้น 69 โรงแรมใบหยก สกาย พร้อมสิทธิพิเศษชมวิวฟรี ที่หอชมวิวชั้น 77 และดาดฟ้าพื้นหมุนชั้น 84 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Baiyoke Call Center 0-2656-3939, หรือLine : @BAIYOKESKYHOTEL

ชู อูเอมูระ เฟ้นหาสุดยอดเมคอัพอาร์ติสท์หน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287906

ชู อูเอมูระ เฟ้นหาสุดยอดเมคอัพอาร์ติสท์หน้าใหม่

ชู อูเอมูระ เฟ้นหาสุดยอดเมคอัพอาร์ติสท์หน้าใหม่

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชุติมา พงษ์วัฒนาสุข

ชู อูเอมูระ (SHU UEMURA) แบรนด์เครื่องสำอางความงามชั้นนำสุดหรูแห่งตำนาน จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นำโดย ชุติมา พงษ์วัฒนาสุข ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ ชู อูเอมูระ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแคมเปญใหญ่แห่งปี “THE BEAUTY ART MAKEUP COMPETITION 2017” ครั้งแรกกับการประกวดแต่งหน้าประชันฝีมือ ภายใต้ธีม Tokyo Spirit เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเมคอัพอาร์ติสท์หน้าใหม่ของเมืองไทย โดยมี มร.อูชิอิเดะ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะการแต่งหน้าระดับสากลของแบรนด์ ชู อูเอมูระ ประเทศญี่ปุ่น (international artistic director) กูรูความงามระดับโลก ผู้สานต่อตำนาน ชู อูเอมูระ มาร่วมตัดสินการประกวดในครั้งนี้

ภายในงานคับคั่งไปด้วยคนดังในแวดวงความงาม พร้อมทั้ง เมคอัพอาร์ติสท์ ชื่อดังของไทย อาทิ อมตา จิตตะเสนีย์, นภัสสร บุรณศิริ, กุสุมา ไชยพร, วินิจ บุญชัยศรี, กานต์นิพัทธ์ สนั่นวงศ์, สรวุฒิ ฉัตรกุล ณ อยุธยา, รินปภัค สุขอริยากุล, นนทพัฒน์ อมรไชย, ณัฐวุฒิ รักษ์ธรรม, พัชญนันท์ วัฒนศิริจินะกุล, อิทธิพล สุหรี และ จักรกฤษณ์ แซ่อึ้ง โดยมี โมเม-นภัสสร บุรณศิริ รับหน้าที่เป็นพิธีกร พร้อมปิดท้ายด้วย มินิคอนเสิร์ต เพลงเพราะๆจาก หนุ่ม-ศรราม ซุป’ตาร์รุ่นใหญ่ โดยงานจัดขึ้น ณ Beauty Hall ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ผลการตัดสิน ปรากฏว่า ภัสพิชา อำนาจ คว้ารางวัลชนะเลิศ THE BEAUTY ART MAKEUP COMPETITION 2017) ภายใต้ธีม Shade of Autumn เผยว่า “ได้แรงบันดาลใจมาจากการไล่เลียงตามสีของธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิ ความพลิ้วไหวของลมและใบไม้เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ในแบบของคนโตเกียว โดยใช้เทคนิคเบลนดิ้ง ไล่เลียงสีทำให้สีดูสมูทขึ้น และโชว์ผิวหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ ชุ่มชื้น ทำให้ครีเอทลุคนี้ขึ้นมาได้ค่ะ” ทั้งนี้ รางวัลของผู้ชนะเลิศการแข่งขัน รับเงินสดมูลค่า 100,000 บาท พร้อมรับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ชู อูเอมูระ รวมมูลค่า 50,000 บาท และได้มีโอกาสแต่งหน้านางแบบลง fashion set ในนิตยสาร L’Official จำนวน 4 หน้า มูลค่า 400,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 วชิรวินทร์ อาริยะนันท์กุล รับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ชู อูเอมูระ รวมมูลค่า 40,000 บาท ภายใต้ธีม Diversity in Unity เผยว่า “สำหรับแรงบันดาลใจในการแต่งหน้าครั้งนี้ มาจากกีฬาโตเกียวโอลิมปิก 2020 ที่จะเกิดขึ้นใน
ไม่อีกกี่ปีข้างหน้านี้ โดยประเทศญี่ปุ่นจะได้เป็นเจ้าภาพ จุดเด่นของผลงานคือ อายไลเนอร์ ได้เลือกใช้ สีทั้ง 5 สี คือ เหลือง เขียว ดำ ฟ้า และแดง มาจากห่วงสัญลักษณ์ กีฬาโอลิมปิก นั่นเอง โดยเป็นการจัดวางในรูปแบบของโมเสกที่มีความกระจัดกระจาย แต่เมื่อมาจัดเรียงใหม่ มีความสวยงามและลงตัว เปรียบเสมือนเมืองโตเกียว ที่ปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม เมือง แฟชั่น และธรรมชาติ เมื่ออยู่รวมกันแล้วก็มีความลงตัวเช่นกัน”


รางวัลชนะเลิศ ภัสพิชา อำนาจ

ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 รับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ชู อูเอมูระ รวมมูลค่ารางวัลละ 25,000 บาท มี 4 รางวัล คือ
พิมลวรรณ ก้องชูศักดิ์, ธีรนันท์ คำนวน, มณฑิชา ศรียศชาติ และ วินัย จำปาพรม

ทั้งนี้ มร.อูชิอิเดะ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ระดับสากลของ ชู อูเอมูระ ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชู อูเอมูระ ในปี 1988 โดยมุ่งมั่น
ที่จะเป็นช่างแต่งหน้า ด้วยแรงดลใจจากคำสอนของ มร.ชู อูเอมูระ (Mr.Shu Uemura) ในเรื่องความเป็นไปได้ของการแต่งหน้า และในที่สุดเขาก็ได้ร่วมทีมอัตเตอลิเยร์ (atelier) ผู้สร้างงานศิลป์ของชู อูเอมูระ ภายใต้การชี้แนะของ มร.ชู อูเอมูระ เอง โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่ “หลักเบื้องต้น” พื้นฐานของการเรียนรู้ จากการเชื่อฟังไปจนถึงการท้าทายขอบเขตและการฉีกกรอบ กระทั่งสำเร็จเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีฝีมือเป็นเลิศ และยังพัฒนาตนเองในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่งด้วย ในฐานะช่างแต่งหน้าและผู้สืบทอดแนวคิดของ มร.ชู อูเอมูระ ตลอดจนดีเอ็นเอของแบรนด์ และมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมการนำเสนอภาพของแบรนด์ โดยดำเนินรอยตามความเชื่อของผู้ก่อตั้งที่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินเกิดขึ้นที่จุดตัดระหว่างกระแสนิยมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง” (“the creativity of an artist is generated at the intersection of different cultures and trends”)


รองชนะเลิศอันดับ 1 วชิรวินทร์ อาริยะนันท์กุล

มร.อูชิอิเดะ มีบทบาทสำคัญในระดับแนวหน้าของวงการแฟชั่น เขาสร้างสรรค์เมคอัพลุคสำหรับคอลเลคชั่นแฟชั่นชั้นสูงมากมาย จนได้รับการยกย่องอย่างสูงในวงการแฟชั่นระดับสากล และเรื่องราวของเขายังได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอยู่เป็นประจำ ทั้งในประเทศญี่ปุ่นเองและทั่วโลก หลังจากคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) ค้นพบพรสวรรค์ของเขา อูชิอิเดะ ก็ได้รับโอกาสให้แสดงฝืมือสร้างสรรค์ผลงานในแคมเปญของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ รวมถึงโครงการความร่วมมือ
กับนักออกแบบระดับโลกอีกหลายโครงการ


โฉมหน้า 6 เมคอัพอาร์ติสท์หน้าใหม่ ที่คว้ารางวัลบนเวที

สุดแซ่บ! มิสซูปร้าฯไทยแลนด์2017ประชันโฉมชุดว่ายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287969

สุดแซ่บ! มิสซูปร้าฯไทยแลนด์2017ประชันโฉมชุดว่ายน้ำ

สุดแซ่บ! มิสซูปร้าฯไทยแลนด์2017ประชันโฉมชุดว่ายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 18.19 น.

24 ส.ค.60 ที่สระว่ายน้ำโรงแรมพูลแมน บางกอก คิงพาวเวอร์ กองประกวดมิสซูปร้าเนชั่นแนลไทยแลนด์ 2017 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ได้เปิดให้สื่อมวลชนยลโฉมสาวงามผู้เข้าประกวดตัวแทนจาก 77 จังหวัด ในชุดว่ายน้ำวันพีซ และทูพีซ หลังจากมารายงานตัวและเริ่มทำกิจกรรมกับกองประกวด โดยเหล่าสาวงามต่างโพสต์ท่าประชันกันอย่างเต็มที่ ก่อนเปลี่ยนเป็นชุดราตรีให้กองประกวดได้บันทึกภาพโปรไฟล์ผู้เข้าประกวด

โดยหลังจากนี้สาวงามทั้ง 77 คน จะเดินทางไปเก็บตัวทำกิจกรรมที่จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 25 ส.ค.ถึง 1 ก.ย.และจะประกวดรอบตัดสินในวันที่ 2 ก.ย.เวลา 10.00 น.ณ สยามนิรมิต ภูเก็ต สาวงามที่ได้ครองตำแหน่งมิสซูปร้าเนชั่นแนลไทยแลนด์ 2017 จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดมิสซูปร้าเนชั่นแนล 2017 ซึ่งปีนี้จัดการประกวดที่ประเทศโปแลนด์

ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา สร้างศักยภาพกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287718

ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา  สร้างศักยภาพกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนใต้

ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา สร้างศักยภาพกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ภาวะความเป็นผู้นำ สร้างความภาคภูมิใจ รวมถึงสร้างอาชีพและรายได้ให้กับกลุ่มสตรีใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา ที่มาจากภาษามลายู แปลว่า“ผู้หญิง” สำนักงานอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ขับเคลื่อนโดย OXFAM  มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ในมิติทางสังคมและการเงินให้ชุมชนไปพร้อมๆ กัน เพื่อพัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสภาวะแวดล้อมทางสังคมให้ดีขึ้น ด้วยเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมได้

อลิญา หมัดหมาน ผู้จัดการโครงการศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า ศูนย์วานีตาขับเคลื่อน และเป็นเจ้าของโดยกลุ่มผู้หญิง และชุมชนที่ร่วมกันทำงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืนทั้งในมิติเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าควรมีการสร้างพื้นที่ในการสื่อสารที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมถึงสินค้าที่มาจากกลุ่มอาชีพผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 700 คน จากกลุ่มผู้หญิง56 กลุ่มในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา โดยมีสินค้าและผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 4 ประเภท คือ อาหารเช่น กือโป๊ะข้าวเกรียบปลาทอดกรอบ โรตีแช่แข็งสำเร็จรูป ทุเรียนทอดกรอบ ขนมรังนกหรือ ปลาหวานสมุนไพร สำหรับกลุ่มเครื่องแต่งกาย ประกอบไปด้วย เสื้อผ้าสตรีมุสลิมผ้าคลุมไหล่ หรือผ้าคลุมผมสตรี ด้านเครื่องจักสาน ก็จะมีเสื่อกระจูด เสวียนหม้อ กระเช้าใส่ของขวัญ และถาดดอกไม้ สำหรับผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจะมีการปักดอกผ้าละหมาด กระเป๋าผ้าทอญี่ปุ่น และกระเป๋าผ้าปาเต๊ะ

ผู้จัดการศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตาอธิบายถึงบทบาทของวานีตาว่า จะมีอยู่4 เรื่องหลักๆ อย่างแรกก็คือเรื่องของการสร้างศักยภาพทางธุรกิจ โดยการจัดฝึกอบรมให้กับกลุ่มสมาชิกในการประกอบธุรกิจ เสริมทักษะต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การทำบัญชี การตลาดการสื่อสารกับผู้บริโภค การพัฒนาสินค้ารวมไปถึงการหาแหล่งทุน อีกทั้งยังพัฒนาผู้นำสตรีให้มีทักษะการนำเสนอ รู้จักการต่อรอง และมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ อย่างที่สองคือการเชื่อมต่อตลาด เนื่องจากวานีตาเป็นศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมที่ออกแบบเพื่อให้ธุรกิจมีความยั่งยืน  มีกระบวนการคัดเลือกสินค้าที่มีเอกลักษณ์ได้มาตรฐาน และช่วยสร้างพื้นที่ต่อยอดทางการตลาดรวมไปถึงช่องทางการสื่อสารผ่านทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค เพื่อให้สินค้าของกลุ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

อลิญา พูดถึงการสร้างและเชื่อมเครือข่ายของศูนย์วานีตาว่า มีด้วยกัน 3 ระดับคือ 1.องค์กรด้านอาชีพในพื้นที่ ร่วมสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ที่มีบทบาทด้านการส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาชีพผู้หญิงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (Women Economic Empowerment หรือ WEE Forum) โดยการสะท้อนภาพเพื่อสร้างการทำงานที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่ 2.เครือข่ายที่ปรึกษาอาสาสมัคร คือการรวมกลุ่มกันของคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ นักสื่อสารด้านการตลาด หรือเป็นเจ้าของธุรกิจที่สนใจประเด็นสังคมและอยากมีส่วนร่วม 3.ภาคเอกชนและกลุ่มผู้บริโภคเมือง ผ่านการให้ทุน บริจาค หรือฝึกอบรมทักษะต่างๆ เช่น การสื่อสารกับผู้บริโภคเมืองเพื่อขยายตลาด การประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนให้เกิดการฝึกอบรมด้านอาชีพเพื่อต่อยอดด้านทักษะและตลาดให้แก่กลุ่มผู้หญิง ส่วนบทบาทสุดท้ายของวานีตาเป็นการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนากลุ่มอาชีพผู้หญิง โดยช่วยจัดการเงินทุน พร้อมส่งเสริมการออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านแนวคิดของสหกรณ์ ต่อยอดผลิตภัณฑ์และช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานให้แก่คนในพื้นที่

โรสมาลิน กิตินัย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กือโป๊ะตราดอกแก้ว จังหวัดปัตตานี เล่าว่า จากความสูญเสียลูกชายทำให้ชีวิตเหมือนเสียศูนย์ สภาพจิตใจย่ำแย่มากพอได้มาเข้าร่วมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน มีหลายคนในกลุ่มที่สูญเสียและแย่ยิ่งกว่าเรา จึงทำให้กลับมามองดูตัวเองว่าต้องเดินไปข้างหน้า โดยสร้างกำลังใจและสร้างความเข้มแข็ง

โรสมาลิน บอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มว่า สินค้ากือโป๊ะตราดอกแก้ว คำว่ากือโป๊ะเป็นภาษามลายูที่แปลว่าข้าวเกรียบปลา เป็นอาหารภูมิปัญญาท้องถิ่นของยะลาและปัตตานี ได้เข้าไปร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำให้เป็นแท่งสแน็คจับง่ายและให้ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งคิดค้นรสชาติต่างๆ ให้มีความอร่อยถูกปาก นอกจากนั้นก็ได้ขยายตลาดช่องทางการจัดจำหน่าย โดยตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้จำหน่ายที่ทำการไปรษณีย์จำนวน 72 แห่งทั่วประเทศ และในอนาคตจะขยายเป็น150 แห่ง นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายในร้านของฝากทั่วไปในจังหวัดปัตตานี และในกรุงเทพฯอีกด้วย

“หลังจากได้เข้าร่วมกลุ่มมีรายได้เฉลี่ยวันละ 250-300 บาท มีเงินปันผลทุกๆ สิ้นปี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น พอมีเงินไปจุนเจือครอบครัว ส่วนผลกำไรของกลุ่มส่วนหนึ่งก็มีโอกาสนำไปช่วยเหลือสังคมให้กับผู้ที่ขาดแคลนหรือด้อยโอกาสที่ลำบาก เพราะเราเข้าใจหัวอกคนที่เดือดร้อนและสูญเสียเราผ่านจุดนั้นมาก่อนย่อมรู้ดี ที่สำคัญนอกจากรายได้ที่เป็นส่วนที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว สภาพของจิตใจก็ได้รับการเยียวยาจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในกลุ่มด้วย เพราะเราปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ครอบครัว ทำให้เรารักกัน ผูกพัน และต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน”

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับงานด้านการพัฒนาควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market work for Everyone”โดยส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน และผู้ลงทุนคำนึงถึงประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อมและบรรษัทภิบาล และยังได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงบริษัทจดทะเบียนกับภาคสังคมผ่าน SET Social Impact Platform เพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งหมายถึงการนำทรัพยากรขององค์กรมาลงทุน โดยไม่ได้หวังแต่เพียงผลกำไร แต่ยังมุ่งสร้างผลลัพธ์ ทางสังคมไปควบคู่กัน ซึ่งภาคธุรกิจสามารถทำได้โดยการนำทรัพยากร  ได้แก่ เงินทุนหรือความรู้ความสามารถ การให้สถานที่หรือช่องทางจำหน่ายสินค้า เป็นต้น มาสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม

“โครงการศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตาเป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมที่มีความชัดเจน ถึงวัตถุประสงค์ที่มุ่งจะมีส่วนร่วมในแก้ไขปัญหาสังคม การดำเนินงานของวานีตานั้นมีแผนการทำงานที่ชัดเจน มีการส่งเสริมศักยภาพให้สมาชิกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง จนมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี มีความมั่นใจ ในการก้าวไปข้างหน้า เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ร่วมกันปัจจุบันทางกลุ่มมีแผนที่จะจดทะเบียนเป็นกิจการเพื่อสังคม ซึ่งบริษัทต่างๆ ที่มองเห็นปัญหาสังคมในเรื่องนี้และประสงค์อยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มวานีตา และสตรีทางภาคใต้ ให้สามารถพึ่งพาตนเอง ขอเชิญมาทำความรู้จักและผสานความร่วมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และอาชีพ ของพี่น้องทางภาคใต้ให้ดีขึ้น”

ภายใต้   SET social ImpactPlatform ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคมในด้านอื่นๆ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาชุมชน การศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และผู้ด้อยโอกาส บริษัทที่ต้องการเชื่อมโยงหาพันธมิตรแก้ไขปัญหาสังคม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทางสังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการทำธุรกิจ สามารถเข้าไปดูข้อมูลภาคธุรกิจ และภาคสังคม ตลอดจนองค์ความรู้ต่างๆ ได้ที่ http://www.setsocialimpact.com หรือ FB: SET Social Impact

The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287741

The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต

The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เครือข่ายสานต่อที่พ่อทำ ชวนอ่าน “The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต” หนังสือที่จะทำให้คุณได้มองเห็นวิธีการแก้ปัญหาสู่การสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

เครือข่ายสานต่อที่พ่อทำ เตรียมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิธีคิดและวิธีทำงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านเรื่องราวของหนังสือ “The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต”ซึ่งรวบรวมแนวทางการทรงงานตลอดระยะเวลา70 ปี ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองใหม่ที่หลายคนไม่เคยรู้

“The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต” ตั้งใจพาผู้อ่านมองย้อนไปยังเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อเรียนรู้วิสัยทัศน์และทำความเข้าใจ “วิธีคิด” ของพระองค์ ในฐานะ “คนทำงาน” ที่ได้ลงมือทำ สั่งสมประสบการณ์ พร้อมลองผิดลองถูก และกล้าที่จะล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน จนค้นพบวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 9 บท ได้แก่ 1.อยากสำเร็จให้ STAY CONNECTED 2.อุปกรณ์ที่เหมาะจะสร้างงานที่ดี 3.จะนำใครต้องได้ใจคน 4.ลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุด 5.แย่แค่ไหนก็กลับมาดีได้ 6.คิดให้ใหญ่ มองให้เล็ก 7.ถ้าเชื่อมั่นก็ไปกันให้สุดทาง 8.มองหาศัตรูที่แท้จริง9.แยกความอยากออกจากความจำเป็น

ในแต่ละบทได้วิเคราะห์วิธีมอง คิด และทำ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกมาเป็น 9 หลักการ ซึ่งทีมงานผู้จัดทำใช้เวลากว่า 1 ปี ในการศึกษา ค้นคว้า สัมภาษณ์ และรวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่ง แล้วนำมากลั่นกรองและเรียบเรียงออกมาเป็นภาษาที่อ่านง่าย เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เข้าใจวิธีคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 และมองเห็นแนวทางที่จะ “สานต่อที่พ่อทำ” ด้วยการนำวิธีคิดที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของพระองค์มาปรับใช้กับชีวิตและการทำงาน เพื่อสร้างชีวิตและสังคมที่ดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ เครือข่ายสานต่อที่พ่อทำเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เป็นเจ้าของหนังสือ“The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับหนังสือได้ที่ แฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำfacebook.com/fulfillingfatherslegacy ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 กันยายน 2560 โดยหนังสือมีจำนวนจำกัด

นอกจากนี้ เครือข่ายสานต่อที่พ่อทำ ยังเตรียมโครงการพิเศษเพื่อให้ผู้มีปัญหาด้านการอ่านหนังสือ และผู้พิการทางสายตา ได้มีโอกาสเรียนรู้วิสัยทัศน์และทำความเข้าใจวิธีคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการจัดทำหนังสือเสียง ถ่ายทอดเรื่องราวแต่ละบทของ “The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต” ผ่านน้ำเสียงของ 9 คนดัง ได้แก่ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ, บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์, แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์, หมาก-ปริญ สุภารัตน์, พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์(ลีโอ พุฒ), อาย-กมลเนตร เรืองศรี, อาทิวราห์ คงมาลัย(ตูน บอดี้สแลม),มาโนช พุฒตาล และธนญชัย ศรศรีวิชัย(ต่อ Phenomena) โดยสามารถรับฟังได้ฟรีที่ยูทูบ ช่องสานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 13กันยายนนี้ เป็นต้นไป

ศิษย์เก่าวัฒนาฯ ชวนวิ่งการกุศล รัน ฟอร์ มอร์ มินิมาราธอน ครั้งที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287740

ศิษย์เก่าวัฒนาฯ ชวนวิ่งการกุศล รัน ฟอร์ มอร์ มินิมาราธอน ครั้งที่ 1

ศิษย์เก่าวัฒนาฯ ชวนวิ่งการกุศล รัน ฟอร์ มอร์ มินิมาราธอน ครั้งที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชลลกา เก่งระดมยิง และ นวลพรรณ ล่ำซำ

สมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา เตรียมจัดงานวิ่งการกุศล “รัน ฟอร์ มอร์มินิมาราธอน ครั้งที่ 1” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย พร้อมชิงถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้แก่มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชน และครูจิตอาสา โดยมี ชลลกา เก่งระดมยิง นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา พร้อมด้วยนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานจัดงานวิ่งการกุศลฯร่วมแถลงข่าวการจัดงาน ณ อาคารเอ็ดน่าโคลอนุสรณ์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ชลลกา เก่งระดมยิง นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา เผยว่า เป็นครั้งแรกที่สมาคมฯ จัดกิจกรรมงานวิ่งมินิมาราธอน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง ผู้รักสุขภาพที่สนใจกิจกรรมการวิ่งทั้งหลาย โดยกิจกรรม “รันฟอร์ มอร์ มินิมาราธอน ครั้งที่ 1” จะจัดขึ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ได้รับเกียรติจากนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานปล่อยตัวนักวิ่ง พร้อมทั้งเป็นผู้มอบถ้วยรางวัลให้แก่นักวิ่งที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานในครั้งนี้จะมอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชน และครูจิตอาสา

ด้าน นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานจัดงานวิ่งการกุศล รัน ฟอร์ มอร์ มินิมาราธอนครั้งที่ 1 เผยว่า ผู้ร่วมเข้ากิจกรรม “งานวิ่งรัน ฟอร์ มอร์ มินิมาราธอน ครั้งที่ 1” นอกจากจะมีสุขภาพดีแล้วยังจะได้สัมผัสกับหลากหลายประสบการณ์ ทั้ง More to give คือ การให้เพื่อสังคมส่วนหนึ่ง, More Fun ความสนุกที่จะได้รับจากการวิ่งครั้งนี้ และ More to eat อิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารที่หลากหลายสำหรับนักวิ่งทุกท่าน

บรรดาศิษย์เก่าวัฒนาฯ และนักวิ่งผู้สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรม “รัน ฟอร์ มอร์ มินิมาราธอนครั้งที่ 1”

สำหรับเส้นทางการวิ่งจะครอบคลุมสวนสาธารณะ 3 สวน คือ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟและสวนจตุจักร ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ร่มรื่นและเย็นสบาย แบ่งการวิ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Family Run ระยะทาง 2 กิโลเมตร สำหรับครอบครัวหรือผู้ที่ต้องการสมัครเป็นกลุ่ม 3 คน ในราคา2,220 บาท โดยรับจำนวนจำกัดเพียง 250 กลุ่ม,Fun Run ระยะทาง 4 กิโลเมตร ค่าสมัครคนละ 820 บาท และ Mini Marathon Run ระยะทาง 10 กิโลเมตร ค่าสมัคร คนละ920 บาท โดยผู้สมัครทุกคนจะได้รับเสื้อและเบอร์ พร้อมเหรียญที่ระลึกเมื่อเข้าถึงเส้นชัย นอกจากนี้ ยังมี More Fun in the parkระยะทาง 0 กิโลเมตร (ไม่ได้ร่วมวิ่ง) เพื่อพบปะเพื่อนฝูงพร้อมสันทนาการในสวนค่าสมัคร คนละ 920 บาท และเพื่อเป็นการกระตุ้นเยาวชนให้สนใจการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมกิจกรรม โดยเสียค่าสมัคร คนละ 500 บาทเท่านั้น

ส่วนรางวัลสำหรับผู้ชนะประเภทมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร จะได้รับถ้วยรางวัลจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด 1 ที่นั่งไป-กลับ สุวรรณภูมิ-นาริตะ ส่วนผู้เข้าเส้นชัยในลำดับที่ 2 และ 3 จะได้รับโล่รางวัล ร่วมด้วยรางวัลเงินสดสำหรับนักวิ่งแต่งกายแฟนซีประเภทสร้างสรรค์ขบขันชวนยิ้ม และประเภทอลังการงานสร้าง

ขอเชิญชวน ครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครองโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และนักวิ่งทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรม “รัน ฟอร์ มอร์มินิมาราธอน ครั้งที่ 1” ในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 25560 เวลา 04.00 น. ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, สวนวชิรเบญจทัศหรือสวนรถไฟ และสวนจตุจักร โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2560 ที่ ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา หรือสมัครออนไลน์ ที่เว็บไซต์ http://www.thaiticketmajor.com/sport/run-for-more สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ TTM call center โทร. 02-2623456และ สมาคมศิษย์วังหลัง วัฒนา โทร.02-2542364, 089-4997418

‘สี่แผ่นดิน’ รอบปฐมทัศน์ ผู้ชมหลั่งน้ำตา ซาบซึ้งใน ‘พระมหากรุณาธิคุณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287710

‘สี่แผ่นดิน’ รอบปฐมทัศน์  ผู้ชมหลั่งน้ำตา ซาบซึ้งใน ‘พระมหากรุณาธิคุณ’

‘สี่แผ่นดิน’ รอบปฐมทัศน์ ผู้ชมหลั่งน้ำตา ซาบซึ้งใน ‘พระมหากรุณาธิคุณ’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ในการทอดพระเนตรละครเวที โดยมี ถกลเกียรติ วีรวรรณ กก.ผจก.บ.ซีเนริโอ รับเสด็จ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ในการทอดพระเนตรละครเวที“สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” รอบปฐมทัศน์ โดยมี ถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีเนริโอ รับเสด็จ ณ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ชั้น 4 ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด เมื่อวันพุธที่ 9 สิงหาคม 2560 ท่ามกลางเหล่าคนดังในแวดวงสังคมและบันเทิงมาร่วมงานคับคั่ง

“สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” จากบทประพันธ์ชิ้นเอกของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ถูกยกย่องให้เป็น “วรรณคดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งค่าย ซีเนริโอโดยผู้กำกับคนเก่ง บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ได้นำ “สี่แผ่นดิน” มาสร้างเป็นละครเพลงเมื่อปี พ.ศ. 2554 และปี พ.ศ. 2557 สร้างความประทับใจให้แฟนๆ จนมีรอบการแสดงยาวนานจนเป็นประวัติการณ์ของวงการละครเวที ด้วยจำนวนการแสดง 101 รอบ จนมาวันนี้ “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” ก็มีโอกาสได้กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง และ “สี่แผ่นดิน” เวอร์ชั่นนี้จะถูกตีความและกลั่นกรองจากทุกความรู้สึกของเหล่าทีมงานมือฉมัง เพื่อทำให้ “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” ปีนี้ เข้ากับอารมณ์และความรู้สึกของคนไทยในปี พ.ศ. 2560 อย่างแท้จริง โดยได้ศิลปินนักแสดงคุณภาพ  อาทิ  สินจัย  เปล่งพานิช, นภัทรอินทร์ใจเอื้อ, เกรียงไกร อุณหะนันทน์, รัดเกล้า อามระดิษ, อาณัตพล ศิริชุมแสง,ไอซ์-ศรัณยู, ตี๋ ดอกสะเดา พร้อมการเปิดตัวนักแสดงหน้าใหม่ระดับคุณภาพ  ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันอย่าง  นนท์ The Voice  ที่จะมารับบท “อ๊อด” พร้อมด้วย ออย-อมรภัทร เสริมทรัพย์ ผู้มารับบท “แม่พลอย วัยสาว” และ น้องเฌอแตม-นารารัศมิ์ พุ่มสุโขรักษ์, น้องอาย-กัลยวรรธน์สินรัตนภักดีกุล ในบท “แม่พลอย วัยเด็ก”

ละครเวที “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” เปิดการแสดงถึง 8 ตุลาคมนี้ ณ โรงละคร “เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์” บัตรราคา 3,000 / 2,500 / 2,000 / 1,500 / 1,000 และ 500 บาทสนใจจองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456  หรือฝ่ายขาย “เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์” โทร.02-6422400-5  นักเรียน-นักศึกษา ซื้อบัตรได้ในราคาพิเศษกับโครงการ“Students Ticket” สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.02-6422400

กณิการ์ วีรวรรณ ถวายของที่ระลึกแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

นักวิจัยไทย…ค้นพบน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรไทย ช่วยป้องกันและกำจัด ไรฝุ่นสำหรับโรคภูมิแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287714

นักวิจัยไทย…ค้นพบน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรไทย ช่วยป้องกันและกำจัด ไรฝุ่นสำหรับโรคภูมิแพ้

นักวิจัยไทย…ค้นพบน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรไทย ช่วยป้องกันและกำจัด ไรฝุ่นสำหรับโรคภูมิแพ้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรคภูมิแพ้ เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คือ ภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น โดยอาการภูมิแพ้นี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารบางชนิด ซึ่งสสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้จะเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ และเมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ก็จะหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ออกมา จนทำให้ร่างกายเกิดอาการต่างๆ เช่น อาการคัน ไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก ลมพิษ เป็นต้นแม้หลายคนคิดว่าโรคนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยา แต่แท้จริงแล้วอาการดังกล่าวเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีความรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้

นายแพทย์พลพงศ์ ชยางศุ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวว่า “โรคภูมิแพ้” เป็นโรคที่พบบ่อย ซึ่งจากการสำรวจในประเทศไทย พบว่า ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี้ อุบัติการณ์ของโรค เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัวและตัวการสำคัญที่ทำให้เกิด “โรคภูมิแพ้” คือ “ไรฝุ่น” ซึ่งไรฝุ่นจัดเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับเห็บ แต่ตัวเล็กกว่ามาก มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร มีสีขาวคล้ายฝุ่น วิ่งเร็ว อยู่ปะปนในฝุ่น จึงทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยากต้องใช้กล้องขยายส่องดู

จากอัตราการเติบโตของโรคภูมิแพ้ จึงเป็นที่มาของทีมนักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำโดยดร.จรงค์ศักดิ์ พุมนวน และ ผศ.ดร.อำมร อินทร์สังข์ ได้ใช้เวลากว่า 15 ปี ในการคิดค้นวิจัยหาวิธีกำจัดไรฝุ่น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับภูมิป่วยโรคภูมิแพ้ โดยจากการสำรวจไรฝุ่นในบ้านของประชาชน จำนวน 136 อำเภอ 22 จังหวัดของภาคกลางพบว่ามีจำนวนไรฝุ่นบนที่นอนสูงทุกหลังคาเรือน ทำให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงการเป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นสูงถึง 10 ล้านคน

ผศ.ดร.อำมร อินทร์สังข์ กล่าวว่า จากการสำรวจหาปริมาณไรฝุ่นในบ้านของประชาชนพบว่าทุกหลังคาเรือนพบไรฝุ่นอยู่ในเครื่องนอน บางตัวอย่างมีไรฝุ่นสูงถึง 8,000 ตัว ต่อ ฝุ่น 1 กรัม ซึ่งถือว่าสูงมากมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ โดยส่วนใหญ่จะพบไรฝุ่นอยู่ในห้องนอนมักจะอาศัยอยู่ในที่นอน หมอน หรือตุ๊กตา อาหารของไรฝุ่น คือ เศษขี้ไคล ขี้รังแค ซึ่งเศษผิวหน้า1 กรัม สามารถเลี้ยงไรฝุ่นได้ถึง 1 ล้านตัว นาน 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นที่ตัวเลขที่น่าตกใจมาก ดังนั้นเราตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ จึงได้ทำการวิจัย “การนำพืชสมุนไพร มาใช้เพื่อป้องกันและกำจัดไรฝุ่น ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องนอน”

ดร.จรงค์ศักดิ์ พุมนวนกล่าวว่า จากการศึกษาค้นคว้า เราใช้เวลานานกว่า 2 ปี ตรวจสอบจนพบว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องนอนต่างๆ ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้สารเคมี Permethirn มาเคลือบสินค้า ซึ่งไม่สามารถกำจัดไรฝุ่นได้จริง และยังเป็นอันตรายต่อผู้ใช้โดยเฉพาะเด็กๆ จากการทดสอบพบว่าการใช้สารเคมีเคลือบเส้นใยเพื่อการป้องกันกำจัดไรฝุ่นสามารถควบคุมไรฝุ่นได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ขณะที่นวัตกรรมการเคลือบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชบนเส้นใยเครื่องนอนสามารถควบคุมไรฝุ่นได้นานนับปี

ด้าน คมศานต์ จิวากานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลักษ์ โฮเทล ซัพพลาย ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนโรงแรม 6 ดาว แบรนด์ลักษ์ชัวร์รี่กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มีปัญหาการเกิดโรคภูมิแพ้ เฉลี่ยอายุตั้งแต่แรกเกิด โดยแต่ละคนก็มีปัญหาแตกต่างกันออกไป แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ภูมิแพ้ที่เกิดจากไรฝุ่น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไรฝุ่นจะแฝงตัวอยู่ในสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา โดยเฉพาะห้องนอน เนื่องจากวัสดุที่นำมาใช้ผลิตเครื่องนอน อาทิ หมอน ผ้าปู หรือที่นอน จะเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นได้เป็นอย่างดี ในฐานะผู้ผลิตหมอนและเครื่องนอนเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงได้ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ สวทช. ในการสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นมา พร้อมสนับสนุนงบประมาณและนำมาต่อยอดในธุรกิจหมอนและเครื่องนอน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคและผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

นายแพทย์พลพงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับใครที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ เราสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้คือ 1.ควรทำความสะอาดห้องนอนเป็นประจำ 2.ควรเลือกที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์เพราะสามารถทำความสะอาดได้ 3.ห้ามใช้หมอนที่ทำด้วยนุ่น ขนห่าน หรือขนเป็ดโดยเด็ดขาด4.ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นในห้องตาม พรม พื้น และผ้าม่านในห้อง และถ้าเป็นไปได้ เอาม่านและพรมออกจากห้องเสียให้หมด 5.เวลาทำความสะอาดไม่ควรใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่น แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแทน 6.ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ผ้าม่านควรจะซักทุก6 สัปดาห์ 7.ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในบ้าน

ฟาร์มโชคชัยรวมพลังจิตอาสา ช่วยเหลือสังคมในชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287715

ฟาร์มโชคชัยรวมพลังจิตอาสา  ช่วยเหลือสังคมในชนบท

ฟาร์มโชคชัยรวมพลังจิตอาสา ช่วยเหลือสังคมในชนบท

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.โชค บูลกุล พร้อมด้วยภรรยาและลูกชาย นำทีมจิตอาสาสายเลือดใหม่ฟาร์มโชคชัย ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะ “ให้” ได้ เพราะเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีคุณค่าและความดีในตนเองเสมอ หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิด โครงการ “ช่วยเหลือสังคมในชนบทพื้นที่ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู” ซึ่งปีนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 25 แล้ว โดยมีผู้บริหาร ดร.โชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย จูงมือศรีภรรยา สู่ขวัญ และลูกชาย ปราบบูลกุล พร้อมด้วยทีมจิตอาสาสายเลือดฟาร์มโชคชัย ลงพื้นที่อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อให้การสนับสนุนช่วยเหลือผู้พิการผู้ด้อยโอกาส สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างคุณค่าวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งแก่พนักงาน

ดร.โชค บูลกุล เผยถึงที่มาโครงการ “ช่วยเหลือสังคมในชนบทพื้นที่ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู”“สมัยนั้นอำเภอศรีบุญเรือง ยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี ตอนนั้นในพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้ ผมลงไปดูพื้นที่ และได้เห็นเด็กพิการซ้ำซ้อน บางรายกำพร้าและด้อยโอกาส จึงสนับสนุนให้ความช่วยเหลือร่วมกับมูลนิธิป้องกันและฟื้นฟูเด็กพิการในชนบท ที่ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดอุดรธานี (หนองบัวลำภูในปัจจุบัน)ต่อมาเมื่อกลางปี พ.ศ. 2537 ทางมูลนิธิฯ ได้หยุดโครงการลงผมจึงขอสานต่อโครงการดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ชื่อโครงการใหม่ว่า โครงการช่วยเหลือสังคมในชนบทพื้นที่อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะเด็กผู้พิการซ้ำซ้อนจำนวนหลายคน และนักเรียนด้อยโอกาส ด้วยหวังให้สามารถช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงเติบโตขึ้นมาด้วยจิตใจที่ดีงาม โดยทุกเดือนสิงหาคมในแต่ละปี จะหมุนเวียนจิตอาสาสายเลือดใหม่ของฟาร์มโชคชัย ออกเดินทางไปเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ อำเภอศรีบุญเรืองจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น มากไปกว่านั้นคือการแบ่งปันกำลังใจ และเริ่มต้นของการเป็นผู้ให้ ที่สำคัญคือผมเชื่อมั่นว่า แม้ชีวิตจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เรามีได้”

ดร.โชค และน้องปราบ บูลกุล เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เด็กผู้เข้าร่วมโครงการฯ

หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ นางสุพรรณ ศรีทองฮาด อายุ 38 ปี คุณแม่ของน้องจินตนา เล่าให้ฟังว่า “น้องเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ 6 ขวบ ก่อนหน้านั้นพาน้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในตัวเมือง แต่เมื่อน้องโตขึ้น อุ้มน้องไม่ไหว ขาดการรักษาไป แต่ก็ได้โครงการนี้ ที่จะส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลอย่างดีเอาใจใส่ดี คอยให้คำปรึกษาแนะนำตลอดเวลา คุณโชคมาที่นี่ทุกปี ให้ความอบอุ่น ความเอ็นดู ท่านให้คำแนะนำดีมาก เหมือนเราเป็นคนหนึ่งในครอบครัว”

นายวีระพล คำดี เจ้าหน้าที่ไอที พนักงานสายเลือดใหม่ฟาร์มโชคชัยที่เพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เล่าถึงการเข้าร่วมกิจกรรมว่า “นอกเหนือจากการมอบของใช้จำเป็นแก่น้องๆ แล้ว การเห็นรอยยิ้มผ่านทางสีหน้าและแววตาของน้องๆ กลับทำให้ผมได้รับกำลังใจ และพลังความคิดบางอย่างว่า ถึงแม้เราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เรามีได้ และการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันครั้งนี้ ก็เป็นการจุดประกายในการอยากช่วยเหลือสังคมอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย องค์กรเกษตรไทยดำเนินธุรกิจบนความรับผิดชอบต่อการกระทำ ตลอดระยะเวลา 60 ปี ของการดำเนินธุรกิจ บริษัทได้ปลูกฝังและสร้างสำนึกให้พนักงานสายเลือดใหม่ทุกคนได้ซึมซับการช่วยเหลือสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้เกิดเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมุ่งหวังขยายกิจกรรมในโครงการฯ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป