จาก 7 เกสรดอกไม้สู่ความงามตำรับชาววัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287298

จาก 7 เกสรดอกไม้สู่ความงามตำรับชาววัง

จาก 7 เกสรดอกไม้สู่ความงามตำรับชาววัง

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พัชทรี ภักดีบุตร

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ จากสารสกัดจากธรรมชาติ พัชทรี ภักดีบุตรผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการแบรนด์เอิบ (ERB) ไลฟ์สไตล์แบรนด์คุณภาพชั้นนำของเมืองไทยที่มีนิยามความรื่นรมย์ทันสมัยและเป็นผู้นการปรนนิบัติผิวด้วยพืชพรรณธรรมชาติตามตำรับชาววัง ด้วยคอลเลคชั่น Erb Seven Pollen100% Natural ที่คิดค้นสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันด้วยผสมจากธรรมชาติ 100% ผสานคุณค่าจากเกสรดอกไม้ไทย 7 ชนิด พร้อมมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการบำรุงผิวหน้าเพื่อผิวที่เปล่งปลั่งสดใสเรียบเนียน อีกทั้งยังช่วยป้องกันริ้วรอยก่อนวัยอันควร ที่โรงแรมพาร์คไฮแอท เมื่อเร็วๆ นี้

พัชทรี ภักดีบุตร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการแบรนด์เอิบ (ERB) ได้เผยว่า “ปีนี้แบรนด์เอิบได้เข้าสู่ปีที่ 17 แล้วอยู่ในวงการนี้มานานและสังเกตว่าเทรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้สมุนไพรของฝั่งตะวันออก จึงได้เริ่มศึกษาทำให้รู้ว่าผิวของเรานั้นเปรียบเสมือนปราการแรกที่รับสารอันตรายจากสิ่งต่างๆ ได้ง่ายที่สุด เพราะอย่างเวลาเราทานอาหารเอนไซม์ในน้ำลายจะช่วยกรองสารต่างๆ หรือแบคทีเรีย น้ำย่อย น้ำดี จะช่วยต้านทานลดทอนสิ่งไม่ดีจากของที่เรากินออกจากร่างกายได้ แต่ถ้าเทียบกับผิวแล้วทาอะไรเข้าไปก็จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดเลย ทำให้ตระหนักได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาตินั้นสำคัญมากๆ และจากการค้นคว้าก็ได้พบว่าจริงๆ แล้วว่าเมืองไทยเองก็มีสูตรลับชาววังอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้เกสรดอกไม้เป็นยา อายุวัฒนะ โดยมีสูตรเกสร 7 ที่ประกอบไปด้วย พิกุล, บุนนาค, สารภี, บัวหลวง, มะลิ, จำปา และกระดังงา ซึ่งสาวชาววังสมัยนั้นถ้ารู้สึกเหนื่อยล้าจะชงเป็นชาดื่ม หรือพอกหน้าทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้น จากสูตรนี้จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Seven Pollen รวมถึงเสริมด้วยสมุนไพรชนิดอื่นๆ ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึงโปรดักส์ของเรายังได้รับรางวัล Natural Beauty Product จากประเทศอังกฤษอีกด้วย”

สิริลักษณ์ นันทธีรพงศ์, อภินรา ศรีกาญจนา, พัชทรี ภักดีบุตร, จุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุลและ ปรมา ไรวา

ด้าน สิริลักษณ์ นันทธีรพงศ์ ผู้ก่อตั้งสิริ เฮลธ์แอนด์เวลเนส ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพได้เผยว่า “Seven Pollen เป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกได้ว่าเป็น Power of Nature ซึ่งคำนี้ในความหมายของดิฉันเองคือพลังของธรรมชาติที่จะช่วยให้ผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริง ซึ่งผลิตภัณฑ์ Seven Pollen หลังจากที่ได้ไปศึกษามาปรากฎว่า ในคุณสมบัติของเกสรทั้ง 7 ชนิดมีหลากหลายแต่สิ่งหนึ่งที่พิเศษมากๆ คือเกสรทุกตัวมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งพอสารชนิดนี้มาอยู่รวมกันถึง 7 ตัว มันทำให้เกิดซูเปอร์แอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีพลังมหาศาล ที่จะช่วยในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระให้แก่ผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยอันควร พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นการนำเอาส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพมารวบรวมไว้ในหนึ่งเดียว และนอกจากเกสร 7 ชนิดที่เป็นส่วนผสมหลักแล้วยังมีการนำส่วนผสมพิเศษเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้แก่ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากใบชบาที่ช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวกระจ่างใส สารสกัดจากทับทิมช่วยยับยั้งเม็ดสีผิวและปกป้องผิวจากรังสียูวี ทำให้ผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ สารสกัดจากขมิ้นชันช่วยยับยั้งแบคทีเรียสมานแผลที่เกิดจากสิวและลดการอักเสบของผิว สารสกัดจากข้าวงอกช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว เพิ่มคอลลาเจนให้ผิวแข็งแรง และแมคคาเดเมียนัทออยล์กับซันฟลาวเวอร์ออยล์ ช่วยทำให้ผิวนุ่ม พร้อมกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องชื่นชมแบรนด์เอิบที่ได้รังสรรค์ ค้นคว้าวัตถุดิบชั้นดีที่ถือเป็นอาหารผิวที่ดีที่สุด บอกได้เลยว่า Seven Pollen เป็นผลิตภัณฑ์ที่ครบและตอบโจทย์กับผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยมค่ะ”

พบกับคอลเลคชั่นSeven Pollen จาก Erb ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

เปิดโครงการ ‘เติมพลังไฟให้หัวใจอบอุ่น’ รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุน ‘มื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287283

เปิดโครงการ ‘เติมพลังไฟให้หัวใจอบอุ่น’ รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุน ‘มื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม’

เปิดโครงการ ‘เติมพลังไฟให้หัวใจอบอุ่น’ รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุน ‘มื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม’

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เวิลด์แก๊ส ฉลอง 38 ปี ชวนน้องนาย-ณภัทร, หมู-พิมพ์ผกา เสียงสมบุญจัดงานเปิดตัวโครงการ “เติมพลังไฟให้หัวใจอบอุ่น” ปี 2 เคียงข้างสร้างรอยยิ้ม ทำบุญสั่งแก๊ส 1 ถังมีค่า 1 บาท รายได้มอบให้โครงการ “มื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม”

ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งเสริมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่มุ่งเน้นการดูแลเด็กและเยาวชนด้านการศึกษา รวมถึงโภชนาการสำหรับเด็กที่ครบถ้วน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพนักงานในองค์กรและคลังแก๊สสาขาต่างๆ

“ในโอกาสบริษัทก้าวสู่ปีที่ 38 เป็นการตอกย้ำแบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน จัดกิจกรรมเพื่อคืนกำไรให้กับสังคม และปีนี้เราจะรักษาฐานของลูกค้าที่มีความรักและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์เวิลด์แก๊ส ให้ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น บริษัทได้จัดงานเปิดตัวโครงการ “เติมพลังไฟให้หัวใจอบอุ่น” ปี 2 เคียงข้างสร้างรอยยิ้มโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความสุขความอบอุ่น ให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายแก๊สหุงต้ม 1 ถังจะมีค่า 1 บาท เริ่มตั้งแต่ 15 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2560 รายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมเติมอิ่ม ให้กับเด็กยากไร้ โครงการ “มื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม”เพื่อช่วยสนับสนุนให้เด็กๆ อายุ 2-6 ขวบที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิได้รับอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการและ โครงการ “เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน”เพื่อร่วมปลูกฝังความรู้ด้านการเกษตรให้กับนักเรียน โดยการให้ปฏิบัติจริงภายในโรงเรียน แล้วนำเอาผลิตผลงจากโครงการเกษตรฯไปประกอบเป็นอาหารกลางวัน และนำไปจัดจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเด็กและครอบครัว หรือนำมาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการต่อยอดโครงการต่อไป

งานนี้มี พิมรา เจริญภักดี หรือ“น้ำหวาน Zaza” มาเป็นพิธีกร และคู่แม่ลูกสุดฮอต รางวัลครอบครัวแห่งปี 2017น้องนาย-ณภัทร, แม่หมู-พิมพ์ผกาเสียงสมบุญ มาร่วมพูดคุยและให้ข้อคิดดีๆ ในฐานะ ซิงเกิ้ล มัม ที่ทุ่มเททุกลมหายใจเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่งดีมีคุณภาพ พร้อมโชว์เสียงเพลงสดๆ ได้ฟังกัน แถมมีเซอร์ไพรส์จากน้องนาย ที่ได้กราบพร้อมมอบพวงมาลัยวันแม่ให้แม่หมู-พิมพ์ผกา เรียกต่อมน้ำตาไหลกันทั้งงาน และยังเป็นตัวแทนคู่แม่ลูกเชิญชวนแขกภายในงาน ได้ส่งมอบรอยยิ้มด้วยการเขียนการ์ดพร้อมตุ๊กตาน่ารักๆ ที่จะส่งมอบให้กับเด็กด้อยโอกาส โดยมี จิตรา ธรรมบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และน้องๆ จากมูลนิธิร่วมรับมอบกันอีกด้วย

เวิลด์แก๊ส ขอเชิญร่วมทำบุญกับโครงการ “เติมพลังไฟให้หัวใจอบอุ่น” ปี 2 เคียงข้างสร้างรอยยิ้ม สั่ง 1 ถังจะมีค่า 1 บาท เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 กันยายนนี้ 1 บาท มีค่า เพื่อให้เด็กในครอบครัวยากไร้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใส และพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในแต่ละวันได้มีชีวิตที่มีคุณภาพต่อไป

รณรงค์สร้างความเข้าใจช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287277

รณรงค์สร้างความเข้าใจช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี

รณรงค์สร้างความเข้าใจช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อภิวัฒน์ กวางแก้ว และ สหัสชัย ชุมรุม

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย ร่วมกับ ครีเอทีฟอาสากลุ่มคนทำโฆษณารุ่นใหม่ไฟแรงเปิดตัวคลิปวีดีโอ “เจอแบบนี้…เป็นคุณจะตอบอย่างไร??” เพื่อรณรงค์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหวังให้สังคมเข้าใจเรื่องเชื้อเอชไอวีมากกว่าการตัดสินคนที่ผลเลือด โดยมี อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, สหัสชัย ชุมรุมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และนักแสดง,อลิศรา ศิริชุมแสง คอมเม้นท์เตเตอร์รายการเชฟกระทะเหล็ก และ ณัฐศักดิ์ กิจบำรุง ครีเอทีฟอาสาผู้สร้างสรรค์ไวรัลคลิปฯ ร่วมเสวนาให้ความรู้ ณ ร้านกาแฟ MELT ME อารีน่า 10 เมื่อเร็วๆ นี้

อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เผยว่า มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนมากไม่ได้รับโอกาสเข้าทำงานกับสถานประกอบการต่างๆ และถูกปฏิเสธการเข้ารับการศึกษาจากทางมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเข้าใจในอดีต ถึงเรื่องเอดส์ว่าเป็นโรคร้ายที่เป็นแล้วตาย กลุ่มคนจำนวนหนึ่งไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรและเข้าไม่ถึงการรักษา ส่วนอีกจำนวนหนึ่งก็อยู่ในภาวะที่อยู่กับครอบครัวไม่ได้ ต้องไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ไปอยู่วัด จึงเป็นปัญหาในระดับครอบครัวไปจนถึงสังคม ทำให้เกิดการรังเกียจ ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่

“มีสถานประกอบการหลายแห่ง ปฏิเสธผู้สมัครงาน โดยการนำผลเอชไอวีมาเป็นเกณฑ์ในการรับคนเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานบริการต่างๆ ตามร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ที่มีนโยบายนำผลเลือดมาเป็นเงื่อนไขในการรับเข้าทำงาน หรือบางทีโชคดีได้งานทำ แต่ทำได้แค่สามเดือนแรกที่เป็นช่วงทดลองงาน ซึ่งยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำ หลังจากทดลองงานผ่านทุกอย่าง แต่ไม่ผ่านอย่างเดียว คือผลเลือดที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็ไม่สามารถไปทำงานต่อได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นไม่สามารถส่งเชื้อให้ใครได้อีก ทั้งร่างกายแข็งแรงดีและมีความสามารถมาก แต่ไม่สามารถมีอาชีพเพื่อพึ่งพิงตนเอง และเลี้ยงดูครอบครัวได้

การรณรงค์เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา มันผิดพลาด เพราะเราไม่ได้มีความรู้มาก คนจึงกลัวการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เอาความกลัวนำความรู้ การที่เราจะทำให้คนกลับมาเอาความรู้นำความกลัว เป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลา เพราะคนส่วนใหญ่ก็มีทัศนคติเชิงลบต่อเรื่องนี้ เราจึงต้องช่วยกันและสถานประกอบการก็ต้องช่วยทำความเข้าใจเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและต้องใจเย็น เพราะเรากำลังให้ข้อมูลสำหรับคนที่ไม่รู้ เพื่อจะบอกข้อเท็จจริงให้กับสังคมได้เปลี่ยนความเชื่อ แต่ขณะเดียวกันเขาอาจรู้ แต่ไม่เข้าใจทั้งหมด เลยทำให้ทัศนคติยังไม่เปลี่ยน และส่งผลให้เกิดการกีดกันบางอย่างขึ้นและเลือกปฏิบัติ”

อลิศรา ศิริชุมแสง และ ณัฐศักดิ์ กิจบำรุง

ณัฐศักดิ์ กิจบำรุง ครีเอทีฟอาสาผู้สร้างสรรค์ไวรัลคลิป “เจอแบบนี้…เป็นคุณจะตอบอย่างไร??” เผยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างคลิปว่า “ต้องย้อนกลับไปในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย วันที่อาจารย์ประจำวิชาถ่ายภาพได้สอบถามในชั้นเรียนว่าใครสนใจจะไปสอนถ่ายภาพน้องๆ ที่ด้อยโอกาส ทุกคนยกมือกันทั้งห้อง แต่ด้วยความไม่สบายใจของอาจารย์ ที่ต้องบอกรายละเอียดและความจริงของน้องๆ ให้แก่นิสิตก่อนไปสอน ได้รับทราบว่าเด็กที่เราจะไปสอนนั้น เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ภาพมือที่พร้อมใจกันยกขึ้นก่อนหน้านี้ เหลือเพียงความกังวลใจบนใบหน้าและคำปฏิเสธ สุดท้ายเหลือตัวผมแค่คนเดียว จนอาจารย์ต้องยกเลิกกิจกรรมนี้ เพราะคนไม่พอ จากนั้นมาภาพนี้จึงเป็นคำถามที่ติดตัวกับตัวเองมาโดยตลอดว่า ทำไมความกลัวและความไม่เข้าใจ จึงปิดโอกาสได้ถึงขนาดนี้

สำหรับการรณรงค์เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้คนเรารู้สึกเท่าเทียมกันในสังคม เพราะคนที่ติดเชื้อมาเขาไม่ได้ตั้งใจ เลยคิดว่าถ้าเราช่วยให้เขากลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง เขาก็จะได้มีโอกาสในสังคม ส่วนแผนรณรงค์ในอนาคตตนอาจจะมีการทำเว็บไซต์เฉพาะกิจเพิ่ม ซึ่งจะมีหน้าที่สามแบบคือ 1.เลือกลงชื่อสนับสนุนเป็นเสียงที่สนใจว่าไม่จำเป็นต้องสนผลเลือด 2.สำหรับสถานประกอบการณ์ที่เล็งเห็นประเด็นนี้ ที่อยากบอกชื่อบริษัทว่าไม่สนผลเลือด ก็สามารถเข้ามาลงชื่อได้ 3.เรื่องการรณรงค์และการเรียกร้องสิทธิ์ของผู้ที่ถูกปฏิเสธนั้นก็จะส่งคนเข้าไปพูดคุย ทำความเข้าใจว่า ทำไมถึงปฏิเสธผู้ติดเชื้อ มันจึงเป็นช่องทางที่ดีที่ตอบโจทย์ในสังคม ถ้าประสบผลสำเร็จ ก็ถือว่าได้ช่วยคนมากขึ้น”

อลิศรา ศิริชุมแสง คอมเม้นท์เตเตอร์รายการเชฟกระทะเหล็ก ได้กล่าวถึงความรู้สึกและมุมมองต่อการรณรงค์นี้ว่า “รู้ว่ามีการรณรงค์นี้เกิดขึ้น ก็รู้สึกตกใจ เพราะเราไม่คิดว่าจะมีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น เราก็ยิ่งต้องออกมาพูดและสู้ คนที่โดนเลือกปฏิบัติต้องสู้เพื่อสิทธิตัวเอง กฎหมายก็ต้องช่วย เพราะเราควรอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข มันคือสิทธิมนุษยชน อยากจะฝากถึงสถานประกอบการต่างๆ ให้เปิดใจ และมองเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เจ็บป่วย เมื่อมีเมตตาแล้วก็คือไม่รังเกียจและให้โอกาส เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าการอยู่กับคนที่เป็นเอชไอวี มันเป็นเรื่องปลอดภัย”

สหัสชัย ชุมรุม ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และนักแสดง ให้ทัศนะว่า “การป้องกันที่ดีคือ ควรป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการรณรงค์ต้องเน้นประเด็นให้ทุกคนป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์ การทำให้สังคมตื่นตัวในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในการรณรงค์เพื่อให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องใช้ศิลปิน ซึ่งเป็นที่จับตามองของหลายๆ คนให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะได้ดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจ และเข้าใจมากขึ้น ส่วนการทำเคมเปญรณรงค์ก็ควรจะทำออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้สังคมรับรู้บ่อยๆ และเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง”

เซเลบฯอาร์ติสท์ตกแต่งลวดลายบนรองเท้า ฉลอง 57 ปี ‘ดร.มาร์ตินส์ เทล ออฟ เทลส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287281

เซเลบฯอาร์ติสท์ตกแต่งลวดลายบนรองเท้า ฉลอง 57 ปี ‘ดร.มาร์ตินส์ เทล ออฟ เทลส์’

เซเลบฯอาร์ติสท์ตกแต่งลวดลายบนรองเท้า ฉลอง 57 ปี ‘ดร.มาร์ตินส์ เทล ออฟ เทลส์’

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อวยพร กองพัฒนากู และ มร.เจอร์เกน สตราฟฟ์ ผู้บริหาร ดร.มาร์ตินส์เอเชีย

บริษัท โอทีที ฟุตแวร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ดร.มาร์ตินส์ เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดย นางสาวอวยพรกองพัฒนากูล ผู้จัดการทั่วไป จัดงาน “เทล ออฟ เทลส์” (TALE OF TALES) เล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 57 ปีของรองเท้าแบรนด์ดังระดับตำนานจากเกาะอังกฤษ ผ่าน “ไลฟ์เอ็กซิบิชั่นแฟชั่นโชว์” และจับมือเซเลบริตี้อาร์ติสท์ชื่อดัง 6 คน อย่าง จิตต์สิงห์ สมบุญ, โอ๋ ฟูตอง, ป๋าตึก-ภูษิก พัฒนปราการ, ซัน Smile Club OCTOBER 29(ออคโทเบอร์ ทเวนตี้ไนน์) และ BBINKO (บิ๊งโกะ) มาร่วมจัดทำ “DOC’s D.I.Y” ด้วยการตกแต่งและสร้างสรรค์ลวดลายของรองเท้าในสไตล์ของตัวเอง พร้อมทั้งเปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ DM’s Lite Tech Knit โดยมีเหล่าดารา นายแบบ และนางแบบ ร่วมถ่ายทอดเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของดร.มาร์ตินส์ ในแต่ละยุคสมัยผ่านแฟชั่นโชว์ที่สะท้อนถึงตัวตนที่ไม่เหมือนใคร

จิตต์สิงห์ สมบุญ เล่าถึงผลงานการวาดลวดลายลงบนรองเท้าดร.มาร์ตินส์ ว่า “สำหรับผลงาน “สไตล์มีสติ”ชิ้นนี้ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของตัวผมเอง คือ เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่อง “สไตล์” มาตลอด อะไรที่มีสไตล์หรือสะท้อนความเป็นตัวเราออกมาได้เราเก็บหมด แต่พอถึงจุดหนึ่งอยู่ๆ เราหยุดซื้อทุกอย่าง เหมือนอยู่ๆ เราก็มีสติถามตัวเองว่าทำไมเราต้องซื้ออะไรเยอะแยะมากมายขนาดนี้แค่เพียงเพราะต้องการสะท้อนตัวตนของเรา ผมก็เลยวาดตัวอักษรคำว่า “สติ” ลงไปบนรองเท้าดร.มาร์ตินส์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรองเท้าที่บอกสไตล์ของคนใส่ออกมาได้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะบอกกับทุกคนว่าการแสดงตัวตนเพื่อบ่งบอกสไตล์ของตัวเองผ่านการใช้ชีวิตรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือแปลกอะไร แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้วเราต้องมีสติในทุกการกระทำของเรา พูดง่ายๆ ก็คือ เราทุกคนสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ได้ แต่ขอให้ก้าวออกไปอย่างมีสติด้วยครับ”

สไตล์มีสติ ผลงานของ จิตต์สิงห์ สมบุญ

เมธัส เทพนวล หรือ ซัน Smile Club ตัวแทนจาก Smile Club กลุ่มแฮร์สไตล์ลิสต์สุดแนว บอกเล่าถึงผลงานการสร้างสรรค์ลวดลายให้กับดร.มาร์ตินส์ ที่บอกความเป็นตัวตนของพวกเขาได้อย่างชัดเจนว่า “หลายๆ คนจะรู้จัก Smile Club ว่าเป็นร้านตัดผม แต่จริงๆ แล้วพวกผมทำหลายอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่พวกผมถนัดก็คือ การสัก (Tattoo) เราเลยใช้สิ่งที่พวกเราถนัดมาสร้างสรรค์ผลงานในชื่อ “ศิลปะ ABSTRACT” ในครั้งนี้ ผมว่าน่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเลยนะที่มีการถ่ายทอดศิลปะด้วยวิธีการสักรองเท้า โดยอุปกรณ์ทุกอย่างเหมือนกับที่ใช้สักผิวหนังของคน ส่วนลายที่เราออกแบบก็มาจากแนวคิดที่เราอยากถ่ายทอดความเป็นไทยและบ่งบอกตัวตนของพวกเรา จึงเลือกดึงเอาภาพวาดที่เป็นงานอาร์ตที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ “การสักยันต์” มาใช้ อย่างเช่น พวกลายเสือไทย งูไทย ซึ่งพอได้เห็นผลงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมชอบเลยนะ เป็นรองเท้าลาย “Tattoo สไตล์ไทยไทย” ที่บอกตัวตนของเราออกมาได้ชัดเจนจริงๆ”

สาวกดร.มาร์ตินส์เมืองไทย ตามไปอัพเดทคอลเลคชั่นใหม่ได้ที่ แฟลกชิพสโตร์ทั้ง 3 แห่ง ที่สยามเซ็นเตอร์ เมกะบางนา และเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว และเคาน์เตอร์ของ ดร.มาร์ตินส์ ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ซัน Smile Club กับผลงานสักรองเท้าครั้งแรก

‘คิดถึงท่านเภา’ พล.ต.อ.เภา สารสิน อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ปูชนียบุคคลตัวอย่างแก่เยาวชนรุ่นหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287270

‘คิดถึงท่านเภา’ พล.ต.อ.เภา สารสิน อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ปูชนียบุคคลตัวอย่างแก่เยาวชนรุ่นหลัง

‘คิดถึงท่านเภา’ พล.ต.อ.เภา สารสิน อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ปูชนียบุคคลตัวอย่างแก่เยาวชนรุ่นหลัง

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน (ภริยา คู่ชีวิต พล.ต.อ.เภา สารสิน) พร้อมบุตรชายทั้ง 3 กลินท์-เพชรพริ้ง สารสิน, พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน,กนิษฐ์-อมรา สารสิน และหลานๆ ปรินทร์-มุทิตา สารสิน, อนพัช สารสิน

“คิดถึงท่านเภา” ถึงเวลาจะผ่านมานานแต่คุณงามความดีของ พล.ต.อ.เภา สารสิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมตำรวจคนที่ 25 ยังเป็นที่จดจำและเป็นแบบอย่างให้กับลูกหลานๆ โดยครอบครัว “สารสิน” นำโดย ท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน (ภริยาคู่ชีวิตของท่านเภา สารสิน) พร้อมบุตรชายทั้ง 3 กลินท์-พล.ต.ท.ชินภัทร-กนิษฐ์ สารสิน จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อระลึกถึงท่านเภาด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง โดยเชิญแขกคนสนิทที่รักและเคารพท่านเภา รวมทั้งแขกในแวดวงตำรวจและผู้ใต้บังคับบัญชาที่เคยให้ความเคารพนับถือกันมานานร่วมงาน ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560

และเป็นประจำทุกปีที่แขกมาร่วมงานร่วมกันบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน ซึ่งมีกลินท์ สารสิน เป็นประธานกรรมการ ซึ่งเดิมชื่อ “มูลนิธิป้องกันและปราบปรามยาเสพติด” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2524 โดยมีเจตนารมณ์ในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับภาครัฐ เอกชนและองค์กรการกุศลอื่นๆ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้ทุนการศึกษาแก่ทายาทของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา และการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศล และช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งมูลนิธิฯ ยังได้ก่อตั้ง “บ้านตะวันใหม่” เพื่อสงเคราะห์และพัฒนาเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการติดยาเสพติด โดยการให้ที่พึ่งพิงส่งเสริมการศึกษาให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ด้วยความเข้มแข็ง มีอนาคตที่ดี และมีความภาคภูมิใจตัวเองที่จะดำเนินชีวิตให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยในปี 2558 มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน ได้ดำเนินกิจกรรมจนบรรลุตามวัตถุประสงค์ สามารถช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาสของสังคมไทยได้ในระดับหนึ่งนั้น ก็เพราะได้รับความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มาโดยตลอด

กลินท์ สารสิน บุตรชายคนโตของท่านเภา ต้อนรับ ประมนต์-เพ็ญพรรณ สุธีวงศ์, พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรอง ผบ.ตร. และคณะสปท.เข้าร่วมงาน

กลินท์-เพชรพริ้ง สารสิน, กนิษฐ์ สารสิน พร้อมด้วย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ คณะสปท.ถ่ายภาพร่วมกับน้องๆ บ้านตะวันใหม่

กลินท์ สารสิน ต้อนรับ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช, อลงกรณ์ พลบุตร, พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และแขกผู้มีเกียรต

ท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน ท่ามกลางผู้มาร่วมงาน ดร.วัลลภ-กาญจนา กิ่งชาญศิลป์, อรรควุฒิ สุวรรณประกร-อรุโณชา ภานุพันธุ์ และผู้ที่นับถือท่านเภา มาร่วมงานอย่างพร้อมหน้า

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย คณะหอการค้าไทย

ท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน กับ รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ และคณะกรรมการ

บุตรชายทั้ง 3 ของท่านเภา สารสิน (จากซ้าย) กนิษฐ์-พล.ต.ท.ชินภัทร-กลินท์ สารสิน ต้อนรับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

สนั่น อังอุบลกุล,ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ,พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และภริยา-บุตรสาว, อลงกรณ์ พลบุตร ร่วมงาน

2 กก. ผจญ. ธนาคารกสิกรไทย ปรีดี ดาวฉาย กับ พิพิธ เอนกนิธิ และผู้บริหารระดับสูง มอบเงินสมทบทุน

อลงกรณ์ พลบุตร, สันติ วิริยะรังสฤษฎ์, ฉัตรชัย วีระเมธีกุล, ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล

โรจน์ฤทธิ์ เทพาคำ กับ นรินทร์ กัลยาณมิตร มอบเงินสมทบทุน

สุรัตน์ เมฆะวรากุล พร้อมคณะ ร่วมมอบเงินสมทบทุน

กลินท์ สารสิน กับคณะเพื่อนๆ สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)

กลินท์-เพชรพริ้ง สารสิน พร้อมเพื่อนสาธิตจุฬาฯ รุ่น 14

มากันอบอุ่น คณะทีมงาน บจ.เอสซีจี เทรดดิ้ง เซอร์วิสเซส

ทพ.พิทักษ์ ไชยเจริญ ร่วมงาน มีสามพี่น้อง ต้อนรับ

จรัมพร โชติกเสถียร, รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกกระทรวงการคลัง

คณะเพื่อนๆ สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)

ทีมงานมูลนิธิพล.ต.อ.เภา สารสิน

สองพี่น้อง (ซ้าย) กำธร-พรวิช ศิลาอ่อน ร่วมงาน

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287279

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ไลฟ์เซ็นเตอร์ จัดกิจกรรม “ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ แทนหัวใจ ถวายในหลวง” เชิญชวนร่วมเป็นจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ จำนวน 999,9999 ดอกเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ จุดบริการ บริเวณเซ็นเตอร์คอร์ท ชั้น G ไลฟ์เซ็นเตอร์ อาคารคิวเฮ้าส์ลุมพินี ระหว่างเวลา 11.00-16.00 น. ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

เปิดตัวครั้งแรก ‘Vitaboost แอพพลิเคชั่น’ ตัวช่วยคนยุคดิจิตอลเสริมวิตามินอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287278

เปิดตัวครั้งแรก ‘Vitaboost แอพพลิเคชั่น’ ตัวช่วยคนยุคดิจิตอลเสริมวิตามินอย่างปลอดภัย

เปิดตัวครั้งแรก ‘Vitaboost แอพพลิเคชั่น’ ตัวช่วยคนยุคดิจิตอลเสริมวิตามินอย่างปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล พร้อมทีมแพทย์และพยาบาล

พฤติกรรมเร่งรีบทำงานแข่งกับเวลา รวมถึงการละเลยเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และไม่ออกกำลังกายของคนเมืองยุคใหม่ กลายเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนยุคดิจิตอลที่รักและห่วงใยสุขภาพได้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจังแบบทันเวลา บริษัท ไวตาบูสท์ (ประเทศไทย) จำกัด นำทีมโดยผู้บริหาร นายสุวิชชา เนติวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร,นายศรัณย์ ชัยปาณี ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ และพญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล กรรมการผู้จัดการ ได้ฤกษ์ดีเปิดตัว “Vitaboost แอพพลิเคชั่น” โปรแกรมดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและสารอาหารปรุงเฉพาะบุคคลตามผลเลือด ที่เหมาะกับความต้องการของร่างกายเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ณ ชั้น 11 ห้อง Lotus โรงแรม สยาม@สยาม กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไวตาบูสท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าตัวเองแข็งแรง ยังทำงานไหว ไม่เคยป่วย จึงไม่จำเป็นต้องดูแลสุขภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอายุมากขึ้นอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ สะสมเป็นโรคต่างๆ จนอาจสายเกินไปที่จะรักษา ดังนั้นการเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยวิตามินและอาหารเสริมถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่บางคนไม่ได้มีความรู้ว่าร่างกายตัวเองต้องการวิตามินหรือสารอาหารอะไรบ้าง ซึ่งการไปซื้อวิตามินกินเองถือเป็นอันตรายอย่างหนึ่ง เช่น การได้รับวิตามินซีที่มากเกินความจำเป็นของร่างกายอาจนำไปสู่โรคนิ่วและโรคไตในภายหลังเพราะฉะนั้นร่างกายจึงควรได้รับวิตามินในปริมาณที่เหมาะสม

ด้าน สุวิชชา เนติวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวตาบูสท์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่าสำหรับไวตาบูสท์ เป็นโปรแกรมดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและสารอาหารปรุงเฉพาะบุคคลตามผลเลือด ที่เหมาะกับความต้องการของร่างกาย โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกโปรแกรมเสริมสุขภาพผ่านทางแอพพลิเคชั่น“Vitaboost” หรือเว็บไซต์ http://www.vitaboost.meซึ่งมีหลากหลายโปรแกรมดูแลสุขภาพให้เลือก อาทิ เฮลธี ฮาร์ท โปรแกรมดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ, แอนไท-เอจจิง โททอล โซลูชั่น โปรแกรมดูแลสุขภาพองค์รวมด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย, ซัสเตนเอเบิล เวจท์ แมเนจเมนต์ โปรแกรมควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมอย่างยั่งยืน, บิวตี้ แอนด์ สกิน เอนฮานซ์เมนต์ โปรแกรมบำรุงผิวพรรณ,แคนเซอร์ ริสก์ รีดักชั่น โปรแกรมลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และเมนส์ โททอล แคร์ โปรแกรมดูแลสุขภาพองค์รวมสำหรับผู้ชาย

จากนั้นเลือกแพ็กเกจที่ต้องการ ซึ่งหากเลือกแพ็กเกจโกลด์และแพลทินัม จะมีบริการนัดหมายพยาบาลวิชาชีพไปเจาะเลือดที่บ้าน หลังจากพยาบาลวิชาชีพไปเก็บตัวอย่างเลือดและสอบถามประวัติสุขภาพเบื้องต้น พยาบาลจะนำตัวอย่างเลือดส่งห้องปฏิบัติการ แล้วแพทย์ของไวตาบูสท์ซึ่งประกอบด้วยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในแต่ละสาขาจะคำนวนชนิดและปริมาณวิตามินที่ควรได้รับผ่านระบบไวทัลไลเซอร์ และเภสัชกรนำผลที่ได้ไปผลิตวิตามินเฉพาะบุคคลตามใบสั่งแพทย์ในห้องแล็บมาตรฐาน ก่อนจัดส่งวิตามินให้ถึงบ้านภายใน 10 วัน

ทั้งนี้ ข้อดีของไวตาบูสท์นอกจากง่าย เพราะสามารถทำผ่านแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ได้ทันที ยังปลอดภัยเพราะมีการควบคุมโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังมี ระบบโดเสจ คอนโทรล ซึ่งจะคอยจำปริมาณและวิตามินต่างๆ ไว้เพื่อไม่ให้ผู้รับบริการได้รับวิตามินหรือสารอาหารที่มากเกินความจำเป็น นอกจากนี้วัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ ยังอยู่ในเกรดเดียวกับยา ที่สำคัญคือสะดวก ด้วยบริการพยาบาลวิชาชีพไปเก็บตัวอย่างเลือด รวมถึงบริการจัดส่งวิตามินและอาหารเสริมถึงบ้าน สุดท้ายคือประหยัด เนื่องจากในแต่ละโปรแกรมมีการจัดวิตามินที่หลากหลายเพื่อให้วิตามินทำงานร่วมกันและสร้างประสิทธิภาพให้กับร่างกายหลายระบบในคราวเดียวอีกทั้ง ค่าบริการจะแบ่งตามแพ็กเกจ ซึ่งแพ็กเกจโกลด์และแพลทินัมมีการจัดวิตามินเพิ่มเติมด้วย ส่วนผู้ที่มีผลตรวจเลือดอยู่แล้วสามารถถ่ายรูปผลตรวจเลือดให้เจ้าหน้าที่ที่บันทึกข้อมูลได้ทางไลน์ @vitaboost.me

ของสะสมงานศิลปหัตถกรรมลํ้าค่าจากบรรพชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287301

ของสะสมงานศิลปหัตถกรรมลํ้าค่าจากบรรพชน

ของสะสมงานศิลปหัตถกรรมลํ้าค่าจากบรรพชน

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เครื่องเงินราชสำนัก ของ กฤษณ์ โรจนเสนา  

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เปิดเวทียิ่งใหญ่ดึงนักสะสม  ชั้นนำของเมืองไทย นำของรัก ของหวง ของสะสมงานศิลปหัตถกรรมบรรพชนล้ำค่า เผยแพร่ให้ร่วมชื่นชม ในงานเสวนา “หัตถกรรมของบรรพชน ของรักของหวง รักษาไว้ให้ถึง ลูกหลาน” มุ่งหวังถ่ายทอดประสบการณ์ในงานสะสม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกลุ่มนักสะสม และผู้รักงานศิลปหัตถกรรม ณ โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า SACICT มีบทบาท ในด้านการส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาในงานศิลปหัตถกรรม และส่งเสริมการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์สู่ความร่วมสมัย และเชิงพาณิชย์ เห็นถึงความสำคัญการเผยแพร่องค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมแห่งบรรพชนที่สะท้อนถึงซึ่งภูมิปัญญาทั้งศาสตร์และศิลป์เชิงช่างที่มีการสะสมไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการนักสะสมแห่งสยาม จึงได้จัดกิจกรรมเสวนา “หัตถกรรมของบรรพชน ของรัก ของหวง รักษาไว้ให้ถึง ลูกหลาน” ขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการนักสะสม ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปหัตถกรรมได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง ถ่ายทอดแรงบันดาลใจ และแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งผลงานบางชิ้นมีอายุเกินกว่า 200 ปี และบางชิ้นเป็นงานระดับชิ้นเอก ของนักสะสมที่อาจไม่เคยนำมาเผยแพร่ที่ใดมาก่อน

ในโอกาสนี้ SACICT ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ นักสะสมที่เป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม มาถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมา ความสำคัญ รวมถึงความแตกต่างของงานศิลปหัตถกรรมในแต่ละยุคสมัย จำนวน 6 ท่าน ได้แก่ ครูเสน่ห์แจ่มจิรารักษ์ ครูศิลป์ของแผ่นดินงานเครื่องมุก, ครูวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดิน งานผ้ายก-ศิลปะสมัยอยุธยา, ครูมีชัย แต้สุจริยา ครูศิลป์แห่งแผ่นดินงานผ้าทอ,ครูวิรัช ปิ่นสุวรรณ ครูศิลป์แห่งแผ่นดินงานเครื่องเบญจรงค์,ครูดิเรก สร้อยสีดา ครูช่างศิลปหัตถกรรมงานสลักดุน ครูอุทัย เจียรศิริ ครูช่างหัตถกรรมงานเครื่องถม-คร่ำ

อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ, กุลรัศมิ์ ปัทมสูต หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมคุณค่า SACICT, ครูอุทัย เจียรศิริ ครูช่างงานเครื่องถม-คร่ำ, อัมพวัน พิชาลัย ผอ. SACICT, ครูเสน่ห์ แจ่มจิรารักษ์ คุณครูศิลป์งานเครื่องมุก, ครูวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์งานผ้ายก-ศิลปะสมัยอยุธยา, ครูดิเรก สร้อยสีดา ครูช่างศิลป์งานสลักดุน

นอกจากนี้ ยังได้เชิญนักสะสมชื่อดังของเมืองไทย มาถ่ายทอดเรื่องราวความน่าสนใจ เสน่ห์ที่ดึงดูดของงานศิลปหัตถกรรมตั้งแต่รุ่นปู่ย่ามาจนถึงรุ่นปัจจุบัน อีกกว่า 10 ท่าน ได้แก่ กฤษณ์ โรจนเสนา นักสะสมงานเครื่องเงิน – สลักดุน แบบราชสำนัก ที่มีการใช้งานนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ ศักดิ์ชัย กาย นักสะสมงานเครื่องดนตรีประเภทซอที่แกะสลักจากกะลามะพร้าว อาจารย์บุญชัย ทองเจริญบัวงามงานสะสมงานหัตถกรรมโบราณ –เครื่องเงิน ผ้าทอและจักสานปัญญา พูนศิลป์ นักสะสม ผ้าโบราณและของใช้โบราณวัตถุของภาคใต้ ศิริลักษณ์  ภัทรประสิทธิ์ ไม้ไทย นักสะสมเครื่องกระเบื้องและเครื่องเงินจากทั่วโลก เนธิชัย ปานสุวรรณ นักสะสมชิ้นงานกระเบื้องประเภทจานเชิงเขียนลายสีน้ำเงินบนพื้นขาว (กระเบื้องลายคราม) พิพัฒน์พงศ์  อิศรเสนา ณ อยุธยา นักสะสมเครื่องมุกโบราณ สมคิด เจริญธุระยนต์ นักสะสมงานเครื่องแก้วเจียระไนทั้งของโบราณของไทย และจากนานาประเทศ รศ.นพ.มนัทสูงประสิทธิ์ นักสะสมงานเครื่องถมโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยากรุงรัตนโกสินทร์ ชาย มีจำรัส  นักสะสมงานกริชโบราณ ทุกยุคทุกสมัย เป็นผู้ที่สะสม กริช มากที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย

อัมพวัน กล่าวเสริมว่าการจัดงานในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการสร้างความตื่นตา ตื่นใจในผลงานที่เป็นของรัก ของหวง เป็นสมบัติอันล้ำค่าของนักสะสมทุกท่านเท่านั้น แต่เป็นโอกาสให้นักสะสม หรือผู้ที่กำลังจะผันตัวเองมาเป็นนักสะสม ทุกรุ่น ได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์การสะสมระหว่างกัน เป็นแรงผลักดันให้เกิดความนิยมของกลุ่มผู้ริเริ่มสะสมงานศิลปหัตถกรรม เสมือนเป็นการสืบสานต่อเส้นทางงานศิลปหัตถกรรมให้คงอยู่ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งทำให้ได้มีโอกาสเห็นฝีมือ เทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานของบรรพชนที่มีมาแต่โบราณ ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจหรือแนวคิดผ่านชิ้นงานเหล่านี้ของผู้ที่มีทักษะฝีมือเชิงช่าง เกิดการนำไปพัฒนาเป็นผลงานMasterpiece หรือปรับประยุกต์เป็นผลงานเชิงสร้างสรรค์พัฒนาต่อยอดขยายผลองค์ความรู้เชิงนวัตศิลป์ต่อไป

เครื่องถมทองจาก รศ.นพ.มนัท สูงประสิทธิ์

งานสะสมของ ปัญญา พูลศิลป์ นักสะสมผ้าและเครื่องแต่งกายภาคใต้

คุณแหน : 22 สิงหาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287295

คุณแหน : 22 สิงหาคม 2560

คุณแหน : 22 สิงหาคม 2560

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll สมเด็จพระสังฆราช ประทานน้ำพระพุทธมนต์แก่ สุดสวาสดิ์ มังคะลี ในโอกาสคล้ายวันเกิดครบ 90 ปี เมื่อหลายวันก่อน…

 

ll Maslow นักปรัชญาคนสำคัญพูดไว้ว่าทุกคนปรารถนา “การยอมรับจากคนในกลุ่ม” จุดนี้ สุโชติ ปาลีวงศ์ คหบดีใหญ่จากมหานครนิวยอร์กได้พบความสำเร็จแล้ว เมื่อศูนย์พัฒนาธุรกิจเอเชี่ยนอเมริกัน คัดเลือกเขาให้เป็น 1 ใน 50 นักธุรกิจเอเชี่ยนอเมริกันดีเด่นประจำปี 2017 ในงานเลี้ยงประกาศเกียรติคุณ ณ CIPRIANI WALL STREET N.Y. โดยมี พิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ผลการพิจารณารวบรวมจาก ตลอดระยะเวลา 50 ปี ที่เขาประกอบธุรกิจหลายชนิดที่มีผลดีต่อชีวิตของชาวนิวยอร์ก อาทิ เอเย่นต์ใหญ่เบียร์สิงห์ในสหรัฐ, เอเย่นต์นสพ.ไทยและสิ่งพิมพ์, ดีลเลอร์ขายรถแวน, ตลาด SIAM GROCERY และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์…

ll ทฤษฎีที่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจดีๆ กลับตาลปัตรได้ และหลายกูรูมองว่าธุรกิจดี เช่น THAI SUMMIT ของสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทยคงจะต้องพบกับความผันผวนครั้งใหญ่ แต่คาดไม่ถึงความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ของไทคูนหญิงที่มองทะลุปรุโปร่งจึงได้จัดตั้งธุรกิจโรงงานผลิตอะไหล่ในรัฐเคนทักกีเพื่อเคาน์เตอร์การกีดกันการค้าของทรัมป์และเตรียมการสายการผลิตใหม่สำหรับอุปกรณ์และตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทันที พัฒนาการดังกล่าวยังทำให้คนไทยในสหรัฐได้รับอานิสงส์การจ้างงานดังกล่าว รวมถึง จ.ส.ต.วู๊ดดี้ แซ่อี้ อดีตตำรวจนครบาลแอลเอคนดังด้วย…

ll ยินดีด้วยกับร.ศ.ดร.ประจักษ์ พุ่มวิเศษ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่ง อลิษา สุนทรวัฒน์นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยได้รับทุนวิจัย สภาวิจัยแห่งชาติในโครงการเพิ่มค่าผลไม้ไทย (จากผลหม่อนและมะม่วงน้ำดอกไม้) ไปแสดงในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 23-27 ส.ค.นี้…

ll ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 73 รุ่นเดียวกับเตชะพิทย์ แสงสิงแก้ว อภิวัฒน์ ธรรมเกษร ประทีป สุนทราชุน ภาณุฉัตต์ ทองอุไทย และ เกียรติสม กลิ่นสุวรรณ นัดพบปะสังสรรค์กลุ่มย่อยที่วิเศษไก่ย่าง บางโพ เที่ยงวันที่ 24 ส.ค. …

llเคยเป็นประชาสัมพันธ์ใหญ่ที่การบินไทย พอหลังเกษียณ ภาณุพันธ์ พัจนโรจน์ เปิดกิจการห้องอาหารพริกหยวก ที่สวนจตุจักร ติดรถไฟฟ้า บีทีเอส กลายเป็นที่สังสรรค์ของเพื่อนๆ อีกแห่ง…

l เสียใจด้วยกับ เตือนใจ ศงสภาต ที่สูญเสียสามี อนันต์ พิธีฌาปนกิจศพเสร็จเรียบร้อยไปเมื่อสัปดาห์ก่อน…ส่วน ราชินี 65 สูญเสีย ครูตุ๋ย-กนกวรรณ ประถมบูรณ์สวดพระอภิธรรมที่วัดตรีทศเทพ 3 วัน แล้วมอบร่างให้โรงพยาบาลศิริราช ตามประสงค์ผู้วายชนม์…

ll ด้วยวัย 70 ปี รศ.มนต์ชัย นินนาทนนท์ เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ หลังแพทย์พบว่าเป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ขณะนี้พักฟื้นอยู่ที่ตึกวชิราลงกรณ์ ชั้น 6ลูกศิษย์ มช.มาให้กำลังใจอาจารย์หน่อย !!…ll

บารอนเนส

Pinkoi เว็บไซต์ซื้อขายสินค้างานดีไซน์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287285

Pinkoi เว็บไซต์ซื้อขายสินค้างานดีไซน์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

Pinkoi เว็บไซต์ซื้อขายสินค้างานดีไซน์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผู้บริหาร Pinkoi (ซ้าย) ไมค์ ลี, ไมเบลล์ ลิน และ ปีเตอร์ เยน

Pinkoi เว็บไซต์ซื้อ-ขายสินค้างานดีไซน์ชั้นนำระดับโลก เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ Pinkoi เป็นชุมชนบนโลกออนไลน์อันล้ำสมัย ที่ซึ่งให้ดีไซเนอร์ได้แสดงฝีมือ ได้โปรโมตงานดีไซน์ชั้นเยี่ยม และคัดสรรสินค้าที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภายใต้คอนเซ็ปต์การสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์ที่มีรสนิยมเพื่อผู้บริโภค ด้วยงานดีไซน์ที่ล้ำสมัย ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

Pinkoi เปิดตัวเมื่อปี 2554 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไต้หวัน โดยคัดสรรสินค้าอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างประสบการณ์ในการช็อปปิ้งที่ไม่เหมือนใครให้กับลูกค้า สินค้าส่วนใหญ่มีตั้งแต่งานแฮนด์เมดหรืองานดีไซน์ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับไปจนถึงเครื่องเขียนแบบแฮนด์เมด โดยมีเป้าหมายในการนำเสนอผลงานที่มีคุณภาพดีและเน้นในเรื่องของการดีไซน์เป็นหลัก

Pinkoi สร้างพื้นที่ซึ่งช่วยให้ดีไซเนอร์รายย่อยเป็นที่พบเห็นมากกว่าอยู่ในเว็บไซต์แบบเหมารวมที่ซึ่งสินค้าแบรนด์เนมมักจะได้รับความสนใจมากกว่าหรือในกรณีที่อาจมีปัญหาในเรื่องคุณภาพของสินค้าในทวีปเอเชีย คนรุ่นใหม่มีรายได้สำหรับจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จึงทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น และมีความสนใจเป็นพิเศษในงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ในประเทศ มากกว่าสินค้าแบรนด์หรูหรายักษ์ใหญ่

นอกจากนั้น Pinkoi ยังสานความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับดีไซเนอร์ระดับฐานรากอีกด้วย ซึ่งเป็นการลดช่องว่างระหว่างดีไซเนอร์ในทวีปเอเชีย ทีมงานของ Pinkoi ตามเสาะหาดีไซเนอร์ทั้งหน้าใหม่ ดีไซเนอร์ดาวรุ่ง และดีไซเนอร์รุ่นเก๋าตามงานแสดงผลงานดีไซน์ต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตลาดนัดสุดสัปดาห์และงานแสดงศิลปะในไทเป รวมไปถึงดีไซเนอร์และศิลปินในไต้หวัน โดยให้การสนับสนุนดีไซเนอร์ในเครือข่ายโดยการจัดเวิร์กช็อปในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพบรรจุภัณฑ์ การสัมมนาผ่านเว็บไซต์ และให้ความช่วยเหลือในการทำตลาดออนไลน์

นายปีเตอร์ เยน (Peter Yen), CEO ของ Pinkoi กล่าวว่า การเปิดตัวล่าสุดนี้นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับดีไซเนอร์ชาวไทย “สำหรับในประเทศไทย ในขณะนี้มีดีไซเนอร์ที่ลงทะเบียนกับ Pinkoi และได้รับการตอบรับแล้วกว่า 500 ราย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนดีไซเนอร์เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเราจะจำหน่ายสินค้าในระดับสากล แต่งานดีไซน์ของเราเน้นในทวีปเอเชีย เนื่องจากว่าในภูมิภาคนี้ยังไม่มีแพลตฟอร์มสำหรับดีไซเนอร์ที่มีลักษณะเหมือนกับ Pinkoi

ในประเทศไทยมีงานศิลปะและงานดีไซน์ที่โดดเด่นมาก ในช่วงปี 2558 ถึง 2559 เราพบว่าจำนวนสินค้าในแพลตฟอร์มของเราเพิ่มสูงขึ้นถึง 105% ซึ่งในปัจจุบันนี้มีจำนวนถึง11,000 รายการแล้ว และยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายของเราก็คือเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม สร้างสรรค์งานดีไซน์สวยๆ ซึ่งดึงดูดใจผู้รักความอิสระในทุกวันนี้

Pinkoi Chatbox คือฟีเจอร์พิเศษเพื่อให้ลูกค้าสามารถแชทกับดีไซเนอร์ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติมหรือสั่งทำสินค้าพิเศษตามความต้องการ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในภูมิภาคนี้ ส่วนฟีเจอร์ Pinkoi Window ดีไซเนอร์จะสามารถออกแบบดีไซน์เว็บเพจได้ตามที่ตัวเองต้องการ ฟีเจอร์ Pinkoi Zine จะรวบรวมข่าวสารอัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับดีไซเนอร์ และ Pinkoi Wall จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสามารถแชร์ไอเดียเกี่ยวกับของขวัญและแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานดีไซน์ได้

โอปอ มหาวนา และ กรณิศเนตยานุวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ WhiteoakFactory ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่สร้างสรรค์กระเป๋าหนังเทียมรูปลักษณ์เรียบง่ายในสไตล์ Minimal ได้เข้าร่วมกับ Pinkoi เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และได้ขายสินค้าผ่าน Pinkoi ไปแล้วกว่า 4,000 ชิ้น เผยว่า “Pinkoi ช่วยให้เราเข้าถึงตลาดในต่างประเทศที่ชื่นชอบแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และแบรนด์ขนาดเล็ก ทำให้เรามีจุดยืนนอกเหนือจากตลาดในประเทศไทยPinkoi ค้นหาดีไซเนอร์ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือ”

พลอยศิริ รังคดิลก ดีไซเนอร์ไทยผู้ก่อตั้งแบรนด์ Need a New Needle ผู้สร้างสรรค์ลายปักผ้าแบบแฮนด์เมดตามความต้องการของลูกค้า กล่าวในทำนองเดียวกันว่า “ในหนึ่งปี เรามียอดขายมากกว่า 600 ครั้งและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศด้วยงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและลูกค้าสั่งทำได้ตามความต้องการ ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด Pinkoi มีจิตวิญญาณของดีไซเนอร์อย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันมีความไฮเทคและกล้าลงทุน ซึ่งเป็นการช่วยยกระดับธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น”

ทั้งนี้ Pinkoi มุ่งเน้นไปที่ตลาดระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และล่าสุดประเทศไทย โดย Pinkoi เปิดให้บริการแล้วใน 88 ประเทศ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะมีอายุระหว่าง 25-44 ปีโดยเน้นที่ผู้หญิงเป็นหลัก นับตั้งแต่ที่เปิดตัวครั้งแรกจนถึงปัจจุบันนี้ Pinkoi มีสมาชิกกว่า 1.6 ล้านราย และขายสินค้าไปแล้วมากกว่า 3.7 ล้านชิ้น ในปัจจุบันนี้ Pinkoi มีสินค้ามากกว่า 860,000 รายการจากร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งในเว็บไซต์และแอพ Pinkoi กว่า 8,000 ร้านค้า เปิดให้บริการใน 5 ภาษาและรองรับ 12 สกุลเงิน โดย 90% ของยอดขายจะเป็นของดีไซเนอร์

ทั้งเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและแอพ Pinkoiในระบบ Android และ iOS ที่ได้รับคะแนน4.8 ดาว รวมไปถึงสื่อสังคมออนไลน์ของ Pinkoi จะสื่อสารกับลูกค้าเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีนดั้งเดิมและภาษาจีนประยุกต์ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาไทย ใน Google Play มีผู้รีวิวแอพ Pinkoi กว่า 17,000 คน จาก 20,000 คนพร้อมทั้งให้คะแนน Pinkoi 5 ดาวอีกด้วย