3 เทคนิคเลือกสปอร์ตบราคู่ใจสำหรับสาวรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 16:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526448

3 เทคนิคเลือกสปอร์ตบราคู่ใจสำหรับสาวรักสุขภาพ

สำหรับสาวรักสุขภาพแล้ว อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือสปอร์ตบรา ซึ่งควรรู้วิธีการเลือกอย่างถูกต้อง

ในยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีหุ่นผอมเพรียว บวกกล้ามเนื้อนิดๆ ให้ดูแข็งแรง เพราะเทรนด์สุขภาพเป็นอีกเทรนด์ที่มาแรงมากๆ ในปีนี้ และยังไม่มีวี่แววว่าเทรนด์นี้จะเอาท์ สำหรับสาวๆ ผู้ที่มีใจรักการออกกำลังกาย อีกหนึ่งไอเท็มคู่ใจนอกจากรองเท้ากีฬาคงจะหนีไม่พ้นสปอร์ตบราตัวเก่ง ที่นอกจากรูปลักษณ์ภายนอก อย่างดีไซน์และสีสันแล้ว ก็ควรมีวิธีการเลือกอย่างถูกต้อง เพื่อให้ออกกำลังกายได้อย่างไม่สะดุด

1. เลือกขนาดที่พอดี – เวลาสวมใส่สปอร์ตบรา เนื้อหน้าอกควรจะเต็มคัพ ไม่หย่อนยานหรือมีรอยย่น สวมใส่แล้วต้องรู้สึกไม่อึดอัด หากสวมใส่แล้วเนื้อปลิ้นออกมา ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือใต้วงแขน แสดงว่าสปอร์ตบรานั้นคับเกินไป จนไม่มีพื้นที่ให้หน้าอกได้หายใจ ให้ทดสอบด้วยการสอดนิ้วมือลงไป 1 นิ้ว บริเวณสายไหล่ขอบด้านข้างและขอบด้านหลัง สปอร์ตบราที่พอดีจะต้องมีพื้นที่พอสำหรับ 1 นิ้วมือ

2. ลองก่อนทุกครั้ง – การเลือกสปอร์ตบราที่ดี แม้เราจะคำนวณขนาดไปอย่างละเอียดแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ควรลองสวมให้แน่ใจก่อนทุกครั้ง ครั้งละ 2 ไซส์ และ 2 ดีไซน์ เพื่อความพอดี เพราะสปอร์ตบราแต่ละรุ่นก็อาจมีขนาดและความกระชับของเนื้อผ้าที่ต่างกัน ไม่สามารถนำขนาดมาเทียบกันได้เสมอไป

3. จับคู่โทนสี – เทคนิคในการเลือกโทนสี สามารถเลือกแมทช์ได้ทั้งสีโทนเดียวกันหรือสีที่ตรงข้ามกันสุดขั้ว เช่น เสื้อกล้ามสีแดงสวมทับบนสปอร์ตบราสีดำ หรือเสื้อกล้ามสีม่วงสวมทับบนสปอร์ตบราสีฟ้านีออน เลือกตามที่ตัวเองชอบและสามารถสวมใส่ได้อย่างมั่นใจที่สุด เนื่องจากสไตล์ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

10 คำถามเป็นธรรมชาติ กับ คน หลง ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 15:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525931

10 คำถามเป็นธรรมชาติ กับ คน หลง ป่า

โดย รอนแรม ภาพ : คน หลง ป่า

มองไปโพสต์ไหน ก็เจอแต่สีเขียวครึ้มของผืนป่า ความชุ่มชื่นของสายหมอก และความสวยงามของดวงอาทิตย์

สมกับเป็นเพจเฟซบุ๊ก คน หลง ป่า ของคนหลงรักธรรมชาติ น้ำจันทร์-สุรศักดิ์ ดำดี ที่ส่วนใหญ่ทำงานในป่า ถ่ายรูปป่า และพาคนที่สนใจร่วมเดินทางไปหาป่า

ทำให้ 10 คำถามและคำตอบต่อจากนี้มีความเป็นธรรมชาติที่สุด

 

1.ที่มาที่ไปของเพจ คน หลง ป่า

 แต่ก่อนก็ยังไม่รู้จักหรอกเทคโนโลยี ไม่รู้จักว่าอะไรคือเพจ แต่เราเที่ยวมานานแล้ว ทำให้พอมีคนรู้จักในกลุ่มสายป่า อย่างน้องฝน (เพจบันทึกคนขี้เที่ยว) ก็ถามว่า ทำไมไม่ทำเพจ เราก็บอกอะไรคือเพจ เราไม่รู้จัก แต่สุดท้ายก็ยอมทำ แล้วได้ผลตอบรับดี ถ้าถามว่ามีแรงบันดาลใจอะไรตอนนั้น ต้องบอกว่า ไม่มีเลย เพราะแค่อยากเข้าป่าหาธรรมชาติอย่างเดียว

2.ตัวตน คน หลง ป่า

คนหลงป่าเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ รักษาให้คงอยู่ ที่ไหนที่ดังหรือคนไปเยอะ เราจะไม่ไป แต่ที่แปลกๆ ใหม่ๆ เราจะไป

3.สไตล์การท่องเที่ยวของน้ำจันทร์

สไตล์เหรอ จะเน้นธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ ชอบป่าเขา ชอบเดินป่า น้ำตก ทะเลหมอก แต่ที่อาจไม่เหมือนใครน่าจะเป็นการที่เราชอบทำตามกฎ เพราะเราอาศัยป่าเที่ยวจึงต้องเคารพกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ คือไม่บุกรุก อย่างการเที่ยวโฮมสเตย์ที่ยังเป็นโฮมสเตย์จริงๆ เราจะเน้นอยู่ร่วมกับชุมชน ท้องถิ่น ชอบอยู่กับวิถีและชอบเรียนรู้

 

4.มีเทคนิคถ่ายภาพหรือการเล่าเรื่องหรือเปล่า

สำหรับการถ่ายภาพ เราไม่มีเทคนิคอะไรแค่ใช้ใจถ่าย คือถ่ายทอดออกมายังไงก็ได้ ให้คนอื่นรู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกในขณะที่เราเห็นอยู่ตรงนั้น

5.คาดหวังอะไรจากการทำเพจ

เรื่องของอนาคต ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ระหว่างทางก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้กับเราให้มากที่สุด

6.คน หลง ป่า ให้อะไรกับลูกเพจ

อย่างน้อยก็ให้ลูกเพจรู้ว่าเราทำอะไร เที่ยวแบบไหน หลายคนที่มาเที่ยวกับเราหรือตามเราอยู่ จะได้รู้ว่าเราท่องเที่ยวแบบไหน บางคนอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่จริง บางคนได้เห็นว่าสถานที่แบบนี้ยังมีอยู่ในประเทศไทย

เราคิดว่า อย่างน้อยเพจนี้จะสามารถเปิดความคิดในการท่องเที่ยวของพวกเขาให้ออกมาค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไม่มากก็น้อย

7.นอกจากเป็นบล็อกเกอร์ ยังทำอะไรอีก

ส่วนใหญ่เราจะทำงานในป่าและออกไปถ่ายรูปสถานที่ใหม่ๆ นำมารีวิวลงในเพจให้ลูกเพจได้รู้จัก แล้วจะมีการเปิดทริปพาลูกค้าเดินป่าไปเที่ยวแนววิถีชาวบ้าน นอนโฮมสเตย์ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของท้องถิ่นด้วยกัน คนที่สนใจสามารถติดตามทริปต่างๆ ได้ทางหน้าเพจ คน หลง ป่า อย่างวันที่ 23-24 ธ.ค.นี้ ได้จัดทริปดอยม่อนจอง จ.เชียงใหม่

 

8.ธรรมชาติสอนวิชาอะไรให้บ้าง

เขาสอนให้เราได้เรียนรู้ ได้ทั้งประสบการณ์และความเข้าใจในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สอนให้เราอดทน รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดีเลย

9.อะไรที่ทำให้ก้าวผ่านความเหนื่อยระหว่างขึ้นภูเขาสูง

สิ่งที่ทำให้เราลืมความเหนื่อยความลำบากระหว่างเดินป่าคือ เรื่องราวระหว่างทาง ธรรมชาติรอบด้าน ความสมบูรณ์ของผืนป่า และที่สำคัญมิตรภาพระหว่างการเดินทาง

10.ความรู้สึกที่ได้ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาหรือปลายทาง

คำตอบแรกเลยคือ หายเหนื่อยแน่ๆ กับการได้ไปถึงที่หมาย ได้เห็นวิว ได้เห็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ แต่ก็ยากนะที่จะเล่าออกมาเป็นคำพูดให้คนอื่นสัมผัสได้ ถ้าอยากเข้าใจเหมือนเรา ลองเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทาง แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเราถึงเป็น “คนหลงป่า” อย่างตอนนี้

 ติดตามการเดินทางสายธรรมชาติ หรือร่วมเดินทางกับผู้ชายสายป่า พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หาไม่ได้ไปพร้อมกับเขาได้ ทางเพจเฟซบุ๊ก คน หลง ป่า / K O N L O N G P a

6 วิธีลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตาสำหรับผู้สวมใส่คอนแทคเลนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526433

6 วิธีลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตาสำหรับผู้สวมใส่คอนแทคเลนส์

แนวทางการลดความเสี่ยงอีกหนึ่งโรคทางตา อย่าง การติดเชื้อที่กระจกตา ที่เกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์

ในปัจจุบันมีผู้ที่มีปัญหาทางสายตามากขึ้น ทำให้จำนวนผู้ที่สวมใส่คอนแทนเลนส์ก็เพิ่มขึ้นตามไปเช่นกัน ยังไม่รวมผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความสวยความงามอย่าง บิ๊กอาย หรือคอนแทคเลนส์แฟชั่นอื่นๆ อีก พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติ รพ.พระรามเก้า บอกว่า การติดเชื้อที่กระจกตาเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา น้ำตาไหล มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้ หากไม่ได้ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จุดขาวที่เกิดขึ้นจะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่ดวงตา เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก ไปจนถึงตาบอด สำหรับการลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตา เบื้องต้นสามารถทำได้โดย

1. ดูแลรักษาเลนส์อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

2. ห้ามเลนส์สัมผัสกับน้ำทั่วไป ต้องเป็นน้ำยาที่ใช้สำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น

3. ไม่ใส่เลนส์เกินอายุการใช้งานที่ระบุไว้ข้างกล่อง

4. ไม่ใช้คอนแทคเลนส์มือสอง

5. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะหลับ และควรเปลี่ยนตลับแช่คอนแทคเลนส์บ่อยครั้ง

6. ตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ และตรวจวัดค่าสายตา หรือเลนส์ที่เหมาะสมอย่างน้อยทุก 6-12 เดือน

3 สิ่งที่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวความประทับใจในอดีต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 14:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526421

3 สิ่งที่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวความประทับใจในอดีต

หลายครั้งที่เรื่องราวในอดีตไม่ใช่สิ่งที่เราอยากลืม แต่กลับชวนให้หวนคิดถึงความสุขในครั้งเก่า

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตมาสักระยะหนึ่ง น่าจะมีความทรงจำมากมายอัดแน่นอยู่ภายใน ทั้งความทรงจำที่ดีจนอดยิ้มไม่ได้ทุกครั้งที่นึกถึง และความทรงจำอันแสนเจ็บปวด แต่เชื่อเถอะว่าหลายครั้งเรื่องราวในอดีตก็ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากลืมไปเสียหมด ในบางจังหวะชีวิต เราเองก็อยากให้เรื่องราวความประทับใจในอดีตหวนคืนกลับเข้ามาอีกครั้ง หากใครที่ความทรงจำเริ่มเลือนลางไปแล้ว เราขอแนะนำ 3 สิ่งที่จะชวนหวนคืนเรื่องราวแห่งความสุขในครั้งเก่ากลับมา

1. ภาพถ่าย – แทบทุกคนมักจะบันทึกความทรงจำดีๆ ไว้ในภาพถ่าย การรื้อภาพถ่ายในกล่องใบเก่าออกมาดูบ้างยาวเหงา มักจะชวนให้เราแอบอมยิ้มมุมปาก นึกถึงเรื่องราวสนุกๆ ในครั้งเก่าอยู่ไม่น้อย

2. สถานที่ที่เคยไป – สมองเรามักจะเชื่อมโยงภาพความทรงจำกับสถานที่ ไม่ว่าเรื่องราวจะผ่านไปนานเท่าใด แต่หากได้ไปเยือนสถานที่เดิมๆ ที่เคยไป โดยเฉพาะสถานที่ที่มีความประจำดีๆ หรือสถานที่ที่ไปกับคนสำคัญในชีวิตคุณแล้วล่ะก็ รับรองว่าเรื่องราวต่างๆ ในอดีตจะหวนคืนกลับเข้ามาอย่างแน่นอน

3. กลิ่นหอม – กลิ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงกับสมอง น้ำหอมจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถสื่อความหมายและถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ออกมาได้ผ่านกลิ่นหอม อย่าง น้ำหอม OBSESSED จาก Calvin Klein (คาลวิน ไคลน์) ที่นำเอาน้ำหอมอันโด่งดังมาแปลงโฉมใหม่โดยเป็นการใช้กลิ่นหอมกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต และสร้างความผสมผสานระหว่างความทรงจำกับความคิดถึง ความแข็งแกร่งและอ่อนโยน จากอดีตถึงปัจจุบัน

5 เคล็ดลับป้องกันสายตาให้ห่างจากโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 13:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526398

5 เคล็ดลับป้องกันสายตาให้ห่างจากโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เป็นโรคที่เกิดจากแสงสะท้อนจากหน้าจอ ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานติดต่อกันจึงควรรู้วิธีการป้องกัน

จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่าอีกหนึ่งโรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทยคือ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนเกิดอาการทางตาต่างๆ สาเหตุหลักเกิดจากแสงสะท้อนหน้าจอ ทำให้ปวดตา ล้าตาได้ง่าย อีกทั้งการกะพริบตาน้อยลงขณะที่อยู่หน้าจอ ทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบตา แพ้แสง หรือตามัว เมื่ออาการสะสมเรื่อยๆ อาการจะหนักขึ้น และปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนในสมัยนี้ที่อยู่ไม่ห่างจากจอ ทำให้มีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรรู้วิธีป้องกัน เพื่อปกป้องดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปนานๆ

1. กะพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอ และควรพักสายตาเป็นระยะตามกฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาทีให้พักสายตาอย่างน้อย 20 วินาที โดยการมองไกลๆ 20 ฟุต หรือหลับตาพักก็ได้

2. การปรับท่าทางการทำงาน ตำแหน่งของหน้าจอ ใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการต่างๆ ได้มากขึ้น

3. ดูแลสายตาได้จากภายในด้วยการกินวิตามินเอที่มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง

4. ควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อดวงตา ตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน นานเกิน 25-30 นาที และพักสายตาอย่างน้อย 1-5 นาที

5. ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และพักผ่อนนอนหลับ 6-8 ชม.

เบาหวาน กับผู้หญิง(ไทย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526381

เบาหวาน กับผู้หญิง(ไทย)

ไม่ใช่ของอร่อยที่ไม่ควรกิน แต่ควร “บันยะบันยัง” ในการกิน เพราะถ้ากินเกินพอดี อาจเสี่ยงทำให้เป็นโรคเบาหวาน โรคที่ผู้หญิงทั่วโลกประมาทไม่ได้อีกต่อไป

กระเพาะหมูเป็นสิ่งยั่วยวนใจ ที่จะไม่สั่ง (มากิน) นั้นไม่ได้ ขาหมูน้ำแดงหรือก็เข้าที ไส้กรอกอีสานไส้กรอกฝรั่งก็บ่ยั่น สั่งมากินหมด หมายถึง กินไม่เหลือ อย่าลืมฮ่อยจ๊อแสนอร่อย ทอดน้ำมันท่วมฟูเหลืองอร่าม ตบท้ายด้วยขนมปังทาเนยโรยน้ำตาล… อนิจจา ของอร่อยไม่ควรกิน

ตัวเลขล่าสุดจาก สมาพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (IDF) ระบุว่า ปัจจุบันผู้หญิงกว่า 199 ล้านคนเป็นเบาหวาน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 313 ล้านคนในปี 2583

วันที่ 14 พ.ย.ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) ซึ่งหัวข้อสำคัญในปีนี้ คือ ผู้หญิงกับเบาหวาน (Women and Diabetes-Our right to a healthy future) ที่ต้องการกระตุ้นเตือนภัยจากเบาหวาน ที่จะบั่นทอนสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วโลก

 

ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเบาหวาน ฮอร์โมนและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และหัวหน้าสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บทบาทที่แตกต่างกัน ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพและความใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้หญิง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อโรคเบาหวานในผู้หญิง ทำให้โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ในผู้หญิงทั่วโลก

ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ เล่าว่า พิษภัยจากเบาหวานนำมาซึ่งโครงการวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศฯ โดยเมื่อ 3 ปีก่อน ได้เริ่มงานวิจัยเรื่องพลังงานในอาหารที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสมดุลของน้ำตาลในร่างกายในคนไข้เบาหวาน โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการ ผู้ป่วยสามารถหยุดยารักษาเบาหวานได้แทบทุกคน

แนวคิดงานวิจัย เริ่มต้นมาจากการศึกษาในอังกฤษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การลดพลังงานในอาหารของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ผู้ป่วยที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน) ด้วยการรับประทานอาหารพลังงานต่ำที่เป็นอาหารกระป๋องแบบน้ำเพียงอย่างเดียว ทำให้การทำงานของตับอ่อนกลับสู่ภาวะปกติ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหยุดยารักษาเบาหวานได้

ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ จึงได้ประยุกต์มาศึกษาในคนไทยที่เป็นเบาหวาน เปลี่ยนจากสูตรอาหารที่เป็นสูตรจำเพาะ มีลักษณะเป็นอาหารกระป๋องแบบน้ำ ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมการกินของคนไทย มาเป็นอาหารไทยๆ ที่มีพลังงานต่ำ คิดค้นสูตรและจัดเตรียมโดยฝ่ายโภชนวิทยาและโภชนบำบัดของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทุกรายการ มีการคัดเลือกและคำนวณพลังงาน ตลอดระยะเวลา 3 เดือน และมีการประเมินผลระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย ปริมาณไขมันในร่างกาย ความดื้อของอินซูลิน การทำงานของตับอ่อน การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ทางเมตะบอลิสม รวมทั้งคุณภาพชีวิต

การศึกษาทำในบุคลากรของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 19 ราย แบบผู้ป่วยนอก พบว่าระดับน้ำตาลดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง ตับอ่อนทำงานดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเกือบทุกรายสามารถควบคุมเบาหวานได้โดยไม่ต้องใช้ยา

 

 

พ.ต.ท.พญ.มงคลธิดา อัมพลเสถียร อาจารย์พิเศษสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า โครงการวิจัยให้ความสำคัญกับการติดตามการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด โดยใช้เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ ติดต่อกันทางไลน์ เพื่อติดตามผลและให้กำลังใจ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่กำหนด

จากโครงการดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงได้ทำหนังสือรวบรวมรายการอาหารที่ใช้ในโครงการวิจัย 52 รายการ ไม่ซ้ำเมนูกัน ประกอบด้วย อาหารหลัก 3 มื้อในแต่ละวัน รวมทั้งอาหารว่าง ซึ่งเมนูในหนังสือดังกล่าวจะให้พลังงานประมาณ 1,200 แคลอรี่/วัน ถือเป็นเมนูสุขภาพที่ปรับใช้ได้กับผู้ป่วยเบาหวานทุกคน กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน รวมทั้งบุคคลทั่วไปด้วย

ในคนไข้เบาหวานที่ต้องการลดพลังงานในอาหารลง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการลดพลังงาน เพราะการลดพลังงานในอาหารลงขณะที่รับประทานยา หรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้จึงใช้พลังงานปานกลาง คือประมาณ 1,200 แคลอรี/วัน อย่างไรก็ตาม เมนูอาหารที่ใช้ในโครงการวิจัยนั้นเข้มข้นกว่านี้มาก เนื่องจากมีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และนักโภชนาการตลอดระยะเวลาโครงการ

ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ กล่าวส่งท้ายว่า เมนูอาหารในหนังสือดังกล่าวเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจจะควบคุมอาหาร แต่จะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความแน่วแน่ วินัยในการรับประทานอาหารและวินัยในการปรับพฤติกรรม เป้าหมายต่อไปคือการผลักดันขยายผลในผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความสูญเสียทรัพยากรในการรักษา

“การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นแนวทางหนึ่ง หากสามารถทำได้ต่อเนื่องในระยะยาว จะทำให้ควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น และลดการใช้ยารักษาเบาหวานลง”

 

 

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ดูจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดนี่คือทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้เงิน แค่ปรับพฤติกรรมการรับประทานและการใช้ชีวิต ก็ห่างไกลจากเบาหวานได้ หากสนใจ “หนังสือ 52 เมนูเด็ด เคล็ดลับพิชิตเบาหวาน” สามารถติดต่อได้ที่ชมรมเบาหวาน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ชั้น 3 ตึก ภปร. ในวันและเวลาราชการ จากนั้นต้นปี 2561 จะวางจำหน่ายเป็นการทั่วไป ได้รับหนังสือเมื่อไหร่…ก็รับมือกับเบาหวานให้ “อร่อย” ไปเลย

มอนเทสซอริ เรียนให้เก่งและเด่นเรื่องความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526220

มอนเทสซอริ เรียนให้เก่งและเด่นเรื่องความสุข

ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีรูปแบบการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามามากมาย แต่หนึ่งในรูปแบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ดี มีการเรียนการสอนในระดับอนุบาลกันอย่างยาวนานมากกว่า 100 ปี ก็คือ รูปแบบการศึกษามอนเทสซอริ (Montessori) และในเวลานี้ก็กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ปกครองมากขึ้นเรื่อยๆ

พัฒนาเด็กตามธรรมชาติการเรียนรู้สมอง

“แนวความคิดของมอสเทสซอริ เราเชื่อว่าเด็กสามารถเรียนรู้และทำได้ทุกอย่าง ขอแค่ผู้ใหญ่ให้โอกาสและเชื่อใจพวกเขาว่าสามารถทำได้” ดร.กรรณิการ์ บัต นักการศึกษาจากสมาคมมอนเทสซอริแห่งประเทศไทย เผยแนวคิดหลักของมอนเทสซอริ

ย้อนกลับไปในปี 2439 ในยุคสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ประเทศอิตาลี ดร.มาเรีย มอนเทสซอริ จบการศึกษาจากโรงเรียนการแพทย์ กลายผู้หญิงคนแรกของอิตาลีที่ได้เป็นแพทย์ และได้รับการยอมรับในระดับประเทศให้เป็นตัวแทนผู้หญิงในการร่วมประชุมทางวิชาการและงานสำคัญต่างๆ

จนกระทั่งในปี 2449 ดร.มาเรีย ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือในการดูแลเด็กๆ จำนวนกว่า 60 คน ที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานและไม่มีใครมาคอยดูแลอบรมสั่งสอน

ด้วยความสนใจทางด้านจิตวิทยามนุษย์เป็นทุนเดิม ประกอบการสังเกตเห็นว่าเด็กๆ มักจะมองผู้ใหญ่เวลาทำงาน และอยากทำตาม เธอจึงทดลองดูว่าเด็กๆ จะสามารถทำได้ไหม สิ่งแรกที่เธอพบว่าเป็นอุปสรรคในเรื่องการเรียนรู้ของเด็ก ก็คือ เรื่องของขนาดเครื่องมือที่ใหญ่เกินไป และตัวผู้ใหญ่เองก็ทำเร็วจนเด็กๆ มองตามไม่ทัน

เธอจึงเริ่มทดลองปรับลดขนาดเครื่องมือให้เหมาะกับเด็ก มีของเล่นเสริมพัฒนาการเข้ามาทดลองให้เด็กได้เล่นและจดบันทึกการเปลี่ยนแปลง จนได้เป็นแนวทางปฏิบัติการเรียนรู้ของเด็กตามธรรมชาติการเรียนรู้ของสมอง ซึ่งในยุคสมัยนั้นยังมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กและมนุษย์อยู่น้อยมาก

สิ่งที่ได้รับจากการทดลอง คือ เด็กทั้ง 60 คน จากที่เคยเล่นซน สอนยาก ก็กลายเป็นเด็กที่สุภาพเรียบร้อย รู้จักการเข้าสังคม มีไหวพริบ เรียนเก่ง จนเป็นที่สนใจสังคมและสื่อมวลชนอย่างมาก และกลายเป็นที่มาของกระบวนการเรียนรู้แบบมอนเทสซอริที่ศึกษาและพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ดร.กรรณิการ์ เล่าต่อว่า

“มอนเทสซอริ เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ 14 ปีก่อน โดย ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้นำมอนเทสซอริเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนมากถึง 2 ใน 3 ของประเทศ ซึ่งไม่สามารถใช้ระบบการศึกษาแบบปกติได้ เนื่องจากจำนวนครูไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน

เริ่มจากการทดลองในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่งที่ จ.นครปฐม ในรูปแบบห้องเรียนพิเศษ ผลปรากฏว่าเด็กสอบได้คะแนนดีกว่าเด็กที่เรียนอยู่ในชั้นเรียนปกติอย่างชัดเจน จึงเริ่มขยายผลนำร่องสู่โรงเรียนอื่นๆ ด้วยการอบรมครูให้เข้าใจในการเรียนการสอนมอนเทสซอริ จากสมาคมมอนเทสซอริสากล (Association of Montessori Internationale) หรือเอเอ็มไอ โดยเป็นคุณครูจากโรงเรียนรัฐบาลมากกว่า 500 โรงเรียน รวมทั้งสมาชิกของมอนเทสซอริแบบบุคคล ซึ่งอยู่ในโรงเรียนเอกชนอีกมากกว่า 100 คน โดยหวังว่าคุณครูเหล่านั้นจะนำมาความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่และบอกต่อ”

ดร.กรรณิการ์ บอกว่า สิ่งหนึ่งที่มักจะมีคนถามเสมอ ก็คือ ความรู้ที่มีเมื่อ 100 ปี ก่อนจะใช้ในยุคปัจจุบันได้หรือไม่? ล้าสมัยหรือเปล่า?

“ต้องขอตอบว่าไม่มีคำว่าล้าสมัยสำหรับมอนเทสซอริ เพราะเรามีการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมมาโดยตลอด ซึ่งทำให้เรามีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ระบบการเรียนการสอนมอนเทสซอริเป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติความสนใจของเด็ก พวกเขาจะเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติ ลงมือซ้ำและพัฒนาต่อยอดการแก้ไขด้วยตัวเด็กเอง

ในขณะที่รูปแบบการศึกษาเดิมของไทยจะเป็นการเรียนรู้แบบขั้นบันไดที่กำหนดไว้ว่าช่วงอายุเท่าไรเด็กจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง แต่ของมอนเทสซอรินั้นอายุ 5 ขวบ ก็สามารถเรียนรู้วิชาในระดับประถมได้อย่างมีความเข้าใจลึกซึ้ง”

ต้องเชื่อว่าเด็กทำได้

ดร.ปรียานุช สถาวรมณี ผู้รับใบอนุญาต และผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลสีชมพูมอนเทสซอริ เป็นผู้หนึ่งที่คุ้นเคยกับระบบการศึกษาแบบเดิมที่ใช้รูปแบบให้ผู้ใหญ่ชี้นำ บอกและให้เด็กๆ ทำตาม จนกระทั่งเปลี่ยนมาใช้การสอนแบบมอนเทสซอริอย่างเต็มรูปแบบ เล่าถึงประสบการณ์ในการสอนเด็กที่ผ่านมาทั้งสองระบบว่า

“สมัยก่อนไม่เคยเชื่อว่าระบบมอนเทสซอริจะสามารถพัฒนาเด็กได้จริง ทุกอย่างที่ทำดูขัดหูขัดตาเราไปหมด คิดอยู่ในใจเสมอว่า เด็กจะทำได้เหรอ และเขาจะรู้เรื่องไหม? ประกอบกับโรงเรียนอนุบาลสีชมพู เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นโรงเรียนที่เน้นด้านวิชาการเป็นที่หนึ่ง ยิ่งทำให้เรากังวลกับระบบการเรียนของมอนเทสซอริ

แต่เราก็มีความเชื่อในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของเด็กอยู่เหมือนกัน ก็เลยทดลองเปิดห้องเรียนพิเศษเป็นการสอนแบบมอนเทสซอริโดยเฉพาะ แต่การจะนำเด็กเข้าเรียนแบบมอนเทสซอริก็ต้องให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ปกครองด้วยเช่นกัน เพราะเหมือนกับการเอาสิ่งที่เขาไม่รู้จักมาสอนลูกของเขา

ผลปรากฏว่าเด็กที่เรียนในระบบมอนเทสซอริมีผลการเรียนที่ดีกว่า มีความรู้ความเข้าใจในวิชาดีกว่าเด็กที่เรียนในระบบปกติ ที่สำคัญ คือ เด็กๆ เรียนอย่างมีความสุขมากกว่าที่จะนั่งฟังคุณครูสอนและทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว จนเมื่อเราทดลองสอนจนมั่นใจแล้วว่าดีจริง จึงตัดสินใจเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนทั้งโรงเรียนเป็นแบบมอนเทสซอริทั้งหมด”

ดร.ปรียานุช เล่าถึงรูปแบบการเรียนเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วเราเชื่อว่าสมองของเด็กเป็นเหมือนฟองน้ำ ที่พร้อมจะดูดซึมความรู้ทุกอย่างรอบตัวอย่างเต็มที่ สิ่งแวดล้อมแนวมอนเทสซอริจึงมีการออกแบบให้มีพื้นที่โล่ง และอุปกรณ์หรือของเล่นที่ใช้ในการเรียน จะเป็นเครื่องมือที่ผ่านการวิจัยมาทั้งหมดแล้วว่าได้ผลดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้

“ในหนึ่งวัน เด็กๆ จะเรียนอย่างเต็มที่ 3 ชั่วโมง ถามว่าทำไมต้อง 3 ชั่วโมง ก็เพราะเขาศึกษามาแล้วว่าชั่วเวลา 3 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้ได้ต่อเนื่องอย่างดีที่สุด ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่าเด็กที่เรียนอย่างหนักมาตลอด พอถึงช่วงประมาณ ป.4 เด็กจะค่อยหยุดความสนใจในเรื่องการเรียน เพราะสมองล้าต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน เมื่อเทียบกับเด็กที่เรียนผ่านการเล่น ไม่เข้มข้นจนเกินไปจะมีประสิทธิภาพการเรียนที่ดีกว่า

เมื่อเริ่มคาบเรียนคุณครูจะให้เด็กเลือกว่าเขาอยากทำกิจกรรมอะไร จากนั้นก็จะสอนและปล่อยให้เด็กๆ ลงมือทำและเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีผู้ใหญ่เข้ามาขัดจังหวะการเรียนรู้ผ่านการเล่นของเขา ถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้ใหญ่เข้ามาขัดจังหวะเพราะกลัวเด็กทำพลาด เด็กจะหยุดคิดจินตนาการแนวทางพัฒนาของเขาและหันมาพึ่งผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคุณครูในระบบเก่าจะรู้สึกขัดใจอยากเข้าไปช่วยไปสอนเด็กอย่างมาก”

สิ่งที่สังเกตได้ ดร.ปรียานุช ชี้ว่าแรกๆ เด็กจะทำพลาดบ่อย แต่พอทำเสร็จแล้วเขาก็รื้อทำซ้ำอีกครั้ง และจะดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่แค่ทำได้ ก็จะเริ่มเรียนรู้ปัญหาและทำให้ดีขึ้นโดยไม่เกิดปัญหานั้นซ้ำ จนสุดท้ายไม่ใช่แค่ทำได้ แต่จะทำได้ดีจนมีผลงานที่ประณีตในที่สุด

“อีกอย่างหนึ่งที่ครูผู้สอนไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพราะอุปกรณ์การเรียนการสอนแบบมอนเทสซอริออกแบบมาให้เด็กรู้ได้ด้วยตัวเองว่าผิด หากมีชิ้นส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เข้าที่หรือเป็นส่วนเกิน นอกจากนี้อุปกรณ์ทุกชิ้นไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นของจริงที่อยู่ในขนาดเหมาะมือเด็ก เช่น แจกัน ก็ใช้แจกันที่สามารถแตกได้

หากมีเด็กคนใดคนหนึ่งทำแตก สิ่งที่คุณครูจะทำต่อไป ก็คือ ไม่ดุเด็กแต่สอนให้เขารู้จักเก็บ และเลือกที่จะเรียนวิชาอื่นแทนวิชาการจัดแจกันไปอีก 2-3 วัน เพื่อให้เด็กรู้สึกผิดด้วยตัวเองว่าเป็นคนทำให้เพื่อนๆ อดเรียนวิชาจัดดอกไม้ เป็นทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างหนึ่ง ที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย”

ด้าน ดร.กรรณิการ์ กล่าวถึงสถานการณ์ด้านการสอนระบบมอนเทสซอริอีกว่าเวลานี้ไทยเรายังเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้แบบมอนเทสซอริในภูมิภาค ซึ่งได้รับเกียรติจากสมาคมมอนเทสซอริสากล ให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมการศึกษามอนเทสซอริในปี 2564 เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“สำหรับประเทศไทยเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีโรงเรียนที่ใช้แนวทางการเรียนรู้แบบมอเทสซอริเพิ่มขึ้นเรื่อย เพราะรูปแบบการเรียนการสอนตามแบบธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กนั้น ได้ผลเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลกแล้วว่าได้ผลการเรียนที่ดีขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าเด็กจะอ่านเขียนได้ช้า

เพราะที่ผ่านมา เด็กสามารถอ่านเขียน เข้าใจความหมายของคำและนำไปใช้ได้ดีกว่าเด็กทั่วไป สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ไม่เพียงแต่เด็กจะได้ความรู้ไปพร้อมๆ กับทักษะการคิดแก้ปัญหาความคิดสร้างสรรค์ สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งสำคัญคือสมาธิ และความสุขจากการเรียนที่เด็กๆ เลือกที่จะเรียนและลงมือปฏิบัติจนชำนาญ”

เหินฟ้ากู้ ‘หัวใจ’ เสี่ยงชีวิตเพื่อต่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 14:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526098

เหินฟ้ากู้ ‘หัวใจ’ เสี่ยงชีวิตเพื่อต่อชีวิต

โดย ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างถวิลหา แต่เมื่อโอกาสและความพร้อมมาบรรจบกัน แน่นอนว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้กุมบังเหียนใหญ่แห่ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่ขอปล่อยผ่านไป

ด้วยฐานะหน้าที่การงานจัดอยู่ในระดับนักธุรกิจการเมืองแถวหน้าเมืองไทย เขาสามารถแสวงหาสิ่งของมีมูลค่ามาประดับบารมี และ “เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว” TBM 930 ภายใต้ทะเบียนไทย HS -SST เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของ “เสี่ยหนู” ซื้อหามาฝึกบินตามใจรัก

ทว่าเครื่องบินมูลค่าหลายร้อยล้านมิได้เป็นเครื่องบ่งบอกความมีฐานะเท่านั้น หากแต่ได้ถูกนำมาทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมโดยไม่จำเป็นต้องบอกใคร ประหนึ่งการ “ปิดทองหลังพระ”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อนุทินขับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเดินทางไปสร้างสะพานบุญครั้งใหญ่ภายใต้จิตสำนึกส่วนรวม ด้วยการนำ “หัวใจ” และอวัยวะ มาปลูกถ่ายต่อชีวิตให้กับหลายชีวิตที่รอคอย ณ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

“ผมไม่ใช่จิตอาสา มันเป็นจิตสำนึก เหมือนผมขับรถแล้วเห็นคนถูกรถชน ก็ต้องหยุดเพื่อช่วยเหลือ และเรื่องนี้ผมไม่เอามาเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะผมแฮปปี้” เสียงยืนยันหนักแน่นพร้อมรอยยิ้ม

จุดเริ่มหน้าที่กัปตันเครื่องบินเพื่อนำพาหัวใจมายืดชีวิตผู้คน มาจากที่เขารู้จักเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนายแพทย์ผ่าตัดหัวใจผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน วันหนึ่งหมอคนดังกล่าวเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีเหตุต้องการเปลี่ยนหัวใจและทราบว่าอนุทินมีเครื่องบินส่วนตัว จึงได้สอบถามว่ายินดีไปรับหัวใจหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบตกลงและตัดสินใจไปทันที

“ในแต่ละวันมีคนต้องการหัวใจค่อนข้างเยอะ แต่ต้องได้จากคนเสียชีวิตกะทันหันและแข็งแรง ตัวอย่างเช่น บางกรณีเกิดเหตุต่างจังหวัด ไม่มีเที่ยวบิน แต่คนไข้ที่รอหัวใจอยู่ได้ไม่ถึง 6 โมงเช้า และมีเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพื่อนที่เป็นหมอจะโทรหาผม ผมก็บินไปให้”

“หน้าที่สำคัญของผม คือ ประจำรอบนเครื่อง เมื่อหมอได้หัวใจมาแล้ว ผมสตาร์ทเครื่องออกทันที ถ้าผมขับกลับมาไม่ทัน คนไข้มีสิทธิเสียชีวิต ซึ่งหัวใจมีเวลา 4 ชั่วโมงเมื่อออกจากผู้เสียชีวิต และทุกนาทีเซลล์จะตายไปเรื่อยๆ ดังนั้น ผมต้องไปอยู่ตรงนั้น”

ภารกิจเหินฟ้ากู้หัวใจทำมานานกว่า 2 ปี บินมาแล้วตั้งแต่เหนือ อีสาน ใต้ เขาช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ไปได้ประมาณ 20 ราย ขณะเดียวกัน การเดินทางแต่ละครั้งมิใช่ได้เฉพาะแค่หัวใจ หากแต่ยังมีอวัยวะอื่นๆ มาช่วยผู้คนด้วย เช่น ไต ปอด ดวงตา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมีการพูดคุยกับทางญาติผู้เสียชีวิตก่อนมีความประสงค์บริจาคอวัยวะเหล่านั้นหรือไม่

แน่นอนภารกิจพิเศษแบบนี้ ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ ไหนต้องแข่งกับเวลา ไหนต้องเสี่ยงกับสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งอนุทินก็ผ่านประสบการณ์ความเสี่ยงเหล่านั้น

“หากถามว่าเสี่ยงและกลัวกับภารกิจแบบนี้ไหม คำตอบ คือ กลัว แต่ต้องเชื่อว่ามันปลอดภัย” เสี่ยหนู บอก

“เพราะเครื่องบินถ้าเท้าพ้นจากพื้นเมื่อไหร่เกิดความเสี่ยงหมด เมื่อทำไปได้ 2 ครั้ง ก็เกิดความชิน และคิดว่า เท่เป็นบ้า ไม่มีใครทำได้อย่างเรา จะไปกลัวทำไม ทำแบบนี้จะซวยได้ไง เอาชีวิตมาต่อชีวิต ต้องบอกตัวเองแบบนี้ เพราะบางรายต้องออกจากบ้านไปตอนตีหนึ่ง ตีสอง หรือห้าทุ่ม ออกไปตอนดึกๆ แล้วเอาเครื่องบินขึ้น มันก็ไม่มีอะไร”

สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น เจ้าตัว บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนออกทั้งหมดเพราะขับเอง เครื่องตัวเอง ไม่ต้องจ้างนักบินหรือเช่าเครื่องบินใคร คิดอย่างเดียว คือ น้ำมัน ซึ่งน้ำมันไปกลับ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่ละภารกิจ ซึ่งเป็นต้นทุนส่วนตัว เหมือนมีรถ ขับรถไปบริการเพื่อน ดังนั้น จึงไม่มีปัญหา

ณ ปัจจุบัน เขาน่าจะเป็นเพียงคนเดียวในประเทศที่ทำภารกิจดังกล่าว แม้จะมีคนขับเครื่องบินได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นนักบินสมัครเล่น หรือมีเครื่องบินแต่ความเร็วเครื่องไม่ถึง เรดาร์บินกลางคืนไม่มี ทว่า เครื่องบินส่วนตัวมีระบบการเดินอากาศเทียบเท่ากับเครื่องบินพาณิชย์ที่ใช้โดยสาร

“ผมลงทุนซื้อเครื่องบิน เพราะมันเร็ว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อะไรเลย แต่เครื่องบินผมทำความเร็วได้ 600 กม./ชม. มันเข้าสเปกพอดี และเครื่องที่มีถ้าเอากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง มันตีรัศมีใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ยกเว้นที่ไกลสุด คือ นราธิวาส 1.30 ชั่วโมง ฉะนั้น เครื่องบินผมกับภารกิจมันลงตัว ซึ่งอธิบายยากแต่มันสนุก”

อนุทิน บอกด้วยว่า การทำภารกิจแบบนี้จะต้องแจ้งกับทางศูนย์ควบคุมการบิน เพื่อบอกว่ามีภารกิจในการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเร่งด่วน และขออนุญาตใช้เส้นทางบินตรง ซึ่งปกติต้องบินตามเส้นทางที่กำหนด เพราะถือเป็นเส้นทางจราจรทางอากาศ โดยการบินบางครั้งก็เจออุปสรรคบ้าง แต่ส่วนตัวมีเที่ยวบินสูง 2,000-3,000 ชั่วโมง และทำตามเช็กลิสต์ ก็แก้สถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“ผมคิดเสมอเวลาออกไปทำภารกิจ ถ้าเราถอดใจ คนที่รอความหวังจะเป็นอย่างไร หรือไม่ก็ต้องเสียชีวิต ฉะนั้นเราต้องพยายามหาทางออกนำหัวใจมาให้เขาให้ได้”

นั่นเป็นคำบอกเล่าของนักบินหัวใจใหญ่ที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

เงียบ…ฟังเสียงจากภายในตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526065

เงียบ...ฟังเสียงจากภายในตัวเอง

โดย มัลลิกา นามสง่า

Back to Noiseless นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของ พีระ โภคทวี ที่เป็นการก้าวข้ามความคาดหวังของคนอื่น และหลุดพ้นจากกับดักความคิดของตัวเอง ซึ่งลุ่มหลงอยู่กับเสียงของสรรพสิ่งรอบข้าง

ยังคงใช้เทคนิคสีน้ำ ซึ่งเป็นทักษะที่ถนัดที่สุดในการสร้างงานจิตรกรรม แต่ในครั้งนี้ได้สร้างเรื่องราว รูปทรงขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่วาดแนวพอร์เทรตสีน้ำ และมีผู้คนชอบในผลงานจำนวนมาก หากเขาต้องการที่จะสื่อสารกับงานมากกว่าความสวย

“งานชุดนี้ผมเริ่มจากถ่ายทอดบรรยากาศของความเงียบ เพราะตั้งแต่ได้รับอนุมัติให้แสดงงาน ผมก็มาย้อนคิดว่าเมื่อ 3 ปีก่อน เราแสดงพอร์เทรตสีน้ำแล้วมีคนชื่นชอบยอมรับด้านนี้ มันเหมือนกับเราก็หลงไปกับคำชื่นชมในระดับหนึ่ง ก็สร้างแต่งานแบบนี้มา พอมาครั้งนี้รู้สึกเราทำเพราะเราอยากทำจากตัวเราจริงๆ ไม่ใช่ทำงานที่คนอื่นชอบ”

นั่นจึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ความเงียบและได้ทบทวนฟังเสียงจากภายในตัวเอง ที่มันค่อยๆ ดัง แสดงความต้องการออกมาเรื่อยๆ จนกลบเสียงจากภายนอก

“ภาพหุ่นนิ่ง พอร์เทรต วิว เราอาจจะวาดได้ดี แต่เนื้อหาไม่ได้ลึกซึ้ง ผมอยากสร้างอะไรที่มันสื่อความต้องการข้างในของเรา ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นแบบงานชุดนี้

เกิดจากการนั่งทบทวน อยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้ผมได้รับเสียงรอบข้างมาเยอะ และยอมรับว่าผมอ่อนไหวปล่อยให้เสียงจากภายนอกมามีอิทธิพลกับตัวเอง และบางทีก็เผลอทำตามเสียงพวกนั้น สุดท้ายมันมีข้อเสียกับเราเยอะนะ เราไม่ได้เป็นตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

การรับสื่อเยอะๆ ทำให้เราวุ่นวายใจ หรืออย่างดูงานคนอื่นก็เอาไปเปรียบเทียบ มันอาจทำให้เราพัฒนา แต่ในที่สุดศิลปะไม่ใช่การสร้างเพื่อแข่งขัน ผมเลิกเล่นเฟซบุ๊กมาปีกว่า เพราะเสียงเหล่านี้มันรบกวนใจเราหลายๆ ด้าน ทั้งวิธีการทำงานและเป้าหมายที่บิดเบือน

พอเรากลับมาเงียบๆ มาฟังเสียงตัวเองคนเดียว มาสำรวจว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร เราเริ่มทำงานจากความรักทำงานศิลปะ ไม่ได้หวังชื่อเสียง เราอยากสร้างงานศิลปะให้มากกว่าภาพสวยๆ”

Back to Noiseless เป็นการพาตัวเองย้อนกลับไปสู่ภาวะจิตใจที่อยู่ท่ามกลางความเงียบและความว่างเปล่าอีกครั้ง “ความเงียบทำให้เราได้คิด เลยทำให้ประทับใจความเงียบ ทำให้ผมตัดตัวเองจากเสียงต่างๆ ทำให้เราตกผลึกในงานรอบนี้มากขึ้น งานมาจากตัวเราเองจริงๆ ไม่ได้มีอิทธิพลของคนอื่นมาครอบงำความคิด

เวลาเงียบเรานึกถึงอะไร มันไม่ใช่แค่ไหนว่างเปล่า แต่มันกลายเป็นภาพต่างๆ ผุดขึ้นมาแล้วผมนึกถึงทะเล อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกเราชอบทะเล พอเห็นภาพทะเลก็นึกว่ามันสัมพันธ์กับความเงียบ ยิ่งเวลาเราดำน้ำอาจจะมีเสียงของสัตว์ แต่มันก็เป็นเสียงในความเงียบ ซึ่งมันสะท้อนภาพความเงียบที่เราคิดไว้ออกมาได้ระดับหนึ่ง

ต่อมานึกภาพเด็กหาปลาดำน้ำในทะเลไปค้นหาโอปอล เหมือนเรามีสตอรี่ขึ้นมา ไม่ได้มีเหตุผลที่ชัดเจนแต่เป็นเหมือนคนเราเดินทางออกตามหาความฝัน เด็กคนนี้เหมือนตัวแทนของเราที่เราทำงานศิลปะแล้วเราค้นพบความฝันของเรา

งานชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพแนวนอน เพื่อต้องการให้เห็นความราบเรียบ เส้นแนวนอนเป็นเส้นที่สื่อถึงความสงบได้มากกว่าแนวตั้ง และปล่อยให้พื้นที่ว่างเยอะเป็นความเงียบที่แผ่กว้าง ถ้าใส่รายละเอียดลงในงานเยอะภาพยิ่งดูวุ่นวาย งานชุดนี้ผมต้องการสร้างบรรยากาศของความเงียบขึ้นมา”

ความเงียบและความว่างเปล่าอาจเป็นจุดเริ่มต้น หากแต่เรื่องราวของเด็กหาปลายังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการค้นหาและไล่ตามความฝันของคนเรา ที่แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะบรรลุผลหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอในระหว่างทางนั้นก็ล้วนมีคุณค่าเสมอนิทรรศการ  Back to Noiseless จัดแสดงวันที่ 23 พ.ย.-12 ธ.ค. ณ ห้องนิทรรศการชั้น 1 ห้อง 1 หอศิลป์จามจุรี

แอนนิสซา ฟลินน์ สุขและอิสระบนกระดานโต้คลื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526062

แอนนิสซา ฟลินน์ สุขและอิสระบนกระดานโต้คลื่น

โดย สมแขก

ข่าวดีรับปลายปีของนักเซิร์ฟสาวไทย แอนนี่-แอนนิสซา ฐิตา ฟลินน์ นักโต้คลื่นลูกครึ่ง วัย 20 ปี จากภูเก็ต คือการคว้ารางวัลชนะเลิศจาก World Flowboarding Championships ทัวร์นาเมนต์ประจำปี 2017 ที่ Aqua Water Park ในเมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก เมื่อไม่นานมานี้ ภายหลังการแข่งขันแอนนี่โพสต์บนเฟซบุ๊กประกาศถึงความสำเร็จว่า “ฉันจะจำวันนี้ไม่มีวันลืม วันที่เด็กตัวเล็กๆ อย่างฉันกลายเป็นแชมป์โลก! อยากขอบคุณพ่อกับแม่มาก เพราะพ่อกับแม่เจ๋งที่สุดแล้ว และขอบคุณทีม Mak Flowboards และทีม Roxy Thailand ที่ทำให้ฉันมีวันนี้ สถานีต่อไปคือยูทาห์” ชัยชนะของสาวน้อยคนนี้ทำให้นึกถึงบทสนทนากับแอนนี่ก่อนที่เธอจะบินไปแข่งขันรายการระดับโลกนี้

สาวน้อยลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียเป็นนักกีฬาหญิงคนเดียวของทีม Roxy Thailand ที่ไปแข่งในระดับโลก เธอเพิ่งก้าวสู่วัย 20 ปี เกิดที่ออสเตรเลียดินแดนที่โด่งดังเรื่องเซิร์ฟ หลังจากย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ตเมืองที่คลื่นดีเช่นกัน เธอจึงเริ่มเล่นเซิร์ฟตั้งแต่อายุ 7 ขวบ “ตอนเริ่มเล่นไม่มีใครเป็นคนสอน เราเล่นกันเองกับเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้ชอบตั้งแต่เริ่มเลย แอนนี่แข่งครั้งแรกใน จ.ภูเก็ต ตอนอายุประมาณ 10 ขวบ พอชนะก็มีสปอนเซอร์สนับสนุนเลยทันที จากนั้นก็เล่นเซิร์ฟมาเรื่อยๆ ไปทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ไปเซิร์ฟมาหมดทุกที่เลยของเอเชีย และในปี ค.ศ. 2012 ก็คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งเซิร์ฟ Asian Surfing Championship Women’s Division ตอนอายุ 15 ปี”

สำหรับทะเลในภาคใต้ของไทยไม่ได้มีคลื่นดีทั้งปีอย่างในบาหลี ทำให้หน้าท่องเที่ยวที่มีคลื่นน้อย ทำให้แอนนี่เพิ่มโฟลว์บอร์ดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชื่นชอบจนกลายเป็นนักกีฬาที่สร้างความสำเร็จให้เธอ “ที่มาเล่นโฟลว์มาเล่นสลับกัน แต่มาเล่นทีหลังเซิร์ฟ แอนนี่เริ่มเล่นโฟลว์บอร์ดมา 4 ปีแล้ว แต่เรื่องชื่อเสียงก็ได้มากกว่าเซิร์ฟ สำหรับเซิร์ฟแอนนี่เดินสายแข่งในเอเชีย แต่สำหรับโฟลว์บอร์ดแอนนี่ไปถึงระดับโลก

จุดร่วมของสองกีฬานี้ก็คือ น้ำ แอนนี่ชอบน้ำมาตั้งแต่เด็ก ชอบว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำที่ใช้เท้าแอนนี่เล่นหมด สำหรับเซิร์ฟเป็นกีฬาที่ต้องใช้กำลังทั้งตัว ขณะที่โฟลว์บอร์ดใช้การทรงตัวบนขาและควบคุมทิศทางด้วยเท้า เสน่ห์ของโฟลว์ที่แอนนี่รู้สึกคือ ความดีของมันคือทุกอย่างจะเหมือนเดิม ถ้าเป็นเซิร์ฟคลื่นทุกคลื่นที่เข้ามาจะไม่เหมือนกันเลย แต่โฟลว์เรารู้ว่าคลื่นจะมาแบบไหน เรากำหนดทิศทางของตัวเองล่วงหน้าได้ รู้ว่าต่อไปเราจะทำอะไร ซึ่งเหมาะที่แอนนี่จะแข่งขัน”

เมื่อถามความรู้สึกบนกระดานของสาวน้อยลูกครึ่งคนนี้เป็นอย่างไร เธอบอกว่า “ถ้าเป็นเซิร์ฟ แอนนี่จะไม่กดดันเลยแม้จะเป็นการแข่งขันจริงๆ แอนนี่ชอบการแข่งขันตรงที่เขาจะปิดส่วนหนึ่งของทะเลให้เราเล่น เหมือนเรามีความสุขที่ได้เล่นกับเพื่อนมันจะดีกว่าฟรีเซิร์ฟ เพราะคลื่นลูกหนึ่งจะอยู่ได้คนเดียว ดังนั้นเวลาคนน้อยๆ ก็จะสนุกเพราะเราจับคลื่นได้เยอะหน่อย เซิร์ฟในเมืองไทยที่แอนนี่รู้สึกว่าดีที่สุดก็ต้องยกให้หาดกะตะ ภูเก็ต เราเล่นตั้งแต่เด็กและรู้สึกว่าที่นี่ดีสุดแล้ว เสน่ห์ของเซิร์ฟคือ เราเป็นอิสระ เวลาเราเล่นเซิร์ฟเราได้ออกไปในทะเล เราไม่ต้องอยู่กับใคร เราอยู่กับตัวเอง จะรู้สึกว่าอะไรที่แย่ๆ ที่ผ่านมาในหนึ่งวันเราลืมได้หมดเลย แล้วเวลาเล่นคลื่นจะสนุก เหมือนเราได้เป็นเด็กตลอดเวลา

ตอนที่เราศึกษาเรื่องคลื่นก็เรียนรู้ด้วยความเจ็บปวดค่ะ (หัวเราะ) เหมือนเวลาเราทำอะไรผิดพลาดตอนเด็กๆ เราก็จะรู้ว่าเราจะไม่ทำท่านี้อีกแล้วนะ ดูว่าเราจะออกไปหาคลื่นได้ยังไง ถามครู ถามคนในพื้นที่ เรียนรู้และฝึกไปเรื่อยๆ ความเจ็บปวดที่ว่าก็คือเราตกกระดาน หรือเราเห็นว่าหัวคลื่นใกล้แตกใส่เราแล้ว แอนนี่ว่าเซิร์ฟยากเพราะมีทั้งพายออก มุดคลื่น จับคลื่น และพายออกไปใหม่ มันจะเหนื่อยกว่า การทรงตัวจะไม่เหมือนโฟลว์ที่จะง่ายกว่านิดหนึ่งเพราะมีคนคอยช่วยเราอยู่ตลอดเวลา มีเชือกจับอยู่ตลอดเวลาสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มใหม่”

ดังนั้น ความสุขของการเล่นกีฬาทางน้ำของแอนนี่ก็คือการที่ไม่ต้องคิดอะไรตอนที่เล่น การพาตัวเองไปจับคลื่นในทะเลหรือตอนที่ได้แสดงศักยภาพบนโฟลว์บอร์ดคือความรู้สึกที่อิสระอย่างแท้จริง “แอนนี่รู้สึกแต่ว่าเวลาอยู่บนคลื่นมันสวย เลยไม่ได้คิดอะไร เราคิดมากกว่านี้ไม่ได้ เราจะอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกสมาธิได้ดีมาก และทำให้เราแข็งแรง ทั้งเซิร์ฟและโฟลว์ทำให้เราออกกำลังกายตลอดเวลา เราไม่ต้องวิ่งหรือเวตก็ได้ เพราะเราได้ออกกำลังกายทั้งตัว” นักกีฬาโฟลว์บอร์ดดีกรีแชมป์โลก บอกอย่างมีความสุข