5 สาเหตุที่ทำให้พนักงานออฟฟิสอ่อนเพลียทั้งวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 16:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525800

5 สาเหตุที่ทำให้พนักงานออฟฟิสอ่อนเพลียทั้งวัน

ทั้งงาน สุขภาพ และสภาพแวดล้อม ล้วนส่งผลต่อร่างกายและอาการอ่อนเพลียทั้งสิ้น

สำหรับพนักงานออฟฟิสที่มักจะนั่งอยู่กับที่ พิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายเท่าไหร่ มักมีอาการอ่อนเพลียได้ แม้ว่าคุณจะได้ทำงานที่ชอบ หรือผ่อนคลายเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เรื่องของสุขภาพและสภาพแวดล้อมก็มีส่วนทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและอาการอ่อนเพลียได้

1. เบาะที่นั่ง – จริงอยู่ว่าเบาะรองนั่งนุ่มๆ จะทำให้เรารู้สึกสบาย แต่หากสบายเกินไปก็อาจจะทำให้ง่วงนอนได้ ดังนั้นควรเลือกให้พอเหมาะพอดี เหมาะกับการนั่งทำงานดีกว่า

2. นั่งห่อตัว – ลองสังเกตคนที่มีแต่ความสุขในชีวิตจะนั่งอกผายไหล่ผึ่ง ไม่งอห่อตัว ยิ่งถ้านั่งแล้วห่อตัวมากๆ แปลว่าอาจเครียดเกินไปแล้วล่ะ ควรลุกขึ้นเดินไปมาผ่อนคลายตัวเองสักหน่อย

3. โต๊ะรก – ทัศนยีภาพที่ดีจะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากขึ้น หากบนโต๊ะทำงานของคุณเต็มไปด้วยสิ่งของที่วางกระจัดกระจาย ยิ่งมองก็ยิ่งเพลีย แถมอาจเสี่ยงต่อการหาเอกสารไม่เจอด้วย ลองปรับโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบดู อาจจะทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ได้

4. ตารางชีวิตจำเจ – คนเราเวลาทำอะไรแบบเดิมๆ ทุกวันก็ย่อมเบื่อเป็นธรรมดา ลองหาอะไรใหม่ๆ ที่สนุกและท้าทายเสริมเข้ามาในกิจกรรมของคุณดูบ้าง หรืออย่างที่ง่ายที่สุดก็คือการออกกำลังกายนั่นเอง

5. ไม่กินอาหารเช้า – บางคนมักจะข้ามมื้ออาหารเช้าไป อาจจะด้วยเหตุผลด้านเวลา ความเร่งรีบ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่แท้จริงแล้วการไม่กินอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายไม่มีแรง และอ่อนเพลียทั้งวันได้เช่นกัน ดังนั้นให้ระลึกไว้เสมอว่า มื้อเช้าสำคัญที่สุด

5 เคล็ดลับกินมังสวิรัติให้เฮลท์ตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 15:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525793

5 เคล็ดลับกินมังสวิรัติให้เฮลท์ตี้

การกินมังสวิรัติที่ดี ควรมีการวางแผน เพื่อให้เกิดความสมดุล และได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการกินอยู่เพื่อสุขภาพที่ดีมากขึ้น ซึ่งเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพที่ยังคงความฮอตอยู่อย่างสม่ำเสมอคงหนีไม่พ้นอาหารมังสวิรัติ คือการไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังคงกินไข่และนมได้ การกินมังสวิรัติที่ดีก็เหมือนกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพทั่วๆ ไป ที่ต้องวางแผนเป็นอย่างดี มีความสมดุล เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

1. เติมเต็มทุกมื้ออาหารด้วยผักและผลไม้ ในแต่ละวันควรกินผลไม้ 3 ชนิดขึ้นไป และอย่างน้อยที่สุดก็ควรจะกินผัก 2 หน่วยบริโภคทุกมื้อเที่ยง และอีก 2 หน่วยบริโภคทุกมื้อเย็น (1 หน่วยบริโภคเท่ากับผักสด 1 ถ้วย)

2. กินเมล็ดธัญพืชและถั่วต่างๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเต็มที่ ผู้กินมังสวิรัติควรบริโภคเมล็ดธัญพืชอย่างน้อย 2 หน่วยบริโภคต่อวัน (1 หน่วยบริโภคเท่ากับครึ่งถ้วย หรือ 100 กรัม) ได้แก่ ถั่วต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่ว เช่น เต้าหู้

3. ไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม วิธีนี้ค่อนข้างสะดวกมากๆ สำหรับผู้กินมังสวิรัติทั้งหลาย โดยสามารถกินไข่ไก่ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดต่างๆ ร่วมกับมื้ออาหาร เนื่องจากไข่ไก่และผลิตภัณฑ์จากนมเหล่านี้ให้โปรตีนคุณภาพสูงแถมมีไขมันต่ำอีกด้วย

4. โปรตีนผงช่วยเติมเต็มปริมาณโปรตีนที่ร่างกายควรได้รับ เช่น ถั่วเหลือง ข้าว หรือถั่วลันเตา โปรตีนผงช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายและให้แคลอรีต่ำ สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น โปรตีนเชค ข้าวโอ๊ตต้ม หรือแม้แต่ซุป ซึ่งเราสามารถเพิ่มหรือลดปริมาณได้ตามที่ร่างกายต้องการ

5. ลองเช็คปริมาณโปรตีนที่อยู่ในอาหารมังสวิรัติทั้งหลาย เราควรใส่ใจกับจำนวนแคลอรีในอาหารมังสวิรัติด้วย เพราะบางเมนูก็อาจให้โปรตีนเพียงเล็กน้อย แต่กลับให้แคลอรีที่สูงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

7 ข้อควรรู้ วิ่งอย่างถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 13:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525785

7 ข้อควรรู้ วิ่งอย่างถูกต้อง

การรู้วิธีการวิ่งอย่างถูกต้องจะช่วยลดอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บได้

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายอันดับต้นๆ ที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมทำกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากใช้อุปกรณ์ไม่มาก มีเพียงรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ ก็สามารถออกวิ่งได้แล้ว นอกจากนั้นยังวิ่งได้ทั้งคนเดียวและหลายๆ คน รวมไปถึงสามารถวิ่งได้ทั้งกลางแจ้งตามสวนสาธารณะ หรือจะวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสก็ยังได้ การวิ่งจึงเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย แต่ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้นการรู้วิธีการวิ่งอย่างถูกต้องจะช่วยลดอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บเหล่านั้นได้

1. ใช้รองเท้าสำหรับวิ่งเท่านั้น เพื่อให้รองเท้าช่วยซัพพอร์ตเท้าเวลาวิ่ง

2. ไม่จำเป็นต้องวิ่งทุกวัน ควรวิ่งสัปดาห์ละ 3 – 5 วันก็เพียงพอ โดยจัดให้มีวันพักบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

3. หายใจให้เป็นจังหวะและหายใจลึกๆ

4. วอร์มอัพก่อนวิ่งทุกครั้ง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย

5. วิ่งโดยมีจังหวะการก้าวที่พอดี ไม่ซอยเท้า หรือมีจังหวะการก้าวที่เร็วเกินไป โดยให้เฉลี่ยที่ 160 – 180 ก้าวต่อนาที

6. โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย หลังตรง จะทำให้ใช้แรงน้อยลง และหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้

7. ไม่ควรใช้ส้นเท้าหรือปลายเท้าลง ให้ใช้บริเวณกลางเท้าลงจะเหมาะสมที่สุด

3 วิธีบริหารร่างกายแบบง่ายๆ เมื่อต้องนั่งนานๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525765

3 วิธีบริหารร่างกายแบบง่ายๆ เมื่อต้องนั่งนานๆ

หลายคนมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องนั่งนานๆ จึงควรบริหารร่างกายอย่างง่ายๆ เพื่อลดผลเสียที่จะเกิดกับร่างกาย

ในปัจจุบันหลายคนมักจะมีไลฟ์สไตล์ที่นั่งนิ่งๆ ไม่ว่าจะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ นั่งอยู่บนรถเป็นเวลานานท่ามกลางจราจรที่ติดขัด หรือนั่งดูโทรทัศน์นานหลายชั่วโมงโดยไม่ได้ลุกไปไหน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ขยับร่างกายน้อยลง และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตได้ทั้งสิ้น เราจึงขอแนะนำกายบริหารง่ายๆ ที่จะลดผลเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย

1. การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะเกิดการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อคอ ไหล่ และการแอ่นหรือบิดของกระดูกหลัง ควรบริหารคอด้วยการนั่งตัวตรง หันหน้าไปทางซ้ายสลับขวา มือไขว้จับศีรษะดึงเฉียงลงไปทางด้านซ้ายขวา บริหารไหล่และแขนโดยประสานนิ้วเหยียดไปข้างหน้า แล้วเหยียดไปข้างหลัง ยืนหันหลังแนบผนัง แหงนคอ แอ่นอก และบริหารหลัง โดยใช้มือเกาะขอบเก้าอี้ บิดตัวสลับซ้ายขวา

2. การนั่งอยู่ในรถท่ามกลางการจราจรติดขัด ทำให้คอและไหล่ก้มมาข้างหน้า ส่งผลให้เกิดอาการปวดคอและสะบัก ยามที่รถติดจะสามารถบริหารร่างกายได้เล่นน้อย เช่น บริหารคอ ให้เอามือไขว้จับศีรษะดึงเฉียงลงไปทางด้านซ้ายขวา บริหารไหล่และแขนโดยไขว้จับไหล่ อีกมือดึงข้อศอกตามไปจนสุด ก่อนประสานนิ้วเหยียดไปข้างหน้า และบริหารเท้า ให้กระดกข้อเท้าสลับซ้ายขวา ทั้งนี้ควรคำนึงถึงความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย

3. การนั่งดูทีวีหรือเล่นโทรศัพท์มือถือนานจะทำให้นิ้วและข้อมือเกร็ง ไหล่ยกเกร็ง คอยื่นและก้มไปข้างหน้า การบริหารร่างกายทำได้ทั้งท่านั่ง นอน และยืน ร่วมกับการเดินไปมา การบริหารหลังและต้นขา ให้เริ่มจากก้มแตะปลายเท้า บิดตัว หรือบริการหลัง ไหล่ ต้นขา ด้วยการนอนชันเข่า กดหลัง แอ่นอก นอนบิดสะโพกซ้ายสลับขวา นอนหงายกอดเข่าทีละข้าง

อาชีพเท่ๆ ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525557

อาชีพเท่ๆ ยุค 4.0

ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล อาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน โครงการ “Enjoy Science Careers : สนุกกับอาชีพวิทย์” ปีที่ 2 จึงเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ 10 อาชีพที่น่าสนใจ โดยให้น้องๆ ได้พบปะพูดคุยกับบุคคลต้นแบบในแต่ละอาชีพ อาทิ วิศวกรระบบดาวเทียม นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล วิศวกรระบบราง ฯลฯ เอาเป็นว่าเราขอหยิบ 3 อาชีพเท่ๆ มาให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกันก่อนเลย

สิริวิมล ชื่นบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ผู้มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี เล่าถึงที่มาของอาชีพนี้ให้ฟัง

“เดิมทีดิฉันเรียนจบปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พอจบก็เริ่มทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง และพบว่า ถ้าจะแก้ปัญหาในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในโรงงานก็ต้องมีความรู้เรื่องวิศวกรรมร่วมด้วย ดิฉันจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนจบ ทำให้รู้วิธีแก้ปัญหาในโรงงาน เช่น ฝุ่นละอองจากการผลิตแป้ง การออกแบบระบบดับเพลิงในโรงงาน และรู้ว่าสารเคมีในโรงงานตัวไหนมีอันตรายต่อร่างกายคนบ้าง เป็นต้น”

สิริวิมล บอกว่า หลังจากทำงานที่แรกได้ 3 ปีกว่า ก็มีรุ่นพี่ชวนมาทำงานที่เชฟรอน… “งานที่ดิฉันทำจะมีสองส่วนหลักๆ คือ ดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงานที่แท่นผลิต และอีกส่วนหนึ่งคือดูแลสุขภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย โดยต้องไปอยู่ที่แท่นผลิตกลางทะเลเพื่อเรียนรู้การทำงานและสภาพแวดล้อมของที่นั่น ซึ่งช่วงแรกดิฉันมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนถึงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เล็กน้อยเพียงใด คนงานก็จำเป็นต้องมาแจ้งให้ทราบทุกเรื่อง

จากนั้นดิฉันจะนำรายงานนั้นมาคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้อีกที โดยอาจจะให้ความรู้กับพนักงานเพิ่มเติมไปด้วย สมมติว่ามีเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น ดิฉันก็จะให้ทุกคนนำข้อมูลมาเล่าให้ฟังก่อน แล้วค่อยหาวิธีป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น พูดง่ายๆ ว่ากระตุ้นให้คนงานมีจิตสำนึกร่วมกัน และให้คิดเสมอว่าการมาแจ้งให้เราทราบมันคือสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการเตรียมการป้องกันเรื่องต่างๆ หรือเรื่องร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่เนิ่นๆ”

งานอีกส่วนหนึ่งที่เธอทำก็คือ การดูแลผู้รับเหมา เนื่องจากเชฟรอนมีพนักงานรับเหมาที่มาทำงานด้วยเยอะมาก แต่ละคนก็จะมีบริษัทต้นสังกัดอีกที แต่เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการของบริษัทเหล่านี้ดีเทียบเท่ามาตรฐานที่เชฟรอนทำ เธอจึงมีหน้าที่ในการให้ความรู้กับบริษัทรับเหมาว่า เรื่องไหนทำได้ เรื่องไหนทำไม่ได้ แล้วจะมีวิธีป้องกันอันตรายหรืออุบัติเหตุแบบไหนได้บ้าง จากนั้นบริษัทรับเหมาก็จะนำไปขยายผลต่อให้คนงานของตัวเองทราบอีกที

“ดิฉันคิดว่าอาชีพนี้มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะไทยเป็นประเทศที่กำลังขยายตัวในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและน้ำมัน ซึ่งในกระบวนการผลิตมีทั้งการใช้เครื่องจักรและสารเคมี เราจึงไม่อยากให้เหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างมาตรการที่ปลอดภัยไว้ให้ ในอนาคตอาชีพนี้ยังเป็นที่ต้องการอยู่มาก สามารถทำได้ในระยะยาว แถมเป็นอาชีพที่สนุก เพราะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ บางครั้งก็ต้องเป็นครู เป็นนักจิตวิทยา และเป็นนักโฆษณาไปด้วย แล้วการไปทำงานที่แท่นผลิตเดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบาย สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวผ่านไว-ไฟได้ง่ายมากค่ะ”

ด้าน ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยนาโนเทค ตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยวิจัยเกษตรนาโนและสิ่งแวดล้อม ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำงานวิจัยมากว่า 12 ปี เผยว่า

“ตั้งแต่เรียนจบปริญญาเอกภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เข้าทำงานที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเลยค่ะ หน้าที่หลักๆ ที่รับผิดชอบก็คือ การเป็นนักวิจัยหรือผู้คิดค้นที่ไขความลับธรรมชาติ แล้วนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ต่อ งานอีกส่วนหนึ่งคือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ แล้วนำไปใช้ประโยชน์

ที่ผ่านมาได้ทำงานวิจัยและคิดค้นวัสดุทางการแพทย์และวัสดุที่นำมาใช้งานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น วัสดุกรองน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเมื่อเกิดอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งสิ่งที่คิดค้นขึ้นจะเป็นวัสดุสำหรับกรองน้ำที่ทำจากเซรามิกเคลือบอนุภาคเงินนาโน โดยนำไปใช้งานร่วมกับเครื่องกรองน้ำอีกที ในช่วงนั้นสภากาชาดไทยได้นำเครื่องกรองน้ำที่พัฒนานี้ไปใช้งานในพื้นที่น้ำท่วมแถบที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่งวัสดุกรองนี้จะนำไปใช้ในส่วนของไส้กรอง ช่วยให้เครื่องกรองน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง ที่ปนมากับน้ำได้ โดยใช้ไส้กรองนี้ในระบบประปาในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอีกที”

ดร.ณัฏฐพร กล่าวว่า การนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในเครื่องกรองน้ำ ได้มีการออกแบบให้ตัวเครื่องกรองน้ำมีขนาดที่กะทัดรัดขึ้น สามารถขนลงเรือได้ เนื่องจากในช่วงน้ำท่วมถนนจะถูกตัดขาด ไส้กรองนาโนนี้สามารถใช้กรองน้ำดิบ โดยผ่านตัวเครื่องที่ใช้แหล่งพลังงานจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งน้ำที่ผ่านเครื่องกรองนี้แล้วสามารถนำมาใช้บริโภคได้เลย

“ในอนาคตศูนย์นาโนฯ มีแนวทางวิจัยต่อยอดการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ทางด้านการเกษตรและปศุสัตว์ด้วย เนื่องจากนาโนเป็นเทคโนโลยีระดับอนุภาค หากนำไปใช้ในการให้อาหารพืชก็จะดูดซึมได้รวดเร็วกว่าการให้ธาตุอาหารแบบเดิมๆ ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยมาก แต่ก็ได้ผลดี เพราะจะซึมได้ถึงภายใน จึงสามารถนำมาใช้ในมนุษย์ได้ เช่น กินวิตามินแค่เม็ดเดียว แต่สามารถครอบคลุมได้ครบถ้วน หรือกินไปแค่โดสเดียว แต่สามารถค่อยๆ ปล่อยวิตามินได้เรื่อยๆ ตามความต้องการของร่างกาย

ในยุคนี้นักวิจัยวัสดุนาโนเป็นอาชีพที่จำเป็นมากต่อการพัฒนาประเทศ เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น สภาพอากาศ ปัญหาโลกร้อน โรคติดต่ออุบัติใหม่ โรคในอดีตที่อาจกลับมา เช่น กาฬโรค หรือพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารเพื่อผู้สูงอายุที่นับวันจะมีมากขึ้น ฉะนั้นนักวิจัยจึงมีความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ค่ะ”

ดร.ณัฏฐพร ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับอาชีพนักวิทยาศาสตร์ว่า เป็นอาชีพที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่มีความสำคัญและท้าทายอย่างมาก เรียกว่าเป็นอาชีพที่ต้องการขององค์กรในอนาคต เยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจต้องเรียนมาทางสายวิทย์-คณิต แล้วมาแยกเรียนเฉพาะทางอีกที วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเรียนด้วยความชอบ ความเข้าใจ และสนุกกับการหาความรู้เพิ่มเติม เพราะเมื่อเรียนจบจะมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนรองรับแน่นอน ซึ่งค่าตอบแทนก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปสูงเลยทีเดียว

ปิดท้ายที่ ธนทร ศิริรักษ์ วิศวกรเสียงจากบริษัท ซาวด์เวฟ ที่เรียนจบปริญญาตรีด้านมิวสิค บิซิเนส จากมหาวิทยาลัยมหิดล และเริ่มทำงานด้วยการเป็นนักแต่งเพลงประกอบหนังและโฆษณามาก่อน เมื่อพบว่าสามารถต่อยอดอาชีพเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ได้ เขาจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Music Production & Sound Design for Visual Media ที่อะคาเดมี ออฟ อาร์ต ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ ต่อเลย

“พอเรียนจบปริญญาโท ผมก็กลับมาทำงานเป็นซาวด์ เอนจิเนียร์ ต้องบอกว่าอาชีพนี้ในเมืองไทยคนอาจจะให้ความ สำคัญไม่เท่ากับที่ต่างประเทศ เช่น สหรัฐ เกาหลี ซึ่งซาวด์เพลงหรือดนตรีของเขาจะยอดเยี่ยมมาก เพราะเขาให้ความสำคัญกับอาชีพเบื้องหลังในการผลิตซาวด์หรือทำเพลง

ในเมืองไทยผมคิดว่าอาชีพนี้ก็คงจะยังมีอยู่และมีงานต่อไปเรื่อยๆ แต่คนอาจจะหลงลืมไป จึงไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ตราบใดที่เมืองไทยยังมีการทำโฆษณาทั้งในทีวี ยูทูบ เฟซบุ๊ก หรือไวรัลคลิปบนโลกออนไลน์อยู่ ผมคิดว่าอาชีพนี้ก็ยังสามารถทำไปได้อีกนานเลยละ”

ธนทร เสริมว่า ยุคนี้คนอาจจะกลัวว่าจะมีหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกลมาทำงานแทนคนมากขึ้น แต่เขาคิดว่าอาชีพซาวด์เอนจิเนียร์ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะหรือใช้หูในการวิเคราะห์หรือฟังเสียง ซึ่งมีทั้งเสียงเพลงและเสียงประกอบในด้านอื่นๆ ซึ่งเครื่องจักรกลอาจทำไม่ได้ 100% แบบที่มนุษย์ทำได้

“ถ้าให้พูดตรงๆ ผมคิดว่าอาชีพนี้ยังมีอนาคตอยู่ โดยรายได้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน ถ้าคุณเป็นคนเก่งที่หาตัวจับยากในเรื่องการวิเคราะห์เสียง มิกซ์เสียง หรือสร้างเสียงเอฟเฟกต์ที่ไม่เหมือนใคร เงินเดือนก็อาจจะเฉียดหลักแสนได้เช่นกัน บางคนเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ที่มีซิกเนเจอร์ให้คนจดจำได้ หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินดังๆ ระดับโลก แน่นอนว่าอาชีพนี้ก็มีอนาคตแน่นอน ถ้าใครชอบก็ต้องพยายามฝึกฝนให้เต็มที่ เพราะในยุคนี้ยังมีงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต และโฆษณาออนไลน์รองรับอยู่”

7 วิธีชะลอความแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 17:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525436

7 วิธีชะลอความแก่

รวมวิธีที่ช่วยต่อสู้กับปัญหาความร่วงโรยของผิว และสัญญาณความแก่อื่นๆ

การดูแลสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในบางครั้งเราก็ละเลย ปล่อยร่างกายทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้ใส่ใจ อย่างไรก็ตามการใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพให้สมดุลทั้งสมอง ร่างกาย และจิตใจ นอกจากจะช่วยให้รูปร่างหน้าตาดูดี ดูอ่อนกว่าวัย ดูหนุ่มสาวกว่าอายุ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราควรกระทำ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวเองทั้งนั้น

1. หยุดผมร่วง – ทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน

2. ลดผิวมัน – ทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกาย

3. หยุดการหลุดลอกของผิวหนัง – ทานปลาแซลมอนรมควัน อาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

4. ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก – มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง เพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

5. ชะลอผมหงอก – ทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อนๆ เนื่องจากถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผม และยังทำให้ผิวดูดีขึ้นอีกด้วย

6. คงไว้ซึ่งผิวเด็ก – ทานฝรั่งหรือน้ำฝรั่ง ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน

7. ปกป้องผิวจากมลพิษ – วิตามินบีในอโวคาโด ช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากมลภาวะรอบตัวด้วย

5 วิธีดูแลสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 16:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525431

5 วิธีดูแลสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ร่างกายย่อมต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้ไม่ป่วย

ในช่วงที่สภาพอากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ร่างกายของบางคนอาจจะปรับสภาพไม่ได้เป็นธรรมดา ดังนั้นการดูแลตัวเองให้มากๆ ในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งช่วงปลายปีอย่างนี้ด้วย ยิ่งไม่ควรเจ็บป่วย เพื่อที่จะได้เตรียมตัวออกไปท่องเที่ยวส่งท้ายปีพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง

1. เลือกกิน – ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ อย่าง สตรอเบอร์รี่ ที่มีวิตามินซีสูง แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นผักและผลไม้อีกหลายชนิดก็ช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดในช่วงหน้าหนาวได้ เช่น หอมหัวใหญ่ จะช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ อาการหอบหืด กระเทียมสด ช่วยลดความดันโลหิตสูง ป้องกันการจับตัวเป็นลิ่มเลือด

2. ฟิตร่างกายให้พร้อม – ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรงดี ก็จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ มากล้ำกรายเราได้ ซึ่งการจะมีสุขภาพดีได้ก็ต้องหมั่นออกกำลังกาย อาจไม่ต้องออกอย่างหนัก แค่ลองท่ายืดเส้น ยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยปรับการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น สลับกับการวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้า หรือเลือกคาร์ดิโอที่ช่วยเรียกเหงื่อได้ดี

3. สวมเสื้อผ้าอุ่นๆ – เตรียมหยิบเสื้อกันหนาวตัวโปรดออกมาทำความสะอาด เพื่อมาสวมใส่ทำให้ร่ายกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ป้องกันการเกิดหวัดหรือภูมิแพ้ เพราะในช่วงที่อากาศแห้งอย่างหน้าหนาว เป็นช่วงที่ทำให้หลายคนเป็นหวัดและมีอาการของโรคภูมิแพ้ได้ง่าย

4. ทำความสะอาดที่นอน – ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย ชวนง่วงอยู่ตลอดเวลา เรามักขลุกตัวอยู่แต่บนที่นอน จึงแนะนำให้หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนบ่อยๆ โดยการซัก หรือนำออกไปผึ่งแดดทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นอับและไรฝุ่น

5. หมั่นบำรุงผิว – อากาศแห้งในช่วงหน้าหนาว ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นจนผิวแห้งแตกเป็นขุย จึงต้องเลือกครีมบำรุงผิวที่มีมอยส์เจอไรเซอร์สูง หรือมีส่วนผสมของน้ำมันสักเล็กน้อย เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว รวมถึงหมั่นทาลิปมันบ่อยๆ เพื่อบำรุงริมฝีปาก

3 วิธีคิดบวกเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 15:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525421

3 วิธีคิดบวกเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

สุขภาพจิตที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆ กับสุขภาพกาย การปรับทัศนคติ มองโลกในเชิงบวกให้มากขึ้น จะช่วยให้มีความสุขได้ไม่ยาก

เทรนด์สุขภาพเป็นเทรนด์ที่ฮิตมากๆ ในปีนี้ แต่นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว สุขภาพจิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรปรับทัศนคติในการมองโลก ให้มองโลกในแง่ดี ตัดความคิดเชิงลบออกไป เนื่องจากความคิดเชิงลบมีผลต่อหลายๆ อารมณ์ ทั้งความโกรธ หรือความเกลียดชัง การที่เราปล่อยวาง หมั่นเติมความคิดเชิงบวก จะทำให้เรามีความสุขได้ไม่ยาก

1. ยอมรับความเปลี่ยนแปลง – ชีวิตก็เหมือนกระแสแม่น้ำ เป็นธรรมชาติของโลกที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยยึดมั่นกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป เราก็ไม่สามารถมีความสุขได้ ดังนั้นจึงควรปล่อยวาง ทำใจยอมรับในทุกๆ การเปลี่ยนแปลง

2. รู้ความหมายของความทุกข์ – ความทุกข์อยู่ตรงข้ามกับความสุข ถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จเราก็มักจะเป็นทุกข์ เราล้มเหลวเพราะเราไม่รู้ เพราะเราไม่ได้เรียนให้มากพอ ที่สำคัญทุกความล้มเหลวคือบทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุด แต่หลายคนหยุดเรียนรู้เพราะกลัวล้มเหลว หยุดทำ ไม่ยอมพยายาม และปล่อยให้อดีตมาปิดกั้นอนาคต

3. พัฒนาความรู้สึกมีเมตตา – การมีเมตตาต่อคนรอบข้าง รู้จักควมคุมสติ ลดความโกรธ ความอิจฉาริษยา จะช่วยให้ใจเราไม่ต้องเป็นทุกข์ จิตใจที่เต็มไปด้วยความเมตตา จะไม่ทำให้รู้สึกขุ่นมัว อีกทั้งยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับคนรอบตัวอีกด้วย

4 สเต็ปดูแลผิวสวยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 14:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525414

4 สเต็ปดูแลผิวสวยสุขภาพดี

ขั้นตอนการดูแลผิวง่ายๆ 4 ขั้นตอน ที่จะช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างเห็นได้ชัด

ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยสุขภาพดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้สวยทั้งทีต้องสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการดูแลสุขภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ อย่าละเลยจุดเล็กๆ น้อยๆ หากทำครบ 4 ข้อนี้ รับรองว่าผิวสวยสุขภาพดีต้องอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี – ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกก่อนการล้างหน้าทุกครั้ง ด้วยคลีนซิ่งหรือรีมูฟเวอร์สำหรับล้างคราบเครื่องสำอางโดยเฉพาะ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและสารตกค้างในผิวออกได้อย่างหมดจด

2. ทำความสะอาดผิวด้วยโทนเนอร์หลังล้างหน้า – ทำความสะอาดผิวด้วยการเช็ดขึ้นจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับรูขุมขน และทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเลือกโทนเนอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว

3. ทาครีมบำรุงผิวหน้ากลางวันและกลางคืน – ควรทาครีมบำรุงพร้อมนวดหน้าระหว่างที่ทาผลิตภัณฑ์ลงบนผิว วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการดูดซึมของเนื้อครีมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีมากยิ่งขึ้น

4. เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป – ให้คิดไว้เสมอว่าแสงยูวีมีอยู่ทุกที่ จึงควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากแสงแดด คือตัวเร่งเม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ การใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดและป้องกันการผลิตเม็ดสีได้ดียิ่งขึ้น

4 วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต้านมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 13:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525402

4 วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต้านมะเร็ง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง มีส่วนข่วยให้เราห่างไกลโรคร้ายอย่าง มะเร็ง

รู้หรือไม่ว่า ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่เซลล์มะเร็งนั้นจะไม่แสดงอาการใดๆ ตราบที่ร่างกายเรายังแข็งแรงดี แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ เซลล์มะเร็งจะสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นได้จนทำให้อวัยวะบางอย่างในร่างกายทำงานผิดปกติ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคร้าย

1. เลือกทาน – เลี่ยงอาหารรสจัด ทานเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา และทานน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะ หรือเลือกใช้น้ำผึ้งแทนความหวานจากน้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นสารที่มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในร่างกาย รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน และลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนให้เหลือไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน อาจเปลี่ยนมาดื่มชาเขียวแทน เพราะชาเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็ง

2. กินให้ครบ – กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นอาหารที่ประกอบจากธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง รวมถึงผักสดและผลไม้ให้ได้วันละ 500 กรัม เพราะในธัญพืช ผัก และผลไม้สดเหล่านี้ เป็นแหล่งของสารอาหารและวิตามินซึ่งมีส่วนช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ที่ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้ออกมาทำลายสุขภาพ

3. เลือกวิตามินเสริม – นับเป็นอีกทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารสดได้อย่างเพียงพอ อย่าง วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากชาเขียว และโคเอนไซม์คิวเทน ร่วมกับการรับประทานอาหารสดในแต่ละวัน จะสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้เป็นปกติ

4. ลดความเครียด – ควรมีวิธีจัดการกับความเครียด มองโลกในแง่ดี จะช่วยลดสภาวะที่ทำให้เกิดกรดในร่างกาย เพราะสภาวะที่ร่างกายเป็นกรดนี่เองที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อมะเร็งได้ โดยพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ