หนาวนี้อีกนาน (มั้ย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525362

หนาวนี้อีกนาน (มั้ย)

สะใจคนชอบความหนาว เพราะปีนี้อากาศจะหนาวยาวนาน อย่างไรก็ตาม เป็นความหนาวที่จะไม่ได้มาในทุกวันต่อเนื่อง หากลมหนาวยะเยือกจะพัดมาเป็นช่วงๆ ตลอด 3 เดือนข้างหน้า…ถึงอย่างนั้น ก็สะใจอยู่ดี

ถามจริงๆ ก็ตอบตรงๆ ว่า หนาวนี้ อีกนานนนนนน……

แอบสะใจไม่น้อยได้เมื่อรู้ว่า หนาวนี้จะอยู่กับคนไทยไปอีกอึดใจใหญ่ๆ อย่างน้อยก็ถึงปลายเดือน ม.ค. 2561 และเป็นไปได้สูงที่จะหนาวต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือน ก.พ.อีกต่างหาก ก็ทำไมจะไม่ (สะใจ) ในเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หน้าหนาวประเทศไทยมาแบบไม่หนาว หรือที่เรียกว่าหนาวป๊อบๆ แป๊บๆ แบบนับ (ไม่กี่) วัน โธ่ๆๆๆ

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เล่าให้ฟังว่า หน้าหนาวปีนี้จะมีความหนาวเย็นปกติ โดยเป็นความหนาวตามฤดูกาล ที่ไม่ได้สุดขั้วไปข้างใดข้างหนึ่ง มีระยะตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. 2560-กลางเดือน ก.พ. 2561 โดยกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา

“ลมหนาวถึงวันนี้ก็เป็นระลอกที่ 3 แล้ว จากนี้ไปจะมาอีกหลายระลอก ตัวแปรสำคัญของฤดูหนาวบ้านเราคือความกดอากาศสูงจากจีนทิเบตหนึ่ง และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออีกหนึ่ง จะหนาวมั้ย จะหนาวอีกนานมั้ย ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยนี้” วันชัย กล่าว

 

 

ผลมาจากเหตุปัจจัย ความยาวนานของฤดูหนาวก็เฉกเช่นกัน หากความกดอากาศสูงจากซีกโลกเหนือ แถบจีนและทิเบต แผ่ลงมาลึก และลมมรสุมพัดตะวันออกเฉียงเหนือจากฝั่งแปซิฟิกผ่านพัดเข้ามาเป็นระยะๆ ส่งผลให้หนาวเย็นโดยทั่วไป

อุณหภูมิ ณ เทือกเขาและยอดดอย จัดอยู่ในเกณฑ์หนาวจัด 2-3 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิในเขตภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจัดอยู่ในเกณฑ์หนาว 13-14 องศาเซลเซียส (อากาศหนาว : 8-15.9 องศาเซลเซียส) ขณะที่ “เอ็กซ์ตรีม” หรือหนาวที่สุด 7-8 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่

“ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือปัจจุบันมีอุณหภูมิ 11 องศาเซลเซียส จากเมื่อแรกมวลอากาศเย็นพัดเข้ามารอบแรก อุณหภูมิ 6-7 องศาเซลเซียส ในปีนี้อุณหภูมิยอดดอยคาดว่าใกล้ 0 องศา โดยจะมีความเย็น ได้เห็นหมอกเช้า ได้เห็นแม่คะนิ้ง ได้เห็นเหมยขาบ หรือน้ำค้างแข็งกันถ้วนทั่ว” วันชัย กล่าว

สำหรับกรุงเทพฯ จะหนาวต่อเนื่อง หากอุณหภูมิปีนี้คาดว่าจะไม่หนาวจัด โดยจะมีอุณหภูมิเย็น 17-18 องศาเซลเซียส (อากาศเย็น : 16-22 องศาเซลเซียส) เตรียมซักเสื้อหนาวกันได้ เพราะจะหนาวแน่ (เย้) อากาศเย็นและแห้ง ฝนลดลงไปเรื่อยๆ ขณะที่ภาคใต้จะมีฝนชุกต่อไปจนถึงเดือน ธ.ค.

“กรุงเทพฯ จะหนาวแน่ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนหลังของ ธ.ค. จะมีโอกาสที่คลื่นความกดอากาศสูงจะพัดเข้ามาลึกและพัดเข้ามาแรงในช่วงนั้น” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าว

สำหรับการเตรียมความพร้อมของประชาชน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า ภัยหนาวและการรับมือ สำคัญคือสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน เริ่มจากการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาและยอดดอยที่จะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด การดูแลสัตว์เลี้ยงที่ต้องเพิ่มความอบอุ่นภายในโรงเรือน หรือการดูแลสัตว์น้ำในกระชังที่ต้องลดปริมาณอาหารลง เป็นต้น

“ความหนาวจัดคือภัยชนิดหนึ่ง เตรียมเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสม และอย่าดื่มเหล้าเพื่อแก้หนาว เพราะไม่ได้แก้ นอกจากจะไม่แก้และต้องหนาวต่อไปแล้ว ก็ยังอาจเสียชีวิตจากการนี้ได้ ที่ผ่านมาคือปัญหาความเชื่อว่าสุราคลายหนาวได้ หลายคนดื่มแล้วปล่อยปละละเลยเรื่องความอบอุ่น เมาพับหลับไปอยู่นอกบ้าน ถ้าอุณหภูมิหนาวมากร่างกายจะรับไม่ได้”

 

 

การใช้รถใช้ถนนต้องเพิ่มความระมัดระวัง  สำหรับบางช่วงที่จะมีหมอกในตอนเช้า โดยเฉพาะในช่วงที่บริเวณความกดอากาศสูงมีกำลังอ่อนลง และมีลมใต้จากทะเลพัดเข้าสู่ฝั่ง ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นและหมอกในยามเช้า พัดพามาด้วยคืออุบัติเหตุ ควรสำรวจไฟหน้าและไฟท้ายให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มองเห็นได้ในระยไกล เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ต่อเนื่องไปต้นปีหน้า อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาเล่าว่า เดือน ม.ค.-กลางเดือน ก.พ. เป็นช่วงฤดูหนาวตอนปลาย แต่สภาพอากาศยังคงหนาวเย็น ตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จะยังมีความหนาวที่ต่อเนื่องยาวนานกว่าทางตอนล่างของภาค จากนั้นก็จะค่อยๆ ลดอุณหภูมิความหนาวเย็นลงกระทั่งเข้าสู่ฤดูร้อน

“ความหนาวเย็นของฤดูหนาวดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มนิยมท่องเที่ยวธรรมชาติยิ่งคึกคักมาก เชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่การท่องเที่ยวไทยจะคึกคักที่สุดปีหนึ่ง”

ภูมิอากาศโลกมองไปข้างหน้า อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า โกลบอลวอร์มมิ่ง ผลกระทบที่ส่งผลต่อโลก ไม่เว้นแม้แต่สภาพอากาศที่ปรับเปลี่ยน ธรรมชาติกลายเป็นมิติความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บทบาทของกรมอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งจำเป็น เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากอนาคตที่บอกล่วงหน้า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คงดีไม่น้อยถ้าประชาชนชาวไทยมีความพร้อมมีความเข้าใจ กรมถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญประการหลักที่จะทำให้การพยากรณ์อากาศได้เชื่อมโยงต่อทุกภาคส่วน ในอันที่จะลดความสูญเสียหรือป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น

ปัจจุบันผู้สนใจ เข้าเยี่ยมชมการตรวจสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th ยังมีช่องทางโซเชียล เช่น เฟซบุ๊กไลฟ์ และยูทูบ ได้แก่ พยากรณ์อากาศชาแนล ที่ผู้ประกาศใช้ 4 ภาษาท้องถิ่นสื่อสารแจ้งข่าว เช่น ภาษาใต้และอีสาน ยังมีสถานีวิทยุเอเอ็มและเอฟเอ็ม รวมทั้งล่าสุดกำลังจะมี “แอพพลิเคชัน” ใหม่ ที่เตรียมอัพโหลดกันได้เร็วๆ นี้

“โลกเปลี่ยน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เราทุกคนบนโลกก็ต้องเปลี่ยน ใส่ใจและหาความรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศ”

ความหนาวแห่งฤดูกาล…แล้วไง ก็คือสัจธรรมที่โลกและมนุษย์ต้องฝ่าไป พี่น้องเกษตรกรภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องรับมือกับความหนาวอันหนักหนา รวมทั้งพี่น้องชาวใต้ที่ต้องรับมือกับฝนตกชุก นั่นแหละที่จะหนักหน่อย ส่วนมนุษย์กรุงเทพฯ คงไม่เป็นไร เพราะส่วนใหญ่โหยหาความหนาวกันอยู่ หนาวไม่กลัว กลัวไม่หนาว

เป็นห่วงก็แต่พี่ตูน บอดี้สแลม อาทิวราห์ คงมาลัย ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ (ขออนุญาตโฉบไปหาพี่เค้าหน่อยนะ) ที่จะวิ่งฝ่าลมหนาวอีกมิใช่ใกล้ 2,000 กิโลเมตร เบตง-เชียงราย…ระหว่างทาง…ดูแลด้วย

5 อาหารช่วยเบิร์นสำหรับคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525382

5 อาหารช่วยเบิร์นสำหรับคนรักสุขภาพ

การจะมีสุขภาพแข็งแรง หุ่นฟิต ต้องออกกำลังกายควบคุมไปกับการทานอาหารด้วย

สมัยนี้ใครๆ ก็หันมาดูแลตัวเองกันทั้งนั้น เราจึงมักเห็นหนุ่มสาวเข้าฟิตเนสออกกำลังกายกันเป็นประจำ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ก็จะช่วยส่งเสริมให้หุ่นฟิตด้วยเช่นกัน ที่สำคัญอาหารบางประเภทสามารถช่วยเบิร์นได้ด้วย

1. โฮลเกรนหรือธัญพืชทั้งเมล็ด – ในโฮลเกรนมีไฟเบอร์จำนวนมาก ร่างกายจึงต้องออกแรงย่อยอย่างหนัก ตั้งแต่เริ่มบดเคี้ยวจากปากลงไปถึงทางเดินอาหาร ทำให้การกินแต่ละครั้งเป็นการออกกำลังโดยไม่รู้ตัว

2. เนื้อไร้มัน – โปรตีนถือเป็นอาหารช่วยเบิร์นกำลังแรงสูง ด้วยกลไกที่ถูกย่อยอย่างหนักโดยต้องอาศัยต้นทุนพลังงานในการสลาย ดังนั้นการทานหมูปิ้ง สเต๊ก หมูกระทะ หรือยากินิกุ ก็ถือเป็นเมนูที่ดีต่อคนออกกำลังกาย แต่ให้ทานแบบที่ไม่ติดมัน

3. นมโลว์แฟต – นมวัวเป็นแหล่งวิตามินช่วยเสริมสร้างกระดูกและบำรุงสมอง การดื่มนมไขมันต่ำช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับส่วนเกินที่ต้องมานั่งเบิร์นกันต่อ

4. ชาเขียว – เหมาะกับช่วงสร้างกล้ามเนื้อ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังอย่าง EGCG และยังมีฤทธิ์ช่วยเผาผลาญ ดังนั้นการดื่มชาเขียวที่ปราศจากน้ำตาลหรือไม่หวานจนเกินไป จึงเป็นตัวช่วยอีกแรงเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

5. ของเผ็ด – ของเผ็ดมีแคปไซซิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดจะช่วยอุ่นร่างกายให้ร้อนขึ้น การกินพริกยังได้เบต้าแคโรทีนสูง ส่วนจะให้ได้สารเผ็ดเต็มๆ นั้นควรกินเม็ดและไส้ของพริกด้วย นอกจากนี้ของเผ็ดอื่นๆ อย่างพริกไทยก็ช่วยได้

น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ ภูมิปัญญาไทยไปตลาดสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525247

น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ ภูมิปัญญาไทยไปตลาดสากล

น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ 100% ของดีฝีมือคนไทย ที่สายสุขภาพทั้งหลายชื่นชอบ

ภานุกฤษ เดชากิตตินันท์ (แชมป์) และณัฐท์ธีรา งามโสภา (หยิน) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Cobie Brown” น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ 100% ที่สายสุขภาพทั้งหลายชื่นชอบ และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนหยิบของใกล้ตัวมาสร้างแบรนด์สินค้าให้ประสบความสำเร็จได้

Cobie Brown เริ่มต้นจากหยินเป็นลูกหลานเจ้าของสวนมะพร้าวใน จ.สมุทรสงคราม ทำน้ำตาลมะพร้าวทานเอง ผลิตมาจากน้ำหวานช่อดอกมะพร้าว 100% แล้วนำมากวนเคี่ยวจนเป็นน้ำตาลโดยไม่ผสมน้ำตาลทรายเลย ซึ่งน้ำตาลมะพร้าวทั่วๆ ไปที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า น้ำตาลปี๊บ ที่วางขายก้อนละ 30 บาท จะทำมาจากน้ำหวานดอกมะพร้าวเพียงแค่ 10% ที่เป็นหัวเชื้อและผสมน้ำตาลทรายเข้าไป ทำให้ขายได้ในราคาที่ถูกลง แต่ถ้าเป็นน้ำตาลดอกมะพร้าวแท้กว่าจะกวนได้จนเป็นน้ำตาลนั้น ปริมาณมันจะหดลงกว่าเดิมถึงสองเท่ากว่าจะได้น้ำตาลมา ทั้งสองคนจึงจับเอาความพิเศษตรงนี้มาต่อยอดธุรกิจ และสินค้าโดนใจลูกค้าต่างชาติและกลุ่มคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก

ในช่วงแรกลูกค้าไม่เข้าใจในความแตกต่าง ไม่ได้ให้มูลค่ากับน้ำตาลมะพร้าวที่ผลิตออกมา จนเริ่มปรับโดยการแบ่งออกจากก้อนเป็นป่นๆ ให้ลูกค้าได้ลองชิม พอลูกค้าได้ชิมก็จะรับรู้ได้ถึงรสชาติที่แตกต่าง จึงปิ๊งไอเดียทำน้ำตาลเป็นแบบป่นแทนแบบก้อน เพราะใช้ปรุงอาหารได้สะดวก ใส่กาแฟก็หอมอร่อย มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัย พร้อมกับคำอธิบายรายละเอียดของน้ำตาลว่าแตกต่างอย่างไร ทำไมถึงราคาสูงกว่าซื้อตามตลาด และกว่าจะออกมาเป็นแบรนด์ลงตัว ก็ใช้เวลาพัฒนาจนได้ อย. มีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ใช้ระยะเวลาถึง 2 ปี

ในช่องทางการตลาด แชมป์มองว่า ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับสินค้าเพียงตัวเดียว จึงมองหาสินค้าเพิ่ม แต่ก็อยากให้ตรงคอนเซ็ปต์เดิมคือเพื่อสุขภาพ มาลงตัวที่ น้ำผึ้ง ซึ่งแบ่งน้ำผึ้งออกเป็น 3 ภาค เพราะดอกไม้ของแต่ละภาคแต่ละฤดูกาลแตกต่างกันและมีรสชาติเฉพาะตัวอย่างชัดเจน น้ำผึ้งของภาคเหนือ จะมีกลิ่นที่หอมแรงและหวานจัด น้ำผึ้งทางภาคอีสานมีรสหวาน แต่หอมไม่แรงเท่าของภาคเหนือ ส่วนน้ำผึ้งของภาคตะวันตก จะมีความละมุนทั้งกลิ่นและรสชาติ โดยน้ำผึ้งขนาด 380 กรัม จำหน่ายในราคาขวดละ 190 บาท น้ำตาลช่อดอกมะพร้าว ราคา 96 – 227 บาท ตามแต่ขนาดของสินค้า

สายรักสุขภาพพลาดไม่ได้กับน้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ 100% สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ Foodland และซื้อออนไลน์ผ่านทาง www.cobiebrown.com

ปรุงแล้วได้อะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 16:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525236

ปรุงแล้วได้อะไร?

ข้อดีและข้อเสียของการปรุงรสชาติอาหาร

ทุกคนมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ส่วนบางคนก็ไม่ชอบปรุงรสอะไรเพิ่มเลย แล้วรู้ไหมว่ารสชาติต่างๆ ที่เราปรุงในอาหารนั้นมีข้อดีข้อเสียกับร่างกายอย่างไร

1. เติมน้ำปลาเพิ่มรสเค็ม

ข้อดี – โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน ลดเลือดออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ

ข้อเสีย – เมื่อร่างกายมีโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ จะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ทำให้รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำ ร้อนใน หรือรุนแรงถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจทำงานหนักขึ้น

2. เติมน้ำตาลเพิ่มรสหวาน

ข้อดี – น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม มีสรรพคุณทางยารักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหาย

ข้อเสีย – เมื่อกินรสหวานมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ทำให้อ้วนเพราะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ คนเป็นเบาหวานยิ่งกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตรายมากเท่านั้น

3. เติมน้ำส้มเพิ่มรสเปรี้ยว

ข้อดี – ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน

ข้อเสีย – การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป มักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุ

4. เติมพริกเพิ่มรสเผ็ด

ข้อดี – อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสีย – ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง แถมก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ

6 วิธีสร้างแรงบันดาลใจด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 15:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525222

6 วิธีสร้างแรงบันดาลใจด้วยตัวเอง

การสร้างแรงบันดาลใจเป็นสิ่งง่ายๆ ที่เริ่มได้จากตัวเอง

พูดถึงเรื่อง “แรงบันดาลใจ” หลายคนคงรู้สึกเอียนกับคำๆ นี้ ที่มองในสมัยนี้จะเห็นว่า แรงบันดาลใจนั้นมีเต็มเกลื่อนไปหมด หยิบมาใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างไรเสียทุกคนก็ยังคงต้องการแรงบันดาลใจ เพื่อใช้ชีวิตต่อไปอยู่ดี และแรงบันดาลใจที่ดีคือ การสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมาเอง เพราะเรื่องราวดีๆ สามารถเริ่มได้จากตัวเอง

1. ละเว้นเรื่องไม่สำคัญ – การเรียนรู้ที่จะละเว้นหรือปฏิเสธเรื่องที่ไม่สำคัญออกไปบ้าง คุ้มค่ามากกว่าที่คุณคิด เราอาจไม่เคยเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย แต่ในชีวิตจริงเราต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะละเว้นสิ่งที่ไม่สำคัญ เพราะช่วยคุณประหยัดพลังงาน สร้างแรงจูงใจที่สนับสนุนให้คุณโฟกัสในสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ และทำอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

2. รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อ – เมื่อคุณรู้ว่าสิ่งไหนทำให้คุณรู้สึกเบื่อ จงหลีกเลี่ยงมัน ความเบื่อเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ดิฉันเองก็เป็นคนที่ทนอะไรที่น่าเบื่อไม่ได้ ดังนั้น จงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปในโซนเบื่อทั้งหลาย

3. เก็บบันทึกการคิดค้นของคุณ – คุณจำได้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่เป็นครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ตอนที่คุณประสบความสำเร็จ หรือตอนที่คุณภูมิใจในตัวเองที่สุดนี่เมื่อไหร่กัน เรามักจะมองการจดบันทึกและเขียนลงความรู้สึกของเราเป็นเรื่องคร่ำครึ แต่บางครั้งพอได้กลับมาอ่านความสำเร็จครั้งเก่า ก็ได้แรงบันดาลใจกลับมาอีกครั้ง

4. ทำความสะอาดบ้าน – การทำความสะอาด จัดข้าวของภายในบ้าน จะทำให้คุณรู้สึกปลอดโปล่งและรู้สึกสบายใจขึ้น คุณจะรู้สึกว่าสมองลื่นไหล ไอเดียบรรเจิดขึ้นเยอะ

5. การออกกำลังกาย – เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างแรงจูงใจ เพราะเมื่อเลือดหมุนเวียน ทำให้สมองปลอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส เวลาที่คุณออกกำลังกาย ร่างกายจะผลิตสาร endorphins ซึ่งช่วยการกระตุ้นความคิด

6. อ่านเรื่องราวความสำเร็จของคนประสบความสำเร็จ – เรื่องราวผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะซ่อนแรงบันดาลใจเล็กๆ ไว้เสมอ ลองเปิดใจเรียนรู้ มองหาจุดสำคัญที่ทำให้ชีวิตพวกเขาพลิกผัน แล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตตัวเองดูค่ะ อาจช่วยให้คุณได้ไอเดียในการคิดเรื่องใหม่ๆ หรือช่วยแก้ไขปมปัญหาเรื่องเก่าในอดีตในใจของคุณ แล้วช่วยให้คุณได้วิธีคิดแบบใหม่ที่คุณเองไม่เคยคิดมาก่อน

ปัญหาคาใจ กินเส้นอะไรอ้วน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 14:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525216

ปัญหาคาใจ กินเส้นอะไรอ้วน?

ไขปัญหาคาใจใครหลายคนที่สงสัยว่าเส้นอะไรกินแล้วอ้วนบ้าง

อาหารประเภทเส้น อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ถือเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทย และเป็นอาหารที่ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหลายคนเลือกทานกัน เนื่องจากให้สารอาหารครบถ้วน และให้พลังงานที่เพียงพอ แต่ทว่าแต่ละเส้นที่ใช้ก็ให้พลังงานไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อเทียบสารพัดเส้นในปริมาณ 100 กรัมเท่ากันทั้งหมด ก็จะสามารถดูได้ว่าเส้นอะไรเป็นปัจจัยของความอ้วนมากที่สุด

1. บะหมี่เหลือง (280 kcal) – แป้งล้วนๆ ให้พลังดี แต่เป็นตัวการที่ทำให้อ้วนมาก หากอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรซื้อชนิดที่มีการเติมสารอาหาร เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก หรือวิตามินเอ เพิ่มเข้าไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากขึ้น

2. เส้นเล็ก (180 kcal) – ทำจากแป้งข้าวเจ้า มีส่วนประกอบของน้ำมันเช่นกัน แต่ว่าจะน้อยกว่าเส้นใหญ่ แต่ให้แคลอรีมากกว่าเส้นหมี่

3. เส้นใหญ่ (220 kcal) – ทำจากแป้งข้าวเจ้า ดูดซึมน้ำมันที่เคลือบเพื่อไม่ให้เส้นติดกันมากที่สุด ควรควบคุมปริมาณการกิน

4. เส้นหมี่ขาว (150 kcal) – อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต กินได้ไม่อ้วน ไม่ซับน้ำมัน

5. ขนมจีน (80 kcal) – แคลอรีน้อย เพราะมีองค์ประกอบของน้ำมาก มีการสร้างจุลินทรีย์ดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ควรเลือกแบบที่เป็นสีธรรมชาติ ไม่มีการแต่งสีเพิ่มเติม และหากซื้อมาแล้วยังไม่กินควรแช่ตู้เย็น แม้จะเป็นแป้งหมักแต่ก็ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามวัน

6. วุ้นเส้น (80 kcal) – แม้ทำจากถั่วเขียว แต่ผ่านกระบวนการแยกโปรตีนจนเหลือแต่แป้งจากถั่วเขียว ให้พลังงานไม่มาก เหมาะกับการลดน้ำหนัก

7. เส้นบุก (10 kcal) – มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เส้นบุกมีทั้งแบบเส้นใสและแบบผสมสาหร่ายทะเลเพื่อเพิ่มคุณค่าอาหาร แต่ให้พลังงานต่ำไม่ต่างกัน ส่วนการปรุงควรลวกในน้ำเดือดจัดจึงจะได้เส้นบุกที่นุ่มกำลังดี

6 ไลฟ์สไตล์เร่งหูเสื่อมก่อนเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 11:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525183

6 ไลฟ์สไตล์เร่งหูเสื่อมก่อนเวลา

พฤติกรรมที่มีส่วนเร่งให้หูของเราเริ่มเสื่อมก่อนวัยอันควร

หากวันนี้รู้สึกว่าการได้ยินเริ่มผิดปกติ ฟังเสียงไม่ค่อยชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่าหูของเราเริ่มเสื่อมก่อนวัยอันควร และถ้าหากไลฟ์สไตล์คือ 6 สิ่งนี้ บอกเลยว่า ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

1. การดำน้ำ

การดำน้ำทำให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในน้อยลง ซึ่งในหูชั้นในจะมีอวัยวะเกี่ยวกับการทรงตัวอยู่ เมื่อเลือดหรือออกซิเจนไปเลี้ยงไม่พอ อวัยวะเหล่านั้นก็ทำงานได้น้อยลงหรือไม่ทำงานเลย ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะจนบ้านหมุน รู้สึกหูอื้อและปวดหู สุดท้ายคือ ขี้หูอมน้ำ ซึ่งปัจจัยนี้เกิดกับคนที่ว่ายน้ำ เพราะขี้หูคนเรามีส่วนประกอบส่วนใหญ่ที่ไม่ละลายน้ำจึงทำให้พองตัวในรูหู ทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัดและอาจมีอาการคันร่วมด้วย

2. ใช้หูฟัง

การใส่หูฟังเข้าไปในรูหูหรือเปิดเสียงดังเกินไป ก่อให้เกิดความดันของคลื่นเสียงซึ่งเข้าไปทำปฏิกิริยากับแก้วหูโดยตรง ทำลายเซลล์ประสาทหูและเซลล์ขนในหู ทำให้สูญเสียการได้ยินบางส่วนหรือถึงขั้นหูดับ หรือประสาทรับเสียงเสื่อม เนื่องจากความความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในหู ส่งผลให้เกิดเสียงรบกวนในหู เช่น เสียงแมลงหวี่บินตลอดเวลา ยังต้องระวังเชื้อโรคในหูฟังแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรค

3. โทรศัพท์มือถือ

การใช้โทรศัพท์มือถือทำให้หูผิดปกติได้ เพราะเชื้อโรคในหูสามารถลุกลามจากความร้อน โดยปกติหูคนเราจะมีเชื้อโรคอยู่บ้าง แต่ก็มีขี้หูและผิวหนังที่ช่วยป้องกันไว้ แต่เมื่อหูได้รับความร้อนจากโทรศัพท์ประกอบกับการเขี่ยหรือเกาจนผิวหนังถลอกเท่ากับขาดปราการป้องกันเชื้อโรค เกิดอาการอักเสบ เป็นฝี หูบวมแดง คัน และอาจมีน้ำเหลืองไหล

4. พักผ่อนไม่เพียงพอ

การพักผ่อนน้อยส่งผลให้การไหลเวียนของกระแสเลือดไม่ดี โดยเฉพาะหูชั้นในนั้นที่ต้องการเลือดมาเลี้ยงมาก หากขาดเลือดจะทำให้น้ำในหูชั้นในเสียสมดุล ซึ่งน้ำในหูนี่เองที่เป็นตัวหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทรงตัว เมื่อน้ำในหูทั้งสองไม่เท่ากันจึงทำให้เกิดความผิดปกติของการทรงตัว

5. มลภาวะทางอากาศ

สิ่งแปลกปลอมในอากาศอย่างฝุ่นละออง ควันรถ คือตัวการทำให้โรคในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหวัดบ่อย หากปล่อยให้โรคลุกลามจนเกิดการอักเสบหลังโพรงจมูกและคอ เชื้อโรคก็จะเดินทางจากหลังโพรงจมูกมาที่หูและเกิดเป็นโรคหูน้ำหนวกได้

6. การใช้ยาบางชนิด

ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาฆ่าเชื้อโรค ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย มีผลทำให้เส้นประสาทหูเสื่อมและทำให้การได้ยินลดลง นอกจากนี้ ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค ยารักษาเยื่อหุ้นสมอง ก็ส่งผลให้ประสาทหูเสื่อมเช่นกัน

เส้นทางความมั่งคั่ง วัยรุ่นยุคมิลเลนเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525172

เส้นทางความมั่งคั่ง วัยรุ่นยุคมิลเลนเนียล

ต่อไปนี้ใครจะมาปรามาสว่า วัยรุ่นมัวแต่ใช้เวลาเที่ยวเล่นไปวันๆ เงินทองไม่รู้จักหาจักเก็บ คงไม่ได้แล้วละ เพราะวัยรุ่นเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2523-2543) หรือคนยุคมิลเลนเนียล (Millennial Generation) เขาสนใจเรื่องการลงทุนและมองอนาคตสำคัญ

ตลาดหุ้นสำหรับบางคนดูเป็นเรื่องไกลตัว แม้กระทั่งเรื่องการลงทุนบางคนก็ยังคิดว่าอายุยังไม่ถึงเวลา หรือตัวเลขจำนวนเงินยังไม่เพียงพอต่อการแบ่งมาออมหรือนำไปลงทุน เงื่อนไขต่างๆ ในวันนี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคต

หากสำหรับวัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่ใช่…

นิสิตนักศึกษา 4 คน จากโครงการ Young Financial Star Competition 2017 เป็นตัวอย่างของวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียลที่วางแผนอนาคตทางการเงินด้วยตัวเอง เพื่อที่จะหลุดพ้นจากสภาพเกษียณจนในอนาคต และมีอิสรภาพทางการเงินสูงในวันที่ร่างกายโรยแรง หรืออยากวางมือจากการทำงานได้โดยเร็ว

Young Financial Star Competition 2017 เกิดจากความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต บริษัท ปตท. และหน่วยงานต่างๆ ในตลาดทุน

จัดแข่งขันต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนระดับอุดมศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพบนถนนสายการเงิน

สร้าง Young Financial Star Networking กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านการเงินการลงทุนที่ทันสมัย มีวิสัยทัศน์ และความเป็นผู้นำกระแสแนวคิดการวางแผนการเงินและการลงทุนไปสู่สังคมในวงกว้าง

ในปีนี้ได้พาน้องๆ ผู้ชนะรางวัลในแต่ละสายไปศึกษาดูงานยังประเทศมาเลเซียและประเทศเกาหลี ด้วยการสนับสนุนการเดินทางจากบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต

ทำประกันคือการลงทุนกับชีวิตในอนาคต

“พิม-มนสิชา อุทิศชลานนท์” อายุ 22 ปี ศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรบริหารธุรกิจแบบบูรณาการ (ตรี-โท 5 ปี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศแบบเดี่ยว Muang Thai Life Assurance Star ที่สุดแห่งผู้เชี่ยวชาญการเงินและการประกันชีวิต และรางวัลชนะเลิศแบบกลุ่ม PTT RIT Star Team ที่สุดแห่งนักการเงินรุ่นใหม่หัวใจ RIT

นอกเหนือจากเงินรางวัล การไปศึกษาดูงานยังบริษัท Etiqa Insurance Bhd ประเทศมาเลเซีย ทำให้ได้ความรู้จากกูรูทางการเงินหลายด้านเป็นต้นทุนในการบริหารจัดการเงินทองในชีวิตต่อไป

“ได้เข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น ทั้งเรื่องการลงทุนและการทำประกันในช่วงชีวิตต่างๆ การดูงานเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เห็นผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน การประกันแบบใหม่ที่เรายังไม่รู้จัก และประเทศไทยยังไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เรามีความรู้และทำให้เกิดความคิดที่จะพัฒนาด้านการวางแผนทางการเงินของไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ที่สำคัญคือการที่ได้เจอผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน ทำให้เรามีกำลังใจและแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาการเงินต่อไป”

เหมาะสมแล้วที่เลือกแข่งขันและคว้ารางวัลในสายประกันชีวิต เพราะ มนสิชา มีความรู้ความเข้าใจ ที่สำคัญการประกันชีวิตมีบทบาทต่ออนาคตการเงินของเธอ

“คุณแม่ได้ทำประกันให้ตั้งแต่เด็กๆ ประกันเลยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เวลาเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องนอนโรงพยาบาล ประกันช่วยค่าใช้จ่ายเราได้เยอะมากๆ ถ้าไม่ได้ทำเอาไว้ อาจจะไม่ได้การรักษาพยาบาลที่สะดวกและดีแบบที่เคยได้รับมา

ประกันชีวิตสำคัญกับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวมาก เพราะเมื่อเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ประกันที่ทำไว้จะเป็นหลักที่จะช่วยคนข้างหลังให้เริ่มชีวิตใหม่ได้อย่างไม่ลำบาก

การประกันชีวิตเป็นทั้งการออมและการลงทุน เพราะปัจจุบันมีประกันชีวิตให้เราสามารถเลือกได้หลายแบบมาก ทั้งแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งช่วยเรื่องการออมและการประกันไปพร้อมๆ กัน และประกันแบบยูนิตลิงค์ ทำให้เราสามารถแบ่งเงินจากเบี้ยประกันไปลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้ ประกันหลายๆ แบบก็จะมีเงินคืนระหว่างที่ทำให้ด้วย

ถ้ามองในแง่ของตัวเงินตอนที่เรายังไม่มีเหตุการณ์ที่จะต้องใช้อาจจะดูไม่คุ้ม แต่จริงๆ แล้วการทำประกันคือการลงทุนกับชีวิตตัวเองในอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรากันไว้ก่อนแก้ ถ้าเกิดเหตุการณ์แล้วได้ใช้ประกันก่อนถึงจะเข้าใจว่าคุ้มมากๆ

พิมมีประกันชีวิตเกือบทุกแบบยกเว้นแบบบำนาญ เพราะคุณแม่ทำให้หลายฉบับ ส่วนการวางแผนทางการเงิน ทุกๆ เดือนเวลาได้เงินจากคุณแม่หรือทำงานก็จะเก็บเข้าบัญชีออมทรัพย์ก่อนเลย 10% เป็นเงินฉุกเฉินเผื่อเดือนไหนเกิดอุบัติเหตุหรือต้องใช้จ่ายด่วน เพราะบัญชีออมทรัพย์จะมีสภาพคล่องสูงกว่าอันอื่นๆ ฝาก-ถอนง่าย หากจำเป็นจริงๆ ก็มีเงินส่วนนี้คอยช่วย

มีการซื้อสลากออมสินเพื่อเพิ่มผลตอบแทน ซื้อทองคำไว้ส่วนหนึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และลงทุนในหุ้นส่วนหนึ่ง โดยสัดส่วนพอร์ตการออม การลงทุนพิมจะเป็นเงินฝากและสลากออมสิน 20% หุ้น 60% ทองคำ 10% แต่ตอนนี้กำลังเริ่มที่จะลงทุนในกองทุนต่างๆ เพราะไม่มีเวลามาตามหุ้นมากนักค่ะ”

ลงทุนให้ถูกจริตกับตัวเอง

“ซัน-บุญชัย วิโรจน์ศักดิ์เสรี” อายุ 23 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใน 6 ของสมาชิกทีมที่คว้ารางวัล PTT RIT Star Team นำเสนอแนวคิดด้านการทำกิจกรรมที่สอดคล้องทั้ง 3 ด้าน ได้ดีที่สุด ในด้าน R-Responsibility for Society, I-Integrity and Ethics และ T-Trust and Respect

การที่เข้าร่วมโครงการทำให้บุญชัยได้เจอเพื่อนๆ ที่มีความสนใจในเรื่องการลงทุน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความคิดของเขาที่มีก่อนนี้ว่า การลงทุนเพื่ออนาคตนั้นสำคัญและเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน

“เปิดพอร์ตได้เกือบ 2 ปี ทั้งพอร์ตหุ้นและพอร์ตกองทุน เพื่อนแนะนำเพราะเขาได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างโอเค เริ่มต้นศึกษาว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน ดูงบการเงิน ดูข่าว หุ้นดีไหม สำหรับผมในการดูตัวเลขไม่ยาก แต่เล่นหุ้นยาก เพราะราคาหุ้นจริงๆ มันอยู่ที่สภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ มีข่าวไม่ดีกับประเทศ หุ้นก็ตกทั้งประเทศ

ในส่วนของหุ้นผมอยากหาประสบการณ์ แต่กองทุนผมอยากให้เงินงอกเงย เปิดพอร์ตกองทุนครั้งแรก 1 แสนบาท เป็นเงินเก็บจากค่าขนมและทำงานช่วยอาจารย์ตรวจการบ้าน

กองทุนรวมเราไม่ต้องศึกษาตลอด มีคนคอยดูแลให้ แต่พอร์ตหุ้นเราต้องติดตามตลอด ผมเปิด 3 หมื่น มีเทรดบ้าง แต่ไม่ค่อยชอบ เพราะกังวล บางทีช่วงสอบเราไม่ได้ดูแลก็ขาดทุนไปเยอะ

ก่อนจะเปิดพอร์ตเขาจะมีการประเมินผลว่า เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ผมรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง ขนาดกองทุนบัวหลวงทศพล ความเสี่ยงอยู่ที่ 5% เน้นลงทุนในหุ้นอย่างเดียวประมาณ 7% ก็สูงกว่าที่ผมรับได้ เขาก็เตือนมาแต่เราก็ซื้อ ก็มีกังวลช่วงหนึ่งที่ขาดทุนหลายพัน แต่ 2 ปีที่ผ่านมา บวกมาประมาณ 2-3 หมื่นบาท ซึ่งผลตอบแทนมันมากกว่าฝากประจำ

ผมมองว่า ข้อดีอย่างแรก ฝึกให้ตัวเองรู้จักออมเงิน เห็นตัวเลขในพอร์ตแล้วมีแรงจูงใจในการลงทุนมากขึ้น ข้อเสียไม่มี มีแค่ข้อควรระวัง คือ เราต้องดูด้วยว่าเงินที่ลงทุนในกองทุนรวมต้องไม่ใช่เงินที่จะนำมาใช้ในระยะเวลาใกล้ เพราะมันมีในเรื่องของค่าธรรมเนียม ซื้อครั้งแรกเสีย 1% ถ้าเราต้องใช้เงินที่ได้มาไม่คัฟเวอร์ค่าธรรมเนียม และการลงทุนในกองทุนรวมมีโอกาสขาดทุนไม่เหมือนฝากออมทรัพย์ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยง แต่ระยะยาวมันคุ้มค่า”

การเงิน ไม่ใช่อาชีพ แต่มันคือการใช้ชีวิต

“กัน-อานนท์ ลีลาชุติพงศ์” อายุ 22 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของตำแหน่ง SET Investment Star รางวัลสำหรับผู้ที่สามารถวางแผนการลงทุนได้ดีที่สุด โดยสามารถวิเคราะห์และเลือกหลักทรัพย์เพื่อลงทุน รวมทั้งบริหารพอร์ตการลงทุนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ความเสี่ยง และเป้าหมายของลูกค้าได้

ตอนนี้อานนท์กำลังทำงานอยู่ในสายการเงิน เกี่ยวกับการแนะนำกองทุนรวม แต่ยังไม่ใช่งานสุดท้ายที่เขามองไว้ เพราะระหว่างนี้กำลังรอทำงานในสายอื่นอยู่ แม้จะชื่นชอบเรื่องของการเงิน การลงทุนมากก็ตาม หากเขามองว่า ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนทุกคนก็ต้องลงทุน และต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการการเงินเพราะมันมีผลต่อชีวิต และเป็นพื้นฐานชีวิตที่ทุกคนควรใส่ใจ แต่ก็นั่นแหละไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนเรื่องนี้ต้องขวนขวายเอง

“งานที่ทำไม่เกี่ยวกับสายที่เรียนมา แต่ใช้ทักษะที่ผมเรียนมาเรื่องของการวิเคราะห์ ทักษะการเงินผมได้จากการหาความรู้เอง ตอนเรียนปี 2 ฝึกงานแล้วรุ่นพี่แนะนำ ให้ผมลองไปศึกษาดู มันใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว เป็นศาสตร์ที่มีความจำเป็นที่ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้สอนเลย

ผมอ่านหนังสือ ดูยูทูบ อ่านบทความในอินเทอร์เน็ต ตอนนี้การศึกษาข้อมูลหลายอย่าง ความรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนอย่างเดียว ความสนใจเราจะรู้ตัวเองเวลาว่างๆ เราจะมีความสุขในการหาข้อมูล ศึกษามัน โดยไม่ฝืนทำ ตอนนั้นผมรู้สึกตลาดทุนเป็นแนวคิดที่ดี”

อานนท์ใช้เวลาศึกษาอยู่ 3 เดือน ถึงเปิดพอร์ตบัญชีกองทุน และถัดมาอีก 6 เดือน เปิดบัญชีหุ้น “กองทุนเราพยายามดูความผันผวนของผลตอบแทน 3-5 ปี ทำผลตอบแทนได้ดีไหม แล้วดูความผันผวนว่าเยอะกว่าที่เรารับได้ไหม

การซื้อหุ้นเราต้องบริหารเงินเอง เราต้องสร้างพอร์ตผสมหุ้นหลายๆ ตัว แต่ละตัวมีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน หุ้นปลอดภัย อาหาร โรงแรม มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ความผันผวนด้านราคาจะต่ำไปเรื่อยๆ ตามตลาด มีหุ้นพลังงาน หุ้นเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ หุ้นกลุ่มเดินเรือจะมีความเสี่ยงสูง ต้องใช้การวิเคราะห์ที่มากกว่า”

การออมเงินต้องทำแบบพีระมิดให้รากฐานมั่นคง “ตั้งแต่เด็กผมฝากประจำที่ธนาคาร ดอกเบี้ย 2-3% โตมาหน่อยก็รู้จักสลากออมสิน ได้ผลตอบแทน 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ย 2-3% อย่างสม่ำเสมอ และมีลุ้นรางวัลทุกๆ เดือน ผมก็มีประสบการณ์ลงทุนแบบนั้นมา

ตอนผมอายุ 21 ลงทุนประมาณ 5 หมื่น ตอนนี้ได้เงินเดือนมาตัดไปลงทุนก่อน 30% มันมีรีเสิร์ชต่างประเทศ การเกษียณที่ดีคือการตัดเงินมา 20-30% อย่างเสมอมาลงทุน

ประเทศไทยขาดทักษะตรงนี้มาก มีแต่คนสอนเลข สอนวิทย์ สังคม ไม่มีใครสอนเรื่องการบริหารเงิน การลงทุน วางแผนการประกันภัย การออมนี้พื้นฐานเลย

การจัดการออมจะเป็นพีระมิดขึ้น เริ่มแรกออมเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เราตกงาน เข้าโรงพยาบาล นี่คือรากฐานของการจัดการเงินเลย การออมเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ากินค่าใช้จ่ายทั่วไป

ต่อไปเรามีความมั่นคงระดับหนึ่งแล้วก็ไปด้านประกันคุ้มครอง ชีวิตคนคนหนึ่งเราไม่สามารถรีสตาร์ทได้ เราต้องมีการประกันความเสี่ยงไว้ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น คนหนึ่งทำ 4 กรมธรรม์เลย เราสามารถโอนความเสี่ยงของเราที่มีผลกระทบชีวิตเรา

อันสุดท้ายคือ การลงทุน การต่อยอดเงินของเรา ถ้าเราทำครบ 3 องค์ประกอบ ถ้ามีอะไรที่ไม่คาดฝันก็สามารถดึงเงินจากฐานพีระมิดมาใช้ได้ ไม่ต้องเอาเงินลงทุนมาใช้ เพราะการลงทุนคือ ระยะยาว เราต้องถือไม่ควรขาย การขายคือเราขาดทุนถาวร”

เลิกเล่นเกมออนไลน์ มาเล่นเกมชีวิต

“เต้น-ทยาวัต ศรอินทร์” อายุ 23 ปี สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้า 2 รางวัล คือ ชนะเลิศ TFEX Derivatives Star ที่สุดแห่งผู้เชี่ยวชาญด้านอนุพันธ์ สามารถพัฒนาต่อยอดสร้างพอร์ตลงทุนจริงในตลาด TFEX ได้อย่างมีหลักการ พร้อมเป็นบุคลากรสู่ภาคธุรกิจและเป็นผู้ลงทุนที่มีคุณภาพในอนาคต และรางวัลรองชนะเลิศ SET Investment Star

“ผมเริ่มสนใจตลาดหุ้นตั้งแต่มัธยมปลาย ติดตามข่าวเศรษฐกิจ สนใจเรื่องผลตอบแทน การลงทุน แต่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 20 ปี เปิดพอร์ตไม่ได้ ก็เก็บความรู้มาเรื่อยๆ

เริ่มลงทุน 1 แสน จำได้ ก.พ. 2014 เข้าไป 2 อาทิตย์ยอดขึ้นไปแล้วลงมา พอร์ตลดไป 50% แต่ไม่เครียดครับ เพราะตั้งใจไว้แล้วถ้าเสียเป็นเหมือนค่าเทอม เลยไม่ได้สาปส่งตลาดแล้วออกมา เรียนรู้มันไปเรื่อยๆ

ผมอ่านหนังสือเยอะมาก ทำให้เรามั่นใจ แต่พอมาเจอแบบนี้ ทำให้รู้ว่า ประสบการณ์สำคัญเหมือนกัน เหมือนหัดขี่จักรยาน เราอ่านแค่ทฤษฎีไม่ได้ต้องปั่นเอง ตอนแรกๆ เราต้องล้มเป็นปกติแต่ขี่จักรยานถ้าเป็นแล้วก็เป็นทักษะติดตัวไปเลย

ผมชอบเล่นเกมออนไลน์มาก ผมมองการเล่นหุ้นเป็นเกมชีวิตเกมหนึ่งชนะแล้วชนะเลย การที่เราเล่นเกมออนไลน์เราชนะกี่ครั้งเราก็เก่งแค่ในเกม ตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นผมเลิกเล่นเกมออนไลน์หมดเลย

ยิ่งเราเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยยิ่งได้เปรียบในโลกของการลงทุน ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้เลย สอนวินัยการออมปกติ ผมศึกษาเองเลย

ผมมองว่า สิ่งที่ผมเข้ามาในตลาด ผมไม่ได้ต้องการเป็นเศรษฐี เล่นปีสองปีแล้วรวยเลย ผมมองมีเงิน 1 แสน จะเอาเงินไปทำอะไร เงินก้อนนี้ผมมองทุกอย่างเป็นเปอร์เซ็นต์ ผมอยากได้ปีละ 10-15% ต่อปีไปเรื่อยๆ อันนี้คือ เป้าหมาย

การเข้ามาในตลาดหุ้น มันสอนบทเรียนสำคัญผมเลย ปีแรกลบ 50% ปีที่ 2 บวก 50% ปีนี้บวก 20-30% ทำให้เรารู้ว่า อย่างแรก อย่ามองว่าได้กำไรเท่าไร การรักษาเงินต้นสำคัญมาก อย่างที่ 2 เรื่องของประสบการณ์ มันเหมือนขี่จักรยาน สุดท้ายเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน เราต้องหาการลงทุนเหมาะกับจริตตัวเองให้เจอ ใครลงทุนยังถามคนอื่นอยู่น่าจะประสบความสำเร็จยาก

ปีที่ 3 ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นใครแล้ว คือ การเทรด เพราะผมเชื่อในการจับจังหวะราคาของตัวเอง ผมใช้พื้นฐานเอามารวมกับเทคนิคอล ผมมีความเชื่อตรงนี้ เวลาเราถือหุ้นสบายใจ ยอมรับได้ไม่เป็นกังวล ถ้าบางคนถือหุ้นก็เป็นกังวลนั้นคงไม่ใช่วิธีเหมาะสมกับตัวเอง

ผมพยายามหาวิธีหาระบบใช้เวลาต่อวันไม่เกินครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องเฝ้าจอ ก็ยังใช้ชีวิตอื่นๆ ได้ปกติ กินได้นอนหลับไม่กังวลเรื่องหุ้น”

เหลียวหน้ามองหลัง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525029

เหลียวหน้ามองหลัง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

การพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อพิจารณายุทธศาสตร์การพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ 10 ปี (พ.ศ. 2559-2568) และมุ่งสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Wellness) กำลังเดินหน้าอย่างได้ผล

ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่เดอะโกลบอล เวลล์เนส ทัวริซึ่ม อีโคโนมี บอกว่ามีมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท และขยายตัวปีละเกือบ 10% ในปีนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กลุ่มผู้ประกอบการ 500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 จากการจัดงานในปี 2558 ที่ผ่านมา

ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส โชว์เคส 2017 ที่เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก โดยธีมการจัดงานในปีนี้คือ Thailand a Paradise for Longevity นำเสนอบริการสุขภาพของประเทศไทยที่ส่งเสริมความมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข

การจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการด้านบริการสุขภาพของประเทศไทย ได้ร่วมประชุมและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ (Buyer) ซึ่งเป็นตัวแทนขายบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจากทั่วโลก ที่สำคัญคือร่วมนำเสนอภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางบริการสุขภาพที่ส่งเสริมความมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข โดยมีกลุ่มผู้ซื้อจำนวน 60 ราย จาก จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิหร่าน กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ลาว เมียนมา เวียดนาม ออสเตรเลีย รัสเซีย เป็นต้น และจะมีกิจกรรมพาผู้ซื้อไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ของบริการเพื่อสุขภาพในประเทศไทยด้วย

เส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Health Tourism) หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกต่อการส่งเสริมและรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

โดยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ตามกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งมีความพร้อมในด้านบริการทางการแพทย์และบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ บริการด้านการแพทย์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย ได้แก่ การตรวจเช็กสุขภาพ การทำเลสิก ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม การผ่าตัด และการพักฟื้น เป็นต้น

นอกจากนี้ บริการด้านแพทย์ทางเลือกของไทย อาทิ นวดแผนไทย และสปา ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีขอบเขตกว้างขวางโดยครอบคลุมตั้งแต่การเดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจนถึงการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางการแพทย์และการแพทย์ทางเลือก จึงเป็นการยากที่จะกำหนดขนาดของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยรวมได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในส่วนที่ใช้บริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนนั้น สามารถประเมินขนาดของตลาดในเบื้องต้นได้จากสถิติการเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทยของชาวต่างประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 60 จะเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และร้อยละ 40 เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย

ในงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส โชว์เคส 2017 ผู้ประกอบการโรงพยาบาลและคลินิกไทยชั้นนำของไทยร่วมโชว์นวัตกรรมทางการเเพทย์แห่งศตวรรษ ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก

การดำเนินงานในระยะเร่งด่วน ภายใน 2 ปี พ.ศ. 2559-2560 เร่งจัดทำระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติ (Landed Fee) การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนนำร่อง 7 จังหวัด ขยายเวลาพำนักในไทย กรณีเข้ารักษาพยาบาลกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน จาก 14-30 วัน เป็น 90 วัน จัดทำแพ็กเกจสุขภาพพัฒนาสถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชนรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการเชิงสุขภาพ

ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มมาตรการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยเพิ่มมากขึ้นรวม 90 วัน สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทย นอกจากนี้ยังขยายระยะเวลาพำนักระยะยาว (Long Stay Visa) เป็นเวลา 10 ปี ให้แก่ชาวต่างชาติจาก 14 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองมาตรการจะช่วยส่งเสริมให้การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกของประเทศไทยให้ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากยิ่งขึ้น

นพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ระดับโลก จำนวน 58 โรงพยาบาล มากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากบริการทางการแพทย์ทั่วไปที่ให้บริการแล้ว ประเทศไทยยังเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Functional & Regenerative Medicine หรือ สมุทัยเวชศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์แห่งศตวรรษ เน้นการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันแบบบูรณาการ (Preventive & Holistic approach) เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (Longevity) ซึ่งเป็นเทรนด์การรักษาสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางของการบริการสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-Aging แห่งภูมิภาคนี้ เรามีแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน American Academy of Anti-Aging Medicine Certified จำนวน 500 คน ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

มุมมองนักวิชาการเห็นอนาคตสดใส

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็น 2 ประเภทหลักดังนี้ 1.การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Tourism) เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตและพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมาทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในที่พักแรม หรือนอกที่พักแรมอย่างถูกวิธี ตามหลักวิชาการและมีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง

2.การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพ (Heath Healing Tourism) เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตและพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวไปรับบริการบำบัดรักษาสุขภาพการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาโรคต่างๆ การทำฟันและการรักษาสุขภาพฟัน การผ่าตัดเสริมความงาม การผ่าตัดแปลงเพศ และอื่นๆ เป็นต้น โดยทั่วไปจึงมักมีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่บรรจุโปรแกรมการเข้ารับบริการบำบัดรักษาโรค การรักษพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาโรคต่างๆ การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพจึงเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มุ่งประโยชน์ต่อการรักษาฟื้นฟูสุขภาพนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

นพปฎล ธาระวานิช อาจารย์ประจำวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความคิดเห็นในรายการวิสดอม อเจนดา ว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยนั้นมีมานานพอสมควรแล้ว อยู่ในแผนพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยว

“มีนักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพค่อนข้างเยอะและมีอัตราการเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลาง มีการส่งเสริมในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอยู่ 2 มิติใหญ่ๆ การท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเพื่อความสุขสงบของร่างกายและจิตใจ เช่น การไปนั่งทำสมาธิ การไปนวด การไปสปาและอบตัวสมุนไพร ในอีกมิติหนึ่งคือการท่องเที่ยวในการรักษาโรคบำบัดฟื้นฟูร่างกายต่างๆ

ตอนนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นระยะเวลายาวนานขึ้น หรือลองสเตย์ ที่เกื้อหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ใช้เวลานานมากกว่า 30 วันขึ้นไปถือเป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งมีหลายๆ เรื่อง ความพร้อมในการบริการทางการแพทย์ในเรื่องการรักษาฟื้นฟูต่างๆ แล้วคนไทยมีอัธยาศัยต้อนรักษาเป็นอย่างดี รวมถึงค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างต่ำ”

นพปฎล บอกว่า โลกของเราที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต้องการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อให้อายุตัวเองยืนยาวขึ้นอีก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาในเมืองไทย อนาคตท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทำรายได้ให้มากขึ้น และต้องให้นักท่องเที่ยวอยู่ได้นานขึ้น แต่มีจุดอ่อนคือเรื่องการสื่อสารด้านภาษาต่างประเทศ

การเสวนา Medical Tourism in SEA and A Case of Thailand หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีก 1 การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ประเทศในอาเซียนถือเป็นผู้นำระดับสากล การเดินทางข้ามประเทศเพื่อหาทางรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือบำรุงดูแลรักษาสุขภาพในต่างแดนเป็นอีกหนึ่งเทรนด์มาแรงและเป็นธุรกิจทำเงินของประเทศในอาเซียน หลังจากประเทศขายดีเชิงสุขภาพระดับโลก ได้แก่ อันดับ 1 ประเทศไทยตามมาด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ดร.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก มีขนาดใหญ่มากและมีจำนวนผู้เข้ารับบริการถึง 4 ล้านคน/ปี เหตุผลส่วนใหญ่คือการบริการที่มีคุณภาพ ความรวดเร็วในการรักษา รวมถึงเหตุผลด้านค่าใช้จ่าย

“อย่างไรก็ตาม การหลั่งไหลเข้ามารับบริการจากนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวและกลุ่มที่ใช้สวัสดิการการทำงานเดินทางมาใช้บริการด้านการรักษาสุขภาพในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการบริการด้านการแพทย์ของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการแพทย์อีกหลายมิติที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญ แต่การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ยังขาดการประชาสัมพันธ์และทำการตลาดยังไม่มากนัก เป็นที่มาของการวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ”

ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผู้ประกอบการอาจจะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ จีน และบางประเทศในอาเซียน (เวียดนาม อินโดนีเซีย) ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ในขณะที่ระบบสาธารณสุขในประเทศดังกล่าวอาจจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศ ส่งผลให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลยังต่างประเทศ และไทยก็น่าจะเป็นหนึ่งประเทศเป้าหมายสำหรับลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับตัวและชูกลยุทธ์การตลาดและการให้บริการที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศ

มนตร์ริสา ลีนุตพงษ์ ดำน้ำผจญภัยใต้ทะเลลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ย. 2560 เวลา 10:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524883

มนตร์ริสา ลีนุตพงษ์ ดำน้ำผจญภัยใต้ทะเลลึก

 โดย ปอย

ภาพงดงามประหนึ่งดินแดนหลุดไปอีกโลก หาดสีชมพูสวยเกินบรรยายคือ จุดหมายปลายทาง หลังจากทุ่มเทเป็นนักดำน้ำลึก โบว์-มนตร์ริสา ลีนุตพงษ์ ดีไซเนอร์และสไตลิสต์ เจ้าของแบรนด์ Skin On Skin Monrissa เลือกทริปแรกสำหรับการดำน้ำที่นี่ เกาะโคโมโด หรืออุทยานแห่งชาติโคโมโด ความสดของธรรมชาติถูกรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก และเมื่อปี 2011 ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่

โบว์-มนตร์ริสา เล่าเรื่องกีฬาแอดเวนเจอร์ เริ่มฝึกดำผิวน้ำ เรียกว่า สนอร์เกอลิ่ง (Snorkeling) ดำน้ำไม่เกิน 5-8 เมตร เป็นการดำน้ำตัวเปล่า คือใช้แค่หน้ากาก ตีนกบ ท่อหายใจ ไม่มีระบบช่วยหายใจอื่น เช่น ถังอากาศ ซึ่งเหมาะสำหรับการชมปะการังน้ำตื้น ใช้อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น ได้แก่ หน้ากาก (Mask) สำหรับการดูสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ท่อหายใจ (Snorkel) สำหรับไว้หายใจ สวมเสื้อชูชีพ (Life Jacket) สำหรับพยุงตัวไม่ให้จมน้ำติดตัวไว้เพื่อความปลอดภัย ตีนกบ (Fin) สำหรับใช้ในการเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น

พอได้ชิมลางดำน้ำตื้น ก็อยากสัมผัสความท้าทายต่อไป ลองดำลึกดู แล้วเมื่อลองลงลึกกับการดำน้ำ แบบ Scuba ครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งที่สวยงามมาก

“รู้เลยว่ามันเป็นสิ่งที่โบว์รัก ซึ่งภายใต้ความลึกมากๆ ก็ทำให้นักดำน้ำ เกิดความรู้สึกท้าทายได้ทั้งสิ้นค่ะ โลกใต้น้ำให้ความสงบนิ่ง แล้วยังทำให้เราเห็นนิสัยของตัวเองด้วย โบว์จะมุ่งไปข้างหน้าเร็วจนบางครั้งไม่ใส่ใจอุปกรณ์ เรียกว่าเลินเล่อก็ได้ ครูเลยให้เป็นลีดเดอร์นำเพราะตำแหน่งนี้ เราจะดูแลอุปกรณ์ดีขึ้น

ในขณะเดียวกัน เมื่อเราดำไปอยู่ใต้น้ำแล้ว ไม่ว่าจะในสภาพไหน เช่น สำหรับโบว์เป็นนักดำน้ำลึกที่มีประสบการณ์น้อย ก็ยังรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกถึงความนิ่งสงบของโลกใต้น้ำได้อย่างชัดเจนค่ะ ความรู้สึกท้าทายและสงบนิ่งในเวลาเดียวกันนี้ เป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นจากกีฬาแอดเวนเจอร์อย่างอื่น”

มนตร์ริสา เลือกไปเรียนกับ BSAC สถาบันสอนดำน้ำที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ย่อมาจาก British Sub-Aqua Club เกิดจากชมรมดำน้ำของชาวอังกฤษ และมีกฎในการสอนค่อนข้างเข้มงวด เพราะอิงจากสภาพแวดล้อมในอากาศหนาวเย็นเป็นหลัก สถาบันนี้โด่งดังมากในญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้

“คุณครูจักรพงษ์ ศรีประสม สอนทักษะการดำน้ำเบื้องต้น เรียนครอบคลุมทุกอย่างที่สำคัญ วันแรกคุณครูเริ่มสอนทฤษฎียาวๆ ไปค่ะ วันที่สอง ช่วงเช้าเริ่มเรียนภาคปฏิบัติกันในสระว่ายน้ำ ลึกราว 5 เมตร การเรียนในภาคปฏิบัติก็คือการใช้อุปกรณ์ ต้องทำความรู้จักกับอุปกรณ์ทุกชิ้น และใช้งานให้เป็น ทักษะการลอยตัว การเคลียร์น้ำในหน้ากาก การเคลียร์หู เป็นต้น

โบว์ไปเรียนที่เกาะเต่า วันที่สามพร้อมลงน้ำแล้วค่ะสำหรับภาคปฏิบัติในทะเล เช้าได้ลงทะเล 15 เมตร 2 ไดฟ์ และวันที่สี่ ลงทะเลลึกไปอีก 18 เมตร 2 ไดฟ์ค่ะ

เรียนกับ BSAC มีการเพิ่มทักษะช่วยเหลือผู้อื่นในหลักสูตรด้วย นักเรียนจับคู่กันเป็นระบบบัดดี้ คอยดูแลและช่วยเหลือกันทั้งบนบกและในน้ำ เวลาไปดำน้ำจริงก็เช่นกัน บัดดี้สำคัญมาก

เรียนจบคอร์สจากเกาะเต่าแล้ว จุดหมายโลกสีครามจุดต่อไปเลือกไปดำน้ำที่เกาะ Komodo ไปกับกลุ่ม Blue Manta โดยผู้จัดทริปดำน้ำที่มีชื่อเสียง คือ Elegance Travel ก็มีแต่คนบอกว่า เรือดีมาก เส้นทางที่ทริปจัดจะเจอสัตว์น้ำก็เยอะมาก ถ้ามาเดสติเนชั่นตั้งแต่ครั้งแรกแบบนี้ ให้ระวังมาตรฐานการทริปต่อๆ มา จะสูงเกินไป พี่ๆ ดำน้ำไปด้วยก็แซว ระวังไปดำที่อื่นแล้วจะไม่ฟินนะน้อง (หัวเราะ) ทริปนี้ไป 10 วัน

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะและภูเขาไฟมากมาย ภูมิประเทศจะแตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็จริงค่ะ การเดินทางครั้งนี้ครบทุกรสชาติชีวิตเลย ได้สัมผัสกับธรรมชาติทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทุ่งนา ป่า เขา น้ำตก วิวทะเลสาบ 3 สี ซึ่งก็เป็นอุทยานแห่งชาติ Kelimutu National Park อีกแห่ง ตั้งอยู่บนเกาะฟลอเรส ที่นี่มีเกาะเล็กๆ อีก 26  เกาะ ซึ่งชื่อของเกาะนั้นตั้งตามชื่อมังกรโคโมโด สัตว์เลื้อยคลานใหญ่ที่สุดอาศัยอยู่

การดำน้ำไปเป็นกลุ่ม เพื่อน มิตรภาพบนเรือทำให้มีความสุขมาก เป็นทริปแรกดีที่สุดยอดจริงๆ ค่ะ ตื่นมาตอนเช้าเจอโลมากระโดด บ่ายฟังเพลงเร็กเก้สด โดยทีม Dive Leader ตกเย็น ก็ลงดำน้ำเจอเต่าแมนต้า ฉลามเยอะมาก แน่นอนค่ะว่าโลกใต้น้ำที่นี่น่าตื่นเต้นที่สุด เจอสิ่งต่างๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตแปลกตามาก และที่สุดของที่สุดคือพะยูน ซึ่งอาจไม่มีแล้วในทะเลไทยนะคะ รุ่งขึ้นตื่นมาดูพระอาทิตย์ตกดิน ปีนภูเขาสูดอากาศ ชมวิวสวยสุดอีก

อันดับต่อไปคือทริปอันดามันค่ะ แล้วก็จะกลับไปอินโดนีเซียที่ราชา อัมพัต และฟิจิ ค่ะ อยากดำให้ถึง 100 ไดฟ์ ซึ่งตอนนี้สะสมได้ 27 ไดฟ์เองค่ะ (หัวเราะ) แล้วเรียนต่อ Advance Diving หลักสูตรดำน้ำขั้นสูง ได้ดำน้ำในสภาพการดำน้ำที่มีความหลากหลายใต้ท้องทะเลมากขึ้นค่ะ”