6 ไลฟ์สไตล์หลักสาเหตุความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 14:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524403

6 ไลฟ์สไตล์หลักสาเหตุความอ้วน

ปัจจุบันหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยมีการตื่นตัวกับอันตรายจากโรคอ้วนเป็นอย่างมาก การรู้สาเหตุของความอ้วนจะนำมาซึ่งการป้องกันที่ถูกต้อง

แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนใจดูแลรูปร่าง และควบคุมน้ำหนักมากขึ้น แต่คนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักอย่างถูกต้องจึงทำให้การลดน้ำหนักไม่เห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เพราะสาเหตุของโรคอ้วนมีมากมาย แต่มักจบลงด้วยเหตุผลของการที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ไป โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลพลังงานนี้ มี 6 ด้าน ดังนี้

1. นิสัยการกินอาหาร – ลักษณะการกินอาหารที่ดี คือต้องกินอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมีแนวโน้มที่จะกินมื้ออื่นในปริมาณลดลง ควรกินมื้อที่หนักที่สุดก่อนบ่าย 3 โมง รวมถึงต้องคอยสังเกตตัวเองเมื่อรู้สึกอิ่มให้หยุดและคอยอีก 20 นาที ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกอยากอาหารอีกถ้าไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ

2. ประเภทอาหารที่กิน – ร่างกายแต่ละคนจะตอบสนองและเผาผลาญพลังงานได้ไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดังนั้นการลดน้ำหนักจำเป็นต้องรู้จักร่างกายตนเอง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย – ทำให้ร่างกายไม่เกิดการเผาผลาญพลังงาน กลายเป็นพลังงานส่วนเกิน สะสมอยู่ในร่างกายในรูปไขมันและแป้ง

4. ทัศนคติต่อการลดน้ำหนัก – ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีจะมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถควบคุมตนเองให้สามารถทำตามแผนการลดน้ำหนัก ทั้งการกินอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทัศนคติที่ดีนี้ก็จะส่งผลให้บุคคลนั้นสามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จจริง

5. การนอนหลับพักผ่อน – หากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนส่งผลให้ร่างกายหิวมากกว่าปกติ ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานลดลง ร่างกายอยากอาหารประเภทแป้งมากกว่าปกติและทำให้ร่างกายเก็บสะสมไขมันไว้มากขึ้น

6. ระดับความเครียด – ความเครียดจะเป็นตัวกระตุ้นให้กินอาหารมากเกินไป รวมถึงทำให้รู้สึกอยากกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การหาวิธีจัดการความเครียด จึงสำคัญมากต่อการควบคุมน้ำหนัก

5 ไอเดียสุดเก๋แต่งบ้านส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 13:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524392

5 ไอเดียสุดเก๋แต่งบ้านส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ใกล้เข้าสู่เทศกาลปีใหม่แล้ว หลายคนต้องมีแพลนจัดปาร์ตี้อย่างแน่นอน และเพื่อให้อินสุดๆ ก็ควรตกแต่งบ้านให้เข้ากับบรรยากาศด้วย

เมื่อเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ใกล้เข้ามา หลายคนคงกำลังมองหาไอเดียตกแต่งบ้านเพื่อจัดปาร์ตี้ฉลองวันพิเศษกับครอบครัวและเพื่อนๆ รวมทั้งปรับเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้าน อิเกีย ห้างเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านจากสวีเดน ขอแนะนำไอเดียดีๆ และแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ในราคาเบาๆ

1. ประดับห้องสวยด้วยแสงไฟ – เพิ่มความสว่างไสวและความอบอุ่นให้กับห้องด้วยไฟประดับสีนวลหลากหลายรูปทรง มีให้เลือกทั้งแบบตั้งโต๊ะ ตั้งพื้น ม่านไฟประดับ และโคมแขวนเพดาน แสงอ่อนๆ จะช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย อบอุ่นและเป็นกันเอง สำหรับเทคนิคในการเลือกซื้อไฟนอกจากจะเลือกความสว่างและโทนสีที่ต้องการแล้วนั้น ยังต้องคำนึงถึงเรื่องประหยัดพลังงานอีกด้วย

2. อบขนมผสมความอบอุ่น – ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กลิ่นขนมปังอบและกาแฟหอมกรุ่นในช่วงเช้าวันหยุดยาวอีกแล้ว ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการนำช็อกโกแลตแท่งหรือมาร์ชเมลโล่มาวางบนขนมปังหรือคุกกี้ที่มีอยู่ เพียงเท่านี้ก็ได้ของหวานน่ารักๆ ตกแต่งได้ตามจินตนาการแล้ว สำหรับใครที่อยากเพิ่มความสุขคูณสอง ลองชวนเพื่อนๆ มาอบขนมหรือทำคุกกี้โฮมเมดด้วยกัน ลองเลือกอุปกรณ์อบขนมและแม่พิมพ์รูปต่างๆ ไว้มาสนุกด้วยกัน

3. เพิ่มกิมมิกการมอบของขวัญ – จะมอบของขวัญให้กันแบบธรรมดาๆ ก็อาจจะไม่ฟิน มาเติมความสนุกและเซอร์ไพรส์ให้มากขึ้นด้วยการนำกล่องของขวัญน่ารักๆ ใส่ของขวัญที่ไม่คาดคิดหรือใส่สลากรายชื่อเพื่อนๆ ลงไป แล้วนำไปวางตามมุมต่างๆ ของห้อง ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะสร้างความตื่นเต้นในการค้นหาและลุ้นของขวัญแล้ว ยังช่วยตกแต่งห้องแบบไม่ตั้งใจอีกด้วย

4. จัดปาร์ตี้แกรนด์ๆ ด้วยแชนเดอเลียร์ – แต่งแต้มบรรยากาศให้สนุกเหมือนมีปาร์ตี้ได้ทุกวัน เพียงเลือกใช้วัสดุหรือของตกแต่งที่เป็นเลื่อม ผลึกใส แวววาว เพื่อสร้างมิติและเสน่ห์ให้กับห้อง หรืออาจจะจำลองบรรยากาศของงานปาร์ตี้ด้วยแชนเดอเลียร์เก๋ๆ

5. D.I.Y เก้าอี้นุ่มๆ สักตัว – หากมีแขกมาร่วมฉลองปาร์ตี้ปีใหม่จนเก้าอี้ไม่พอแล้วละก็ ลองมาทำเก้าอี้เก๋ๆ ด้วยตัวเองเพียงเลือกเก้าอี้สตูลเรียบๆ มาสักตัวหนึ่ง หาเบาะรองนั่งมาวาง และผ้าคลุมสีเข้ากันบนเก้าอี้สตูล สุดท้ายเลือกริบบิ้นเส้นยาวที่ชอบมาผูกยึดเป็นอันเสร็จ

มีทไต้หวัน การท่องเที่ยวเชิงสัมมนาแห่งเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524353

มีทไต้หวัน การท่องเที่ยวเชิงสัมมนาแห่งเอเชีย

ราวกลางเดือน ส.ค. ดลระวีย์ ทรัพย์พาณิชย์ พนักงาน บริษัท คิวรอน คอร์เปอร์เรชั่น ใช้เวลาว่างนั่งมองหาสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นการส่วนตัว แต่แล้วชั่วขณะหนึ่งที่ข้อมูลในเว็บไซต์ท่องเที่ยวผ่านสายตา เธอก็เห็นประกาศรับสมัครผู้เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียซูเปอร์ทีม ของโครงการมีทไต้หวัน การแข่งขันสุดยอดทีมแห่งเอเชีย ที่กรุงไทเป ไต้หวัน ในการแข่งขันส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวแบบไมซ์ MICE (Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions) หรือการท่องเที่ยวเชิงสัมมนา เธอจึงลองส่งโปรไฟล์บริษัทเข้าร่วมการแข่งขันแบบไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก

ไม่นานนัก ดลระวีย์ ก็ได้รับการติดต่อกลับมาว่า ทีมบริษัทคิวรอนได้รับเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ หน้าที่เธอจึงต้องหาเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คนในบริษัทที่มีความสามารถมากพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้จึงชักชวน จันทิมา กอบรรญสิริ พี่ใหญ่ของทีมซึ่งเคยเป็นเทรนเนอร์อบรมพนักงานและทำหน้าที่สนับสนุนโครงการต่างๆ ในบริษัทมารับหน้าที่วางแผนและกระตุ้นน้องๆ ในทีม

ได้ลูกทีมอีก 2 คน คือ อมรรัตน์ บำรุงพล ทำหน้าที่จัดหาสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เธอมีทักษะการเป็นนักวิ่งมาราธอนซึ่งช่วยได้มากในการแข่งแบบแรลลี่ สุดท้าย กุสุมา เล้นสิ้น ทำหน้าที่เป็นฝ่ายกฎหมายของบริษัทติดต่อประสานงานกับภาครัฐ ความใจเย็น มองโลกในแง่ดีและบุคลิกร่าเริงจะช่วยสร้างสีสันให้กับทีมได้

เมื่อรวมทีมได้ครบแล้ว จันทิมา จึงติดต่อกับทีมปทุมธานี บริวเวอรี่ ที่ได้เป็นแชมป์การแข่งขันเอเชียซูเปอร์ทีม 2016 เพื่อสอบถามถึงรูปแบบการแข่งเพื่อเตรียมตัวพร้อมรับกับการแข่งขันแบบไมซ์ ที่คาดเดาได้ยากว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

วอลเตอร์ เย ประธานสภาพัฒนาการค้าต่างประเทศแห่งไต้หวัน ระบุว่า ธุรกิจไมซ์หรือการท่องเที่ยวเชิงสัมมนา มีส่วนช่วยในการสร้างรายได้การท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก “จากการวิจัยกลุ่มนักท่องเที่ยว ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อไม่นานมานี้พบว่า บริษัทต่างๆ ในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะพาพนักงานมาสัมมนาท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคที่มีความปลอดภัยสูง ระบบการเดินทางคมนาคมสะดวก มีแหล่งท่องเที่ยวและผู้คนที่เป็นมิตรทำให้ไต้หวันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนได้เดินทางมาที่นี่”

ไม่เพียงแค่นี้ สภาพัฒนาการค้าต่างประเทศแห่งไต้หวัน ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสัมมนาในหลายๆ ด้านออกมาว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ มีแนวโน้มจะจัดทัวร์ต่างประเทศเล็กๆ ให้กับพนักงานภายในบริษัทจำนวนกลุ่มละประมาณ 10-50 คน

ในกลุ่มนี้เกือบครึ่งเป็นพนักงานระดับสูงที่มีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัท รองลงมาเป็นฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ และสุดท้ายคือพนักงานที่ได้รับเลือกเป็นกรณีพิเศษและส่วนมาก บริษัทต่างๆ จะใช้เวลาในการวางแผนก่อนเดินทางสัมมนาในต่างประเทศประมาณ 1-3 เดือน สูงถึง 37 เปอร์เซ็นต์ และ 4-6 เดือนที่ประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ โดยพวกเขามักจะวางแผนในระยะสั้นๆ มากกว่าระยะยาว

จากการสำรวจถามถึงแรงจูงใจของบริษัทต่างๆ ในการเลือก พบว่า ส่วนใหญ่อยากจะเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่มาแล้วรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืมและอยากจะกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของสถานที่ ความทรงจำทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น อาหารอร่อย และความสะดวกสบายต่างๆ ที่มอบให้กับนักท่องเที่ยว และในจำนวนทั้งหมดนี้พบกว่ามีอยู่ราว 13 เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าบริษัทมีแผนการจะกลับมาเที่ยวในที่เดิมอีกครั้ง

ธุรกิจไมซ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมบริษัทข้ามชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ นักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ก็คือพวกเขาจะมีวัตถุประสงค์หลักในการเดินทางที่ชัดเจนในการจัดคุณภาพของนักท่องเที่ยว นักธุรกิจกลุ่มนี้จัดเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงและมีกำลังซื้อมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 4 เท่า

ข้อมูลที่ได้จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า การท่องเที่ยวเชิงสัมมนานี้มีมูลค่ารวมทั้งโลกประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปี 2554 คาดว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทย ประมาณ 7.2 แสนคน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 57.6 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11 เปอร์เซ็นต์ จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมด และคิดเป็น 6.5 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการเจรจาการค้า การลงทุน การจัดงานแสดงสินค้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศเพิ่มเติมอีกจำนวนมหาศาล และยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศได้อีกด้วย เรียกได้ว่าแม้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีไม่สูงมากนักแต่สัดส่วนการสร้างรายได้การท่องเที่ยวนั้นไม่แพ้กลุ่มอื่นๆ เลย

ย้อนกลับไปที่การแข่งขันเอเชียซูเปอร์ทีม รูปแบบการแข่งขันของปีนี้จะแบ่งการแข่งขันเป็น 3 วัน วันแรกทุกทีมก็เจอโจทย์ที่ยากและท้าทายที่สุด คือ โจทย์การทำอาหารอย่าง เสี่ยวหลงเปา และการทำขนมปังของคนในท้องถิ่น แทบทุกคนที่เข้าแข่งขันไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำอาหารแบบนี้มาก่อน ยกเว้นเพียงทีมบัน จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตขนมที่พาเชฟเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ จึงพอมีทักษะทำให้ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ทีมบริษัทคิวรอนของไทยก็ไม่ได้ย่อท้อ อาศัยทีมเวิร์กและสโลแกนประจำใจของบริษัท ก็คือ ไม่มีคำว่าไม่ หรือทำไม่ได้หากยังไม่ได้ลงมือทำ แม้จะไม่ได้อันดับที่ดีนักในวันแรก แต่ด้วยความร่าเริงของทุกคนในทีมก็สามารถดึงดูดความสนใจจากตากล้องและนักข่าวต่างประเทศได้ดีทีเดียว

วันที่สอง ทุกทีมจะต้องเรียนการแสดงและเริ่มกิจกรรมวอล์กแรลลี่ในย่านไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวัน อย่าง ต้าเต้าเฉิง ที่ซึ่งทุกคนจะได้เห็นวิถีชีวิตดั้งเดิมและประวัติศาสตร์ย่านการค้าอันยาวนาน ซึ่งโจทย์ที่ได้มาไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แม้จะทำผลงานได้ไม่ดีนักมีจุดผิดพลาดหลายจุด แต่ทุกคนดูออกว่าพยายามอย่างเต็มที่ และที่น่าประทับใจกว่านั้นก็คือทุกคนให้กำลังใจกันและกัน ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งเป็นทีมเวิร์กที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

จันทิมา ตัวแทนทีมบริษัท คิวรอน กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ได้ทำดีที่สุดแล้ว “เราเชื่อมั่นในกันและกัน สิ่งที่เป็นความผิดพลาดถือเป็นบทเรียน ที่ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านการแข่งขันมีการทดสอบความกล้า ความอดทน ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีมเวิร์ก จากประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันมาในบริษัทมาใช้ภายใต้แรงกดดัน เพื่อสร้างประสบการณ์ในการทำงานใหม่ๆ จากสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนและเงื่อนไขเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อผ่านด่านทดสอบต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไต้หวัน แม้โจทย์การแข่งจะยากแต่ทีมบริษัทคิวรอนของเรามีวัฒนธรรมองค์กรของเราอย่างหนึ่งก็คือ ห้ามพูดคำว่าไม่ โดยที่ยังไม่ได้เริ่มลองทำ จนกว่าเราจะได้พยายามลองทำด้วยตัวเองดูก่อน

ที่ผ่านมา แม้เราจะไม่เคยทำมาก่อน แต่พวกเราก็ทำได้ดี อย่างทำเสี่ยวหลงเปาเราก็ได้คะแนนรองจากญี่ปุ่น ที่มีเชฟมาด้วย หรืออย่างแรลลี่เราพลาดที่การตีความของภาษาที่คลุมเครือทำให้เราเสียเวลาหลงอยู่เป็นชั่วโมง แต่เราก็ได้อันดับ 4 ส่วนตัวแล้วรู้สึกพอใจและภูมิใจในทีมของเราทุกคน และหากมีโอกาสปีหน้าจะขอกลับมาแก้มืออีกครั้ง”

การแข่งขันครั้งนี้หากดูเพียงผิวเผินเป็นการจัดการแข่งขันเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวแบบไมซ์ของไต้หวัน แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับไปมากกว่านั้นก็คือ ชื่อเสียงและการเจรจาต่อยอดทางธุรกิจข้ามชาติ ที่จะนำรายได้เข้าประเทศได้อีกมหาศาล ของทีมจากบริษัทต่างประเทศอีก 7 ประเทศ ซึ่งมีทั้งบริษัทที่ทำธุรกิจการเงิน อาหาร ความสวยความงาม สุขภาพ และเทคโนโลยี หากบริษัทเหล่านี้สนใจธุรกิจอื่นๆ ในไต้หวันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเขาจะติดต่อเจรจาทางธุรกิจในอนาคต

3 เทคนิคเลือกครีมกันแดดสำหรับผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524365

3 เทคนิคเลือกครีมกันแดดสำหรับผู้ชาย

ผู้ชายหลายคนมักไม่ทาครีมกันแดดเพราะกลัวเหนียวเหนอะหนะ แต่แท้จริงแล้วหากเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับตัวเอง ก็สามารถทาได้อย่างสบายผิว

หากถามว่ามีหนุ่มคนไหนทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านกันบ้าง เชื่อว่าคำตอบคงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักให้เหตุผลว่า ทาแล้วเหนียวเหนอะหนะ แถมไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร ที่สำคัญอาจไม่เคยรู้เลยว่าผิวของผู้ชายมีความไวต่อการรับรังสีจากแสงแดดมากกว่าผู้หญิง เหตุนี้เองจึงทำให้ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ง่ายกว่า เมื่อรู้แบบนี้แล้ว จะละเลยการดูแลผิวได้อย่างไร เราจึงมีวิธีในการเลือกกันแดดมาฝากคุณผู้ชายทั้งหลาย

1. เลือกให้เข้ากับผิว – ผู้ชายทั้งหลายจำเป็นต้องรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อนว่าเป็นแบบไหน ผิวผสม มีความมันช่วงบริเวณหน้าผากลงมาถึงสันจมูก เป็นลักษณะของตัว T และมีผิวแห้งบริเวณช่วงแก้มทั้งสอง หรือผิวมัน ที่ต่อมไขมันใต้ชั้นผิวมีการผลิตน้ำมันออกมาอยู่ตลอดเวลา เป็นผิวที่เกิดสิวได้ง่าย ควรเลือกกันแดดแบบเจลหรือโลชั่น ที่มีเนื้อบางเบา แห้งเร็ว แต่ถ้าเป็นผู้ชายผิวแห้ง หรือผิวขาดน้ำ ควรเลือกแบบโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้น สำหรับผิวแพ้ง่าย ควรเลือกครีมกันแดดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม

2. สัญลักษณ์ที่ต้องรู้ – ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสารกันแดด เช่น UVA คือรังสีที่ทำให้เกิดความหมองคล้ำและริ้วรอยแห่งวัย แถมรังสีชนิดนี้ยังสามารถทะลุผ่านชั้นกระจกได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ได้มีแค่แสงแดดที่ทำร้ายผิว แต่รังสียูวีเอจากหลอดไฟก็ทำร้ายผิวได้เช่นกัน, UVB คือรังสีที่มีผลกับผิวหนังชั้นกำพร้า ทำให้ผิวไหม้ จุดด่างดำ ฝ้ากระ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือจำง่ายๆ ว่า B คือ Burn นั่นเอง, SPF เป็นตัวเลขที่บอกค่าการปกป้องแสงแดดของครีมกันแดด ยิ่ง SPF เยอะเท่าไรก็ยิ่งปกป้องได้ดีและยาวนาน, PA + ค่าการปกป้องที่มีความคล้ายกับ SPF ยิ่งมีเครื่องหมาย + เยอะเท่าไร ก็ยิ่งปกป้องได้หลายเท่า

3. ล้างหน้าให้สะอาด – หลังจากเผชิญกับแสงแดด ฝุ่นควัน และมลพิษตลอดทั้งวัน เมื่อกลับถึงบ้านก็อย่าลืมทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิวอุดตัน โดยเช็ดสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนใบหน้าออกให้หมด โดยอาจจะใช้น้ำเกลือสำหรับทำความสะอาดแผลหยดลงบนสำลีแล้วเช็ดใบหน้าให้ทั่ว แล้วล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าที่เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว หลังจากนั้นบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สักเล็กน้อย หากมีเวลาอาจจะมาสก์หน้า สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการฟื้นฟูผิวอย่าง

4 ประโยชน์ของโปรตีนที่มากกว่าแค่สร้างกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 17:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524222

4 ประโยชน์ของโปรตีนที่มากกว่าแค่สร้างกล้ามเนื้อ

หลายคนต่างรู้ดีว่าโปรตีนมีส่วนช่วยสร้างกล้ามเนื้อ แต่แท้จริงแล้วสารอาหารชนิดนี้ยังมีประโยชน์อีกเพียบ

หลายคนต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าโปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ไม่ใช่กับนักกีฬาเท่านั้น แต่กับบุคคลทั่วไปที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อก็ต้องการสารอาหารประเภทโปรตีนเช่นกัน นอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว โปรตีนยังมีประโยชน์อีกหลายประการ ทำให้สารอาหารชนิดนี้เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราขาดไม่ได้เลย

1. ช่วยให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ – กรดอะมิโนในโปรตีนมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมน เอนไซม์ สารภูมิคุ้มกัน และโปรตีนยังมีส่วนช่วยรักษาปริมาณน้ำในเซลล์และหลอดเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ

2. ทดแทนมวลกล้ามเนื้อที่เสียไป – เพราะทุกกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันทำให้เราสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เราจึงต้องการโปรตีนมาทดแทนทุกวัน เนื่องจากสารอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตไม่สามารถทดแทนโปรตีนได้

3. ช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น – โปรตีนมีหน้าที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สูญเสียไปขณะออกกำลังกาย จึงช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และลดอาการบาดเจ็บได้

4. ช่วยให้หุ่นดี – เนื่องจากโปรตีนทำให้อิ่มท้องมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ซึ่งโปรตีนมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระชับ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักจึงควรเลือกทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ขาว เนื้อปลา อกไก่ และลดอาหารประเภทแป้งและไขมัน

3 วิธีเลือกทานอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 16:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524220

3 วิธีเลือกทานอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็ง

เทคนิคการเลือกทานอาหารเพื่อให้ห่างไกลโรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง ถือเป็นโรคร้ายที่ถ้าเป็นไปได้ทุกคนก็คงอยากอยู่ให้ห่าง นอกจากการออกกำลังกาย และการลดความเครียดลงแล้ว การทานอาหารก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยให้เราห่างจากโรคภายไข้เจ็บได้ โรคมะเร็งก็เช่นเดียวกัน เราจึงอยากแนะนำ 3 เทคนิคการเลือกทานอาหารง่ายๆ ที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้ายอย่าง โรคมะเร็ง

1. เลี่ยงอาหารรสจัด – ทานเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา และทานน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน หรือเลือกใช้น้ำผึ้งแทน เพราะน้ำตาลเป็นสารที่มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในร่างกาย รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน และลดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ให้เหลือไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน โดยอาจเลือกดื่มชาเขียวแทนกาแฟ เพราะชาเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็ง

2. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ – เลือกทานอาหารให้หลากหลาย และควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ ปราศจากไขมันทรานส์ เน้นอาหารที่ประกอบจากธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง รวมถึงผักสดและผลไม้ให้ได้วันละ 500 กรัม เพราะในธัญพืช ผักและผลไม้สดเป็นแหล่งของสารอาหารและวิตามินซึ่งมีส่วนช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้ออกมาทำลายสุขภาพ

3. ทานวิตามินเสริม – นับเป็นอีกทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกินอาหารสดได้อย่างเพียงพอ อย่าง วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากชาเขียว และโคเอนไซม์คิวเทน ร่วมกับการกินอาหารสดในแต่ละวัน จะสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้เป็นปกติ

5 คุณประโยชน์ของน้ำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 15:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524210

5 คุณประโยชน์ของน้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าวมีประโยชน์ทั้งด้านความงาม ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และด้านสุขภาพอีกมากมาย

หลายคนอาจจะเคยได้ยินถึงสรรพคุณของน้ำมะพร้าวกันมามาก ว่าน้ำมะพร้าวดื่มแล้วดีต่อผิวพรรณ ซึ่งแท้จริงแล้วประโยชน์ของน้ำมะพร้าวไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอีกมากมายหลายประการ

1. บำรุงผิว – การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำจะช่วยทำให้ผิวพรรณดูสดใส มีความเป็นธรรมชาติ เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

2. อุดมด้วยวิตามิน – ในเนื้อและน้ำมันมะพร้าวอ่อนมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ทั้งยังมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันที

3. ช่วยให้สดชื่น – น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นดับร้อนได้ หากวันไหนรู้สึกร้อนหรือต้องการความสดชื่น ลองดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ รับรองว่าจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ทันที

4. ช่วยล้างพิษ – สำหรับใครที่ต้องการดีท็อกซ์ของเสียออกจากร่างกาย ลองใช้ประโยชน์จากมะพร้าวที่มีค่าความเป็นด่างสูงมาช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ซึ่งช่วยให้กลไกการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง

5. ลดระดับน้ำตาลในเลือด – สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แนะนำให้ใช้มะพร้าวแก่ขูดเอาเนื้อมาคั่วให้เหลือง โรยเกลือเล็กน้อย ใส่ภาชนะปิดให้แน่น แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1 ช้อนแกง เช้า กลางวัน และเย็น ประมาณ 10 วัน จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

5 วิธีทำงานที่บ้านอย่างมีความสุขคู่สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524202

5 วิธีทำงานที่บ้านอย่างมีความสุขคู่สุขภาพดี

บางคนอาจปฏิบัติงานนอกสถานที่หรือทำงานจากที่บ้านได้ การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะแก่การทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สมัยนี้คนรุ่นใหม่มักชอบออกไปทำงานนอกสถานที่ มากกว่านั่งนิ่งๆ อยู่แต่ในออฟฟิส บางหน่วยงานอาจอนุญาตให้เข้าบริษัทแค่เพียงบางวัน ในขณะที่บางส่วนก็รับงานฟรีแลนซ์ไปเลย หากตัดสินใจที่จะทำงานที่บ้านแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องให้เหมาะกับการทำงาน รวมไปถึงการจัดสรรเวลาทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้บริหารเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนได้ลงตัวยิ่งขึ้น

1. จัดมุมทำงานในบ้าน – การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การทำงานเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรจัดสรรให้น่านั่งทำงาน สะดวกสบาย อาจเปลี่ยนการตกแต่งโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อความไม่จำเจ และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ในห้องนอน หรืออาจเปลี่ยนไปนั่งร้านกาแฟบ้างตามโอกาส

2. ถอยห่างจากครัว – การทำงานที่บ้านทำให้เราสามารถเดินเข้าครัวได้ง่ายขึ้น จริงอยู่ที่ว่าเราสามารถทำอาหารทานเองได้ทุกเมื่อ แต่การอยู่ใกล้ครัวอาจทำให้คุณทานเยอะขึ้น ส่งผลต่อน้ำหนักที่อาจพุ่งโดยไม่รู้ตัว และปัญหาสุขภาพที่ตามมา ดังนั้นควรจัดระเบียบการทานอาหาร ทานเป็นมื้อๆ เหมือนผู้ที่ทำงานในออฟฟิสปกติจะดีกว่า

3. จัดสรรเวลาพัก – การทำงานที่บ้านทำให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้มากและนานขึ้น บ้างอาจทำงานเพลินจนลืมดูเวลา ควรตั้งเวลาเพื่อพักสายตา ถอยห่างออกจากงานบ้าง และเมื่อหมดเวลาพักก็ค่อยกลับมาทำงานต่อ

4. จำกัดการใช้สมาร์ทโฟน – เมื่อได้อิสระในการทำงานที่บ้านแล้ว ปัญหาที่จะตามมาคืออยู่ไม่ห่างจากสมาร์ทโฟน บางทีคิดว่าจะเล่นแค่แป๊บเดียว แต่ก็เผลอกินเวลาไปหลายชั่วโมง ควรเตือนตัวเองอยู่เสมอไม่ให้จับสมาร์ทโฟนโดยไม่จำเป็น ไม่เล่นไปทำงานไป เพื่อให้งานเสร็จลุล่วงไปได้ตามเวลาที่ตั้งไว้

5. ออกกำลังกาย – ผู้ที่ทำงานที่บ้าน ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน มักได้เปรียบเรื่องเวลาที่เหลือเยอะขึ้นอยู่แล้ว จึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง เพราะหากตื่นนอนมา แล้วก็นั่งทำงานอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายล่ะก็ คงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่นัก

6 กฎเหล็กสำคัญ เพื่อการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 13:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524187

6 กฎเหล็กสำคัญ เพื่อการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

เคล็ดลับการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร เพื่อให้ลดน้ำหนักได้จริง

ในยุคนี้ใครๆ ต่างก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นเทรนด์ แต่เพื่อสุขภาพของแต่ละคนด้วย หลายคนที่ออกกำลังกายด้วยตัวเอง ไม่มีเทรนเนอร์คอยช่วยออกแบบโปรแกรมให้ บางครั้งอาจจะสงสัยว่าทำไมน้ำหนักถึงไม่ลดสักที สาเหตุของเรื่องนี้อาจเกิดมาจากการออกกำลังกายที่ผิด หรือการทานอาหารที่ยังไม่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน เพื่อให้ลดน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมาย เราเลยมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกัน

1. กินอาหารให้ได้แคลอรีและสารอาหารเพียงพอกับการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย

2. ใช้โปรแกรมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักที่มีสารอาหารครบถ้วน

3. หมั่นกินอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์

4. วางแผนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

5. มีช่วงพักลดน้ำหนักเป็นระยะๆ เมื่อลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตึงเครียดเกินไป

6. หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรลดเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น

สารานุกรมไทย อย่าให้เป็นเล่มสุดท้าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524158

สารานุกรมไทย อย่าให้เป็นเล่มสุดท้าย!

นับตั้งแต่เล่มแรกที่ตีพิมพ์ในปี 2516 ถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 48 ปีแล้ว มีหนังสือที่เผยแพร่ออกไป 41 เล่ม มีวิชาความรู้ต่างๆ ที่เผยแพร่ให้ศึกษาค้นคว้าได้ 300 เรื่อง ล่าสุดคือการจัดทำหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับเทิดพระเกียรติ ธรรมิกราชาธิคุณ ประมวลหลักธรรมซึ่งทรงยึดถือ พระราชพิธี และขนบประเพณีที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ดำรงอยู่เป็นเอกลักษณ์และมรดกชาติ

ใครเคยได้ยินชื่อโครงการสารานุกรมไทยบ้าง ไม่ใช่สารานุกรมของชาวตะวันตกที่เผยแพร่ทั่วไปแบบเรียงตัวอักษรนะ แต่เป็นสารานุกรมไทยที่คนไทยคิดและคนไทยทำ รู้หรือไม่คนไทยคนแรกที่คิดทำเอนไซโคลพีเดียฉบับภาษาไทย ก็คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9

 

 

เช่นเดียวกับตัวโครงการสารานุกรมไทยฯ หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้มีพระบรมราโชบายที่จะสืบสานพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนกนาถ ในการจัดทำสารานุกรมไทยสืบไป

 

ดร.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ เลขาธิการโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ยังมีพระราโชบายด้านการศึกษา 4 ประการ คือ

1.ทัศนคติที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับบ้านเมืองและสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครอบครัวและชุมชน

2.ให้สร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง โดยสอนให้รู้จักว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

3.สร้างการมีงานทำและสร้างอาชีพ ระบบการศึกษาต้องมุ่งให้ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ

4.ต้องสร้างคนให้เป็นพลเมืองดีของบ้านเมือง

ดร.ฑิตติมา เล่าถึงหลักการจัดทำหนังสือว่า สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ฯ เป็น “หนังสือของพ่อ” เล่มเดียวที่มีพระราชประสงค์ให้ทุกคนได้อ่าน เนื่องจากเป็นสารานุกรมแบบไทยที่คนไทยทำ โดยทรงกำหนดหลักการของการบรรจุสรรพวิชาและเนื้อหาสาระ เพื่อตอบสนองความสามารถในการอ่านของเยาวชนในแต่ละระดับด้วยพระองค์เอง คือส่วนเด็กเล็ก ส่วนเด็กกลางและส่วนเด็กโต

 

 

“ผู้อ่านย่อมบังเกิดด้วยความรู้ ความคิด ความฉลาดและความดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต อันจะช่วยบุคคลสามารถให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม และสามารถพึ่งพาส่วนรวมได้ในอนาคต”

ดร.ฑิตติมา เล่าว่า ด้วยพระราชประสงค์นี้ สารานุกรมไทยฯ จึงมีหลักในการออกแบบให้แต่ละเล่มมีสาระความรู้ที่หลากหลาย ในแต่ละเล่มจะมี 7 สาระวิชาบรรจุอยู่ เช่น วิทยาศาสตร์และการแพทย์ เทคโนโลยี ขนบประเพณี วัฒนธรรมไทย เป็นต้น การบรรจุสรรพวิชาดังกล่าว ก็เนื่องจากทรงเห็นว่าความรู้เชื่อมโยงกัน แต่ละสาขาวิชาต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ต้องต่อยอดซึ่งกันและกัน โลกทั้งโลกเชื่อมถึงกันหมด ความรู้ก็เช่นเดียวกัน

“การที่คนคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมานั้น ต้องอาศัยสรรพวิชาที่กว้างขวาง ความรู้แต่อย่างเดียวไม่พอ หากต้องรอบรู้และรู้รอบ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองได้ แก้ไขปัญหาสังคมได้ ประโยชน์สูงสุดที่หมายของพระองค์ท่านคือชาติบ้านเมือง” ดร.ฑิตติมา เล่าอนาคตของโครงการสารานุกรมฯ คือการเผยแพร่หนังสือสารานุกรมออกไปให้กว้างขวางสมกับพระราชประสงค์ โดยเมื่อครั้งที่โครงการสารานุกรมฯ ดำเนินงานครบ 30 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำรัสว่า “สารานุกรมฯ นี้ เป็นงานด้านการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเอาพระทัยใส่ที่สุด”

ดร.ฑิตติมา เล่าว่า การได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทำงานที่โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นรางวัลชีวิตที่หาค่ามิได้ ทั้งนี้ จะได้น้อมนำพระราชดำริเพื่อดำเนินนโยบายโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ในอนาคต โดยปีหน้า 2561 มีแผนจัดสร้างเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ที่บรรจุเนื้อหาจากหนังสือลงในเว็บไซต์ เพื่อให้ทันกับการเผยแพร่ข้อมูลในระบบโซเชียลมีเดีย

“โครงการสารานุกรมไทยฯ ตั้งเป้าหมายเป็นห้องสมุดดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบภายใต้มาตรฐานสากล ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปอ่านหนังสือได้ทุกเล่มในโครงการฯ จากทุกอุปกรณ์” ดร.ฑิตติมา เล่า

 

 

 

นอกจากนี้คือโครงการที่จะผลักดันให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม สนองพระราชปณิธานให้สารานุกรมไทยได้แพร่หลายอย่างทั่วถึง โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบริจาคเงินเท่าราคาหน้าปกสารานุกรมไทย 1 เล่ม 250 บาท ในทุกวันเกิดและในวันสำคัญของชาติไทย วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี

“อุปสรรคคือทุนดำเนินงานที่จำกัด โดยโครงการฯ ไม่สามารถขึ้นราคาหนังสือได้ คงราคา 250 บาท มาตั้งแต่เล่มแรกปี 2516 ถึงปัจจุบัน ทั้งที่ต้นทุนต่อเล่มคือ 444 บาท”

ปัจจุบันโครงการฯ มีนโยบายในการแจกและจำหน่ายอย่างละครึ่งของยอดพิมพ์ต่อปี 1.5 หมื่นเล่ม นั่นหมายความ ต่อปีมีเพียง 7,500 เล่มเท่านั้น ที่จะได้ส่งต่อไปยังกลุ่มเยาวชนเป้าหมาย ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

“มีโรงเรียน 3 หมื่นโรงเรียน แต่เรามีความสามารถแจกได้แค่ปีละ 7,500 เล่มเท่านั้น นั่นหมายความว่า เราต้องหาเงินสนับสนุนให้ได้ปีละ 10 ล้านบาท ถึงจะแจกให้ได้ 1 เล่มต่อ 1 โรงเรียนทั่วประเทศเป็นอย่างน้อย” ดร.ฑิตติมา กล่าว

ล่าสุด เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มดาราจิตอาสา นำโดย “ฝันดี-ฝันเด่น” ชักชวนเพื่อนดารานักร้องคนดัง 60 คน ทุกคนถือสารานุกรมไว้ในมือและถ่ายรูปโพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง รณรงค์ให้ช่วยกันอุดหนุนหนังสือสารานุกรมฉบับเทิดพระเกียรติ ธรรมิกราชาธิคุณ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทุกคนกล่าวขวัญ

ทั้งหมดถือเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ รวมทั้งเป็นนิมิตหมายที่จะก้าวต่อด้วยนโยบายเชิงรุกปีหน้า เงินบริจาคสำหรับเท่าๆ กับการตระหนักรู้ของประชาชนในชาติว่า “หนังสือของพ่อ” มีความหมายสำหรับ “พ่อ” แค่ไหน

“ไม่เพียงโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนจะดำรงอยู่ต่อไป แต่พระราชประสงค์ของพระองค์ที่ทรงต้องการให้เยาวชนไทยมีโอกาสที่จะรอบรู้สรรพวิชาที่เชื่อมโยง และหนังสือได้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วถึง ก็จะดำรงอยู่ต่อไปด้วย” ดร.ฑิตติมา เล่า