Feedback ส่วนสำคัญที่ช่วยให้งานไปได้ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523785

Feedback ส่วนสำคัญที่ช่วยให้งานไปได้ไกล

1.ผู้บังคับบัญชาต้องมีทักษะในการให้ Feedback ทักษะจะเกิดขึ้นได้ ย่อมเกิดจากการศึกษา หมั่นพัฒนาตัวเอง ฝึกฝนบ่อยๆ โดยเฉพาะการจดจำวิธีการ ขั้นตอน หรือกระบวนการจากผู้บังคับบัญชาของเราเอง ส่วนใหญ่แล้วการให้ Feedback มีสองด้าน คือ

Feedback หรือ คำติชม คือของขวัญที่ดีสำหรับทุกคนในการพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน แต่สำหรับในด้านของการทำงาน คำติชมอาจจะเปรียบเสมือนตัวชี้วัดในการทำงานเลยก็ว่าได้ หัวหน้าที่ดีจึงควรมีกระบวนการในการใช้ Feedback เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผลงานของลูกน้องให้เป็นไปตามมาตรฐาน หรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย จึงแนะเคล็ดลับในการสร้างศักยภาพให้กับลูกน้อง ด้วยวิธีการให้คำติชมที่ถูกวิธี และได้ผลมากที่สุด ดังนี้

– Positive Feedback คือการแสดงความชื่นชมลูกน้อง ทั้งต่อหน้าคนอื่น หรือส่วนตัว สิ่งนี้จะเกิดแรงกระตุ้นได้เป็นอย่างดี

– Negative Feedback คือหัวหน้างานต้องกล้าที่จะตำหนิ หรือแจ้งลูกน้องให้ทราบถึงข้อผิดพลาด ซึ่งสิ่งนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เทคนิคที่ดีควรมี Positive Feedback นำก่อน แล้วค่อยตามด้วย Negative Feedback

2.ผู้บังคับบัญชา ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการให้ Feedback อย่างชัดเจน ต้องเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของลูกน้อง มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ พร้อมกับให้ Feedback เป็นข้อๆ ตามหน้าที่และเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้

3.ผู้บังคับบัญชา ต้องไม่เกรงใจลูกน้องกล้าที่จะให้ Feedback ทันที เมื่อเกิดสถานการณ์ ที่ลูกน้องต้องได้รับ เช่น กล่าวคำชมทันทีเมื่อพนักงานทำงานดี ถ้าเจอลูกน้องทำงานผิดพลาดก็ควรให้ Negative Feedback ได้เช่นกัน

4.ผู้บังคับบัญชา ต้องไม่ให้ Feedback ในหลายๆ เรื่อง เวลาเดียวกันทำให้ลูกน้องรู้สึกแย่ควรให้เป็นประเด็นที่ชัดเจน เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีโอกาสชี้แจงและอธิบาย เพื่อให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

6.ผู้บังคับบัญชา ต้องเตรียมเอกสาร ข้อมูล ที่จะ Feedback หลังจากที่จบการให้ผลตอบสนองกลับด้านความคิดเห็น เสร็จแล้วควรให้ลูกน้องได้มีโอกาสทบทวนเอกสารที่เตรียมไว้ ถ้ามีการแก้ไข ลูกน้องจะได้เห็นชัดเจน

การให้ผลตอบสนองกลับด้านความคิดเห็น หรือการให้ Feedback นั้นมีประสิทธิภาพ จะต้องได้รับความเข้าใจ และยินยอมจากทางหัวหน้างานและลูกน้องภายใต้เงื่อนไขของเวลา และสถานที่อันเหมาะสม ซึ่งจะเป็นเหมือนเครื่องมือช่วยสร้างและบริหารทีมให้เข้าใจถึงเป้าหมาย และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน วิธีนี้นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีต้นทุนต่ำมาก แต่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย เพียงแต่ต้องอาศัยเวลา โดยหัวหน้างานจะต้องให้ Feedback เหมือนกับการให้ดอกไม้ที่ทำให้ผู้รับมีความสุขโดยปราศจากอคติใดๆ เข้าใจว่าการให้ดอกไม้ช่อนี้นั้น เป็นเหมือนกระจกที่ช่วยสะท้อนให้ลูกน้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ให้มากขึ้น และพร้อมที่จะพัฒนา เติบโตไปกับองค์กร

ติดหวาน…งานงอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523784

ติดหวาน...งานงอก

ตับทำงานหนัก ก่อนน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจะผ่านไปที่ตับก่อนเพื่อย่อยสลายเป็นกลูโคสหรือฟรักโทส และตับจะสังเคราะห์ให้กลายเป็นไกลโคเจน หากกินของหวานเยอะๆ ตับก็ทำงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว

งานงอกแน่ๆ สำหรับคนชอบความหวาน เพราะนี่คือ 10 อาการที่ต้องระวัง! หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

อินซูลินทำงานผิดปกติ เมื่อระดับน้ำตาลมากเกินไปก็จะส่งผลให้อินซูลินทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์เกิดภาวะต้านอินซูลิน จุดเริ่มต้นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ภาวะต้านอินซูลินที่รุนแรงขึ้น ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถรับมือความต้องการอินซูลินเพื่อใช้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งสูงขึ้น หรือสวิงขึ้นลง กลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

โรคหัวใจ อาหารที่มีน้ำตาลสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพราะน้ำตาลมีผลต่อกระบวนการสูบฉีดของหัวใจ เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว กลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด

ไขมันพอกตับ เมื่อตับสังเคราะห์ฟรักโทสให้กลายเป็นไขมันแล้วก็จะถูกเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งที่ตับ และกลายเป็นไขมันในเวลาต่อมา การสะสมของไขมันเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นได้

ไขมันในเลือดสูง เมื่อกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากๆ แน่นอนว่าร่างกายจะนำไขมันไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ไม่ทัน จึงทำให้เกิดการสะสมไตรกลีเซอไรด์ขึ้นในร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดสูง

ฟันผุ น้ำตาลเป็นอะไรที่ย่อยได้ง่าย แบคทีเรียในช่องปากจึงสามารถกินน้ำตาลเป็นอาหารและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนเต็มช่องปาก เป็นสาเหตุของปัญหาฟันต่างๆ อาทิ ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน โรคเหงือก และกลิ่นปาก

มะเร็ง เพราะอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตและการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็งแบบคูณสอง ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอินซูลินและระดับอินซูลินที่ไม่คงที่ก็อาจทำให้มีเซลล์มะเร็งเติบโตอยู่ในร่างกาย

เสพติดรสหวาน จริงๆ แล้วน้ำตาลก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะสารให้ความหวานจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เกิดอาการเสพติด รู้สึกอยากกินของหวานตลอด ถ้าไม่ได้กินหรือขาดรสหวานอาจพานให้อารมณ์เสียได้

แก่ก่อนวัย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะไปขัดขวางการซ่อมแซมคอลลาเจนในร่างกาย รวมทั้งทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักจนเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้เราแก่ก่อนวัย ผิวหนังเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น คล้ำโทรม หรืออาจจะรุนแรงไปถึงขั้นความจำเสื่อม

ของขวัญ (แรงบันดาลใจ) จากในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 11:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523634

ของขวัญ (แรงบันดาลใจ) จากในหลวง ร.9

โดย ไรเฟิลเบิร์ด

ของขวัญ คือ ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่หวังส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวไปข้างหน้า

ความพิเศษของของขวัญคือ เปิดให้ชมฟรีทั่วประเทศ ตอนนี้ระยะเวลาสิ้นสุดยังไม่ได้ถูกกำหนด หากมีการตอบรับที่ดี คนดูยังมีจำนวนมากก็เปิดไปเรื่อยๆ จนกว่าโรงภาพยนตร์จะร้างราคน

เรียกว่านอกจากทางผู้สร้างคือ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ทางโรงภาพยนตร์เครือ Major Cineplex เครือ SF Cinema City ก็พร้อมใจกันมอบของขวัญให้แก่คนไทยทั้งแผ่นดิน

4 ภาพยนตร์สั้นนำเสนอตามท้องเรื่อง 4 ภูมิภาค จาก 4 ผู้กำกับ The Letter โดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว ดอกไม้ในกองขยะ โดย นนทรีย์ นิมิบุตร สัจจะธรณี โดย ก้องเกียรติ โขมศิริ และเมฆฝนบนป่าเหนือ โดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ถูกห่อหุ้มเป็นภาพยนตร์ของขวัญที่ร่วมแสดงด้วยนักแสดงหลายรุ่น เช่น สุรศักดิ์ วงษ์ไทย ม.ร.ว.มงคลชาย ยุคล โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ อิษยา ฮอสุวรรณ ชวินโรจน์ ลิขิตเจริญสกุล อริศรา วงษ์ชาลี อัญชลี หัสดีวิจิตร ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ธนาภัค จงใจพระ ชนิกานต์ ตังกบดี ด.ช.ฐิรพจน์ ต่วนสวัสดิ์ ณัชชาภัทร แสงฤทธิ์ และบุญส่ง นาคภู่

ก้องเกียรติ ผู้กำกับเรื่อง สัจจะธรณี เล่าถึงการสร้างผลงาน “ไอเดียเริ่มต้นคือไม่อยากทำเรื่องเศร้าอย่างเดียว อยากทำโปรเจกต์ที่เป็นเรื่องของการก้าวไปข้างหน้า การมอบของขวัญ การส่งต่อความดี การอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างเข้าใจถ่องแท้ และเดินทางไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยองค์ความรู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยมอบไว้ให้ผืนแผ่นดินนี้

เราก็นำความรู้เหล่านั้นมาพูดถึงในแง่ของการทำหนังว่าเราจะเล่าเรื่องของพระองค์ยังไงดี โดยที่ไม่ใช่แค่การตอกย้ำความสูญเสีย แต่มันคือการก้าวไปข้างหน้าและการบอกต่อ อันนี้ในฐานะคนทำหนังแล้วเราเชื่อว่ามันเป็นภารกิจที่จำเป็น

เรื่องราวพูดถึงไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราจะเดินทางหาตัวตนที่แท้จริงของเราเจอหรือไม่ บางทีมันไม่สำคัญเท่าเราเข้าใจหรือเปล่าว่าทั้งหมดมันคือการสมมติขึ้นทั้งนั้น

ดินต่างหากที่ไม่เคยโกหกใคร ในหลวงจึงพัฒนาดิน ภายใต้ดินที่มันแตกมีรอยแยก ดินก็คือดิน ดินดีก็ให้ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงากับคนทุกฝ่าย ไม่ว่าเราจะขัดแย้งอะไรกันก็แล้วแต่ สัจจะของธรณีก็คือไม่แบ่งแยก และการพัฒนาสิ่งที่มันเป็นแก่นแท้จริงๆ นั่นคือ ปัญญา

คอนเซ็ปต์หลักๆ มาจากชื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่แปลว่า พลังของแผ่นดิน เราก็เลยรู้สึกว่าการเล่นเรื่องดิน น่าจะเป็นการพูดถึงสิ่งที่มีอยู่และไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมากกว่า

การไปข้างหน้ามันอาจไม่ได้พูดถึงเชิงเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วเราก็จะไปข้างหน้าได้จริงๆ”

ปรัชญา ปิ่นแก้ว เล่าเรื่องราวของ บักจ่อย เด็กชายชาวอีสาน “ผมเล่าเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่อยากเขียนจดหมายถึงพระองค์ท่าน จากจดหมายฉบับนั้น ทำให้เกิดเรื่องราวเป็นแนวผจญภัยเล็กๆ ในมุมของเด็ก หนังผมจะเป็นการผจญภัยใสๆ เหมือนดูหนังดิสนีย์ แต่ว่าสิ่งที่เด็กได้รับหรือว่าความรู้สึกที่ได้รับในตอนท้ายนี่มันต้องยิ่งใหญ่ให้สมกับเรื่องราวที่เราพูดถึงพระองค์ท่าน”

นนทรีย์ พูดถึง ดอกไม้ในกองขยะ “ก็เหมือนความรักและความงดงามที่อยู่ในความสกปรก ถ้าครอบครัวเราอบอุ่น รักกัน ไม่ว่ามันจะเกิดอุปสรรค หรือเหตุการณ์เลวร้ายอะไรขึ้นก็ตาม ความรักจะทำให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

หนังเรื่องนี้ก็จะเริ่มต้นคิดแบบนี้ ถ้าเราพูดถึงคนที่เป็นตัวแทนขององค์กรเล็กๆ ในสังคมอย่าง คนที่มีอาชีพเก็บขยะ หน้าที่ความรับผิดชอบของเขาคือจัดการของที่ทุกคนทิ้งให้มันเข้าที่เข้าทาง เขามีความเสียสละเพื่อพวกเรา ผมรู้สึกอย่างนั้นก็เลยหยิบเอาชีวิตของเขามาพูดถึง

ตั้งแต่การเขียนบท ช่วยกันคิดลงรายละเอียด การรีเสิร์ชต่างๆ จนถึงตอนถ่ายทำ ผมรู้สึกว่ามีความอบอุ่นประหลาดอย่างบอกไม่ถูก แรงบันดาลใจในการทำเรื่องนี้มันเต็มเปี่ยมจริงๆ ทุกนาทีที่เราทำงานก็จะพยายามที่สุดที่จะไม่พลาดอะไร พยายามช่วยกันคิดช่วยกันดู

กระทั่งนักแสดงเอง ทุกคนพยายามจะทำหนังเรื่องนี้ให้มันสวยงามที่สุด ช่วยกันดีไซน์ให้มันสนุกขึ้นกว่าบทที่เขียนไว้ ซึ่งตอนเป็นบทก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว แต่พอทำงานจริงๆ มันสนุกกว่าบทเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นการแสดง การเลือกมุมกล้อง การถ่ายทำ การไปเลือกโลเกชั่นในการทำงาน คือทุกคนก็จะช่วยกันทำให้หนังเรื่องนี้มันประสบความสำเร็จบนเวลาที่จำกัด”

ชูเกียรติ สะท้อนพลังการออกค่ายของกลุ่มนักศึกษาไฟแรง ที่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งของชาวบ้านในพื้นที่ “เวลาเรานึกถึงพระองค์ท่าน เราก็จะนึกถึงโครงการต่างๆ นึกถึงความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ที่ที่ท่านไปถึง แล้วก็นึกถึงชีวิตอะไรอย่างนี้

แล้วพอเรานึกถึงเมฆฝนก็เชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างของวัยรุ่น อย่างอุดมการณ์ แรงความฝัน แรงศรัทธาอะไรบางอย่าง บางทีเขาก็จะมีแรงวิ่งตามความฝัน วิ่งตามเมฆฝนพวกนี้ในชีวิตของเขา ก็เอาประเด็นนี้มารวมกันจนเป็นเรื่องนี้ขึ้นมา

บางสิ่งที่พระองค์ท่านได้เคยพูดไว้ว่า การที่เราจะไปพัฒนาที่ไหนสักที่หนึ่ง เราควรจะรู้ความต้องการของคนในพื้นที่นั้นๆ ว่าเขาต้องการอะไร การพัฒนานั้นมันถึงจะได้ผลและยั่งยืน ประเด็นนี้แหละ เรารู้สึกว่า Conflict ในสังคมเนี่ย มันก็แก้ได้ด้วยการเรียนรู้จากที่ท่านได้สอนมาหรือได้เคยพูดเอาไว้”

ร่วมรับชมของขวัญที่จะมาเติมเต็มหัวใจให้อบอุ่น และมีพลังก้าวต่อไป แต่โปรดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมรอบฉายที่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง

การเข้าชิงซีไรต์ครั้งที่สอง ของ ภู กระดาษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523632

การเข้าชิงซีไรต์ครั้งที่สอง ของ ภู กระดาษ

โดย อณุสรา  ทองอุไร

เข้าสู่ฤดูกาลของงานเขียนซีไรต์อีกครั้ง มีทั้งนักเขียนหน้าเก่าและหน้าใหม่เข้ามาสู่สนามนักเขียน และสำหรับเขาคนนี้ ถนัด ธรรมแก้ว เจ้าของนามปากกา ภู กระดาษ ได้รับชื่อเข้าชิงซีไรต์เป็นครั้งที่สองจากงานเขียนชื่อ “ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ” ที่พิมพ์มาได้ 2 ปีกว่าแล้ว  ครั้งแรกเขาได้เข้าชิงจากนิยายเรื่องยาวชื่อเนรเทศ งานเขียนของเขาจะเป็นสไตล์งานหนักๆ สะท้อนปัญหาสังคม ไม่ใช่งานใสๆ สนุกอ่านง่ายแบบนั้น และไม่ว่าจะได้ซีไรต์หรือไม่ เขาก็คงเขียนหนังสือต่อไปไม่มีผลให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากนัก

จากนักศึกษาที่ชอบทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยสู่นักเขียนเลือดอีสาน ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์งานเขียนเชิงสังคมผ่านปลายปากกาที่นักอ่านคุ้นเคยอย่าง ภู กระดาษ ขณะนี้เขามีงานเขียนออกมาแล้วทั้งหมด 4 เล่ม คือ ชั่วโมงก่อนพิธีสวนสนาม ไม่ปรากฏ ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ และ เนรเทศ

เขาเริ่มเขียนหนังสือจริงจังเมื่อ 10 ปีก่อน คือปี 2006  โดยเขียนเล่นๆ เอาไว้อ่านเอง  เขียนแล้วก็เก็บไว้เฉยๆแทบจะไม่ส่งไปที่สำนักพิมพ์ที่ไหนเลย เคยส่งไปบางสำนักพิมพ์เพื่อหวังจะได้รวมเล่ม แต่ที่สุดก็ไม่ผ่าน ตลอดเวลาที่เขียนมา 20 ปี ยังมีงานเขียนเก็บไว้อีกจำนวนพอสมควรก็หวังจะได้รวมเล่มได้ในอนาคต  แต่ก็ไม่กล้าหวังมาก เพราะเขาก็รู้ว่างานของเขาไม่ใช่งานแนวที่คนทั่วไปนิยมอ่านกัน ไม่ใช่งาน POP เป็นงานเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งอ่านในวงแคบ

“ผมใช้เวลาเขียนหนังสือตอนดึกๆ ถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง เพราะกลางวันเขาทำงานประจำเป็นผู้จัดการอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกที่รักมาก หากตอนดึกไม่ได้เขียน เขาจะตื่นตี 4 จนถึง 6 โมงเช้าแล้วไปทำงานต่อเลย หรือบางวันเลิกงานประมาณบ่าย 2 ก่อนที่จะไปเตะฟุตบอลก็อาจเขียนก่อน แล้วค่อยไปออกกำลังกาย เขาชอบตื่นช่วงตี 2 เพื่อดูฟุตบอล ก็เลยคิดว่าถ้าตื่นมาดูฟุตบอลได้ ก็น่าจะตื่นมาเขียนหนังสือได้เช่นกัน (หัวเราะ)” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

เขาจึงนอนน้อยมากในแต่ละวัน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในงานเขียนก็มาจากเรื่องราวรอบตัว สังคม การเมือง ชีวิตผู้คน จากหนังสือที่เราอ่าน การเขียนงานแต่ละครั้งเขาจะวางพล็อตเรื่องไว้ก่อน มีกรอบคร่าวๆ เพื่อไม่ให้หลงทิศทาง แล้วค่อยแตกแขนงเรื่องออกไปตามกรอบที่วางไว้กว้างๆ แต่ก็จะพยายามพัฒนางานเขียนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ส่วนงานที่เขาถนัดก็คือเรื่องสั้น ซึ่งมีหลักการอยู่ 2 อย่าง หนึ่ง พยายามเขียนในสิ่งที่รู้ดี แต่บางครั้งในเรื่องเดียวกันก็จะมีทั้งสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ไม่รู้ และสอง คือเขียนในสิ่งที่เขาสงสัย อยากจะรู้ แล้วไปค้นคว้าต่อ ยิ่งค้นคว้า ก็ยิ่งทำให้รู้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเขียนแต่สิ่งที่เขารู้อย่างเดียว  ต้องคิดเสมอว่าคนอ่านเก่ง ซึ่งคนเขียนก็เหมือนคนอ่าน เมื่อก่อนมักจะคิดว่าคนเขียนเก่งมากเลย สำหรับเขาแล้วไม่ใช่  เขาคิดว่าคนอ่านเก่งกว่าเยอะ ผู้อ่านสามารถสะท้อนความคิดเห็นที่แลกเปลี่ยนกับผู้เขียนได้เช่นกัน

ด้านการศึกษานั้นเขาสำเร็จการศึกษาจากสาขาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  เขาทำงานเป็นพนักงานบริษัท ในตำแหน่งผู้จัดการ มีงานเขียนหนังสือเป็นงานรองลงมา แม้จะรักงานเขียนมากเพียงใดเขาก็ไม่คิดจะลาออกจากงานประจำมาเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะเขาชอบที่จะทำสองอย่างไปควบคู่กัน หากลาออกมาเขียนหนังสืออย่างเดียวชีวิตมันจะว่างเกินไปแล้วจะติดสบาย การทำงานด้วยเขียนไปด้วยทำให้ชีวิตมีความหลากหลาย มีมุมมองที่ต่างออกไป

เจพี คูเปอร์ เสียงที่ทำให้ตกหลุมรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523628

เจพี คูเปอร์ เสียงที่ทำให้ตกหลุมรัก

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

ว้าว … เพียงแค่โน้ตตัวแรกถูกขับขานบรรเลง ก็มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้ใครต่อใครตกหลุมรัก (เพลง) ผู้ชายคนนี้แล้ว

เจพี หรือ จอห์น พอล คูเปอร์ เป็นนักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษวัย 33 ปี เขาเพิ่งจะมี Raised Under Grey Skies เป็นงานอัลบั้มแรก

เอกลักษณ์ของ เจพี คือ เสียง ซึ่งมีเสน่ห์ นุ่มนวล และทรงพลัง บวกกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ว่าจะผมเดรดล็อก ไว้หนวดเคราพองาม สวมหมวก รวมกันเป็นลุคแบบฮิปๆ คูลๆ และดูมีแอตติจูดน่าติดตาม

ก่อนหน้าจะมีอัลบั้มแรก เจพี ส่งหลายซิงเกิ้ลออกมา ซึ่งได้การตอบรับอย่างยอดเยี่ยม จนขึ้นไปติดชาร์ตความนิยม

เจพี นั้นเริ่มต้นเป็นที่สนใจ เมื่อเขามาร่วมงานกับ โจนาส บลู ในเพลง Perfect Strangers เพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากผลงานของ เจพี เองพอสมควร ต่อมาก็ถึงเวลาออกซิงเกิ้ลของตัวเอง เพลง September Song ถูกส่งออกมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2016 แต่กว่าจะดังก็เกือบๆ จะขึ้นปี 2017 แล้ว และเดือน ก.ย.ก็ผ่านมาอีกครั้ง เจพี จึงมีอัลบั้มแรก

ตอนเปิดตัวอัลบั้มนี้ที่บ้านเกิดในแมนเชสเตอร์ เจพี บอกว่า เมื่อราว 2 ปีก่อนนั้น เขาแทบจะหมดหวังกับอาชีพในวงการเพลงไปแล้ว โชคดีที่เขายังฮึดสู้ต่อ จึงมีวันนี้

หากย้อนกลับไปมองวันเก่าๆ เขาเป็นเพียงนักดนตรีเล็กๆ ที่ไปขอเล่นตามร้านต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาส และพื้นที่ให้มือสมัครเล่นใน “โอเพ่น ไมค์ ไนท์” มาวันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างดีกับการออกทัวร์ในยุโรป และมีอัลบั้มแรกออกวางขาย นับว่า เจพี เดินทางมาไกลจากจุดเริ่มต้นไม่น้อย

เจพี เกิดในครอบครัวที่ไม่มีใครใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับดนตรีเลย แต่ชายหนุ่มเชื่อว่า สิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาคือ พรสวรรค์ซึ่งได้รับมาจากแม่ผู้ล่วงลับ เจพี สูญเสียเธอไปตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ พ่อผู้หัวใจสลายเลี้ยงดูเขามาโดยทำให้เขาเชื่อว่า แม่ไม่ได้จากไปไหน เธอคือ นางฟ้าผู้ปกป้องดูแลเขา เป็นคนที่เขามักจะพูดคุยด้วย และระลึกถึงเสมอ เจพี เติบโตขึ้นมาโดยเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้ ซึ่งดนตรีก็เป็นเช่นนั้น “แต่คุณสามารถรู้สึกได้นะ”

สำหรับอัลบั้ม Raised Under Grey Skies ในแบบ Deluxe มีทั้งหมด 20 แทร็ก เมื่อเปิดอัลบั้มนี้ หลายคนอาจจะคุ้นกับ September Song โดยที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า ชื่ออะไรหรือเป็นเพลงของใครมา แต่เคยฟังผ่านๆ ทางรายการวิทยุ นี่นับเป็นเพลงดังอันดับต้นๆ ที่แนะนำให้ เจพี คูเปอร์ เป็นที่รู้จักระดับโลก ตอนนั้นบางคนก็อาจจะตั้งคำถามว่า เจพี จะดังเพลงเดียวแบบ “วัน ฮิต วอนเดอร์” หรือเปล่า แต่อัลบั้มชุดนี้ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า …ไม่ใช่ เพราะนอกจาก September Song แล้ว เจพี ยังมี Passport Home, She’s On My Mind ฯลฯ ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เขา

เพลงอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่มาในจังหวะกลางๆ แต่ก็มีแทร็กที่ขยับให้เร็วขึ้น สร้างความคึกคักเร้าใจบ้าง อย่างเช่นเพลง Good Friend ซึ่งมีการประสานเสียงร้องที่โดดเด่น เพลง Momma’s Prayers ซึ่งเขาทำงานร่วมกับ สตอร์มซี ศิลปินเพลงในสไตล์ไกรม์ ซึ่งก็เป็นสายหนึ่งของอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอิทธิพลจากแดนซ์ฮอล แร็กก้า (Ragga) และฮิปฮอป เพลงนี้เกี่ยวกับความรักของแม่ที่หวานมากๆ เหมือนกับเป็นการเปิดเผยด้านที่อ่อนโยนของศิลปินห้าวๆ เป็นการขอบคุณแม่จากหัวใจของลูกชายคนหนึ่ง เสียงของ 2 หนุ่มที่มีความต่าง แต่เคียงข้างกันไปได้อย่างงดงาม

Raised Under Grey Skies เป็นอัลบั้มเพลงป๊อป/โซลฟังสบาย เต็มเปี่ยมอารมณ์ มีความหม่นแต่งแต้มมาเล็กๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงทัศนคติเชิงบวก และความหวังแทรกอยู่ในบทเพลง ซึ่งทำให้คนฟังยิ้มและมีความสุข ทุกแทร็กสอดคล้องเชื่อมต่อกันตั้งแต่เพลงหนึ่งถึงเพลงสุดท้าย แม้แต่เพลงที่ เจพี ทำร่วมกับศิลปินต่างแนว และนำมารวมไว้ด้วยก็ไม่ได้ทำให้สะดุด ฟังๆ ไปแล้ว เพลงของ เจพี สามารถตัดออกเป็นซิงเกิ้ลได้เกือบทั้งหมด แต่ละเพลงมีจุดที่ทำให้คนฟังจดจำได้

เปิดอัลบั้มนี้ฟังดู แล้วเสียงของ เจพี คูเปอร์ จะร่ายมนต์ทำให้คุณหลง จนต้องฟังไปเรื่อยๆ จนครบทุกเพลง และฟังซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง

‘รู้สึก นึก คิด’ จรัสพร ชุมศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523627

‘รู้สึก นึก คิด’ จรัสพร ชุมศรี

โดย พริบพันดาว ภาพ : BUG หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง เคยโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊ก Boyd Kosiyabong ของเขาเมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้วแสดงความชื่นชมศิลปินนักวาดภาพสาวรุ่นใหม่ไว้ว่า

“จรัสพร ชุมศรี เป็นศิลปินที่ผมชื่นชมในผลงานมากๆ ในแง่การสร้างงาน แม้จะยังเด็ก แต่ผมรู้สึกได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ความเป็นเด็กของเขา และรู้สึกมั่นใจอย่างมากๆ ว่าผลงานของน้องเขาต้องเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกอย่างเจิดจรัสในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่แท้”

มาถึงตอนนี้ จรัสพร ชุมศรี กำลังมีนิทรรศการศิลปะชุด “รู้สึก นึก คิด : Emotion As Reason” จัดแสดงมาตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ที่หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท กรุงเทพฯ

จรัสพร ได้หยิบเอาประเด็นของความรู้สึกมาทบทวนผ่านงานจิตรกรรม ผ่านการสำแดงอารมณ์ที่ปรากฏออกมาในลักษณะกึ่งนามธรรม การไม่เข้าไปคิดให้ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ตามหาเรื่องราวที่ดำเนินไปทั้งบนความมีเหตุมีผลแต่ในเวลาเดียวกันก็ดำเนินไปภายใต้ความรู้สึกภายในควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน นี่เป็นแก่นแกนของนิทรรศการในครั้งนี้

“นิทรรศการครั้งนี้เกิดจากความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นจากวันที่ 13 ต.ค.ปีที่แล้ว (ตรงกับวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9) ก็เลยอยากจะหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วความรู้สึกเสียใจทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะว่าสื่อหรือว่าสังคมทำให้เรารู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน หรือว่ามาจากภาพที่ค่อยๆ กลับมาในหัวของเรากันแน่” จรัสพรกล่าว

เธอบอกอีกว่า ภาพในนิทรรศการทั้งหมดครั้งนี้เป็นไดอารี่ เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ

บนเรื่องราวของความรู้สึกนี้จรัสพรค่อยๆ เดินออกจากการสร้างจิตรกรรมจากภาพที่เกิดบนสื่อออนไลน์ที่เธอสร้างสรรค์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไปสู่ภาพของความทรงจำตลอดชีวิตของเธอเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทรงจำในวัยเยาว์ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพที่เธอหลงลืมไปเกือบหมดสิ้นแล้ว หากไม่มีเหตุการณ์วันที่ 13 ต.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันเกิดครบรอบ 22 ปีของเธอ

การกลับไปหาความทรงจำเหล่านั้นจึงมีความหมายของความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่จะพูดถึงเรื่องราวของผู้อื่นอย่างเช่นทุกครั้งที่เธอทำ ผลงานจิตรกรรมตลอดหนึ่งปีที่ปรากฏในนิทรรศการสะท้อนภาพทุกอย่างในชีวิตของจิตรกรหญิงคนนี้กับบุคคลที่เธอเรียกอย่างสนิทใจว่า “พ่อ”

อรรฆย์ ฟองสมุทร ภัณฑารักษ์ของหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงจรัสพรว่า เขามองเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดำเนินการทางศิลปะอย่างต่อเนื่องของตัวศิลปินมาตลอด 3 ปี

“ซึ่งมากกว่าเรื่องเทคนิคหรือเรื่องอื่นใดก็ตาม ผมชอบความแน่วแน่มุ่งมั่นของศิลปินคนนี้มากที่สุด”

สำหรับจรัสพร เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองถึงฝีไม้ลายมือและความมุ่งมั่นในการทำงานศิลปะที่โดดเด่นล้ำหน้าเกินวัย จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักศึกษาดีเด่น ด้านการเรียน โดยมีผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ “มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” และทุนมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

การแสดงงาน ร่วมแสดงนิทรรศการโครงการดาวเด่นบัวหลวง 101 ครั้งที่ 7 ศิลปกรรมเอเชียพลัส จิตรกรรมร่วมสมัย พานาโซนิค ครั้งที่ 16 ศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ครั้งที่ 26 ศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 31 นิทรรศการแบรนด์นิว 2015 และมีนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ไทยนิยม”

นิทรรศการเปิดให้ชมถึงวันที่ 16 ธ.ค. 2560 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-350-3626 หรือwww.facebook.com/BangkokUniversityGallery

เตรียมพร้อมออกกำลัง ฝ่าลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523626

เตรียมพร้อมออกกำลัง ฝ่าลมหนาว

โดย  โยโมทาโร่ ภาพ : เอพี

ลมหนาวย่างเข้ามาแล้วและดูเหมือนว่าฤดูหนาวของปีนี้จะเย็นจัดและยาวนาน สำหรับคนที่นิยมออกกำลังกายตอนเช้าจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาว ดังนั้นการเลือกชุดออกกำลังกายสำหรับฤดูหนาวจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงเสื้อกันหนาว

1.เปลี่ยนรองเท้าวิ่งในสภาพอากาศเย็น

 

สิ่งแรกที่เรามักจะมองข้ามในการออกกำลังกายในฤดูหนาวก็คือรองเท้า ใครๆ ก็มักจะคิดว่าใส่รองเท้าอะไรก็ได้ในช่วงฤดูหนาว แต่อันที่จริงแล้วรองเท้าออกกำลังกายก็มีขีดจำกัดในการใช้งานในสภาพอากาศเย็นเช่นเดียวกับเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ

พื้นรองเท้าวิ่งส่วนมากทำจากยางที่มีคุณสมบัติในการคืนตัวและรองรับแรงกระแทก แต่เมื่อเจอสภาพอากาศเย็นจะทำให้คุณสมบัติการคืนตัวและรับแรงกระแทกลดลง หรือเรียกง่ายๆ ว่าพื้นรองเท้าจะแข็งขึ้นนั่นเอง ทำให้ประสิทธิภาพการวิ่งลดลง รูปแบบการวิ่งเปลี่ยนไป

อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องคุณสมบัติในการระบายอากาศรองเท้าวิ่ง ในสภาพอากาศร้อนจะมีคุณสมบัติในการระบายอากาศที่ดี แต่ในสภาพอากาศหนาวคุณสมบัตินี้จะเป็นตัวรับลมเย็นทำให้อุณหภูมิเท้าลดลง

ดังนั้น ลองมองหารองเท้าออกกำลังกายที่มีเทคโนโลยีพื้นรองเท้ารุ่นใหม่ เช่น พื้นรองเท้า ลูนาร์ไกลด์ ของไนกี้ และนวัตกรรมบูสต์ ของแบรนด์ อาดิดาส ที่มีคุณสมบัติในการคืนตัวและรองรับการกระแทกได้ดีแม้ในสภาพอากาศเย็นจัด

ส่วนตัวรองเท้าควรมองหารองเท้าที่มีรูระบายอากาศที่น้อยลงบ้าง แต่ช่วยให้รักษาอุณหภูมิของร่างกายได้ดีขึ้น

2.เสื้อออกกำลังกายสำหรับฤดูหนาว

 

หากคุณคิดว่าแค่เลือกใส่เสื้อออกกำลังกายกับเครื่องแจ็กเกตกันหนาว 1 ตัวก็เพียงพอแล้ว ลองเปลี่ยนมาใช้เสื้อออกกำลังกายแบบระบายเหงื่อได้ดี ร่วมกับแจ็กเกตสำหรับการวิ่งออกกำลังกายโดยเฉพาะ จะช่วยให้คุณไม่ต้องทรมานกับการวิ่งท่ามกลางอากาศที่เย็นจัด

ปกติแล้วเรามักจะวิ่งได้ดีในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 20-27 องศาเซลเซียส ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป เหมือนกับที่เราวิ่งในฟิตเนสทั่วไป แต่เมื่อไหร่ที่เราวิ่งในสภาพอากาศต่ำกว่า 20 องศา อุณหภูมิร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว หากคุณออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือปั่นจักรยาน ยิ่งทำให้เกิดลมพัดความร้อนออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น

แทนที่สุขภาพจะแข็งแรงคุณอาจจะต้องเผชิญกับโรคหวัดที่ตามมาในประเทศไทย ช่วงอุณหภูมิฤดูหนาวในภาคกลางและภาคใต้ อุณหภูมิช่วงเช้าเฉลี่ยอยู่ที่ 20-26 องศา อุณหภูมิระดับนี้คุณสามารถใส่เสื้อ 2 ชั้น หรือเสื้อแจ็กเกตสำหรับวิ่งและกางเกงขาสั้นวิ่งได้สบายๆ ส่วนภาคเหนือจะอยู่ตั้งแต่ 10-20 องศา ชุดที่ควรสวมใส่จึงควรเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว และเสื้อแจ็กเกตซ้อนทับอีกชั้น

เนื้อผ้าควรเลือกแบบที่สามารถระบายเหงื่อได้ดี สวมสบายไม่ระคายผิว ในขณะที่เสื้อแจ็กเกตนั้นควรเลือกแบบที่เป็นเนื้อผ้าบางเบาพอป้องกันลมหนาวและเก็บความร้อนในร่างกายได้ดี เพราะในขณะวิ่งหรือปั่นจักรยานเวลาเหงื่อออกจะค่อยๆ ระเหยจากสภาพอากาศแห้งในช่วงฤดูหนาวได้เอง หากคุณเลือกเสื้อผ้าที่หนาและหนักเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกเหนียวตัวระหว่างออกกำลังกาย และออกกำลังกายได้ไม่คล่องตัวเท่าไหร่นัก

3.รักษาความชุ่มชื้นผิว

ก่อนออกกำลังกาย

คนที่เคยวิ่งออกกำลังกายในสภาพอากาศหนาวเย็นจัดจะรู้ดีว่า สภาพอากาศแห้งจะดึงความชุ่มชื้นจากเซลล์ผิวได้ง่ายแม้จะมีเหงื่อออก แต่ก็กลับกลายเป็นการเร่งให้อากาศเย็นและแห้งดึงความชุ่มชื้นจากผิวได้ง่ายขึ้น คุณจะรู้สึกคันตามตัวจากผิวที่แห้งแตก รู้สึกแสบลำคอและโพรงจมูก

การทาโลชั่นบำรุงผิวบริเวณที่หน้าแขนและขาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้ามไปเมื่อเราวิ่งในสภาพอากาศที่เย็นจัด โลชั่นที่ใช้ควรเลือกสูตรที่ไม่เหนียวเหนอะหนะและรักษาความชุ่มชื้นผิวได้ดี ระหว่างออกกำลังกายหากจิบน้ำเป็นระยะๆ ได้จะช่วยไม่ให้แสบโพรงจมูกระหว่างออกกำลังกาย หรือคุณอาจจะใช้วิธีการรับประทานวิตามินซีเสริมก่อนออกกำลังกายอีกทางหนึ่งก็ได้เช่นกัน

 

4.รับประทานอาหารให้พลังงานเพิ่มขึ้น

ในช่วงอากาศเย็นเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องเผาผลาญไขมันเพิ่มเพื่อรักษาความอบอุ่นในร่างกาย จึงทำให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายตอนเช้าคุณควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายให้มากขึ้นอีกเล็กน้อย เช่น จากเดิมรับประทานขนมปังกับกาแฟตอนเช้า 2 แผ่น ให้เพิ่มเป็น 3 แผ่น เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานมากพอในการออกกำลังกายจนจบโปรแกรม

นครินทร์ บุญรอด หัวใจสีเขียวและใช้ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 09:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523625

นครินทร์ บุญรอด หัวใจสีเขียวและใช้ชีวิตพอเพียง

โดย วราภรณ์ ภาพ : นครินทร์ บุญรอด

วิศวกรไฟฟ้าหนุ่ม อาร์ต-นครินทร์ บุญรอด วัย 35 ปี วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ขอสลัดยูนิฟอร์มและรองเท้าบู๊ต เครื่องแบบในตำแหน่งบิซิเนส ดีวิลอปเปอร์ นวัตกรรมเพื่อสังคม บริษัท ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) มาสวมหมวกอีกใบคือ เป็นเจ้าของเพียว ออร์แกนิค ฟาร์ม ณ จ.ฉะเชิงเทรา ที่นอกจากปลูกผักออร์แกนิกหลากหลายชนิดไว้รับประทานเองแล้ว หากเหลือกินก็จัดจำหน่ายกระจายไปให้คนรักสุขภาพได้กินบ้าง เขายังเปิดฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้ที่สนใจการปลูกผักเลี้ยงสัตว์แบบเกษตรอินทรีย์ได้มาเรียนรู้ศาสตร์พระราชาและทำการเกษตรแบบพอเพียงอีกด้วย ซึ่งนครินทร์ก็ค้นพบว่า การใช้ชีวิตแบบนี้สามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้ ที่มากกว่านั้นคือเขาได้พาลูกชายตัวน้อยวัย 3 ขวบ ไปสัมผัสกับวิถีธรรมชาติส่งผลให้ลูกมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีมากกว่าเด็กๆ ในวัยเดียวกัน

วางแผนให้ดี ชีวิตก็ไม่ต้องเร่งรีบ

หน้าที่ในออฟฟิศระหว่างจันทน์ถึงศุกร์ของนครินทร์คือ การดูแลโปรเจกต์ด้านการประหยัดพลังงาน ดูแลเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ หรือระบบความปลอดภัยและซอฟต์แวร์ต่างๆ แต่เสาร์อาทิตย์เขาขอไปใช้ชีวิตเรียบง่ายกับไก่ไข่และพืชผักในสวน นิยามการใช้ชีวิตแบบ Slow ของนครินทร์ก็คือ การไม่ต้องทำอะไรที่เร่งรีบ ชีวิตไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากมาย หากชีวิตนอนให้เร็วตื่นให้เช้าและดำเนินชีวิตแบบช้าๆ ชีวิตก้าวต่อๆ ไปก็ไม่ต้องรีบเร่งนัก เพราะทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานมีเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจน จัดลำดับความสำคัญของงานอันไหนสำคัญทำก่อน

“สโลว์ไลฟ์ของผมคือ ผมจะตั้งเป้าหมายกับชีวิตคือ ผมต้องมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 40 ต้นๆ ซึ่งตอนนี้ผม 35 ปีแล้ว อิสรภาพทางการเงินของผมก็คือ ต้องมีรายได้ของทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ก็จะทำให้เราไม่ต้องทำงานเพื่อให้ได้เงินเลี้ยงชีพ หรือการเพิ่มรายได้ให้เยอะๆ มากกว่ามีหนี้สิน เป้าหมายที่ 2 คือ ลดหนี้สินให้พอกับรายได้ที่เราหาได้ ซึ่งตอนนี้ผมมาได้ครึ่งทางแล้วเมื่อได้ทำฟาร์มของตัวเองเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ก็พอจะสามารถมีรายได้เลี้ยงชีพโดยที่เราไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น มีข้าวกิน มีผักผลไม้ มีปลากินโดยไม่ต้องซื้อ ช่วยลดรายจ่ายไปได้เดือนละ 70% ชีวิตประจำวันของผมคือ กินข้าวเช้าที่บ้าน กลางวันกินข้าวแถวๆ ออฟฟิศ เย็นก็กลับมากินข้าวฝีมือภรรยาที่บ้าน ซึ่งวัตถุดิบทุกอย่างเป็นของที่ฟาร์มเรามีอยู่แล้ว”

อีกทั้งหลังจากที่กินผักออร์แกนิกที่ตนเองสามารถการันตีว่าปลอดสารปนเปื้อนแน่แท้ เขาพบว่าสุขภาพของเขาดีขึ้น ไม่แพ้อาหารอีกเลย

“ผมชอบกินผักสด ซึ่งการทำให้ผักผ่านความร้อนจะช่วยลดสารพิษได้ แต่ผมชอบกินผักดิบๆ เช่น ผักสลัดหากผักไม่ออร์แกนิกจริงผมจะเกิดอาการแพ้คือ คลื่นไส้ อาเจียน ยิ่งคุณแม่เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ ผมยิ่งตระหนักถึงการเลือกกินมากขึ้น”

นอกจากเรื่องการเลือกกิน นครินทร์ยังนิยมใช้รถโดยสารสาธารณะด้วยการขับรถยนต์ออกบ้านแต่เช้าตรู่ย่านรามคำแหง และนำรถยนต์ไปจอดที่แอร์พอร์ตลิงค์ทับช้างและนั่งรถไฟฟ้า 2 ต่อเพื่อมาทำงานย่านสีลม การเดินทางด้วยวิธีนี้ทำให้เขามีเวลาคืนมาถึง 2 ชั่วโมง/วันทีเดียว

จุดเริ่มต้นชีวิตสีเขียว

นครินทร์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำเพียว ออร์แกนิค ฟาร์ม ณ จ.ฉะเชิงเทรา มาจากคุณแม่ของเขาป่วย พบก้อนเนื้อที่ลำไส้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำการผ่าตัดนำก้อนเนื้อมาตรวจ และพบว่าเป็นแค่ก้อนเนื้อธรรมดา แต่ผ่านไปราว 2-3 ปีก้อนเนื้อนั้นกลายเป็นมะเร็งลำไส้และคุณแม่ก็เสียชีวิตต่อมาไม่นาน ทำให้เขาเริ่มฉุกคิดและเริ่มตระหนักว่า ก้อนเนื้อในร่างกายคุณแม่เกิดจากอะไร และเกิดได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ก็เลือกซื้อเลือกกินอยู่พอควรแล้ว เขาจึงลองเริ่มศึกษาแล้วก็ค้นพบข้อมูลว่า แม้ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ตมีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกก็จริง

ล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผักหรืออาหารที่เลือกซื้อปลอดสารเจื้อปนจริงหรือไม่ นครินทร์จึงลองศึกษาถึงเบื้องลึกลงไปอีกว่า การปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเลย โดยอาศัยวิธีธรรมชาติที่สุด คือการปลูกผักออร์แกนิกมักมีต้นทุนที่สูง และเสียค่าขนส่งราคาแพง นครินทร์จึงนำที่ดินของภรรยาที่รกร้างว่างเปล่ามานานกว่า 10 ปี ที่มีมากกว่า 15 ไร่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ คือการปลูกผักออร์แกนิกแท้ๆ ไว้รับประทานเอง

“เดิมทีภรรยามีบ้านสวน ซึ่งพ่อตาแม่ยายของผมก็อยู่กันแบบบ้านสวน ปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเหมือนกัน และทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี เราน่าจะนำที่ดินมาทำให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำฟาร์มปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ด้วยวิถีไม่ใช่สารเคมีเลย เพื่อนำผลผลิตมารับประทานเอง และคิดว่าหากเหลือก็ยังนำไปจำหน่ายเพื่อให้คนทั่วไปที่ห่วงใยด้านสุขภาพได้กินผักผลไม้ที่ปลูกโดยปลอดสารพิษอย่างแท้จริงบ้าง อีกเหตุผลหนึ่งคือ เวลาไปซื้อผักออร์แกนิกตามห้างสรรรพสินค้า เป็นผักออร์แกนิกแต่ไม่มีตรารับรองในการผลิตติดเป็นฉลากที่ข้างถุง เหมือนพูดลอยๆ ผมรู้แบบนี้ก็ไม่กล้าซื้อกิน หรือพวกมีตรารับรองก็ขายราคาแพงมากๆ ผมจึงเกิดคำถามว่าผักออร์แกนิกปลูกยากจริงเหลือ”

เมื่อเกิดคำถาม นครินทร์จึงทำการศึกษาวิธีปลูกผักออร์แกนิก ประกอบกับมีที่ดินที่ถูกต้องตามหลักการปลูกผักออร์แกนิกคือ ที่ดินต้องปลอดสารเคมีนาน 3 ปี เขาจึงปรับพื้นที่บ้านสวนให้กลายเป็นแปลงปลูกผัก เลี้ยงไก่ ทำนาข้าว เลี้ยงวัว เป็นต้น

ปลูกพืชผักเลี้ยงสัตว์

ตามวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่

“ชีวิตคนเมืองของผมคือ ผมนอนวันละ 6 ชั่วโมง เริ่มเข้านอนตอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 4 พอได้ตื่นเช้าผมจึงมีการวางแผนก่อนออกจากบ้าน ผมจะออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ถึงออฟฟิศ 7 โมงเกือบ 8 โมง ส่วนเสาร์อาทิตย์ตื่นเช้าเหมือนเดิมแล้วค่อยออกจากบ้านตอน 6-7 โมงเช้า พอถึงฟาร์มก็ออกไปตรวจฟาร์ม วางแผนเรื่องของสต๊อกว่า อาทิตย์นี้เก็บพืชผลได้เท่าไร ขายได้เท่าไร ผมมีลูกมือ 3 คน ช่วยดูแลผลผลิต ได้ไปดูแลความเรียบร้อย ดูการจัดจำหน่าย การบรรจุ การทำหีบห่อ ถ้าเราวางแผนดี เราจัดการอะไรได้ง่ายกว่า ไม่มีปัญหาผักเสีย วางแผนผักนี้ปลูกเก็บเมื่อไหร่ มีแมลงขึ้นเท่าไรจะต้องจัดการแมลงแบบไหน เราต้องวางแผนการปลูก เพราะเราไม่สามารถปลูกผักชนิดเดิมซ้ำได้ ถ้าวางแผนได้ การปลูกจะได้มีระบบ”

ด้วยนครินทร์ห่วงใยสุขภาพและชอบกินสลัดผักมาก ผลผลิตเริ่มแรกเขาจึงเริ่มที่ผักสลัดนานาชนิด เช่น เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก คอส กรีนสลัดโบว์ล ร็อกเกต ฯลฯ หลักการปลูกผักออร์แกนิกควรปลูกผลผลิต 3 ชนิดหมุนเวียนกันไป

“พอเราทำออร์แกนิก เราปลูกผักชนิดเดิมซ้ำไม่ได้ เราต้องปลูกพืชผล ผักกินหัวและผักกินใบด้วย ปลูกผัก 3 ชนิด เพื่อตัดแมลง ผักกินผล เช่น ข้าวโพดหวาน แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือยาว แครอต มันหวานญี่ปุ่น และก็พวกสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม อัญชัน ขิง ใบเตย เตยหอม สมุนไพรเราแปรเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งก็มาจากครอบครัวเราชอบกินน้ำสมุนไพร มีผลไม้ยืนต้น เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงอกร่อง มะละกอ โดยต้นไม้ยืนต้นเราปลูกรอบนอกเพื่อไม่ให้บังแสง ซึ่งก่อนปลูกต้องมีการวางผังเพื่อความเหมาะสม” แม้มีที่ดิน 15 ไร่ ปลูกได้แค่ 5 ไร่ เพื่อป้องกันสารเคมีจากไร่อื่นเข้ามา

ไม่เพียงต้องปลูกผักหมุนเวียนกันไป 3 ชนิดเท่านั้น ฟาร์มของเขายังผลิตปุ๋ยเองด้วยการเลี้ยงวัวนม กับไก่ไข่เพื่อนำมูลสัตว์มาทำเป็นปุ๋ย เพื่อให้พืชผลของไร่เป็นผักออร์แกนิกที่ปลอดภัยจริงๆ ซึ่งกรรมวิธีในการดูแลพืชสวน พืชไร่ และการเลี้ยงสัตว์ นครินทร์ใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด

“พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีไว้ 3 ขั้น 1 คือ จัดสรรพื้นที่คือ มีระบบชลประทาน มีแหล่งน้ำ มีต้นไม้ใหญ่ มีพื้นที่ปลูกพืชผสมผสาน ตรงกับแนวเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผมมีหมด ขั้น 2 คือรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างดีมานด์จะได้สร้างอำนาจต่อรอง มีการแชร์เครื่องจักร เครื่องสีข้าว ถ้าเราทำตัวของข้าวอินทรีย์ เราห้ามใช้เครื่องสีที่ไปสีข้าวที่มีสารเคมีเลย หรือชนิดของพันธุ์ข้าวก็ต้องเป็นเมล็ดข้าวอินทรีย์ รถเกี่ยวข้าวก็ต้องห้ามใช้ร่วมกัน ถ้าเราลงทุนเอง ซื้อของทุกอย่างเองไม่คุ้ม ต้องรวมกลุ่มกันซื้อเครื่องมือแล้วแบ่งกันใช้ ซึ่งเรากำลังรวมกลุ่มชาวบ้านเพราะชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนมาปลูกข้าวแบบอินทรีย์กันมากขึ้นแล้ว”

ขั้นที่ 3 คือจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อเปิดเป็นนิติบุคคลเพื่อการก้าวหน้าและต่อยอดต่อไป

“จำเป็นที่เราต้องมีเครื่องจักรไว้แปรรูปสินค้า เพื่อการมีกำไรที่ดีป้องกันความเสี่ยง เกษตรกรที่ดีต้องผันตัวเองเป็นพ่อค้าเองด้วย เราต้องทำตลาด ทำแบรนดิ้ง มีมาตรฐานการดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรพอเลี้ยงตัวเองได้”

สอนลูกให้รู้จักวิถีแบบพอเพียง

และอยู่กับธรรมชาติ

เกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงทำให้สุขภาพนครินทร์ดีขึ้น แต่ยังส่งผลไปถึงน้องอัลฟ่า-ด.ช.พรรษิษฐ์ บุญรอด วัย 3 ขวบ ที่ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติทำให้เด็กน้อยมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางด้านกายภาพ ได้ลองลงแรง ได้ออกกำลังกายในไร่นาดีกว่าเล่นไอแพดอยู่กับบ้าน

“ทุกอาทิตย์ ลูกจะได้ไปวิ่งเล่นในฟาร์ม ทำให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น เวลาไปถึงฟาร์มสิ่งแรกที่ลูกทำคือ จะวิ่งไปเก็บไข่ไก่ก่อน เพื่อนำไปเตรียมอาหารเช้า เขารู้วิธีคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ทำให้ลูกได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้พัฒนาอีคิวในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เขาก็จะรู้ว่าดอกไม้เด็ดไม่ได้ เพราะดอกไม้เป็นที่อยู่ของเต่าทองที่ช่วยมากินเพลี้ยต้นไม้ สังเกตเขามีจิตใจที่โอบอ้อมอารี ตอนที่วัวคลอดลูก เขาหยิบผ้ามาเช็ดที่ลูกวัวโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอกอะไร การคลุกคลีอยู่ในฟาร์มทำให้เขารู้ว่าต้องดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว เจอขยะก็เก็บ สิ่งเหล่านี้ลูกได้สัมผัสเองและพ่อแม่ต้องสอนด้วย คุณครูที่โรงเรียนก็บอกว่าลูกมีความเป็นสุภาพบุรุษ ชอบช่วยเหลือเพื่อนๆ และเขามีความเป็นจิตอาสามาก ผมมองว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวล่อหลอมให้เขาเป็นเด็กแบบนี้”

สุดท้าย นครินทร์บอกว่า ความสุขจากการใช้ชีวิต ไม่ได้อยู่ที่วัตถุภายนอก แต่ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ เรารู้จักตัวเองว่า ต้องการอะไร เราพอเพียง สามารถลดกิเลสความอยากได้มากแค่ไหน

“เรารู้ว่าเราอยากทำอะไรกับตัวเองได้มากแค่ไหน โดยไม่ต้องบีบคั้นจะต้องทำให้ได้ ถ้าบอกว่าไม่อยากได้เงินคงไม่ใช่ ผมมีคติในการใช้ชีวิตก็คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เราจะได้ไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ส่วนของอิสรภาพทางการเงินไม่จำเป็นต้องมีรายได้มากๆ แต่แค่เราลดความอยากในตัวเอง คุณจะพบกับอิสรภาพทางการเงินได้เหมือนกันในมุมมองของผม ชีวิตเราไม่ต้องหรูหรา ขับรถญี่ปุ่นก็ได้ ไม่ต้องใส่แบรนด์เนมเพราะผมมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย ซึ่งผมดำเนินชีวิตแบบเก็บเงิน 70% เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นำเงินไปเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอๆ และใช้จ่ายเพียง 30% ผมคิดและทำแบบนี้ตั้งแต่เรียนยังไม่จบครับ”

แล้วมนุษย์เราก็จะสามารถค้นพบวิธีมีความสุขได้ในแบบของเราเอง

เคอตัน คืออะไร What is Kirtan?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 13:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523519

เคอตัน คืออะไร What is Kirtan?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คุณสามารถหาความหมายของ เคอตัน ได้ตามตำรา ตามอินเทอร์เน็ต หรือตามคำบอกเล่าของผู้อื่น หรือคุณครูโยคะที่คุณรู้จักได้ไม่ยาก แต่ครูจะเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ตรงของครู ว่าสำหรับครูแล้ว เคอตัน คืออะไร

Yoga of Sound  คือ เคอตัน  เมื่อเราสวด หรือร้อง จนกระทั่งตัวอักษรนั้น หรือเนื้อร้องมนตรานั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกเรา ความสงบที่เรามิได้เชื้อเชิญ การเชื่อมโยงภายในเกิดขึ้นเอง ความคิด ค่อยๆ หายไป จนกระทั่งรับรู้ถึงความรู้สึกภายในที่เต็มเปี่ยม บางครั้งล่องลอย บางครั้งปล่อยวาง บางครั้งก็คล้ายๆ กับเมา แต่ไม่ได้เสพยา บางครั้งก็เหมือนกับกำลังเมา แต่ไม่ได้ดื่ม บางครั้งน้ำตาก็ไหลออกมาเองจากความซาบซึ้งอะไรบางอย่างที่บอกไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเศร้า มันคือ ปีติ

ทุกครั้งที่ได้ร่วมเคอตัน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในแต่ละครั้งนั้นไม่เหมือนกัน การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น เปลี่ยนรูปแบบไปตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุด และชัดเจนที่สุดที่เกิดขึ้นทุกครั้ง คือ ความงามและความอิสระ ของพลังงานของเคอตัน ซึ่งไม่ใช่ของคนร้องหรือคนฟัง หรือของนักดนตรี ไม่ใช่ของใครเลย แต่เป็นของเคอตันเอง

เคอตัน ดั้งเดิม ร้องกันเป็นกลุ่ม ทุกคนร่วมร้อง ร่วมสวด โดยในเพลงๆ หนึ่ง อาจจะสั้น หรือยาวได้ ตั้งแต่ 10 ถึง 30 นาที ไม่มีแผน อาจจะสั้น อาจจะยาว โดยเครื่องดนตรีที่เป็นตัวนำ คือ ฮาร์โมเนียม มีกลองแทปบร้า หรือกลองทั่วไป กลองแขก และเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เช่น ฉิ่ง ลูกแซก หรือมาราคัส (Maracas) รวมทั้งเสียงปรบมือ ตีเท้า ของผู้ร่วมเคอตัน เนื้อร้องจะเป็นบทสวดมนตรา ที่ร้องซ้ำไปซ้ำมา เป็นภาษาสันสกฤต โดยคำว่า “มนตรา” มาจากคำว่า “มน” ที่แปลว่า จิตใจ และคำว่า “ตรา” ที่แปลว่า การสั่นสะเทือน หรือคลื่น ดังนั้น มนตรา คือ การสั่นสะเทือนในระดับเซลล์ทุกเซลล์ของการดำรงคงอยู่ ซึมลึกเข้าไปถึงจิตใจ แล้วเมื่อใดที่เราเข้าใจ ความสำคัญของโยคะแห่งเสียงแล้ว เราจะรู้ว่า พลังแห่งเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า ความหมายของเนื้อร้อง ตราบใดที่เราเชื่อมโยงกับเคอตัน การสั่นสะเทือนจะเกิดขึ้นเสมอ

เสียง คือ พลัง อย่างเช่น ถ้าคุณได้ยินเสียงของต้นไม้  ใบไม้ที่เสียดสีกันกับลม หรือเสียงคลื่นทะเลกระทบชายฝั่ง เสียงเหล่าแมลงร้องยามรุ่งอรุณ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระบบประสาทจากการได้ยิน จะให้ผลต่างกัน ความนุ่มนวลอ่อนโยนของเสียง จะกระทบต่อความรู้สึกในหัวใจ และสำหรับเสียงมนตราที่ขับร้องร่วมกัน โดยภาษาสันสกฤตที่เป็นภาษาโบราณที่อ่อนโยนที่สุด เป็นภาษาของพระเจ้าที่กระทบตรงกับก้นบึ้งหัวใจที่สุด (Divine language ) ส่งผลให้จิตใจได้รับการปลดปล่อย เมื่อเราอิน เมื่อเราเข้าถึง เคอตันจะช่วยยกระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้น จนน้อมนำเข้าสู่ความเงียบสงบ เป็นช่วงเวลาแห่งการภาวนา

พบกับคลาสพิเศษ ส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตรา สตูดิโอ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์ และเฟซบุ๊กของโยคะสุตรา สตูดิโอ มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกันค่ะ

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใส และเบิกบาน..

เสรี สุวรรณภานนท์ ‘ตลาดเสรี’ มาตรฐานและความสะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523517

เสรี สุวรรณภานนท์ 'ตลาดเสรี' มาตรฐานและความสะอาด

โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“ตลาดสด” อย่างที่ทราบกันดีว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาเป็นเวลานาน เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าของชุมชน จนมีคำกล่าวว่า “เมืองนั้นจะมีเอกลักษณ์เป็นอย่างไร ก็สะท้อนผ่านตลาดของเมืองนั้น”

แม้ว่าปัจจุบันบ้านวิถีชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลง ภายหลังการมีห้างสรรพสินค้าขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจทำให้ตลาดนั้นออกไปจากการดำรงชีวิตของคนไทยไปได้

เสรี สุวรรณภานนท์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสนใจกับความเป็นอยู่ของตลาดสด ถึงขั้นที่หันมาลงทุนทำตลาดเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า “ตลาดเสรี” ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันจะมีงานทางการเมืองรัดตัวก็ตาม ทั้งในฐานะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านตำรวจ หรือแม้แต่การทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และน่าจะเป็นกิจการที่รองรับวัยเกษียณในอนาคตได้เป็นอย่างดี

“ปัจจุบันมีตลาดอยู่ 2 แห่ง ที่ถนนเจริญกรุง และพุทธมณฑลสาย 5 ทำมาประมาณ 8 ปีแล้ว โดยเรามองว่าการทำตลาดเป็นธุรกิจการค้าเกี่ยว

กับชาวบ้าน โดยหลักตอนแรกที่เราทำตลาดก็คิดว่าตลาดควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจชุมชนที่สร้างงานและอาชีพให้กับชาวบ้านได้ อีกทั้งตลาดของไทยส่วนใหญ่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องความสะอาด จึงคิดว่าควรมาทำตลาดให้มีมาตรฐานโดยเฉพาะความสะอาดและราคาสินค้าที่มีความยุติธรรม” ยอมรับว่าการทำธุรกิจตลาดนี้ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยทำมาก่อน มีเพียงแค่ทำหน้าที่ช่วยแม่ค้าในตลาดเกี่ยวกับปัญหาถูกไล่ที่เท่านั้น อย่าสาขาแรกที่ทำที่พุทธมณฑลสาย 5 ไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่โชคดีตรงที่ตรงนั้นมีแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ พอเราไปเปิดตลาดที่นั่นเลยทำให้กลุ่มชุมชนเข้ามาจับจ่ายในตลาดที่มีความทันสมัย เดิมทีเราก็คิดว่าการทำตลาดมีปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่อง เช่น คนจะมาติดตลาดเราหรือไม่ ร้านค้าจะอยู่กับตลาดเราตลอดหรือไม่ จะมีประชาชนเข้ามาเดินในตลาดแค่ไหน มันเป็นเรื่องไก่กับไข่ ถ้ามีร้าน

ค้า แต่มีลูกค้าน้อย หรือมีลูกค้าแต่ร้านค้ามีน้อย ก็ลำบากเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องมาทำให้ทั้งร้านค้าและลูกค้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้ามีทั้งสองอย่างพร้อมกัน ตลาดก็เดินไปได้”

การสร้างมาตรฐานให้กับกิจการตลาดเป็นเรื่องที่ เสรี ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และนำมาซึ่งกฎเหล็กที่ผู้ประกอบการในตลาดต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษามาตรฐานนั้นไว้ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ย่อมไม่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยได้ และผลร้ายที่สุดก็จะตกอยู่กับตัวผู้ประกอบการเอง

 “จุดขายของเรา คือความสะอาด ความเป็นระเบียบ สินค้าต้องมีราคาเป็นธรรม เราบอกกับแม่ค้าตอนเปิดตลาดใหม่ ๆ ว่าขายสินค้าอย่าเพิ่งคิดจะรวย เพราะแม้จะขายได้กำไรไม่มากแต่หากขายได้ทุกวัน ก็จะอยู่ได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็ดีขึ้นเอง ดีที่พวกเขาเชื่อเลยทำให้อยู่กันได้ นอกจากนี้ ตลาดต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาศึกษาดูงานได้ด้วย ถ้าเราสร้างจุดขายได้ก็จะประสบความสำเร็จได้

วันแรกของการเปิดตลาดเป็นวันสำคัญที่สุด ที่ผ่านมาเราทำหลายวิธีเพื่อชักจูงคนให้เข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น แจกพระ หรือช่วยหากลยุทธ์ให้กับผู้ประกอบการในการสร้างยอดขายในบางช่วงที่ซบเซา อย่างเช่นในช่วงวันหวยออก หรือช่วงกลางสัปดาห์ที่คนจะมาเดินตลาดน้อย ก็ต้องสร้างโปรโมชั่นลงไป เช่น ขายไข่ฟองละ 1 บาท ซึ่งไม่มีใครทำ แต่จำกัดการซื้อแค่คนละ 20 ฟอง เป็นต้น แบบนี้ก็ช่วยได้

การทำตลาดต้องคิดละเอียดและเยอะ ต้องอ่านปัญหาให้แตกและแก้ไขให้ได้ อย่าไปมองข้าม อย่างเช่นผู้ขายบางรายชอบทำน้ำเลอะ ชอบทิ้งของ เราก็ต้องบอกว่าทำแบบนั้นไม่ได้ เราอธิบายให้เขาฟังว่าสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยรักษา คือชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ถ้าคนเข้ามาตลาดเยอะ แม่ค้าก็ขายได้ ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว ทำเลอะเทอะจนมีลูกค้าเดินลื่นสักรายสองราย กลายเป็นปัญหาแล้ว ทุกคนจะต้องรักร้านค้าของตัวเองเหมือนสมบัติส่วนตัว ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็เหมือนกับทุบหม้อข้าวตัวเอง”

สุดท้าย เสรีตั้งความหวังไว้ว่าอยากจะขยายกิจการตลาดเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับแต่ละพื้นที่เท่าที่ตัวเองมีโอกาสและจังหวะต่อไป