ชีวิตล้ำติดฟิตเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 11:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523502

ชีวิตล้ำติดฟิตเนส

โดย ราตรีแต่ง

“…คอนโดมิเนียมคือพื้นที่โลกส่วนตัวที่น่าอยู่ในแบบครบวงจร…” ประโยคนี้กลายเป็นวรรคทอง ในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดที่พักอาศัยของคนยุคนี้

ทำให้บรรดาผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แข่งขันกันแถมไลฟ์สไตล์สุดโมเดิร์น เอาอกเอาใจคนบนตึกสูง แม้ในห้องสี่เหลี่ยมพื้นที่จำกัด แต่ก็ได้เลือกตอบรับการใช้ชีวิตเมือง และการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

เช่นที่เพิ่งแถลงข่าวเปิดโครงการ วิช ซิกเนเจอร์ ทูว์ มิดทาวน์ สยาม ลักซ์ชัวรี่คอนโดหรูมูลค่า 3,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจช็อปปิ้งใจกลางเมือง

นำเสนอ “Lifestyle Pods” คือ นิยามใหม่รวบรวมการดำเนินชีวิตรูปแบบคนเมืองใหญ่ ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องของการทำงาน การออกกำลังกาย และการพักผ่อน มารวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 ที่นี่ยกพื้นที่ถึง 4 ชั้นบนโซนดาดฟ้า มีสระว่ายน้ำลอยฟ้ารูปตัวยู Pool Pods ขนาดใหญ่ มองเห็นทัศนียภาพ 360 องศา Body&Mind Pods พื้นที่ออกกำลังกายมากันครบครัน ทั้งฟิตเนส เวทีมวย ห้องโยคะ ห้องเซาน่า สร้างสรรค์พื้นที่ความเป็นส่วนตัว ควบคู่ไปกับพื้นที่การพักผ่อน

 อีกโครงการที่ยก Boxing Stage ไว้บนคอนโดมิเนียมแบบไฮไรส์ เอาใจหนุ่มสาวสตรองกันสุดๆ ไปเลย เดอะ พาร์คแลนด์ เพชรเกษม 56 สร้างจุดขายคอนโดยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้แค่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในอนาคตเท่านั้น แต่สร้างสรรค์พื้นที่ฟิตเนสขนาดกว้างขวาง มาพร้อมอุปกรณ์เยอะๆ ครบๆ อีกโครงการที่ไม่ยอมแพ้ใคร

…เวลาเราซื้อคอนโด พื้นที่ฟิตเนส มีผลต่อการตัดสินใจไหม? จึงกลายเป็นคำถามจริงจัง ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินก้อนใหญ่ สำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน คนสมัยนี้ใครๆ ก็ล้วนใส่ใจดูแลสุขภาพ และรักษารูปร่างสวยงามกันทั้งนั้น

คำตอบก็คือ ค่าฟิตเนส ค่าครูโยคะ ซึ่งในวันนี้กลายเป็นอีกเรื่องค่าใช้จ่ายจำเป็น สำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มเติมจากแต่ก่อน เลือกไปออกกำลังใกล้ๆ ออฟฟิศเพื่อความสะดวก

แล้วจะดีขนาดไหนถ้ามีเวทีมวยไว้ที่บ้านของเราเอง กลับจากที่ทำงานได้เบิร์นแคลอรีส่วนเกิน เบิร์นอารมณ์เครียดการออฟฟิศ ซ้อมเตะกระสอบทราย สัก 2-3 ยก ร่างกายแข็งแรงมีพลัง พรุ่งนี้ตื่นไปทำงานต่อได้

การเลือกซื้อคอนโดเพราะมีเวทีมวย หลายคนอาจจะฟังดูโอเวอร์ไปหรือเปล่า? แต่ลองคิดดูคำตอบก็คงไม่ต่างจากเหตุผลเมื่อสิบปีก่อน กับการเลือกอยู่อาศัยในโครงการเก๋ๆ ดีๆ ที่คนเลือกซื้อที่นี่กันก็เพราะสระว่ายน้ำสวย และใหญ่พอสมควร เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประกอบการตัดสินใจ นอกจากดูปัจจัยหลัก เช่น โครงการน่าเชื่อถือ ทำเลที่ตั้งดีได้นั่งบีทีเอสไปทำงาน ฯลฯ

ดังนั้น คนใช้ชีวิตล้ำๆ สไตล์ Ultramodern การมีห้องฟิตเนสและอุปกรณ์คุณภาพสมเหตุสมผล กับจำนวนห้องลูกบ้าน จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Facility ฟิตเนสที่ดูแล้วต้องถือว่าดีเลยทีเดียว ต้องไม่แค่มีลู่วิ่ง มีจักรยาน Elliptical และดัมบ์เบล แต่ต้องมีเครื่องออกกำลังกายมาลงใหม่แบบยกเซต

 ทำให้รู้สึกว่าค่าส่วนกลางที่เสียไปนั้นคุ้มเกินคุ้ม กลายเป็นเรื่องสำคัญดีต่อใจมากทีเดียว ถ้าการได้อาศัยอยู่คอนโดที่มีฟิตเนสค่อนข้างดี ขนาดใหญ่ประมาณสองเท่าของฟิตเนสคอนโดทั่วไป

แล้วหลังเลิกงานได้ออกกำลังกายเผาผลาญน้ำหนักส่วนเกินออกไป รู้สึกรัก และรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ในคอนโดสภาพแวดล้อมดี จ่ายแพงสักหน่อย แต่ก็เพื่อคุณภาพล้วนๆ ของคนเลือกใช้ชีวิต

ข้อดีของฟิตเนสอยู่ที่คอนโดเลย คือเรื่องเดินทาง ยิ่งการจราจรในกรุงเทพฯ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการมีฟิตเนสอยู่ที่พัก เปิด 10.00 น. ปิด 21.00 น ไม่มีวันหยุด มันให้แรงจูงใจในการเดินทางไปง่ายกว่าต้องขับรถหรือนั่งบีทีเอสเพื่อไปฟิตเนส ลืมของอะไรก็วิ่งขึ้นมาหยิบที่คอนโดได้

แล้วคอนโดมีไว-ไฟ ก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์สนุกวิ่งไป ดูยูทูบ ฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ก็ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นมากอีก

เมื่อถึงเวลาเลือกซื้อบ้านบนตึกสูง ฟิตเนสไม่ใช่ปัจจัยท้ายๆ ที่คำนึงถึงอีกต่อไปแล้ว การมีโซนออกกำลังกายดีๆ ก็ทำให้การตัดสินใจเลือกครั้งนี้คุ้มค่า

โครงการล่าสุดที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดรับฝนเวลานี้ จึงต้องออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ในทุกไลฟ์สไตล์

กุ๊กเกล พนิตภัทร + อลิซ อภัสนันท์ หมั่นเติมกำลังใจให้กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523491

กุ๊กเกล พนิตภัทร + อลิซ อภัสนันท์ หมั่นเติมกำลังใจให้กัน

โดย มัลลิกา

มิตรภาพสวยงามไม่แพ้หน้าตาเลยเทียว สำหรับ 2 ผู้ประกาศข่าวสาวจากช่องโมโนทเวนตี้ไนน์ “กุ๊กเกล” พนิตภัทร ปิยะภานิพงษ์ กับ “อลิซ” อภัสนันท์ วรภิรมย์รักษ์

ทั้งคู่มีความเหมือนในความต่าง ทว่าสายใยที่ผูกมัดเกลียวความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นคือความห่วงใยซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะไปไหนจะคิดถึงอีกคนเสมอ

ของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดไม้ติดมือมาให้ มีคุณค่ายิ่งใหญ่ต่อจิตใจ เพราะพวกเธอไม่ได้ตีเป็นมูลค่า แต่เป็นน้ำใจที่หยิบยื่นให้อยู่เสมอ

“อลิซ คือกำลังใจ” จากใจกุ๊กเกล

 “เราสองคนอยู่กับโมโนมาตั้งแต่รุ่นแรกๆ เมื่อ 10 ปีก่อนยังเป็นซ่าส์เน็ตเวิร์ก แต่ตอนนั้นอยู่คนละส่วน เจอกันแต่ไม่ได้สนิท อลิซเป็นนักแสดง หนูเป็นพิธีกร

 พออลิซย้ายสายงานมาอ่านขข่าว เราก็ได้คุยกันมากขึ้น จุดเริ่มต้นมาจากเราออกกำลังกายที่เดียวกัน ตอนแรกๆ เรามองเขารู้สึกว่าเราสองคนน่าจะต่างกันมาก อลิซดูเรียบร้อย นุ่มนวล แบบผู้หญิงน่าทะนุถนอม ส่วนหนูจะออกดูแรงๆ หน่อย

พอได้คุยกันจริงๆ เรามีความชอบหลายๆ อย่างที่เหมือนกันมาก แต่ที่ไม่เหมือนเลยคือเห็นอลิซลุคเรียบร้อย เวลากินเขามักกินเลอะ หกเปื้อนเสื้อตลอด (หัวเราะ)

ที่เหมือนกันมากๆ คือมีความเป็นแม่บ้าน เรามักคุยกันเรื่องซื้อของเข้าบ้าน เรื่องการกินก็ชอบคล้ายกันอย่างผัดฟักทอง ชอบดูการ์ตูนดิสนีย์เหมือนกัน

4 ปีที่สนิทกัน มีความสบายใจที่มีเขาเป็นเพื่อน เพราะอลิซเป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจให้ตอนเรียนปริญญาโท ซึ่งช่วงนั้นหนูรู้สึกเหนื่อยมากจนท้อ เขาก็เป็นผู้ฟังที่ดี เราระบายเขาก็นั่งรับฟัง ไม่มีเบื่อปัญหาเดิมๆ ของเรา

เวลาที่เขาแนะนำมา หรือพูดคุยอะไรต่างๆ เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ซึ่งตรงนี้สำคัญที่ทำให้เราสนิทกัน อย่างการทำงานเขาตั้งใจทำมาก มีความซื่อสัตย์ เรารู้เลยว่าเขาเป็นคนดี

อลิซมีเสน่ห์ น่ารัก ใครได้เป็นแฟนดีเลย เพราะเขาเก็บรายละเอียดและใส่ใจมาก อลิซเป็นเหมือนกำลังใจของเรา มีเขาอยู่ข้างๆ รู้สึกได้ถึงพลังในเชิงบวก ท้อๆ อยู่รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้น เพราะเขาเป็นผู้หญิงที่อบอุ่น เป็นผู้ฟังที่ดี เขาคิดบวก ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาเครียดอยู่ แต่เขายังสามารถทำให้คนรอบข้างยิ้มได้เสมอ หรือแม้ทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างลบ เขาก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้น

 สิ่งที่เป็นห่วงอลิซคือการขับรถ อลิซขับรถไม่เร็ว แต่บ้านเขากับที่ทำงานไกลกัน และเรื่องที่เขาวางใจคน เขาไม่เอาเปรียบใคร บางทีก็ทำให้เราโมโหแทนด้วยซ้ำ ที่มีคนมาเอาเปรียบอลิซมากไปหรือเปล่า คือเขาไม่คิดร้ายกับใครเลย

อลิซเป็นเสาหลักของครอบครัว เขารับภาระที่ค่อนข้างหนัก ช่วงหนึ่งที่คุณพ่อเขาเข้าโรงพยาบาล เขาเครียดนะคะ แต่ไม่แสดงออกให้คนอื่นรู้ ทำให้เราเห็นความเข้มแข็งของเขา อลิซรักครอบครัวมาก เขาใส่ใจทุกคนดีมาก น้องสาว คุณแม่ อยากไปไหน มีเวลาเขาพาไปเที่ยว เวลาไปไหนเขาจะคิดถึงครอบครัว ใครชอบอะไรซื้อมาฝาก และเขาก็ทำแบบนั้นกับเราด้วย

สิ่งที่อลิซเป็นยิ่งทำให้เรามั่นใจว่าเขาเป็นคนดี การที่เราได้อยู่กับคนดีๆ คบคนดีๆ ตอนนี้เราเข้าใจเลยว่า มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เราได้มุมมองดีๆ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาไม่มีความรู้สึกแย่เลย”

“กุ๊กเกล ผู้หญิงเท่” ในสายตาอลิซ

“ยังจำโมเมนต์แรกที่เจอกันบนเครื่องบินไปงานที่ จ.เชียงใหม่ ไม่รู้กุ๊กเกลจะจำอลิซได้ไหม แต่วันนั้นเรานั่งข้างกัน แอบมองเขา เขาหน้าคมสวยมาก จมูกสวยมาก ผ่านไปหลายปีเลยค่ะ ถึงได้มาทำงานฝ่ายผู้ประกาศข่าว

สนิทเพราะออกกำลังกายที่เดียวกัน เมื่อก่อนไปเล่นคนเดียว ก็มีขี้เกียจไปบ้าง พอมีเพื่อนเราก็มีความสนุกที่จะไป วิ่งไม่เบื่อ ได้คุยกับเพื่อนด้วย มีคนแลกเปลี่ยนเรื่องอาหาร เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเราควบคุมน้ำหนักกัน มีผัก น้ำผลไม้ก็เอามาฝากกัน ก็สนิทขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าลำพังหนูเองจะไม่ค่อยพูด แต่โชคดีที่กุ๊กเกลเขามีเรื่องตลกมาเล่าตลอด อยู่กับเขาก็สนุกดี เวลาเขามีปัญหาก็มาเล่าให้ฟัง เราก็รู้สึกดีที่เขานึกถึงเราเวลามีปัญหา เพราะเห็นกุ๊กเกลดูมั่นใจ ร่าเริง แต่เวลาที่เขาเศร้ามีปัญหา เขามักจะอยู่คนเดียว เงียบๆ ชอบคิดมากกว่าหนูหลายล้านเท่า เราต้องชวนเขาทำนั่นนี่ และก็ต้องถามให้เขาระบายออกมาตรงๆ

 สิ่งที่ประทับใจกุ๊กเกล เขามีความเป็นห่วงเพื่อน บางทีไปเที่ยวไหนเขาจะซื้อของมาฝากเพื่อน ซึ่งตรงนี้หนูก็เป็นเหมือนกัน เวลาทำงานเราก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เวลาเราผ่านวัยที่ต้องตัวติดกัน คุยกันตลอด หนูว่าความเป็นเพื่อนมันมีอยู่ตลอด แต่พอต่างคนทำงานชัตดาวน์กันออกไป แต่พอมาเจอกันความรู้สึกก็ต่อกันติด

ในความเป็นเพื่อนที่หนูรับไม่ได้เลย พูดกับเราอีกอย่างพูดกับคนอื่นอีกอย่าง ใส่ร้ายเรา ซึ่งกุ๊กเกลไม่เป็นคนแบบนั้นเลย เขาพูดตรง รู้สึกยังไงก็พูดออกมาเลย ซึ่งหนูชอบ ไม่ใช่มาทำดีใส่กันแต่สุดท้ายไม่สบายใจ มีอะไรบอกกันตรงๆ คบกันสบายใจกว่า อย่างกุ๊กเกลเวลาเขาเงียบ หนูก็จะถามเขาเลยว่าเป็นอะไร เขาก็จะเล่าให้ฟังหมดเลย

 กุ๊กเกลในความรู้สึกหนู เป็นผู้หญิงเท่ ไปไหนไปด้วยได้สบายใจ เขามีความคิดการจัดการที่ไว ไหวพริบดีมากในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลาหนูช้าๆ คิดอะไรไม่ค่อยทัน กุ๊กเกลคิดไวช่วยทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น”

ความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 เสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523477

ความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 เสี่ยงมะเร็งเต้านม

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

โรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย

อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

 ดูเหมือนกับเรื่องมะเร็งเต้านมมีการรณรงค์และให้ความรู้กันเยอะในปัจจุบัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกระตุ้นกันอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะวัยทำงาน

โรคมะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่มีความสัมพันธ์กับการมีระดับเอสโตรเจนในเลือดสูงเป็นเวลานาน โดยเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 1-2 ของโรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง จะเริ่มพบได้ตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป และจะพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนมากจะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

 มะเร็งชนิดนี้เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่ เพราะจะพบได้สูงขึ้นตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป และมีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่พบได้ในอายุต่ำกว่า 40 ปี พบได้เป็นอันดับ 2 ของโรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง โดยคิดเป็นประมาณ 16% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด และจะพบได้ในผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงเป็น 100 เท่า ซึ่งข้อมูลในการรักษามะเร็งเต้านมของผู้ชายนั้นยังมีอยู่น้อยมาก เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อย ในทางการแพทย์จึงอนุโลมให้ใช้วิธีการดูแลรักษาเช่นเดียวกับผู้หญิง

 รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ ศัลยแพทย์ด้านศีรษะ คอ เต้านม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เขียนเรื่องมะเร็งเต้านม ใน SIRIRAJ E-PUBLIC  LIBRARY ในส่วนหนึ่งว่า ก้อนที่เต้านมไม่เจ็บสิน่ากลัว

บ่อยครั้งสาเหตุที่คนไข้มาหาหมอ มาจากก้อนที่เต้านมเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คืออาการเจ็บเต้านม ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านม ส่วนหนึ่งจะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ แต่มักจะลงเอยด้วยการพบหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งมักจะมาพบหมอค่อนข้างเร็ว ผิดกับผู้ที่มีก้อนที่เต้านม คลำได้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บ มักจะปล่อยเอาไว้เพราะคิดว่าไม่เป็นไร

บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ คือมีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม

ดร.พงศธรณ์ ไชยทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) กล่าวว่า สำหรับโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมในคนปกติมีประมาณ 12% (120 คนในประชากร 1,000 คน) แต่ในกลุ่มที่มีความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมถึง 60% (600 คนในประชากร 1,000 คน)

 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีประวัติทางครอบครัวหรือญาติเป็นโรคนี้ เป็นผู้ป่วยที่เป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ มีญาติเป็นมะเร็งตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป จึงต้องมีวิธีการตรวจที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงได้

สำหรับ BRCA1 และ BRCA2 เป็นกลุ่มยีนที่สร้างโปรตีนช่วยซ่อมแซม DNA จึงมีบทบาทช่วยให้ DNA ในเซลล์มีความเสถียร เมื่อมีการกลายพันธุ์ (Mutation) ของยีน BRCA จะส่งผลให้เซลล์มีโอกาสเกิดความผิดปกติของพันธุกรรมได้สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การกลายเป็นมะเร็ง โดยพบว่าการกลายพันธุ์ของยีน BRCA มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่แบบถ่ายทอดทางพันธุกรรม

การตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม (DNA) ในยีน BRCA1 และ BRCA2 สามารถทำได้โดย เก็บตัวอย่างเลือด และส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงทราบผล ผู้ตรวจควรได้รับการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมจากผู้เชี่ยวชาญทางพันธุศาสตร์โรคมะเร็ง ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคลทั้งในด้านส่วนตัวและครอบครัว ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกวิธีและเทคนิคในการตรวจ ความถูกต้องแม่นยำของแต่ละวิธี ทางเลือกการรักษาไม่ว่าผลตรวจจะเป็นบวกหรือลบ หรือได้ผลการตรวจจะเป็นผลไม่ชัดเจน เป็นต้น

ผลการตรวจ BRCA1 และ BRCA2 ถ้าผลเป็นบวก มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ผลเป็นลบ กรณีแรก ผลเป็นลบอย่างแท้จริง คือกรณีที่บุคคลมารับการตรวจมีสมาชิกในครอบครัวที่ตรวจพบความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 หมายความว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะได้รับการถ่ายทอดยีนที่มีความผิดปกติมา แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเลย แต่โอกาสเกิดมะเร็งนั้นมีเท่าๆ กับคนปกติทั่วไป กรณีที่สอง คือ ไม่เคยมีสมาชิกในครอบครัวที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของยีน แม้มีประวัติในครอบครัวเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและ/หรือมะเร็งรังไข่ ในกรณีนี้เมื่อตรวจแล้วผลการตรวจเป็นลบ จะทราบเพียงว่าตรวจไม่พบความผิดปกติที่เคยมีการรายงานในยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ของการตรวจวิเคราะห์ในปัจจุบัน

ผลตรวจที่ไม่ชัดเจน ความผิดปกติของ ยีน BRCA1 หรือ BRCA2 บางรูปแบบยังไม่มีการรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งจะพบได้ประมาณ 10% ของการตรวจทั้งหมด เพราะทุกๆ คนก็จะมีความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็ง

แม้ช่วงเวลาของการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของมะเร็งเต้านมจะผ่านไปแล้ว แต่โรคนี้คือภัยร้ายของผู้หญิงทุกคน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยตรวจหาและป้องกันได้ง่ายขึ้น โดยสามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาและบริการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ได้สะดวกมากขึ้นที่ N Health หรือโทร. 02-762-4000

ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รูปหล่อ ร.9 ศิลปะวิจิตรบรรจง แทนดวงใจตราบนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523475

ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รูปหล่อ ร.9 ศิลปะวิจิตรบรรจง แทนดวงใจตราบนิรันดร์

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ เข้ามาแสวงหาอาชีพ และมุ่งหวังความก้าวหน้าเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นความรับผิดชอบของข้าราชการ กทม. ทุกคนที่ต้องช่วยคลายทุกข์ร้อนให้ผู้คนได้อยู่ดีมีสุข

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ยังคงทำหน้าที่ขะมักเขม้นแข็งขันคอยช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่าง ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ได้สั่งสมประสบการณ์ในสายงานวิศวกรรมโยธา กระทั่งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักการโยธา จากนั้นก้าวเข้าขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง

 ด้วยผลงานโดดเด่น เชื่อมโยงการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารกับข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดี จึงได้รับความไว้วางใจจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เลือกให้ขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.ในที่สุด

ทวีศักดิ์ เริ่มต้นเล่าถึงความประทับใจครั้งเข้าเฝ้าฯ ถวายงาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2554 เรื่องการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดรอบโรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ด้านงานวิศวกรรม โดยวางแผนให้ทำโครงการต่อขยายสะพานอรุณอมรินทร์พร้อมทางขึ้น-ลง

 “โครงการนี้จะสามารถรองรับปริมาณการจราจรในอนาคต ลดการติดขัดบริเวณทางแยก และทางเข้า-ออก โรงพยาบาลศิริราช เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อโรงพยาบาล โดยพระองค์ท่านทอดพระเนตรแผนที่แสดงโครงการอย่างตั้งใจ และสอบถามข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องทุกด้านอย่างละเอียด

 “เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้พระองค์ท่านจะประทับอยู่ที่โรงพยาบาล แต่พระองค์ท่านก็ยังคงทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งพระองค์ท่านมีคำแนะนำด้วยความเป็นกันเอง เข้าใจปัญหาความเดือดร้อน ผมจำได้ดีว่าบรรยากาศในขณะนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งยังตราตรึงไม่ลืมเลือน” ทวีศักดิ์ กล่าว

เมื่อกล่าวถึงของรักของสะสม รองผู้ว่าฯ กทม.ผู้นี้บอกว่า รูปหล่อสำริด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือของรักที่เก็บรักษาไว้อย่างดี ตั้งไว้เคารพบูชาทั้งที่บ้านและที่ห้องทำงาน

 ชิ้นแรกเป็นรูปปั้น ร.9 ขณะทรงผนวช ในอิริยาบถยืนสงบนิ่ง ขนาด 15 คูณ 16.5 คูณ 62 เซนติเมตร อัญเชิญภาพเหตุการณ์ระหว่างออกรับบิณฑบาตจากประชาชนทุกแห่ง โดยไม่สวมฉลองพระบาท เมื่อปี 2499 มาเป็นต้นแบบ เพราะท่านทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

งานปั้นทุกชิ้นทำขึ้นโดย วัชระ ประยูรคำ ประติมากรที่จบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สร้างผลงานประติมากรรมรูปเหมือนต้นแบบ เป็นผู้ปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มากที่สุดในประเทศไทย เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านในหลายด้าน กระทั่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาผ่านงานปั้นอย่างวิจิตรบรรจง ให้ชื่องานว่า “ธรรมราชา” (พระราชาผู้ทรงธรรม) มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถถอด ฉลองพระเนตร (แว่นตา) ได้ ถือว่าเป็นชิ้นงานที่รักมากที่สุด เพราะต้องเสาะแสวงหาด้วยความตั้งใจอย่างมาก

ทวีศักดิ์ กล่าวว่า พระบรมรูปที่ปั้นโดยวัชระ สามารถเก็บรายละเอียดสำคัญเล็กน้อยได้ครบถ้วน อาทิ เม็ดเหงื่อที่เกิดจากการทรงงาน สัดส่วนของลำคอ กล้ามเนื้อ เนื่องจากพระองค์ทรงมีรูปร่างอย่างนักกีฬา รอยยิ้ม ไปจนถึงแววตาทั้งสองข้างที่ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดได้ถ่ายทอดอารมณ์เสมือนจริง ทำให้เกิดคุณค่าของชิ้นงานได้เป็นอย่างดี

สำหรับรูปปั้นชิ้นที่ 2 ได้รับการปั้นอย่างพิถีพิถัน มีความสูงประมาณ 2 ฟุต ตั้งบนฐานตั้งหินอ่อนสั่งทำพิเศษ ในอิริยาบถขณะเป่าแซกโซโฟน มีสีที่แตกต่างกันระหว่างรูปหล่อสำริดกับแซกโซโฟนที่มีสีทองเด่นชัดออกมา เสื้อสูทเรียบร้อยสมจริง ส่วนด้านหลังรูปปั้นจะมีเลข 9 ไทย ลักษณะพลิ้วไหวโดดเด่น พร้อมลงลายเซ็นของประติมากรวัชระ ไว้ด้วย

 “สะท้อนถึงความทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี พระราชนิพนธ์เพลงทั้งสิ้น 48 เพลง ทุกเพลงล้วนมีทำนองไพเราะ ประทับใจผู้ฟัง สอดคล้องกับเนื้อร้อง ซึ่งมีคตินานัปการ และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งส่วนตัวมีความภูมิใจมากที่ได้รับมาองค์หนึ่ง พร้อมใบประกาศและลายเซ็นของอาจารย์วัชระ ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงเชื่อว่างานศิลป์เช่นนี้ไม่มีการทำขึ้นอีก และไม่ใช่ใครจะมีได้ง่ายๆ”

ทั้งนี้ ทวีศักดิ์ บอกว่า รูปปั้นหล่อสำริดทุกแบบจะถูกหล่อขึ้นเพียง 99 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่ได้แบ่งมาส่วนหนึ่ง เพราะงานปั้นจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใดขึ้นอยู่ที่ช่างฝีมือ ราคาก็ไม่ได้ระบุ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าทางจิตใจ

“สำหรับชิ้นงานที่ใฝ่ฝันอยากได้มากที่สุดคือ รูปหล่อสำริดภาพของคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ รอรับเสด็จพร้อมดอกบัวสายสีชมพู ตั้งแต่เช้าจนบ่ายทำให้แสงแดดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย เมื่อในหลวงเสด็จฯ มาถึง ตรงมาที่คุณยายได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจนเหนือศีรษะ แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงโน้มพระองค์ลงมาจนพระพักตร์เกือบชิดกับศีรษะของคุณยาย ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชาวภาคอีสานอย่างนุ่มนวล แต่งานชิ้นนี้เรียกได้ว่าหายากมาก”

 ทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องด้วยพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทั่วเหนือจรดใต้ และพระองค์ท่านทรงงานทุกวัน ทำงานอย่างเข้าถึงประชาชน ทำให้รู้สึกว่าพระองค์ท่านคือแบบอย่างของผู้ที่ปิดทองหลังพระ ในฐานะของคนเป็นข้าราชการที่ต้องช่วยเหลือทุกข์ร้อนให้กับประชาชนต่อไป จึงอยากจดจำท่านเป็นแบบอย่างดีงามไปชั่วนิรันดร์

4 เคล็ดลับดูแลผิวสวยในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 17:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523360

4 เคล็ดลับดูแลผิวสวยในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแล้ว แต่แสงแดดก็ยังคงอยู่ ดังนั้นไม่ควรละเลยการดูแลผิว

ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มมาเยือนประเทศไทยเบาๆ แล้ว แต่ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแค่ไหน แสงแดดประเทศไทยก็ยังคงอยู่ รังสียูวียังพร้อมจะทำร้ายผิวเราเสมอ ดังนั้นการดูแลผิวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผิวสวยอยู่กับเราในทุกฤดูกาล

1. อย่าอาบน้ำร้อนจัด – ยิ่งอากาศเย็นๆ แบบนี้ บางคนอาจจะชอบอาบน้ำร้อนๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน แต่น้ำร้อนเป็นตัวการทำให้ผิวแห้ง ควรอาบน้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นแทน

2. ทาครีมบำรุงผิว – ไม่ควรละเลยการทาโลชั่นเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ หรืออาจให้เบบี้ออยล์ชะโลมบางๆ ตอนที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อให้ผิวดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

3. ทาครีมกันแดด – นอกจากบำรุงแล้ว การปกป้องผิวจากแสงแดดก็เป็นสิ่งที่ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะแม้อากาศจะหนาว แต่แดดก็ยังคงแรงอยู่ ดังนั้นหากขาดการทาครีมกันแดด รังสียูวีก็พร้อมที่จะทำร้ายผิวเราได้เสมอ

4. ดูแลริมฝีปากและมือ – นอกจากผิวกายแล้ว ยังมีผิวส่วนอื่นๆ อย่างเช่น ริมฝีปาก มือและเล็บ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ และใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความแห้งกร้าน แม้อากาศจะเย็นก็ไม่หวั่น

4 สมุนไพรไทยช่วยให้สุขภาพดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 16:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523355

4 สมุนไพรไทยช่วยให้สุขภาพดีมีประโยชน์

สมุนไพรไทย นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้รสกลมกล่อมแล้ว ยังบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

สมุนไพรเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้มีรสจัดจ้านกลมกล่อมแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังมีสรรพคุณในด้านการบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

1. ใบกะเพรา – สามารถนำมาใช้รักษาอาการไข้และมีฤทธิ์ขับลมได้เป็นอย่างดี จนมีการพัฒนาต่อเป็นยาไทยชื่อว่ายาประสะกะเพรา นอกจากนั้น ใบกะเพรายังถือเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เป็นไข้

2. ผักชี – นอกจากอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และโปรตีนแล้ว ยังมีสรรพคุณในการช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร มีฤทธิ์สำคัญในการขับโลหะหนักโดยเฉพาะปรอทออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ จึงถือว่าผักชีเป็นผักที่ช่วยขับสารพิษ

3. ใบมะกรูด – มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาอาการไอและมีเสมหะ ทั้งยังช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย สามารถนำมาถูฟันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพฟันให้แข็งแรง

4. พริก – ความเผ็ดมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยจะมีสารที่เรียกว่าแคปไซซิน (Capsaisin) ที่นอกจากจะทำหน้าที่ให้ความเผ็ดแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ต้านมะเร็งและลดระดับน้ำตาลในเลือด

5 ประโยชน์ของโยเกิร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 15:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523348

5 ประโยชน์ของโยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยหลากหลายคุณประโยชน์ ควบคู่กับความอิ่มอร่อย

เทรนด์สุขภาพในช่วงนี้หลายคนหันมาใส่ใจกับการทานอาหารมากขึ้น โยเกิร์ตก็เป็นอีกสิ่งที่สามารถทานเล่นได้โดยไม่อ้วน แถมยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ควรเลือกทานโยเกิร์ตแบบไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือรสธรรมชาติ เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มๆ อร่อยด้วย สุขภาพแข็งแรงด้วย

1. ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร – ในโยเกิร์ตจะมีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม กระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหาร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารได้ โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินบี

2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน – แลคโตบาซิลลัสยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายรวมทั้งเชื้อรา สร้างไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

3. เสริมสร้างกระดูก – โยเกิร์ตเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนชั้นยอด จึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรงได้

4. ต้านสารก่อมะเร็ง – สารอาหารในโยเกิร์ตสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิตสารก่อมะเร็ง และยังทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่ต้านมะเร็งได้ดี

5. ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ – โยเกิร์ตช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด สามารถป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้

4 อาหารเช้ามากคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 13:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523333

4 อาหารเช้ามากคุณประโยชน์

แนะนำเมนูอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหาร พรุ่งนี้เช้าทานอะไรดี เตรียมจด

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่เรียกได้ว่าจำเป็นที่สุดในบรรดามื้ออาหารตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอาหารมื้อแรกของวันหลังจากเรานอนหลับพักผ่อนติดกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาหารมื้อนี้ก็จะเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญที่จะมาเลี้ยงสมองของเรา และให้พลังงานเพื่อให้เรามีแรงทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารเช้าที่ได้สารอาหารครบถ้วน อยู่ท้อง และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

1. โจ๊กหมู – ในโจ๊ะมีทั้งขิงที่ช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ ต้นหอมช่วยลดไขมันและควบคุมน้ำตาล ส่วนปลายข้าวแท้ๆ จะมีจมูกข้าวทำให้เราได้วิตามินอี และแกมมา ออริซานอล ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์

2. ต้มเลือดหมู – อีกหนึ่งอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก ส่วนใบตำลึงมีวิตามินซี ซึ่งธาตุเหล็กและวิตามินซีต้องอาศัยซึ่งกันและกันในการดูดซึม นอกจากนั้นยังมีคอลลาเจนในน้ำต้มกระดูกหมูด้วย

3. ข้าวเหนียวหมูปิ้ง – เมนูโปรดของเด็กๆ หลายคนที่ให้พลังงานเพียงพอต่อร่างกาย เพราะข้าวเหนียวมีกลูเตนหรือไฟเบอร์ ทำให้อยู่ท้อง ยิ่งเป็นข้าวเหนียวดำจะมีโอพีซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ส่วนหมูควรหลีกเลี่ยงมันและส่วนที่ไหม้ เพราะอาจเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ขนมปังและไข่ดาว – อาหารเช้าที่เหมาะกับคนวัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง เพราะให้พลังงานสูง ควรเลือกขนมปังโฮลวีต และไข่ดาวน้ำ ไข่ลวก หรือไข่ต้ม เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง มีส่วนช่วยกระตุ้นสมอง หากโรยพริกไทยยิ่งกระตุ้นการเผาผลาญและลดไขมันอีกด้วย

5 เคล็ดลับการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523309

5 เคล็ดลับการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย

ผู้ชายสมัยใหม่ต่างลุกขึ้นมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น การทำให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

สมัยนี้ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ชอบดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ผู้ชายสมัยใหม่เขาก็หันมาดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งสำหรับผู้ชายบางคนที่ยังมองว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องยุ่งยาก อยากให้ลองมาดูเคล็ดลับในการดูแลตัวเองง่ายๆ ตั้้งแต่ศีรษะจรดเท้า ที่จะช่วยให้การดูแลตัวเองให้ดูดีไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. เส้นผม – สำหรับผู้ชายที่มักจะมีหนังศีรษะมัน การใช้สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมจะยิ่งทำให้หนังศีรษะมันยิ่งขึ้น ลองหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและจัดแต่งทรงผมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อ่อนโยนต่อเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น โจโจบาออยล์ ทีทรีออยล์ คาโมไมล์ หรือยูคาลิปตัส แทน

2. ดวงตา – ใครที่ดูบอลหรือทำงานดึกเป็นประจำ ลองนำถุงชาที่เย็นแล้วมาประคบใต้ตาทิ้งไว้ประมาณ 5 – 15 นาที จะช่วยลดอาการคล้ำและบวมได้ เพราะคุณสมบัติที่ช่วยให้หลอดเลือดบีบตัว จะช่วยให้ผิวรอบดวงตากระชับขึ้น

3. ผิว – สำหรับผู้ชายที่ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่จนผิวแห้งกร้าน นานๆ ทีก็ควรหาเวลาสครับผิวบ้าง โดยสามารถทำได้ง่ายๆ อย่างการใช้น้ำตาลทรายแดงผสมน้ำผึ้ง สครับให้ทั่วทั้งตัวประมาณ 5 – 10 นาที แล้วล้างออก จากนั้นบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงผิวตามปกติ

4. มือและเท้า – เรื่องของเล็บมือเล็บเท้าถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ควรตัดเล็บมือเล็บเท้าให้ดูสั้น และสะอาดอยู่เสมอ เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแล แนะนำให้ใช้วาสลีนมาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเล็บและส้นเท้าก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันส้นเท้าแห้งแตกและบำรุงเล็บให้ชุ่มชื้น

5. กลิ่น – สำหรับรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนังมักเกิดกลิ่นอับจากเหงื่อ ให้ลองใช้ซองกันชื้นที่มากับขนมมาช่วยดูดความชื้นและกลิ่บอับ โดยนำซองกันชื้นใส่ไว้ในรองเท้าก่อนนำเก็บเข้าตู้ทุกครั้ง และที่สำคัญควรซักถุงเท้าให้สะอาดก่อนนำมาสวมใหม่ทุกครั้ง

6 วิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อให้ห่างไกลโรคอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523157

6 วิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อให้ห่างไกลโรคอ้วน

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้จริง และช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

ความอ้วนเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่การจะลดน้ำหนักแต่ละครั้งก็ดูเป็นเรื่องที่หนักหนา ดังนั้นการลองปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันทีละเล็กทีละน้อย ให้ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ย่อมสามารถทำได้จริงกว่าการโหมออกกำลังกายหนักๆ หรือการอดอาหาร แล้วล้มเลิกไปกลางคัน นอกจากจะไม่ดีต่อร่างกายแล้ว ยังอาจจะส่งผลให้กลับมาอ้วนมากกว่าเดิมด้วย

1. ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ – อาจมีบางครั้งที่เราใช้ชีวิตเพลิน เผลอตามใจปากไปบ้าง การชั่งน้ำหนักบ่อยๆ ลองสำรวจขนาดเสื้อผ้า จะช่วยเตือนเราว่าถึงเวลาที่ต้องลดความอ้วนบ้างหรือยัง

2. ตั้งเป้าหมายที่แน่วแน่ – หากคิดที่จะลดน้ำหนักแล้ว ควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไปเลยว่าอยากลดกี่กิโล หรือจะออกแบบการทานอาหารยังไง และเมื่อทำสำเร็จก็ควรให้รางวัลตัวเองบ้างเล็กน้อย

3. แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย – การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่หนักๆ ให้ลองขยับตัวบ่อยๆ ปรับเปลี่ยนจากการนั่งรถเป็นเดิน จากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ส่งผลต่อร่างกายของเราเช่นกัน

4. ทานอาหารให้หลากหลาย – การเลือกทานอาหารที่ดีไม่ใช่การงดอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างลดแป้ง หรือลดไขมันไปเลย แต่คือการบาลานซ์ทุกสารอาหารอย่างเหมาะสม ทานอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม

5. เลือกทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด – ควรเลือกทานอาหารที่สดใหม่ที่สุด ไม่ควรทานแต่อาหารแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง เนื่องจากจะไม่ได้รับสารอาหารเท่าอาหารปรุงสุกใหม่ หรืออย่างผักผลไม้ หากเป็นไปได้ก็ควรเลือกทานผักผลไม้มากกว่าน้ำผักหรือน้ำผลไม้ที่ผ่านการสกัดมาแล้ว

6. เคี้ยวให้ช้าลง – การเคี้ยวอาหารให้ช้าลงมีผลดีทั้งต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้อาหารละเอียดและย่อยง่ายขึ้น รวมไปถึงทำให้อิ่มไว้อีกด้วย นอกจากนั้นควรหยุดทานเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว ไม่ควรเสียดายและฝืนทานจนหมด