3 วิธีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 16:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523151

3 วิธีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี

น้ำเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับผู้ที่อยากมีสุขภาพที่ดี โดยปริมาณของน้ำดื่ม และเวลาในการดื่มน้ำ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

1. ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว เนื่องจากยิ่งดื่มน้ำมากก็ยิ่งขับถ่ายของเสียได้ดีมากขึ้น ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น และสามารถช่วยลดความเครียดได้

2. ควรดื่มน้ำหลังจากเพิ่งตื่นนอน ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังอาหาร 1 ชั่วโมงในแต่ละมื้อ รวมไปถึงก่อนนอน 1 ชั่วโมง ซึ่งวิธีในการดื่มไม่ได้ตายตัว แต่ไม่ควรดื่ม 8 แก้วรวดเดียว เพราะจะทำให้โซเดียมในเลือดลดลง ทำให้กระหายน้ำยิ่งขึ้น

3. สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนออกกำลังกาย 10 นาที และดื่มน้ำ 2 แก้วหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่พอเพียงในแต่ละวัน

4 วิธีกินอย่างไรให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 15:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523141

4 วิธีกินอย่างไรให้สุขภาพดี

เคล็บลับการทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพที่ดีล้วนเกิดขึ้นจากตัวเราทั้งสิ้น และสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ รู้จักออกแบบการทานอาหารให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง การเลือกทานอาหารจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกาย หากอยากมีสุขภาพที่ดีแล้วล่ะก็ เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

1. ห้ามงดแป้ง – คาร์โบไฮเดรตถือเป็นสารอาหารที่สำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกาย ยิ่งต้องการสารอาหารประเภทนี้ไปเพิ่มพลังงาน โดยให้เลือกทานคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวโอ๊ต ผลไม้สด ข้าวกล้อง ข้าวเมล็ดยาว ถั่วต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณค่าทางสารอาหารสูงด้วยเช่นกัน

2. ทานไขมันดี – ไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัว มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากสกัดได้จากพืช ช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ สามารถหาได้จากถั่วต่างๆ เมล็ดพืช มะกอก น้ำมันมะกอก อโวคาโด้ ผักใบเขียว รวมถึงปลาทะเลน้ำลึก

3. ทานโปรตีน – ร่างกายต้องการการซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ทั้งนักวิ่งและนักกีฬาต่างก็ต้องรักษาระดับการบริโภคโปรตีนให้เหมาะสมอยู่เป็นประจำ เพื่อรักษาลักษณะกล้ามเนื้อที่ไร้ไขมันไว้ ซึ่งโปรตีนพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่มีไขมัน เนื้อสัตว์ปีก ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ ถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วเลนทิล และถั่วต่างๆ

4. ระวังอย่าให้ขาดวิตามิน – วิตามินและแร่ธาตุช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย ในขณะที่เครื่องดื่มสำหรับการออกกำลังกายและน้ำเปล่า จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและความร้อนในร่างกาย รวมทั้งชดเชยภาวะการสูญเสียน้ำได้

5 สิ่งที่ควรพกติดตัวก่อนออกวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 14:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523126

5 สิ่งที่ควรพกติดตัวก่อนออกวิ่ง

เคล็ดลับการเริ่มต้นออกวิ่งอย่างปลอดภัยและราบรื่น เพื่อไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้

หลายคนอาจจะอยากเริ่มต้นออกกำลังกายโดยการวิ่ง เพราะการวิ่งนอกจากจะเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือดด้วย การที่จะวิ่งได้อย่างราบรื่น สนุก และปลอดภัย อาจต้องอาศัยการเตรียมตัวเล็กๆ น้อยๆ ก่อนออกวิ่ง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

1. ความมุ่งมั่น – ก่อนเริ่มต้นออกวิ่ง จิตใจถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คุณอาจจะเคยออกกำลังกายแบบอื่นแล้วล้มเหลวมาก่อน หรือเคยวิ่งแล้วล้มเลิกไป ขอให้เรียกความตั้งใจเหล่ากลับมาใหม่ มุ่งมั่น และคิดว่าเราต้องทำได้

2. เพื่อนร่วมทาง – ถึงแม้ว่าการวิ่งจะเป็นกิจกรรมที่สามารถทำคนเดียวก็ได้ แต่การมีเพื่อนร่วมทางวิ่งไปด้วยกันจะช่วยให้เราสามารถวิ่งได้นาน แถมยังสนุกสนานและได้สังคมเพิ่มขึ้นด้วย

3. รองเท้าวิ่ง – รองเท้าวิ่งเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการออกวิ่ง ควรเลือกรองเท้าที่พอดีกับขนาดเท้าของตัวเอง น้ำหนักเบา ซัพพอร์ตและรองรับแรงกระแทกได้ดี เพื่อลดการบาดเจ็บระหว่างวิ่ง

4. เสื้อผ้า – การใส่ชุดออกกำลังกายสวยๆ ก็มีส่วนช่วยให้เรามีความสุขกับการวิ่งมากขึ้นได้ นอกจากนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่กระชับ ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว หรืออาจเตรียมหมวกไว้สวมกันแดดด้วยก็ได้

5. ขวดน้ำ – เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเสียน้ำมาก และแน่นอนว่าอาการขาดน้ำก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับนักวิ่งที่ดีทุกคน ดังนั้นหากวิ่งติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ควรมีขวดน้ำเล็กๆ ที่สามารถถือขณะวิ่งได้ หรือเอาคาดเอวพกติดตัวไปด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

4 วิธีดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523096

4 วิธีดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ

เคล็ดลับการดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ มีอาการแพ้ ระคายเคือง

ผิวที่ดูเหมือนจะแข็งแรงอาจถูกทำร้ายให้อ่อนแอลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากทุกสิ่งรอบตัว เช่น การสัมผัสผิว แสงแดด มลภาวะ สารเคมีที่อาจปนอยู่ในสกินแคร์บางชนิด ล้วนมีส่วนที่จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจมีอาการแสบ คัน แดง ลอกเป็นขุย หรือขึ้นผดผื่น ในช่วงนั้นผิวจะต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้สุขภาพผิวที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงไปกว่าเดิม

1. ใช้โฟมล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ง่าย – ในช่วงที่ผิวอ่อนแอควรเปลี่ยนไปใช้โฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน สำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ห้ามล้างหน้าแค่น้ำเปล่า เนื่องจากน้ำเปล่าอาจไม่สามารถล้างสิ่งตกค้างได้หมด แล้วจะทำให้ผิวยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

2. ห้ามหยุดทาครีม – บางคนอาจจะคิดว่าเมื่อผิวเกิดการระคายเคือง ก็ควรหยุดใช้สกินแคร์ทุกอย่างเพื่อพักผิว แต่จริงๆ แล้วควรหยุดใช้ตัวที่แพ้ แล้วเปลี่ยนมาใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้แทน เนื่องจากผิวยังคงต้องการการบำรุงให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ผิวแห้งลอกและระคายเคือง

3. งดสครับผิว – ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจมีอาการผิวแห้งลอกเป็นขุยอยู่แล้ว เม็ดสครับมีส่วนทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้ ดังนั้นควรงดสครับไปจนกว่าผิวจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

4. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด – รังสียูวีถือเป็นอีกตัวการที่จะมาทำร้ายผิว โดยฉพาะในช่วงที่ผิวอ่อนแอ ยิ่งต้องระวังไม่ให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดช่วงสายถึงบ่าย ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง สามารถกันได้ทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบี อาจเลือกครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนที่ไม่ผสมน้ำหอมและแอลกอฮอล์ร่วมด้วยก็ได้

ลึกถึงแหล่ง… เส้นทางผักผลไม้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523077

ลึกถึงแหล่ง... เส้นทางผักผลไม้ปลอดภัย

คนไทยยังบริโภคผักผลไม้ต่ำกว่าข้อแนะนำที่องค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ 400 กรัม/วัน และการเข้าถึงผักผลไม้ปลอดภัยยังมีน้อย ปัจจัยดังกล่าวทำให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันให้เพิ่มอัตราการบริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอตามคำแนะนำ เพื่อขานรับปีแห่งการบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย และจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องโภชนาการ

สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงร่วมจัดการประชุมวิชาการเรื่อง “กินผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพ” เพื่อนำความรู้มานำเสนอต่อสาธารณะ ตลอดจนเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการ ผู้ผลิต และผู้บริโภค เน้นการมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทานและเข้าใจให้ลึกถึงแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย

ข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า พื้นที่ส่วนของภาคการเกษตรทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นข้าว รองลงมาคือพื้นที่ปลูกผลไม้และสวนผักรวมไปถึงไม้ดอกและไม้ ประดับเพียง 1% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งแหล่งขายผักผลไม้หลักๆ หากเป็นเกษตรกรรายย่อยจะเป็นตลาดสด ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างค้าปลีกต่างๆ จากการสำรวจยังพบว่าผักและผลไม้ในประเทศก็ยังมีสารพิษตกค้าง ซึ่งอาจสร้างความไม่เชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ต่อไปนี้คือ 2 โมเดลของการบริหารจัดการเพื่อส่งผักผลไม้ปลอดภัยให้ถึงมือผู้บริโภค

ผักโครงการหลวงอยู่ดีกินดีอย่างปลอดภัย

จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้ปลูกไม้เมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่นและการแผ้วถางป่าทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาบนที่สูง จนเป็นผักผลไม้ในโครงการหลวง วันนี้โครงการหลวงก้าวเข้าสู่ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าผลผลิตที่วางขายในร้านโครงการหลวงมีความปลอดภัย เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

เมธัส กิจโอภาส ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง ให้คำตอบว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริ ส่งเสริมให้ปลูกผักเมืองหนาวให้นักวิชาการทางด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ และ จ.เชียงใหม่ ทำการวิจัยและพัฒนาให้ที่ดินบนภูเขาสามารถปลูกพืชผักเหล่านี้ได้ พระองค์ท่านใช้กลไกด้านเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหายาเสพติดและปากท้องไปพร้อมกัน “เมื่อชาวเขามีรายได้เพียงพอ เขาก็ไม่ทำลายป่า เขาก็มีความสุขและเขาก็ดูแลป่า เรียกว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกไม่รู้กี่สิบตัว”

หากจะทำอย่างไรให้ผักของโครงการหลวงเป็นของดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร ดังนั้น จึงมีมาตรฐานการเกษตรที่ปลอดภัย หรือจีเอพี มาตรฐานนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โครงการหลวงมีทั้งหมด 39 ศูนย์ มีเกษตรกรเป็นสมาชิกอยู่ ประมาณ3 หมื่นคน กระจายตัวอยู่ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ โครงการหลวงนำมาตรฐานเหล่านี้เข้าไปให้เกษตรกรใช้ปลูก เพื่อที่จะนำมาตรฐานเหล่านี้ไปสื่อสารกับผู้บริโภคถึงคุณภาพความปลอดภัย

ในมาตรฐานความปลอดภัยมีรายละเอียดหลายอย่าง เราไม่ได้พูดถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว เราต้องพูดถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรผู้ปลูกด้วย เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกของเราอยู่ที่สูง ซึ่งหมายถึงต้นน้ำ การใช้สารเคมีมากๆ จะส่งผลกระทบต่อพื้นราบทั้งหมด น้ำจากปิง วัง ยม น่าน ลงมาสู่ภาคกลางและไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย ฉะนั้น การจัดการอย่างโครงการหลวงณ ปัจจุบันมีการจัดการหลายแบบ เพื่อที่จะทำให้ใช้สารเคมีน้อย ได้คุณภาพและผลผลิตสูงและในราคาที่ดี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราทำ ระดับความปลอดภัยที่โครงการหลวงทำคือ เราทำระบบจีเอพีผักปลอดภัยระดับออร์แกนิก

โครงการหลวงมีผักอยู่ประมาณ 150 ชนิด ต้องมีการวางแผนในระดับเกษตรกรทุกคนว่า 1 ปี จะปลูกกะหล่ำปลีต่อเนื่องทั้งปีไม่ได้ ถ้าปลูกเกิน 3 ครั้ง เริ่มมีโรคสะสมจะแนะนำให้ปลูกพืชชนิดอื่นคั่น การตรวจสอบมาตรฐานต้องทดสอบทุกวัน ในเวลาก่อนเก็บผลผลิต 1 สัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปที่แปลงของเกษตรกรที่มีคิวในการเก็บ เพื่อเก็บตัวอย่างผักมาทดสอบ ถ้ามีสารเคมีตกค้างเราไม่ให้เก็บ รอจนกระทั่งพร้อม แต่เมื่อเก็บผักและทำการจัดส่งไปแล้วจะทำการตรวจหาสารเคมีอีกครั้ง หากพบว่ามีสารเคมีโครงการหลวงก็จะไม่ขอรับผักจากเกษตรกร หากเจอระหว่างการขนส่งก็จะทำลายทันที ซึ่งต้องสร้างมาตรฐานและสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและโครงการหลวง

เมธัส เล่าต่อว่า การจัดการของโครงการหลวงจะมีเจ้าหน้าที่อยู่บนดอยทั้ง 39 ดอย เจ้าหน้าที่อารักขาพืช เรียกว่า หมอพืช เจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นเหมือนหมอให้กับพืชคือ ต้องจ่ายยา จดบันทึกการใช้ยา ทั้งชนิดและปริมาณ ทั้งสารเคมีและสารชีวภัณฑ์ รวมทั้งวินิจฉัยเรื่องการใช้แมลงลงไปแก้ปัญหาศัตรูพืชอย่างปลอดภัย มีคิวว่าจะเก็บวันไหนถ้ามาพืชไปตรวจแล้วพบว่าไม่มีสารเคมีก็ยืนยันให้เก็บ

“สำหรับเกษตรกรในโครงการหลวงขนาดของพื้นที่ที่เกษตรกรใช้เพาะปลูก แต่ละครอบครัวจะไม่เกิน 5 ไร่ หนึ่งครอบครัวสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพื้นที่ใน 1 แปลงจะบริหารจัดการอย่างไรบ้าง เพื่อให้สารเคมีถูกใช้น้อยที่สุด โดยในพื้นที่ 5 ไร่ของเขาต้องมีไม้ผล เช่น อโวคาโด ลูกพลับ มะม่วง แล้วความสูงของพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกัน มีการปลูกผัก ซึ่งผักจะกลายเป็นรายได้ที่เข้ามาทุกเดือน ผลไม้หรือไม้ผลอาจจะสร้างรายได้ให้ปีละหนึ่งครั้ง ปลูกไม้ไผ่เป็นไม้ใช้ประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรือน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้รายได้ของเกษตรกรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดว่าเกษตรกรในโครงการหลวงจะปลูกผักอะไร ขึ้นอยู่กับตลาดและการสำรวจความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งทางโครงการหลวงมีหน้าร้านที่สามารถสอบถามความต้องการของผู้บริโภคของผู้ซื้อได้โดยตรง”

ตลาดศรีเมืองโมเดลผักปลอดภัยในตลาดค้าส่ง

กฤช รังสิเสนา ณ อยุธยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส กรุ๊ป กล่าวว่า ตลาดศรีเมืองก่อตั้งเมื่อปี 2537 จากตลาดเล็กๆ ข้างสถานีขนส่ง ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมผลผลิตทางการเกษตรจากทั่วทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันตกมีพื้นที่กว่า 271 ไร่ มีผักเข้าตลาดวันละไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 ตัน ผลไม้วันละ 1,200 ตัน ผลผลิตที่มารวมที่ตลาดศรีเมืองจะส่งไปยังตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ลงภาคใต้ ภาคตะวันออก อีสาน และกรุงเทพฯ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมา เป็นต้น

“ชาวราชบุรีส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่บรรพบุรุษและตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน แต่เป็นการเกษตรแบบเก่าที่ยังใช้สารเคมีเพื่อให้ผักผลไม้สวยงาม แต่ส่งผลร้ายคือมีสารพิษตกค้างในปริมาณสูง และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรเองด้วย เมื่อปี 2540 ตลาดเริ่มเก็บข้อมูลของผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด พบว่ามีสารปนเปื้อนสูงถึง 40% ทำให้เกิดยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย ตั้งทีมงานผ่ายพัฒนาการผลิต ลงพื้นที่ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรใน จ.ราชบุรี 26 กลุ่ม ซึ่งมีกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของผักผลไม้ปลอดสารพิษ

นอกจากนี้ ยังประสานกับหน่วยงานภาครัฐ จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการใช้อินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมการตรวจสอบหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปี 2542 ตลาดศรีเมืองสร้างห้องแล็บไว้ในตลาด เพื่อตรวจสอบสารพิษในผักผลไม้ โดยใช้ชุดตรวจของกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์”

ปัจจุบันมีการสุ่มตรวจหาสารปนเปื้อนทุกวันพบสารเคมีและสารปนเปื้อนไม่ถึง 0.1% มีบาร์โค้ดสำหรับผู้ผลิตแต่ละราย เกษตรกรจะมีรหัสประจำกลุ่ม สุ่มตรวจทุกเช้า เก็บตัวอย่าง มีเลข พบหรือไม่พบจะแจ้งกลับทุกครั้ง หากพบจะแจ้งกลับไปยังเกษตรกรหรือฟาร์ม ทำให้ตลาดศรีเมืองเป็นตลาดค้าส่งแห่งเดียวที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งขณะพยายามพัฒนาคิวอาร์โค้ดให้ง่ายขึ้น ตั้งเป้าเป็นฮับของอาหารปลอดภัยในเออีซี

3 เทคนิคการเลือกรองเท้าคู่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522942

3 เทคนิคการเลือกรองเท้าคู่ใจ

เทคนิคการเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ดี

รองเท้าถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน นอกจากจะเลือกที่ดีไซน์สวยถูกใจ เหมาะกับการใช้งานแล้ว ปัจจัยอื่นๆ ในแง่สุขภาพก็สำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากบริเวณฝ่าเท้าเป็นจุดศูนย์รวมเส้นประสาทมากมาย จึงไม่ควรละเลยการดูแลฝ่าเท้าด้วย

1. ขนาดรองเท้า – สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกรองเท้าคู่ใจสักคู่ คือการเลือกร้องเท้าที่ใส่พอดีกับเท้าของเรา ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป ควรเลือกทรงรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้า และที่สำคัญควรลองสวมและเดินดูในร้านให้แน่ใจก่อนว่าสวมใส่ได้พอดี

2. เวลาในการลองรองเท้า – ในทุกๆ วันเท้าของเรามีการขยายและหดตัวในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเลือกซื้อรองเท้าก็คือ ช่วงบ่ายหรือเย็น เพราะเป็นช่วงเวลาที่เท้ามีการขยายมากที่สุด

3. น้ำหนักของรองเท้า – รองเท้าที่ดีควรมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เดินได้ง่าย และสามารถเดินได้นานขึ้น อาจเลือกที่มีเทคโนโลยีซัพพอร์ตเท้าด้วยก็ได้เช่นกัน

5 วิธีสร้างสุขภาพดีอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 16:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522932

5 วิธีสร้างสุขภาพดีอย่างมีความสุข

เคล็ดลับการมีสุขภาพที่ดีแบบไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป

หากอยากมีสุขภาพที่ดี หลายคนมักจะคิดถึงการออกกำลังกายเป็นอันดับต้นๆ จริงอยู่ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง แต่ในขณะเดียวกัน การมีสุขภาพที่ดีสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกรับประทานอาหารด้วย ซึ่งการสร้างพฤติกรรมสุขภาพแบบไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป จะช่วยให้เราสามารถทำได้จริง มีสุขภาพกายที่ดี และสุขภาพจิตที่ดีควบคู่กันไปด้วย

1. อย่าอดอาหาร – หากอยากควบคุมน้ำหนักแนะนำว่าให้เลือกกินอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะ ห้ามอดอาหาร ให้รางวัลตัวเองด้วยขนมหรือของอร่อยบ้าง แต่ควรจำกัดปริมาณ อาจจะจดบันทึกรายการอาหารที่ทานในแต่ละวัน เพื่อออกแบบวิธีการทานอาหารที่เหมาะกับตัวเอง

2. ทานมื้อเช้า – จากการวิจัยพบว่า คนที่กินอาหารเช้าจะมีรูปร่างผอมบางกว่าคนที่ไม่ยอมกินอาหารเช้า ช่วงเช้าของบางวันลองเพิ่มการออกกำลังกายบ้าง เพราะการได้เคลื่อนไหวร่างกายในยามเช้า จะช่วยเร่งการเผาผลาญได้ดีตลอดทั้งวัน

3. ทำอาหารเอง – การกินอาหารนอกบ้านอาจสะดวกสบายและประหยัดเวลา แต่ต้องแลกกับคุณภาพของวัตถุดิบที่เราไม่มีทางรู้ได้ การเข้าครัวทำอาหารเอง จึงเป็นอีกวิธีที่จะช่วยควบคุมคุณภาพของอาหารและจำกัดแคลอรี่ได้ดีที่สุด

4. ออกกำลังกาย – เริ่มต้นออกกำลังกายแบบง่ายๆ อย่างเช่น เปลี่ยนจากการใช้ลิฟต์มาเป็นการเดินขึ้นบันไดแทน เริ่มต้นสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายไปทีละน้อย ก่อนจะเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างจริงจังต่อไป

5. ดูแลสุขภาพใจด้วย – นอกจากสุขภาพกายแข็งแรงแล้ว ก็ควรดูแลสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน ไม่เคร่งเครียดกับเรื่องงานจนเกินไป หาเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ หรืออาจหาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนดูบ้างก็ได้

6 เคล็ดลับโสดอย่างมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 15:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522921

6 เคล็ดลับโสดอย่างมีคุณภาพ

การอยู่เป็นโสดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากตั้งใจที่จะอยู่คนเดียวไปจนแก่แล้ว ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีด้วย

บางคนอาจจะแสวงหาคู่รักดีๆ ต้องการมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่เป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ไม่ใช่สำหรับคนบางกลุ่มที่รักสันโดษ ชอบใช้ชีวิตคนเดียว รักอิสระ จึงขอเลือกที่จะอยู่เป็นโสดดีกว่า ซึ่งการจะอยู่เป็นโสดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกในสมัยนี้แม้แต่น้อย แต่ถ้าหากตั้งใจจะใช้ชีวิตคนเดียวไปจนแก่ จะต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวที่ดีด้วย

1. วางแผนด้านการเงิน – เงินถือเป็นปัจจัยหลักในการใช้ชีวิตในยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพื่อการใช้ชีวิตโสดอย่างมีความสุขจึงควรรู้จักออมเงินไว้ใช้ยามแก่เฒ่า ไม่ว่าจะในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ กองทุน RMF หรือ LTF การทำประกันชีวิต หรือแม้แต่การหารายได้หลังเกษียณ เช่น เปิดให้เช่าคอนโด เปิดร้านขายของ

2. ผูกมิตรกับคนรอบตัว – หากอยู่คนเดียว แน่นอนว่าการผูกมิตรกับคนข้างบ้านไว้พึ่งพายามยาก คอยช่วยเป็นหูเป็นตายามเราไม่อยู่บ้านก็เป็นสิ่งที่ดี รวมทั้งยังอาจได้เพื่อนไว้แก้เหงาอีกด้วย

3. ตรวจสุขภาพทุกปี – เรื่องสุขภาพก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ยิ่งสำหรับคนที่จะอยู่เป็นโสด ไม่มีลูกหลายไว้คอยปรนนิบัติ ก็ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และออกกำลังกายเป็นประจำ จำไว้เสมอว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

4. หัดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง – การเป็นโสดก็คือการใช้ชีวิตโดยพึ่งพาตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจำเป็นต้องมีทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันติดตัวบ้าง เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมท่อน้ำ ดูแลรถ ตรวจลมยาง เย็บผ้า ทำอาหาร

5. รู้จักป้องกันตัว – เรื่องความปลอดภัยเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ควรมีทักษะการป้องกันตัว อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันตัวเอง หรืออาจเลี้ยงสุนับไว้เพื่อคอยเตือนภัยด้วยก็ได้

6. ใช้ชีวิตให้เต็มที่ – การเป็นโสดเท่ากับว่าเรามีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อไม่มีภาระก็ควรใช้ชีวิตให้คุ้ม ทำให้ตัวเองมีความสุขมากที่สุด อาจจะนัดเจอกลุ่มเพื่อนเก่า ไปทานอาหารกับครอบครัว ออกเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ เพราะโลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่รอเราอยู่นอกจากคู่ชีวิต

5 ตัวการหลักในการเร่งให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 11:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522903

5 ตัวการหลักในการเร่งให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

รวมสาเหตุที่มีส่วนทำให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

ในยุคที่ทุกคนใช้สมาร์ทโฟนแทบจะตลอดเวลา หรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บ่อยๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งพิมพ์งานนานๆ อย่างเช่น พนักงานออฟฟิส นักศึกษา ล้วนเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับสายตาทั้งสิ้น การรู้เท่าทันสาเหตุที่เสี่ยงต่อการทำให้จอประสามตาเสื่อม จึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยทำให้เราห่างจากอาการจอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควรได้

1. การวางคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม – เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรวางจอคอมพิวเตอร์ด้านข้างหน้าต่าง โดยมีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50-70 ซม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว ที่สำคัญไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำจนเกินไป

2. ไม่กล้ากำจัดแสงไฟที่รบกวน – นอกจากวางคอมพิวเตอร์ถูกตำแหน่งแล้ว ควรปิดไฟบางดวงที่รบกวนการทำงาน เพราะความสว่างที่มากเกินไปมีผลต่อสายตา เพื่อป้องกันแสงที่เข้าตาโดยตรงควรปิด หรือใช้มู่ลี่ เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน

3. เลือกใช้ขนาดตัวอักษรไม่เป็น – ตามหลักการพิมพ์งานทุกครั้ง นอกจากการเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอแล้ว ควรปรับความเข้มของตัวอักษรให้เหมาะสม โดยสังเกตได้จากการที่ยังสามารถอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน

4. สวมแว่นผิด – สีเลนส์ที่ควรเลือกใช้ควรเป็นสีเขียวอ่อน เพราะจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ รวมถึงช่วยลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50-70 ซม. ซึ่งค่ากำลังของเลนส์จะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือหรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

5. ลืมกะพริบตาและไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ – เมื่อมีสมาธิจดจ่อขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อัตราการกะพริบตาลดลงจาก 20-22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้งหรือต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น การกะพริบตาถี่ๆ หรือลุกยืดเส้นยืดสายก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

5 โปรเจกต์ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งที่อยากให้มีขายจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 10:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522891

5 โปรเจกต์ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งที่อยากให้มีขายจริงๆ

ผลิตภัณฑ์น่าสนใจที่น่าจะมีอนาคตไกลในเว็บไซต์ระดมทุนชั้นนำของโลกอย่าง Kickstarter

เริ่มเข้าเดือนเกือบจะสุดท้ายของปี 2017 ถึงเวลาที่เราจะเริ่มหวนกลับไปมองความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของปีนี้กันบ้างว่า มีสตาร์ทอัพหรือโปรเจกต์สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่เป็นการสร้างความแตกต่าง เราจึงเข้าไปส่องในเว็บไซต์ระดมทุนชั้นนำของโลก นั่นคือ Kickstarter เพื่อเสาะหาดาวเด่นที่น่าจะมีอนาคตไกล

1. GoSun Go

เครื่องปรุงอาหารแบบพกพาโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ น้ำหนักแค่ 9 ขีด ขนาดเท่าๆ กับแล็ปท็อปรุ่นเล็ก สามารถอบ นึ่ง ต้มอาหารและน้ำได้อย่างสะดวก และออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อการพกพาไปไหนต่อไหน ใช้เวลาปรุงเพียง 20-30 นาที และรักษาความร้อนได้นานหลายชั่วโมง วิธีการทำงานคือ ภายในเครื่องจะมีแผ่นโลหะไว้รับแสงอาทิตย์ รังสีความร้อนจะซึมผ่านเข้ามาในท่อตรงกลางซึ่งบรรจุอาหารหรือน้ำไว้ให้เกิดความอุ่นจนกระทั่งสุกพอที่จะรับประทาน แม้แต่ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกเมฆบดบังบางส่วน อุปกรณ์นี้ก็ยังสามารถทำงานได้ เพราะออกแบบมาให้รับรังสีทุกประเภทที่ส่องทะลุมาถึงพื้นโลกโดยที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แล้วแปลงเป็นความร้อนแบบที่ไม่ทำให้เกิดเปลวไฟ

2. eVscope

เกิดมาเพื่อตอบสนองนักดาราศาสตร์และผู้หลงใหลในการสำรวจดวงดาวโดยเฉพาะ eVscope คือกล้องโทรทรรศน์ที่เหนือชั้นกว่ากล้องทั่วๆ ไป เพราะมีศักยภาพการทะลุทะลวงจักรวาลถึง 1,000 เท่าเมื่อเทียบกับกล้องโทรทรรศน์แบบสามัญ พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ที่สามารถตรวจจับหาวัตถุในอวกาศได้ โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลพิกัดดวงดาว 20 ล้านหน่วย ด้วยความร่วมมือกับศูนย์อวกาศระดับโลกคือ สถาบัน SETI โดยจะเชื่อมโยงกับสถานีดาราศาสตร์แห่งสำคัญในการสังเกตความเคลื่อนไหวบนท้องฟ้า ที่สำคัญก็คือ สามารถตั้งกล้องแล้วคอยสังเกตผ่านระบบเรียลไทม์จากสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ทำให้เราไม่พลาดการค้นพบครั้งสำคัญ

3. Closca Bottle

เป็นโปรเจกต์การออกแบบผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่ไม่ได้ดูเก๋ไก๋จนเหมือนเป็นแก็ดเจ็ทที่น่าพกพาเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาแหล่งน้ำสำหรับเติมโดยไม่ต้องเสียสตางค์ และสามารถเป็นกระติกน้ำร้อนเพียงแค่พลิกขวดไปอีกด้านหนึ่ง อีกแนวคิดเบื้องหลังก็คือ Closca Bottle ช่วยส่งเสริมการพาภาชนะสำหรับใส่น้ำหรืออาหารของตัวเองเพื่อลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก แน่นอนว่า ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยทำให้มันเหมาะสำหรับพกไปไหนต่อไหนในเมืองด้วย ไม่เฉพาะแค่พกไว้สำหรับการเดินทางทางไกลหรือการเที่ยวป่า จะว่าไปแล้วกลุ่มเป้าหมายหลักของขวดทรงเก๋คือบรรดาแฟชั่นนิสต้าด้วยซ้ำ

4. Vortx

การสร้างภาพถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่มีกลิ่น รส และสัมผัส รวมถึงบรรยากาศเสมือนจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์ใฝ่ฝันมาโดยตลอด แต่ในยุคของเรา ความฝันนี้มิใช่จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป ผู้สร้าง Vortx ได้พัฒนาเครื่องสร้างบรรยากาศที่ผลิตกระแสลมและอุณหภูมิแบบเสมือนจริง เพื่อสร้างความสมจริงให้กับการชมภาพยนตร์หรือการเล่นเกมออนไลน์ที่บ้าน เช่น เมื่อเรากำลังชมภาพยนตร์ในฉากที่มีกระแสลมแรง Vortx ก็จะสร้างกระแสลมออกมา “ลำโพง” คลอไปด้วย หรือในฉากที่เกิดการระเบิด ก็จะสร้างอุณหภูมิที่สูงขึ้นเหมือนกับเราอยู่ใกล้ๆ จุดที่ระเบิด

5. Pika

แอพพลิเคชั่นที่ออกมาตอบสนองพ่อแม่ที่ต้องหารให้ลูกๆ เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่มีคุณภาพโดยเฉพาะ Pika เป็นแอพอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับกล้องบนโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ลูกๆ สามารถเรียนรู้สิ่งรอบตัวอย่างสร้างสรรค์ เช่น การช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะการจดจำสีสันต่างๆ พร้อมกับคำชมและรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เป็นกำลังใจและกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความสนุกและอยากที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวต่อไป เป้าหมายคือการสร้างเด็กๆ ที่กระหายในการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด