กสทช.ตั้งเป้าปี62ดัน5จี-ทบทวนประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572766

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 13:55 น.

กสทช.ตั้งเป้าปี62ดัน5จี-ทบทวนประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่

กสทช.ตั้งเป้าปี 62 ผลักดัน 5G เตรียมทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่ พร้อมแก้ปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ประกาศทิศทางและนโยบายการดำเนินงานปี 62 เมื่อวันที่ 30 พ.ย.- 1 ธ.ค.61 ได้มอบหมายนโยบายการดำเนินงานให้กับผู้บริหารสำนักงาน กสทช. พร้อมผลักดัน 5 เป้าหมายให้เกิดขึ้นจริง ได้แก่

1. สนับสนุสนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5G เร็วที่สุดโดยจะดำเนินการทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ (Set Zero โทรคมนาคม) ที่สะท้อนความต้องกาคลื่นความถี่ที่สมเหตุสมผล เหมาะสมกับบริบทอุตสาหกรรมและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และทบทวนเงื่อนไขและระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ (Term of payment) ของคลื่นที่ประมูลไปแล้ว และที่จะนำมาประมูลใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาระบบโครงข่ายและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะเดียวกันจะดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ที่จะใช้งานคลื่นความถี่ 5G ใหม่เพิ่มติมให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5G โดยแบ่งวิธีการอนุญาตเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ใบอนุญาตที่ใช้งานครอบคลุมการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ (Nation Wide) และใบอนุญาตที่ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด (Specific Area) เช่นในเขตพื้นที่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5G

ทั้งนี้ กำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่หลายย่านพร้อมกัน (Mulitband) ในการต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) , 2.6 กิ๊กกะเฮิร์ตซ์ (GHz), 3.5 GHz, 28 GHz และดำเนินการจัดตั้งศูนย์ทดลอง ทดสอบ 5G ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนในการที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดังกล่าว

รวมทั้งการเรียกคืนคลื่นความถี่ ตามประกาศซึ่งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 พ.ย.61 สำนักงาน กสทช.จะดำเนินการตามประกาศดังกล่าวฯ และจะตั้งคณะทำงานดำเนินการตามประกาศดังกล่าวตั้งแต่เดือน ธ.ค.61 โดยมีเป้าหมายในการเรียกคืนคลืนความถี่ย่าน 2.6 GHz เป็นลำดับแรก

2.แก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลในระยะยาว โดยการปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz โดยจะเยียวกับผู้ได้รับผลกระทบ โดยเยียวยากลับคลืนทั้งผู้ให้บริการทีวีดิจทัลและผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) ทั้งนี้การประมูลจะมีการประมูลล่วงหน้าก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาในใบอนุญาต,สนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาที่ขึ้นจากประกาศมัสแครี่ (Must Carry) โดยเฉพาะภาระที่เกิดจากมัสแครี่ โดยสำนักงานฯ เห็นว่าควรให้มีการสนับสนุนการออกอากาศไปจนถึงปี 65 , สนับสนุนค่าใช่จ่ายในการออกอากาศผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โดยจะสนับสนุนผู้ประกอบการไปจนถึงปี 65 และสนับสนุนการสำรวจความนิยม (Rating) โดยสนับสนุนการประเมินเรทติ้งใหม่เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการสำรวจความนิยม

3. จัดทำแผนและหลักเกณฑ์การอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมเพื่อรองรับมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ. ศ. 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า” รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน” ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ. ศ. …. ที่จะกำหนดให้กสทช. เป็นผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลเกี่ยวกับวงโคจรดาวเทียมทั้งหมด

4. เร่งรัดและร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสตช. ในการนำเลขหมายโทรศัพท์ 191 มาใช้เป็นเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติหมายเลขเดียว (National Single Emergency Number) ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุขึ้นเจ้าหน้าที่จะสามารถทราบตำแหน่งที่ตั้งและสถานการณ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเชื่อมต่อกับกล้อง CCTV ที่ติดตั้งอยู่ทั่วประเทศทำให้สามารถระงับและจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วและทันเหตุการณ์ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. เร่งรัดสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐอาทิสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรืออย. สำนักงานตำรวจแห่งชาติกรมทรัพย์สินทางปัญญากระกทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือกระทรวงดีอีในการดำเนินการระงับการเผยแพร่เนื้อหาบนสื่อออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย

นายฐากร การทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่ กสทช.จะมีการกำหนดทิศทางให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น คาดจะสามารถสรุปโดยเร็วในเดือน ม.ค.62 เพื่อประเมินคลื่นอื่นและการนำคลื่นมาประมูลพร้อมกันได้หรือไม่ เช่น อาจจะนำ 1800 MHz ไปประมูลรวมกับคลื่นอื่นในการประมูลครั้งเดียว เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5G ซึ่งจะทำให้ภาคโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัลเดินหน้าไปได้

“การเปิดประมูลคลื่นความถี่แบบ Multiband มองว่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz, 2600 MHz และ 1800 MHz สามารถนำมาประมูลพร้อมกันได้ทันที โดยคลื่นความถี่ 1800 MHz ขณะนี้เหลืออยู่ 7 ใบอนุญาต และคลื่นความถี่ 2600 MHz ขณะนี้ อสมท.ถือครองคลื่นไว้อยู่ 140 MHz และกรมประชาสัมพันธ์ถือครองคลื่นอยู่ที่ 40 MHz โดยกสทช.อยู่ระหว่างศึกษาและหาข้อสรุปในการเรียกคืนคลื่นดังกล่าว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้”นายฐากร กล่าว

กสทช.ยอมรับว่าการประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อปี 56 ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ธุรกิจที่ล้าหลัง สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลเกิดปัญหาขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาวะเศรษฐกิจ ราคาประมูลที่ค่อนข้างสูง และเมื่อเกิดปัญหาการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี (Technology Disruption) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นจนทำให้เกิดปัญหาวิกฤตทีวีดิจิทัล

ทั้งนี้ การเร่งรัดปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะทำให้มีเม็ดเงินมาช่วยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล (MUX) หากเทคโนโลยี 5G ให้บริการในเชิงพาณิชย์แล้วยังไม่มีการแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลก็จะทำให้เกิดปัญหากับอุตสาหกรรมทีวีที่หนักกว่าเดิม เนื่องจากโครงข่ายสื่อสารมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การที่ กสทช.จะนำคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิตรซ์มาประมูลจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้

ส่วนในเรื่องของ Term of payment ของผู้ได้รับอนุญาตคลื่นความถี่ที่เปิดประมูลไปแล้วนั้น กสทช.ก็จะดำเนินการประเมิน โดยเฉพาะคลื่น 900 MHz ที่มีวงเงินการประมูลสูงมาก เป็นต้น โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเปิดประชาพิจารณ์ต่อสาธารณะให้ชัดเจนโดยเร็วว่าการปรับเงื่อนไขการชำระเงินจะทำให้รัฐจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร พร้อมกันนี้จะนำเรื่องเสนอต่อที่ปรึกษากฎหมายอีกครั้งหนึ่งว่ากสทช.สามารถดำเนินการได้เองหรือไม่ หรืออาจจะต้องขออำนาจจากรัฐบาลในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

“อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องเดินหน้าให้เร็ว ซึ่งที่ผ่านมา 3G เราก็ช้ามาแล้ว 4G เราก็ช้า และ 5G ที่จะเกิดขึ้นอย่าให้ช้ากว่าประเทศอื่นเขาเลย”นายฐากร กล่าว

สำหรับการแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลในระยะยาว ซึ่งทีวีดิจิทัล ยังมีวงเงินที่จะต้องชำระเหลืออีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท นั้นทาง กสทช.อยู่ระหว่างรอดูการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz ที่จะมีขึ้นในปี 62 ว่าจะออกมาอย่างไร เนื่องด้วยอาจจะมีการพิจารณายกเว้นการชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในส่วนที่เหลือจะทำได้หรือไม่ เพื่อเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ

ขณะที่ค่า MUX ที่ปัจจุบันมีอยู่ 5 MUX รองรับการออกอากาศช่องทีวีดิจิทัลจำนวน 48 ช่อง ก็จะต้องปรับลดลงให้เหลือ 4 MUX โดยจะลดในส่วนของช่องกองทัพบก เพื่อให้เป็นไปตามจำนวนช่องทีวีดิทัลที่มีอยู่ปัจจุบัน 27 ช่อง อย่างไรก็ตามการเยียวยาทีวีดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ จะนำเงินในส่วนของการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz ไปเยียวยา ส่วนที่เหลือจะนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ

จีนเตือนผู้บริโภคระวังแอพฯดูดข้อมูลส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572722

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07:21 น.

จีนเตือนผู้บริโภคระวังแอพฯดูดข้อมูลส่วนตัว

แอพพลิเคชั่นจีนเกิน 90% เก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป แอพแผนที่-จองตั๋วเดินทางติดกลุ่มเสี่ยงสุด

สมาคมผู้บริโภคจีน ซึ่งเป็นกลุ่มจับตาสิทธิผู้บริโภค เปิดเผยว่า มีแอพพลิเคชั่นในจีนราว 91 จาก 100 แอพ ที่มีแนวโน้มอาจเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคมากเกินไป ซึ่งรวมถึงตำแหน่งของผู้ใช้รายชื่อผู้ติดต่อ และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดยแอพพลิเคชั่นในหมวดการนำทาง จองตั๋วการเดินทางและท่องเที่ยวคลาวด์ และบริการบริหารความมั่งคั่ง เป็นกลุ่มที่เก็บข้อมูลผู้ใช้สูงที่สุด

รายงานดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบเงื่อนไขสำหรับผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัว จากทั้งหมด 100 แอพพลิเคชั่น จากแอพสโตร์ของแอปเปิ้ลและแอนดรอยด์ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่า 91 แอพพลิเคชั่นมีแอพใดบ้าง

อย่างไรก็ดี รายงานมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีข้อบกพร่องเรื่องเงื่อนไขของผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัว เช่น เหม่ยตู้ แอพพลิเคชั่นถ่ายภาพเซลฟี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของแอพพลิเคชั่นที่เก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ และข้อมูลการเงินมากเกินไป เช่นเดียวกับโอโฟ แอพพลิเคชั่นแชร์จักรยาน ที่ไม่ระบุว่านำข้อมูลไปแชร์กับฝ่ายที่สามอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ อาลีเพย์บริการของแอนท์ไฟแนนเชียล ในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป ได้อันดับดีที่สุดในหมวดแอพพลิเคชั่นให้บริการชำระเงินทางมือถือ ขณะที่แอพพลิเคชั่นอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายพิจารณาด้วยยังรวมถึงคิวคิว วีแชต ของเท็นเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ และ อ้ายฉีอี้ บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ของไป่ตู้

ภาพ เอเอฟพี

เล็งรื้อเกณฑ์ประมูล5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572408

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 08:06 น.

เล็งรื้อเกณฑ์ประมูล5จี

“ฐากร” ระบุประมูล 5จี ต้องวางเกณฑ์การประมูลใหม่ ชี้อาจยืดจ่ายใบอนุญาตสูงสุด 15 ปี เพื่อหนุน 5จี ให้เกิดก่อนปี 2564

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การจะผลักดันให้เกิด 5จี ขึ้นในประเทศ จะมาจาก 2 ส่วนคือภาครัฐ 20% และเอกชน 80% โดยในส่วนที่เป็นหน้าที่ของภาครัฐจะเร่งอำนวยความสะดวกและจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้อย่างสบายใจ และสามารถอยู่รอดได้ในทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.จัดประมูลในย่านความถี่ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2556 สามารถนำส่งรายได้ให้แก่รัฐมากถึง 361,032 ล้านบาท

ทั้งนี้ สิ่งที่ กสทช.จะทำเพื่อให้มั่นใจว่า 5จี จะเกิดขึ้นในปี 2563-2564 หากมีการจัดสรรคลื่นได้ตามโรดแมป คือ 1.การแก้ไขหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นใหม่ จะมีการประเมินมูลค่าคลื่น 5จี ใหม่ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด แต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่ารัฐต้องไม่เสียประโยชน์

2.งวดการจ่ายเงินจะยืดออกไปเป็น 10 ปี หรือ 15 ปีเท่ากับอายุใบอนุญาต จากเดิมที่งวดการชำระค่าใบอนุญาตอยู่ที่ 4-6 ปี เพื่อให้เอกชนมีความสามารถในการเข้ามาประมูล และ 3.เปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำงานใหม่ เดิมหลักเกณฑ์ในการประมูลจะเป็นใบอนุญาตที่ให้บริการได้ทั่วประเทศ แต่ต่อไปอาจจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในพื้นที่ขนาดย่อมแล้วแต่ภาคการผลิต เช่น พื้นที่เศรษฐกิจ หัวเมืองสำคัญ หรือในภาคการผลิตในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม

เอไอในดนตรีกาล (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572282

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

เอไอในดนตรีกาล (1)

เรื่อง…ดร.ปรัชญา บุญขวัญ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)

เมื่อวันที่ 15-17 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมนำเสนอผลงานวิชาการในงานประชุมวิชาการ The International Joint Symposium on Artificial Intelligence and Natural Language Processing 2018 ซึ่งในปีนี้ผู้จัดงานได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอในสาขาต่างๆ มากล่าวปาฐกถาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ด้านงานวิจัยทางเอไอ หนึ่งในนั้นคือปาฐกถาเรื่อง “Music and AI” โดย Prof. Satoshi Tojo จากมหาวิทยาลัย Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) ซึ่งในสัปดาห์นี้ผู้เขียนจะขอนำเรื่องราวบางส่วนจากในปาฐกถาดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังครับ

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยไหมครับว่า อะไรทำให้ท่านรู้สึกว่าบทเพลงนี้ไพเราะ แต่บทเพลงนี้กลับไม่ไพเราะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “อะไรคือความไพเราะของดนตรี” ทฤษฎีดนตรีกล่าวไว้ว่า องค์ประกอบพื้นฐานของดนตรีมี 7 สิ่ง ได้แก่ เสียง (Tone) จังหวะ (Rhythm) ทำนอง (Melody) เสียงประสาน (Harmony) พื้นผิวทำนอง (Texture) สีสันของเสียง (Tone Color) และคีตลักษณ์ (Form) บทเพลงที่จะมีความไพเราะได้จะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานทั้ง 7 ที่เหมาะสมลงตัว แต่ความเหมาะสมลงตัวที่ว่านั้นคืออะไร

Prof. Tojo เล่าให้ฟังว่า หากเราสืบย้อนในประวัติศาสตร์โลกตะวันตก วัฒนธรรมกรีกโบราณมิได้แบ่งแยกภาษาและดนตรีออกจากกันอย่างชัดเจน หากมีวิวัฒนาการมาจากสิ่งเดียวกัน คือ ดนตรีปฐมกาล ในมุมหนึ่งดนตรีปฐมกาลได้วิวัฒนาการเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ซึ่งมีระเบียบแบบแผนในการแต่งที่เรียกว่า “ฉันทลักษณ์” แต่ในอีกมุมหนึ่งดนตรีปฐมกาลก็ได้วิวัฒนาการเป็นดนตรีในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็มีรูปแบบที่แน่นอนในการแต่งเพลงเช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองสิ่งนี้คือ ร้อยแก้วและร้อยกรองมีหน้าที่นำสารที่มีความหมาย อารมณ์ และความรู้สึก จากผู้พูดไปหาผู้ฟัง ในขณะที่ดนตรีนั้นถูกใช้เป็นสื่อนำอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เล่นไปสู่ผู้ฟัง นี่แสดงให้เห็นว่าทั้งภาษาและดนตรีต่างเคยมีระเบียบแบบแผนร่วมกันมาก่อนทั้งสิ้น

อันที่จริงดนตรีในธรรมชาติก็มีระเบียบแบบแผน ตัวอย่างเช่น ในฤดูสืบพันธุ์ นกกินแมลงญี่ปุ่น ตัวผู้จะร้องเพลงจีบสาวด้วยทำนอง “พี-จี-จุ” ในภาพที่ 1 โดยถ้ายิ่งร้องเพลงตั้งแต่ต้นเพลง (เครื่องหมายสามเหลี่ยมสีแดง) ให้ไปจนจบท่อน (เครื่องหมายวงกลมสีเขียว) และวนซ้ำไปเรื่อยๆ ยิ่งบทเพลงยาวได้เท่าไรก็ยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจนกตัวเมียมากขึ้น เช่น “พี-จี-พี-จี-จุ / พี-พี-พี-จี-พี-จี-พี-พี-จี-พี-จี-จุ / พี-พี-พี-พี-จี-พี-จี-พี-จี-จุ” เป็นต้น

ภาพที่ 1 ทำนอง “พี-จี-จุ” ของนกกินแมลงญี่ปุ่น

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่า ดนตรีกับภาษาต่างก็มีระเบียบแบบแผนด้วยกันทั้งสิ้น คราวหน้าเราจะไปหาคำตอบกันว่า แล้วหุ่นยนต์จะแต่งเพลงเหมือนมนุษย์ได้อย่างไร และมีโอกาสไหมที่นักแต่งเพลงจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ครับ

เอไอเอสตะลุยเจาะเน็ตบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572287

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 06:13 น.

เอไอเอสตะลุยเจาะเน็ตบ้าน

เอไอเอสไฟเบอร์ผนึกโนเกีย ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี Mesh ไว-ไฟ รุกตลาดบรอดแบนด์พรีเมียม

นายศรัณย์ ผโลประการ ผู้อำนวยการธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสไฟเบอร์ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตในบ้าน ด้วยการจับมือกับโนเกียเพื่อศึกษาและทดสอบอุปกรณ์ Mesh ไว-ไฟ สำหรับตลาดในเมืองไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า โดยร่วมกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โนเกีย ไว-ไฟ บีคอน 3 อุปกรณ์เสริมเราเตอร์ระดับพรีเมียมแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นรายแรกของโลก

ทั้งนี้ เนื่องจากในยุคสังคมดิจิทัล ผู้บริโภคมีความต้องการบรอดแบนด์ความเร็วสูงมากถึงระดับหลายกิกะบิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับอุปกรณ์สมาร์ท โฮมที่เพิ่มจำนวนขึ้น โดยสมรรถภาพของบรอดแบนด์ความเร็วสูงอาจจะถูกลดทอนลงจากสัญญาณรบกวนต่างๆ เป็นผลให้ผู้ใช้บริการต้องติดตั้งเครือข่ายไว-ไฟ หรือแอคเซสพอยต์เพิ่ม ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น โซลูชั่นไว-ไฟของโนเกียจะเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการสร้าง Mesh Network ที่กำจัดจุดอับพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถใช้บรอดแบนด์ความเร็วสูงมากจากทุกมุมของบ้าน

ด้าน นายเฟเดอริโก้ กิวเล็น ประธานธุรกิจฟิกซ์ เน็ตเวิร์ค ของโนเกีย กล่าวว่า เทคโนโลยี Mesh Wi-Fi จะเป็นอุปกรณ์หรือเราเตอร์ ไว-ไฟ ที่สามารถสื่อสารกับเราเตอร์ไว-ไฟตัวอื่นๆ ได้อัตโนมัติ สามารถรวมตัวกันช่วยกระจายสัญญาณไว-ไฟให้ครอบคลุมทั่วทั้งสถานที่ หรือช่วยลดจุดอับสัญญาณต่างๆ เป็นอย่างดี

สำหรับ โนเกีย ไว-ไฟ บีคอน 3 จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นรายแรกในโลก ในวันที่ 14 ธ.ค. 2561 เป็นต้นไป พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ จำหน่ายแบบ 2 ชิ้น ในราคา 10,990 บาท จากปกติ 14,990 บาท และลดเหลือ 9,990 บาท เมื่อซื้อภายในวันที่ 31 ม.ค. 2562

ไทยช็อปผ่านมือถือพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572187

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 08:06 น.

ไทยช็อปผ่านมือถือพุ่ง

เฟซบุ๊ก ชี้เทรนด์ช็อปปิ้งมือถือ โตแซงร้านค้าในช่วงเทศกาล แนะเอสเอ็มอีเร่งคว้าโอกาส สร้างรายได้ โซเชียลคอมเมิร์ซ

น.ส.ชวดี วงศ์พยัต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมคนไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของเฟซบุ๊ก ไอคิว ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 จำนวน 1,508 ราย พบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าช่วงเทศกาล คนไทย 2 ใน 5 เป็นนักช็อปที่ใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลัก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล 60% ส่วนการซื้อผ่านมือถือ 39% ซื้อที่ร้านค้า 30% เดสก์ท็อป 11% และอื่น 20%

นอกจากนี้ ยังพบว่านักช็อป 42% ระบุว่า ถ้าไม่ใช้มือถือจะไม่สามารถช็อปปิ้ง อย่างที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ และ 55% เห็นด้วยกับการใช้มือถือเพื่อการช็อปปิ้งในช่วงเทศกาล เพราะสะดวกกว่าเดินทางไปช็อปปิ้ง ที่หน้าร้าน และ 44% ระบุว่าเปลี่ยนการช็อปปิ้งมาบนมือถือ อีกทั้งยังสนใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์และไปรับที่ร้าน 72% ส่วนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า 91% และ 70% ตามลำดับ

ทั้งนี้ แนวโน้มหรือเทรนด์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีราว 3 ล้านรายในไทย พบว่า 4 ใน 5 ราย เริ่มก่อตั้งธุรกิจบนเฟซบุ๊กเพื่อเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและควรสร้างประโยชน์การใช้งานเครื่องมือและทรัพยากรต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งแต่การค้นหาสินค้าและการสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าจนถึงการชำระเงิน ซึ่งพบว่าคนไทย 84% มองว่ามีอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด

ขณะที่ไทยถือว่าเป็นตลาดสำคัญ เพราะมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากเดือนละกว่า 52 ล้านคน และใช้ผ่านมือถือกว่า 51 ล้านคน/เดือน ซึ่ง 52% พิจารณา โซเชียลมีเดียเป็นอันดับแรกค้นหาแบรนด์ อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างเศรษฐกิจเติบโตในระดับชุมชน เฟซบุ๊กนำเสนอเครื่องมือ 6 ฟีเจอร์ อาทิ การสร้างโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งจะแสดงสินค้าที่ลูกค้าสนใจโดยอัตโนมัติเพื่อกระตุ้นรายได้และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ รวมทั้งเฟซบุ๊กมองว่าเอสเอ็มอีควรให้ความสำคัญการสร้างคอนเทนต์

ภาพประกอบข่าว

‘แกร็บ’ปักธงปั้นอี-วอลเล็ตแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572180

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 06:57 น.

'แกร็บ'ปักธงปั้นอี-วอลเล็ตแห่งอาเซียน

แกร็บรุกหนักขยายบริการทางการเงิน ตั้งเป้าเป็นกระเป๋า เงินอิเล็กทรอนิกส์หนึ่งเดียวใน อาเซียน

นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานอ้าง รูเบน ไหล กรรมการผู้จัดการอาวุโสของแกร็บเพย์ ธุรกิจด้านการเงินของแกร๊บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งจากสิงคโปร์ ว่า บริษัทตั้งเป้าเป็น “กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพียงหนึ่งเดียวของอาเซียน” ด้วยการวางแผนเตรียมให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในต้นปี 2019 และขยายบริการแกร็บเพย์ไปยังกัมพูชาและเมียนมาเพิ่ม

ไหลระบุว่า แกร็บเพย์มีเป้าหมายเจาะกลุ่มผู้บริโภคอาเซียนหลายล้านคนที่ยังคงไม่มีบัญชีธนาคารและยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินได้ ซึ่งปัญหานี้จะช่วยให้ธุรกิจด้านการเงินของแกร็บเติบโตอย่างต่อเนื่องในอาเซียน

อย่างไรก็ดี ไหลยอมรับว่า เป้าหมายนี้ถือว่ามีความท้าทายอยู่ เนื่องจาก 10 ประเทศอาเซียนมีกฎหมายและสกุลเงินที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน แกร็บเพย์ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดภายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ โกเจ็ก ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งจากอินโดนีเซีย ที่ได้ผนึกความร่วมมือด้านการเงินกับดีบีเอส ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ในวันเดียวกัน เทนเซ็นต์ ผู้ให้บริการวีแชตเพย์ ระบบชำระเงินออนไลน์จากจีนได้ร่วมมือกับไลน์  ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นแชตของญี่ปุ่น เปิดบริการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนในร้านค้าปลีกขนาดเล็กทั่วญี่ปุ่น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพ https://vulcanpost.com

วิธีเข้าถึงหัวใจ นักช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572085

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

วิธีเข้าถึงหัวใจ นักช็อปออนไลน์

เรื่อง…ธนาวัฒน์

ด้วยการแข่งขันของร้านค้าบนโลกออนไลน์ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และลักษณะที่แตกต่างกับร้านค้าในโลกออฟไลน์ ธุรกิจออนไลน์จำเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อรักษาลูกค้าเก่า ทั้งยังต้องดึงดูดลูกค้าใหม่ ธุรกิจอาจเริ่มจากการสำรวจ Customers Full Lifecycle ตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงหลังซื้อ ว่ามีจุดใดที่ธุรกิจสามารถพัฒนาบริการ และสร้างความว้าวให้กับลูกค้าได้ วันนี้ ผมมีหัวข้อหลักๆ ที่จะครองใจนักช็อปออนไลน์มาฝากกันครับ

1.ระบบต้องดี พื้นฐานของระบบที่มีความเสถียร มีการออกแบบที่สวยงามและใช้งานง่าย มีความเร็วในการใช้งาน รวมไปถึงขั้นตอนในการสั่งซื้อและชำระเงินที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้า โดย 64% ของนักช็อปให้ความสำคัญเรื่องของการชำระเงินที่ง่ายเป็นอันดับ 1 ในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์

2.ทำให้การซื้อซ้ำเป็นเรื่องง่าย แอมะซอน มีระบบการชำระเงินที่เรียกว่า One-Click ด้วยการให้ลูกค้าสร้างแอ็กเคานต์และเก็บประวัติที่อยู่ในการจัดส่งไว้ในระบบทำให้ลูกค้าใช้เพียง Username และ Password สำหรับการสั่งซื้อในครั้งต่อไป

3.นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคล ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เช่น ทำการเก็บประวัติการเข้าชม ข้อมูล โปรไฟล์ ทำให้ระบบสามารถแสดงข้อมูลที่ตรงความต้องการของลูกค้า เช่น ลูกค้าที่เข้าชมสินค้าเกี่ยวกับเสื้อกันหนาว น่าจะมีความสนใจที่จะซื้ออุปกรณ์กันหนาวอื่นๆ อย่างหมวก ถุงมือ เป็นต้น

4.ลอยัลตี้ โปรแกรม เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อประจำ ธุรกิจอาจจะจัดโปรโมชั่น เช่น การลดราคา แจกของแถม ฟรีค่าจัดส่ง หรือทำการแจกคูปองเพื่อใช้เป็นส่วนลดสำหรับการซื้อในครั้งถัดไปก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้ากับเราอีกครั้ง

5.การจัดโปรโมชั่น แจกส่วนลด หรือคูปองในช่วงเทศกาล หรือให้ส่วนลดพิเศษกับลูกค้าบนโซเชียล ลดราคาให้ลูกค้าที่ซื้อครั้งแรก สำหรับการซื้อครั้งถัดไป หรือส่งคูปองลดราคาให้ลูกค้าที่หายไปนาน จากการสำรวจของ Market Wired พบว่าหากลูกค้าเข้ามาซื้อซ้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้ว มีโอกาสถึง 54% ที่จะลูกค้าคนนั้นกลับมาซื้อซ้ำอีกในครั้งถัดไป

6.สร้างคอมมูนิตี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมในคอมมูนิตี้ ที่มีอยู่แล้วตามโซเชียล หรือการตั้งกลุ่มขึ้นเอง เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งมีข้อดีคือ เป็นการแสดงตัวตนของแบรนด์ให้กับลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่ ทั้งยังเป็นการรับข้อเสนอแนะ และมีโอกาสตอบรับคำวิจารณ์ได้โดยตรง

7.แนะนำสินค้าให้ถูกที่ถูกเวลา กรณีที่ธุรกิจขายสินค้าที่ใช้แล้วหมด หรือมีวันหมดอายุในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก ธุรกิจอาจจะส่งอีเมลไปเตือนลูกค้า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ลูกค้าน่าจะต้องซื้อสินค้าเพิ่ม

8.Customer Service หรือการบริการลูกค้า มีงานวิจัยกล่าวว่า 70% ของประสบการณ์ซื้อขาย ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อการบริการลูกค้า ดังนั้น การให้บริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ โดยสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้ไลฟ์แชต หรือแม้กระทั่งแชตบอต เพื่อให้ลูกค้าถามคำถามได้ทันที ทั้งยังเป็นช่องทางในการขายสินค้าได้อีกด้วย

9.คุณภาพการจัดส่ง หลายครั้งที่ธุรกิจเอาต์ซอร์ส บริการนี้ให้กับธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะ แต่อย่าลืมว่าการขนส่งก็ยังนับเป็นหนึ่งในประสบการณ์ของลูกค้าที่ได้จากธุรกิจเราเช่นกันถึงแม้เราจะเอาต์ซอร์สบริการส่วนนี้ไป แต่เราก็ยังสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เช่น แจ้งลูกค้าถึงความคืบหน้าในการจัดส่ง ส่งข้อความเมื่อสินค้าถูกจัดส่ง นอกจากคุณภาพของบริการแล้ว ราคา และตัวเลือกในการจัดส่งก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

10.บรรจุภัณฑ์ ถึงแม้หลายธุรกิจจะควบคุมการส่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยการจัดบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม หรือการแถมสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งว้าวที่จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้

11.นโยบายการคืนสินค้าที่เป็นมิตร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการซื้อใจลูกค้าที่กำลังตัดสินใจจะซื้อสินค้าครั้งแรกให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสกลับมาใช้บริการอีก ด้วยการกำหนดนโยบายการคืนสินค้าที่ง่ายและไม่มีค่าบริการ

นอกจากนี้ กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การส่งข้อความหลังการซื้อเพื่อแสดงความขอบคุณ หรือการส่งอีเมล แจกคูปองในวันเกิด หรือในวันเทศกาลต่างๆ ล้วนเป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะมัดใจขาช็อปออนไลน์และยังช่วยสร้าง Word of Mouth ในกลุ่มลูกค้าได้อีกด้วยครับ

เอ็กซ์พีเดียแนะ พัฒนากลยุทธ์โมบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572066

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 06:20 น.

เอ็กซ์พีเดียแนะ พัฒนากลยุทธ์โมบาย

โดย…ปากกาด้ามเดียว

เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป (Expedia Group) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลกที่มีแบรนด์ชั้นนำในเครือมากมาย ด้วยเว็บไซต์ในกว่า 75 ประเทศ และ 35 ภาษา รุดเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ด้านโมบายเพื่อสนับสนุนคู่ค้าโรงแรมในประเทศไทย

ทั้งนี้ จากการเข้าถึงของสมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยคาดว่า ภายในปี 2564 จะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นจำนวนเกือบ 80% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มจากปัจจุบันกว่า 10% ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ครึ่งหนึ่งของยอดซื้อสินค้าออนไลน์ทั้งหมดของคนไทยในปีที่แล้วเป็นการซื้อผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อตอบสนองเทรนด์ดังกล่าว เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ปจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยทบทวนกลยุทธ์การทำธุรกิจบนช่องทางมือถือใหม่ เนื่องจากการใช้กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างโอกาสและทำกำไรมหาศาลได้

พิมพ์ปวีณ์ นพกิจกำจรผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาด เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยใช้ช่องทางโมบายเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดลูกค้า สำหรับแบรนด์ในเครือ เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป เองยอดจอง 1 ใน 3 ก็มาจากทางมือถือ และยอดการเข้าชมเว็บไซต์กว่า 50% ก็มาจากทางมือถือเช่นกัน แต่ธุรกิจอีกหลายแห่งยังไม่สามารถใช้ช่องทางมือถือเพื่อดึงดูดลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

โดยทั่วไปธุรกิจในไทยส่วนมากมักจะใช้กลยุทธ์ที่มีแนวคิดว่า “สร้างก่อน เดี๋ยวลูกค้าตามมาเอง” นั่นคือ การมองว่าหากสร้างแอพขึ้นมาก็จะมีลูกค้าดาวน์โหลดไปใช้ แต่สิ่งสำคัญต้องพิจารณาพัฒนากลยุทธ์โมบายที่ดีก็คือ ลูกค้าต้องได้สิทธิประโยชน์มากกว่าการใช้งานจากฟังก์ชั่นหลักๆ อย่างการค้นหาและการช็อปปิ้งผ่านมือถือ

ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีตัวเลือกจากกว่า 3.6 ล้านแอพในกูเกิลเพลย์ และ 2.1 ล้านแอพในแอพสโตร์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคจะใช้เพียงแค่ 27 แอพ/เดือน การทำให้แอพที่สร้างใหม่ได้เป็น 1 ใน 27 แอพนั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

สำหรับธุรกิจในไทยท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนไปกับการพัฒนาแอพมือถือ อาจจะไม่คุ้มค่าเงินลงทุนแต่การออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงผลได้บนทุกหน้าจออุปกรณ์ และการใช้แอพที่สร้างขึ้นโดยบุคคลที่สามต่างหากที่อาจได้ผลยิ่งกว่า เช่น เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป มียอดการดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้นกว่า 250 ล้านครั้งในปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 40% ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งกว่าแบรนด์โรงแรมทั่วไปที่มียอดดาวน์โหลดแอพต่ำกว่า 15 ล้านดาวน์โหลด

ในทางกลับกัน ธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมอาจจะสร้างกลยุทธ์โมบายที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีการทดลอง เรียนรู้ และการพัฒนาต่อเนื่อง ในโลกที่พฤติกรรมการค้นหาและการจองของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โรงแรมต้องตระหนักว่า การใช้กลยุทธ์ต่างๆ นั้นไม่ใช่ว่าจะ “สร้างขึ้นแล้วจบไป”

ขณะที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเปลี่ยนไป อำนาจในการตัดสินใจตกไปอยู่ที่ลูกค้ามากขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันกับธุรกิจต่างๆ เพิ่มยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการในไทยจำเป็นต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มที่มีในตลาด และรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่

การบริหารจัดการวิกฤตบนออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571979

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

การบริหารจัดการวิกฤตบนออนไลน์

เรื่อง…CJ WORX

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีใครดัง…ปัง…และพังในคราวเดียวกันเท่ากับแบรนด์เนมชื่อดัง D&G ที่ปล่อยคลิปว่าด้วยการใช้ตะเกียบกินพิซซ่าของชาวจีน เพื่อบ่งบอกถึงวัฒนธรรมการกินของชาวจีน หวังโดนอินไซต์คนจีนแล้วชอบ

แต่ตรงกันข้าม มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับคลิปนี้ กับสเตฟาโน กาบบานา หนึ่งในสองดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ D&G แต่ถูกตอบกลับด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงไอจีของแบรนด์ ก็มีการตอบไปในทิศทางเหยียดเช่นเดียวกัน สุดท้ายเรื่องราวบานปลายกลับหงายการ์ดว่า การตอบโต้นั้น เป็นการถูกแฮ็กไอจี

วิกฤตบานปลายใหญ่โต เพราะนอกจากแฟชั่นโชว์ที่จะจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้จะพังพินาศทันทีเพราะถูกระงับการจัด ก็มีเสียงด่าทั่วสังคมโซเชียลของจีนด้านโมเดลลิ่งที่จะส่งตัวนางแบบก็ปฏิเสธการไปร่วมงาน นายแบบนางแบบชื่อดังชาวจีนก็ประกาศไม่ใช้สินค้าแบรนด์นี้อีก และความบรรลัยยังขยายวงกว้างไปยังชาวจีนทุกแห่งทั่วโลก

ในฐานะที่ CJ WORX ไม่ใช่แค่ดิจิทัล เอเยนซี แต่เป็นโซลูชั่น โพรไวเดอร์ มีความเห็นกับสถานการณ์จัดการวิกฤตในลักษณะนี้ว่า อย่างแรกเลย แบรนด์ควรจะนิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เพื่อเช็กข้อมูลและประเมินสถานการณ์ให้รอบด้าน จากนั้นเลือกที่จะสื่อสารด้วยความจริงใจ คุยแบบเปิดอกกับต้นตอของเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้น

ในการทำการตลาดและโฆษณา เราต้องการให้การโฆษณาของเรา เกือบล้ำเส้นแต่ไม่ล้ำเส้น ในที่นี้คือ ต้องการล้ำเข้าไปนำเสนอไอเดีย ขณะที่ไม่ล้ำเส้นคือ การเคารพสิทธิ เคารพความต่างในความเห็น ความต่างเชิงวัฒนธรรม และไม่ก้าวล่วงหรือดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดทั้งสิ้น ที่สำคัญคือ ต้องเคารพในสิทธิในมุมมองของผู้รับสารให้มากด้วย

ทางออกที่ดีในการนำเสนอในมุมที่มีความอ่อนไหว ควรที่จะทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเล็กๆ ก่อนว่า เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสารหรือไม่ และสามารถมองอีกมุมจนเกิดแง่ลบที่จะส่งผลร้ายกับแบรนด์ได้หรือไม่

สื่อโซเชียลเป็นดาบสองคม แต่อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้ด้านไหนเป็นกระบอกเสียงสำหรับการว่าร้าย ด่าใส่กัน หรือจะใช้ให้เป็นสิ่งที่ดี ให้แบรนด์เป็นคนนำสิ่งที่ดีส่งต่อให้ผู้บริโภค