กสทช.หนุนเอกชนทดสอบระบบ”5จี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571972

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 07:38 น.

กสทช.หนุนเอกชนทดสอบระบบ"5จี"

กสทช.เดินหน้าทดสอบระบบ 5จี รอบ 2 เล็งพื้นที่สำนักงาน กสทช.-ดิจิทัลพาร์ค

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 22 พ.ย.-15 ธ.ค. 2561 ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (โอเปอเรเตอร์) ได้เริ่มทดสอบการให้บริการผ่านระบบ 5จี โดย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ทดสอบระบบที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ส่วนบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ทดสอบระบบที่ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ซึ่งการทดสอบรอบถัดไปนั้นจะประสานโอเปอเรเตอร์ให้มาทดสอบที่สำนักงาน กสทช. เนื่องจากเป็นหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานอุปกรณ์ 5จี และเป็นหน่วยงานจัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสม

ทั้งนี้ หลังทดสอบระบบสำนักงาน กสทช.แล้ว โอเปอเรเตอร์และผู้ผลิตอุปกรณ์ (เวนเดอร์) สามารถทดลองระบบต่อได้ในพื้นที่ดิจิทัลพาร์คที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จัดสรรพื้นที่สำหรับการทดสอบระบบ 5จี โดยเฉพาะ หรือ 5จี Testbed

อย่างไรก็ตาม การทดสอบระบบนำร่องของเอไอเอสได้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 26000 เมกะเฮิรตซ์ โดยร่วมกับโนเกียเปิดสาธิตการใช้งานเทคโนโลยี 5จี ทั้งในอุตสาหกรรมบันเทิง อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น ขณะที่ บริษัท ทรู มูฟ เอชฯ สาธิตการใช้งานร่วมกับหัวเว่ยที่ไอคอนสยาม ด้านบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ประสานงานเข้ามายังสำนักงาน กสทช.ว่าจะทดลองระบบ 5จี เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าเลือกใช้พื้นที่ใดนำร่อง n

หัวเว่ยรุกโซลูชั่นคลาวด์ลิงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571756

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 07:44 น.

หัวเว่ยรุกโซลูชั่นคลาวด์ลิงค์

หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชั่น คลาวด์ลิงค์นำเอไอปรับใช้ เจาะกลุ่มองค์กร ธุรกิจ รองรับทรานส์ฟอร์มดิจิทัล

นายต๋ง อู๋ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สื่อสารคลาวด์ระดับองค์กร และฝ่ายขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย เปิดเผยว่า หัวเว่ยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คลาวด์ลิงค์ ระบบการประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ คลาวลิงค์บอร์ดและคลาวด์ลิงค์บ็อกซ์ โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์ยุคของการทำงานร่วมกัน 3.0

ทั้งนี้ ตลาดคลาวด์ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและเป็นตลาดที่สำคัญ โดยตลาดเทเลเพรสเซนส์ระบบสื่อสารทางไกลในไทยมีมูลค่าราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,653 ล้านบาท) ซึ่งโซลูชั่นดังกล่าวจะรองรับการทำงานอัจฉริยะในทุกอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล เช่น การศึกษา สุขภาพ การเงิน ขนส่ง ภาครัฐ และช่วยลดต้นทุนได้กว่า 20%

ดังนั้น หัวเว่ยมั่นใจว่าระบบโซลูชั่นใหม่นี้จะช่วยให้บริษัทสามารถมีรายได้และส่วนแบ่งตลาดในไทยเป็นอันดับ 1 เช่นเดียวกับในตลาดจีนที่หัวเว่ยครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 และอยู่ที่ 3 ของตลาดรวมทั่วโลก พร้อมยืนยันว่าหัวเว่ยให้ความสำคัญกับไทย

“หัวเว่ยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนำคู่แข่ง ซึ่งโซลูชั่นนี้จะช่วยให้หัวเว่ยสามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” นายอู๋ กล่าว

ผลทดสอบ5จีฉลุย เอไอเอส-ทรูเข้าเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571655

  • วันที่ 23 พ.ย. 2561 เวลา 05:58 น.

ผลทดสอบ5จีฉลุย เอไอเอส-ทรูเข้าเป้า

ผลทดสอบ 5จี ในไทย เอไอเอสกับทรูวันแรก ความเร็ว-การตอบสนอง-การเชื่อมต่อรองรับอนาคต

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ได้ทดสอบเทคโนโลยี 5จี ครั้งแรกในประเทศไทยบนคลื่น 26.5-27.5 GHz ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม โดยร่วมกับโนเกีย หัวเว่ย และแซดทีอี ถึงวันที่ 15 ธ.ค.

ทั้งนี้ จะทดสอบ 5 ด้าน คือ 1.ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ (Throughput) และความหน่วง (Latency) ของเครือข่าย 2.ประสิทธิภาพการตอบสนองที่รวดเร็ว โดยใช้หุ่นยนต์ 3 ตัวหาจุดสมดุลทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลางกระดาน 3.สาธิตหุ่นยนต์ YuMi® Dual-Arm Collaborative Robot จาก ABB เพิ่มประสิทธิภาพผลิต 4.การดู VR ที่คมชัด และ 5.ทดสอบความเร็วจากการเล่นเกม

ด้าน นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการ ธุรกิจโมบาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูทดสอบ 5จี บนคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม ถึงกลางเดือน ธ.ค.นี้ และบริษัทได้ทำภาพยนตร์โฆษณาสั้นเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ 5จี ของทรูมูฟ เอช และสร้างการรับรู้เรื่องเทคโนโลยี 5จี ที่จะมาเปลี่ยนประเทศและชีวิตคนไทย

“ทรูมูฟ เอช” เตรียมโชว์ “5G”ที่ไอคอนสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571611

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 15:17 น.

"ทรูมูฟ เอช" เตรียมโชว์ "5G"ที่ไอคอนสยาม

“ทรูมูฟ เอช” เตรียมสาธิตเทคโนโลยี 5G ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม หลังได้รับอนุญาตจากกสทช.

นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการ ธุรกิจโมบายล์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูมูฟ เอช ขอบคุณ กสทช. ที่มีมติอนุญาตให้บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ใช้คลื่นความถี่ย่าน 26 GHz เพื่อสาธิตเครื่องวิทยุคมนาคม สำหรับแสดงเทคโนโลยี 5G เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ ทรูมูฟ เอช สามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการนำเข้าอุปกรณ์ 5G ที่ได้คัดเลือกไว้แล้ว และการเตรียมเปิดสาธิตให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การนำ 5G มาใช้ในชีวิตยุคดิจิตอลได้ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม

“การได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการสาธิตเครื่องวิทยุโทรคมนาคมสำหรับเทคโนโลยี 5G ในวันนี้ จะทำให้ ทรูมูฟ เอช ได้เดินหน้าทดสอบการใช้งาน 5G ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม โดยครั้งนี้จะเน้นการมอบประสบการณ์ตรงให้ประชาชนได้ทดลองประสบการณ์จริง ในรูปแบบการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ”

ทั้งนี้ทรูมูฟ เอช ได้ริเริ่มเตรียมความพร้อม 5G ในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องการทดสอบด้านเทคโนโลยี ระบบส่งสัญญาณต้นแบบ โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ทีมเน็ตเวิร์คทรูมูฟ เอช ได้ทดสอบ FDD Massive MIMO 32T32R ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับ 5G และได้มีความร่วมมือกับ อีริคสัน พัฒนาและทดสอบระบบส่งสัญญาณ 5G ต้นแบบสำเร็จเป็นรายแรกในไทย โดยใช้เทคโนโลยีตัวส่งสัญญาณแบบ Massive MIMOในระบบ TDD บนย่านความถี่สูงสำหรับ 5G ส่งข้อมูล และเพิ่มแบนด์วิธให้กว้างขึ้น โดยเปิดให้ลูกค้าร่วมทดสอบที่ทรูสเฟียร์ เอ็มควอเทียร์ และเมกา บางนา

นายภัคพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากวันนี้ ที่เราได้รับอนุญาตจาก กสทช. ทางทรูมูฟ เอชจะดำเนินการนำเข้าอุปกรณ์ 5G ที่ได้คัดเลือกไว้ รวมถึงการจัดเตรียมรูปแบบการใช้งานจริง เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงของชีวิตยุคดิจิตอล ที่เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยจะเปิดให้ทดสอบได้ที่ ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม เร็วๆนี้

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช ยังเผยแพร่หนังโฆษณา 5G ล่าสุด ที่จะ ทำให้เห็นภาพของเทคโนโลยี 5G ที่จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศและชีวิตคนไทย ทั้ง 5G กับการแพทย์ การขนส่ง การเกษตร การเฝ้าระวัติดตาม และการรักษาความปลอดภัย https://youtu.be/9hEksgqhWwQ”

ช้อปปี้ปั้นอีแคชเชื่อมโอทูโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571541

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 06:07 น.

ช้อปปี้ปั้นอีแคชเชื่อมโอทูโอ

ช้อปปี้ผนึกจอห์นสันบุก อีแคช ตอบโจทย์ลูกค้าใช้บริการออฟไลน์ เปิดแคธิกอรี่เพอร์ซันนัลแคร์ จอห์นสันหวังเชื่อมช่องทางขายสู่ออฟไลน์

นายศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช้อปปี้ เปิดเผยว่า บริษัทได้รุกสร้างอีแคชขายคูปองโปรโมชั่น ผ่านทางช่องทางออนไลน์แล้วนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออฟไลน์ร่วม 2 เดือน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่าคุ้มราคาให้ครบทุกมิติ

ทั้งนี้ ช้อปปี้ได้จับมือร่วมกับจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน วิชั่น เปิดแอคคิววิว ออฟฟิเชียล สโตร์ เพื่อจำหน่ายอีแคช ในกลุ่มสินค้าเพอร์ซันนัลแคร์เป็นรายแรก จากปัจจุบันมีกลุ่มที่จำหน่ายอีแคช โรงแรม ร้านอาหาร และเจรจากับ ผู้ประกอบการโรงหนัง หลังเปิดให้บริการมีผู้ซื้อเติบโตกว่า 100%

น.ส.เสาวณีย์ พันธ์ขจรเวช ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจวิชั่นแคร์ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่า ตลาดคอนแทคเลนส์ในไทยมูลค่า 2,400 ล้านบาท โต 5-6% โดยคอนแทคเลนส์เป็นเครื่องมือแพทย์ จึงต้องจำหน่ายผ่านคำแนะนำจากร้าน ในขณะที่ช่องทางออนไลน์กลับมีสัดส่วน 20% และออฟไลน์ 80%

ขณะที่บริษัทต้องการเชื่อมต่อออนไลน์ไปสู่ออฟไลน์ (โอทูโอ) โดยผู้ซื้ออีแคชสามารถนำไปซื้อคอนแทคเลนส์ แอคคิววิวตามร้านค้าที่ได้รับการรับรองจากแอคคิววิว เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ ซึ่งจะได้บริการตรวจสายตามี 120 แห่ง  ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 1-2% ของ รายได้รวม

ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ หนุนธุรกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571539

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 05:41 น.

ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ หนุนธุรกิจไทย

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

การเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคดิจิทัลมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ กลางและเล็กสามารถยกระดับและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

อโนทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในองค์กรกลางและขนาดใหญ่ คือ การวางยุทธศาสตร์ขององค์กรเกี่ยวกับเรื่องมัลติ-คลาวด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตและการเข้ามาใช้ในรูปแบบมัลติ-คลาวด์เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยี พบว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า 63% ของธุรกิจในไทยต้องการที่จะลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล แต่ก็พบว่า 80% ของธุรกิจไทยยังประสบปัญหาการนำคลาวด์มาใช้ประโยชน์

ดังนั้น เดลล์ อีเอ็มซี จึงได้แต่งตั้งบริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย หรือ ไอเน็ต เป็นพันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์รายแรกของประเทศไทย เพื่อนำเสนอบริการ ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ คอมพิวติ้งที่ครบวงจร พร้อมรูปแบบการให้บริการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที (Laas) และบริการด้านแพลตฟอร์ม (PaaS) ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึง เอสเอ็มอีสามารถใช้บริการคลาวด์

“เป็นครั้งแรกที่เดลล์ อีเอ็มซี จับมือกับผู้ให้บริการในท้องถิ่นร่วมให้บริการ ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานลูกค้าไทยและเป็นศูนย์กลางบริการบิ๊กดาต้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านเข้าใช้บริการ” อโนทัย กล่าว

ทั้งนี้ การให้บริการไอเน็ตคลาวด์ จะช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้แพลตฟอร์มและสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองในเชิงลึกที่ดียิ่งขึ้นกว่าการบริการด้านการ วิเคราะห์บิ๊กดาต้า (Big Data analyticsas-a-Service) ซึ่งจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและต่อยอดในการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ร่วมถึงวางแผนงานต่างๆ ได้ดีขึ้น ด้วยโซลูชั่นใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันและลดปัญหาจุดอ่อน ของไทยในการนำคลาวด์มาใช้

พร้อมกันนี้ การแต่งตั้งผู้ให้บริการคลาวด์ในท้องถิ่น ถือเป็นนโยบายของเดลล์ อีเอ็มซี ซึ่งจะมีผลทั่วโลก โดยในประเทศอื่นๆ อยู่ระหว่างเจรจาและจะมีการลงทุนเพื่อเกิดความร่วมมือในลักษณะนี้

มรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย หรือ ไอเน็ต กล่าวว่า เป้าหมายการให้บริการของไอเน็ตเดลล์คลาวด์ ต้องการช่วยให้ภาคธุรกิจไทยลดเวลาในการดำเนินงานด้านไอที ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถลดเวลาได้ถึง 50%

นอกจากนี้ เมื่อผู้ประกอบการเข้าใช้บริการจะช่วยให้ต้นทุนลดลง 30% หากต้องลงทุนสร้างระบบทั้งหมดเอง อีกทั้งการใช้บริการคลาวด์ในประเทศ จะช่วยให้บริษัทไม่มีต้นทุนเพิ่มเรื่องการเดินทาง และสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเพราะสามารถซัพพอร์ตและหาโซลูชั่นร่วมกันกับลูกค้าได้ใกล้ชิด

สำหรับตลาดคลาวด์ในไทยเติบโตต่อเนื่องปีละ 30-40% และจะขยายตัวต่อเนื่องจากฐานลูกค้าที่ต้องการใช้งานสูง เป็นปัจจัยสำคัญให้ยอดขายบริษัทเติบโต โดยปีนี้คาดว่าจะโต 30% มูลค่าอยู่ที่ 1,400-1,500 ล้านบาท

สิ่งที่ควรมีและควรทำ บนเว็บไซต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571475

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

สิ่งที่ควรมีและควรทำ บนเว็บไซต์

เว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ในโลกออนไลน์ ลองคิดภาพตามว่าถ้าบ้านของเรามีความสวยงาม โครงสร้างแข็งแรง พื้นที่ในบ้านถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน รับรองได้ว่าใครที่เห็นก็จะต้องหลงรัก และอยากอยู่อาศัยแน่นอน

เว็บไซต์เองก็เช่นกัน ถ้าเราออกแบบเว็บให้ดี น่าใช้งาน มีทุกสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ชม (หรือกลุ่มลูกค้า) ก็มั่นใจได้เลยว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว!

สำหรับใครที่กำลังจะทำเว็บไซต์ หรือมีเว็บไซต์เป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าหลักการออกแบบ วางโครงสร้าง หรือฟังก์ชั่นต่างๆ ควรมีอะไรบ้าง เราสรุปข้อมูลมาให้ทุกคนได้อ่านกันแบบครบ จบในที่เดียว ลองศึกษาแล้วนำไปปรับใช้กัน!

Header

– ชื่อเว็บไซต์ (Domain Name) ต้องบ่งบอกตัวตนของแบรนด์ เป็นชื่อที่แตกต่าง ไม่ควรซ้ำ หรือคล้ายกับเว็บอื่น และที่สำคัญต้องจำง่าย

– สร้างโลโก้ที่แตกต่าง แปลกใหม่ สะท้อนภาพธุรกิจของเราได้ชัดเจน ที่สำคัญ ไม่ควรลอกเลียนแบบโลโก้แบรนด์อื่น

– คำจำกัดความสั้นๆ ที่ช่วยอธิบายว่า ธุรกิจเราทำเกี่ยวกับอะไรได้อย่างชี้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น (มีหรือไม่มีก็ได้)

– ปุ่ม Call to Action ที่มองเห็นได้ชัดเจน

– แถบ Navigation Bar ที่ระบุเนื้อหาภายในหน้าเพจนั้นอย่างชัดเจน อ่านแล้วรู้ว่าคลิกไปแล้วจะเจอข้อมูลอะไร

– เบอร์โทรศัพท์พร้อมฟังก์ชั่นที่กดแล้วโทรได้ทันที

Page Fold แรก

– รูปภาพ หรือสไลด์ ที่สื่อถึงจุดเด่นของธุรกิจเรา

– ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่เป็นการบรรยาย หรือการระบุเอกลักษณ์ของเรามากขึ้น

– ข้อมูลรีวิว หรือ Testimonial เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

Page Fold ต่อมา

– ฟีเจอร์เด่นของธุรกิจ สินค้า หรือบริการของเรา

– คอนเทนต์เด็ดๆ ที่มีประโยชน์ต่อผู้เข้าชม และควรมี Internal Link สำหรับการเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ด้วย

Footer

– ข้อมูลติดต่อของบริษัท หรือธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล ฯลฯ

– ระบุวันและเวลาทำการให้ชัดเจน ผู้อ่านจะทราบว่าควรติดต่อเราตอนไหน

– ไอคอนที่ลิงค์ไปยังโซเชียลมีเดียต่างๆ (ในกรณีที่มีช่องทางติดต่อหลายทาง)

– แถบ Navigation เพื่อให้ผู้ชมกดไปยังหน้าเพจอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องย้อนขึ้นด้านบน Header

– แบบฟอร์มกรอกข้อมูล เพื่อการติดต่อกลับ (กรณีที่เป็นธุรกิจด้านบริการ หรือสินค้าที่ต้องมีการสอบถามเพิ่มเติม ควรต้องมีฟอร์มนี้)

Blog

– แถบค้นหาเพื่อหาบทความที่ผู้ชมต้องการ

– ปุ่มแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียต่างๆ

– ช่องคอมเมนต์เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้เข้าชม

– ช่องแสดงบทความยอดนิยม หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่านอยู่

Responsive Website

– ทำเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive ที่สามารถปรับการแสดงผลบนดีไวซ์ต่างๆ ได้ เพื่อความสะดวกของผู้ชม

– ควรใช้ปุ่มเมนูแบบแฮมเบอร์เกอร์ เพราะถ้าใช้เป็นแถบเมนู ปุ่มอาจเล็ก และกดลำบาก

หั่นผลิตไอโฟนX

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571448

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 07:48 น.

หั่นผลิตไอโฟนX

แอปเปิ้ลสั่งซัพพลายเออร์ลดยอดผลิตไอโฟน 3 รุ่นใหม่ล่าสุด เหตุยอดขายจ่อไม่ถึงเป้า

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ มีคำสั่งให้ซัพพลายเออร์ลดจำนวนการผลิตไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ เท็นเอส แม็กซ์ เท็นเอส และเท็นอาร์ เนื่องจากคาดว่ายอดขายจะไม่ถึงเป้า หลังต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดจากสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่า

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลคาดว่าไอโฟน เท็นอาร์ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีราคาต่ำที่สุดในบรรดารุ่นที่เพิ่งเปิดตัว จะมีปัญหายอดขายไม่ถึงเป้ามากที่สุด โดยปลายเดือน ต.ค. แอปเปิ้ลได้วางแผนลดการผลิตไอโฟน เท็นอาร์ลงสูงสุด 1 ใน 3 จากราว 70 ล้านเครื่อง และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลก็ได้สั่งให้ซัพพลาย เออร์ปรับลดการผลิตลงอีกครั้ง แต่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด

ข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับเซาท์ไชน่ามอนิ่งโพสต์ ที่รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แอปเปิ้ลได้ลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนไอโฟน เท็นอาร์ จากซัพพลายเออร์ในจีน 2 แห่ง ลง 30%

ขณะที่ เสี่ยวหมี่ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีน เปิดเผยว่า กำไรสุทธิช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พุ่งแตะ 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.78 หมื่นล้านบาท) จากที่ขาดทุน 3 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.46 แสนล้านบาท) ช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากยอดขาย สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น 21.2%

ปูดรูรั่วดิจิทัลเงินไปนอก ปลุกสตาร์ทอัพไทยสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571428

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 19:33 น.

ปูดรูรั่วดิจิทัลเงินไปนอก ปลุกสตาร์ทอัพไทยสู้

กูรูอี-คอมเมิร์ซ ชี้ยุค 5จี จุดเปลี่ยนแลนด์สเคปเศรษฐกิจ เตือนปั้นสตาร์ทอัพสร้างแพลตฟอร์มตัวเอง ดันเศรษฐกิจไทยโตเร็วและยั่งยืน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ผู้ก่อตั้งตลาดดอทคอม (Tarad.com) เปิดเผยว่า การเกิด 5จี ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแลนด์สเคปของเศรษฐกิจ ในอนาคตยักษ์ใหญ่ทางด้านแพลตฟอร์มกูเกิล และวงการไอทีไมโครซอฟต์ จะเข้ามาเป็นผู้ให้บริการแทนโอเปอเรเตอร์ก็ได้ ซึ่งขณะนี้รายได้ของประเทศไทยได้รั่วไหลไปสู่ผู้ดำเนินธุรกิจจากต่างประเทศผ่านทางแพลตฟอร์มจำนวนมาก

ทั้งนี้ พบว่า เทคโนโลยีที่ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ให้กับธุรกิจจากต่างประเทศ ประกอบด้วย 1.โซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ ซึ่งธุรกิจต่างๆ นำเม็ดเงินไปซื้อสื่อโฆษณา 2.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ จากการที่ลาซาด้า ช็อปปี้ เข้ามาดำเนินธุรกิจมาร์เก็ตเพลส 3.บริการดูหนังผ่านทางออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ 4.บริการขนส่งผู้โดยสารจากแกร็บ 5.ธุรกิจบริการจองที่พักและสายการบิน เช่น อโกด้า 6.ดิจิทัลคอนเทนต์ 7.ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 8.เกมมิ่งต่างๆ 9.การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอที เช่น คลาวด์ 10.ไฟแนนซ์เชียล และ 11.ธุรกิจสตอเรจ บริการสำหรับการเก็บข้อมูล หรือกระทั่งที่สำหรับการจัดเก็บไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ไฟล์เสียง หรือไฟล์วิดีโอ

นอกจากธุรกิจจากต่างประเทศจะเข้ามาดูดเม็ดเงินแล้ว สิ่งที่คนไทยต้องตั้งรับคือ การดิสรัปชั่นของเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจใช้เทคโนโลยี เช่น เอไอ โรโบติกส์ เข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ การตกงานจะเริ่มเกิดขึ้นอย่างช้าๆ

“สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเป็นปีแรกที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทยอย่างชัดเจน พบว่า พฤติกรรมการซื้อไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังขยายไปสู่ตลาดต่างจังหวัด นั่นหมายความว่า ธุรกิจที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในออนไลน์จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และสิ่งที่พบคือ สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในเว็บไซต์รายใหญ่ราว 50 ล้านชิ้น เป็นสินค้าจากประเทศจีนถึง 40 ล้านชิ้น”

นายภาวุธ กล่าวว่า ในอดีตการค้าการขายจะเติบโตจากเศรษฐกิจชุมชนหรือซื้อสินค้าใกล้บ้านเรียกว่าเป็นช่องทางออฟไลน์ แต่ขณะนี้เปลี่ยนมาสู่การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้โซเชียลคอมเมิร์ซเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มาแรง มีพ่อค้าและแม่ค้าไลฟ์สดเพื่อจำหน่ายสินค้า ต่อไปเฟซบุ๊กมีโอกาสถึงขั้นพัฒนาการไลฟ์สดให้สามารถแปลจากภาษาจีนเป็นไทยได้แล้วจะยิ่งทำให้การค้าไร้พรมแดนยิ่งขึ้น

“จากแนวโน้มดังกล่าวผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดจาก 5จี เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลที่ใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาลเป็นโอกาสของธุรกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ ต้องสร้างตัวจริงหรือบริการที่เกิดขึ้นจากฝีมือคนไทย มากกว่าจะใช้แพลตฟอร์มหรือซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ สิ่งนี้ถึงจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยโตได้เร็วยิ่งขึ้นและมีความยั่งยืน”

4 ธุรกิจผงาดอาเซียน ดันเศรษฐกิจเน็ตทะลุ 8 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571424

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 18:51 น.

4 ธุรกิจผงาดอาเซียน ดันเศรษฐกิจเน็ตทะลุ 8 ล้านล้าน

กูเกิล และเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ได้คาดการณ์ว่า คาดว่าภายในปี2025 เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนจะมีมูลค่าถึง 7.9 ล้านล้านบาท

**********************************

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การหลั่งไหลเข้าสู่โลกออนไลน์ของชาวอาเซียน โดยเฉพาะในไทยที่คนใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเฉลี่ย 4.56 ชั่วโมง/วัน สูงที่สุดในโลก ขณะที่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 4 ชั่วโมง/วัน ติด 10 อันดับของโลกเช่นกัน ตามข้อมูลของฮูทสวีท ผู้ให้บริการระบบจัดการโซเชียลมีเดีย คือแรงผลักดันสำคัญให้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุดนั้น รายงานร่วมของกูเกิล และเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนขยายตัว 37% ในปีนี้ มาอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.37 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตถึง 2.4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 7.9 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นคาดการณ์จาก 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.58 ล้านล้านบาท) ในรายงานปีที่แล้ว

ทั้งนี้ รายงานนับจากยอดขายรวมบนแพลตฟอร์ม (จีเอ็มวี) ของ 4 อุตสาหกรรมหลักแห่งเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ อี-คอมเมิร์ซ การท่องเที่ยวออนไลน์ ไรด์เฮลลิ่ง และสื่อออนไลน์ โดยวัดจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันรวมกัน 350 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากยอด 260 ล้านคน ในปี 2015 ส่งผลให้อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตขยายตัวสูงสุดในโลก

“อี-คอมเมิร์ซ” คือภาคธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าทะลุ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.57 แสนล้านบาท) ในปีนี้ และพุ่งไปสูงถึง 1.02 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.35 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 จากแรงขับเคลื่อนหลักของอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุด 3 แห่ง ได้แก่ ลาซาด้า ช้อปปี้ และโทโกพีเดีย

ราชัน อนันดัน รองประธานกูเกิลประจำภูมิภาคอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า อี-คอมเมิร์ซในปีนี้ขยายตัวมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีผู้บริโภคซื้อของผ่านลาซาด้า ช้อปปี้ และโทโกพีเดีย รวมกันมากกว่า 120 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของตลาด

สำหรับ “ไรด์เฮลลิ่ง” หรือบริการเรียกรถรับส่ง ขยายตัวไปอยู่ที่ 7,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.53 ล้านล้านบาท) ในปี 2018 และคาดว่าจะมีมูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.21 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามขยายสู่ซูเปอร์แอพพลิเคชั่นในชีวิตประจำวันของผู้ให้บริการรายใหญ่อย่างแกร็บ และโกเจ็ก

ทั้งนี้ รายงานประจำปีนี้ได้นับรวมบริการส่งอาหารออนไลน์ที่กำลังเติบโตสดใสเป็นครั้งแรกด้วย โดยปี 2018 เป็นปีแห่งการพลิกโฉมของบริการไรด์เฮลลิ่งในอาเซียน เนื่องจากอูเบอร์ เทคโนโลยีส์ ถอนตัวออกจากอาเซียนด้วยการขายธุรกิจให้แกร็บ และโกเจ็ก ที่กำลังรุกขยายออกนอกอินโดนีเซีย

ขณะที่ “ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์” เป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดในทั้งหมด 4 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งรายงานคาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.86 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2015 และจะเติบโตถึง 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.56 ล้านล้านบาท) โดยนับจากการจองตั๋วเที่ยวบินและโรงแรมผ่านทางออนไลน์ และนับรวมการจองที่พักระยะสั้นเป็นครั้งแรกด้วย

รายงานระบุว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาคหันมาใช้การจองบริการการท่องเที่ยวออนไลน์ 41% ของการจองทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 34% ในปี 2015 และขยายตัวต่อเป็น 57% ในปี 2025 โดยตลาดท่องเที่ยวออนไลน์ยังมีช่องทางขยายตัวได้อีกไกล เพราะการเข้าถึงบริการจองท่องเที่ยวออนไลน์ยังอยู่ในระดับต่ำ

อีกธุรกิจที่มาแรงไม่แพ้กันคือ “สื่อออนไลน์” ซึ่งเดิมทีนับรวมแค่การโฆษณาออนไลน์และเกมออนไลน์ แต่ได้เพิ่มบริการติดตามเพลง (Music Subscription Service) และวิดีโอออนดีมานด์ (Video On Demand) เข้ามารวมด้วยเป็นครั้งแรก โดยสื่อออนไลน์โตแรงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.61 แสนล้านบาท) ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปี 2015 และขยายตัวเร็วสุดอันดับ 2 รองจากอี-คอมเมิร์ซ