5จีบูมเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571341

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 08:00 น.

5จีบูมเศรษฐกิจไทย

ค่ายมือถือชี้ 5จี พลิกเศรษฐกิจไทย เทคโนโลยีเร็วขึ้น ไอโอที เอไอ ดันอุตสาหกรรมรถยนต์ การแพทย์ ภาคเกษตร กสทช.กดปุ่มทดลองใช้22พ.ย.นี้

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวในงานสัมมนา “5 G จุดเปลี่ยน Landscape เศรษฐกิจ-การเมืองไทย” จัดโดยบางกอกโพสต์ กรุ๊ป ว่า เทคโนโลยี 5จี เป็นทิศทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต เนื่องจาก 5จี จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงประเทศไทยทางด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ จากการใช้ เช่น ไอโอที คลาวด์ เอไอ

ทั้งนี้ 5จี จะสร้างความต่างจาก 4จี ปัจจุบัน 3 เรื่องหลัก คือ 1.ความเร็วหรือสปีดของ 5จี จะเป็นเร็ว 10 กิกะบิต/วินาที (Gbps พันล้านบิต หรือ Giga Bits ต่อวินาที) จากขณะนี้ 4จี เร็วราว 100 เมกะบิต/วินาที ความเร็วนี้จะรองรับเทคโนโลยี เช่น เออาร์ วีอาร์ โฮโล แกรม 2.เพิ่มความสามารถของโครงข่ายในการรองรับ (Capacity) อุปกรณ์ที่จะมีมากเป็นล้านชิ้นต่อตารางเมตร และ 3.ระยะเวลาการตอบสนอง (Latency) ใช้เวลารับส่งข้อมูลจะเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้รองรับ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ไร้คนขับ วงการแพทย์การผ่าตัดทางไกลที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง มองว่าการก้าวสู่ 5จี ของไทยจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสร้างการเติบโตยั่งยืนให้กับไทย

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า 5จี จะทำให้เร็วขึ้น การตอบสนองเร็วขึ้น และการเชื่อมต่อมากขึ้น โดยธุรกิจที่จะขับเคลื่อนให้มีการใช้ 5จี หรือบิซิเนสเคส เช่น ธุรกิจสุขภาพเฮลท์แคร์ คมนาคมขนส่ง เกษตร การผลิต และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งสิ่งท้าทาย 5จี ให้เกิดขึ้นในไทยมี 1.เทคโนโลยี 2.บิซิเนสเคสที่จะทำให้เกิดการใช้งาน 3.คลื่นความถี่ ราคาต้องไม่สูงมาก และ 4.นโยบายของผู้กำกับดูแลหรือเรกูเลเตอร์

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า การเข้าสู่ 5จี มีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมตั้งแต่ระบบซัพพลายเชนต้นน้ำยันปลายน้ำ สามารถปลดล็อกมูลค่ามหาศาลให้แก่ประเทศไทย กรณีฟาร์มแม่นยำ ใช้เทคโนโลยีไอโอที เอไอ และบิ๊กดาต้า ช่วยเพิ่มผลผลิต 21% และรายได้เติบโต 27% รวมทั้งลดต้นทุนบริการโลจิสติกส์ และที่มาของแหล่งผลิตอาหาร

นายธีรศักดิ์ จีรอัศวพงศ์ กรรมการบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เทคโนโลยี 5จี จะช่วยเสริมกันกับบริการไฟเบอร์ออปติก 3 บีบี ของบริษัท โดยจะช่วยขยายบริการจากบ้านสู่กลุ่มองค์กร จุดเด่นของ 5จี คือความแม่นยำจะสูง ช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับ โมบายบรอดแบนด์ที่เร็วขึ้น การเชื่อมต่อระหว่างแมชีนกับแมชีน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า วันที่ 22 พ.ย. 2561 สำนักงาน กสทช. จะเสนอวาระการทดลองระบบ 5จี บนคลื่นความถี่ย่าน 26000 เมกะเฮิรตซ์ ของเอไอเอส และทรู แก่ที่ประชุม กสทช. โดยเอไอเอสจะทดลองระบบที่เอ็มโพเรียม ด้านทรูมูฟจะทดลองระบบที่ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ ซึ่งจะเริ่มทดลองระหว่างวันที่ 22 พ.ย.-15 ธ.ค.นี้ เพื่อทดสอบความเร็วการใช้งาน ขณะที่ดีแทคมีแผนทดลองระบบ 5จี ในอนาคตเช่นกัน

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารพร้อมพิจารณาปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่จะประมูลคลื่นโทรศัพท์ 5จี ในอนาคต เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโครงการอีอีซี ซึ่งรัฐบาลผลักดันอย่างมาก

บรรยายภาพ – 5จี เปลี่ยนโลก : พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. พร้อม ภาคเอกชนและนักวิชาการ ร่วมเปิดสัมมนา 5G จุดเปลี่ยน Landscape เศรษฐกิจ-การเมืองไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อวันที่ 19 พ.ย. – ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ปรับทัพองค์กร รับดิจิทัล ดิสรัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571330

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 06:26 น.

ปรับทัพองค์กร รับดิจิทัล ดิสรัปชั่น

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

นับวันการแข่งขันในหลายองค์กร ธุรกิจนั้นทวีความรุนแรงขึ้น และการ เตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องวางแผนรับกับการเปลี่ยนแปลง

เอก อายะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) ธุรกิจที่ปรึกษาทางด้านทรัพยากรบุคคล เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น จึงเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่าองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยในปี 2562 จะมีการลดจำนวนคนในการทำงานลง หรือไม่ ซึ่งพบว่าจำนวน 1 ใน 3 ยังมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น หรือคิดเป็น 31%  ขณะที่ตัวเลข 2 ใน 3 ขององค์กรยังต้องการเวต แอนด์ ซี หรือรอดู รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรบุคคลของบริษัทตนเองให้เต็มที่ก่อนถึง 61% ก่อนที่จะมีการจ้างงานใหม่  และสัดส่วน 8% ขององค์กรมีแผนจะลดจำนวนการจ้างงานลง อย่างเช่น สถาบันการเงิน ธนาคารที่มีการปิดสาขาหรือพนักงานที่สามารถทำงานได้หลากหลายมากกว่าการเป็นแค่พนักงานเทลเลอร์

ทั้งนี้ การจ้างงานขององค์กรต่างๆ ในประเทศไทยถือว่ามีการเทิร์นโอเวอร์ค่อนข้างสูง เนื่องจากอัตราเงินเดือนในการจ้างค่อนข้างต่ำ บุคลากรจึงมีการเปลี่ยนงานกันค่อนข้างมาก โดยทุกอุตสาหกรรมในปี 2560 มีการเปลี่ยนงานใหม่ 12.5% ส่วนครึ่งปีแรกของปีนี้มีการเปลี่ยนงาน 6.3% คาดว่าทั้งปีการเปลี่ยนงานจะไม่ต่ำกว่า 13-14% ซึ่งส่วนใหญ่คนจะเปลี่ยนไปอยู่ใน 1.ธุรกิจอุปโภค-บริโภค Consumer Goods 2. เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การพัฒนาสุขภาพ Life Sciences 3.บริษัทไฮเทคทางด้านไอทีและดิจิทัลเป็นหลัก และองค์กรใน 3 ปีข้างหน้าจะต้องทำให้บุคคลมีความสามารถมากขึ้นตามไปด้วย งานในรูปแบบเดิมๆ อย่างเช่น งานขายรูปแบบจะเปลี่ยนไป พนักงานมีความสามารถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น     “เราจะเห็นคนทำงานทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นที่มาจากธุรกิจ สตาร์ทอัพ และจะเห็นคนสามารถทำงานได้หลากหลาย ในรูปแบบ ฟรีแลนซ์มากขึ้น” เอก กล่าว

หากพิจารณาค่าเฉลี่ยของการทำงานในองค์กรของคนแต่ละช่วงวัย จะพบว่าคนที่อยู่ในช่วงเบบี้บูมเมอร์ จะทำงานกับองค์กรเฉลี่ย 18-20 ปี

กลุ่มเจนเอ็กซ์จะทำงานเฉลี่ย 8-10 ปี  กลุ่มคนเจนวายจะทำงานเฉลี่ย 3-5 ปี ส่วนกลุ่มคนเจนซี หรือกลุ่มมิลเลนเนียลนั้นถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงาน 2 ปี ส่วนใหญ่แล้วต้องการประกอบอาชีพอิสระมากกว่ามองสวัสดิการและผลตอบแทนที่จะได้รับและให้ความสำคัญกับ ไลฟ์สไตล์ในการทำงานมากกว่า

“องค์กรยุคใหม่จะต้องมีความยืดหยุ่นในการทำงาน และต้องปรับให้เข้ากับความต้องการในยุคไฮเทค หากไม่มีการปรับตัวจะอยู่ได้ยากในระยะยาว ขณะเดียวกันก็มีการเริ่มหันมามองที่จะใช้คนสูงอายุเข้ามาทำงาน เช่น แทนที่จะเกษียนอายุ 60 ปี ก็ขยายออกเป็น 65 ปี เนื่องจากคนสูงอายุนั้นยังสามารถทำงานได้ และเงินออมในกลุ่มผู้สูงอายุไทยก็ยังมีไม่มากพอ” เอก กล่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้เผยผลสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2561 และแนวโน้มค่าตอบแทนที่ โดดเด่นและผลคาดการณ์แนวโน้มอัตราการจ้างงานและเงินเดือนในปี 2562 ในเอเชียตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยในปีนี้มีบริษัทในประเทศไทยเข้าร่วมการสำรวจกว่า 560 บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่าในตลาดเกิดใหม่ประเทศที่คาดว่าจะได้รับเงินเดือนสูงสุดในปี 2562 คือ บังกลาเทศ 10% เวียดนาม 9.8% อินเดีย 9.2% ในทางตรงกันข้ามออสเตรเลียเงินเดือนขึ้นอยู่ที่ 2.6% นิวซีแลนด์ 2.5% และญี่ปุ่น 2% จะเห็นได้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการขึ้นเงินเดือนจะค่อนข้างน้อยเนื่องจากมีความมั่นคง สำหรับประเทศไทยปี 2561 และปี 2562 จะมีการขึ้นเงินเดือนสัดส่วน 5.5% หากเปรียบกับเมียนมามีการขึ้นเงินเดือนเพียง 9%

สิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในยุคดิจิทัลที่มีการใช้เทคโนโลยีนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างและจัดการระบบนิเวศบุคลากรให้มีความหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจ้างพนักงานแบบชั่วคราว ผู้รับงานอิสระ และการหาบุคลากรจากกลุ่มผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศด้านบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

กสทช.ชี้ “5จี”สร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571321

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 20:48 น.

กสทช.ชี้ "5จี"สร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

เลขาฯกสทช.ชี้ยุค5Gจะทำให้เศรษฐกิจและการเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนแปลง เอกชนคาดปี62 ได้ใช้แน่!

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา”5G : จุดเปลี่ยน Landscape เศรษฐกิจ-การเมืองไทย”ว่า หลังปี 2563 เมื่อ 5G เข้ามามีบบาทแล้ว จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยโครงสร้างภาคการผลิตเมื่อปัญญาประดิษฐ์และ Internet of Thing (IoT) เข้ามามีบทบาท จะทำให้หุ่นยนต์มาทำงานแทนคนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ห่วงโซ่การผลิตจะเปลี่ยนไปโดยผู้ผลิตจะขายตรงไปที่ลูกค้า BIG Data จะมีบทบาทในการผลิตเพื่อลดต้นทุน ความแม่นยำในการวางแผนการผลิตสินค้าจะตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ขณะที่ภาคธุรกิจที่เป็นตัวกลางในการประกอบธุรกิจ จะถูกลดบทบาทและหายไปในที่สุด อาทิ ธนาคาร เอเย่นต์ท่องเที่ยว (travel Agent) ร้านค้า ขณะเดียวกันจะมีการต่อยอดและเกิดธุรกิจใหม่ๆตามเทคโนโลยีใหม่ที่นะเกิดขึ้น

สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองในยุค 5G จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเลือกตั้ง สิทธิของผู้เลือกตั้งจะไร้พรมแดน อนาคตจะใช้สิทธิผ่านออนไลน์ และสามารถลงคะแนนลับได้ทุกหน่วยเลือกตั้งแบบดิจิทัล ไม่ต้องเดินทางหรือกลับภูมิลำเนา จะทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งสะดวกมากขึ้น รวมทั้งการหาเสียงไม่จำเป็นต้องหาเสียงผ่านคนกลาง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ใช้ Social Media ในการหาเสียง ใช้ VR หรือ AR ในการเจ้าถึงประชาชนโดยตรงทุกที่พร้อมกัน ใช้ BIG Data วิเคราะห์ฐานเสียง และสื่อสารสองทาง

ด้านนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) คาดว่าเทคโนโลยี 5G จะเกิดขึ้นในปี 62 โดย 5G จะมีความเร็วกว่า 4Gเป็น 100 เท่า และสามารถใช้อุปกรณ์ได้มากกว่า 1 ไอดีและมีระยะเวลาตอบสนอง (Latency) เร็วมาก โดยเหมาะใช้กับอุปกรณ์การแพทย์ อากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น

ในไทยจะใช้คลื่นความถี่ 2600MHz รองรับ 5G ขณะที่ไทยยังไม่ยกเลิกการใช้ 2G ซึ่งแล้วไปใช้ 3G จะนำคลื่นมาใช้ และ 4G ที่ยังมีเหลืออยู่ 35MHz บนคลื่น 1800MHz ทั้งหมดน่าจะนำมาใช้งานได้

ธุรกิจใช้บิ๊กดาต้า กุญแจไขความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571274

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

ธุรกิจใช้บิ๊กดาต้า กุญแจไขความสำเร็จ

เรื่อง…ปากกาด้ามเดียว

ในยุคที่การทรานส์ฟอร์เมชั่นภาคธุรกิจด้วยดิจิทัลกำลังถูกผลักดันในประเทศไทย บิ๊กดาต้าเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจในยุค 4.0 ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกในปริมาณที่มากพอเพื่อขับเคลื่อนและลดความผิดพลาดของธุรกิจ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกจากกองข้อมูลมหาศาลนำมาเพิ่มมูลค่า

จากการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าประจำปี 2560 โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับบริษัทไอดีซี รีเสิร์ช (ไทยแลนด์) พบว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าในปี 2561 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 13.7% มีมูลค่าถึง 13,642 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 16.4% ในปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 15,671 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยกำลังถูกท้าทายและผลักดันให้ก้าวข้ามการเรียนรู้ประโยชน์ที่บิ๊กดาต้ามีต่อธุรกิจเพียงทฤษฎี และต้องเริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถนำข้อมูลมหาศาลทั้งจากภายในและภายนอกกลับมาใช้ประโยชน์ให้เป็นด้วยการวิเคราะห์อย่างมีระบบ เพื่อให้บิ๊กดาต้าขององค์กรกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์พิชิตความสำเร็จในยุคดิจิทัล

อิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) บริษัทที่ปรึกษาและให้บริการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจ ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพูดถึงการนำองค์กรธุรกิจก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ บิ๊กดาต้า

ขณะที่ เอบีม ประเทศ ไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในประเทศไทยได้รับคุณค่าใหม่อย่างแท้จริง (Realcustomer Value) จากการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลระหว่างองค์กร และเพื่อใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ทางธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นคือ การร่วมมือกับกลุ่มตรีเพชรจัดงานแฮกกาธอน “Hackathon by Tri Petch Group X ABeam” ในงาน CEBIT ASEAN THAILAND 2018 ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้นำเสนอแนวคิดและเฟ้นหาไอเดียการนำบิ๊กดาต้ามาต่อยอดธุรกิจรถยนต์ โดยให้โจทย์นำบิ๊กดาต้าจำนวนมหาศาลของกลุ่มตรีเพชร ซึ่งเกี่ยวกับ “Vehicle Insight Data” ที่เก็บรวบรวมเอาข้อมูลเชิงลึกของรถต่างๆ ประมาณ 7-8 ปี ใช้เป็นข้อมูลไปวิเคราะห์เอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้สร้างมูลค่าสำหรับธุรกิจรถยนต์

สำหรับทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ADME กลุ่มนิสิตจากสาขาวิชาการออกแบบและการผลิตยานยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเสนอไอเดียนำข้อมูลบิ๊กดาต้าของกลุ่มตรีเพชรไปใช้ประโยชน์กับตลาดรถมือสอง ด้วยแนวคิด “รถยนต์ไม่ควรมีราคาขายต่อที่เท่ากัน” เนื่องจากพฤติกรรมการขับรถของผู้ขับขี่รถแต่ละคันส่งผลกับสภาพรถยนต์ที่ต่างกันไปด้วย โดยนำเอาบิ๊ก ดาต้าเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับขี่มาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อตีมูลค่ารถยนต์ และยังสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับสังคมได้ เพราะผู้ใช้จะปรับปรุงพฤติกรรมการขับรถให้ดียิ่งขึ้นหากต้องการได้ราคาขายต่อรถที่ดีขึ้น สร้างให้เกิดสังคมขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกด้วย

“ไอเดียที่ได้จากงานแฮกกาธอน ‘Hackathon by Tri Petch Group X ABeam’ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของธุรกิจที่ต้องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้าอย่างชาญฉลาด” ฮาระ กล่าว

ปัจจุบันวิวัฒนาการของเทคโนโลยีไอโอทีสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กับธุรกิจ ดังนั้นองค์กรธุรกิจจึงต้องพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การทดสอบวิธีการวิเคราะห์ รวมทั้งการสนับสนุนทางด้านเทคนิค ควบคู่กับใช้ระบบในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่องกลยุทธ์ บุคลากรและการจัดองค์กร กระบวนการทางธุรกิจ และระบบต่างๆ ให้ทุกหน่วยงานในองค์กรสามารถบริหารการวิเคราะห์ข้อมูลได้

เอสไอเอสลุยคลาวด์เซอร์วิสตั้งเป้า3ปีร่วมเป็นผู้นำตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571037

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

เอสไอเอสลุยคลาวด์เซอร์วิสตั้งเป้า3ปีร่วมเป็นผู้นำตลาด

เอสไอเอส ทรานส์ฟอร์ม อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม เปิดบริการ โครงข่ายไฟเบอร์ออปติกความเร็วสูง เชื่อมคลาวด์กับลูกค้า

นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งสินค้าไอทีสำหรับองค์กร เปิดเผยว่า  บริษัทได้ทรานส์ฟอร์เมชั่นจากธุรกิจดิสทริบิวเตอร์อุปกรณ์ไอที ด้วยการแตกธุรกิจใหม่คลาวด์เซอร์วิส  “SiS Cloud Services” เพื่อรุกตลาดพับลิคคลาวด์ในประเทศไทย โดยจะชูกลยุทธ์การนำเสนอบริการคลาวด์เซอร์วิสที่เน้นให้ลูกค้าสามารถคัสตอมไมซ์ระบบคลาวด์ได้ด้วยตนเอง

สำหรับข้อมูลจากไอดีซีคาดการณ์ว่า ภายในปีนี้ทั่วโลกจะมีมูลค่าการใช้จ่ายพับลิคคลาวด์ 5 ล้านล้านบาท (1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 23.2% จากปี 2560 สำหรับในไทยตลาดคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตราว 35% จากปีที่แล้ว โดยองค์กรธุรกิจมองหาผู้ให้บริการที่มีทีมงานมากประสบการณ์ และมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ เพื่อความคล่องตัวและง่ายในการบริหารจัดการและตรงกับกฎระเบียบต่างๆ

ทั้งนี้ บริษัทจับมือกับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์เทเลคอม โดยใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกความเร็วสูงเชื่อมต่อลูกค้าทั่วประเทศเข้ากับคลาวด์ได้ และใช้ดาต้าทั้งสองแห่งในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าของเอสไอเอส โดยเปิดให้บริการ 6 รูปแบบ ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์บน คลาวด์ เวอร์ชวล เดสก์ท็อปบนคลาวด์ แบ็กอัพไปสู่คลาวด์ ช่วยปกป้องข้อมูลได้ครบวงจร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทวางกลุ่มเป้าหมายเจาะ 5 กลุ่มองค์กรธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มค้าปลีกที่มีเครือข่ายสาขา กลุ่มประกันภัย กลุ่มหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐ และกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ

“ความได้เปรียบในธุรกิจคลาวด์ เซอร์วิส จากการเป็นผู้ให้บริการในประเทศ และมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเพื่อแก้ไข ทดลองและปรับแต่งได้ โดยเน้นความยืดหยุ่นในการปรับแต่งบริการต่างๆ ให้เข้ากับลูกค้าแต่ละราย และยังมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เหนือกว่าต่างประเทศ พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดพับลิคคลาวด์” นายสมชัย กล่าว

ขณะที่การขยายฐานลูกค้าจะนำเสนอโซลูชั่นและบริการผ่านคู่ค้ากว่า 2,000 ราย โดยภายใน 3 ปีตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดในไทย จากปัจจุบันเปิดให้บริการกับลูกค้าองค์กรไปแล้วมากกว่า 30 ราย และคาดว่าจะขยายบริการครอบคลุมไปยังกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มากขึ้นในปี 2562 สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ราว 2 หมื่นล้านบาท

นายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) กล่าวว่า ดิจิทัล ดิสรัปชั่น ได้พลิกโฉมการทำธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง ผลการศึกษา Evolution เมื่อปี 2560 จากเพียว สตอเรจ เผยว่า 66% ของธุรกิจในไทยมีแผนจะใช้งานบริการคลาวด์สาธารณะมากขึ้นใน 18-24 เดือนข้างหน้า ถือว่าคลาวด์ที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญเสริมศักยภาพการทำธุรกิจยุคใหม่แล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์ก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญ

โซเชียลไทยใช้ทวิตเตอร์พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570938

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 07:00 น.

โซเชียลไทยใช้ทวิตเตอร์พุ่ง

ไวซ์ไซท์ชี้โซเชียลมีเดียไทยเติบโตต่อ ปริมาณข้อมูลสูงถึง 5,300 ล้านข้อความ ภาคธุรกิจบริการปรับใช้เจาะกลุ่มตลาด

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เทรนด์การใช้โซเชียลมีเดียในไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณข้อมูลบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ย 1 หมื่นข้อความ/นาที หรือสูงถึง 5,300 ล้านข้อความ/ปี เติบโตขึ้น 47% จากปีที่ผ่านมาที่มีปริมาณข้อมูลที่ 3,600 ล้านข้อความ/ปี

สำหรับเทรนด์การใช้โซเชียลมีเดียในไทยมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยผู้ใช้งานหน้าใหม่ผ่านทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นกว่า 34% จากผู้ใช้งานยุคใหม่ การประชาสัมพันธ์แบรนด์ สวนทางกับ เฟซบุ๊กที่มีผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 4-5% และอินสตาแกรมที่ลดลง 1.5% จากความอิ่มตัว แต่ทั้งนี้ไม่มีนัยสำคัญต่อการส่งต่อข้อมูลบนโซเชียลที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่มีการปรับใช้ข้อมูลในโซเชียลมีเดียเพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ความงาม ยานยนต์ รวมถึงหน่วยงานราชการที่เริ่มปรับใช้ข้อมูลวิจัยเชิงลึกพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านการฟังเสียงทางโซเชียล

ขณะที่ในปี 2562 บริษัทเตรียมปรับเพิ่มเงินลงทุน เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับข้อมูลโซเชียลที่จะเติบโตต่อเนื่องปีละ 20-30% โดยตั้งเป้า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยผลักดัน รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้น 20-30% เช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมจัดงาน Thailand Zocial Awards 2019 ในวันที่ 28 ก.พ. 2562 เพื่อมอบรางวัลให้กับแบรนด์ เอเยนซี อินฟลูเอนเซอร์ ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียเป็นปีที่ 7 ภายใต้คอนเซ็ปต์ PLAY : Rolling your data ซึ่งใช้เกณฑ์วัดความสามารถของแบรนด์ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายประสิทธิภาพ การกระจายเนื้อหา ปริมาณการรับรู้

เอไอเรื่องใกล้ตัว เปลี่ยนวิถีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570866

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

เอไอเรื่องใกล้ตัว เปลี่ยนวิถีชีวิต

ทิม ไตรติลานันท์ ผู้จัดการฝ่ายการขาย บริษัท ซินโนโลยี ประเทศไทย

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง เป็นเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนทั้งโลก เทคโนโลยีที่มาพร้อมขีดความสามารถในการปรับปรุงกระบวนการ ลดค่าใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนศักยภาพทางธุรกิจ

แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่า เอไอ กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไรบ้าง เอไอ กำลังเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่เริ่มตั้งแต่ในบ้าน มันถูกใช้ในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด เข้าใจทุกความต้องการ และทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้น

ลองนึกภาพตัวเองตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและเดินเข้าครัวไปยังหม้อต้มกาแฟที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น พร้อมกับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตว่าคุณไปเข้าคลาสออกกำลังกายสายแล้ว หรือเมื่อเปิดตู้เย็นแล้วพบว่าโยเกิร์ตถ้วยโปรดที่คุณกินหมดไปแล้วเมื่อวันก่อน มีถ้วยใหม่มาใส่แทนไว้แล้ว ไม่ต้องวิตกกังวลระหว่างทำงาน เพียงเพราะไม่แน่ใจว่าได้เปิดระบบสัญญาณกันขโมยก่อนออกจากบ้านหรือไม่ เอไอได้ทำสิ่งนั้นแทนแล้ว

แม้ว่า เอไอ จะสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้ แต่ศักยภาพที่แท้จริงของมันยังมีอีกมาก สถานการณ์ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง ถึงแม้ว่ามันยังไปไม่ถึงจุดที่จะสามารถสั่งซื้อสินค้าใช้สอยแทนคนได้ แต่วิวัฒนาการของอุปกรณ์ที่มีเอไอก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ จึงมีแนวโน้มที่จะได้เห็น เอไอ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของบ้านได้เร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง

บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ (Gartner) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2565 อุปกรณ์ที่มีเอไอ อาจมีระดับความฉลาดทางอารมณ์พอที่จะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนคนหนึ่งมากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก โซลูชั่นที่มีอยู่แล้ว เช่น Amazon Echo และ Google Home ถูกนำไปใช้ในห้องรับรองพิเศษและห้องครัว เพื่อให้สอดรับกับรสนิยมและอารมณ์ความรู้สึกของคน ซึ่งทำให้ เอไอ เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญคือ ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนโตหรือสร้างบ้านที่มีระบบอัตโนมัติเพื่อใช้ประโยชน์จากเอไอ บ้านเรือนโดยทั่วไปมีเราเตอร์ อุปกรณ์เครือข่ายที่เรียกว่า Network Attached Storage (NAS) ระบบกล้องวงจรปิด และเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) อุปกรณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นของใช้ธรรมดาทั่วไปเหมือนเครื่องชงกาแฟ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังเอไอได้แบบไร้รอยต่อ เพื่อให้สามารถควบคุมกลไกภายในบ้านได้แบบเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ หากต้องการปกป้องบุตรหลานจากการเข้าถึงคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม การใช้ Siri บนสมาร์ทโฟน รวมถึง NAS และเราเตอร์แบบมีเอไอ จะช่วยให้สามารถตรวจติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมในโลกออนไลน์ของทุกคนในบ้านได้ ซึ่งเป็นระบบ Parental Control ที่ง่ายและใช้งานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก

ทั้งนี้ ยังสามารถใช้แนวคิดนี้สร้างคิวอาร์โค้ด (QR code) เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถสแกนเพื่อเข้าถึงไว-ไฟ ในบ้านของคุณได้ ซึ่งนับเป็นวิธีที่ง่ายขึ้นมาก และไม่ต้องมัวเสียเวลาค้นหารหัสผ่านไว-ไฟที่ไม่เคยจำ

หากเคยสะดุ้งตื่นตอนตี 2 จากสัญญาณเตือน แต่กลับพบว่าเป็นแค่เสียงลมหรือฝน หรือแมลงไต่เข้าไปในเซ็นเซอร์ ลองลงทุนติดตั้งระบบที่มีเอไอจะช่วยขจัดความน่าเบื่อของสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดและทำให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ระบบกล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยแบบมีเอไอของ Synology ที่มาพร้อมอัลกอริทึมที่มีขีดความสามารถในการจดจำรูปแบบที่สลับซับซ้อน ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดและเพิ่มช่วงเวลาพักผ่อนแบบไร้กังวลให้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่หารูปถ่ายไม่เจอหรือไม่สามารถคัดแยกให้เป็นระบบได้สักที สามารถใช้ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ อย่าง Moments ของ Synology ที่จัดหมวดหมู่รูปภาพตามธีม วัตถุ และกลุ่มคน รวมทั้งช่วยให้สามารถแก้ไขหรือปรับแต่งภาพให้เหมาะสำหรับการนำไปพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น การปรับแสง สร้างเทมเพลตสำหรับสมุดภาพ สร้างอัลบั้มให้สามารถค้นหาโฟลเดอร์ที่ต้องการได้ง่าย และที่สำคัญคือ สามารถทำทั้งหมดนี้ได้ในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

จากภาพถ่ายไปจนถึงระบบกล้องวงจรปิด จากเพลงไปจนถึงการตรวจติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ต เอไอ แทรกตัวอยู่ในทุกกิจกรรมในบ้าน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนโดยการกำจัดงานธุรการที่จุกจิกออกไป ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายแล้วในปัจจุบัน และจะสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในวิถีชีวิตผู้คน

เพิ่มยอดอีคอมเมิร์ซ ด้วยท่าเบสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570779

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

เพิ่มยอดอีคอมเมิร์ซ ด้วยท่าเบสิก

เรื่อง…โซวบักท้ง

เมื่อประมาณสักอาทิตย์ที่แล้วครับ ระหว่างที่ผมกำลังเสพดราม่าบนเฟซบุ๊กอย่างเมามัน จู่ๆ พลันก็มีข้อความลึกลับส่งเข้ามาทักทาย

“สวัสดีคะ คุณโซวบักท้ง” แน่นอนครับ ชายหนุ่มหน้าตาดีเช่นผม ย่อมไม่ยอมทักกลับในทันที เพราะเรื่องจากประสบการณ์หลายสิบปีที่ผ่านมา ยามมีคนทักโซวบักท้งเข้ามา ถ้าไม่ขายประกัน ก็หนีไม่พ้นขอยืมตังค์

“ดิฉัน เป็นแฟนคอลัมน์ ออนไลน์สไตล์โซวบักท้ง ในโพสต์ทูเดย์ค่ะ” ผมเขียนคอลัมน์ในโพสต์ทูเดย์นี้มาปีกว่าๆ เพิ่งจะมีคนส่งข้อความมาทักทายเป็นคนแรก พลางคิดในใจ “ไอ๊หย่ะ ! เราก็มีแฟนคลับเหมือนกันหรือนี่ !”

“ครับผม ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เมื่อทำความรู้จักกัน เธอก็จัดการระดมคำถามเข้าหาผมแบบไม่ยั้ง แบบไม่กลัวว่าความลับธุรกิจจะรั่วไหล!

จับความได้ว่า เธอทำธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์มาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งธุรกิจก็เหมือนจะไปได้ด้วยดี ตอนนี้เธอพยายามศึกษาการลงโฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่ โดยใช้วิธีการ Optimize Ads ตามแบบที่ผมเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ เดือนหนึ่งเธอจ่ายเงินให้กับเฟซบุ๊กเป็นตัวเลขเกือบจะ 6 หลัก

แต่แม้ว่าธุรกิจจะทำกำไรได้ดี แต่เธอไม่ค่อยมั่นใจว่าเธอทำได้ดีพอแล้วหรือยัง? เพราะยิ่งเธอพยายามจะจ่ายเงินค่าโฆษณาเพิ่มมากขึ้น ยอดขายกลับไม่ค่อยขยับขึ้น ตามสัดส่วนของเงินโฆษณาที่จ่ายเพิ่มเข้าไป

เธอแคปเจอร์หน้าระบบหลังบ้านของเฟซบุ๊กมาให้ผมดูด้วย ผมเห็นวิธีการแบ่ง Ad Set วิธีการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย แอบนึกชมเธออยู่ในใจ แค่อ่านบทความของผมนิดเดียว แต่สามารถเข้าใจหลักการ Optimize Ads ได้เป็นอย่างดี เธอสามารถทำ Click Through Rate (CTR) ได้สูงถึง 18% แถมค่า Cost Per Click ทำได้ต่ำถึงคลิกละ 30 สตางค์ ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

เคสนี้ถือว่า เธอสอบผ่านครับ สำคัญที่สุด คือ ลงโฆษณาไปแล้ว ไม่ขาดทุน สามารถสร้างกำไรได้

“แล้วจะทำยังไง ให้ขายดีขึ้นคะ ?” เธอถามผมต่อ ผมแนะนำเธอแบบง่ายๆ ครับ คือ ให้เธอพยายามขยาย “Basket Size” ดู Bastket Size ในที่นี้ คือ ให้พยายามขายของให้มากชิ้นขึ้น ต่อการช็อบปิ้งหนึ่งครั้งของลูกค้าครับ

จริงๆ เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ สำหรับนักการตลาดครับ แต่บางทีเวลาเราลงเงินโฆษณามากๆ เข้า สมาธิของเรามักจะไปจดจ่ออยู่กับการลงโฆษณายังไงให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เราต้องจดจ่อจริงๆ คือ ทำยังไงให้เกิดกำไรมากที่สุดต่างหาก

ดังนั้น กลยุทธ์การเพิ่ม Basket Size จึงสำคัญมากครับ ในเคสที่เราทำ Optimize Ads ได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ต่อให้เราพยายามทำ Optimize Ads ต่อไป เราอาจจะประหยัดค่าโฆษณาลงได้อีกแค่ 10-30% เท่านั้น แต่ถ้าเราพยายามทำให้คนซื้อของเพิ่มจาก 1 ชิ้น กลายเป็น 2 ชิ้น จะเท่ากับว่าเราสามารถเพิ่มรายได้ได้ถึง 100% ประหยัดค่าโฆษณาได้ถึง 2 เท่า !

วิธีการเพิ่ม Basket Size ก็แล้วแต่การสร้างสรรค์ของนักการตลาด หรือเจ้าของธุรกิจครับ ซื้อ 2 แถม 1, ซื้อครบ XXX บาท จะมีสินค้าแถม, ซื้อชิ้นที่ 2 ลด 30% เป็นต้น

อีกวิธีหนึ่งที่นักการตลาดนิยมกัน คือ เพิ่มรอบความถี่ในการซื้อสินค้าครับ จำไว้เป็นสูตรเลยครับ อย่าปล่อยให้ลูกค้าซื้อสินค้าแค่ครั้งเดียว แล้วจากลาไปเลยเด็ดขาด เราต้องพยายามทำให้เขาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก

อย่างที่พวกเราน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่นั้น สูงกว่าต้นทุนในการรักษาลูกค้ามากมายหลายเท่านัก กลยุทธ์ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำที่นิยมทำกัน ก็เช่น การทำระบบสมาชิก, การพยายามเก็บอีเมลแอดเดรสเพื่อทำ E-newsletter เพื่อเสนอส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า ฯลฯ

จะเห็นว่ากลยุทธ์การทำอี-คอมเมิร์ซนั้น จริงๆ แล้วก็ยังต้องใช้หลักการทำการตลาดในภาคปกติอยู่ครับ การเพิ่มยอดขาย เราต้องพยายามคิดว่า จะทำยังไงให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น และซื้อถี่ขึ้น ประกอบไปด้วย จึงจะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืนและเติบโตได้

สนใจอยากถามปัญหาเรื่องดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง กับโซวบักท้ง ก็แอดเฟซบุ๊กมาได้นะครับ ยินดีช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้…แต่ไม่มีเงินซื้อประกัน และไม่มีตังค์ให้ยืมแล้วนะครับ

กสทช.เผยอนามัยโลกยืนยันเสาสัญญาณโทรศัพท์ไม่กระทบต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570703

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 18:41 น.

กสทช.เผยอนามัยโลกยืนยันเสาสัญญาณโทรศัพท์ไม่กระทบต่อสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ส่งหนังสือแจ้งเลขาธิการ กสทช. ยืนยันผลการศึกษาระบุการปล่อยคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจากเสาสัญญาณไม่กระทบต่อสุขภาพ

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่า ดร.อีมิลี ฟาน เดเวนเตอร์ หัวหน้าคณะรังสีวิทยา องค์การอนามัยโลกทำหนังสือตอบกลับมาแล้วกรณีสำนักงานกสทช.ได้สอบถามในประเด็นความปลอดภัยจากคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งสัญญาณผ่านสถานีฐาน ดร.เดเวนเตอร์ ยืนยันผลการศึกษาช่วงระยะ10ปีระหว่างปี 2539-2549 ระบุไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถชี้ได้ว่าการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ระหว่าง 0-300 กิกกะเฮิร์ตซ์ จากสถานีฐานและการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ

นายฐากร กล่าวว่า ดร.ฟาน เดเวนเตอร์ ยังระบุในจดหมายว่าในปี 2553 คณะนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก ได้ศึกษากรณีการส่งคลื่นสัญญาณเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสถานีฐานก็ยังไม่พบหลักฐานว่าคลื่นความถี่มีผลต่อสุขภาพ

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า หลังจากนั้นองค์การอนามัยโลกยังศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพร่างกายกับการปล่อยคลื่นความถี่จากอุปกรณ์ไร้สายและสถานีส่งสัญญาณคลื่นโทรศัพท์ ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ใดๆอีกเช่นกัน

“องค์การอนามัยโลกจะจัดประชุมในประเด็นคลื่นความถี่จากโทรศัพท์มือถือกับสุขภาพของผู้คนอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ปีหน้าที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์การอนามัยโลกเชิญตัวแทน กสทช.ไปร่วมประชุมด้วย”นายฐากร กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายฐากร ได้ทำหนังสือไปยัง ดร.เดเวนเตอร์ ลงวันที่ 9 ต.ค. 2561 ขอคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกกรณีที่ประชาชนยังคงวิตกกังวลการส่งสัญญาณคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจากสถานีฐานจะมีผลต่อสุขภาพร่างกาย แม้ว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาทั้งจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานเกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่มาเป็นเวลาหลายปีแล้วยืนยันว่าไม่มีผลต่อสุขภาพ จึงเป็นที่มาของหนังสือตอบกลับจาก ดร.เดเวนเตอร์ ลงวันที่ 6 พ.ย. 2561

ในขณะเดียวกัน นายฐากรและผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นความถี่ของสำนักงาน กสทช. เดินทางเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือระดับโลกว่าด้วยนโยบายด้านสุขภาพและการวิจัยเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือกลอร์ (Global Coordination of Research and Health Policy on RF Electromagnetic Fields : G L O R E ) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. 2561

นายฐากร ได้รายงานสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศไทยว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง โดยเฉพาะความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจากการตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนคนไทย อันเนื่องมาจากพัฒนาการที่รวดเร็วของการขยายโครงข่ายการใช้งานคลื่นความถี่แบบไร้สายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้การร้องเรียนเรื่องสุขภาพมีหลากหลายในแง่ของผลกระทบเช่น ปวดศีรษะ หน้ามืด อ่อนแรง หรือแม้แต่อ้างว่าเป็นมะเร็งเป็นต้น ซึ่งการร้องเรียนต่างๆเหล่านี้ส่งไปยังหลายหน่วยงานทั้งในระดับท้องถิ่น สื่อสาธารณะ หรือแม้แต่ศาลปกครอง

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาวิธีแก้ไขป้องกันเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย โดยสำนักงาน กสทช. ได้ออกประกาศในปี พ.ศ. 2549 เพื่อบังคับใช้มาตรฐานการส่งสัญญาณคลื่นความถี่ของ 1998 ICNIRP ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำกับการปล่อยคลื่นความถี่ รวมถึงจำกัดความแรงของคลื่นที่สถานีฐานปล่อยออกมา มาตรฐานอันนี้เป็นแนวทางที่หลายๆประเทศรวมถึงสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และองค์กรอนามัยโลก เลือกใช้

นอกจากนี้ทางสำนักงาน กสทช. มีทีมเจ้าหน้าที่ 25 เขต สุ่มตรวจสอบสถานีฐานทั่วประเทศว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของหลักเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงยังจัดการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของความปลอดภัยของการใช้งานคลื่นความถี่ และให้ทางผู้ประกอบการเอกชนสร้างความรู้และความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่มีการติดตั้งสถานีฐานอีกด้วย

“ถึงแม้ว่าทางสำนักงานจะใช้หลักมาตรฐานสากลในการควบคุมการปล่อยคลื่นความถี่ของสถานีฐานและการสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน แต่ก็ยังพบข้อร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง กสทช. คิดว่าความกังวลของประชาชนในเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญของประเทศในการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่การใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อสื่อสารของเทคโนโลยีนั้นมีแต่จะมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ 5G ที่ต้องวางเสาสัญญาณมากกว่าเทคโนโลยี 3G และ 4G ที่ใช้ในปัจจุบัน”นายฐากรกล่าวในที่ประชุม

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในการประชุม GLORE 2018 ทาง กสทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องของผลการศึกษาและหลักฐานรวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาความกังวลของประชาชนที่คิดว่าคลื่นความถี่มีอันตรายต่อสุขภาพที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้

นายฐากร กล่าวในว่า ทางสำนักงาน กสทช. ได้เสนอต่อที่ประชุมของ GLORE ว่าจะเชิญผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก สมาชิกของ GLORE ทั่วโลกเข้าที่ประชุมในประเทศไทย สำนักงาน กสทช.พร้อมจะเป็นเจ้าภาพและหารือในประเด็นต่างๆเกี่ยวข้องระหว่างคลื่นความถี่กับสุขภาพร่างกาย

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570625

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

จากความนิยมรับชมยูทูบ (YouTube) ในประเทศไทย โดยปัจจุบันการใช้งานยูทูบในประเทศไทยมีผู้ล็อกอินเพื่อเข้ามารับชมมากกว่า 1,000 ล้านคน และใช้เวลามากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวันในการรับชม ทำให้ไทยยังติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีชั่วโมงการรับชมยูทูบมากที่สุดของโลก

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติการใช้งานของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลงานยังมีปริมาณการอัพโหลดคอนเทนต์เพิ่มขึ้นถึง 70% และยังพบว่ากว่า 75% ของผู้ใช้งานมีการเข้าใช้งานยูทูบต่อเนื่องทุกวัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความนิยมที่ยูทูบได้รับ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ได้รับความนิยม ทำให้ยูทูบให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมป๊อปอัพสโตร์ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2548 เพื่อเป็นเวทีให้ทุกคนได้แสดงแนวคิดและความเป็นตัวของตัวเองให้โลกรับรู้

มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง ยูทูบ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดยูทูบได้จัดกิจกรรมป๊อปอัพ สเปซ (Pop-up Space) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 พ.ย.นี้ ที่โครงการช่างชุ่ย โดยจะเน้นการเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตวิดีโอ สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับครีเอเตอร์คนอื่นๆ และเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ในด้านความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งานและครีเอเตอร์แล้ว ยังพบว่าในประเทศไทยมีช่องยูทูบ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน (Silver) จำนวนถึง 1,700 ช่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,000 ช่อง โดยในแต่ละวันจะมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 แสนคน 8 ช่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่าช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน (Gold) ยังเพิ่มขึ้นเป็น 150 ช่องในปัจจุบัน จากช่วงต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 100 ช่อง รวมทั้งมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 10 ล้านคน (Diamond) 5 ช่อง ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิก

ดังนั้น การจัดกิจกรรมป๊อปอัพ สเปซ จึงเชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้พัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่การเป็นช่องที่มีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น YouTube NextUp ที่คัดเลือก 12 ครีเอเตอร์ จากช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 หมื่นคน แต่ไม่ถึง 1 แสนคน เข้ามาร่วมอบรมสร้างพื้นฐานในการผลิตวิดีโอคอนเทนต์ ตลอดระยะเวลา 5 วัน จากทีมงานยูทูบ เพื่อฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์ และรับเงินสนับสนุนมูลค่ากว่า 6.2 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิในโครงการพาร์ตเนอร์ แมเนเจอร์ อีกด้วย

“เราเห็นผลจากการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมา โดยพบว่าผู้ที่มาเข้าร่วมโครงการ NextUp สามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามได้กว่าเท่าตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว” มุกพิม กล่าว

สำหรับในครั้งนี้พบว่ามีครีเอเตอร์ให้ความสนใจเข้ามาใช้งานป๊อปอัพ สเปซ มากกว่า 500 ช่อง และมีการเพิ่มกิจกรรม Music Sessions ที่จัดขึ้นมาสำหรับมิวสิคครีเอเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ที่เข้ามาร่วมงานจะได้เรียนรู้ ติดต่อพูดคุยกับครีเอเตอร์รายอื่นๆ เพื่อให้เกิดโอกาสในการสร้างผลงานด้วยกัน ไปจนถึงการสร้างผลงาน ด้วยการเตรียมสตูดิโอ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้วย

ปัจจุบัน ยูทูบได้เปิดยูทูบ สเปซ เพื่อให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ของยูทูบเข้ามาใช้งานรวมทั้งหมด 10 ประเทศ และได้เปิดในรูปแบบยูทูบ ป๊อปอัพ สเปซ ขึ้น เพื่อให้สามารถขยายการให้บริการยูทูบ สเปซ ได้รวดเร็วขึ้น โดยจัดขึ้นกว่า 55 ครั้งในกว่า 21 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จัดขึ้นในปี 2559 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่โครงการ ยูทูบ เน็กซ์อัพ เป็นการเเข่งขันเพื่อเฟ้นหาครีเอเตอร์หน้าใหม่ไฟเเรง โดยนับแต่เปิดตัวเมื่อปี 2554 ได้ช่วยให้ครีเอเตอร์กว่า 500 ราย จากกว่า 13 ประเทศทั่วโลกประสบความสำเร็จในการพัฒนาช่องยูทูบของแต่ละคน