ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570607

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 06:45 น.

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

จากความนิยมรับชมยูทูบ (YouTube) ในประเทศไทย โดยปัจจุบันการใช้งานยูทูบในประเทศไทยมีผู้ล็อกอินเพื่อเข้ามารับชมมากกว่า 1,000 ล้านคน และใช้เวลามากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวันในการรับชม ทำให้ไทยยังติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีชั่วโมงการรับชมยูทูบ มากที่สุดของโลก

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติการใช้งานของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลงานยังมีปริมาณการอัพโหลดคอนเทนต์เพิ่มขึ้นถึง 70% และยังพบว่ากว่า 75% ของผู้ใช้งานมีการเข้าใช้งานยูทูบต่อเนื่องทุกวัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความนิยมที่ยูทูบได้รับ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ได้รับความนิยม ทำให้ยูทูบให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคอนเทนต์ ครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม ป๊อปอัพสโตร์ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2548 เพื่อเป็นเวทีให้ทุกคนได้แสดงแนวคิดและความเป็นตัวของตัวเองให้โลกรับรู้

มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง ยูทูบ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดยูทูบได้จัดกิจกรรม ป๊อปอัพ สเปซ (Pop-up Space) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสนับสนุนเหล่า ครีเอเตอร์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 พ.ย.นี้ ที่โครงการช่างชุ่ย โดยจะเน้นการเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การผลิตวิดีโอ สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับครีเอเตอร์คนอื่นๆ และเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ในด้านความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งานและครีเอเตอร์แล้ว ยังพบว่าในประเทศไทยมีช่องยูทูบ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน (Silver) จำนวนถึง 1,700 ช่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,000 ช่อง โดยในแต่ละวันจะมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 แสนคน 8 ช่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่าช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน (Gold) ยังเพิ่มขึ้นเป็น 150 ช่องในปัจจุบัน จากช่วงต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 100 ช่อง รวมทั้งมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 10 ล้านคน (Diamond) 5 ช่อง ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิก

ดังนั้น การจัดกิจกรรมป๊อปอัพ สเปซ จึงเชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ให้พัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่การเป็นช่องที่มีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น YouTube NextUp ที่คัดเลือก 12 ครีเอเตอร์ จากช่องที่มี ผู้ติดตามเกิน 1 หมื่นคน แต่ไม่ถึง 1 แสนคน เข้ามาร่วมอบรมสร้างพื้นฐานในการผลิตวิดีโอคอนเทนต์ ตลอดระยะเวลา 5 วัน จากทีมงานยูทูบ เพื่อฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์ และรับเงินสนับสนุนมูลค่ากว่า 6.2 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิในโครงการพาร์ตเนอร์ แมเนเจอร์ อีกด้วย

“เราเห็นผลจากการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมา โดยพบว่าผู้ที่มาเข้าร่วมโครงการ NextUp สามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามได้กว่าเท่าตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว” มุกพิม กล่าว

สำหรับในครั้งนี้พบว่ามีครีเอเตอร์ให้ความสนใจเข้ามาใช้งานป๊อปอัพ สเปซ มากกว่า 500 ช่อง และมีการเพิ่มกิจกรรม Music Sessions ที่จัดขึ้นมาสำหรับ มิวสิคครีเอเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ที่เข้า มาร่วมงานจะได้เรียนรู้ ติดต่อพูดคุยกับ ครีเอเตอร์รายอื่นๆ เพื่อให้เกิดโอกาสในการสร้างผลงานด้วยกัน ไปจนถึงการสร้างผลงาน ด้วยการเตรียมสตูดิโอ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้วย

ปัจจุบัน ยูทูบได้เปิดยูทูบ สเปซ เพื่อให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ของยูทูบเข้ามาใช้งานรวมทั้งหมด 10 ประเทศ และได้เปิดในรูปแบบยูทูบ ป๊อปอัพ สเปซ ขึ้น เพื่อให้สามารถขยายการให้บริการยูทูบ สเปซ ได้รวดเร็วขึ้น โดยจัดขึ้นกว่า 55 ครั้งในกว่า 21 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จัดขึ้นในปี 2559 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่โครงการ ยูทูบ เน็กซ์อัพ เป็นการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาครีเอเตอร์หน้าใหม่ไฟแรง โดยนับแต่เปิดตัวเมื่อปี 2554 ได้ช่วยให้ครีเอเตอร์กว่า 500 ราย จากกว่า 13 ประเทศทั่วโลกประสบความสำเร็จในการพัฒนาช่องยูทูบของแต่ละคน

อาลีบาบาเผย “ไอโฟน” ครองยอดขายสูงสุดในวันคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570596

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 20:28 น.

อาลีบาบาเผย "ไอโฟน" ครองยอดขายสูงสุดในวันคนโสด

“อาลีบาบา”เผย “ไอโฟน” ครองยอดขายสูงสุดหมวดโทรศัพท์มือถือในวันคนโสด ขณะที่ “หัวเหว่ย” โกยยอดขายอันดับสอง

บริษัทอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน เปิดเผยว่า โทรศัพท์สมาร์ทโฟน “ไอโฟน” ของบริษัทแอปเปิล ครองยอดขายสูงสุดในหมวดโทรศัพท์บนแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ในวันคนโสดเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมียอดขายแซงหน้าแบรนด์คู่แข่งจากจีน

อย่างไรก็ดี อาลีบาบาไม่ได้เปิดเผยยอดขายจำนวนเครื่องของโทรศัพท์ที่มีการจำหน่ายเมื่อวานนี้ เพียงแต่ระบุว่า แอปเปิลเป็นหนึ่งใน 237 แบรนด์ที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านหยวน (14.36 ล้านดอลลาร์)

ขณะที่ยอดขายโทรศัพท์ของหัวเหว่ยครองอันดับ 2 ตามมาด้วยเสียวหมี่ ส่วนซัมซุงอยู่ในอันดับ 8

รายงานข่าวระบุว่า ยอดขายบนแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ของอาลีบาบาในวันคนโสด พุ่งแตะ 2.135 แสนล้านหยวน หรือ 3.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานจากอาลีบาบาระบุว่า ยอดขายทั้งหมดมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วย Tmall และ Taobao โดยเพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่ระดับ 1.682 แสนล้านหยวน

วล็อกเกอร์ VS บล็อกเกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570547

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

วล็อกเกอร์ VS บล็อกเกอร์

โดย…ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย)

หลายๆ คนอาจจะสงสัย เดี๋ยวนี้มีกระแสการพูดถึงวล็อกเกอร์ (Vlogger) มากขึ้น วล็อกเกอร์คืออะไร และต่างจากบล็อกเกอร์อย่างไร วันนี้เรามีคำอธิบายมาให้ครับ

ในสมัยก่อนการเขียนบล็อกจะทำในรูปแบบของตัวหนังสือหรือรูปภาพ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้บล็อกเกอร์หันมาทำเป็นรูปแบบวิดีโอมากขึ้น ซึ่งเนื้อหาก็จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้การเติบโตของวล็อกเกอร์มีมากขึ้น โดยสามารถเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าวล็อกเกอร์ หรือยูทูบเบอร์ (YouTuber) ก็ได้เช่นกัน เนื่องจากในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มวิดีโอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ยูทูบอีกต่อไป

สำหรับในประเทศไทยเทรนด์การเติบโตของวล็อกเกอร์กำลังมาแรง โดยจากการเก็บข้อมูลของทีมงานไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการเติบโตของวล็อกเกอร์สูงถึง 70% มีการพูดถึง Vlog ประมาณ 2.6 หมื่นข้อความ และมีเอนเกจเมนต์มากกว่า 5.5 ล้านเอนเกจเมนต์เลยทีเดียว ซึ่งคอนเทนต์ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องอาหารและการท่องเที่ยว

จากสิ่งที่เราค้นพบนี้สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าเทรนด์การทำคอนเทนต์แบบ Vlog กำลังมาแรง โดยเนื้อหาอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดแต่เป็นที่ “สไตล์” หรือคาแรกเตอร์ของวล็อกเกอร์แต่ละคนว่าจะสามารถสื่อสารออกมาได้ดีแค่ไหน เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เป็นโจทย์ให้แบรนด์หรือนักการตลาดจะต้องทำการบ้านมากขึ้นในการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อมารีวิวสินค้าของตัวเอง ไม่ใช่เลือกจากแค่ยอดคนติดตามอย่างเดียว

เตรียมตัวให้พร้อม “จอพับได้” กำลังจะมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570497

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

เตรียมตัวให้พร้อม "จอพับได้" กำลังจะมา!

ซัมซุงเผยโฉมสมาร์ทโฟนต้นแบบที่พับหน้าจอได้ภายในงานสัมมนานักพัฒนา และเตรียมผลิตออกสู่ตลาดเร็วๆนี้

หลังจากมีข่าวเล่าลือกันถึงเทคโนโลยีใหม่ของ สมาร์ทโฟนมาได้สักพัก ล่าสุดซัมซุงได้เปิดตัวเทคโนโลยีหน้าจอพับได้ ชื่อว่า Infinity Flex Display ในงานสัมมนานักพัฒนา Samsung Developer Conference 2018 และมีแผนจะผลิตออกสู่ตลาดให้แฟนๆ ได้ควักกระเป๋าจับจองเป็นเจ้าของเร็วๆ นี้อีกด้วย

โทรศัพท์ที่ยังเป็นรุ่นต้นแบบอยู่นี้ เป็นมือถือแบบพับที่เปิดมาแล้วจะเจอหน้าจอพับได้ โดยมีอีกจอด้านนอกสำหรับใช้งานตอนที่พับอยู่ เมื่อเปิดกางออกมาจะมีขนาดหน้าจอ 7.3 นิ้ว ซึ่งเท่ากับแท็บเล็ตในบางรุ่น เมื่อพับก็จะมีขนาดประมาณหน้าจอ 4.58 นิ้ว เท่ากับสมาร์ทโฟนทั่วไป และถูกออกแบบมาให้เปิด-ปิดได้ซ้ำๆ หลายครั้งโดยไม่กระทบกระเทือน

จุดเด่นหลักๆ ที่ซัมซุงแย้มออกมาคือ สมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้นี้จะเปิดแอพพลิเคชั่นพร้อมกันได้ถึง 3 แอพพลิเคชั่น โดยหน้าจอจะแบ่งออกเป็น 3 ช่อง คือ ช่องใหญ่ 1 ช่อง ช่องเล็ก 2 ช่อง (ตามภาพประกอบจากซัมซุง) นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับกูเกิลเพื่อพัฒนาระบบแอนดรอยด์เพื่อให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ทำงานอย่างไร้รอยต่อ เมื่อมีการสลับการใช้งานจากหน้าจอเล็กไปยังหน้าจอใหญ่

จัสติน เดนิสัน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านการตลาดผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน ซึ่งทำหน้าที่เปิดตัวนวัตกรรมใหม่บนเวที เผยว่า หน้าจอพับได้รุ่นต้นแบบนี้จะเป็นรากฐานของสมาร์ทโฟนในอนาคต แต่เรายังไม่ได้เห็นสเปกเครื่องมากนัก เนื่องจากในงานมีการหรี่แสงไฟในห้องประชุมจนแทบไม่เห็นรายละเอียดตัวเครื่อง รวมทั้งยังไม่ทราบชื่อรุ่นด้วย คาดว่าคงต้องรออีเว้นท์ครั้งถัดไปของซัมซุง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ใช้ยังเป็นห่วงคือ หน้าจอพับได้นี้จะใช้งานได้จริงแค่ไหน รามอน ญามาส นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยด้านการตลาด IDC ตั้งคำถามว่า หากมีการเปิด-ปิดหลายๆ ครั้ง คุณภาพของหน้าจอจะยังคงเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูอีกว่าสมาร์ทโฟนใหม่ของซัมซุงจะดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้ยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนจากเกาหลีใต้ไม่ใช่รายเดียวที่พัฒนานวัตกรรมนี้ ผู้ผลิตจากฝั่งจีน อาทิ หัวเว่ย เลอโนโว และเสียวหมี่ ก็ร่วมวงด้วยเช่นกัน

ที่มา www.m2fnews.com

“อาลีบาบา”ลุยจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดช็อปวันคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570408

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 07:44 น.

"อาลีบาบา"ลุยจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดช็อปวันคนโสด

อาลีบาบางัดกลยุทธ์กระหน่ำจัดโปรโมชั่นวันคนโสด หวังกระตุ้นยอดขายทุบสถิติใหม่

ไมเคิล อีแวนส์ ประธานอาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน แสดงความมั่นใจว่ายอดขายในวันคนโสด หรือวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่สุดประจำปีวันที่ 11 พ.ย. จะยังขยายตัวแข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยในปีนี้อาลีบาบาได้ใช้กลยุทธ์ใหม่ 2 อย่างเพื่อหวังกระตุ้นให้ยอดขายทะยานทุบสถิติใหม่อีกครั้ง

วอลสตรีท เจอร์นัล และเซาท์ ไชน่ามอนิ่ง โพสต์ รายงานว่า นับเป็นครั้งแรกที่อาลีบาบาได้ดึงให้ธุรกิจออฟไลน์มาร่วมจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าด้วย เช่น เหอหม่า เชนซูเปอร์มาร์เก็ตของอาลีบาบา รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นธุรกิจค้าปลีกแบบมีหน้าร้านอย่าง อาร์ที-มาร์ท ให้ส่วนลดกับลูกค้าที่เพิ่งมาซื้อสินค้าเป็นครั้งแรกด้วย

รายงานระบุว่า ผู้บริโภคชาวจีนสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อรับส่วนลดราคาสินค้าออนไลน์ได้ตามร้านค้าต่างๆ กว่า 2 แสนแห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนลดดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 เท่าจากเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซ ในเครืออาลีบาบา ได้ร่วมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายออนไลน์ในวันคนโสดนอกตลาดจีนเป็นครั้งแรกด้วยใน 6 ประเทศอาเซียนที่รวมถึงไทย โดยในปีนี้ดีลลดราคาสำหรับสินค้าราว 5 แสนรายการ เปิดให้สั่งซื้อได้ก่อนวันคนโสด นับตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.

ทั้งนี้ อีแวนส์ ระบุว่า สำหรับในวันคนโสดปีนี้ ยอดขายสินค้าประเภทเครื่องสำอาง อาหาร แฟชั่น และเครื่องแต่งกาย คาดว่าขยายตัวแข็งแกร่ง พร้อมเสริมว่าอาลีบาบากำลังพยายามกระตุ้นยอดขายในกลุ่มผู้บริโภคจีนเป็นหลักราว 300 ล้านคน

อย่างไรก็ดี ประธานอาลีบาบา ระบุว่า ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง เช่น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ด้าน บริษัทที่ปรึกษา โอลิเวอร์ ไวแมน เปิดเผยผลสำรวจ พบว่า 38% ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของอาลีบาบาวางแผนซื้อสินค้าน้อยลงในวันคนโสด ส่วนในภาพรวมนั้นผู้ตอบแบบสอบถาม 30% ระบุว่าจะใช้จ่ายน้อยลง

ก่อนหน้านี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า การขยายตัวของยอดค้าปลีกออนไลน์ลดลง 12% มาอยู่ที่ 24% เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยความวิตกเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคจีนเริ่มลดการจับจ่ายใช้สอยลง

เสี่ยวหมี่ชู100ล.เครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570336

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:38 น.

เสี่ยวหมี่ชู100ล.เครื่อง

เสี่ยวหมี่ เร่งปั๊มยอดขายในไทย เปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่นใหม่ ผุดมินิสโตร์ปีนี้ 30 สาขา ปูทางขยายตลาดต่างจังหวัด

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เสี่ยวหมี่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ภาพตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้เสี่ยวหมี่มีอัตราการเติบโตทั่วโลก 21.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์สร้างความหลากหลาย การนำเสนอโปรดักส์และดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 70-80% สามารถเลือกสมาร์ทโฟนที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ กลยุทธ์ตลาดในประเทศไทยในช่วงไตรมาส 4 ได้วางแผนเปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่นใหม่ ล่าสุดได้เปิดตัวรุ่น Mi 8 Pro เพื่อเจาะตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม มีฟีเจอร์สแกนนิ้วใต้จอ ตอบสนองฉับไวปลดล็อกหน้าจอโดยใช้นิ้วสัมผัส ราคา 1.99 หมื่นบาท และ Mi 8 Lite ระดับราคา 7,990 บาทขึ้นไป เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ และจะเปิดรุ่น Mi mix 3 ในเดือน ธ.ค. แต่ต้องรอดูปริมาณเครื่องเพียงพอกับการวางตลาดหรือไม่

ขณะที่ช่องทางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จะวางจำหน่ายในทางมาร์เก็ตเพลส ประกอบด้วน รุ่น Mi 8 Lite จะจำหน่ายมาร์เก็ตเพลส เจดี ดอทคอม และรุ่น Mi 8 Pro จำหน่ายผ่านลาซาด้า เริ่มวันที่ 11 พ.ย.นี้ และจะจำหน่ายทั้งสองรุ่นในวันที่ 15 พ.ย. ที่มินิ สโตร์ Mi Authorized นอกจากในปีนี้วางแผนเปิดมินิสโตร์ให้ครบ 30 สาขา โดยมุ่งเน้นในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้นควบคู่กับการช่องทางจำหน่ายในกรุงเทพฯ

“การขยายสาขาในตลาดต่างจังหวัดจะลงลึกถึงในระดับอำเภอ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากสมาร์ทโฟนเน้นคุณภาพ การดีไซน์ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย สอดคล้องกับกำลังซื้อ โดยวางแผนจะเปิดมินิสโตร์ อาทิ จ.ขอนแก่น ลำพูน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดไปแล้ว 12 สาขา เช่น จ.นครศรีธรรมราช และกำลังจะเปิดอีก 2 แห่ง ได้แก่ สนามบิน จ.เชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขยายไปแล้ว 2 สาขา และไอคอนสยาม”

นายเฉิน กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา หรือระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. บริษัทเปิดตัวสินค้าทั้งหมด 16-17 รุ่น โดยนโยบายของเสี่ยวหมี่มุ่งเน้นตลาดสมาร์ทโฟนในไทยในระดับ 5,000-1 หมื่นบาท เป็นเซ็กเมนต์ระดับกลาง เพราะตลาดใหญ่เป็นระดับราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย สำหรับในไทยเสี่ยวหมี่มีฐานลูกค้าที่เป็นแฟนคลับ 1.5 แสนราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อต้นปีที่มีราว 3 หมื่นราย ขณะเดียวกันยังคงสร้างแบรนด์ผ่านสื่อโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ เพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับไตรมาส 3 ของปีนี้ เสี่ยวหมี่เป็นสมาร์ทโฟนอันดับ 4 ของโลก มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 9.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่ง 7.5% โดยในช่วงไตรมาส 3 มียอดขายทั่วโลก 34 ล้านเครื่อง และตั้งเป้าหมายสิ้นปีจะมียอดขายทั่วโลก 100 ล้านเครื่อง ขณะที่ผู้นำตลาดซัมซุงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ มีส่วนแบ่ง 20.3% ยอดขาย 72.2 ล้านเครื่อง หัวเว่ยมีส่วนแบ่ง 14.6% ยอดขาย 52 ล้านเครื่อง และแอปเปิ้ล มีส่วนแบ่ง 13.6% ยอดขาย 46.9 ล้านเครื่อง

ภาพ https://www.gizmochina.com

พาชม “แอปเปิลสโตร์” แห่งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570213

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 21:42 น.

พาชม "แอปเปิลสโตร์" แห่งแรกในไทย

เผยโฉมร้าน แอปเปิล สโตร์ สาขาแรกในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ภายในไอคอนสยาม

ใกล้เปิดอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับร้าน แอปเปิล สโตร์ สาขาแรกในประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ภายใน ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 54,000 ล้านบาท ในทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเปิดตัวจริงวันที่ 10 พ.ย.

สำหรับร้าน แอปเปิล สโตร์ สาขาแรกในไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของ ไอคอนสยาม สาขานี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า แอปเปิล ไอคอนสยาม ส่วนดีไซน์การตกแต่งร้าน หากมองจากด้านนอกจะเป็นกระจกใสขนาดใหญ่ 38 x 11 เมตร ภายในร้านมีขนาดพื้นที่ 120-130 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยต้นฟีกัสเรียงกัน 12 ต้น ที่เป็นคอนเซ็ปต์เดียวกันกับร้านอื่นทั่วเอเชีย

แต่ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันนี้วันนี้โพสต์ทูเดย์ขอพาสาวกแอปเปิล ไปชมบรรยากาศร้าน แอปเปิล ไอคอนสยาม กันก่อน

คนแห่งอนาคต (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570136

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

คนแห่งอนาคต (1)

ชัชวาล สังคีตตระการ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)Logo

ผมมีโอกาสเข้าไปอยู่แวดวงการฝึกอบรมนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่นานหลายปี ในหลากหลายบทบาทฐานะทั้งผู้สอน ผู้เรียน ผู้ให้คำปรึกษา ผู้ร่างและออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรม การฝึกเหล่านี้มีทั้งที่อยู่ในหลักสูตรการศึกษาตามสถานศึกษา และแยกออกมาจัดกันเองข้างนอกด้วยการสนับสนุนจากภาคธุรกิจหรือองค์กรอื่น

เหตุผลที่หลายหัวข้อแยกออกมา อาจเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ยังไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรทางการศึกษา จึงต้องมาเรียนมาสอนกันข้างนอกตามความสนใจและความต้องการของแต่ละภาคส่วน

คงต้องฝากเป็นโจทย์สำหรับสถานศึกษา ว่าจะสามารถปรับปรุงหลักสูตรให้ทันและสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ ข้างนอกได้อย่างไร ซึ่งอันที่จริงก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของสถาบันการศึกษาหลายแห่งแล้วเช่นกัน

ไม่กี่วันก่อน ผมก็มีโอกาสได้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้กับหน่วยงานที่กำลังระดมสรรพกำลังจากคนหลากหลายสาขาอาชีพมาร่วมกันสร้างมาตรฐานแรงงานที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ด้วยเล็งเห็นว่าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป กอปรกับนโยบายในระยะยาวของประเทศนั้น จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากตำแหน่งอาชีพใหม่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงนโยบาย “Vision Zero” ของหลายประเทศทางฝั่งยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาว (ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 20 ปี) เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เป็นศูนย์ ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวนานเหลือเกิน แต่ข้อสำคัญที่สุด หากมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำให้สำเร็จได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ต่อเนื่อง แผนระยะสั้นต้องสอดคล้องและเกื้อหนุนส่งเสริมให้แผนระยะยาวสำเร็จ และต้องมีการประเมินวัดผลอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม การที่เป้าหมายระยะยาวจะสำเร็จได้ อาจต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย เช่น การตั้งเป้าลดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เป็นศูนย์ภายใน 20 ปี อาจต้องมีการออกแบบถนน สาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ การให้ความรู้ บ่มเพาะบุคลากร เป็นต้น

ย้อนกลับมาที่ประเทศเรา หากมีการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว มีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราจะมุ่งไป สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เราจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้อง นั่นคือลักษณะหรือคุณสมบัติของทรัพยากรบุคคลที่เหมาะสมกับความเจริญก้าวหน้าในอนาคตที่จะมาถึง

ประมูลคลื่นรอบหน้ามี.ค.ปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570110

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 07:54 น.

ประมูลคลื่นรอบหน้ามี.ค.ปี'62

“ฐากร” เตรียมเสนอบอร์ดคณะอนุฯ ด้านโทรคมนาคมอนุมัติร่างหลักเกณฑ์การเรียกคืนคลื่นความถี่ คาดประมูลรอบใหม่ มี.ค.-เม.ย.ปี’62

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคม มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ คาดประกาศได้ภายในวันที่ 30 พ.ย. 2561

สำหรับการสู่กระบวนการในการเรียกคืนคลื่น กสทช.จะทำบทวิเคราะห์ถึงผล กระทบและประโยชน์ที่จะได้จากการเรียกคืนคลื่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อให้บอร์ด กสทช.พิจารณา เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้วจะจัดจ้างองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่ กสทช.กำหนดไว้ในระเบียบเพื่อประเมินมูลค่าคลื่นที่เหมาะสม ก่อนเสนอต่อคณะทำงานในการเรียกคืนคลื่น

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.คาดการณ์ว่า การประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2562 โดยจะนำคลื่นย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์, 2600 เมกะเฮิรตซ์ 3400-3500 เมกะเฮิรตซ์ และ 26-28 กิกะเฮิรตซ์ มาประมูล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นห่วง ในการเกิดเทคโนโลยี 5จี คือ เอกชนจะต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนและลงทุน ดังนั้น ก่อนการประมูลเกิดขึ้น กสทช.จะทบทวนหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่รวมถึงมูลค่าคลื่นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยอาจจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในส่วนของการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่จะมีการขยายเวลาออกไปให้มากขึ้น

นอกจากนี้ กสทช.อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้งานเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จากเดิมให้บริการ โทรคมนาคม

เฟซบุ๊กเปิดหาคู่ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570098

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 05:45 น.

เฟซบุ๊กเปิดหาคู่ในไทย

เฟซบุ๊ก ลุยฟีเจอร์หาคู่ เดทติ้ง หวังสานวิชั่นสร้างพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ มัดใจผู้ใช้งานคนโสด ระบุไม่มีนโยบายจัดเก็บค่าบริการ

นายนาธาน ชาร์ป ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์เฟซบุ๊ก เดทติ้ง และหัวหน้ากลุ่มพีเพิล ดิสคัฟเวอรี่ เฟซบุ๊ก ประเทศอเมริกา เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ เฟซบุ๊ก เดทติ้ง (Facebook Dating) สำหรับหาคู่รัก โดยเป็นแพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความสนใจร่วมกันได้พบและพูดคุย สอดรับกับวิชั่นของเฟซบุ๊ก การสร้างพื้นที่ที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ในโลกของออนไลน์ ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลกและแห่งแรกในเอเชียที่เปิดตัวบริการนี้ หลังจากก่อนหน้าได้เปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าวที่โคลัมเบีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย.

ทั้งนี้ การเพิ่มฟีเจอร์เฟซบุ๊ก เดทติ้ง เนื่องจากพบว่าผู้ใช้งานบนเฟซบุ๊กมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลกระบุสถานะโสด และ 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันพบรักและแต่งงานผ่านจากทางช่องทางออนไลน์ สำหรับในไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญของ เฟซบุ๊ก เพราะมีผู้ใช้งานบนเฟซบุ๊กราว 52 ล้านคน/เดือน โดยฟีเจอร์ได้กำหนดผู้ใช้งานต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และเป็นการสร้างความสัมพันธ์เฉพาะในแต่ประเทศเท่านั้น ซึ่งจะเริ่มใช้งานระบบแอนดรอยด์ ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. และจะทยอยติดตั้งบนระบบไอโอเอสในเร็วๆ นี้

ขณะที่เฟซบุ๊ก เดทติ้ง มีหลักของการเลือกคู่ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.การจับคู่จากสิ่งที่สนใจตรงกัน ด้วยรายชื่อแนะนำที่คัดเลือกมาจากความชอบและความสนใจ 2.เลือกคนที่เห็นโปรไฟล์เดทติ้ง จะมีผู้ที่อยู่ในรายชื่อแนะนำและรายชื่อของผู้ใช้งานเท่านั้นที่สามารถดูโปรไฟล์เดทติ้งได้ โดยจะไม่แนะนำเพื่อนปัจจุบันผู้ที่อยู่ใน เฟซบุ๊ก 3.เลือกเข้าร่วมอีเวนต์หรือกลุ่ม เพื่อดูบุคคลที่ใช้งานเฟซบุ๊ก เดทติ้ง คนอื่นๆ ที่มีความสนใจในกิจกรรมเดียวกัน ซึ่งมีโอกาสที่ผู้ใช้งานได้พบปะกัน

นอกจากนี้ หลักที่ 4 การควบคุมความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกระบบแสดงหรือซ่อนเพื่อนของเพื่อนจากรายชื่อแนะนำ และสามารถบล็อกโปรไฟล์อื่นๆ ได้ทุกเมื่อหากไม่สบายใจ โดยการเริ่มใช้งานสามารถส่งแตะปุ่มสนใจเพื่อส่งข้อความ โดยสามารถส่งได้เพียงหนึ่งข้อความเท่านั้นในการเริ่มสนทนา เมื่อคู่สนทนาตอบกลับจึงสามารถตอบโต้กันได้ หากไม่สนใจบุคคลดังกล่าวสามารถกดปุ่มผ่านได้

อย่างไรก็ดี ในด้านการสแกนความปลอดภัยผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก เดทติ้ง ต้องมีชื่อของตัวเองและอายุที่สอดคล้องกับเฟซบุ๊ก และจะไม่สามารถส่งรูปได้ ผู้ใช้งานสามารถส่งแต่ข้อความได้เท่านั้น เพื่อป้องกันการหลอกลวงหรือการคุกคามทางเพศ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เซกกันด์ ลุค (Second Look) สำหรับการดูโปรไฟล์ผู้ที่ไม่สนใจได้อีกครั้ง และฟีเจอร์หยุดการหาคู่รัก (Pause Matching)

สำหรับนโยบายของเฟซบุ๊ก ยังไม่มีแผนจะเปิดฟีเจอร์เดทติ้งในประเทศอื่นๆ ในเร็วๆ นี้ และยังไม่วางแผนจะเก็บค่าบริการสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว จากปัจจจุบันเฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานทั่วโลกราว 2,000 ล้านคน

ภาพ รอยเตอร์ส