“อาลีบาบา”ตั้งเป้านำสินค้าจากต่างประเทศ2แสนล้านเข้าไปขายในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570091

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 19:43 น.

"อาลีบาบา"ตั้งเป้านำสินค้าจากต่างประเทศ2แสนล้านเข้าไปขายในจีน

อาลีบาบาเล็งขายสินค้านอก 2 แสนล้านดอลลาร์ ด้านรองประธานาธิบดีจีนแย้มพร้อมเจรจาสหรัฐ

อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน เปิดเผยว่า จะนำสินค้า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.59 ล้านล้านบาท) จาก 120 ประเทศ เข้าไปขายในจีน ระหว่างปี 2019-2023 รองรับผู้บริโภคจีนที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงมากขึ้น หลังประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศว่าจีนจะนำเข้าสินค้า 30 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 989 ล้านล้านบาท) ตลอด 15 ปีข้างหน้า ในงานไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล อิมพอร์ต เอ็กซ์โป (ซีไอไออี) ที่นครเซี่ยงไฮ้

ด้าน แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา กล่าวในงานซีไอไออีว่า สงครามการค้าเป็นสิ่งที่ไร้สาระที่สุดในโลก พร้อมระบุว่า ความพยายามปรับเปลี่ยนจีนให้กลายเป็นชาติผู้นำเข้าจะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของจีน และจะเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของโลก

ขณะที่ เจดี ดอทคอม คู่แข่งอาลีบาบา เปิดเผยว่า บริษัทจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ต่างชาติเกือบ 1 แสนล้านหยวน (ราว 4.76 แสนล้านหยวน) แต่ยังไม่ได้ระบุระยะเวลา

ทั้งนี้ หวังฉีซาน รองประธานาธิบดีจีน เปิดเผยว่า จีนพร้อมเจรจาและร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อคลี่คลายข้อพิพาททางการค้า ก่อนสีจะหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ นอกรอบการประชุมสุดยอด จี20 ที่อาร์เจนตินาปลายเดือนนี้

“เราเชื่อมั่นว่าจีนและสหรัฐจะได้ประโยชน์ร่วมกันจากความร่วมมือ และลดข้อพิพาท ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ มีผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการพัฒนาของโลก” หวัง กล่าวในงานบลูมเบิร์ก นิว อีโคโนมี ฟอรั่ม ที่สิงคโปร์

“โมโตโรล่า” ส่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ลุยตลาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570088

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 18:49 น.

"โมโตโรล่า" ส่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ลุยตลาดไทย

โมโตโรล่า เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ พร้อมผนึก ช้อปปี้ ประเทศไทย วางขายเฉพาะช่องทางออนไลน์รุ่นแรกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ “โมโตโรล่า อี5 เพลย์” (moto e5 play) โดยได้ร่วมมือกับ ช้อปปี้ ประเทศไทย ในการเป็นช่องทางการจำหน่ายออนไลน์แบบ เอ็กซ์คลูซีฟ

นายศิวกร ดำรงภัทร ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย กลุ่มผลิตภัณฑ์ สมาร์ทโฟน เลอโนโว ประเทศไทย กล่าวว่า โมโตโรล่า ในตระกูล อี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคทั่วโลกและในประเทศไทย ซึ่งมียอดขายเป็นอันดับ 2 รองจาก โมโตโรล่า ในตระกูล จี และในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ โมโตโรล่า ในตระกูล อี ภายหลังการเปิดตัวในช่วง 6 ไตรมาส ที่ผ่านมา

สำหรับ moto e5 play Android Go Edition มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android Go ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนามาจาก Android Oreo เพื่อให้ใช้งานได้ลื่นไหลบนสมาร์ทโฟนที่มีสเปกไม่แรงมาก อีกทั้งยังมีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น โดยเป็นหน้าจอ Max Vision ขนาด 5.3 นิ้ว (อัตราส่วน 18:9 ความละเอียด FWVGA+) ช่วยให้ดูคอนเทนต์ได้ง่ายโดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอบ่อย ๆ แม้หน้าจอจะใหญ่และยาวขึ้น

ภายในมาพร้อมกับซีพียู Snapdragon 425 แรม 1GB หน่วยความจำตัวเครื่อง 16GB เพิ่มเมมได้สูงสุด 128GB มีที่สแกนนิ้วมือที่ด้านหลัง กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล และมีไฟแฟลช LED ทั้งด้านหน้าและหลัง รองรับ 2 ซิม และแบตเตอรี่ความจุ 2100mAh โดยมีเฉพาะสีดำ ราคาวางจำหน่าย moto e5 playAndroid Go Edition อยู่ที่ 2,888 บาท

ซึ่ง moto e5 play จัดเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นราคาประหยัด สบายกระเป๋า เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หลังจากวางจำหน่ายในละตินอเมริกัน และยุโรป โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ช้อปปี้ (Shopee) ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ในการวางจำหน่าย moto e5 play Android Go Edition ผ่านทางช่องทางออนไลน์ที่ช้อปปี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. นี้ เป็นต้นไป

โดเมนเนมกับยูอาร์แอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570018

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

โดเมนเนมกับยูอาร์แอล

เว็บไซต์ทั้ง 3 เว็บข้างต้นนี้ มีสิ่งที่เหมือนกันคือเป็นเว็บไซต์บนโลกออนไลน์เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็มีสิ่งที่แตกต่างกันกันออกไปด้วย นั่นก็คือชื่อและนามสกุลของเว็บไซต์ ซึ่งหลายๆ คนอาจเข้าใจว่ามันก็เหมือนๆ กัน จะใช้ชื่อ และตามหลังด้วย .com .net .co อะไรก็ได้ตามที่ต้องการ แต่แท้ที่จริงแล้วรายละเอียดทั้งหมดบนยูอาร์แอล (URL) นั้น มีความหมายในตัวมันเองทั้งสิ้น วันนี้เราจึงจะมาอธิบายเรื่องราวของโดเมนเนม (Domain Name) และรายละเอียดสำคัญที่คนทำเว็บต้องรู้ให้ทุกท่านได้รับชมกันครับ

โดเมนเนม (Domain Name)

คือชื่อเฉพาะของเว็บไซต์นั้นๆ ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำไปใช้งาน โดยปกติแล้วควรตั้งให้สั้น กระชับ และบ่งบอกความเป็นตัวเราได้ทันที และพึงระลึกเสมอว่าชื่อโดเมนเนมยิ่งสั้นยิ่งดี ถ้ายาวเกินไปจะทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือ โดยกลุ่มธุรกิจส่วนใหญ่มักใช้ชื่อแบรนด์ของตนเองเป็นโดเมนเนมเพื่อการจดจำที่ง่ายขึ้น ตัวอย่างชื่อโดเมน เช่น “apple”.com,“fullrichbride”.com หรือ “makewebeasy”.com เป็นต้น

หลังจากเลือกชื่อโดเมนได้แล้ว สิ่งที่ควรรู้ต่อมาก็คือนามสกุล ที่สามารถดูได้จากส่วนขยายที่ต่อท้ายจากชื่อโดเมน ซึ่งก็คือบรรดา .com .net .co.th .org ฯลฯ ซึ่งนามสกุลเหล่านี้แม้ในทางเทคนิคจะไม่แตกต่างกันมาก และมีให้เลือกใช้กว่าพันแบบ แต่สกุลที่เราได้ยินกันบ่อยๆ อย่าง .com .net .ac .co .org นามสกุลเหล่านี้อยู่ในกลุ่มของ Top-Level Domains (TLDs) หรือสกุลที่เป็นที่รู้จักและคุ้นชินของผู้ใช้ทั่วโลกนั่นเอง ซึ่งนามสกุลแต่ละอันสามารถระบุประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ ได้ในบางครั้งด้วย อันเนื่องมาจากการใช้งานส่วนใหญ่ของประเภทเว็บไซต์ที่ใช้งานกันมายาวนาน โดยอาจจำแนกเป็นประเภทได้ ดังนี้

.com – เว็บไซต์เชิงพาณิชย์ ร้านค้า หรือเว็บไซต์ทั่วไป .net – เว็บไซต์เกี่ยวกับระบบ Network, .org – เว็บไซต์องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร .ac.th – เว็บไซต์สถาบันการศึกษาในประเทศไทย .co.th – เว็บไซต์องค์กรธุรกิจที่จดทะเบียนพาณิชย์ในประเทศไทย .go.th – เว็บไซต์หน่วยงานของรัฐบาลไทย.or.th – เว็บไซต์ราชการ หรือองค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้นามสกุลที่ตามหลังชื่อโดเมนมีให้เลือกมากมายกว่าพันแบบ ซึ่งนามสกุลกลุ่มใหม่ๆ นี้อาจไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกรุ๊ป TLDs แต่เป็นกลุ่มใหม่ เช่น tv.line.me หรือ http://www.thinkparty.agency เป็นต้น

สาเหตุที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่เลือกใช้นามสกุลเดิมๆ เป็นเพราะว่าชื่อเหล่านั้นคุ้นหูผู้ใช้อยู่แล้ว จดจำง่าย และภาพลักษณ์ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งถ้าหากลองเปลี่ยนไปใช้นามสกุลอื่นที่ไม่คุ้นหู ผู้ใช้ก็อาจจะไม่เชื่อถือเว็บไซต์นั้นๆ ก็เป็นได้

ยูอาร์แอล URL (Universal Resource Locator)

ยูอาร์แอล คือ รายละเอียดที่อยู่ที่จะสามารถนำทางไปยังเว็บไซต์นั้นๆ ได้ สมมติง่ายๆ ให้เว็บไซต์เป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง Domain Name คือชื่อบ้านหลังนั้น ส่วน URL คือเส้นทางที่จะพาไปยังบ้านหลังนั้นนั่นเอง โดย URL จะประกอบไปด้วย

ส่วนแรก – ระบบรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ที่เรียกว่า SSL ซึ่งเว็บไซต์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยนี้จะมีชื่อ https อยู่ด้านหน้า URL

ส่วนที่สอง – ชื่อโดเมนของเรา เช่น http://www.makewebeasy ส่วนที่สาม – นามสกุลต่อท้าย เช่น .com .net .co.th เป็นต้น

ถ้ารวมข้อมูลทั้งสามส่วนเข้าด้วยกันจะได้ผลลัพธ์เป็น https://www.makewebeasy.com ซึ่งถ้าเรานำเอา URL ทั้งหมดไปใส่ในช่องกรอก URL ก็จะเป็นการนำทางไปยังเว็บไซต์ของเรานั่นเอง

เว็บไซต์ (Website)

แม้ว่าคุณจะซื้อชื่อโดเมนเรียบร้อยแล้ว มียูอาร์แอลแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณมีเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว เพราะเว็บไซต์เป็นจุดหมายปลายทางในโลกออนไลน์ที่ต้องสร้างขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือ เปรียบเทียบเว็บไซต์เป็นร้านขายสินค้า ชื่อโดเมนคือชื่อร้านค้า ยูอาร์แอล คือ ที่อยู่ของร้าน ส่วนเว็บไซต์ คือ ตัวร้านจริงๆ ที่มีสินค้าให้เลือกซื้อ

นอกจากนี้ ภายในเว็บไซต์ยังจะต้องมีคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นบทความ บทสัมภาษณ์ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ รูปภาพ หรือสื่ออื่นๆ ที่สามารถใส่ลงไปได้

รู้จักกับความแตกต่างของโดเมนเนม ยูอาร์แอล และเว็บไซต์กันไปแล้ว หวังว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจส่วนประกอบของเว็บไซต์มากขึ้นก่อนลงมือทำ แม้ว่ารายละเอียดของหลายๆ ส่วนนั้นจะดูยาก แต่ปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์เรียกได้ว่ามีความง่ายมากๆ หากเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งเจ้าของธุรกิจหลายรายหันมาทำเว็บไซต์เพื่อสู้กับคู่แข่งในโลกออนไลน์กันมากขึ้น และบางธุรกิจ การมีเว็บไซต์ก็ทำให้ผลประกอบการเติบโตก้าวกระโดดด้วย

จับตาเจดีดอทคอม ฝ่าดงร้านค้าเจ้าถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569923

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

จับตาเจดีดอทคอม ฝ่าดงร้านค้าเจ้าถิ่น

โดย…ขนิษฐา สาสะกุล ไอไพร์ซ

หลังจากการเปิดตัว เจดี เซ็นทรัล ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัลกรุ๊ป กับเจดี ดอทคอม เมื่อเดือน ก.ย. 2560 และเปิดร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อ เจดี เซ็นทรัล อย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. 2561 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 เดือน เป็นที่น่าจับตามองว่า ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซน้องใหม่นี้จะฝ่าดงร้านค้าเจ้าถิ่นอย่างไร

ไอไพร์ซ (iPrice) แหล่งช็อปปิ้งเปรียบเทียบราคาออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้หยิบยกเอา Map of E-Commerce ที่ทำการอัพเดทข้อมูลสงครามอี-คอมเมิร์ซในแต่ละไตรมาสมาเผยกันให้ดูกันถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ เจดี เซ็นทรัล และพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

ในส่วนของการมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์โดยเฉลี่ยในไตรมาส 3 อยู่ที่กว่า 2.7 ล้านคน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเกือบ 34 เท่าตัว หรือกว่า 3,200% นับจากการเปิดตัวซึ่งอยู่ที่ 8 หมื่นคน

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ เจดี เซ็นทรัล ทำการโปรโมทอย่างหนักตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่เริ่มทดลองเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงเดือน ส.ค.ที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงถึง 3.7 ล้านคน ถือเป็นจำนวนที่น่าลุ้นว่าในไตรมาสถัดไปจะเพิ่ม-ลดมากน้อยเพียงใด

ที่สำคัญคือ การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมสินค้าอย่างมากดังกล่าว ทำให้ เจดี เซ็นทรัล ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 6 จากเดิมอยู่อันดับที่ 37 ใน Map of E-Commerce ของไอไพร์ซ

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่น เจดี เซ็นทรัล ยังขยับอันดับขึ้นมาถึง 2-3 ช่วงตัว โดยจากช่วงเปิดตัวใหม่ๆ อยู่อันดับที่ 16 ของแอพสโตร์ และอันดับที่ 14 ของเพลย์สโตร์ แต่ในไตรมาส 3 นี้ขยับมาอยู่อันดับที่ 7 ของแอพสโตร์ และอันดับที่ 4 ของเพลย์สโตร์ จากการจัดอันดับร้านค้าอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของไทยที่เก็บข้อมูลล่าสุดในเดือน ต.ค. 2561

ขณะที่การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดตามทางสื่อโซเชียลยอดนิยมของไทย เช่น ไลน์ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊กเริ่มจากไลน์ ที่เมื่อไตรมาสที่ผ่านมา เจดี เซ็นทรัล ยังไม่มีการเปิดบัญชี แต่ในไตรมาส 3 นี้กลับมีจำนวนผู้ติดตามมากถึง 3 ล้านกว่าคน

ตามด้วยผู้ติดตามทางอินสตาแกรม แอพพลิเคชั่นยอดนิยมจากเดิมมีประมาณ 800 คนในไตรมาส 2 แต่ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า หรือกว่า 234% จาก 814 คน มาเป็น 2,720 คน ตบท้ายด้วยจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กที่ขยับขึ้นมา 2 เท่า หรือกว่า 109% จาก 29,311 คน มาเป็น 61,200 คน

ดังนั้น แทบจะคาดเดาได้ว่าในอนาคต เจดี เซ็นทรัล อาจกลายเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซที่จับกลุ่มลูกค้าทางโซเชียลได้เป็นอันดับต้นๆ ก็เป็นได้

ขณะเดียวกันในแง่ของบุคลากร ยังพบว่า มีการรับพนักงานมากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Linkedin สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กด้านอาชีพการงานที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบัน เจดี เซ็นทรัล มีจำนวนพนักงานที่ลงประวัติการทำงานในบริษัทจากเดิม 79 คน ในไตรมาส 2 ขยับขึ้นมาเป็น 107 คน หรือกว่า 35% ในไตรมาส 3 และเชื่อว่ายังมีกลุ่มพนักงานที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีกไม่น้อย ทั้งที่ เจดี เซ็นทรัล เป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซที่เปิดตัวได้เพียงไตรมาสกว่าๆ แต่ดูจำนวนพนักงานแล้วอาณาจักรนี้คงกลายเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซที่ยิ่งใหญ่ในเร็ววัน

ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นข้อมูลที่ช่วยเสริมให้ เจดี เซ็นทรัล กลายเป็นอีกหนึ่งร้านค้าที่น่าจับตามองในอนาคตได้ไม่ยาก แม้จำนวนการเพิ่มขึ้นของผู้เข้าใช้บริการและจำนวนผู้ติดตามทางสื่อโซเชียลออนไลน์จากไตรมาสนี้จะช่วยการันตีความสำเร็จของการร่วมมือกันระหว่าง เจดี ดอทคอม และเซ็นทรัล กรุ๊ป ได้เป็นอย่างดี

ต้องติดตามข้อมูลในอนาคตที่จะบ่งชี้ทิศทางของ เจดี ดอทคอม ต่อไป

อนาคตอี-คอมเมิร์ซผ่านแอพแชต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569921

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

อนาคตอี-คอมเมิร์ซผ่านแอพแชต

โดย…ธนาวัฒน์

แชต อี-คอมเมิร์ซ (Chat Commerce) เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่มาแรงต่อจากโซเชียลคอมเมิร์ซและอี-คอมเมิร์ซ ปัจจุบันแพลตฟอร์มแชตต่างปรับตัว เพื่อรองรับการซื้อขายสินค้าผ่านแอพแชตให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในการซื้อขายสินค้าได้มากขึ้น

การสร้างประสบการณ์ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านบนสนทนาหรือโปรแกรม Messaging แทนที่การให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลสินค้าบนเว็บไซต์ Chat Commerce เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2543 ที่เป็นการขายสินค้าด้วยการคุยผ่านแอพพลิเคชั่นระหว่างลูกค้ากับเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์ ผ่านเข้าสู่ยุคของวีแชตในจีนที่ขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ และ Social Feed จนมาถึงปี 2559 ที่นำเอไอเข้ามาช่วยตอบคำถามด้วย เฟซบุ๊ก แมสเซนเจอร์ แชตบอต แพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างลูกค้ากับแชตบอต

ด้วยจำนวนผู้บริโภคมากกว่า 2,000 ล้านคน ที่ใช้แอพเมสเซจจิ้ง ในเดือน ส.ค. 2560 มีธุรกิจมากกว่า 3.4 หมื่นราย ตัดสินใจเปิดร้านผ่านระบบเมสเซนเจอร์ ต่อมาการทำแชต อี-คอมเมิร์ซ ได้รับการพัฒนาไปในหลายๆ แพลตฟอร์ม เช่นเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์, แอมะซอน อเล็กซ่า, กูเกิล โฮม, แอปเปิ้ล บิซิเนส แชต, วีแชต และไลน์ โดยสถิติกล่าวว่าการทำแชต อี-คอมเมิร์ซ ที่ถูกต้องสามารถเพิ่มรายได้ได้มากถึง 7-25%

การเติบโตของจำนวนการพูดคุยกันผ่านแชตบอต

การทำแชตบอตในปัจจุบันมีอยู่ในสองรูปแบบคือ การตั้งคำตอบสำหรับคำถามไว้ล่วงหน้าและการใช้เอไอเข้ามาเรียนรู้ และตอบคำถาม ซึ่งในรูปแบบหลังแชตบอตจะมีการเรียนรู้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม การใช้งานแชตบอตเหมาะกับการตอบคำถาม และให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา อาจจะยังไม่เหมาะกับบทสนทนาที่มีความซับซ้อน หรือต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ข้อดีของแชตบอตคือ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากกว่า โดยสามารถให้บริการข้อมูลลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งยังให้บริการลูกค้าได้หลายรายพร้อมๆ กัน ในด้านธุรกิจการใช้แชตบอตเป็นการลดค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานคน ทั้งยังลดปัญหาการจัดการแรงงานอีกด้วย

ส่วนข้อเสียนั้นแชตบอตอาจจะไม่สามารถตอบคำถามบางคำถามได้หากไม่มีการใส่ข้อมูลไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นจุดด้อยที่แรงงานมนุษย์ยังคงมีประสิทธิภาพเหนือเอไอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการใช้ภาษาที่แตกต่างออกไป หรือใช้รูปประโยคที่คลุมเครือ กรณีดังกล่าวเอไออาจถามกลับด้วยประโยคซ้ำๆ ซึ่งอาจสร้างความน่ารำคาญใจให้กับผู้ใช้งานจนเลิกใช้งานไปเลยก็เป็นได้

ตัวอย่างการทำแชต อี-คอมเมิร์ซ เช่น อีเบย์ เริ่มใช้เฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์เพื่อการแจ้งเตือนเมื่อมีการเริ่มประมูลและแจ้งเตือนอีกครั้งเมื่อใกล้หมดเวลา จากนั้นอีเบย์ก็พัฒนาการใช้งานแชตบอตมากขึ้นและสร้างช็อปบอต ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการหาสินค้าตามราคาที่ต้องการ โดยช็อปบอตจะถามคำถามเพิ่มเติม เพื่อทำการค้นหาและแสดงผลที่ตรงตามความต้องการ ซึ่งพบว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะถามคำถามมากกว่าจะค้นหาข้อมูลเหมือนในอดีตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า

ดังนั้น การใช้งานแชตบอตจึงอาจจะเหมาะสมกับธุรกิจที่มักจะมีบทสนทนาที่ชัดเจน เช่น การจัดส่งอาหาร จองห้องพัก ขายสินค้า แต่ยังไม่เหมาะกับธุรกิจที่มีความซับซ้อน หรือต้องใช้การเจรจาเพื่อต่อรอง นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถให้บริการชำระเงินได้บนแชต อี-คอมเมิร์ซ เช่น ในวีแชต เฟซบุ๊ก เป็นต้น

อีกเรื่องสำคัญในการทำแชต อี-คอมเมิร์ซ คือเรื่องของเพอร์ซันนัลไลซ์ และการทำออมนิชาแนล ที่ผู้ประกอบการควรนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาด หรือการวางแผนธุรกิจ เพื่อรองรับลูกค้ารายใหม่และรายปัจจุบันจะช่วยให้ธุรกิจมีแนวโน้มในการเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

ยักษ์กล้องแห่ชิงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569812

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

บิ๊กคาเมร่าชี้หนุนตลาดค้าปลีกกล้องปีหน้าคึก หลังรายใหญ่ตลาดโลกลุยขยายธุรกิจในไทย

นายธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ในปี 2562 เชื่อว่าภาพรวมตลาดกล้องจะเติบโตได้จากปัจจัยหนุนที่เกิดขึ้น โดยมองว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มสินค้ากล้อง โดยเฉพาะการทำโปรดักต์มิกซ์หรือนำสินค้าเข้ามาทำตลาดหลากหลายมากขึ้น หลังจากแบรนด์กล้องระดับโลกเข้ามาทำตลาดในไทยกันถ้วนหน้า

สำหรับบิ๊กคาเมร่าเอง ล่าสุดได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับแบรนด์โอลิมปัส เปิดตัว โอลิมปัส สโตร์ บาย บิ๊ก คาเมร่า แฟล็กชิปสโตร์แบรนด์โอลิมปัสแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของโอลิมปัส ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใช้งบลงทุนกว่า 15 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “Experience with Olympus” เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักการถ่ายภาพ และยังเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยสินค้าและบริการพิเศษเพื่อคนเล่นกล้อง

นายมิซึฮิโร ทานากะ กรรมการบริษัทและผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท โอลิมปัส (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า ภาพรวมของแบรนด์กล้องโอลิมปัสในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเป็นไปตามทิศทางของตลาด โดยกล้องดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ กล้องกลุ่มมิร์เรอร์เลส ซึ่งโอลิมปัสเป็นที่ 3 ในตลาด

นอกจากนี้ ยังพบว่าตลาดรวมกล้องดิจิทัลในระดับโปรเฟสชั่นแนลทั้งในกลุ่มมิร์เรอร์เลส และดีเอสแอลอาร์ กำลังเป็นที่นิยมของลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การได้รับอิทธิพลด้านการถ่ายภาพจากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ส่งผลให้กลุ่มช่างภาพมือใหม่ที่ใช้กล้องระดับเริ่มต้นมองหากล้องดิจิทัลที่มีคุณภาพสูงขึ้นประกอบกับการขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟน ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวถ่ายภาพมากขึ้นและพัฒนาการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลกันเพิ่มขึ้น

“ตั้งเป้าว่าในแต่ละปีจะมีกลุ่มลูกค้ามาใช้บริการเฉลี่ยมากกว่า 2 หมื่นคน/ปี และสามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้กับโอลิมปัสได้มากกว่า 20% ต่อปี” นายทานากะ กล่าว

นายธนสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างความร่วมมือระหว่างแบรนด์จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจต่อแบรนด์ในการสร้างประสบการณ์การถ่ายภาพ ซึ่งบิ๊กคาเมร่าตั้งเป้าในอีก 1-3 ปี จะขยายโมเดลนี้ไปสู่แบรนด์กล้องดิจิทัลต่างๆ เพิ่มเติม

เน็ตชายขอบเจอปมพื้นที่รอส่งมอบงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569647

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

เน็ตชายขอบเจอปมพื้นที่รอส่งมอบงาน

กสทช.แจงเน็ตชายขอบ รอ 3 สัญญา ขาดส่งมอบเหตุเจออุปสรรค ภัยธรรมชาติ-เขตอนุรักษ์ ชะลอเข้าพื้นที่ติดตั้ง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการเน็ตชายขอบทั้งในส่วนของสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) 5 สัญญา และสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) 5 สัญญาได้มีการส่งมอบงานติดตั้งอุปกรณ์ครบจำนวน 7 สัญญา ขณะที่อีก 3 สัญญายังติดปัญหาไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ได้

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากผลกระทบ ภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม มีพายุ ถนนขาด เกิดความไม่สงบในพื้นที่ พื้นที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน เขตอนุรักษ์ ฯลฯ

สำหรับโครงการที่ยังไม่สามารถเข้าไปติดตั้งได้ คือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กลุ่มที่ 2 พื้นที่ภาคเหนือ มี บริษัท ทีโอที เป็นคู่สัญญา ผู้ให้บริการ ได้ส่งมอบติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น ผลงานคิดเป็น 12% กลุ่มที่ 3 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท ทีโอที เป็นคู่สัญญา ผู้ให้บริการ ได้ส่งมอบติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น ผลงานคิดเป็น 9% และโครงการส่วนที่ 2 การจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มพื้นที่ภาคเหนือ 1 ยังไม่ได้มีการส่งมอบงานในสัญญานี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กสทช. ตรวจรับมอบงานติดตั้งอุปกรณ์ครบถ้วนจะเปิดให้บริการจุดกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงจุดกระจายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริการไว-ไฟฟรีในโรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (ศูนย์บริการ USO Net) ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ

เอไอเอสลุยมือถือเกมเรเซอร์เร่งขยายฐานลูกค้าอี-สปอร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569628

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 07:34 น.

เอไอเอสลุยมือถือเกมเรเซอร์เร่งขยายฐานลูกค้าอี-สปอร์ต

เอไอเอส โหนกระแส อี-สปอร์ตบูม ผนึกเรเซอร์ขายสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ชูบริการเครือข่ายเร็ว ขายเครื่องพร้อมซิมขยายฐานกลุ่มมิลเลนเนียล

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะ ผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า เอไอเอสจับมือร่วมกับเรเซอร์ (Razer) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเรเซอร์ โฟน 2 เป็นแห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย และเป็นแห่งที่สองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมองว่าอี-สปอร์ตเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมทั้งในไทยด้วย

ทั้งนี้ ในตลาดอี-สปอร์ตโดยในประเทศไทยจำนวนผู้เล่นเกม 18.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเล่นทั้งผ่านทางพีซีและมือถือ โดยมีทั้งกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย ขณะที่ทั่วโลกมีจำนวนผู้เล่น 2,200 ล้านคน โดย เรเซอร์ โฟน 2 นำเข้ามาจำหน่ายในไทยไม่ถึง 1,000 เครื่อง ซึ่งผสานเครือข่าย เอไอเอสทั้ง 4จี 4.5จี และเอไอเอสเน็กซ์จี เครือข่ายที่มีความเร็ว

“กลยุทธ์การเติบโตของเอไอเอส บริษัทมองว่าการทำตลาดต้องให้สอดรับกับตลาดใหม่ๆ ทั้งแบรนด์ เครือข่าย บริการ ซึ่งอี-สปอร์ต ถือว่าเป็นตลาดที่มาแรงมาก แม้ว่ากลุ่มที่เล่นเกมจะไม่ได้ใช้ดาต้าในปริมาณที่สูง แต่เป็นกลุ่มที่ใช้งานผ่านเครือข่ายและต้องการความเร็วของอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การเล่นไม่สะดุด ซึ่งเอไอเอสสามารถตอบโจทย์และความต้องการได้เป็นอย่างดี” นายปรัธนา กล่าว

สำหรับเรเซอร์ โฟน 2 อยู่ในเซ็กเมนต์เกมในระดับมากกว่าแคชชวลเกม มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายมิลเลนเนียล โดยฟีเจอร์หน้าจอแอลซีดี ขนาด 5.7 นิ้ว ระบบเสียงมาตรฐาน Doldy Atmos และแบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในเอไอเอส ออนไลน์ สโตร์ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. เวลา 15.00 น. จนถึงวันที่ 4 พ.ย. เวลา 23.59 น. พร้อมบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านทั่วประเทศ จำหน่ายพร้อมซิมราคา 27,990 บาท

ขณะที่การขายซิมพร้อมเครื่อง เพราะพฤติกรรมการใช้มือถือระหว่างเล่นเกมกับใช้สื่อสาร คนจะแยกเครื่องการใช้งานอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มเล่นเกมไม่ต้องการให้การสื่อสารเข้ามารบกวนระหว่างการเล่น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการขยายตลาด โดยบริษัทได้จัดแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 4จี และเน็กซ์จี เต็มสปีดไม่จำกัดฟรี นาน 3 เดือน

นอกจากนี้ สามารถดูหนังซีรี่ส์บนแอพเอไอเอส เพลย์ เป็นต้น ฟรี 3 เดือน โดยไม่ต้องชำระเงินล่วงหน้า สำหรับยอดขายดีไวซ์ของเอไอเอสถือว่ายังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเทรนด์ในกลุ่มฮาร์ดแวร์ผู้ซื้อเริ่มยกระดับการซื้อสินค้าไปในระดับพรีเมียมมากขึ้น

นายปรัธนา กล่าวว่า คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ต 45 ล้านคนขึ้นไป และใช้งานผ่านมือถือ 47.9 ล้านคน อี-สปอร์ตจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันการทำงานอินเทอร์เน็ตทางมือถือเพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตจะร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติม โดยการผนึกกำลังดังกล่าวสอดรับกับวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง จากปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้าที่ใช้งานราวกว่า 40 ล้านเลขหมาย

รีดรายได้เยียวยาคลื่นหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569549

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 08:03 น.

รีดรายได้เยียวยาคลื่นหมื่นล้าน

กสทช.เรียกเก็บรายได้ ช่วงมาตรการเยียวยา คลื่น 1800/900 เมกะเฮิรตซ์ กว่า 1 หมื่นล้าน พร้อม นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วงเงินรวมในการเรียกเก็บรายได้จากการให้บริการในช่วงมาตรการเยียวยา ทั้งคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์  และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ บริษัท ดิจิตอล โฟน หรือดีพีซี และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่จะนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน รวมเป็นเงินประมาณ 10,918 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นรายได้จากการเยียวยาบนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็นเงินรายได้ที่เรียกเก็บจากบริษัท ทรูมูฟ 3,380 ล้านบาท บริษัท ดิจิตอล โฟน 869 ล้านบาท และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 6,669 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เข้าสู่มาตรการเยียวยาตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 มี 4 บริษัทเข้าสู่มาตรการเยียวยา ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ บริษัท ดิจิตอล โฟน บริษัท เอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งกรณี 3 บริษัท ทรูมูฟ ดีพีซี และเอไอเอส กสทช. ได้พิจารณาตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีดีแทคที่อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ที่ประชุม กสทช.มีมติกำหนด วันสิ้นสุดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของดีแทค ในวันที่ 15 ธ.ค. 2561

ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะ เฮิรตซ์ จะสิ้นสุดการให้บริการในวันที่ 15 ธ.ค. 2561 ตามคำสั่งของศาลปกครองกลางจากนั้น สำนักงาน กสทช.จะเร่งตรวจสอบเงินรายได้ดังกล่าวเพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินให้เร็วที่สุด

“การสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของดีแทค บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยครั้งสุดท้ายแล้ว” นายฐากร กล่าว

“เฟซบุ๊ก”ปรับทัพ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ แทนหน้านิวส์ฟีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569529

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 21:03 น.

"เฟซบุ๊ก"ปรับทัพ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ แทนหน้านิวส์ฟีด

เฟซบุ๊กปรับแผนธุรกิจ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ รับมือการขยายตัวถึงจุดอิ่มตัว

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในอนาคตของเฟซบุ๊กคือการเน้นไปที่วิดีโอ บริการรับส่งข้อความ และสตอรี่ แทนการเน้นที่หน้านิวส์ ฟีด หลังการขยายตัวของบริษัทเริ่มถึงจุดอิ่มตัว โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ

เฟซบุ๊กระบุว่า ยอดผู้ใช้ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 9% มาอยู่ที่ 1,490 ล้านคน ในไตรมาส 3 แต่ลดลงจากการขยายตัว 11% ของไตรมาสก่อนหน้า โดยจำนวนผู้ใช้ในยุโรปลดลงจาก 279 ล้านคน มาอยู่ที่ 278 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้ในสหรัฐและแคนาดายังคงอยู่ที่ 185 ล้านคน

ซักเกอร์เบิร์ก ระบุว่า ในปีหน้าเฟซบุ๊กวางแผนลงทุนอีก 1.8-2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9-6.6 แสนล้านบาท) เพื่อขยายการดำเนินงานและจะหาทางสร้างรายได้เพิ่มจากบริการส่งข้อความและสตอรี่มากขึ้น โดยขณะนี้จำนวนการส่งข้อความผ่านบริการแมสเซนเจอร์และวอตส์แอพอยู่ที่ถึง 1 แสนล้านข้อความ/วัน ด้านการแชร์สตอรี่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 1,000 ล้านครั้ง/วัน

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.54 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 33% จากปีที่แล้ว ขณะที่กำไรในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 5,140 ล้านบาท (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9