Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2561(2018)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ทำดีตามรอยพ่อหลวง ร.9 ‘เอ๋-นิพนธ์’ ช่างไม้จิตอาสา ‘ทำโต๊ะ-เก้าอี้’ บริจาคโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (ชมคลิป)

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332404

ทำดีตามรอยพ่อหลวง ร.9 'เอ๋-นิพนธ์' ช่างไม้จิตอาสา 'ทำโต๊ะ-เก้าอี้' บริจาคโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (ชมคลิป)

ทำดีตามรอยพ่อหลวง ร.9 ‘เอ๋-นิพนธ์’ ช่างไม้จิตอาสา ‘ทำโต๊ะ-เก้าอี้’ บริจาคโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 07.00 น.

เวลาเราจะทำอะไรให้ใคร ไม่ต้องไปสนใจว่า เราจะได้อะไร แต่ที่เราได้แน่ๆ คือ “เราได้ทำ” เป็นคำพูดของ “นิพนธ์ เจียมสมบัติ” หรือ “อาจารย์เอ๋ ช่างไม้จิตอาสา” ผู้ซึ่งส่งมอบความสุขให้กับเด็กๆ โดยการทำโต๊ะ เก้าอี้ บริจาคให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน และอยู่ในที่ทุรกันดารทั่วประเทศ และต้องการทำความดีเพื่อยึดตามคำสอนของ “พ่อหลวง” ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จึงลงพื้นที่ไปที่ “ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม”สถานที่ที่ฝึกสอนการทำโต๊ะ เก้าอี้ และทำงานจิตอาสาถึงขั้นตอนการทำโต๊ะ เก้าอี้ ก่อนส่งมอบความสุขให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนทุรกันดาร และจุดเริ่มต้นของการมาทำงานเป็นจิตอาสาของอาจารย์เอ๋ว่ามีอะไรเป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้เขาต้องมาทำงานตรงนี้ ทั้งๆ ที่ตัวของอาจารย์เอ๋ เองหากจะเปิดบริษัท หรือโรงงานผลิตโต๊ะ เก้าอี้ส่งขายทั่วประเทศก็สามารถทำได้ไม่ยาก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

 

 

ก่อนมาทำจิตอาสาทำงานอะไรมาบ้าง

“นิพนธ์ เจียมสมบัติ” หรือ “อาจารย์เอ๋ ช่างไม้จิตอาสา” เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่ตนจะมาทำจิตอาสา ตอนแรกตนเปิดสอนเกี่ยวกับการทำไม้ และก็มีลูกศิษย์เข้ามาเรียน จากนั้นลูกศิษย์ได้ไปรู้จักกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่ทางภาคเหนือ และอยู่บนดอยเดินทางเข้าไปลำบากมาก โรงเรียนแห่งนี้ขาดแคลนโต๊ะ เก้าอี้ ลูกศิษย์จึงได้นำเรื่องราวมาปรึกษาตนว่าจะช่วยในส่วนนี้ได้หรือไม่ ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเผอิญว่าทางบริษัท สุขสวัสดิ์ไม้อัดไทย จำกัด หรือบริษัทลานนาไม้อัดไทย จำกัด ที่เคยบอกว่าถ้ามีโครงการทำเกี่ยวกับจิตอาสาก็สามารถบอกเขาได้เลย ตนจึงเขียนโครงการเสนอเข้าไปยังบริษัทลานนาไม้อัดไทย ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนทันที นั่นคืองานจิตอาสาครั้งแรกของตน

 

การเริ่มงานจิตอาสาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร 

อาจารย์เอ๋ เล่าต่อว่า การเริ่มต้นงานจิตอาสาอย่างแท้จริงนั้นเนื่องจากตนเกิดในรัชกาลที่ 9 เห็นพ่อหลวง ทำงานในถิ่นทุรกันดาร และเห็นภาพนั้นอยู่ตลอด ในใจตอนนั้นก็คิดๆ อยู่ว่าถ้ามีโอกาสอยากจะทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้าง ซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะที่ตนถนัดงานไม้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำจิตอาสาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา แต่ตอนนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะทำจิตอาสาได้สักแค่ไหน แต่พอมาเจอ “สุวรรณชาติ พรมชาติ” หรือ “เดี่ยว” แท๊กซี่จิตอาสา ซึ่งตนได้ติดตามทางเฟสบุ๊กของเขา เห็นคำพูดหนึ่งที่ทำให้ตนนึกคิด คือ “ถ้าหากจะทำความดี ไม่จำเป็นต้องรอให้รวยก่อน เพราะว่าการที่เราจะรอให้เรารวยก่อนก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร”

เมื่อตนฉุกคิดถึงคำพูดของคุณเดี่ยวจึงย้อมกลับมามองว่าตนเองก็มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมทุกอย่าง ลูกศิษย์ก็มี คนช่วยก็มี รวมถึงคนที่ช่วยสนับสนุนก็มี ทำไมเราถึงจะทำไม่ได้ จึงเริ่มทำตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ได้ทำงานอาสาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว

 

 

“สิ่งที่ทำให้ผมทำมาอย่างต่อเนื่องนั้นนื่องจากเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ เห็นรอยยิ้มของคุณครู และผู้อำนวยการโรงเรียน พวกเขารู้สึกดีใจที่ได้รับสิ่งที่เรานำไปมอบให้ ซึ่งโต๊ะเก้าอี้ โต๊ะอาหาร ที่เราทำนั้นทำมาจากวัตถุดิบที่ดี เพื่อนำไปใช้ได้เป็นเวลานาน ไม่ใช่ว่าใช้แค่เพียงไม่กี่ปีก็พังแล้ว เราจะเน้นตลอดว่าของที่เรานำไปให้โรงเรียนนั้นจะต้องเป็นของที่ดีและมีคุณภาพ”

โรงเรียนแรกที่นำโต๊ะ เก้าอี้ไปมอบให้คือโรงเรียนอะไร ที่ไหน

อาจารย์เอ๋ บอกว่า “โรงเรียนแรกที่นำโต๊ะ เก้าอี้ ไปมอบให้นั้นเป็นโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ตอนที่ไปบริจาคนั้นต้องขึ้นไปบนดอย หนทางก็ยากลำบากมาก จึงทำให้ผมนึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะว่าพระองค์ท่าน ไปในทางที่ทุรกันดาร พระองค์ก็ยังไป แล้วเราเป็นแค่ธุลีทำไมจะทำไม่ได้ เพราะเทียมไม่ได้เลยกับสิ่งที่พ่อหลวงทำไว้”

 

 

มีโรงเรียนทำเรื่องขอโต๊ะ เก้าอี้ มามากน้อยแค่ไหน ตั้งแต่ทำจิตอสามา

อาจารย์เอ๋ กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงเรียนทำหนังสือขอมาทั้งสิ้น 30 โรงเรียนแล้ว พูดตรงๆ ตอนนี้เราทำไม่ทัน จึงต้องค่อยๆ ทำ ตามกำลังจิตอาสาที่เข้ามาช่วย เพราะไม่มีแรงงาน ขึ้นอยู่กับจิตอาสา หากเขาว่างเขาก็จะเข้ามาช่วย แต่ไม่ว่างเราก็ต้องทำตามกำลังที่มี ทั้งนี้ จิตอาสาที่มาช่วยนั้น ส่วนหนึ่งมาจากลูกศิษย์ที่สอน และเมื่อเราประกาศออกไป ก็มีคนเข้ามาช่วยจากทุกสายอาชีพ และต่างจังหวัด เพื่อมาทำจิตอาสาโดยเฉพาะ ซึ่งจิตใจพวกเขาน่ายกย่องอย่างมาก

“นิพนธ์ เจียมสมบัติ” หรือ “อาจารย์เอ๋ ช่างไม้จิตอาสา” เล่าต่อว่า ตอนที่เริ่มทำจิตอาสาแรกๆ เราตั้งโครงการไว้ว่าจะทำ 1 ปีให้ได้ 100 ตัว แต่พอมีคนเขียนโครงการเข้ามาจำนวนมาก เราจึงเริ่มทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีข้อกำหนด แต่จะกำหนดวันที่จะมาทำจิตอาสา คือ วันเสาร์ เพราะว่าเป็นวันหยุด เราได้ออกไปสำรวจโรงเรียนเองตอนแรกๆ ว่ามีโรงเรียนไหนบ้างที่ขาดแคลนจริงๆ แต่พอหลังๆ มาทางโรงเรียนได้ทำเรื่องขอมา ซึ่งทางกลุ่มเราไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น หากขอมาเราก็จะต้องทำให้ แต่อยากให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมา เพื่อที่จะนำไปให้ ผู้ที่ร่วมสนับสนุนโครงการของเราเห็นว่าเราได้ทำจริงๆ และสามารถที่จะตรวจสอบได้

 

 

ส่วนมากโรงเรียนที่ไปบริจาคนั้น เป็นโรงเรียนของรัฐบาล เอกชนไม่ค่อยจะมี แต่เคยมีขอเข้ามาเหมือนกัน แต่เราดูแล้วเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล รวมถึงไม่มีความจำเป็น เนื่องจากทางโรงเรียนได้ขอให้ทางผู้ปกครองมาขอ จึงเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผล เราจึงไม่ได้พิจารณาให้ไป

มีการตั้งงบประมาณไว้หรือไม่ในการบริจาคโต๊ะ เก้าอี้ แต่ละโรงเรียน 

อาจารย์เอ๋ บอกว่า ในการทำจิตอาสาไม่มีการตั้งงบประมาณ ไม่มีเงินจากส่วนใด ไม่ได้รับเงินบริจาค แต่หากใครที่อยากสนับสนุน เป็นไม้ เหล็ก สี สีทาเคลือบ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็สามารถซื้อมาเพื่อร่วมบริจาคได้ แต่ทางเราจะไม่รับเป็นเงินสด หรือโอนผ่านธนาคารเด็ดขาด เพราะในปีแรกที่เรารับบริจาคเงินแล้วรู้สึกไม่ดี ต่อมาจึงเลิกรับเงินบริจาค เพราะทำแล้วรู้สึกสบายใจ ดังนั้น หากใครจะร่วมทำบุญกับเราก็ไปซื้ออุปกรณ์มาให้เราเลยตรงนี้จะดีที่สุด

 

 

“แต่หากพูดถึงงบประมาณในการทำโต๊ะ เก้าอี้ ในแต่ละโรงเรียนใช้งบประมาณ 50,000-60,000 บาท บางโรงเรียนเราทำให้ 100 ชุด ก็ประมาณ 100,000 บาท แต่ทั้งนี้เรามีผู้สนับสนุนใจดีที่คอยสนับสนุนการทำความดี ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เวลาอุปกรณ์ขาด อีกวันก็จะมีคนร่วมสนับสนุน อุปกรณ์นั้นๆ เข้ามา ในการทำความดีไม่ต้องทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เริ่มจากสิ่งเล็กๆใ นน้อยๆ เช่น การพาคนชรา หรือคนแก่ข้ามถนน อย่าไปคิดว่าทำสิ่งใหญ่ๆ ไม่ได้แล้วไม่ทำดีกว่า การทำความดีไม่มีข้อขีดจำกัด ทำตามความถนัด และความสามารถของเราทำไปเรื่อยๆ”

“นิพนธ์ เจียมสมบัติ” หรือ “อาจารย์เอ๋ ช่างไม้จิตอาสา” ได้ฝากบอกถึงผู้ที่สนใจจะเข้ามาช่วยทำโต๊ะ เก้าอี้เพื่อนำไปแจกให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารด้วยว่า เราเปิดสอนเพื่อที่จะได้ทำเป็น ไม่ต้องกังวลว่าจะทำไม่ได้ เพราะชื่อกลุ่มของเราก็บอกอยู่แล้วว่า “ช่างไม้จิตอาสา” และมีคนที่คอยดูแลเป็นเทรนเนอร์ให้ หากเป็นผู้หญิงก็จะให้ ทาสี ย้อมสีไม้ ที่ไม่ได้ใช้เครื่องมืออันตราย ส่วนผู้ชายที่มีทักษะอยู่แล้ว เชื่อมขาโต๊ะได้พ่นสีได้ ก็จะให้มาช่วยอีกส่วนหนึ่ง จะแยกแผนกกัน ทั้งนี้ สถานที่ที่ใช้อยู่ตอนนี้ เช่าสถานของวัด เพื่อเอามาทำงานนี้โดยเฉพาะ

 

 

“การที่เราทำงานจิตอาสามักจะมีคำถามจากคนรอบข้างว่าทำทำไม และทำแล้วได้อะไร เหนื่อยก็เหนื่อย เงินก็ไม่ได้ของก็ไม่ได้ ไม่ได้อะไรสักอย่าง แล้วจะทำทำไม ผมอยากบอกว่าไม่ต้องไปสนใจอะไรหรือไปสนใจใคร ไม่ต้องไปสนใจด้วยว่าทำแล้วได้อะไร ขอให้ลงมือทำ และเราได้ทำ ตั้งแต่เกิดมาพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 คือ แบบอย่างที่คอยสั่งสอนให้เราทำความดี ทุกวันนี้ผมเดินตามรอยของพระองค์ท่าน เพราะมันคือ พลังในการทำความดีต่อไป ถ้าทำแล้วใจเราเกิดสุข ก็ทำต่อเนื่องไป แต่ถ้าทำแล้วมีความเครียดจะไม่ไปถึงความสุขที่แท้จริง” อาจารย์เอ๋ กล่าวทิ้งท้าน

แล้ว “นิพนธ์ เจียมสมบัติ” ช่างไม้จิตอาสาผู้นี้เป็นใคร

สำหรับ นายนิพนธ์ เจียมสมบัติ หรือ เอ๋ ช่างไม้จิตอาสา เกิดวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2507 ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพี่น้อง 5 คน เป็นคนที่ 4 จบการศึกษาประถมที่โรงเรียนสหมิตรวิทยาคม จ.ประจวบคีรีขันธ์, จบการศึกษามัธยม ที่โรงเรียนอรุณวิทยา จ.ประจวบคีรีขันธ์, จบการศึกษา ปวช.ที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป กรุงเทพมหานคร, จบการศึกษา ปวส.และปริญญาตรี ที่วิทยาลัยเพาะช่าง กรุงเทพมหานคร

ประวัติการทํางาน ทําเครื่องหนังขายในขณะที่เรียนที่เพาะช่าง จบเพาะช่างมาทําเสื้อผ้าขายส่งที่ใบหยกและมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่สีลม มีคนมาจ้างทําป้ายร้าน จ้างตกแต่งร้าน เลยหันเหมาจับงานด้านตกแต่งภายในทํามา 20 กว่าปีจะเลิกก็เสียดายความรู้ที่สะสมมา จึงเปิดสอนงานไม้เน้นงานบิ้วท์อิน คนรู้จักในนาม “เอ๋ เพาะช่าง” และเมื่อมีลูกศิษย์จึงก่อตั้งชมรมช่างไม้จิตอาสา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” หรือ “เดี่ยว” แท๊กซี่อุ้มบุญ แท๊กซี่จิตอาสา โดยทำมาปีนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว

ศิษย์สาวเผยมาทำโต๊ะ เก้าอี้กับอาจารย์เอ๋ ทุกเสาร์

“ภัสรวีร์ จิรมหาธนธนพัฒน์” ลูกศิษย์ “นิพนธ์” ที่เข้ามาช่วยทำโต๊ะ เก้าอี้ กล่าวกับทีมข่าวแนวหน้าว่า พอดีมาเรียนกับอาจารย์เอ๋ เกี่ยวกับการทำไม้ และทราบว่ามีโครงการเกี่ยวกับการทำโต๊ะ เก้าอี้ บริจาคให้กับโรงเรียนต่างๆ จึงเข้ามาเป็นจิตอาสาร่วมทำทุกวันเสาร์ การทำงานช่วยในตรงนี้ทำให้ตนรู้สึกดี เพราะหากเราไม่ได้ช่วยเหลือในเรื่องเงินก็ช่วยเหลือในเรื่องของแรงงานและใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญเราสามารถทำให้เด็กๆ มีโต๊ะเรียนหนังสือ

 

 

ทำไม “บริษัทลานนาไม้อัดไทย” ถึงเลือกมาสนับสนุนการทำจิตอาสาอาจารย์เอ๋

“ล้อมมุก รัตนเจษฎ์จุฑา” สาวตัวแทนจากบริษัท สุขสวัสดิ์ไม้อัดไทย จำกัด หรือบริษัทลานนาไม้อัดไทย จำกัด เล่าให้ฟังว่า ทางบริษัทได้ติดตามผลงานของอาจารย์นิพนธ์ หรืออาจารย์เอ๋ ทางเฟสบุ๊ก และยูทูป เกี่ยวกับการทำโต๊ะ เก้าอี้แจกฟรีให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร นอกจากนี้ยังเปิดสอนการทำโต๊ะ เก้าอี้ให้กับนักเรียนด้วย เราจึงสนใจที่จะร่วมบริจาคไม้ให้อาจารย์ได้นำมาสอนนักเรียน ตั้งแต่นั้นมาเห็นอาจารย์เอ๋ มีความตั้งใจที่จะทำจิตอาสา ทางบริษัทจึงขอให้อาจารย์เอ๋ ทำโครงการเสนอมาว่าจะทำอะไรบ้าง แต่ส่วนมากอาจารย์ จะรับเฉพาะอุปกรณ์สำหรับทำโต๊ะเก้าอี้ เท่านั้น เพราะอาจารย์จะไม่รับเป็นเงิน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว ที่เราร่วมบริจาคไม้ให้กับโครงการจิตอาสาของอาจารย์เอ๋ เพราะปีแรกๆ เรายังไม่สนับสนุนเต็มที่ แต่พอเห็นอาจารย์ตั้งใจ และทำจิตอาสามาโดยตลอด เราจึงส่งเสริมอย่างเต็มที่

“ทางบริษัท เคยมีโอกาสได้ไปร่วมมอบโต๊ะเก้าอี้ให้กับเด็กๆ แล้วเรามีความรู้สึกดีใจที่ได้เป็นผู้ให้ และมีความสุขทุกครั้ง ที่เห็นเด็กๆ มีโต๊ะอาหาร และโต๊ะนักเรียนได้เรียนหนังสือ เราตั้งใจว่าจะทำเกี่ยวกับจิตอาสาร่วมกับอาจารย์ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าอาจารย์จะยกเลิกไป” น.ส.ล้อมมุก กล่าว

 

มาถึงตรงนี้ใครที่อยากจะทำบุญร่วมกับอาจารย์เอ๋ นิพนธ์ เจียมสมบัติ หรือไปฝึกทำโต๊ะ เก้าอี้บริจาคให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารก็สามารถไปทำได้ที่ “ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม” ทุกวันเสาร์ หรือโทรศัพท์: 094 987 3239 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

“สส.สมบูรณ์” มาด “มัคคุเทศก์น้อย” ชวนเที่ยว “สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย” ป่าใหญ่ใจกลางตรัง

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332371

“สส.สมบูรณ์” มาด “มัคคุเทศก์น้อย” ชวนเที่ยว “สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย” ป่าใหญ่ใจกลางตรัง

“สส.สมบูรณ์” มาด “มัคคุเทศก์น้อย” ชวนเที่ยว “สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย” ป่าใหญ่ใจกลางตรัง

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

nn…ช่วงเว้นงานการเมืองยาวนานเกือบ 4 ปี ด้วยหัวใจที่อาสาเป็นตัวแทนประชาชน มาเป็นนักการเมืองแล้ว คงอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องใช้ทุกเวลาทุกนานทีให้มีคุณค่า อย่าง “สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล” อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ แทบจะไม่มีเวลาว่าง ลุยทำหน้าที่ทุกบทบาทด้วยความเต็มใจ และทำอย่างเต็มที่ และไม่ลืมที่จะไปยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจน “ร่วมสืบสานอุดมการณ์ประชาธิปไตย ผมยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดชีพ….เกิดที่นี่..ยืนยัน..อยู่ที่นี่..ตลอดชีวิตนี้ มาร่วมสร้างอุดมการณ์ร่วมกันนะครับ” …ที่สำคัญยังเป็น “นายกสมาคมกีฬาปีนหน้าผาแห่งประทศไทย ก็ลุยทำงานฟิตจริงๆ…แต่เมื่อวันก่อน สส.สมบูรณ์ได้มาสวมบท เป็น “มัคคุเทศก์น้อย” นำท่องเที่ยวและเมื่อต้องรับหน้าที่พาเที่ยว “สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย” ซึ่งเป็นป่าใหญ่ใจกลางเมืองตรัง สวนพฤกษ์แห่งนี้ เกิดจากแนวคิดอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ของอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย บนพื้นที่ 2,600 ไร่ ต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ขึ้นอย่างสมบูรณ์งดงามมากๆ เจ้าตัว บอกว่า “เมื่อเพื่อนๆ ร่วมรุ่นศิษย์วิเชียรมาตุ ห้อง 5 ค 3 กลับมาช่วง “เช้งเม้ง” ที่เมืองตรัง จึงได้มีโอกาสพามาเที่ยว ที่สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย ศึกษาพันธุ์ไม้ ได้พาเดินออกกำลังกาย ขึ้นเรือนยอดไม้ ผ่านเข้าชม ป่าพรุ จนทะลุปรุโปร่ง “ขอบคุณมากๆ สำหรับสถานที่ดีๆ เพื่อสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ใต้ต้นไม้ใหญ่ๆ ใจกลางเมืองตรัง”…แถมทิ้งท้ายยังฝากเชิญชวนมาเที่ยวเมืองตรัง อย่าลืมแวะมาชม สวนพฤกษ์ศาสตร์แห่งนี้ กันนะครับ ผมยินดีเป็น “มัคคุเทศก์น้อยเสมอ”…แหมใครสนใจมาเที่ยว ลองติดต่อ สอบถามนะครับ..น่าชื่นชมคนตรังที่ช่วยกันร่วมมืออนุรักษ์จนมี “ป่าใหญ่กลางใจเมือง” จริงๆ สามารถไปสัมผัสได้ จะให้มีป่าแห่งนี้คงอยู่ไปถึงรุ่นลูกหลานต่อๆ ไป…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘บางค้างคาว’ ‘ชุมชน-ศาสนา’เสริมสุขภาวะ

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332268

‘บางค้างคาว’  ‘ชุมชน-ศาสนา’เสริมสุขภาวะ

‘บางค้างคาว’ ‘ชุมชน-ศาสนา’เสริมสุขภาวะ

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ “เทศกาลสงกรานต์” กันแล้ว ซึ่งนอกจากการเล่นสาดน้ำอย่างสนุกสุดเหวี่ยงเพื่อผ่อนคลายจากอากาศอบอ้าวในฤดูร้อน เทศกาลสงกรานต์ยังมีความหมายในแง่ “วันรวมญาติ” เพราะเป็นวันที่พ่อแม่พี่น้องลูกหลานที่แยกย้ายไปเรียนไปทำงานในต่างจังหวัดหรือแม้แต่ในต่างประเทศกลับมารวมตัวกัน โดยรัฐบาลไทยก็ได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายน ตรงกับ“วันผู้สูงอายุ” และวันที่ 14 เมษายน ตรงกับ “วันครอบครัว” เพื่อย้ำถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวกับสังคมไทย

ซึ่งด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้คนหนุ่มสาวจากชนบทออกจากบ้านไปทำงานในเมืองใหญ่เพราะมีค่าตอบแทนทั้งปัจจุบันและอนาคตที่คุ้มค่า ก่อผลกระทบข้างเคียงคือปัญหา “ช่องว่างระหว่างวัย” เพราะเมื่อคนหนุ่มสาวมีบุตรก็มักจะส่งกลับภูมิลำเนาไป“ฝาก” ให้พ่อแม่ที่แก่ชราดูแลพร้อมกับส่งเงินไปให้เป็นระยะๆ ทว่าเมื่อเด็กน้อยเมื่อโตขึ้นมาด้วยอายุที่ห่างจากผู้เลี้ยงดูค่อนข้างมาก “การสื่อสารระหว่างกันจึงไม่ค่อยราบรื่นนัก” ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย “เลือกไปอยู่ตามลำพัง” ดีกว่าจะอยู่กับหลานหรือแม้แต่กับลูก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

“บางค้างคาว” เป็นหมู่บ้านชุมชนชายทะเลฝั่งอันดามัน ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สิเกา จ.ตรัง มีสภาพเป็นป่าชายเลนสลับกับสวนยางสวนปาล์ม เป็นชุมชนใช้ชีวิตเรียบง่ายตามหลักศาสนาอิสลาม แต่ที่นี่มีปัญหาคือเมื่อคนวัยแรงงานออกไปทำงานนอกพื้นที่ “ผู้สูงอายุในหมู่บ้านบางส่วนเลือกปลีกตัวแยกออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง” ไม่ยอมอยู่ร่วมกับลูกหลาน และแม้ว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่กับครอบครัว แต่กำลังหลักของบ้านก็ต้องออกไปทำงานไม่ค่อยมีเวลาดูแลอยู่ดี ทำให้ปัญหาสุขภาพของผู้สูงวัยทวีความรุนแรงขึ้นเพราะขาดคนดูแล

เสถียร ทิพย์ทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบางค้างคาว เล่าว่า จากการทำเวทีประชาคมหมู่บ้าน ข้อค้นพบคือ “เรื่องผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแลเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง” จึงคิดทำโครงการดูแลผู้สูงอายุขึ้นมาโดยเริ่มจากการใช้ “สภาผู้นำ” เป็นตัวขับเคลื่อน ในระยะแรกโดยมีเป้าหมายที่จะให้มีการ “จับคู่ระหว่างผู้สูงอายุและผู้ดูแลประจำตัวผู้สูงอายุ” ที่แน่นอนอย่างน้อย 1 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน

แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น..สภาผู้นำต้อง “เข้มแข็ง” เสียก่อน จึงได้ตั้ง “โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม สภาผู้นำของชุมชนจึงเข้มแข็งไปโดยปริยาย และคนในชุมชนมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี จึงขยับขยายสู่การทำงานด้านผู้สูงอายุในเวลาต่อมา

“เราใช้สมาชิกสภาผู้นำที่มีอยู่แต่เดิม 20 คนเป็นตัวขับเคลื่อน และหลังจากการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการปัญหาครอบครัว เราก็ได้แกนนำเพิ่มอีก 10 คน ซึ่งมีความรู้เฉพาะด้านสุขภาพผู้สูงอายุมาถ่ายทอดความรู้การดูแลเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย และทั้ง10 คนจะออกดูแลผู้สูงอายุที่ติดบ้านและติดเตียงด้วย” เสถียร ระบุ

(บน) เจ้าหน้าที่รอรับลงชื่อผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรม

(ล่าง) การเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่แยกตัวไปอยู่ตามลำพัง

อีกภาคส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการดูแลผู้สูงอายุของบางค้างคาวสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านแหลมมะขาม โดยช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่ง วิภาดา กั่วพานิช พยายาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านแหลมมะขาม กล่าวว่า นอกจากกิจกรรมให้ความรู้และร่วมกันออกกำลังกายร่วมกันทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแลที่จัดเป็นประจำทุกเดือนแล้ว ยังมีกิจกรรมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยซึ่งเป็นร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นการเน้นย้ำความรู้ทางสุขภาวะของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลอีกด้วย

วิภาดา กล่าวถึง “จุดเด่น” ของชุมชนบางค้างคาว ว่าที่นี่มี “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” (อสม.) ซึ่งมีสถานะเป็น “ผู้นำศาสนา” ด้วย ทำให้มีการประสานความเชื่อทางศาสนาเข้ากับหลักของการดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างลงตัว ซึ่ง มะริหย้อ ศรีชาย ครูสอนศาสนาที่ทำงาน อสม. อธิบายว่า การดูแลสุขภาพสอดคล้องกับศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมต้องรักษาความสะอาดทั้งในบ้าน นอกบ้านและตัวเอง “ถ้าไม่รักษาความสะอาดจะไม่เป็นที่รักของอัลเลาะห์” (พระผู้เป็นเจ้าของศาสนาอิสลาม) และจะเป็นโรค

ด้วยความเชี่ยวชาญในหลักศาสนา มะริหย้อ จึงใช้หลักศาสนาจูงใจให้ผู้สูงอายุสนใจดูแลตนเอง ยอมกินยา ยอมไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ และรับการตรวจรักษามากกว่าจะปล่อยตนเองไปตามยถากรรม โดยกล่าวอ้างถึงหลักศาสนาในการดูและตนเอง รักษาชีวิตและสุขภาพที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้อย่างดี และนอกจากนั้นยังส่งเสริมให้ครอบครัวละหมาดพร้อมกันอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งเพื่อเสริมสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

ย้อนกลับมาที่ เสถียร ในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เขาย้ำว่า “คนที่นี่เชื่อในหลักศาสนาอิสลามมากกว่าหลักกฎหมาย” ดังนั้นหากจัดกิจกรรมหรือคำแนะนำด้านสุขภาพด้านใดๆ โดยสามารถอธิบายให้เชื่อมโยงกับศาสนาได้ คนก็จะปฏิบัติตามเข้าร่วมได้ง่าย เพราะสอดคล้องกับหลักที่เขาต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ซึ่งนี่คือ “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” สามารถขยายผลไปสู่การสร้างเสริมสุขภาวะ

ให้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุได้อย่างลงตัว!!!

(จากซ้ายไปขวา) วิภาดา กั่วพานิช, เสถียร ทิพย์ทอง, มะริหย้อ ศรีชาย

(จากซ้ายไปขวา) วิภาดา กั่วพานิช, เสถียร ทิพย์ทอง, มะริหย้อ ศรีชาย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มักง่าย! แฉ’กรมควบคุมมลพิษ’ ฟื้นฟูห้วยคลิตี้ใช้วิธีฝังกลบ

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332246

มักง่าย! แฉ'กรมควบคุมมลพิษ' ฟื้นฟูห้วยคลิตี้ใช้วิธีฝังกลบ

มักง่าย! แฉ’กรมควบคุมมลพิษ’ ฟื้นฟูห้วยคลิตี้ใช้วิธีฝังกลบ

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 13.44 น.

ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา อำเภอทองผาภูมิ แฉ”กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ด้วยวิธีฝังกลบ” ชี้ควรแก้ไขให้ได้ค่ามาตรฐานตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เผยที่ผ่านมาการฟื้นฟูล่าช้าแถมยังทำไม่ถูกต้องครบถ้วน ชี้ไม่ใช่มีชาวบ้านคลิตี้เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากพิษสารตะกั่ว แต่ประชาชนยที่ใช้น้ำในแม่กลอง ยาวไปจนถึงคนปริมณฑลและกรุงเทพฯด้วย 

วันนี้ 10 เม.ย.61 ที่อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวถึงควงามคืบหน้าการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางกรมควบคุมมลพิษเริ่มกระบวนการในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ หลังจากมีคำพิพากษาของศาลปกครองมากว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากล่าช้าอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงในแผนการฟื้นฟูคือไม่มีการดูดตะกอนตะกั่วออกทั้งหมดในลำห้วย โดยดูดเพียงไม่กี่จุด ทั้งแหล่งกำเนิดมลพิษ คือ โรงแต่งแร่เดิมก็ไม่มีการเอาตะกั่วที่มีอยู่ออกทั้งหมด ดังนั้น แม้สิ้นสุดแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ในปี 2563 ลำห้วยคลิตี้และโรงแต่งแร่ก็ยังมีสารตะกั่วปนเปื้อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อชาวบ้านและธรรมชาติ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

“ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ซึ่งไหลมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ให้กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม ซึ่งรวมถึงการกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟูตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ 1 ครั้ง จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผักและสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ไม่เกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี รวมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คนซึ่งเป็นผู้แทนของชาวบ้านคลิตี้เป็นเงินรายละ 177,199.55 บาท”

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า กรมควบคุมมลพิษควรนำตะกั่วทั้งหมดที่ปนเปื้อนบริเวณโรงแต่งแร่ที่เป็นจุดกำเนิดมลพิษและในลำห้วยคลิตี้ที่มีการปนเปื้อนออกทั้งหมด ด้วยการให้บริษัทรับกำจัดของเสียอุตสาหกรรมดำเนินการ ซึ่งจะมีการขนส่งไปสู่โรงงานเพื่อใช้กระบวนการกำจัดมลพิษเหล่านี้ให้มีสภาพไม่เป็นมลพิษ แล้วจึงฝังกลบในพื้นที่ของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษเคยใช้วิธีนี้กำจัดมลพิษที่ลำห้วยคลิตี้มาแล้วในหลุม 4 หลุมริมลำห้วย เมื่อราว 10 ปีก่อน

“แต่ครั้งนี้กรมควบคุมมลพิษกลับทำเพียงย้ายที่อยู่ของมลพิษจากในลำห้วย ไปฝังกลบในหลุมบ่อเหนือลำห้วยคลิตี้ในพื้นที่ป่าเท่านั้น โดยไม่มีการกำจัดมลพิษ ถ้ามีการรั่วไหล มลพิษเหล่านี้จะไหลกลับลงสู่ลำห้วยคลิตี้และมาสู่หมู่บ้านคลิตี้ล่างเช่นเดิม”

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การฟื้นฟูที่ล่าช้าและทำไม่ถูกต้องครบถ้วนนี้ ไม่ใช่มีผลเฉพาะชาวบ้านคลิตี้ หรือสัตว์ที่อยู่บริเวณลำห้วยหรือชาวจังหวัดกาญจนบุรี เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจากพิษสารตะกั่ว น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วได้ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ผันลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเป็นน้ำดิบที่นำไปผลิตน้ำประปาให้คนกรุงเทพฯ และคนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ ซึ่งคนกรุงเทพฯ และปริมลฑล อาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ส่วนน้ำแม่น้ำแม่กลองทั้งหมดก็ไหลลงสะสมในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของประเทศ

“ในส่วนคดีแพ่งที่ชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 รายนำโดยนายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ยื่นฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาให้บริษัทฯและกรรมการชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้านทั้ง 151 ราย เป็นเงิน 36,050,000 บาท และให้ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้ปราศจากมลพิษ ปัจจุบันบริษัทฯและกรรมการก็ยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายและดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยตามคำพิพากษาแต่อย่างใด”

น.ส.ชลาลัย นาสวนสุวรรณ ผู้แทนชาวบ้านในคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อติดตามการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว ซึ่งแต่งตั้งโดยกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ชาวบ้านที่เป็นกรรมการต่างหมุนเวียนกันสอบถามขอ TOR หรือข้อกำหนดของผู้ว่าจ้างที่กล่าวถึงขอบเขตและรายละเอียดการฟื้นฟู จากกรมควบคุมมลพิษหลายต่อหลายครั้ง แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงและยังไม่ได้รับจนปัจจุบัน ทั้งๆ ที่กระบวนการฟื้นฟูเริ่มทยอยดำเนินการมาหลายเดือนแล้ว ทำให้ไม่สามารถติดตามการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วได้ จนชาวบ้านต่างกังวลว่ากรมควบคุมมลพิษกำลังปกปิดความจริงอะไรหรือไม่

“กรมควบคุมมลพิษได้ว่าจ้างบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)  ดำเนินการโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว มีระยะเวลาดำเนินการ 1,000 วัน เริ่มสัญญาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ใช้เงินดำเนินการเกือบ 600 ล้านบาท โดยดูดตะกอนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้บริเวณหมู่บ้านคลิตี้บน ระยะทาง 1.98 กิโลเมตร และบริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ระยะทาง 4.4 กิโลเมตร”

ส่วนนายกำธร ศรีสุวรรณมาลา ผู้แทนชาวบ้านอีกคนในคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อติดตามการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วกล่าวว่า เมื่อตนขอเข้าไปตรวจสอบกระบวนการฟื้นฟูในพื้นที่ก็มักได้รับการกีดกัน ด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อความปลอดภัย การกีดกันดังกล่าวทำให้ยากที่ชาวบ้านจะดำเนินการติดตามตรวจสอบการฟื้นฟูว่าเป็นไปตามข้อตกลงสามฝ่าย และเพื่อให้แน่ใจได้ว่าการฟื้นฟูจะเป็นการแก้ไขปัญหาไม่เป็นการสร้างปัญหาใหม่เพิ่มจากปัญหาเดิม

นายวิจิตร อรุณศรีสุวรรณ ชาวบ้านคลิตี้ล่างเล่าว่า เดิมกรมควบคุมมลพิษแจ้งกับชาวบ้านว่าจะมีการขุดลอกเอาตะกั่วที่ปนเปื้อนอยู่ตามพื้นดินออก แล้วจึงปูทับด้วยหินลูกรังจากนั้นจึงนำดินมาปิดทับอีกครั้ง  แต่การดำเนินการช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กลับไม่มีการขุดลอกดินปนเปื้อนตะกั่วออกเลย โดยมีเพียงการนำหินลูกรังมาปิดทับเท่านั้น  ซึ่งเป็นการดำเนินการไม่ตรงกับที่เคยชี้แจงกันชาวบ้าน การทำอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นการฟื้นฟูเพราะตะกั่วก็ยังอยู่เช่นเดิม ไม่มีการนำออกไปกำจัด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ต้นตะแบกสัปดน! ขึ้นกลางวัดดังเมืองคอนหนุ่มโดนพิษเศรษฐกิจเครียดจัดขอเลขเด็ดถูกจนปลดหนี้

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332224

ต้นตะแบกสัปดน! ขึ้นกลางวัดดังเมืองคอนหนุ่มโดนพิษเศรษฐกิจเครียดจัดขอเลขเด็ดถูกจนปลดหนี้

ต้นตะแบกสัปดน! ขึ้นกลางวัดดังเมืองคอนหนุ่มโดนพิษเศรษฐกิจเครียดจัดขอเลขเด็ดถูกจนปลดหนี้

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 10.15 น.

คอหวยแห่ขอเลขเด็ดต้นตะแบกสัปดน กลางวัดดังเมืองคอน-มีเนื้อไม้งอกยื่นออกมาคล้ายอวัยวะเพศชาย –หนุ่มโดนพิษเศรษฐกิจเครียดจัดขอเลขเด็ดแทงหวยร่ำรวยหมดหนี้สิน-เตรียมพัฒนาพื้นที่โดยรอบเพื่อเป็นแห่งพักผ่อนในวัด-เชื่อมีวิญญาณคนแก่วัยกว่า 60 ปีสิงสถิตอยู่ในต้นตะแบก

วันนี้ (10 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราชรายงานว่า มีเสียงร่ำลือจากชาวบ้านว่าภายในวัดขนาน หมู่ 4 ต.ทุ่งใหญ่ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีต้นไม้ประหลาด 1 ต้นขึ้นอยู่ในบริเวณวัด มีส่วนงอกออกมาที่บริเวณกลางลำต้นคล้ายอวัยวะเพศชาย จนเป็นที่ฮือฮาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก และมีชาวบ้านแห่มาขอโชคลาภและนำไปเสี่ยงโชคแทงหวยมาแล้วหลายงวด

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบภายในวัดขนาน พบชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มุงดูต้นตะแบกต้นหนึ่งขนาดเกือบ 2 คนโอบ สูงประมาณ 25 – 30 เมตร มีผ้าจีวร และผ้าขาวม้าเก่า ๆ โอบห่มไว้บริเวณโคนต้นสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตรเศษ ดูผิวเผินเหมือนผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้าแต่อวัยวะเพศแข็งตัวจนดันเอาผ้าขาวไม้โผล่ออกมายาวประมาณ 6 นิ้วเศษขนาดเท่าข้อมือผู้ใหญ่

เมื่อดึงผ้าออกจะเห็นส่วนที่งอกออกมาของเนื้อไม้คล้ายอวัยวะเพศผู้ชาย ตรงปลายสุดมีรอยหยักเล็กน้อยยิ่งทำให้ดูคล้ายกับอวัยวะเพศชายมากขึ้น และด้านหน้าต้นตะแยกสัปดนต้นดังกล่าวมีการสร้างฐานปูนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างด้านละ 40 ซม. สูงจากพื้น  50 ซม.สำหรับเป็นที่ว่างดอกไม้ ธูปเทียน น้ำดื่ม เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ โดยมีเทียนถูกจุดปักไว้ 1 เล่ม
นอกจากนี้ด้านข้างต้นตะแบกมีการสร้างศาลาหรือ “ศาลเพียงตา” เป็นรูปบ้านทรงไทยขนาดเล็ก สูงจากพื้นดิน 1.20  เมตร กว้าง 1.30 ซม. ยาว 180 ซม.หน้าศาลามีพวงมาลัยพลาสติกขนาดใหญ่คล้องไว้ 2 พวง พร้อมผ้าแพรสีแด สีเหลืองเก่า ๆ อย่างละ 1 ผืนบนศาลเพียงตาปูด้วยผ้าขาวเก่า ๆ 1 ผืนและมีกระถางธูปเทียนขนาดเล็ก 1 ชุดพร้อมน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก 1 ขวดวางอยู่

ชาวบ้านรายหนึ่งที่มาดูต้นตะแบก เปิดเผยว่า ต้นตะแบกต้นดังกล่าวขึ้นอยู่ในวัดขนานนานเกือบ 30 ปี ทางงวัดพัฒนาปรับพื้นที่โดยช่วยกันตัดต้นไม้น้อยใหญ่ พร้อมดายหญ้าที่รกรุกรังออกและพยายามจะใช้มีดพร้าและขวนตัดโค่นต้นตะแบกทิ้ง แต่ก็เกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นเมื่อด้ามมีดพร้าและด้ามขวานหัก จึงมีการพิจารณาตรวจสอบพบว่ามีเนื้อไม้งอกยื่นออกมามีลักษณะเหมือนอวัยวะเพศชายจึงกล่าวติดตลกกันว่าต้นตะแบกต้นนี้เป็นต้นตะแบกเพศผู้หรือผู้ชาย คงเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ฟันไม่เข้า

พร้อมกล่าวต่อว่า “หากศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้มีโชคถูกหวยงวดที่จะถึงนี้สักที ” ปรากฏว่าหลังหวยออก ตนถูกหวยได้เงินหลายหมื่นบาท จึงนำผ้าจีวรและผ้าขาวม้ามาโอบห่มปกปิดเนื้อไม้ส่วนที่งอกยื่นออกมาคล้ายอวัยวะเพศชายไว้ พร้อมสร้างฐานปูนที่ตั้งเครื่องเซ่นไห้พร้อมตั้งศาลเพียงตาขึ้น 1 หลัง หลังชาวบ้านทราบข่าว จึงแตกตื่นแห่มากราบไหว้ขอหวยกันอย่างคักคัก โดยเฉพาะในช่วงวันอังคาร และวันเสาร์ รวมทั้งในวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ โดยช่วงแรก ๆ คนที่กราบไหว้ขอโชคลาภต่างถูกหวยหรือได้โชคลาภตามที่ขอ ทำให้มีนักเสี่ยงโชคหรือคอหวยแห่มากราบไว้ขอเลขเด็ดก่อนวันหวยออกเป็นจำนวนมาก แต่ช่วงหลัง ๆ ชาวบ้านที่มากราบไหว้ขอเลขเด็ด แต่กลับถูกเจ้ามือกินเรียบ จึงมักจะเรียกต้นตะแบกต้นนี้ว่า “ต้นสัปดน” และเรื่องก็เงียบหายไปนานหลาปีไม่ค่อยมีใครสนใจกราบไหว้มากนัก

ชาวบ้านรายเดิมกล่าวอีกว่า กระทั้งเมื่อก่อนวันหวยออกงวดที่ผ่านมา ตนเครียดเรื่องภาวะเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพ ครอบครัวมีหนี้สินจำนวนมาก จึงเข้ามานั่งพักผ่อนภายในวัด และได้บนบานต้นตะแบกขอให้มีโชคลาภ หมดหนี้หมดสินแล้วจะมาพัฒนาสวนหย่อมและพื้นที่โดยรอบที่ต้นตะแบกขึ้นอยู่ให้ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน หลังจากนั้นกลับไปบ้านนอนหลับฝันเห็นคนแก่นุ่งผ้าขาวม้า ไม่สวมเสื้อ มาหาและบอกเลขเด็ดให้ตนไปซื้อลอตเตอรี่หรือแทงหวย ตนจึงนำเงินก้อนสุดท้ายในครอบครัวทุ่มแทงหวยใต้ดิน

ปรากฏว่าหลังหวยงวดที่ผ่านมาออกตนจึงถูกหวยไต้เงินมากว่า 2 แสนบาทนำไปจ่ายหนี้และทำบุญกับทางวัดจำนวนหนึ่ง ตอนนี้ตนหมดหนี้หมดสินแล้ว จึงเดินทางมาแก้บนและสำรวจตรวจสอบว่าจะพัฒนาปรับปรุงพื้นที่บริเวณต้นตะแบกและศาลเพียงตาอย่างไรบ้าง ส่วนตัวตนเชื่อว่าตนตะแบกต้นนี้เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และมีดวงวิญญาณคนแก่อายุประมาณ 60 ปีขึ้นไปสิงสถิตอยู่อย่างแน่นอน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เผยโฉม ‘แพทย์หญิง’ จบ มช.คู่ชีวิตแท็กซี่จิตอาสา เผยเจอความดี ‘สุวรรณฉัตร’ จึงยอมสยบ (ชมคลิป)

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332167

เผยโฉม 'แพทย์หญิง' จบ มช.คู่ชีวิตแท็กซี่จิตอาสา เผยเจอความดี 'สุวรรณฉัตร' จึงยอมสยบ (ชมคลิป)

เผยโฉม ‘แพทย์หญิง’ จบ มช.คู่ชีวิตแท็กซี่จิตอาสา เผยเจอความดี ‘สุวรรณฉัตร’ จึงยอมสยบ (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 07.10 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อนทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ได้เล่าถึงชีวิตของแท็กซี่จิตอาสา “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” ฮีโร่ของผู้ป่วย คนพิการ และผู้อ่านที่ติดตามแนวหน้าออนไลน์ต่างสนใจเรื่องราวของผู้ชายคนนี้รวมไปถึงภรรยาคู่บุญ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” หรือ “คุณหมอจำเนียร” นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชปฏิบัติทั่วไป ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ รพ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หลายคนอาจจะสงสัยว่าทั้งคู่มาพบรักกันได้อย่างไร 

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2561 ผ่านมาเราจึงไปพบคุณหมอจำเนียร กันถึงที่ทำงานกันเลย เพื่อไปหาคำตอบให้กับแฟนคลับของเรา แต่ที่งานที่ว่านี้ไม่ใช่โรพยาบาลพนมมหาสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แต่เป็นที่”ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก” ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่ทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ พญ.จำเนียร พรหมชาติ กับ สุวรรณฉัตร พรหมชาติ จะมาช่วยกันทำโต๊ะเก้าอี้เพื่อนำไปแจกฟรีให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศที่ขาดแคลนโต๊ะเก้าอี้กันที่นี่โดยมีอาจารย์นิพนธ์ เจียมสมบัติ อาจารย์จิตอาสาอีกท่านหนึ่งเป็นหัวเรือใหญ่

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

 

 

เมื่อไปถึงพบกับ คุณหมอจำเนียร กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นกับทีมงานโดยงานที่เราเห็น คุณหมอจำเนียร ทำคือการยกเล็กที่ตัดแล้วไปกองไว้ และทาสีกระดานอัดที่ได้รับบริจาคมาเพื่อเตรียมจะนำมาประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้ หากใครพบเจอในตอนแรกเราเชื่ออย่างแน่นอนว่าจะต้องไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า นี่คือ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” รองผู้อำนวยการ รพ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หากไม่มีการแนะนำให้รู้จัก

เราได้พบกับ พญ.จำเนียร พรหมชาติ, สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสา และอาจารย์นิพนธ์ เจียมสมบัติ อาจารย์จิตอาสา พร้อมกับทีมงานจิตอาสาอีกหลายคนล้วนแต่เป็นกลุ่มคนวัยรุ่นที่มาช่วยกันทำงานอย่างสนุกสนานด้วยใจรัก เมื่อได้โอกาสเราจึงได้เข้าไปแนะนำตัวพร้อมกับขอสัมภาษณ์ พญ.จำเนียร พรหมชาติ เพื่อหาคำตอบให้กับแฟนคลับที่อยากรู้เรื่องราวระหว่าง พญ.จำเนียร พรหมชาติ กับสุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสา มาพบรักกันได้อย่างไรอซึ่งคุณหมอจำเนียร ก็ยินที่ให้ข้อมูลกับทีมข่าวแนวหน้าออนไนล์

 

 

คำแรกที่เราถามคือ “คุณหมอจำเนียร” รู้จักกับ “สุวรรณฉัตร” ได้อย่างไร 

คุณหมอจำเนียร จึงเล่าให้ฟังว่า เรา 2 คนก็อายุไม่น้อยแล้ว เราผ่านการมีครอบครัวมาแล้วทั้งคู่ ตนคิดว่าเป็นช่วงจังหวะของชีวิต เพราะผ่านอะไรมาก็มากแล้ว ไม่ได้เป็นความรักหวือหวาอะไร หากถามว่ารู้จักคุณเดี่ยว (“เดี่ยว” คือชื่อเล่นของสุวรรณฉัตร) ได้อย่างไร ต้องตอบว่า ตนเห็นคุณเดี่ยวทำงานด้านจิตอาสาและติดตามคุณเดี่ยว บนเฟสบุ๊กเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วย พิการ จึงหาข้อมูลว่าเขาได้ช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่ โดยติดตามดูเขาไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่าเขาช่วยเหลือคนป่วยจริงๆ ตนจึงอยากร่วมบุญช่วยให้เขาทำความดีต่อไป จึงได้โทรศัพท์ไปบอกคุณเดี่ยวว่า “จะช่วยค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาท” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราได้รู้จักกัน

หลังจากนั้นมาก็ได้ช่วยบุญกันมาเรื่อยๆ ต่อมาตนคิดว่านอกจากช่วยค่าโทรศัพท์แล้วเราจะช่วยเหลืออะไรคุณเดี่ยว ได้มากกว่านี้อีก จนกระทั่งฉุดคิดได้ว่าเราเป็นแพทย์และเห็นเขาไปอุ้มผู้ป่วยที่พิการ นอนติดเตียง และต้องช่วยเครื่องหายใจ คนไข้บางคนไม่รู้สิทธิ์ของตัวเองว่าสามารถใช้สิทธิ์เบี้ยคนพิการได้คนละ 800 บาท และลูกหลานก็สามารถเอาไปลดหน่อยภาษีได้ จากนั้นตนจึงเข้าไปช่วยคุณเดี่ยว ทำงานในเรื่องนี้เพื่อเป็นการต่อยอดให้การทำงานโดยเฉพาะคนป่วยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

 

ความรู้สึกที่คุณหมอจำเนียร เจอคุณเดี่ยว – สุวรรณฉัตร ครั้งแรก

คุณหมอจำเนียร บอกว่า เห็นเขาดูเป็นคนใจดีและเราก็ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาเป็นคนขับแท็กซี่ แต่เรามองเขาที่การกระทำมากกว่า เพราะไม่ว่าสาขาอาชีพใดก็ต้องเจอคนดีและคนไม่ดีทั้งนั้น หลังจากนั้นเราก็ได้ศึกษาดูใจกันประมาณ 1 ปีและตกลงใช้ชีวิตคู่ รวมถึงจดทะเบียนสมรสด้วยกันมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว ซึ่งเราช่วยเหลือกันมาตลอด เวลาที่เราไปช่วยผู้ป่วยที่บ้านกับคุณเดี่ยว ก็จะรู้สึกประทับใจและรู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่าในอีกแง่หนึ่ง

“กว่าเรา 2 คนจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องต่อสู่กับสายตาของผู้คนรอบข้าง สังคม หรือแม้กระทั้งคนใกล้ตัว ญาติ พี่น้อง ที่เขาไม่เห็นเห็นด้วย ซึ่งถ้าเรามั่นใจในตัวเขา เราเลือกเขา หากไปฟังจากคนนั้นคนนี้ก็คงไม่มีมาถึงวันนี้ เรามั่นใจเพราะเราศึกษาเขามาแล้วและมั่นใจว่าเขาเป็นคนที่ดูแลเราได้ และเป็นกำลังใจให้กันได้ไปจนกว่าจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน เราไม่ต้องไปสนใจในคำพูดเขาหรือคำพูดของใคร เพราะมันจะเป็นการทำลายจิตใจเรา แต่ในมุมกลับกันมีคนที่ติดตามคุณเดี่ยวกลับชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เรา แต่ทุกวันนี้ทุกฝ่ายยอมรับเราแล้วทั้งผู้คนรอบข้าง ญาติ พี่น้อง” พญ.จำเนียร กล่าว

 

 

แล้วทุกวันนี้คุณหมอจำเนียร รู้สึกอย่างไรบ้างที่เดี่ยว – สุวรรณฉัตร อยู่ข้างกาย

คุณหมอจำเนียร หันไปมองสุวรรณฉัตร ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “การที่จะอยู่ด้วยกัน สุขหรือทุกข์เรา 2 คนคือคนที่จะรับรู้ ไม่ใช่ว่าเรามาออกสื่อแล้วรักกัน พอกลับไปบ้านแล้วทะเลาะกันมันไม่ใช่ เพราะหากเราอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข เราไม่ต้องไปบอกให้ใครเขารู้หรอก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ด้วยกัน และมีความสุขดี”

พญ.จำเนียร บอกด้วยว่า สำหรับ “สุวรรณฉัตร” ไม่ใช่คือจุดเริ่มต้นของการทำจิตอาสาของตน แต่สมัยตอนเรียนแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตนก็ชอบทำเกี่ยวกับจิตอาสาอยู่แล้ว เมื่อมาเจอคุณเดี่ยว ก็ทำให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับคืนมา และทุกวันนี้ตนก็แบ่งงานเป็นช่วง คือ จันทร์-ศุกร์ทำงานตามเวลาราชการที่โรงพยาบาล ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็มาช่วยคุณเดี่ยว ทำจิตอาสาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งมาทำโต๊ะเก้าอี้เพื่อแจกให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารที่ “ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก” ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม แห่งนี้ด้วย

“ทุกวันนี้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเราเอง แต่ก็ยังคิดเหมือนกันนะว่าทำไมเราไม่แต่งตัวสวยๆ เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นทั่วๆ ไป ปรากฎว่าเคยแต่งหน้าแล้วทำให้เสียเวลา ก็ไม่เอาดีกว่า แต่ถ้าจะแต่งเหมือนกันก็เฉพาะงานสำคัญเท่านั้น เช่นงานที่คุณเดี่ยว ได้รับรางวัล ก็แต่งหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะไม่แต่งปล่อยตามธรรมชาติ

 

เป็นแพทย์มีโอกาสมากมายแต่ทำไมคุณหมอจำเนียร ถึงไม่เปิดคลินิก เหมือนกับคนอื่นๆ บ้าง 

“พญ.จำเนียร” บอกกับทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ว่า “ที่ไม่เปิดคลีนิก เพราะคุณพ่อปลูกฝั่งมาตั้งแต่เด็กว่าให้ทำงานที่รับผิดชอบให้ดี จึงไม่คิดจะเปิดคลีนิก และตนคิดว่าอยู่ในระบบราชการก็มีทั้งเงินเดือน ค่าเข้าเวรต่างๆ ก็เพียงพอแล้ว บางคนเปิดคลีนิกเช้า กลางวัน และเย็น แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปอยู่กับครอบครัว และที่สำคัญตนได้รับทุนจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ จากวังสวนผักกาด จึงอยากทำตรงนี้เพื่อตอบแทนแผ่นดิน เพราะเมื่อก่อนที่บ้านพ่อ กับแม่ทำนาก็กังวลว่าจะมีเงินส่งลูกเรียนหรือไม่ แต่พอมาได้ทุนก็ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากแล้ว”

คุณหมอจำเนียร บอกด้วยว่า ตอนนี้ตนทำงานเป็นแพทย์มาแล้ว 25 ปี และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 นี้ตั้งใจว่าจะเข้าโครงการสมัครใจลาออก หรือเกษียณก่อนกำหนด เพื่อหันมาทำงานจิตอาสาอย่างที่ตั้งใจไว้กับคุณเดี่ยว สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ส่วนจะไปทำงานเป็นแพทย์ต่อในโรงพยาบาลเอกชนหลังเกษียณแล้วหรือไม่ตรงนี้คงไม่แล้ว

“หากจะเรามองคนหรือดูคนอย่าไปมองที่อาชีพหรือหน้าตา ฐานะ หรือรายได้ ให้ดูสิ่งที่เขาทำว่าทำอะไร และให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ ทุกคนสามารถทำสิ่งดีๆ ให้กับครอบครัว สังคมได้ เราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อน เช่น ขับรถให้มีน้ำใจต่อกัน เป็นต้น ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คนเป็นหมอได้เงินเป็นล้านเป็นแสนไม่ต้องไปสนใจ เพราะเราทำตรงนี้แล้วเรามีความสุข เพียงแค่ออกใบอนุญาตให้คนป่วยเพียงใบเดียวผู้ป่วยก็ดีใจมากแล้ว” พญ.จำเนียร พรหมชาติ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

เมื่อฟังฝ่ายหญิงเปิดใจอย่างนี้แล้วก็ต้องมาฟังฝ่ายชายบ้าง 

ขณะที่เดี่ยว – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสา ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง พญ.จำเนียร พรหมชาติ เปิดเผยถึงความสัมพันธุ์ตั้งแต่ที่รู้จักกับคุณหมอจำเนียร ให้ทีมงานฟังว่า ก่อนที่ตนจะพบกับคุณหมอจำเนียร ยอมรับว่าได้มีคนติดต่อมาหาตนหลายคนล้วนแต่เป็นสาวใหญ่ที่มีฐานะ บ้างบอกว่ามีสมบัติแต่ไม่มีคนสืบทอด จึงอยากให้มาอยู่ด้วย บ้างก็เสนอเสนอบ้านและรถให้ แต่ต้องให้ตนเลิกทำจิตอาสาแล้วไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งตนก็เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะตนทำตรงนี้มาหลายปีแล้ว

แต่ตรงกันข้ามกับคุณหมอจำเนียร ที่คุณหมอคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ร่วมทำบุญกับผมมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้เราสองคนมาเจอกัน ในเรื่องของจิตใจที่ทำจิตอาสาด้วยกันและช่วยเหลือผู้อื่นมาด้วยกัน ซึ่งคุณหมอก็จะออกใบรับรองให้สำหรับคนพิการไม่ว่าจะพิการทางสมอง หรือร่างกาย ซึ่งได้ทำให้การทำงานของตนกับผู้ป่วยสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตรงนี้เองจึงทำให้เรามีความใกล้ชิดกันและมองเห็นความดีของกันและกัน

“จิตใจของคุณหมอสูงส่งมากที่ยอมลดระดับความเป็นหมอและเสียสละลงมาคบหากับคนที่มีวุฒิแค่เพียง ป.2 และก็ขับแท็กซี่อย่างผม เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่มักจะมองคนขับแท๊กซี่ในแง่ลบ แต่ทั้งนี้ผมก็มองว่าคนที่จะมาอยู่กับเราได้ก็ต้องเป็นคนที่เสียสละส่วนตัวทั้งรายได้ เงิน ทอง ทุกอย่างเลย ซึ่งคุณหมอก็ยอมลดตัวลงมาเพื่อที่จะมาใช้ชีวิตกับผม ผมรู้สึกว่าคนแบบนี้หายากมา ถึงอายุเราจะต่างกัน 8-9 ปี มันก็เป็นแค่ตัวเลข แต่สำคัญ คือ ความดี”

จริงหรือที่ตอนแรก สุวรรณฉัตร ถูกมองว่าจะมาเกาะคุณหมอจำเนียร 

เดี่ยว – สุวรรณฉัตร กล่าวว่า “ตอนแรกลูกของคุณหมอไม่เปิดใจรับผม เพราะกลัวว่าแท็กซี่จะมาเกาะแม่เขา แต่พอวันหนึ่งเขารู้เรื่องราวของเรามากขึ้น จนกลายเป็นว่าลูกทั้ง 2 คน ของคุณหมอมาออกงานจิตอาสาด้วย เวลาไปบริจาคเก้าอี้ให้กับเด็กๆ ชนบท แม้แต่คุณแม่ของคุณหมอเห็นหน้าผมก็พูดว่า “มาทำไม” แต่ทุกวันนี้เวลาเราไปบริจาคโต๊ะ เก้าอี้ เด็กนักเรียนแม่ก็อยากไปด้วย ตอนนี้แม่ภรรยาก็เหมือนแม่ของผม”

เดี่ยว – สุวรรณฉัตร ยิ้มแล้วหันไปมองคุณหมอจำเนียร ที่นั่งอยู่ข้างๆ และพูดต่อว่า อดีตที่ผ่านมาเขาเห็นว่าผมทำงานเพื่อคนอื่นมากกว่าคนที่บ้าน ไม่สนใจเขา ซึ่งถ้าคู่ชีวิตมุมมองไม่เหมือนกันมันก็อยู่กันไม่ได้เมื่อหมดเวรต่อกันไป เมื่อผมมาเจอคุณหมอ ผมก็คิดว่าคุณหมอมาช่วยคนพิการ ซึ่งมีจิตใจที่ดีเราจึงไปด้วยกันได้อย่างดี

“เมื่อคุณหมอเข้ามาในชีวิตผม นอกจากจะช่วยผู้ป่วยและคนพิการทั่วไปแล้วยังได้ช่วยเหลือคุณพ่อผมที่มีปัญหาเรื่องดวงตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง เนื่องจากทำงานแล้วเศษอิฐกระเด็นเข้าไป แต่เขาไม่ทราบนึกว่าตาบอดเพราะว่าอายุมากแล้ว คุณหมอจึงส่งเรื่องไปให้แพทย์ที่จังหวัดพัทลุงดูให้ ตอนนี้พ่อผมตามองเห็นแล้ว ไปไหนมาไหนได้สบาย นี่คือสิ่งที่ทำให้เราทั้งสองใช้ชิวิตคู่กันมาอย่างมีความสุข และเราทั้งสองก้จะทำงานจิตอาสาต่อไป” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสากล่าวทิ้งท้าย

“พญ.จำเนียร พรหมชาติ” จบแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) 

สำหรับเปิดประวัติ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” จบการศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ และสอบชิงทุนของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ และในปี 2531 ได้รับทุนจาก “มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์” จนจบการศึกษา

ต่อมาเริ่มทำงานเป็นแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ในปี 2554  ย้ายมาเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชปฏิบัติทั่วไป รวมทำงานเป็นแพทย์มาแล้ว 25 ปี และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 พญ.จำเนียร จะเข้าโครงการสมัครใจลาออก หรือเกษียณก่อนกำหนด เพื่อมาทำงานจิตอาสาอย่างที่ตั้งใจไว้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง – แท๊กซี่จิตอาสา! ‘สุวรรณฉัตร’ ช่วยเหลือคนป่วย-พิการจนได้แต่งงานกับ’แพทย์หญิง’ (ชมคลิป) 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทึ่ง! “เจ้โอ๋” ใช้รองเท้าคู่เก่งคุ้มค่าคุ้มราคา แต่คนขายคงไม่ปลื้ม

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332156

ทึ่ง! “เจ้โอ๋” ใช้รองเท้าคู่เก่งคุ้มค่าคุ้มราคา แต่คนขายคงไม่ปลื้ม

ทึ่ง! “เจ้โอ๋” ใช้รองเท้าคู่เก่งคุ้มค่าคุ้มราคา แต่คนขายคงไม่ปลื้ม

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

nn…เห็นเพื่อนพ้องอดีต สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ “เจ๊โอ๋ – รังสิมา รอดรัศมี” โพสต์ภาพรองเท้าคู่เก่งของผู้แทนสาวเจ้าของวลี “ทั่นประธานไม่แข็ง” แล้วต้องอึ้ง ก่อนจะยกนิ้วให้ เพราะไม่ใช่รองเท้าเริ่ดหรูดูแพงอะไรหรอกพ่อแม่พี่น้อง เป็นรองเท้าแตะธรรมด๊าธรรมดา แต่ดูสภาพแล้วก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมานานมาก ประมาณว่าพื้นรองเท้าทะลุเป็นรูปแล้ว ไล่เลื่อนอ่านข้อความที่เพื่อนฝูงคนใกล้ชิดเจ๊โอ๋ ก็ถึงบางอ้อว่า “รองเท้าคู่ละ 99 บาท คุณรังสิมาใส่คุ้มคะ คู่นี้ใส่มา 4 ปีคะ รู้สึกเป็นห่วงบริษัทรองเท้าจัง… 555” ก่อนที่เจ้าของรองเท้าซึ่งถูกพาดพิงถึงจะบอกเล่าเก้าสิบต่อว่า เป็นรองเท้าคู่โปรด “…ชอบใส่ขับรถสบาย เบามาก เลยใส่ซะคุ้มเลย…” ก่อนจะออกตัวว่า “… ไม่ใช่ขี้เหนียวนะ…”…งานนี้ กระจอกข่าวขอบอกคำเดียวว่า เข้าใจ เพราะหลายคนคงเคยเป็น รองเท้า คู่ไหนใส่สบายเท้า ก็ใส่อยู่นั่น จนกว่าจะหมดสภาพจริงๆแล้วนั่นแหละ ถึงตัดใจทิ้ง และก็พยายามไปเสาะหาซื้อมาใส่อีก ซึ่งบางทีเขาก็อาจจะเลิกผลิต เปลี่ยนรุ่นกันไปไหนต่อไหนแล้ว แต่ที่แน่ๆ แฟนคลับพอเห็นสภาพรองเท้าคู่เก่งคู่เท้าเจ๊โอ๋ แห่กดไลค์ นอกจากจะชื่นชมเรื่องความพอเพียงพอดีแล้วก็กระเซ้าน้อยๆ ตอนท้าย ทำนองเดียวกันว่า อดสงสารบริษัทผลิตรองเท้ายี่ห้อนี้ไม่ได้ เพราะถ้าลูกค้าใช้ทนใช้คุ้มอย่างเจ๊โอ๋ทุกคน คงน้ำตาซึมกันเป็นแถว กว่าจะขายคู่ต่อไปได้ คงใช้เวลาสองปีสามปีขึ้นไป…ฮ่า…nn

nn…เป็นผู้แทนดัง ไปไหนมาไหนก็เจอแฟนคลับขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติ สำหรับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อู๊ดด้า – จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” ลงพื้นที่ไปไหนที่นั่น ก็ต้องมีคนมาขอถ่ายรูปด้วย แม้แต่ในร้านอาหาร ถ้าไม่เจ้าของร้าน ก็ลูกค้า ซึ่งอู๊ดด้าก็ไม่เคยปฏิเสธ..อย่างต้นเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวไปรับประทานข้าวมันไก่ย่านอ้อมน้อย แล้วได้พบพี่น้องกลุ่ม “จิตอาสา” ก็มีการทักทายถ่ายรูปเหมือนเคย ท่ามกลางกลิ่นหอมชวนหิวยั่วพยาธิ ประมาณถ่ายภาพไปท้องร้องไป เฮียอู๊ดด้าบอกเล่าจนเห็นทั้งภาพและได้กลิ่นว่า “ได้ภาพนี้มา ท่ามกลางบรรยากาศต้มซุปเปอร์ขาไก่ร้อนเดือดชามโต กับข้าวมัน ไก่สับเนื้อฉ่ำจานยักษ์ หอมฉุย คละคลุ้งเตะจมูก..! ยิ้มไป กลืนนํ้าลายไป…กว่าจะหา“จิตอาสา”อีกโต๊ะมาช่วยถ่ายภาพ เพื่อให้ได้ภาพหมู่ครบทีม ต้องใช้เวลากันอยู่พักใหญ่ …สุดท้ายก็สดใสชื่นมื่นกันทุกคน…”…แต่ไม่รู้ช่วงรอช่างภาพจำเป็นกดชัตเตอร์ มีใครได้ยินเสียงท้องใครร้องบ้างป่าวหนอ…nn

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

nn…ร้อนนี้ แถมใกล้เทศกาลสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ใครยังไม่มีที่พักผ่อน เล่นน้ำเย็นชุ่มฉ่ำกายา ลองแวะที่เที่ยวเมืองอุบลฯกันได้ เพราะอดีต สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ “วุฒิพงษ์ นามบุตร” เขาภูมิใจนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ “อ่างเก็บน้ำหนองใหญ่” ต.ยางขี้นก “แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เริ่มนับ 1 เพื่อจะไปถึง 100 แบบยั่งยืน อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องเล่น ราคาถูก สะอาด ปลอดภัย เพลิดเพลินกับเสียงธรรมชาติ หนองบัวแดง ฯลฯ พร้อมบริการแล้ว วันนี้ สงกรานต์และทุกๆวัน พ่อแม่พี่น้องชาวต.ยางขี้นกพร้อมต้อนรับครับ…” โดยอ่างเก็บน้ำหนองใหญ่ ยางขี้นก ลำเซบาย กำเนิดจุดเริ่ม ธนาคารน้ำใต้ดิน บ่อน้ำไร่นาสีมรกต น้ำผุดในหลายๆพื้นที่ ดินดำน้ำชุ่ม ระบบนิเวศน์ พืชผักผลไม้ กุ้งหอยปูปลา นกเป็ดน้ำ อุดมสมบูรณ์ ร้านค้าชุมชน แหล่งท่องเที่ยว…ใครสนใจอยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ แวะเวียนไปกันได้ ผู้แทนวุฒิพงษ์พร้อม ชาวอุบลฯพร้อมดูแลขอรับ…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กะเทยเกณฑ์ทหาร’ ‘ฮาขบขัน’สีสันหรือละเมิด?

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332115

‘กะเทยเกณฑ์ทหาร’  ‘ฮาขบขัน’สีสันหรือละเมิด?

‘กะเทยเกณฑ์ทหาร’ ‘ฮาขบขัน’สีสันหรือละเมิด?

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เจ้าหน้าที่ทหารถ่ายภาพร่วมกับสาวประเภทสอง 4 คน ที่มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเป็นทหารกองประจำการ ณ หอประชุมอำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อ 4 เม.ย. 2561

เข้าสู่ช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับ “ชายไทย” แล้วมันคือการ “ลุ้น” ครั้งสำคัญหนหนึ่งในชีวิต เพราะต้องไป “เกณฑ์ทหาร” แน่นอนภาพที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ ตลอดมา คือใครที่ได้ “ใบดำ” ไม่ต้องเป็นทหารคือออกอาการ “ดีใจ” สุดชีวิต ส่วนผู้ที่ได้ “ใบแดง” ต้องไปเป็นทหารบางรายถึงกับ “ช็อก” เป็นลมหมดสติ ณ บัดนั้นเลยก็มี นอกจากนี้ยังมีการจับตามอง “ดารา-ไฮโซ” คนเด่นคนดังที่เข้ามารับการตรวจเลือก ซึ่งก็มีทั้งที่ผ่อนผัน จับสลากใบดำใบแดง หรือบางราย“โชว์แมน” ด้วยการยืดอกสมัครเข้ารับใช้ชาติก็มีให้เห็นเช่นกัน

“สีสัน” อีกอย่างหนึ่งที่พบได้ทุกปียามถึงฤดูการเกณฑ์ทหาร คือบรรดา “สาวประเภทสอง” แม้กายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง มารับการตรวจเลือกตามหน้าที่ ในมุมหนึ่งแม้ทางกฎหมายจะมีการแก้ไขถ้อยคำให้สาวประเภทสอง “ไม่ถูกตีตรา” ว่าเป็น “โรคจิตเภท” อย่างในอดีต แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็พบว่าสังคมไทยยังมองคนกลุ่มนี้เป็น “ของแปลก” เป็นที่จับจ้องของสื่อมวลชนและคนทั่วไปทุกปี และเรียกเสียงฮือฮาได้ทุกครา

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวในเวทีเสวนา “ตามต่อกะเทยเกณฑ์ทหารผ่านสื่อ ปีที่ 2” ถึงการนำเสนอข่าวสาวประเภทสองไปเกณฑ์ทหาร ว่าพบรูปแบบดังนี้ 1.การเกณฑ์ทหารของกะเทยเป็นสิ่งแปลก เช่นฮือฮาแก๊งนางฟ้ามาเกณฑ์ทหาร, สื่อนอกตกใจ กะเทยไทยต้องเกณฑ์ทหาร 2.การเกณฑ์ทหารของกะเทยคือกระบวนการเปิดโปงความเป็นกะเทย เช่น สาวนะยะ,นางฟ้า, เธอสวยที่สุด, กะเทยสวย

3.การเกณฑ์ทหารของกะเทยคือสีสัน สร้างความคึกคัก เช่น แห่กันมาประชันโฉม, หอบความเซ็กซี่มาสร้างสีสัน, จัดเต็ม! หอบความสวยมาเกณฑ์ทหาร และ 4.การเกณฑ์ทหารของกะเทยคือกระบวนการเหยียดเพศ เช่น ยกมดลูกให้เลย,ผู้หญิงชิดซ้าย, ชะนีหลบไป, หญิงแท้ยังอาย,น่ารักไม่แพ้หญิงแท้ มีเพียงส่วนน้อยที่“นำเสนอในเชิงบวก” เช่น การเตรียมตัวของสาวประเภทสอง และเนื้อหาของการเกณฑ์ทหาร โดยปีล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.7 จากปีก่อนหน้าที่มีเพียงร้อยละ 3ของข่าวทั้งหมด

เช่นเดียวกับ ฐิติญานัน หนักป้อง ตัวแทนมูลนิธิซิสเตอร์ กล่าวว่า พาดหัวและเนื้อข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ตอกย้ำว่าการเกณฑ์ทหารของกะเทยเป็นสิ่งแปลก ถูกมองว่าเป็นสีสัน ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมถึงการเหยียดเพศ โดยร้อยละ 91 ของข่าวกะเทยเกณฑ์ทหารทั้งหมด เน้นนำเสนออัตลักษณ์ทางเพศและความงามของกะเทยมากกว่ากระบวนการ และข้อเสนอแนะต่อการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้คนที่เป็นกะเทย ถูกจับจ้อง เปรียบเทียบ ล้อเลียน จนรู้สึกเครียด กังวล และไม่อยากเข้ารับการเกณฑ์ทหาร

ด้าน รมิดา จรินทิพย์พิทักษ์ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แนะนำว่า สื่อควรใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังในการสัมภาษณ์กลุ่มข้ามเพศ ไม่ควรเสนอเรือนร่าง หรือเพียงเป็นสีสันในการเกณฑ์ทหารเท่านั้น แต่ควรเสนอการเตรียมตัวของผู้เข้ารับคัดเลือกและบริบทแวดล้อมอื่นๆ ทั้งระบบรองรับหรือการจัดการของทางการต่อกะเทยในการเกณฑ์ทหารด้วย

ย้อนไปเมื่อเดือนก.ย. 2554 ศาลปกครองมีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้คำว่า “เป็นโรคจิตถาวร” ในเอกสารตรวจเลือกเข้ารับราชการทหาร ซึ่งคดีดังกล่าว สามารถ มีเจริญพร้อมกับพวกที่เป็นสาวประเภทสองด้วยกันกลุ่มหนึ่ง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมและหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการใช้ข้อความข้างต้น ซึ่งศาลก็ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นสอดคล้องกัน โดยอ้างอิงการให้ข้อมูลจากแพทย์และผู้แทนกรมสุขภาพจิต ว่า

“…ผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่ยังไม่ผ่าตัดแปลงเพศ แต่มีการเสริมหน้าอกไม่ถือเป็นโรคจิต เพียงแต่มีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน ซึ่งการวินิจฉัยทั่วโลกได้มีการยอมรับในมาตรฐานการจำแนกโรคแล้วว่า ผู้ที่เบี่ยงเบนทางเพศไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ และมนุษย์ที่มีพฤติกรรมทางเพศโดยพึงพอใจในเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ตาม ถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัวและความพอใจส่วนตัว

อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์จากกรณีที่องค์การอนามัยโลกได้ตัดลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเพศเดียวกันออกจากกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางจิตด้วยแล้ว กรณีนี้จึงรับฟังได้ว่า ไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างลักษณะสภาพร่างกายของผู้เข้ารับการตรวจเลือกที่มีเพศกำเนิดเป็นชายแต่มีเต้านมแบบสตรีและมีบุคลิกลักษณะเป็นหญิง กับการเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิต…”

หลังมีคำสั่งดังกล่าวจากศาลปกครอง กระทรวงกลาโหมก็ได้แก้ไขโดยให้ใช้คำว่า “ผู้มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” แทน โดยระบุไว้ใน
กฎกระทรวงฉบับที่ 75 ออกตามความใน พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497
ขณะที่ในทางปฏิบัติในส่วนของกองทัพก็ “เป็นมิตรกับกะเทย” มาตามลำดับ เช่น มีการแยกพื้นที่ตรวจร่างกายเป็นห้องมิดชิด เจ้าหน้าที่ไม่ใช้คำพูดเชิงดูหมิ่นอย่างในอดีต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม “การมองกะเทยเป็นตัวตลก” เป็นสีสันเรียกเสียงหัวเราะและความสนุกสนานจากผู้พบเห็น ยังคง
“ฝังรากลึก” ในสังคมไทยด้วยการ
“ผลิตซ้ำ”จากสื่อต่างๆ รวมถึงการนำเสนอข่าวสาวประเภทสองไปเกณฑ์ทหารด้วย แน่นอนส่วนใหญ่เชื่อได้ว่า “ทำไปโดยไม่มีเจตนาร้าย” เพราะเคยชินกับความที่คนไทยมัก “ล้อเลียนรูปลักษณ์” กันเป็นปกติไม่ค่อยจะถือโทษโกรธเคืองกันเท่าไรนัก ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ในมุมของผู้ที่ถูกนำเสนอในเชิงล้อเลียนหรือทำเป็นเรื่องขำขัน

เขาอาจ “ไม่สนุกเลย” ก็เป็นได้

ธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พูดคุยกับสาวประเภทสองที่มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเป็นทหารกองประจำการ ณ หอประชุมหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 4 เม.ย. 2561

ธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พูดคุยกับสาวประเภทสองที่มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเป็นทหารกองประจำการ ณ หอประชุมหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 4 เม.ย. 2561

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ม่วนอีหลี! พาไปฟังกันยาวๆ ‘น้องโบว์’ดีดพิณขั้นเทพ (รวมคลิป)

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332207

ม่วนอีหลี! พาไปฟังกันยาวๆ 'น้องโบว์'ดีดพิณขั้นเทพ (รวมคลิป)

ม่วนอีหลี! พาไปฟังกันยาวๆ ‘น้องโบว์’ดีดพิณขั้นเทพ (รวมคลิป)

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 21.04 น.

‘น้องโบว์’ สาวน้อยจากจังหวัดอุบลราชธานี ที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ล่าสุดโลกโซเชียลได้แห่แชร์คลิป ‘น้องโบว์’ โชว์ดีดพิณอย่างคล่องแคล่วแถมยังไพเราะจนโดนใจชาวเน็ต ต่างชื่นชมในความสามารถกันอย่างล้นหลาม

 ” รักในความเป็นตัวของตัวเอง ใช้ประกอบการทำรายได้หาเงินได้นะ แต่อย่าทิ้งการเรียนเด้อหลานสาว ชอบในความสามารถจ้า “

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

“น้องเขาเล่นพิณเก่ง เพลงก็ไพเราะน่าส่งเสริมเอกลักษ์ประจำภาค”

“ไม่เห็นกับตาไม่เชื่อเลยว่าเด็กตัวเท่านี้จะเล่นพิณระดับมือพิณชั้นสูงได้ขนาดนี้ ชื่นชมมากลูก”

“สืบสานประเพณีอิสานดนตรี ดีกว่าเอาเวลาว่างๆไปหากินเหล้าขาวจีบบ่าว น่ารักดี ฝึกฝนไปเรื่อยเด้ออิหล่า อนาคตอาจเลี้ยงชีพเราได้นะ เวลามีงานอาจมีคนมาจ้างไปดีด สู้ๆเด้อ คิดดีทำดี ย่อมมีคนสนับสนุนได้ดี”

“สุดยอดมากเลยครับ ไลน์พิณไม่ใช่แบบยุคโบราณเป็นแบบของคนรุ่นใหม่ พิณก็มี4สายพัฒนามาจากกีต้า เจ๋ง อาจจะเพิ่มเอฟเฟคเข้ามาอีกคงจะเหนือชั้นไปเลย ดีใจครับที่เยาวชนรุ่นใหม่เรามีความสามารถ”

วันนี้แนวหน้าออนไลน์จะพาไปฟังกันยาวๆกับการโชว์ดีดพิณของน้องโบว์ จะสนุกสนานหรือใครจะนำเปิดฟังในช่วงวันสงกรานต์ จะไพเราะแค่ไหนไปฟังกันเลยจ้า

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง! เปิดใจสาวป.ตรีกวาดถนน “สุขอยู่ที่ใจ..หาใช่เงินทอง”

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332171

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง! เปิดใจสาวป.ตรีกวาดถนน

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง! เปิดใจสาวป.ตรีกวาดถนน “สุขอยู่ที่ใจ..หาใช่เงินทอง”

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.39 น.

เจ้าของเฟซบุ๊ก Suwanan Ketiam ได้แชร์ภาพตัวเองขณะสวมชุดครุยรับปริญญา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง ส่วนอีกภาพขณะที่เธอสวมชุดปฏิบัติงานเป็นพนักงานกวาดถนน ซึ่งเธอก็ได้แชร์ภาพพร้อมกับตอบคำถาม โดยเธอเล่าว่ามักเจอถามบ่อยๆ “จบ ป.ตรี มา แล้วมาทำงานแบบนี้อะเหรอ ? “ งานนี้เจ้าตัวเปิดใจว่า

การเรียนจบ “ปริญญา” ไม่ได้เเสดงว่าจะต้องทำงานอยู่ในห้องแอร์หรือทำงานเงินเดือนเยอะๆ เราขอแค่จบมา มีงานทำ เงินเดือนไม่ต้องเยอะมาก แต่พอใช้และมีเงินเก็บ ทำงานตรงนี้สบายใจกว่า ไม่ต้องมีใครมากดดัน หัวหน้าให้ไปทำตรงไหนก็ไป ได้ไปหลายสถาที่ ทำหลายๆอย่างที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีโอกาส มีเพื่อนๆร่วมสายงานที่น่ารัก คอยดูแล เผลอๆจะใจดีกว่า……ชะอีก ในส่วนตัวเราคิดว่า ทำงานอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ ดีกว่าไม่มีงานทำ และไม่มีเงินใช้น่าาา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,982,676 hits

Join 4,110 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แวดวงนักปกครอง : 20 มิถุนายน 2569
ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้
อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โวยอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก
‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย
ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี
'เจเศรษฐ์' สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม
เปิดใจ แจน ภรรยา น็อต วรฤทธิ์ ปมสามีเจอทัวร์ลงหนักมาก
รบ.ลุยแก้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง มุ่งได้งานดี-คุ้มภาษี ปชช.-ลดปัญหาทิ้งงาน
แนวหน้าวาทะเด็ด
ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

Recent Posts

  • “เจดี แวนซ์” เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน
  • ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
  • “คิงชาร์ลส์” เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก
  • สื่ออังกฤษตีข่าว ‘นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์” จ่อประกาศลาออก
  • ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d