Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2561(2018)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

“สส.กุ่ย-ชูวิทย์”วางมือการเมือง ไม่ทิ้งชาวบ้าน/ผู้การกองปราบฯไอเดียเก๋ลดอุบัติเหตุ

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332729

“สส.กุ่ย-ชูวิทย์”วางมือการเมือง ไม่ทิ้งชาวบ้าน/ผู้การกองปราบฯไอเดียเก๋ลดอุบัติเหตุ

“สส.กุ่ย-ชูวิทย์”วางมือการเมือง ไม่ทิ้งชาวบ้าน/ผู้การกองปราบฯไอเดียเก๋ลดอุบัติเหตุ

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

nn…ตลอดเส้นทางชีวิต ไม่หยุดนิ่ง ถึงไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเวทีสภาให้เล่นจนจะครบ 4 ปีแล้ว แต่ “สส.กุ่ย-ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย “ผู้แทนแห่งลำน้ำมูล”เจ้าของธุรกิจสวนเสือตระการ และเจ้าของ “ชูวิทย์ฟาร์ม” อุบลราชธานี หลังเป็น สส.หรือ ผู้แทนฯ 6-7 สมัย มานาน 20 ปี ได้ประกาศวางมือการเมือง จะไม่ลงเลือกตั้ง แต่จะไม่ทอดทิ้งประชาชน ยังจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนต่อไป ถ้าหากใครมีปัญหา คิดไม่ออก ก็มาปรึกษา มาคุยได้ทุกเรื่อง อะไรที่ช่วยได้ ก็จะช่วยตามกำลังเท่าที่ช่วยได้..จะเรียกอะไรก็ได้ หรือ จะเรียก “หลวงพ่อกุ่ย” ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็น สส.ไม่เป็นผู้แทนฯแล้ว แต่ไม่เคยลืมว่าเราเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะชาวบ้านเขาให้โอกาสและเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทนฯ…“ถ้าเขารักเรา เราก็รักเขา เมื่อมีโอกาสเราก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่..และดีใจที่ได้ช่วย และช่วยแล้ว เราก็มีความสุข”…สส.กุ่ย ยอมรับว่าพอมาถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ห้ามแก้ภายใน20 ปี ในสมัยหน้า สส.จะทำงานยากขึ้นก็คิดว่าถ้าเป็น สส.แล้ว ยังแก้กฎหมายไม่ได้ ก็ไม่รู้จะเป็นไปทำไม และ ที่สำคัญ สส.กุ่ย บอกว่า หลังที่ลงพื้นที่คลุกคลีกับ ชาวบ้านก็ทราบว่า วันนี้ประชาชนมีความลำบากมากๆ ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น จนแทบจะเรียกว่า ต้องประหยัดกันสุดขีด ไม่น่าเชื่อว่ายุคนี้ คนจน คนรวย เดือดร้อนเท่าเทียมและไม่รู้ว่าอนาคตประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เจ้าตัวขอฝาก“สุขสันต์วันสงกรานต์” เนื่องในวันปีใหม่ของไทย ขอให้ทุกๆคน เที่ยวอย่างสนุกสนานและปลอดภัย สืบสานประเพณีอันดีงาม..nn

nn… เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย เมื่อ กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ที่มี“พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด”ผบก.ป.เป็น“หัวเรือใหญ่” ออก กำหนดการฌาปนกิจศพ “คุณประมาท คุณจึงตาย” ณ ถนนทางหลวง ถนนทางหลวงชนบททั่วประเทศไทย ทอดผ้าบังสุกุล โดย 1.นายเมาสุราขับรถ 2.นายขับรถเร็วเกินไป 3.นายขับตัดหน้ากระชั้นชิดและ 4.นายขับรถย้อนศร ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2561 เพื่อแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ที่ใช้รถใช้ถนน สัญจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นให้ตระหนักถึงความสูญเสียต่อชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุที่สถิติอุบัติเหตุเทศกาลดังกล่าวช่วงปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นถึง 3,690 ครั้ง มีผู้สังเวยชีวิต 390 ศพ จึงเป็นที่มาของการออกกำหนดการครั้งนี้ ลงท้ายด้วยข้อความ “โปรดขับรถด้วยความไม่ประมาทและเคารพกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและผู้ใช้รถใช้ถนนทุกๆ คน ด้วยความรักและห่วงใย”…ต้องถือเป็นอีกไอเดียสุดเก๋ ที่แหวกแนว ไปจากการประชาสัมพันธ์เดิมๆ ที่ผ่านมา ส่วนจะได้ผลแค่ไหน คงขึ้นอยู่กับสำนึกของผู้ขับขี่ทุกคนที่จะใช้ถนนหนทางร่วมกันในช่วงเทศกาลนี้อย่างมีสติ…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลูกทัพฟ้าปัดตบสาวคู่กรณี ลั่นคลิปตัดต่อ เอามาไม่หมด ยันแค่เอามือปัดโทรศัพท์

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332776

ลูกทัฟฟ้าปัดตบสาวคู่กรณี ลั่นคลิปตัดต่อ เอามาไม่หมด ยันแค่เอามือปัดโทรศัพท์

ลูกทัพฟ้าปัดตบสาวคู่กรณี ลั่นคลิปตัดต่อ เอามาไม่หมด ยันแค่เอามือปัดโทรศัพท์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 22.17 น.

ความคืบหน้ากรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ชายที่อ้างตัวเองว่าเป็นนายทหารขับรถเก๋งโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว หมายเลขทะเบียน กค 6787 เลย มาจอดเทียบข้างรถที่หญิงสาวรายหนึ่งเป็นคนขับ แล้วลงมาทำร้ายร่างกาย ตบที่ใบหน้า ผู้หญิงคนขับ ที่บริเวณใกล้สี่แยกตลาดสดเทศบาลตำบลท่าลี่ อ.ท่าลี่ จ.เลย  (อ่านรายละเอียดข่าว : ‘ตร.ท่าลี่’ จ่อหมายเรียกชายอ้างเป็นนายทหารตบหน้าสาวเมืองเลยมารับทราบข้อหา)

วันที่ 12 เมษายน นาวาอากาศเอก วิสูตร อินทร์ขำ ผู้บังคับการกองบิน 23 จ.อุดรธานี ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบได้รับการยืนยันแล้วว่า ทหารที่ปรากฏภาพในคลิป คือ เรืออากาศตรี พลกฤษ จันทรภา โดยได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจท่าลี่เพื่อไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีแล้ว แต่เมื่อไปถึง ปรากฏว่า หญิงสาวคู่กรณีได้เดินทางกลับไปแล้ว แต่ทั้งนี้ เรืออากาศตรี พลกฤษ ได้เล่าชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ขณะเกิดเหตุกำลังจะขับรถเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกซึ่งมี 7-11 และรถของผู้เสียหายจอดซื้อของอยู่ และเมื่อซื้อของเสร็จก็ออกรถทันที โดยไม่รอรถที่อยู่ในเส้นทางไปก่อน ทำให้ต้องหักหลบเกือบไปชนกับรถมอเตอร์ไซค์ที่ตามหลังมา จึงได้เปิดกระจกบอกว่าทำไมขับแบบนี้มันอันตราย แต่คู่กรณีได้ยกโทรศัพท์ขึ้นถ่าย จึงลงจากรถและใช้มือปัดโทรศัพท์ เพราะเห็นว่าเรื่องแค่นี้ทำไมต้องถ่ายด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

ทั้งนี้ เรืออากาศตรีพลกฤษ ยืนยันว่า ไม่ได้ตบ เพียงแค่เอามือปัดโทรศัพท์ และคลิปที่เห็นก็เป็นการตัดต่อ เอามาเพียงบางส่วนเท่านั้น ในส่วนของกองทัพอากาศจะตั้งกรรมการสอบสวน ถ้าผิดก็มีการลงทัณฑ์ตามระเบียบวินัย ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนัดทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอีกครั้งในที่ 13 เมษายน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘2 ล้อ บนโลกเบี้ยว’ …ใบไม้กำมือหนึ่งในผืนป่า

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332767

'2 ล้อ บนโลกเบี้ยว' ...ใบไม้กำมือหนึ่งในผืนป่า

‘2 ล้อ บนโลกเบี้ยว’ …ใบไม้กำมือหนึ่งในผืนป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 19.50 น.

‘จักรวาล ของข้าพเจ้าได้แปลความจากสิ่งใด?’

……………………………………………

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

ได้แปลความ

จากใบไม้กำมือหนึ่งในผืนป่า.

ได้แปลความ

จากความอ่อนล้าของท่วงทำนอง.

จากความทะยานอยากของความเป็นมนุษย์.

และ จากตัวอักษรบรรทัดหนึ่งตามหลักพุทธศาสนา

ของท่านพุทธทาสท่านนี้ .

……………………………………………

ข้าพเจ้าศึกษาศาสนเปรียบเทียบต่าง ๆ.

ตั้งแต่วันเดียงสา.

และ ความเข้าใจแปรเปลี่ยนตามกาลแห่งวัย.

แต่ทว่า ‘สัจจะ อันเป็นธรรมชาติ’ นั้น ยังมั่นคง

……………………………………………

‘การเดินทาง….อยู่ภายใน’.

ก้าวข้ามผ่านจักรวาลที่มีอยู่ในจิตใจ.

จึงเหลือร่องรอยแห่งความสุขมาแบ่งเบา.

ให้กับตัวเอง และ ผู้อื่น .

……………………………………………

ถนนหนทางผ่าน.

ต่างกลัดเกลาจิตใจเรา ..

‘สุขกับโลกที่เป็นจริง’.

ค่อย ๆ ผ่านไปทีละก้าว

……………………………………………

‘เปิดคันเร่งเพื่อเรียนรู้หนทางข้างหน้า

และ ชะลอเบา เพื่อหยุดคิดใคร่ครวญเมื่อถึงเวลา’

……………………………………………

Shai Don King

สวนโมกขพลาราม

10 เมษา 61

การเดินทางท่องไปในโลกกว้าง

ด้วยมอเตอร์ไซค์ 2 ล้อ เพียงลำพังคนเดียว.

ย่อมเกิดคำถามขึ้นมากมายให้ผู้คนสงสัย.

ไปอย่างไร ?

กินนอนอย่างไร ?

พูดคุยกับใคร ?.

เหงามั้ย ?.

และ อาจลึกลงไปกว่านั้น คือ.

“คุณนึกถึงอะไรในระหว่างเดินทาง?”.

…………………………………………

คอลัมภ์นี้ ไม่มีคำตอบอะไรมากมายให้คุณหรอก.

มีแต่เพียงคำว่า….ความสุข!

…………………………………………

ความสุข

มันได้โปรยปรายไปทุกแห่งบนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้.

การได้รับการหยิบยื่นน้ำใจไมตรีตลอดเส้นทางจากผู้คน

มันยิ่งใหญ่ที่สุด แม้อาจจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย…ขอเพียงได้เห็น.

แม่ค้าขายผัดไส้หมูในเมืองเล็ก ๆ ของประเทศโคลอมเบีย

ราคากระทงละ 20 บาท.

ได้เห็นรอยยิ้ม อย่างมีความสุขของคนแปลกหน้าที่มาจากเมืองไทย.

หยิบยื่นน้ำใจไมตรีโดยการซื้อน้ำอัดลมราคาแพงมาให้ดื่ม ฟรี ..

คนขับสิบล้อชาวอินเดียได้แอบจ่ายเงินค่าอาหารให้

หลังจากที่ทักทาย พูดคุย ด้วยความสนใจการมาการไปของคนขี่มอเตอร์ไซค์คันนี้.

และ ครั้งที่สิ้นไร้หนทางอย่างที่สุด

ในการหา ‘เรือ’ เพื่อขนรถมอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศ จากอินโดนีเซีย ไปยัง ประเทศมาเลเซีย.

ก็ยังมีสวรรค์ได้ส่งมอบคน ๆ หนึ่ง

ที่สละเวลาทั้งวัน เพื่ออาสาขับรถพาไปหาบริษัทต่าง ๆ ทั่วเมือง Dumai ประเทศอินโดนีเซีย.

และ อีกมากมาย.

ที่โลกได้ผลิออกดอกไม้แห่งน้ำใจไมตรีให้ได้ชื่นชมอยู่เสมอ

…………………………………………

“การเดินทาง ไม่ต่างอะไรกับลมหายใจของชีวิต

ต้นหญ้าเล็กๆ ต้นหนึ่ง มันอาจมีความหมายมากมายต่อแมลง

ถ้าเราไม่ลุ่มหลงสิ่งใดเกินตัว ความสุขย่อมหาได้ไม่ยากเท่าไรนักหรอก”

มีครั้งหนึ่ง ที่ได้ขี่รถเป็นระยะเวลาหลายวัน

ผ่านเส้นทางที่ ไม่มีฝน ไม่มีต้นไม้.

บางช่วง เป็นภูเขาทรายทอดให้เห็นใหญ่โตมหึมา.

บางช่วง เป็นทุ่งทรายเวิ้งว้างกว้างไกลสุดตา.

และ น้อยมากที่จะมีผู้คนสัญจรไปมา ในเขตประเทศเปรู.

นานๆ ครั้ง เห็นจะมีเมืองเล็ก ๆ พอได้พักอาศัยอยู่บ้าง.

แต่ก็นานเต็มทีกว่าจะมีโอกาสได้เห็น

…………………………………………

ระหว่างเส้นทางที่แห้งโรยต่อเนื่องอยู่อย่างนั้น.

อยู่ดีๆ ก็มีสิ่งที่มาให้เติมความนึกคิด.

นั่นคือ ภาพที่มีต้นไม้เล็กๆ แอบเกาะอยู่บนภูเขาทรายลูกหนึ่ง.

เมื่อเปรียบกับความรู้สึกที่ตลอดทางผ่านมาช่วงนั้น

ทำให้อดนึกเสียไม่ได้ว่า.

‘ต้นไม้ต้นนั้น ทำไมช่างแข็งแกร่งขนาดนี้’

…………………………………………

โลกได้มอบสิ่งวิเศษแก่เราเสมอ.

แม้ยามที่เราอ่อนล้า และ หมดหวังอย่างที่สุด.

ขอเพียงแต่เราได้เลือกใช้มันให้สมกับคุณค่าที่โลกได้มอบไว้ให้

…………………………………………

ต้นไม้ ต้นเล็ก ๆ บนภูเขาทรายลูกนั้น

มันช่างเป็นภาพที่งดงาม และ เติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นมาได้ อย่างน่าอัศจรรย์.

อยากให้ทุกคนรู้สึกดี….ถ้าเรารู้จักมอง !!!

ใช้ ดอนคิง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ที่น่าห่วงคือความศรัทธา! ‘ดี้’เตือนศาลตัดใจ ‘บ้านป่าแหว่ง’ ลั่นถูกกม. แต่อย่าให้บาดใจคน

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332656

ที่น่าห่วงคือความศรัทธา! 'ดี้'เตือนศาลตัดใจ 'บ้านป่าแหว่ง' ลั่นถูกกม. แต่อย่าให้บาดใจคน

ที่น่าห่วงคือความศรัทธา! ‘ดี้’เตือนศาลตัดใจ ‘บ้านป่าแหว่ง’ ลั่นถูกกม. แต่อย่าให้บาดใจคน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.04 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 12 เมษายน “ดี้” นิติพงษ์ ห่อนาค ศิลปินและนักแต่งเพลงชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีโครงการสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 8 บริเวณเชิงดอยสุเทพ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่กำลังเป็นปัญหาถูกประชาชนทั้งใน จ.เชียงใหม่ และทั่วประเทศ ออกมาคัดค้าน เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมว่า

“ความถูกต้องกับความงดงาม..บางทีมันไม่ไปด้วยกัน…

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

กรณีการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการบนเนินเขานั่น….ฉันก็รู้สึกเช่นนั้น…แม่ประไพเอ๋ย

อ่านเรื่องราวแล้วก็เข้าใจว่า…ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น…

แต่ภาพที่เห็น ว่าความถูกต้องตามกฎหมาย มันเบียดเสียดความรู้สึกของผู้คน….

เห็นพื้นที่ก่อสร้าง…แทรกเข้าไปในป่า…
เห็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นบ้านพักสำหรับข้าราชการตุลาการนั้นช่างหรูหรานัก…

ไม่มีอะไรผิดกฎเลย มีเอกสารครบถ้วนถูกต้อง…แต่ก็ยังเบียดเสียดใจผู้คน…

ในหลวงรัชกาลที่เก้า เคยมีพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเรื่อง อย่ายึดกฎอย่างเดียว ต้องดูทั้งนิติศาสตร์แลรัฐศาสตร์…

ตอนนี้ ผู้คนเริ่มสงสัยเรื่องความหรูหราของข้าราชการตุลาการแล้ว ซึ่งไม่ดีกับใครเลย…

อำนาจอธิปไตยของบ้านเรา นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ…

สองอย่างแรกไม่เสถียรเลย….อย่างสุดท้ายยังพอเป็นที่พึ่งได้บ้าง…

ข้าแต่ศาลที่เคารพ….ท่านจะเป็นที่พึ่งพาทางใจของเหล่าประชาชนได้บ้าง…
ท่านจะเท่มาก…ถ้าท่านขอปฏิเสธสิทธิอันหรูหรา ถูกกฎหมายแต่บาดใจผู้คน…

แล้วปล่อยให้เป็นปัญหาของภาครัฐบริหารต่อไป ว่าควรจะทุบทิ้ง แล้วปล่อยให้ต้นไม้มันขึ้นเองใหม่ หรือให้เป็นบ้านพักคนชรา ฯลฯ

เกล้ากระผมห่วงเรื่องป่า ต้นไม้ ก็พอสมควรอยู่…

แต่ที่ห่วงมากกว่าคือ ความศรัทธาในสถาบันของท่านขอรับ…

ขอแนะนำด้วยความเคารพขอรับ…

อย่าเอาสถาบันตุลาการไปแปดเปื้อนกับคดีนี้เลย…”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘บ้านพักศาลบนดอยสุเทพ’ ปัญหาที่มากกว่าข้อกฎหมาย END

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332641

'บ้านพักศาลบนดอยสุเทพ' ปัญหาที่มากกว่าข้อกฎหมาย END

‘บ้านพักศาลบนดอยสุเทพ’ ปัญหาที่มากกว่าข้อกฎหมาย END

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 12.45 น.

ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะจบอย่างไรกับ “บ้านศาลในพื้นที่ป่า” หรือโครงการก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่พักข้าราชการตุลาการ เพราะในขณะที่ฝ่ายศาลยืนยันว่าทุกขั้นตอนไม่มีอะไรผิดกฎหมาย ฝั่งเครือข่ายภาคประชาชนก็ประกาศจุดยืนต้องรื้ออาคารที่อยู่ในพื้นที่ป่าออกทั้งหมด และพร้อมทำทุกทางแม้กระทั่งขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจพิเศษ “มาตรา 44” ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งยุติโครงการทั้งหมดเพื่อคืนสภาพป่าให้เป็นดังเดิม

นอกเหนือจากประเด็น “กฎหมายหรือความเหมาะสม” แล้ว กรณีบ้านพักศาลในป่าดอยสุเทพยังถูกนำไปโยงเป็นเรื่อง “การเมือง” เนื่องด้วยเรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวตรงกับสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ พอดี ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่ที่แน่ๆ มีความพยายาม “ขยายปม” ว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่จริงๆ แล้ว โครงการก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่พักข้าราชการตุลาการเชิงดอยสุเทพ เป็นโครงการที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายยุคสมัย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

ย้อนไปเมื่อปี 2500 กรมที่ดิน ได้ออกเอกสารสิทธิ นสล.เลขที่ 394/2500 ให้ กระทรวงกลาโหม ใช้ประโยชน์ โดยมีกองทัพบก (ทบ.) ในส่วนของกองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) เป็นผู้ใช้พื้นที่กับทาง กรมธนารักษ์ และแม้จะเป็นป่า แต่ในเวลานั้น “ยังไม่มีกฎหมายป่าสงวน” โดย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ เกิดขึ้นในปี 2507 ดังนั้นหากยึดหลักที่ว่า “กฎหมายไม่ควรมีผลย้อนหลังเป็นโทษ” พื้นที่ดังกล่าวย่อมไม่ถือเป็นป่าสงวน

ขณะที่ศาลนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินผืนนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2540 ในเวลานั้น สำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ทำเรื่องขอแบ่งพื้นที่จาก ทบ. ไปใช้ประโยชน์ แต่ทาง ทบ. ไม่อนุมัติ กระทั่งอีก 7 ปีต่อมา ช่วงต้นปี 2547 ครั้งนี้ ทบ. อนุมัติให้ใช้ที่ดินจำนวน 143 ไร่ ซึ่ง ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยุคนั้นชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร และในปี 2549 ทางฝ่ายศาลก็ได้รับอนุญาตจากฝ่ายทหาร ให้ใช้ที่ดินจำนวน 147 ไร่ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และบ้านพักผู้พิพากษาและข้าราชการศาลยุติธรรม

และในช่วงกลางปีเดียวกัน กรมธนารักษ์ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้ดำเนินการจัดทำหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุ จากนั้นกระทรวงการคลัง อันเป็นต้นสังกัดของกรมธนารักษ์ จึงอนุมัติให้ใช้พื้นที่ก่อสร้างโครงการ แต่กว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ ก็ต้องรออีก 7 ปีให้หลัง คือในปี 2556 เนื่องด้วยฝ่ายศาลเพิ่งได้รับงบประมาณ ซึ่งในยุคนั้นมีนายกฯ ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนจะมาถึงปี 2561 หรือห้วงเวลาปัจจุบันที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่โครงการดังกล่าวใกล้เสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดใช้งาน

5 เม.ย. 2561 สราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงประเด็นบ้านศาลในป่าดอยสุเทพว่า “ทำตามกฎหมายทุกประการ” ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยข้อเท็จจริงที่ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่นั้น “มีพื้นที่อนุญาตไว้ 147 ไร่ แต่มีการใช้จริง 89 ไร่” ในส่วนของการดำเนินการในปัจจุบันยังมีสัญญาที่ยังผูกพันกับเอกชนจำนวน 3 สัญญา แบ่งเป็นสัญญาก่อสร้างอาคารที่ทำการของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งดำเนินการเสร็จแล้ว

ส่วนสัญญาที่ 2 และ 3 เป็นส่วนของอาคารชุดและอาคารที่พักของข้าราชการใน จ.เชียงใหม่ ที่ทำงานให้กับศาลยุติธรรม โดยในส่วนของสัญญาที่ 2 และสัญญาที่ 3 มูลค่าสัญญา 321 ล้าน กับ 342 ล้านบาท ซึ่งตามสัญญาจะเสร็จสิ้นในวันที่ 9 และ 18 มิ.ย. 2561 ตามลำดับ พร้อมทั้งย้ำว่า “โครงการบ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของราชการ ไม่ได้เป็นบ้านพักส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” และระบุด้วยโครงการทั้งหมดไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรม

นั่นคือมุมมองด้านกฎหมาย แต่ในด้านความเหมาะสม เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ออกแถลงการณ์เมื่อ 6 เม.ย. 2561 ว่าพื้นที่ก่อสร้างโครงการได้ก่อสร้างล้ำขึ้นจากแนวการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาอัคคีภัย อุทกภัยโคลนถล่มตามฤดูกาล รวมถึงอาจเป็นจุดเริ่มของการขยายพื้นที่ใช้ประโยชน์เขตราชพัสดุส่วนที่เป็นป่าดอยสุเทพจุดอื่นๆ ลุกลามตามมา

อนึ่ง..ภาคประชาชน “เข้าใจความสุ่มเสี่ยงในข้อกฎหมาย” ซึ่งมีผลผูกพันทำให้การยกเลิกโครงการอาจไม่สามารถทำได้ จึงเสนอทางออกให้ “ก่อสร้างจนโครงการแล้วเสร็จ จากนั้นฝ่ายศาลดำเนินการคืนพื้นที่ที่มีปัญหากลับไปเป็นที่ราชพัสดุ” เรื่องนี้ก็จะจบแบบ “สวยงาม” เพราะได้พิจารณาผลกระทบและสภาพปัญหาในมิติต่างๆ เพราะศาลยุติธรรมในยุคสมัยใหม่เล็งเห็นว่าสาธารณประโยชน์และคุณค่าด้านจิตวิญญาณของประชาชนมีความสำคัญเหนือกว่าประโยชน์ขององค์กร

พร้อมย้ำว่า “ปัญหานี้ไม่สามารถมองจากแง่มุมทางกฎหมาย หรือสิ่งแวดล้อมเพียงมิติเดียว หรือสองมิติ การที่หน่วยงานในอดีตได้เลือกใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม ยังมีผลต่อความรู้สึก ความศรัทธา ความกังวล และความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันของรัฐ ทั้งจะเป็นชนวนก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นมิตรกับประชาชนชาวพื้นถิ่น สะสมยาวนานต่อไปอีก”

10 เม.ย. 2561  พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงปัญหาโครงการก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่พักข้าราชการตุลาการที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ว่า “ไม่ง่ายที่จะรื้อ” เพราะเป็นการก่อสร้างที่ทำตามขั้นตอน มีสัญญาระหว่างรัฐและผู้รับเหมา ถ้าดำเนินการอะไรไปอาจถูกฟ้องได้ และย้ำว่า “อย่านำไปเทียบกับการรื้อรีสอร์ทของเอกชน เพราะกรณีเหล่านั้นพบว่าทำผิดกฎหมายชัดเจน” ส่วนเรื่องนี้จะถูกหรือผิดต้องหาข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่ก็เชื่อว่า “ถึงสร้างได้คงไม่มีใครกล้าไปใช้” เพราะประชาชนประท้วงเสียแล้ว จึงต้องมาคิดกันว่าจะนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม 11 เม.ย. 2561 ธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ยังคงยืนยันว่าต้องรื้ออาคารออกเท่านั้น โดยวางไว้ 3 แนวทางคือ 1.รื้อบ้านพักทั้งหมด และอาคารแฟลตที่พัก 9 หลัง จากทั้งหมด 13 หลัง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยยึดแนวเขตป่าดั้งเดิม 2.รื้อบ้านพักทั้งหมด และอาคารแฟลตที่พัก 6 หลัง และ 3.รื้อบ้านพักทั้งหมด พร้อมคงอาคารแฟลตที่พักไว้ทั้งหมด 13 หลัง

โดยหลังจากนี้จะมีการรวบรวมข้อมูลและข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวเพื่อนำเสนอให้แม่ทัพภาค 3 เพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป ซึ่งเวลานี้เหลือเพียงเข้าไปลงพื้นที่สำรวจร่วมกันในพื้นที่จริงของโครงการก่อสร้างเท่านั้น แต่เชื่อว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 19 เม.ย.2561 นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า “นายกฯ ควรมาดูพื้นที่ด้วยตนเอง” เพื่อจะได้เข้าใจว่ามีปัญหา มีความไม่เหมาะสมในทางธรรมชาติอย่างไร?

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการจะกล่าวหาว่าใครผิดใครถูก หรือรัฐบาลใดเป็นผู้เริ่มต้นปัญหา..เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นอาจถือเป็น “บทเรียน” ได้ว่าการอนุมัติโครงการใดๆ ของรัฐ นอกจากจะคำนึงถึงความต้องถูกต้องในแง่กฎหมายแล้ว “การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น” เป็นอีกประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย โดยเฉพาะโครงการที่มีข้อวิตกกังวลในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘บ้านบางเอียง’ ‘จด-เปลี่ยน’แก้หนี้ครัวเรือน

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332469

‘บ้านบางเอียง’  ‘จด-เปลี่ยน’แก้หนี้ครัวเรือน

‘บ้านบางเอียง’ ‘จด-เปลี่ยน’แก้หนี้ครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“หนี้ครัวเรือน” ยังคงเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งในสังคมไทย โดยหากย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 2560 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เผยแพร่ผลสำรวจประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,191 คน พบว่า “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.9 มีหนี้สิน” ในจำนวนนี้ร้อยละ 32.4 เป็นหนี้เพื่อการบริโภค รองลงมาร้อยละ 30.5 เป็นหนี้เพื่อการซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ คือบ้านหรือรถยนต์ขณะที่เมื่อเดือน ม.ค. 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ราวร้อยละ 78 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง

ปัญหาหนี้สินนั้นอยู่กับคนไทยทั่วไปทุกระดับชนชั้นและทุกพื้นที่ไม่ว่าในเมืองหรือชนบท ดังตัวอย่าง ชุมชนบ้านบางเอียง ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา ที่นี่ไม่ใช่ชุมชนแร้นแค้น ตรงกันข้ามกลับมีต้นทุนและศักยภาพพื้นฐานที่ดีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ทุนทางวัฒนธรรมรวมไปถึงองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน แต่ปัญหาสำคัญที่ชุมชนแห่งนี้ต้องเผชิญคือปัญหาเศรษฐกิจและภาวะหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการมีรายได้ที่ไม่สมดุลกับรายจ่าย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

สุคนธ์ รัญจวนจิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 เปิดเผยว่าถึงแม้ชุมชนบ้านบางเอียงจะมีทุนธรรมชาติที่ดี มีกลุ่มอาชีพหลายกลุ่มแต่กลับพบว่าต่างคนก็ต่างทำ ไม่มีการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง และจากการพูดคุยก็พบว่าแต่ละครอบครัวมีหนี้สินมาก ทั้งๆ ที่พื้นที่มีความพร้อม สามารถทำประมงและเกษตรได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกทั้งพบว่าบางครอบครัวไม่ได้ชำระหนี้ตามที่กำหนด เพราะไม่มีงานทำ แม้ว่าจะทำสวนยางแต่มีรายได้เฉพาะ 3 เดือนเท่านั้นเนื่องจากมีฝนตกตลอด และไม่มีอาชีพอื่นเสริม

ข้อมูลของชุมชนบ้านบางเอียงพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม มีชาวไทยพุทธส่วนน้อย แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและประมง มีกลุ่มอาชีพเสริมต่างๆ ประมาณ 10 กลุ่ม เช่นกลุ่มเกษตร ปลูกพริก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงแพะ จักสาน กลุ่มงานไม้และโลหะ ทำเฟอร์นิเจอร์ “ดูแล้วไม่ควรจนแต่ก็จน” เหตุเพราะขาดการบริหารจัดการที่เป็นระบบ โดยเฉพาะ “บัญชีครัวเรือน” ที่ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร?

“ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านและเกิดการรวมตัวได้ สภาผู้นำชุมชนมีส่วนสำคัญ ต้องคอยกระตุ้นชาวบ้านโดยเฉพาะการทำบัญชีครัวเรือน การทำอาชีพเสริม วันนี้คนบ้านบางเอียงรู้จักสภาผู้นำแล้ว มีตัวแทนแต่ละกลุ่มเป็นสมาชิกเข้ามาร่วมกัน เรามีภาคีเครือข่ายที่เหนียวแน่น” สุคนธ์ กล่าว

ขณะที่ มานพ นาวารี ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ปีกกล่าวว่า บัญชีครัวเรือนมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับสุขภาวะโดยตรง ถ้าทำบัญชีครัวเรือนจะทำให้รู้รายรับรายจ่ายหากไม่ได้ทำเมื่อเห็นตัวเลขหนี้ รายได้ไม่พอต่อการใช้หนี้ก็จะส่งผลต่อสุขภาพจิต สร้างความวิตกกังวลกระทบต่อเนื่องไปยังร่างกาย การทำบัญชีครัวเรือนจึงช่วยให้ชาวบ้านมองเห็นจุดที่เป็นปัญหา และแก้ปัญหาได้ตรงจุด พอหนี้สินลดลง สุขภาวะก็จะดีขึ้นด้วยตัวเอง

ถ้าการบันทึกไว้จะทำให้เห็นรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด ทราบการใช้จ่ายสิ่งไหนไม่สำคัญสามารถตัดออก หากรายรับไม่พอจะหาอย่างไรมาเพิ่ม หากมีการทำบัญชีครัวเรือนจะทำให้การดำเนินชีวิตมีความชัดเจน ซึ่งขณะนี้กำลังทำแบบให้ชาวบ้านบันทึก อยู่ระหว่างการทดลอง ตอนแรกเราจะให้ทุกครอบครัวมาเรียนรู้ก่อน รวมถึงพูดคุยกันในหลายกลุ่มอาชีพ

“จากการสำรวจหนี้สินครัวเรือน พบว่ามีหนี้สินอยู่ถึงร้อยละ 80 จากอาชีพทำสวนและประมง จึงได้ส่งเสริมการสร้างกลุ่มในการทำอาชีพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ใช้กลไกสภาผู้นำชุมชน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ตอนนี้ชาวบ้านให้การตอบรับดีทางเราจะเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนก่อน” มานพ ระบุ

นอกจากการทำบัญชีครัวเรือนแล้ว ชาวชุมชนยังมีโครงการ “ชุมชนน่าอยู่บ้านบางเอียง” ชักชวนกันมาทำอาชีพเสริม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลที่ได้ถือว่าน่าพอใจ ดังเรื่องเล่าจาก สุบา ระเหม เกษตรกรเจ้าของสวนยาง เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวนั้นมีรายได้นอกจากทำสวนยาง แต่ก็ปลูกผักเหรียงไว้ในพื้นที่ว่างระหว่างต้นยางพารา เนื้อที่ราว 2 ไร่ โดยได้ต้นพันธุ์มาจากการเข้ากลุ่มเกษตรเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้มีรายได้จากการเก็บผักเหรียงขาย เท่ากับลดรายจ่ายไปด้วย

“มีรายได้สัปดาห์ละ 300-400 บาท ขายกำละ10 บาท มีคนมารับถึงที่ ไม่ต้องไปส่งที่ไหน เขารู้ว่ามีก็มารับถึงบ้าน เก็บขายสัปดาห์ละครั้ง แต่ก่อนไม่เคยรู้ว่าสามารถปลูกได้ การดูแลก็ง่ายใส่ปุ๋ยคอก ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง หน้าแล้งก็ให้น้ำเสียหน่อยก็จะมียอดแตกให้เก็บ เป็นค่ากับข้าวในบ้าน” สุบา กล่าว

เช่นเดียวกับเกษตรกรอีกราย ตรีพร ผ่องแผ้ว กล่าวว่า ได้เจียดเนื้อที่บริเวณบ้านพักขุดบ่อเลี้ยงปลา และทำกระชังวางในบ่อ เลี้ยงปลาอย่างหลากหลาย ทั้งปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล บางชนิดเลี้ยงในกระชังบางชนิดที่อยู่ร่วมกันได้ก็อยู่นอกกระชัง อีกทั้งยังปลูกพืชผักในสวนไว้กินเอง หากเหลือก็จะนำไปขาย เป็นรายได้นอกเหนือจากทำสวนยาง สวนปาล์ม และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

“ก็ทำหลายๆ อย่าง ถ้าทำอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ ต้องทำเสริมกัน ทำให้เราไม่ต้องไปซื้อเขาหรือซื้อน้อยลง เหลือก็เอาไปขาย เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นกลับมา” ตรีพร ฝากข้อคิด

แม้จะเพิ่งเริ่มดำเนินการไม่นานนัก แต่โครงการชุมชนน่าอยู่บ้านบางเอียงก็ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่อยอดจากทุนในด้านต่างๆ ที่ชุมชนได้มีอยู่ ประกอบกับสมาชิกชุมชนมีความรู้ มีความเข้าใจ และเห็นพ้องร่วมกันในการพัฒนาชุมชนที่มีศักยภาพพื้นฐานอยู่แล้วให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือลดปัญหาภาวะหนี้สินลงพร้อมๆ กับการสร้างสุขภาวะ

ให้เกิดขึ้นกับชุมชนแห่งนี้อย่างยั่งยืน!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สงกรานต์นี้เยือนที่นี่มีของดีให้ดู 3หมู่บ้าน’เชียงใหม่’ อิ่มท้อง สุขใจ ได้บุญ

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332481

สงกรานต์นี้เยือนที่นี่มีของดีให้ดู 3หมู่บ้าน'เชียงใหม่' อิ่มท้อง สุขใจ ได้บุญ

สงกรานต์นี้เยือนที่นี่มีของดีให้ดู 3หมู่บ้าน’เชียงใหม่’ อิ่มท้อง สุขใจ ได้บุญ

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.20 น.

สงกรานต์นี้มีของดีให้ดูที่ เวียงท่ากาน บ้านต้นกอก บ้านห้วยลาน หมู่บ้านท่องเที่ยวสร้างพลังประชารัฐ

สงกรานต์นี้ถ้าไม่รู้จะไปไหนมาหมู่บ้านนี้มีของดีๆให้สัมผัส มาแล้วต้องติดใจเข้ากับบรรยากาศสงกรานต์  Like สาระ จะพามาเที่ยวชม บ้านต้นกอก ม.5 ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ดูวิถีประเพณีไทยเขินที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และเกือบทุกบ้านทำเกษตรพอเพียงทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผักสวนครัวแต่งเป็นสวน และขอบอกว่าชุมชนที่นี่อัธยาศัยดีต้อนรับขับสู้นักท่องเที่ยวได้ดีมาก สมกับเป็นหนึ่งในหมู่บ้านท่องเที่ยวสานพลังประชารัฐ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

ถ้ามาเยือน’บ้านต้นกอก’ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็ต้องนั่งรถราง ชมโบราณสถานเวียงท่ากาน ฟังมัคคุเทศก์เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังน่าสนใจมากๆโดยเฉพาะเวียงท่ากานที่มีคูน้ำรอบเหมือนคูเมืองเชียงใหม่ ชมการละเล่นพื้นบ้านที่จัดให้นักท่องเที่ยวดู พอตอนเย็นเค้าก็แต่งตัวชุดไทย เชิญให้เรานั่งกินขันโตก ณ พิพิธภัณฑ์โอ้…มันได้บรรยากาศจริงๆ…เล่าให้ฟังแล้วหลายคนคงอยากจะมา

ง่ายนิดเดียว…จากเชียงใหม่มาทางสันป่าตองเลี้ยวซ้ายไปทางลัดอำเภอจอมทอง มานิดเดียวก็จะเจอทางเข้า จะมีป้ายบอกไว้ อยู่ใกล้นิดเดียวโดยไม่ต้องไปไกลถึงหลวงพระบาง มาที่นี่มีอะไรดีดี..ให้ดูเยอะแยะ..แถมยังมีโฮมสเตย์ บรรยากาศเศรษฐกิจพอเพียง ผักสวนครัวรั้วกินได้ให้เราได้สัมผัสและซื้อกลับบ้านได้อีกด้วย

และอีกแห่งที่มาที่หน้ามาสัมผัสใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่คือ หมู่บ้านปงห้วยลาน ม.8 ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มาดูโครงการจากพระราชดำริ ซึ่งมีการเลี้ยงปลานิลและอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนและที่ขาดไม่ได้คือตอนเช้าทำบุญใส่บาตร ที่วัดป่าตึง กราบนมัสการหลวงปู่หล้าตาทิพย์ ทั้ง 3 หมู่บ้านนี้ หลังจากท่องเที่ยวเดินทางมาทั้งวัน ตอนเย็นจะมีเลี้ยงขันโตกและพิธีบายศรี ให้แก่นักท่องเที่ยวเพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย

สงกรานต์นี้ถ้ามาเชียงใหม่ อย่าลืมมาเที่ยว 3 หมู่บ้านท่องเที่ยวสานพลังประชารัฐ สัมผัสวิถีไทยแถมยังได้ทำบุญอีกด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ครูนัท’หยุด 1 วันหลังบาดเจ็บวิ่ง’โครงการล้านก้าว’หารายได้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้ 2 รพ.ชายแดนกาญจน์

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332476

'ครูนัท'หยุด 1 วันหลังบาดเจ็บวิ่ง'โครงการล้านก้าว'หารายได้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้ 2 รพ.ชายแดนกาญจน์

‘ครูนัท’หยุด 1 วันหลังบาดเจ็บวิ่ง’โครงการล้านก้าว’หารายได้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้ 2 รพ.ชายแดนกาญจน์

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.16 น.

‘ครูนัท’ ครูหนุ่มใจหล่อสอนศิลปะโรงเรียนโยธินบูรณะ ออกวิ่งตาม “โครงการล้านก้าว” หารายได้สมทบทุนซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ 2 โรงพยาบาลชายแดน “รพ.ทองผาภูมิ-สังขละบุรี” กาญจนบุรีที่วิ่งมาตั้งแต่ 3 เมษายน วันนี้เกิดอาการบาดเจ็บ ต้องหยุดวิ่งพักร่างกายที่นครปฐม อีก 1 วัน ขณะที่ยอดบริจาคทะลุกว่า 3.5 ล้านบาทแล้ว

วันนี้ (11 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี หรือครูณัฐ อายุ 35 ปี ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ ได้วิ่งออกจาก รพ.ทองผาภูมิ ตั้งแต่เช้าวันที่ 3 เม.ย.ตามโครงการล้านก้าว จุดประสงค์เพื่อหารายได้สมทบทุนซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบให้กับ รพ.ทองผาภูมิ และ รพ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่มีความจำเป็น เช่น ชุดอุปกรณ์ช่วยชีวิตทารกแรกคลอด ,เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูก, เครื่องติดตามสัญญาณชีพและวัดระดับออกซิเจน,เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องมืออื่นๆ รวมมูลค่าประมาณ 1,104,000 บาท

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

นพ.กฤษดา วุธยากร ผอ.โรงพยาบาลสังขละบุรี เปิดเผยว่า ด้วยโรงพยาบาลสังขละบุรี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูง ระยะทางห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 229 กิโลเมตร การเดินทางยากลำบาก ลาดชันโค้งและคดเคี้ยว ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และเป็นต่างด้าว ไม่มีเงินชำระรักษาค่าพยาบาล ทำให้ฐานะทางการเงินและเงินงบประมาณของโรงพยาบาล เพื่อการจัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ทดแทนหรือซื้อใหม่ไม่มี และครุภัณฑ์การแพทย์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีไม่เพียงพอ และที่มีอยู่ก็เริ่มชำรุด ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลต้องการสนับสนุนหลักๆ มี 2 ชนิดคือ เครื่องจี้ห้อง OR ราคา 98,000 บาท และเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดความดันโลหิตอัตโนมัติ และวัดปริมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดห้องไตเทียม ราคา 99,000 บาท รวม 197,000 บาท

ด้าน พญ.นวลจันทร์  เวชสุวรรณมณี ผอ.โรงพยาบาลทองผาภูมิ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลทองผาภูมิเป็นโรงพยาบาลระดับกลาง ขนาด 90 เตียง มีบุคลากรทางการแพทย์ 225 คน มีคณะแพทย์12คน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสูตินารี มีเครื่อง ct scan เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องโรคเส้นเลือดตีบ จากความช่วยเหลือของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ซึ่งหากโรงพยาบาลทองผาภูมิสามารถเป็นศูนย์รับส่งผู้ป่วยได้ จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา มีจำนวนลดลง การบริการด้านสาธารณสุข ภาพรวมของจังหวัดกาญจนบุรีจะดีขึ้น ประชาชนจะไม่ต้องมาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการไปรักษาตัวที่จังหวัด

ตนเองในนามของบุคคลากรของโรงพยาบาลทุกคนและพี่น้องประชาชนชาวทองผาภูมิต้องขอขอบคุณครูนัทและทีมวิ่งทุกคนและขออวยพรให้การวิ่งครั้งนี้สำเร็จลงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ และขณะนี้ทราบว่ามีประชาชนทั่วทั้งประเทศร่วมกันบริจาคเงินเข้าโครงการล้านเก้าของครูณัฐแล้วมากกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งก็เพียงพอต่อความตั้งใจของครูณัฐ และทีมงานที่จะจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลทองผาภูมิ และโรงพยาบาลอำเภอสังขละบุรี ต้องการ

สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลทองผาภูมิยังขาดแคลนและมีความจำเป็นต้องใช้ รวม 8 รายการ ประกอบด้วย 

1. ชุดอุปกรณ์ช่วยชีวิตเด็กทารกแรกคลอด 1เครื่อง ราคา 380,000 บาท

2. เครื่องบันทึกการบีบตัวมดลูก 1 เครื่อง ราคา 150,000 บาท

3. เครื่องติดตามสัญญาณชีพและวัดระดับอุณหภูมิ 2 เครื่อง ราคาเครื่องละ 120,000 บาท

4. เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขน 3 เครื่อง ราคาเครื่องละ 70,000 บาทฃ

5. โคมไฟส่องเย็บแผล 1 ตัว ราคา 22,000 บาท

6.เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล+ที่วัดส่วนสูง 2 เครื่อง ราคาเครื่องละ 25,000 บาท

7. เครื่องชั่งน้ำหนักเด็กเล็กดิจิตอล 2 ตัว ราคาตัวละ  12,000 บาท

และ 8. เครื่องฟังเสียงหัวใจเด็กทารกในครรภ์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 28,000 บาท รวมเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,104,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายขวัญชัย ถิระศิลป์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรี และเป็นหนึ่งในทีมงานที่คอยติดตามดูแลครูณัฐมาตั้งแต่แรกเริ่มวิ่งที่ รพ.ทองผาภูมิ จนถึงทุกวันนี้ ได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวทราบว่า วันนี้ 11 เม.ย. ครูณัฐ มีอาการบาดเจ็บ เนื่องจากจังหวะที่วิ่งก่อนจะถึงจุดหมาย หน้าห้างบิ๊กซี นครปฐม  ประมาณ 1 กิโลเมตร ปรากฎว่าขณะกำลังวิ่งเกิดทำของตกหล่น จึงรีบก้มเก็บอย่างกะทันหันทำให้ผิดจังหวะ ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้ออักเสบ จึงขอพักฟื้นฟูร่างกาย 1 วัน โดยจะเข้าพักที่โรงแรมริเวอร์ นครปฐม โดยได้รับความอนุเคราะห์ จากท่านนายกเบสท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันแอ๊ดมิ้นทีมงานผู้ดูแลเพจ “โครงการล้านเก้า” ได้อัพเดทยอดเงินในบัญชีธนาคารล่าสุดอยู่ที่ จำนวน 3,506,444.85 บาท ซึ่งเดิมที รพ.สังขละบุรี แจ้งวัตถุประสงค์อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเข้ามา จำนวน 2 รายการ คือเครื่องจี้ห้อง OR ราคา 98,000 บาท และเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดความดันโลหิตอัตโนมัติ และวัดปริมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดห้องไตเทียม ราคา 99,000 บาท รวม 197,000 บาท

แต่ภายหลังทางโรงพยาบาลสังขละบุรี แจ้งเพิ่มเข้ามาอีก 3 รายการคือ 1.เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลพร้อมที่วัดส่วนสูง 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 22,000 บาท รวม 88,000 บาท 2.กล้องจุลทรรศน์ ชนิด 2 ตา สำหรับชันสูตรโรค จำนวน 1 เครื่อง ราคา 65,000 บาท และ 3.เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด จำนวน 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 60,000 บาท รวม 240,000 บาท ทางแอดมินจึงโพสต์ในเพจ ขอเพิ่มเป็นบริจาคเครื่องมือที่ทาง รพ.ขาดแคลน เป็นเงิน 590,000 บาท ตามรายการที่เราขอให้ทาง รพ. แจ้งสิ่งที่จำเป็นเพิ่มเติมเข้ามา

ผู้สื่อข่าวรายงานท้ายสุดว่า สำหรับจุดประสงค์ในการวิ่งของนายณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี หรือครูณัฐ ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ ซึ่งครูณัฐ เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเอาไว้เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่หน้า รพ.ทองผาภูมิ ว่า ตั้งใจจะวิ่งที่หน้าสำนักงานที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เพื่อรณรงค์ต่อต้านการฆ่า และการล่าสัตว์ป่าทุกชนิด
แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เคยใช้เวลามาทำค่ายให้กับเด็กๆ ที่อาศัยตามหมู่บ้านในป่าและหุบเขาในพื้นที่อำเภอสังขละบุรีและทองผาภูมิมาแล้วหลายครั้ง จึงรู้ดีถึงวิถีชีวิตของเด็กและชาวบ้านในยามเจ็บไข้ได้ป่วยที่จะเดินทางมารักษาทั้งที่ รพ.สังขละบุรี และ รพ.ทองผาภูมิ หากอาการหนักต้องส่งต่อไปรักษาที่ รพ.ในตัวเมืองกาญจนบุรี ทำไมทุกคนต้องสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตกับการเดินทางมาพบแพทย์ เป็นระยะทางไกลและลำบากขนาดนั้น หาก รพ.ทองผาภูมิ และ รพ.สังขละบุรี มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พร้อมในการรักษาผู้ป่วย คงไม่ต้องเดินทางไกลไปรักษาในตัวเมือง

ดังนั้น จึงใช้โอกาสวิ่งเพื่อเสือดำ ระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ไปด้วย แต่เราไม่ใช่คนเด่นคนดัง ที่ใครๆก็รู้จัก จึงหวังเพียงแค่ได้เงินมาสักครึ่งแสน นำไปซื้อเครื่องอะไรก็ได้ก็คุ้มแล้ว นี่คือความตั้งใจของครูณัฐ และทีมงานโครงการล้านเก้า ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศทราบข่าว จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือมากมายขนาดนี้ และเชื่อว่ากว่าที่ครูณัฐ จะวิ่งถึงเส้นชัยคือที่ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ จะมีผู้บริจาคเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นิด้าโพลชี้คนไทยให้นิยาม ‘สุขภาพเสื่อม=ชรา’เผยกลัว‘เจ็บป่วย-สมองเสื่อม’ที่สุด

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นิด้าโพลชี้คนไทยให้นิยาม ‘สุขภาพเสื่อม=ชรา’เผยกลัว‘เจ็บป่วย-สมองเสื่อม’ที่สุด

นิด้าโพลชี้คนไทยให้นิยาม ‘สุขภาพเสื่อม=ชรา’เผยกลัว‘เจ็บป่วย-สมองเสื่อม’ที่สุด

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 10.57 น.

11 เม.ย. 2561 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “คนแก่..ในความคิดของคนไทย” สอบถามความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,250 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20-21 มี.ค. 2561 ทั้งนี้ยังมีการแบ่งกลุ่มตัวอย่างย่อยออกเป็น “วัยทำงาน” อายุ 18-59 ปี และ “วัยเกษียณ” อายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า

1.เมื่อใดที่เรียกได้ว่า “เข้าสู่วัยแก่ชรา” 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยทำงาน อายุ 18-59 ปี เลือกตอบ อันดับ 1 “เมื่อสุขภาพแย่ลง” ร้อยละ 47.78 รองลงมา “เมื่ออายุย่างเข้า 65 ปี” ร้อยละ และอันดับ 3 “เมื่ออายุย่างเข้า 75 ปี” ร้อยละ 20.89 ส่วน 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไปเลือกตอบ อันดับ 1 “เมื่อสุขภาพแย่ลง” ร้อยละ 59.36 รองลงมา “เมื่ออายุย่างเข้า 65 ปี” ร้อยละ 31.45 และอันดับ 3 “เมื่อมีปัญหาในการขึ้นบันได” ร้อยละ 28.27

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

2.อะไรที่ทำให้คิดว่า “แก่แล้วไม่ดี” 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยทำงาน อายุ 18-59 ปี เลือกตอบ อันดับ 1 “เจ็บป่วยหนัก” ร้อยละ 58.53 รองลงมา “ความจำเสื่อม” ร้อยละ 55.53 และอันดับ 3 “เป็นภาระลูกหลานหรือสังคม” ร้อยละ 32.37 ส่วน 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไปเลือกตอบ อันดับ 1 มีเท่ากัน 2 เรื่องคือ “เจ็บป่วยหนัก” กับ “ความจำเสื่อม” เท่ากันที่ร้อยละ 53 รองลงมา “เหงา” ร้อยละ 25.09 และอันดับ 3 “สมรรถภาพทางเพศเสื่อม” ร้อยละ 22.26

3.อะไรที่ทำให้คิดว่า “แก่แล้วดี” 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยทำงาน อายุ 18-59 ปี เลือกตอบ อันดับ 1 “มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น” ร้อยละ 66.8 รองลงมา “มีเวลามากขึ้นสำหรับทำสิ่งที่สนใจ/งานอดิเรก” ร้อยละ 45.60 และอันดับ 3 “ได้รับความนับถือมากขึ้น” ร้อยละ 38.88 ส่วน 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไปเลือกตอบ อันดับ 1 “มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น” ร้อยละ 68.9 รองลงมา “มีเวลามากขึ้นสำหรับทำสิ่งที่สนใจ/งานอดิเรก” ร้อยละ 46.29 และอันดับ 3 “ได้รับความนับถือมากขึ้น” ร้อยละ 45.58

และ 4.เมื่อแก่ชราแล้วจะมีความสุขเพียงใด 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยทำงาน อายุ 18-59 ปี เลือกตอบ อันดับ 1 “มีความสุขค่อนข้างมาก” ร้อยละ 46.43 รองลงมา “มีความสุขมาก” ร้อยละ 33.09 และอันดับ 3 “มีความสุขค่อนข้างน้อย” ร้อยละ 15.82 ส่วน 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไปเลือกตอบ อันดับ 1 “มีความสุขค่อนข้างมาก” ร้อยละ 45.23 รองลงมา “มีความสุขมาก” ร้อยละ 34.98 และอันดับ 3 “มีความสุขค่อนข้างน้อย” ร้อยละ 14.13

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เบื่อสังคมเมืองมุนษย์เงินเดือน! หนุ่มวัย27กลับบ้านเปิดร้านขายโรตีกำไรดีลูกค้าตรึม

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/332422

เบื่อสังคมเมืองมุนษย์เงินเดือน! หนุ่มวัย27กลับบ้านเปิดร้านขายโรตีกำไรดีลูกค้าตรึม

เบื่อสังคมเมืองมุนษย์เงินเดือน! หนุ่มวัย27กลับบ้านเปิดร้านขายโรตีกำไรดีลูกค้าตรึม

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 10.54 น.

11 เม.ย.61 ที่บ้านทุ่งแหล หมู่ที่ 3 ต.นาหมอศรี อ.นาทวี จ.สงขลา นายอเนกพงษ์ หวังแอ อายุ 27 ปี หนุ่มเรียนจบปริณญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งเปิดร้านชื่อ ‘บังกิฟ โรตีสามแยก สูตรโบราณ’ ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณสามแยกบ้านทุ่งแหล หมู่ 3 ต.นาหมอศรี อ.นาทวี

นายอเนกพงษ์ เผยว่า ตนเองไปทำงานอยู่ในตัวเมืองสงขลานาน 3 ปี ก็เบื่อสังคมคนเมือง จึงกลับมาอยู่ที่บ้านทุ่งแหล ต่อมาได้เห็นพี่สาวทำโรตีขาย จึงสนใจและได้เรียนวิธีทำโรตีกับพี่สาว จนกระทั่งทำโรตีเป็น จึงได้ออกมาเปิดร้านขายโรตีสูตรโบราณ ซึ่งตนเองมีสูตรเด็ดที่คิดขึ้นมาเอง พร้อมทั้งได้คัดเลือกวัตถุดิบในการทำโรตี จะคัดเอาแป้งสาลี ที่มีคุณภาพ เกลือ น้ำตาล น้ำมัน เนย อย่างดี นำแป้งนวดให้จนนุ่ม แล้วนำมาทำโรตี มีทั้งโรตีใส่ไข่ โรตีใส่กล้วย และอื่นๆตามสูตรที่ตนเองคิดขึ้นมาใหม่ ลองทำโรตีขายดูปรากฏว่า มีลูกค้าติดใจในรสชาติของโรตี ที่มีรสชาติอร่อย หอมนุ่ม ชวนรับประทานเป็นอย่างยิ่ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

นายอเนกพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า ตนเองขายโรตีธรรมดา ราคาแผ่นละ 7 บาท 3 แผ่น 20 บาท ถ้าใส่ไข่หรือกล้วย แผ่นละ 13 บาท ตอนนี้มีสูตรใหม่โรตีใส่ฝอยทอง และช็อกโกแลต ออกมาให้วัยรุ่นและเด็กๆได้ลองชิม วันหนึ่งจะขายโรตีได้กำไรประมาณ 400-500 บาทต่อวัน โดยทำโรตีขายวันละ 2-3 กก.เท่านั้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | 1 Reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,982,656 hits

Join 4,110 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แวดวงนักปกครอง : 20 มิถุนายน 2569
ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้
อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โวยอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก
‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย
ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี
'เจเศรษฐ์' สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม
รบ.ลุยแก้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง มุ่งได้งานดี-คุ้มภาษี ปชช.-ลดปัญหาทิ้งงาน
เปิดใจ แจน ภรรยา น็อต วรฤทธิ์ ปมสามีเจอทัวร์ลงหนักมาก
แนวหน้าวาทะเด็ด
ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

Recent Posts

  • “เจดี แวนซ์” เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน
  • ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
  • “คิงชาร์ลส์” เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก
  • สื่ออังกฤษตีข่าว ‘นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์” จ่อประกาศลาออก
  • ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d