“คสช.ขาลง” ปมแก้เศรษฐกิจชี้อนาคตบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540067

  • วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 17:29 น.

"คสช.ขาลง" ปมแก้เศรษฐกิจชี้อนาคตบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลท่ามกลางสารพันปัญหารายล้อมรอบตัว แต่ประเด็นทุกฝ่ายกำลังจับจ้อง คือจะสามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามทำนองสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยปรารภไว้กับประชาชนได้จริงหรือไม่

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนมุมมองว่าเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาล คือทำอย่างไรให้อยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามีการเลือกตั้งก็อยู่ในสภาวะมีความได้เปรียบในทางการเมือง

ทั้งนี้ แต่ด้วยวิธีการที่รัฐบาลพยายามจะทำโดยเฉพาะกรณีกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา จะกลายเป็นชนวน

“มันเริ่มตั้งแต่การไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองและมีการออกมาตรา 44 เพื่อนำไปสู่การขยายเวลาออกไปในส่วนของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ก็ดูมีโอกาสสูงมากที่สภานิติบัญญัติฯ หรือ สนช.จะคว่ำร่างกฎหมายดังกล่าว มันจะทำให้ระยะเวลาต่างๆ ทอดยาวขึ้นไปอีก และอย่างที่เห็นหลายคนพยายามมองว่าสิ่งที่ได้สัญญาไว้เกือบตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง หรือเรื่องของความปรองดอง รวมถึงการพัฒนาต่างๆ กลับไม่เห็นผลความชัดเจนมากเท่าไรนัก”

วิโรจน์ อธิบายว่า รัฐบาลมีความพยายามจะขยายเวลาอำนาจของตัวเองออกไปอีก ซึ่งคิดว่ามันเป็นประเด็นนำไปสู่การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ให้เริ่มขยับและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลมากขึ้น อีกทั้งยังมีเรื่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กรณีนาฬิกาหรูซึ่งถือเป็นจุดอ่อน

อย่างไรก็ดี และจากกระแสซึ่งมันเป็นขาลง ทำให้ประเด็นต่างๆ เริ่มประเดประดังมากขึ้น แต่หัวใจสำคัญคนที่อาจเคยสนับสนุนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมีความรู้สึกว่าไม่เป็นไปตามคาดหวังเอาไว้ และคิดว่าย้อนกลับเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีขึ้น

“เราจะเห็นว่ามีโพลออกมาที่ประชาชนพยายามเสนอสูตรต่างๆ ให้พรรคการเมืองจับมือร่วมมือกัน เช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ คสช. หรือเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ซึ่งผมคิดว่าเขาส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่าการที่จะอยู่ภายใต้ระบอบ คสช.แบบนี้ ก็เป็นปัญหาในแบบเดียวกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจซึ่งมันมีผลกระทบต่อคนรากหญ้าพอสมควร”

ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่านโยบายต่างๆ ทั้งในเรื่องบัตรคนจน ไทยนิยมยั่งยืน อะไรต่างๆ ใช้เงินแสนกว่าล้านบาท ตรงนี้ทำให้ประชาชนมองว่านโยบายมันไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นการขยับของภาคเอกชนส่วนหนึ่งและเห็นปัญหาการลงทุนข้ามชาติยังไม่มา

วิโรจน์ ขยายความต่อว่า สมมติถ้ามีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. หากล้ม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง มันก็จะทอดออกไปอีก อาจจะเกิน 6 เดือน มันทำให้ทุกอย่างเขยื้อนออกไปให้เวลารัฐบาลทำงานและแสดงผลงานมากขึ้นไหมก็คงมี

ทั้งนี้ แต่ในทางกลับกันมันเป็นแรงกดดันสำหรับคนไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายของรัฐบาลต่างๆ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นและนำไปสู่จุดเดิมที่ว่าเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.จะน้อยลง ทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาล คสช. แต่สิ่งที่ คสช.ต้องการคือให้อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯ นั้นถือว่ามีสูงมาก เพราะสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำมีความชัดเจนขึ้น จะเห็นได้จากสไตล์คำพูด การออกเดินสายพบปะประชาชน และโอกาสเป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเป็นคนถูกเสนอชื่อในฐานะนายกฯ คนนอก

“ตรงนี้ฉากด้านหลังก็พออนุมานได้ว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวในการไปดึงเอาพรรคเล็ก พรรคน้อย โมเดลพรรคทหาร ผมคิดว่าเขาไม่มีโมเดลพรรคเดียวแน่นอน เพราะระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นระบบหลายพรรค ดังนั้น อาจจะเป็นการตั้งพรรคใหม่ๆ ซึ่งเริ่มมีการเคลื่อนไหว โดยชี้ให้เห็นว่ามีการฟอร์มตรงนี้ขึ้นมาให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้

เพื่อไม่ให้สองพรรคการเมืองใหญ่มีเสียงมากพอคือรวมตัวกันเป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก สำหรับพรรคใหญ่สองพรรค และถ้ามีพรรคเล็กๆ ที่เขาสามารถต่อรองได้มากขึ้น จนวันหนึ่งในมิติของ คสช. ก็จะมีโอกาสสูงมากที่จะทำให้สองพรรคไม่สามารถเสนอชื่อตัวแทนของตัวเองและไม่ได้รับการรองรับในรัฐสภา”

ทั้งนี้ ก็จะนำไปสู่ก๊อกสอง คือ สว.ต้องเข้ามา ซึ่งมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ คนนอกได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าเขาจะรอก๊อกนี้ เพราะก๊อกแรกเสนอตัวออกมา เสียแน่นอน แต่ตัวผมคิดว่าดีถ้าแกจะเล่น มีพรรคการเมือง มีนโยบายอะไรต่างๆ มันชัดเจน แต่ประเด็นคือไม่ยอมทำ พยายามจะใช้งบประมาณของรัฐมาสร้างฐานความนิยมให้กับตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง ถ้าสามารถปรับเศรษฐกิจระดับรากฐานขึ้นมาดี หรือทำอย่างไรให้คะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น นายกฯ ก็เชื่อว่าจะกลับมาเป็นนายกฯ ได้อีก แต่ก็จะไม่มีเสถียรภาพมากนักเพราะอำนาจไม่เหมือนเดิม

โจทย์ใหญ่ “คสช.” ต้องแก้ปัญหาความไม่แน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539977

  • วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 15:37 น.

โจทย์ใหญ่ "คสช." ต้องแก้ปัญหาความไม่แน่นอน

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางสู่การเลือกตั้งยังดูทอดยาวและเลือนรางเกินกว่าคาดเดาความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้ ในวันที่  “สัญญาณ” จากผู้มีอำนาจสูงสุดไม่อาจให้ความมั่นใจ แถมยังออกกฎกติกาที่พร้อมเปิดช่องให้เกิดการขยับโรดแมปออกไปได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องการการเลือกตั้ง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษมองทิศทางการเมืองนับจากนี้ว่า เต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน จากวันที่ 6 เม.ย. 2560 ได้รัฐธรรมนูญฉบับแรก กระบวนการทางการเมืองควรจะเดินไปตามนั้น ทั้งการออกกฎหมายลูก 240 วัน เสร็จแล้วจัดการเลือกตั้งใน 150 วัน มีคนคำนวณคร่าวๆ น่าเลือกตั้งได้ครึ่งปีนี้ แต่หลังได้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองในเดือน ต.ค. 2560 พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินกิจกรรมได้ ทำให้ไม่สามารถเดินตามกฎหมายพรรคการเมืองใหม่

ปลายปี 2560 คสช.เปลี่ยนกติกา ออกคำสั่งฉบับที่ 53 จากเดิมพรรคการเมืองมองเห็นว่าต้องทำอะไรบ้าง กลายเหมือนต้องมาเริ่มต้นใหม่หมด ให้พรรคการเมืองเดิมเริ่มขยับได้ เม.ย.พรรคใหม่เริ่ม  มี.ค. ต่อมามีการบอกให้บังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส. เลื่อนออกไป 90 วัน ทำให้อารมณ์ของคนทั่วไปรู้สึกว่าไม่มีอะไรแน่นอน และยังรู้สึกว่าเปลี่ยนได้อีก โดยผู้มีอำนาจไม่กล้ายืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนอีก

ปัญหาที่สอง คือคนมองว่าให้เวลา คสช.เดินตามโรดแมป เพื่อทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยทั้งปฏิรูป ปรองดอง หรืออะไรก็ตาม เพื่อให้การเลือกตั้งไม่นำไปสู่ที่เดิม แต่ถึงวันนี้คนก็ห่วงว่าเลือกตั้งแล้วจะกลับไปขัดแย้งเหมือนเดิม เพราะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และเริ่มเป็นปมความขัดแย้งที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมให้เลื่อนเลือกตั้งไปเรื่อยๆ

“ตอนนี้อยู่ในภาวะความไม่แน่นอน เลือกตั้งก็ขัดแย้ง ไม่เลือกตั้งก็ขัดแย้ง โจทย์เร่งด่วนที่สุดทางการเมืองของประเทศ คือ ต้องทำให้เราหลุดพ้นจากตรงนี้เสียก่อน ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะเดินไปอย่างไร โดยเฉพาะหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตามมาตรา 44 อยู่ในฐานะที่จะยืนยันหรือไม่ยืนยันอะไร”

อภิสิทธิ์ ระบุว่า การไปบอกประชาชนว่าไม่ก้าวล่วงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งออกไป 90 วัน นั้นเป็นคำพูดขัดแย้งกับสิ่งที่เคยทำ เพราะถ้าไม่ก้าวล่วงแล้วแก้ ออกคำสั่ง คสช.ไปแก้ไขเนื้อหา พ.ร.ป. พรรคการเมืองทำไม หัวหน้า คสช.เป็นคนเดียวที่จะให้ความชัดเจน และจะทำให้เกิดความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณบอกว่าจะเลือกตั้ง ก.พ. 2562 ถ้ามีเหตุผลที่ดีเป็นประโยชน์กับส่วนรวม น่าเชื่อถือ สังคมก็รับได้ เพราะสังคมรอมานานขนาดนี้ แต่ถ้าเกิดมีแต่ความไม่แน่นอนไปเรื่อยๆ

เมื่อรวมกับสภาพความอึดที่มาจาก 1.สภาพเศรษฐกิจ 2.ไม่รู้ว่าจะจบที่ไหน 3.สงสัยเหตุผลที่แท้จริงว่าไม่ใช่เหตุผลที่เกี่ยวกับส่วนรวม แต่เป็นประโยชน์ผู้มีอำนาจ เราจะเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดไปถึงระบบใหม่ที่ออกแบบมา แต่ต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ก่อน

อีกทั้งตัวระบบก็ไปใส่ให้ สว. 250 คน มาหลังเลือกตั้งที่จะทำให้มีโอกาสเกิดความขัดแย้งรูปแบบหนึ่งได้อีก ดังนั้น หัวหน้า คสช.ต้องโปร่งใส ชัดเจนว่าต้องการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปอย่างไร เพราะความแน่นอน น่าเชื่อถือ ตรงนี้สำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจ และสำคัญสำหรับการไว้เนื้อเชื่อใจในระบบหลังการเลือกตั้งด้วย วันนี้มันกำลังเข้าไปสู่จุดวิกฤตความเชื่อมั่น ถ้าไม่กอบกู้ภาวะตรงนี้ขึ้นมาก็จะไปซ้ำเติมเรื่องอื่นได้

อภิสิทธิ์ มองว่า เมื่อภาวะเศรษฐกิจเวลานี้โดยรวมยังดี คนเลยยังไม่รู้สึกเท่าไร หากมองเวลานี้กับการเตรียมคิกออฟโครงการไทยนิยมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีการเปลี่ยนวิธีคิด แถมยังมีภาวะการเมืองที่ไม่ปกติเป็นตัวฉุด ความหมายคือ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่น่าจะน้อยกว่ารัฐบาลอื่นๆ แต่วิธีการที่ทำลงไปแต่ละครั้งได้ผลค่อนข้างน้อยเริ่มตั้งแต่ทำโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท มาถึงบัตรสวัสดิการสังคม ซึ่งส่วนตัววิจารณ์มาตลอดว่าไม่เข้าใจวิธีคิดเวลาที่เราเอาเงินไปช่วยคนมีรายได้น้อยต้องไม่หวังแค่เงิน 200-300 บาท ที่ยื่นให้เขา แต่ต้องคาดหวังว่าเงินดังกล่าวจะไปหมุนเวียนในการค้าขาย แต่รัฐบาลนี้ไปบังคับให้ใช้เงินกับร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งตำบลหนึ่งมี 1-2 ร้าน เท่ากับเงินที่ลงไปไม่หมุนออกมา ขณะที่ร้านค้าเล็กๆ ตลาดสด ในพื้นที่ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งไม่แก้ไขในเฟส 2 ก็ยังคิดในกรอบเดิม

“การกระตุ้นรอบใหม่จะใช้ชื่ออะไรก็ตาม การจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้หรือไม่อยู่ที่ปัจจัยทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ สอง นักลงทุน ถ้ามีความไม่แน่นอนแม้อยากลงทุนก็ยังไม่เข้ามาเต็มที่ สาม ระบบแบบนี้เสียงสะท้อนจากผลกระทบการปฏิบัติการมาตรการต่างๆ จะกลับมาช้ากว่า เพราะไม่มีระบบผู้แทน แถมผู้แทนเก่าพูดก็ถูกยัดเยียดว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าสะท้อนข้อเท็จจริง ผมเป็นห่วงว่ามันไม่ง่ายที่จะพลิกตัวเศรษฐกิจขึ้นมา”

ถามว่าการยื้อเลือกตั้งออกไปหวังผลอะไร และจะส่งผลอะไรบ้าง อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาคงคิดว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจมหภาคดีขึ้น และตัวเลขน่าจะดีขึ้น แต่ขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลกว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคไม่สะท้อนความเป็นอยู่จริงของคนทั่วไป เพราะความเหลื่อมล้ำสูงมาก ขณะที่คนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ทำไมผลประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มันดีมาก  เฉลี่ยตัวเลขภาพรวมดีขึ้น แต่อยู่ที่ใครเท่านั้น ประเด็นแบบนี้ไม่ได้รับการดูแลแก้ไขจริงจัง

สำหรับเรื่องการปฏิรูปเท่าที่ทราบตอนนี้ เรื่องตำรวจหรือการศึกษาหรือสื่อมวลชนมีความพยายามผลักดันให้แก้ไขบางสิ่งบางอย่าง เห็นความเปลี่ยนแปลง หลายเรื่องเป็นการแก้ไขได้ดีขึ้น แต่ถามว่าปฏิรูปไหมคงจะพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะปัญหาการปฏิรูป 3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจที่แท้จริง คสช. ครม. รวมถึง สนช. ไม่เคยกำหนดหลักการให้ชัด เช่น จะกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนมากขึ้น  ปฏิรูปแต่ละด้านจึงหลากหลายและไม่สอดคล้อง ไม่มีหลักประกัน ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพราะไม่มีการดึงประชาชนมาร่วมแท้จริง

“สิ่งหนึ่งที่ประชาชนคาดหวังคือเรื่องการปฏิรูปการเมือง ถ้ากำลังจะไม่เอาการเมืองแบบเดิม อย่างน้อยคนที่อยู่ในอำนาจขณะนี้ก็ต้องฉายภาพการเมืองแบบใหม่ให้คุณเห็น ไม่มีความทุจริต มีความโปร่งใส  ตรวจสอบได้ มีการถ่วงดุล ขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการเสียสละ คำถามคือวันนี้การเมืองสะท้อนสิ่งเหล่านี้ไหม ถ้าคุณบอกว่ามาเป็นกรรมการวางระบบไม่ขอปฏิบัติเอง วันนี้ไม่แน่ว่าคุณจะอยู่ชั่วคราวหรือเปล่า ยกตัวอย่างหัวใจของรัฐธรรมนูญ 2560 การปราบปรามทุจริต หัวใจที่เป็นองค์กรหลักเกือบทุกเรื่องคือ ป.ป.ช. แต่การเมืองปัจจุบันสถานะ ป.ป.ช.ดีขึ้นหรือเสื่อมลง จะอธิบายยังไง”

สถานการณ์เวลานี้อยากให้ คสช.ต้องมองที่ระบบก่อน ต้องผดุงระบบให้ได้ อย่างการไปฝากความหวังไว้กับ สว. 250 คน ที่ไม่รู้ว่าจะถูกมองว่ามีความเป็นกลาง มีคุณธรรม จริยธรรม ดีกว่านักการเมืองไหม ซึ่งไม่มีหลักประกันอะไรเลย ขณะที่สภาพองค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช. เผชิญอยู่ก็ยิ่งทำให้อ่อนแอลงไป เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนตั้งใจดี เจตนาดี แต่อาจมองในเชิงระบบน้อยไป

“เรื่องการตรวจสอบการทุจริต ไม่ต้องวัดกับเวลาไปตรวจสอบฝ่ายอื่น เพราะถ้าสอบฝ่ายอื่นเข้มกันทุกยุค ต้องวัดตอนเกิดเรื่องกับฝ่ายเดียวกัน คุณมีวิธีการยังไง เรื่องนาฬิกาพูดไปเยอะแล้ว ไม่ขอพูดซ้ำ  แต่จะบอกว่าถ้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มั่นใจในสิ่งที่ทำก็ให้ออกมาอธิบายให้เป็นระบบ ตอนนี้ข้อมูลที่ออกมามีแต่มาจากแหล่งข่าว เรื่องนี้ไม่สลับซ้บซ้อน มีนาฬิกากี่เรือน ยืมจากใคร เมื่อไหร่ เปิดเผยออกมา สังคมจะพิจารณา แต่ไม่เคยมีคำชี้แจงแบบนี้”

ถามถึงเรื่อง พ.ร.ป.พรรคการเมืองจะส่งผลต่ออนาคตของพรรคการเมืองอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยากที่จะทำให้พรรคการเมืองแข็งแรง ยกตัวอย่างขณะนี้พรรคการเมืองเก่าที่เคยมีสมาชิกหลักแสน หลักล้าน และไปบอกให้สมาชิกทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรค แสดงหลักฐานมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม พร้อมชำระเงิน ย่อมทำให้สมาชิกจำนวนมากไม่ได้เป็นสมาชิกทั้งที่เขายังสมัครใจเป็นสมาชิกนอกจากนี้ หลักการปฏิรูปที่อยากให้สมาชิกมีส่วนในกระบวนการของพรรค ทั้งกำหนดนโยบาย คัดเลือกผู้สมัครระบบไพรมารี ถามว่าให้คน 2 ล้านคน มาทำไพรมารี กับ 1 หมื่นคน มาทำไพรมารีอะไรคือการปฏิรูป ยิ่งคนเหลือน้อยเท่าไร ยิ่งทำให้ กก.บห.คุมได้ อย่างพรรคใหม่ที่ควรจะมีเวลาไปสร้างบ้านสมาชิก แต่สุดท้ายเมื่อเวลาจำกัดอาจจะเอาแค่ 4 สาขา จังหวัดละ 100 คน ตามที่กฎหมายกำหนด หลับตานึกภาพ ทำไพรมารีคนชนะได้คะแนนหลักสิบแล้วจะเป็นการปฏิรูปไหม แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นต่อไป อาจทำให้คนไม่ศรัทธาในระบบแบบนี้

ประเมินว่าระบบใหม่จะทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายหรือไม่ อภิสิทธิ์มองว่า การเลือกตั้งยังไงต้องเกิดขึ้น แต่คนที่หนักหน่อยคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะพิจารณาเรื่องร้องเรียน แต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นอาจเกิดหลังเลือกตั้งในกรณีที่ 250 สว. ไปทำอะไรที่ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งวุ่นวาย

“เบื้องต้นถ้าอำนาจประชาชนใช้ดุลพินิจสนับสนุนใครถ้าเลือกตั้งเสร็จได้ตามนั้นเดินต่อได้ แต่ถ้าคนได้อำนาจมาจากประชาชนย้อนกลับไปทำสิ่งเลวร้ายก็กลับไปเหมือนเดิม หรือ 250 สว. ไปทำอะไรที่ฝืนเจตนารมณ์ประชาชนจะกลายเป็นความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นทางเดียวที่เดินได้คือทำตามสิ่งที่ประชาชนแสดงออก เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงกลับมาขัดแย้งอีก”

ถามว่า คสช.จะตั้งพรรคนอมินี พรรคทหาร ลงเลือกตั้งครั้งนี้ไหม อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไงก็มีพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นโดยวัตถุประสงค์ทางแจ้งและทางลับ ว่าตั้งขึ้นและลงสมัครรับเลือกตั้งโดยจะสนับสนุน คสช. ยังไงก็มี แต่ใครจะเป็นรัฐบาล ขึ้นกับใครรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้  ต้องได้เป็นรัฐบาล หากมีธรรมาภิบาลก็เดินได้

สัตว์ป่าลดฮวบ-สูญพันธุ์ มนุษย์ล่าเพื่อการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539865

  • วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 07:48 น.

สัตว์ป่าลดฮวบ-สูญพันธุ์ มนุษย์ล่าเพื่อการค้า

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ในสมัยก่อนมนุษย์ล่าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารแต่ในปัจจุบันมนุษย์ล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา และเพื่อการค้าทำให้จำนวนสัตว์ป่าลดลงอย่างมากและใกล้สูญพันธุ์  สำหรับกีฬาล่าสัตว์ป่าที่นิยมกันในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีฐานะร่ำรวยและมักจะชอบสะสมอาวุธปืนซึ่งไม่ได้ใช้ซ้อมยิงในสนามยิงปืนอย่างเดียว แต่จะออกไปทดลองใช้ในป่าหรือพื้นที่ห่างไกล”

ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้คลุกคลีอยู่กับสัตว์ป่าและแวดวงป่าไม้ของไทยมานาน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ให้ทัศนะข้างต้นพลางว่า สมัยก่อนสถานการณ์ล่าสัตว์ถือว่ารุนแรงมากกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยนี้ถ้าเป็นการล่าสัตว์ขนาดเล็กตามหัวไร่ปลายนาชายป่าใกล้หมู่บ้านเพื่อการยังชีพอาจมีอยู่บ้าง

“ปัจจุบันการล่าสัตว์ป่าเป็นกีฬาไม่มีเหมือนอดีตแล้ว อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และบางพื้นที่ก็ยังน่าเป็นห่วงว่า ทำไมยังมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก มีการรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่ามาต่อเนื่อง แทนที่คนจะใช้ปืนไปยิงซ้อมกันในสนามยิงปืน แต่กลับมาซ้อมยิงกับสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ป่า ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วงมากในความคิดของคนกลุ่มนี้”

เขากล่าวว่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีสัตว์ป่าจำนวนมากถูกล่า แต่ด้วยจำนวนสัตว์ป่าที่มากและกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่ายังไม่มี ต่อมาภายหลังจากปี 2503 เป็นต้นมามี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 และมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2505 ทำให้มีการควบคุมดูแลพื้นที่และควบคุมการล่าสัตว์ป่าทำให้การล่าแบบอิสรเสรีลดลง

“ในอดีตประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้ ซึ่งแบ่งสัตว์ป่าเป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งยังแยกประเภทสัตว์ป่าคุ้มครองออกเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และ 2 อีก โดยยังอนุญาตให้ล่าสัตว์ป่าบางชนิดอยู่ แต่ก็ไม่มีใครมาขออนุญาตล่า ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายนี้ได้ปรับเปลี่ยนห้ามมีการล่าและไม่มีการแยกประเภทสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว ตั้งแต่ปี 2535 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า” ธีรภัทร ย้อนการแก้ไขกฎหมาย

ในประเด็นเรื่องความเชื่อการล่าสัตว์ป่า ธีรภัทร อธิบายว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนมีเงินที่มีค่านิยมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ชอบสะสมอาวุธแล้วต้องการทดลองปืน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยิงอยู่ในสนามยิงปืน แต่มีบางคนบางกลุ่มที่ต้องการใช้โอกาสบางโอกาสมาทดลอง ยิงปืนโดยลักลอบยิงและล่าสัตว์ป่าจำนวนมากในป่าธรรมชาติ

สำหรับสถานการณ์การล่าสัตว์ป่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าลดลงมาก แต่ก็ยังมีการล่าอยู่และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังดำเนินการจับกุมอยู่เรื่อยๆ สิ่งสำคัญยังมีกลุ่มคนที่ต้องการทดลองปืนยังมีอยู่ ถ้าหากกฎหมายบังคับใช้เข้มงวดมีประสิทธิภาพ ปัญหาเหล่านี้ก็จะลดลง

“การล่าสัตว์ป่าในประเทศไทย คนมีฐานะไม่ควรไปล่าแล้ว แต่ก็ยังไปทำกันอยู่ เพราะยังอยากใช้ชีวิตกลางแจ้งต้องการทดลองปืนทดลองความกล้าของตัวเอง ล่าเพื่อความสนุก คึกคะนอง จุดประสงค์ต่างจากกลุ่มคนยากจนที่ไม่มีฐานะอย่างชาวบ้านทั่วไปที่มีการล่าสัตว์ป่าเพื่อประทังชีวิต”

ธีรภัทร สะท้อนมุมคิดว่า เรื่องความสัมพันธ์ของคน ป่ากับสัตว์ป่านั้นมีความสำคัญ  เพราะว่าธรรมชาติมันต้องมีป่าไม้ คน และสัตว์ป่าอยู่ร่วมกัน การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของวงจรธรรมชาติทำให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ทุกคน

ดังนั้น ในฐานะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้นำเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปประเทศ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมการหยุดยั้งทำลายป่า ลดการล่าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และการลดความขัดแย้งการใช้พื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ป่า เพราะเราต้องอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกนี้ตลอดชีวิต ที่สำคัญการอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ใช่ภารกิจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นภารกิจของพวกเราทุกคน เพราะทุกชีวิตคือผู้ร่วมชะตากรรมบนโลกใบนี้

ด้าน บันทม สมสุวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ (อช.) ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า กรณีการทำงานของนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการพิทักษ์รักษาสัตว์ป่า ทางด้านของเจ้าหน้าที่เพื่อนร่วมงานในหลายหน่วยงานต่างได้ส่งกำลังใจให้ต่อสู้เพื่อความเป็น ธรรมอย่างกล้าหาญเพราะกว่าที่เจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ กับกลุ่ม นักวิชาการ หรืออีกหลายภาคส่วนที่ ร่วมกันดูแลเพื่อให้สัตว์ป่าหวงห้าม เหล่านี้มีการขยายพันธุ์ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก ตรงกันข้ามกับผู้ล่าที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยที่ทำให้สัตว์ป่าต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย นำมาซึ่งความสูญเสียทางทรัพยากรสัตว์ป่า ความรู้ทางวิชาการที่จะนำไปเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาอีกมากมาย

บันทม กล่าวว่า วิถีชีวิตของนักพิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิตสัตว์ป่า ต้องผจญกับความเสี่ยงภัยอันตรายทั้งจากสภาพภูมิประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง คำร้องขอทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ถือเป็นเรื่องปกติของผู้ปฏิบัติหน้าที่ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกให้หวงแหน รักษาป่าไม้ สัตว์ป่า อยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งนับวันยิ่งมีน้อยลง หากไม่ดูแลรักษาไว้ สัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ ดังนั้นเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมช่วยกันตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ สัตว์ป่า เจ้าหน้าที่ก็มีความภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อย่างภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกันปกป้องและพิทักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างเต็มกำลัง

เสียงจากฮีโร่ ‘ทุ่งใหญ่’ ยังมีอีก 200 ชีวิตที่ควรเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539773

  • วันที่ 09 ก.พ. 2561 เวลา 06:41 น.

เสียงจากฮีโร่ 'ทุ่งใหญ่' ยังมีอีก 200 ชีวิตที่ควรเป็นห่วง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำชื่นชมต่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกระหึ่มไปทั่ว หลังจับกุมผู้บริหารบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่และพวกรวม 4 คน ที่ลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่า ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

เป็นคำชื่นชมในฐานะที่ทำหน้าที่ข้าราชการอย่างตรงไปตรงมา

การเดินทางเข้ามายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จึงได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่และข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรฯ อย่างอบอุ่น ทั้งการโอบกอดให้กำลังใจและการขอถ่ายรูปคู่

วิเชียร บอกว่า “ผมดีใจและภูมิใจที่ประชาชนเป็นห่วงผม แต่อย่าเป็นห่วงผมคนเดียว เพราะมีคนทำงานที่ทุ่งใหญ่นเรศวรกว่า 200 ชีวิตที่ยังทำงานอยู่ อย่าลืมพวกเขาด้วย”

และการที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โพสต์ให้กำลังใจและชื่นชมการทำงานของทีมงานแห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น วิเชียร บอกว่า “รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก เหมือนน้ำทิพย์ตกลงมาบนยอดหญ้า ให้ชุ่มชื่นใจ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก สร้างกำลังใจให้เจ้าหน้าที่มีแรงจะทำงานต่อไปได้”

วิเชียร บอกว่า ในเรื่องการต่อสู้ทางกฎหมายไม่ได้กังวลอะไร เพราะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้คำแนะนำอยู่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่าเสียใจ ไม่คาดฝันว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้

“ผมทำงานที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ มา 1 ปี เพิ่งเจอกรณีเป็นครั้งแรกที่ผู้กระทำผิดขออนุญาตเข้าพื้นที่แล้วมายิงสัตว์ป่าแบบนี้ ส่วนใหญ่ที่เจอเป็นลักษณะที่แอบเข้ามา แอบทำผิด มีการพรางตัว แต่ครั้งนี้มาแบบเปิดเผย และพกอาวุธมาครบมือ เป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย”

วิเชียร บอกว่า เข้าพื้นที่ป่าทุกวันยังมีโอกาสยากที่จะเจอเสือดำ แต่นักท่องเที่ยวบางคนเข้ามาวันเดียวก็อาจจะเจอได้ แต่การก่อเหตุครั้งนี้น่าจะส่งผล กระทบต่อสัตว์ เพราะไปรบกวนสัตว์ ทำให้สัตว์อาจจะละทิ้งถิ่นอาศัยเดิมไปอยู่ในป่าที่ลึกขึ้น ต้องทำการศึกษาวิจัยเรื่องถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าเพิ่มเติม และต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลป้องกันมากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง

ขณะเดียวกัน ที่บ้านเดิมของวิเชียร ใน ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ เพื่อนบ้านต่างมาให้กำลังใจกับบิดามารดาของวิเชียรกันอย่างคับคั่ง ขณะที่ตำรวจสภ.ยางชุมน้อย ก็มีการจัดกำลังมาดูแลความปลอดภัย

กรณ์ ชิณวงษ์ บิดาของวิเชียร กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่บุตรชายคนโตปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ตามอุดมการณ์ที่เคยได้พูดเอาไว้เสมอว่าจะรักษาป่าไม้และสัตว์ป่าเอาไว้ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก พยายามโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่ของวิเชียรจะอยู่ในป่าลึก ขอฝากให้วิเชียรทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ เพื่อเป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปฏิบัติตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้มีการปลูกป่าและรักษาป่าอย่างเต็มที่เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยให้มีป่าและสัตว์ป่าเอาไว้ในป่าของประเทศไทย

ด้าน วงเดือน ชิณวงษ์ มารดาของวิเชียร ก็กล่าวว่า ล่าสุดวิเชียรโทรศัพท์มาหาแล้ว ก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังห่วงความปลอดภัยของลูก

เรื่องของวิเชียรสะท้อนให้เห็นถึงการที่หลายฝ่ายเอาจริงเอาจังกับการรักษาป่าและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผืนป่าเมืองไทยกลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ตัวชี้วัดหนึ่งคือจำนวนประชากรเสือในป่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการลักลอบล่าสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือ จึงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าต้องออกโรงบอกกล่าวถึงผลกระทบที่จะตามมา

ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความเห็นว่า หากเป็นสัตว์อื่นก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก แต่สัตว์ชนิดหนึ่งที่ถูกล่าคือเสือดำซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว จึงน่าเป็นห่วงว่าอาจสูญพันธุ์ไปได้

“เสือดำมันมีน้อยอยู่แล้ว ผมเองตอนทำงานก็ยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ แม้แต่ครั้งเดียว จะเห็นได้จากการติดกล้องเอาไว้เท่านั้น และจากนี้เจ้าหน้าที่ลองตั้งกล้องบันทึกหาเสือดำดูสัก 1 ปีสิ ถ้าไม่เห็น ก็แสดงว่าตัวที่ตายล่าสุดคือตัวสุดท้ายของประเทศไทยหรือเปล่า” อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

เช่นเดียวกับภาคประชาสังคมอย่าง ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก็เห็นว่า ผลพวงของความอุดมสมบูรณ์และการเพิ่มประชากรของสัตว์ป่า ไม่อาจหมายความได้ว่าใครคนใดจะมีสิทธิเข้าไปล่าเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อกิจกรรมใดตามความต้องการได้

ภาณุเดช บอกว่า ปัจจุบันประชากรสัตว์ป่าตระกูลเสือในผืนป่าภาคตะวันตกหรือในพื้นที่ห้วยขาแข้ง พื้นที่แม่ของเสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระจายไปตามพื้นที่ป่าอื่นๆ ต่อไป ทั้งทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าแม่วงก์ แต่สำหรับเสือดำหรือเสือดาว ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกัน ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่หลักร้อยตัวขึ้นไป เพราะทุกวันนี้ผืนป่าตะวันออกมีความอุดมสมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหารของเสือก็เพิ่มมากขึ้น

“ทุ่งใหญ่นเรศวรมีเสือไปอาศัยอยู่มากพอสมควร สูงกว่าพื้นที่ป่าห้วยขาแข้งด้วย เพราะผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า” ภาณุเดชให้ภาพ

การบุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซ้ำยังมีการนำอาวุธปืนเข้าไปด้วย ในฐานะอดีตอธิบดีกรม อุทยานฯ ดำรงค์ มองว่า มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือล่าสัตว์ใหญ่ และการนำปืนเข้าไปได้ก็มีจุดโหว่ 2 ประการ คือ จ้างชาวบ้านเป็นลูกหาบและแอบเดินถือปืนเข้าป่าหนีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ หรือหากเป็นบุคคลระดับวีไอพี ก็อาจเอาปืนใส่รถขับเข้าไปเลย เพราะเจ้าหน้าที่เองก็คงคาดไม่ถึงว่าคนระดับนี้จะเข้าไปล่าสัตว์

ขณะที่ ภาณุเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนในเขตพื้นที่ป่าสงวนจะร่วมกันทำงานกับเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังสัตว์ป่าอยู่แล้ว และคงไม่มีใครเข้าไปล่าสัตว์ป่าแน่นอน ซึ่งอาจมีบ้างที่จะล่าสัตว์เล็กเพื่อบริโภค หากแต่สัตว์ใหญ่ที่ต้องใช้อาวุธหนักก็จะมีเพียงแต่กลุ่ม “พราน” ที่มีฐานะ มีค่านิยมที่ผิดๆ เดินเข้าป่าเพื่อหาความสำราญให้กับตัวเอง

“ทุกวันนี้เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าค่อนข้างเข้มแข็งอย่างมาก มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และประเทศชาติก็มีเกียรติที่มีผืนป่าเป็นมรดกโลก แต่ผมยังแปลกใจมากหลังเกิดเหตุเศรษฐีเข้าไปล่าสัตว์ป่า ยังมีคนคิดแบบนี้อยู่หรือ ทั้งๆ ที่บ้านเราคนส่วนใหญ่ของประเทศให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างมาก” ภาณุเดช ตั้งคำถาม

สิ่งที่ตามมาคือความท้าทายของรัฐบาล ภาณุเดช ทิ้งท้ายและยืนยันว่า อย่างไรเสียงานอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า ก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะถึงแม้ว่าสังคมจะตระหนักรู้ แต่เมื่อยังมีคนประเภท ที่เข้าไปล่าไปทำลาย งานอนุรักษ์จึงต้องเข้มข้นตามไปด้วย

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร “ล่าสัตว์”สะกิดแผลประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539350

  • วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 13:34 น.

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร "ล่าสัตว์"สะกิดแผลประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกเหนือจากประเด็นใหญ่ที่ เปรมชัย กรรณสูตร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ถูกจับกุมกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี และพวกอีก 3 คน พร้อมของกลางคือซากเสือดำ ที่ล่าจากป่าไพรรวมถึงซากสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากที่พบอาวุธปืนไรเฟิลล่าสัตว์ กระสุน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

เพราะต้องไม่ลืมว่า เปรมชัย และอิตาเลียนไทยฯ ถือเป็นบุคคลและเป็นบริษัทที่ใหญ่โตที่ได้สัมปทานรับงานพัฒนาต่างๆ ขนาดใหญ่ของภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ ชื่ออิตาเลียนไทยจะปรากฎชัดเจนไปแทบจะทุกงานก่อสร้างขนาดใหญ่

เมื่อรับงานขนาดใหญ่จากภาครัฐ ก็ต้องมีความสนิทชิดเชื้อไม่น้อยกับรัฐบาล ข้อกังวลเกิดขึ้นทันทีเพราะเดาทางไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับนักธุรกิจใหญ่ผู้นี้กับพฤติกรรมล่าสัตว์ป่าที่สะกิดความความไม่พอใจของประชาชน

และเพราะหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่างไปคล้ายกับเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ในเดือนตุลาวิปโยค เมื่อปี 2516 เพราะก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดนักศึกษาที่ออกเดินขบวนประท้วงรัฐบาล หรือเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ย้อนเวลาไป 45 ปีก่อนในวันที่ 26-29 เม.ย. 2516 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก เกิดอุบัติเหตุตกบริเวณอ.บางเลน จ.นครปฐม เมื่อเข้าตรววจสอบก็พบผู้เสียชีวิต 6 คน และที่น่าสนใจคือมีซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิงจำนวนมาก ไล่เรียงย้อนไปก็พบว่า เฮลิคอปเตอร์พาคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปตั้งแคมป์ค่ายพักแรมที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และพากันออกล่าสัตว์ป่าด้วยอาวุธสงคราม ด้วยเหตุผลด้นความบันเทิงและเพื่อฉลองวันเกิดให้กับหนึ่งในคณะ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีความพยายามขัดขวางและยับยั้งโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สื่อมวลชน และนักศึกษา

ชนวนเหตุเกิดขึ้นทันที เพราะของกลางหลังเฮลิคอปเตอร์ตกกลับพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก สวนทางกับข้อมูลของจอมพลถนอม ที่ออกมาแถลงหลังเกิดอุบัติเหตุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวได้รับภารกิจไปปฏิบัติหน้าที่ด้านความั่นคง และรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าในขณะนั้น ซึ่งมาเยือนประเทศไทย

หลักฐานที่เกิดซากสัตว์ให้เห็นอย่างทนโท่ เสียงจากรัฐที่ออกมาปกป้องคณะล่าสัตว์ป่า จึงสร้างรอยปวดร้าวในหมู่นักศึกษา อันส่งผลให้ต่อมา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท. ทนต่อไปอีกไม่ไหวด้วยการออกหนังสือเพื่อเปิดโปงกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยหนังสือที่ชื่อว่า “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่”

หนังสือบันทึกลับจากทุ่งใหญ่ในราคาเล่มละ 5 บาท รวม 5,000 เล่มถูกขายหมดอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนถูกขยายต่อจากนักศึกษามหาวิทยาลัรามคำแหง 9 คน ที่ออกหนังสือมาในชื่อว่า “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” เนื้อหาเสียดสีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอย่างจอมพลถนอม จนทำให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนั้น สั่งคัดชื่อนักศึกษาทั้ง 9 ออกจากสถานะนักศึกษา

แต่ถัดมาไม่กี่เดือน ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะให้กับนักศึกษาทั้ง 9 คน เพราะเกิดการประท้วงอย่างหนักในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และท้ายสุดอดีตอธิการบดีผู้นี้ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 

แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะชนวนเหตุแห่งการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม บวกกับเรื่อง “ล่าสัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าสงวน ที่หลักฐานคือซากกระทิงที่ไร้ลมหายใจเพียงเพื่อสนองความสนุกของคณะทหารในรัฐบาล ก็ทำให้ประชาชนและนึกศึกษากว่า 5 แสนชีวิตออกมาประท้วงกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประชาชน

ผลที่ตามมาคือการที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายระหว่างวันที่ 14 – 15 ต.ค.2516 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน และสูญหายอีกไม่น้อย

ผลพวงจากากรล่าสัตว์ป่าที่ “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองกระทำเมื่อ 45 ปีก่อนจนนำไปสู่การสูญเสียและการลุกฮือของประชาน อาจเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สะกิดแผลเดิมที่ส่งผลต่อเนื่องมาในปัจจุบัน หลังจากที่เปรมชัย นักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่ ผู้รับงานพัฒนาต่างๆ จากรัฐบาลมาหลายยุคสมัย และแน่นอนว่าส่ิงที่ประชาชนกำลังกังวล คือท่าทีของรัฐบาลจากเรื่องนี้

เพราะหากรัฐบาลยืนอยู่ผิดจุดกับเรื่องล่าสัตว์ป่าในเขตป่าสงวนครั้งนี้ บวกกับเรื่องต่างๆ ที่กำลังสุมรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งเรื่องนาฬิกา การปกป้องพวกพ้องอย่างออกหน้าและชัดเจน ก็กำลังสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วนของประเทศ และดูเหมือนไฟจะลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ

ก็ไม่น่าแปลกที่ประชาชนกังวลว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย

ชำแหละ 7 กลลวงเหยื่อ ‘คอลเซ็นเตอร์’ ดูดร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539264

  • วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 09:05 น.

ชำแหละ 7 กลลวงเหยื่อ ‘คอลเซ็นเตอร์’ ดูดร้อยล้าน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของตำรวจและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการรุกคืบสืบสวนเพื่อนำไปสู่การจับกุมสมาชิกแก๊งระดับสั่งการที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการเข้าจับกุมเครือข่ายขบวนการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2560 มาถึงต้นปี 2561

เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่เกิดขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้คนไทยต้องตกเป็นเหยื่อรู้ไม่ทันถูกหลอกลวงไปแล้วหลายพันคน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่หลักกว่า 200 ล้านบาท

ภายใต้การบูรณาการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่เปิดสายด่วนสำหรับผู้ถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1710 ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่เริ่มมีการจัดทำสถิติการหลอกลวงและจำนวน ผู้เสียหายพร้อมคณะทำงานอย่างเป็นระบบ พบว่ามีผู้หลงเชื่อโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากถึง 157 คน มูลค่าความเสียหายที่สูญเสียไปแล้วกว่า 67 ล้านบาท ขณะที่มีการยับยั้งการหลอกลวงเอาไว้ได้กว่า 4 ล้านบาท

สถิติดังกล่าวยังสะท้อนได้ว่าเพียงแค่ระยะเวลากว่า 2 เดือนเศษนับตั้งแต่เปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วม ก็ยังมีคนไทยถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ ทว่า รูปแบบของขบวนการก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม เมื่อชำแหละรูปแบบการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบว่ามีอยู่แค่ 6 รูปแบบที่คนร้ายมักจะนำมาใช้ และทุกรูปแบบคือการ “สุ่มเบอร์โทรศัพท์” กล่าวคือ

1.บัญชีเงินฝากถูกอายัดหรือมีหนี้บัตรเครดิต วิธีการคือคนร้ายจะโทรศัพท์เข้ามาหาเหยื่อ เพื่อให้ชำระหนี้ที่ไม่เกิดขึ้นจริง และจะหลอกสอบถามข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ หากมีมากพอก็จะหลอกเหยื่อให้ไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม

2.หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน วิธีการคือหลอกเหยื่อว่าข้อมูลของเหยื่อสูญหายต้องจัดทำข้อมูลใหม่ คนร้ายจะหลอกขอข้อมูลทั้งเลขบัตรประชาชน รวมถึงเลขหลังบัตรเครดิต บัตรเดบิต และนำข้อมูลไปปลอมแปลงหรือใช้บริการต่างๆ จากข้อมูลของเหยื่อที่หลงเชื่อมอบให้

3.หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร วิธีการคือหลอกเหยื่อว่าได้รับเงินคืนภาษี และต้องทำการยืนยันผ่านตู้เอทีเอ็ม และเหยื่อถูกหลอกด้วยวิธีการนี้บ่อยมากและมักจะพบในช่วงที่มีการยื่นภาษีเงินได้ประจำปี

4.หลอกว่ามาจากศาลยุติธรรม โดยส่งหมายศาลปลอมไปให้ผู้เสียหาย และอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือการฟอกเงิน เมื่อผู้เสียหายตกใจและหลงเชื่อ ก็จะส่งโฉนดที่ดิน บ้าน สมุดบัญชีธนาคาร ไปให้แก่มิจฉาชีพ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปตรวจสอบและนำไปสู่การหลอกลวงให้โอนเงิน

5.บัญชีเงินฝากพัวพันยาเสพติด จะใช้ความกลัวหลอกเหยื่อว่าพัวพันกับยาเสพติด หรือการฟอกเงิน และถูกหลอกให้โอนเงินเข้ามายังแก๊งคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อนำเงินไปตรวจสอบ ด้วยความกลัวต่อการพัวพันกับยาเสพติดจึงทำให้เหยื่อถูกหลอกไม่น้อยเช่นกัน

6.ได้โชคจากรางวัลใหญ่ คนร้ายอ้างตัวเป็นตัวแทนองค์กรต่างๆ ที่มีรางวัลใหญ่จะมอบให้กับประชาชน แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือโอนเงินจำนวนหลักพันบาทมายืนยันก่อน ล่าสุดที่คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างถูกหลอกว่าได้รับรางวัลจากเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง จนต้องไปซื้อบัตรเติมเงิน 3,000 บาท ให้กับคนร้ายเพื่อยืนยันสิทธิ และสุดท้ายก็ถูกหลอก

7.โอนเงินผิดต้องโอนคืน วิธีการคือคนร้ายจะมีข้อมูลด้านการเงินของเหยื่อ และแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินโทรศัพท์ไปหาเหยื่อว่ามีการโอนเงินผิดพลาด จึงขอให้เหยื่อโอนเงินกลับมา ซึ่งกลายเป็นว่าเหยื่อโอนเงินในบัญชีตัวเองให้กับคนร้าย

ถึงกระนั้น ในระยะหลังประชาชนเริ่มรู้ทันและไม่ตกเป็นเหยื่อ แก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบความกลัวที่ต้องทำให้เหยื่อเกิดความกังวล การอ้างเป็นตำรวจ อัยการ และเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองต่างๆ พร้อมนำข้อมูลเท็จมาหลอกลวง ทั้งเรื่องของการพัวพันกับยาเสพติด หรือมีพัสดุที่ส่งมาถึงแต่ต้นทางเป็นของขบวนการยาเสพติด ทำให้เหยื่อเกิดความกังวล เมื่อเป็นเช่นนั้นคนร้ายก็นำไปสู่การเสนอการให้ความช่วยเหลือด้วยการโอนเงิน

การแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของแก๊งคนร้ายก็น่ากลัวไม่น้อย ทั้งการอ้างไปถึงนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ อัยการ ผู้พิพากษา ต่างถูกแอบอ้างชื่อทั้งหมด และหากเหยื่อไม่เชื่อก็จะให้เบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์จริง แต่ไม่คาดหวังให้เหยื่อโทรไปเพียงแต่นำมาอ้างเพื่อให้สมกับความจริงเท่านั้น

ในปัจจุบันตำรวจมีข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีสมาชิกร่วมขบวนการทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวันที่ตั้งทีมหลอกลวงอยู่ทั้งหมด 8 แก๊งที่ยังเคลื่อนไหว และแต่ละกลุ่มจะมีแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากตำรวจชุดสืบสวนบอกเล่าว่า เริ่มจากระดับสั่งการจากต่างประเทศจะสั่งการให้คนไทยที่ร่วมขบวนการหาทีมขึ้นมาให้ได้อย่างน้อย 8-10 คน

จากนั้นเมื่อได้ทีมครบแล้วจะให้มีการกระจายเปิดบัญชี หรือจ้างให้คนไทยร่วมเปิดบัญชีเพื่อรองรับเงินที่จะถูกหลอกโอนเข้ามา โดยจะมีคนไทยอีกบางส่วนจะโทรศัพท์หลอกเหยื่อจากต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบเพื่อนบ้าน เมื่อได้เงินแล้วจะให้ผู้ร่วมขบวนการไปกดเงินออกจากบัญชีที่เหยื่อเพิ่งโอนให้ทันที

“เราคิดผิดว่า ทหารต้องดีกว่า กล้ากว่า ซื่อสัตย์กว่า” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539188

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 17:16 น.

"เราคิดผิดว่า ทหารต้องดีกว่า กล้ากว่า ซื่อสัตย์กว่า" เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” กลายเป็นของแสลงกวนใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงขั้นต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม แจ้งข้อหาบรรดาแกนนำหวังตีกรอบควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ให้บานปลาย หลังมีมวลชนหลั่งไหลเข้าร่วมกิจกรรม

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ที่ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และยุยงปลุกปั่นตาม ป.อาญา มาตรา 116 นั้น ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงแนวคิดการออกมาแสดงพลังและทิศทางการเคลื่อนไหวนับจากนี้

“ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติของประชาชนคนทั่วไปที่มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งสามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ครั้งนี้ผมไปในฐานะผู้สังเกตการณ์เหมือนหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ ที่อาจจะคนไม่เยอะเท่านี้ แต่ครั้งนี้คนเยอะ” ​

เนติวิทย์ อธิบายว่า ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่ใกล้ที่สกายวอล์ก นิสิตจุฬาฯ ก็มาร่วมกันเป็น 10 คน รวมแล้วมากันร่วม 200 คน ส่วนหนึ่งเพราะครั้งก่อนรวมตัวด้วยเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องยาก สู้เพื่อเสรีภาพ ไม่เอาเผด็จการ แต่ครั้งนี้ชัดเจน คือเราต้องการเลือกตั้ง รัฐบาลสุจริต

สำหรับเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นเรื่องทุจริตหรือไม่นั้น ไม่ฟันธง แต่การที่คนไม่สามารถตรวจสอบได้ถือว่าผิด หรือการพูดจาบ่ายเบี่ยงประเด็นอย่างยืมเพื่อนมาถือว่าผิด มนุษย์ต้องมีศักดิ์ศรี ต้องเปิดเผย โปร่งใส ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ทำหน้าที่น่าเสียดายเหลือเกิน

“มันเป็นสิ่งที่น่าเยาะเย้ย สิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้ เมื่อลูกหลานกลับมาอ่านในบทเรียน ตำราเรียน ลูกหลานเราจะเสียดายที่เรามีผู้นำที่กลายเป็นแบบนี้ และมีองค์กรที่พร้อมจะช่วยเหลือปกปิดต่างๆ จะไม่ทุจริตก็ไม่เป็นไร แต่การปิดปากคน มองว่าตัวเองถูกอย่างเดียว มันไม่ใช่ ต้องตรวจสอบได้ ประชาชนถามต้องคุยกับเขาดีๆ แต่นี่ไม่มี”

คนระดับรองนายกฯ บอกถ้าประชาชนไม่ต้องการจะลาออก เป็นการเล่นคำทั้งนั้น จะไปฟังประชาชนที่ไหนหรือมาตรฐานตัวไหน ถ้าตัวเองรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับความไว้วางใจ มีมลทิน ทำผิดพลาดตรงนี้ เราเป็นทหารด้วย คนก็คิดว่าทหารต้องดีกว่านักการเมือง ต้องกล้ากว่า ซื่อสัตย์​กว่า แต่นี่เราคิดผิด เมื่อคนผิดหวังก็ต้องออกมาไล่ ส่วน พล.อ.ประวิตร จะลงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

ส่วนการเลื่อนเลือกตั้งก็เป็นวาทกรรมที่หลอกลวงไปเรื่อยๆ แต่ที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วได้นักการเมืองแบบเดิมๆ รอให้ปฏิรูปแก้ไขระบบแล้วค่อยเลือกดีกว่าหรือไม่นั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เห็นว่าเลื่อนแล้วจะดีขึ้น ไม่มีการรับฟังมากขึ้น หรืออ่อนน้อมถ่อมตัวมากขึ้น ปิดปากคนมากขึ้น แล้วจะปฏิรูปได้อย่างไร

“ผมคิดว่าคนไทยจำนวนหนึ่งกำลังเข้าใจผิด ไปฝากความหวังการเปลี่ยนแปลงประเทศไว้กับระบบทหารหรือคนดี มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เราต้องยอมรับกติกาตามประชาธิปไตย อย่าไปคิดว่าเทวดาจะช่วยแก้ปัญหาได้ทันที ต้องค่อยๆ แก้ มีภาคประชาชนเข้มแข็ง เคารพประชาธิปไตย เคารพสิทธิคนอื่น อย่าคิดว่าเลือก สส.คนดีไปคุยในสภาแล้วจะพอ เพราะคนดีไม่ใช่จะดีตลอด ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบ”

มาตรการแจ้งข้อหากับผู้ชุมนุม เนติวิทย์กล่าวว่า เป็นมุขตื้นๆ ใช้วิธีปรามคนที่มารวมตัว ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด ถ้ารัฐบาลฉลาดนิดหนึ่ง ปล่อยให้คนอยากทำอะไร ก็เปิดไปตามสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลก็ยังจะมีหน้ามีตาขึ้นมานิดหน่อย แต่นี่ไปจับคน ส่งฟ้อง คสช.ยิ่งเสีย ยิ่งไปโยงกับเรื่องนาฬิกาด้วย“การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ผิดอะไรเลย ที่ผ่านมาก็มีการรวมตัวแบบนี้ไม่เห็นแจ้งข้อหาอะไรเลย เขาก็ไปชุมนุมหลายครั้งแล้ว พื้นที่ตรงนี้กลุ่มเดิมก็ใช้มาหลายครั้ง ​แต่ครั้งนี้คงกลัวเป็นพิเศษ เพราะเห็นคนมาเยอะกว่าเดิม 2-3 เท่า นักข่าวก็เยอะ เลยแจ้งข้อหา ส่วนจะทำให้ต่อไปคนออกมาเคลื่อนไหวน้อยลงหรือจะปลุกให้คนออกมามากขึ้น ตรงนี้ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับผมคาดหวังว่าคนไม่ควรจะยอม ถ้าจะจับก็จับให้เป็นร้อยเป็นพัน หรือจะไม่ออกมาก็ไม่รู้เหมือนกัน”

เนติวิทย์ กล่าวว่า การชุมนุมต่อไปจะต้องมีหลายรูปแบบมากขึ้น หากต้องการเอาชนะ คสช. จะต้องครีเอทีฟให้มากขึ้น ต้องมีหลายเทคนิคจูงใจคน รวมทั้งต้องสลายสีเสื้อให้หมด ที่ผ่านมายอมรับว่าเพื่อนเราบางกลุ่มก็ไปสนับสนุน คสช. แต่จะเดินหน้าไม่ได้ถ้ายังมีอคติ

“รัฐบาลทหารเป็นยังไง เราเห็นโทษภัยแล้ว ต่อไปต้องจับมือคุยกัน หาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมารวมตัวกัน รู้สึกเป็นพื้นที่ปลอดภัย ของทุกสีทุกฝ่ายในการขับไล่เผด็จการ”

ถามว่าการรวมพลังของประชาชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ เนติวิทย์ มองว่า ไม่แน่ใจ บางทีสิ่งที่อยู่เหนือตัวแปรกว่าที่เราคิด อย่างเรื่องความไม่โปร่งใส ไม่รู้ตัวไหนจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระบบการเมืองมากกว่ากัน

“แต่ระบบทหารเป็นพวกเดียวกัน สนช.ส่วนใหญ่ก็เป็นทหาร เขาไม่มีฝ่ายค้าน ถ้ามีก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็จะเห็น​นี่คือประเด็นปัญหา โทษโกรธแค้นกันไม่ได้ คนไทยก็ต้องยอมรับกรรม”

ในแง่พลังของคนรุ่นใหม่นั้นยังมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า แต่ปัญหาของเราคือไม่มีการนำที่ดี ต้องมีกิจกรรมเข้าถึงคนแต่ถ้าจะไปเทียบกับ 14 ต.ค. 2516 ก็คงเทียบกันไม่ได้ เพราะเงื่อนไขบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไป เราต้องคิดกันว่าจะทำยังไงกันดี

“โทษเด็กอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน คนที่อยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องคิดว่าทำยังไง ให้ตอบโจทย์ ให้เกิดพลัง ไม่จำเป็นต้องรวมตัวเป็นแสนๆ ล้านๆ ​จะตอบโต้ทหารในอินเทอร์เน็ตยังไง บางเรื่องที่กระทบกับเขาก็จะทำให้มีคนออกมาอย่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ก็มีคนออกมาค้านกันมาก”

เนติวิทย์ กล่าวว่า ช่วงใกล้จุดจบของ คสช. การต้องมาติดคุกติดตะรางเพราะความไม่อยุติธรรมนั้นเป็นเกียรติมากกว่าเป็นโทษ ถามว่าดีใจไหมหากต้องมาติดคุกก็คงไม่ดีใจ แต่หากต้องติดประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ทั้งนี้ ข้อหาการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.นั้น คำสั่งพวกนี้มีที่มาถูกต้องที่ไหน เราไปอย่างสงบสันติ เป็นเรื่องปกติของพลเมืองที่จะใช้สิทธิตัวเองตามรัฐธรรมนูญ​ คสช.​บอกตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์จะเป็นได้อย่างไร เพราะไม่ได้รับการยินยอมจากประชาชน คำสั่ง คสช.มาจากคนกลุ่มเดียว ไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกและไม่ยิ่งใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

“ผมเติบโตได้เพราะทำงานให้ประชาชน” ตัวตน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539042

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 17:48 น.

"ผมเติบโตได้เพราะทำงานให้ประชาชน" ตัวตน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากเอ่ยชื่อถึงนายตำรวจที่กำลังโด่งดังในชั่วยามนี้ นอกเหนือจากนายใหญ่รั้วปทุมวันอย่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องกำกับดูแลตำรวจทั่วประเทศกว่า 2 แสนนายแล้ว ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็น่าจะติดอันดับความโด่งดัง

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าไปยังโสตประสาทของประชาชนคนไทยแทบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงระยะหลังที่เจ้าตัวเข้ามารับหน้าเสื่อ ไล่ปราบ จับ ป้องกัน ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกเอาเงินไปแล้วนับร้อยล้านบาท

หรือก่อนหน้าที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว “บิ๊กโจ๊ก” พยายามสร้างผลงานผ่านการทำงานหนัก หลังได้คุมกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือตำรวจ 191 ที่พลิกโฉมการปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงแค่รับแจ้งเหตุแล้วค่อยลุยอำนวยความปลอดภัยให้ประชาชน แต่รุกคืบลากตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ วางกำลังดูแลความปลอดภัยในกรุงเทพฯ

ผลที่ตามมาคือเอาคนร้ายเข้าคุกไปไม่น้อย…

แต่เรื่องที่น่าจะถูกเอ่ยถึงมากที่สุดสำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หรือเจ้าของฉายาในแวดวงสีกากีเรียกขานว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” น่าจะเป็นข้อที่ว่าเจ้าตัว ถือได้ว่าเป็น “น้องรัก” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้ยิ่งใหญ่ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สังคมตั้งข้อสงสัยว่าการที่พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาติดยศ พล.ต.ต.ในปี 2557 ซึ่งนับว่าเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 47 และถูกจารึกชื่อเอาไว้ว่าเป็นนายพลตำรวจคนแรกที่อายุน้อยที่สุด เพราะขณะติดยศนายพล “บิ๊กโจ๊ก” มีอายุเพียง 42 ปีเท่านั้น

เพราะความสนิทสนมกับพี่ใหญ่ คสช.อย่างบิ๊กป้อมหรือไม่ ที่ทำให้ความก้าวหน้าของอาชีพการงานกระโดดพุ่งพรวดเช่นนี้?

โพสต์ทูเดย์ นัดพูดคุยกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กลางห้องประชุมของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในห้องที่คลาคล่ำไปด้วยนายตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ โกลาหลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ รวมถึงแผนผังต่างๆ ที่บ่งบอกถึงขบวนการหลอกลวงเอาเงินคนไทย

ก่อนจะพูดคุยถึงตัวตนและการทำงาน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่ปฏิเสธคำถามว่ามีความสนิทกับ พล.อ.ประวิตร จริงอย่างที่สังคมอยากจะรู้ หากแต่ความสนิทที่เกิดขึ้นก็เป็นไปในรูปแบบของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น

“ผมก็เหมือนนายตำรวจทั่วไปที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นผู้บังคับบัญชา รวมถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่เป็นนายของผมเช่นกัน เมื่อมีคำสั่งก็ต้องปฏิบัติเหมือนๆ กับตำรวจทุกคน และผมยังมีประชาชนที่ผมต้องปกป้อง อำนวยความยุติธรรมตามหน้าที่ของตำรวจ และแน่นอนว่าประชาชนก็คือนายของผมเช่นกัน” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  เปิดฉากอธิบาย

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวนายนี้ ยังขยายความถึงคำว่าประชาชนคือนายของตำรวจอีกว่า เป็นเพราะประชาชนคือผู้ที่จะตัดสินผลงานการทำหน้าที่ของตำรวจ และก็เป็นประชาชนอีกเช่นกันที่จะรู้ว่าตำรวจทำงานหรือไม่ หากตำรวจมีพื้นฐานการทำงานที่เป็นคนทุ่มเท มุ่งมั่น และเสียสละ ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อประชาชน ตำรวจก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว“ผลงานจากการตัดสินของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนจะรู้ว่าตำรวจทำงานหรือไม่ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา และที่ได้เติบโตในสายงานก็เพราะมาจากผลงานที่ทำให้กับประชาชน”พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยืนยัน

แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สปอตไลต์แทบจะทุกดวงต่างพุ่งเข้าหา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพราะอย่างที่กล่าวเอาไว้ว่าเป็นนายตำรวจที่โด่งดัง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้กดดันเจ้าตัวมากนัก เนื่องจากการยึดถือการทำงานเป็นหลักและ “กล้าที่จะลุย” แม้ว่าหลายอย่างที่กระทำตามอำนาจหน้าที่อาจจะไปกระทบกับใครก็ตาม

 

“ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ทำงาน ตำรวจทุกคนทั้งภูธร นครบาล หรือหน่วยอื่นๆ ก็ทำงานทั้งหมด ผมยึดถือว่าเมื่อใดที่ยศมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ความรับผิดชอบก็ต้องมากตาม งานก็ต้องมีมากเป็นเงาตามมาด้วยเช่นกัน”

“ผมทำงานตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย แต่แน่นอนว่าด้วยสไตล์ของผมอาจจะต้องไปกระทบกับใครบ้าง แต่หากเป็นความถูกต้องแล้วผมก็ไม่สนใจ ผมก็ลุยหมด เพราะต้องยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักและต้องใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม”พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยตัวตน

 

 

บิ๊กโจ๊ก ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้มีความหนักใจที่ชื่อของตัวเองจะต้องไปเฉิดฉายในแวดวงตำรวจและสังคมมากนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นคนทำงาน แต่ละวันตื่นตั้งแต่เช้าก็หันหน้าเข้าหางานทันที และอยู่กับงานจนดึกดื่นแทบทุกวัน และงานของตำรวจจะพลาดไม่ได้เพราะมีประชาชนคอยตัดสินและกำกับดูแลตำรวจอยู่

และมาถึงวันนี้ที่เจ้าตัวเข้ามารับงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่คนร้ายจากต่างประเทศมาหลอกลวงเงินของคนไทย คนที่เชี่ยวงานปราบปรามอย่าง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ จึงอาจเหมาะสมที่จะเข้ามาจัดการ และเจ้าตัวก็ให้คำตอบว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในชั่วโมงนี้ถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เล่าว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้ามาหลอกลวงคนไทยมานานนับสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าตำรวจไม่ได้จริงจังกับการแก้ไขปัญหา หากแต่เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำงานปราบปรามกันมากกว่า การรวมกันแก้ไขจึงยังไม่เกิดขึ้น เช่น คดีเกิดที่ภาคเหนือ ตำรวจภาคเหนือก็ทำ คดีเกิดภาคใต้ ภาคใต้ก็ทำ รูปแบบเลยอาจจะกระจัดกระจาย ดังนั้น เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีคำสั่งให้ตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามขึ้นมา ก็จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึง กสทช. เราก็ขอความร่วมมือมาช่วยกันทั้งหมด

ผลที่ได้คือการออกหมายจับผู้ต้องหาไปกว่า 200 คน และตามรวบมารับโทษได้แล้ว 170 คน พร้อมกับมาตรการเชิงรุกที่เป็นไม้เด็ด คือ ขอให้ 5 เกตเวย์การสื่อสาร คือ เอไอเอส ดีแทค ทรู แคทเทเลคอม ทีโอที เข้าร่วมมือกันในการช่วยบล็อกสัญญาณ VOIP ทำให้คนร้ายไม่สามารถโชว์หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานราชการเพื่อมาใช้หลอกลวงประชาชนได้อีก ซึ่งตำรวจสามารถบล็อกเบอร์ทั้งหมดได้แล้ว

“การหลอกลวงจะใช้วิธีการโทรศัพท์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหลอกลวงประชาชน และเบอร์ที่จะแสดงต่อเหยื่อจะเป็นหมายเลขของโรงพักบ้าง กรมสอบสวนคดีพิเศษบ้าง ศาลบ้าง เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ ซึ่งเบอร์พวกนี้ที่คนร้ายจะใช้หลอกเราบล็อกเอาไว้ได้หมดแล้ว หากคนร้ายจะเข้าระบบนี้ก็จะขึ้นหน้าจอว่าเป็นหมายเลขโทรเข้าที่ไม่ระบุเบอร์ ก็ทำลายความน่าเชื่อถือที่คนร้ายจะใช้หลอกเหยื่อได้” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เผยผลการทำงาน

แต่หากให้มองถึงสาเหตุว่าทำไมคนไทยถึงต้องตกเป็นเหยื่อ คำตอบจาก พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ฉายภาพว่า ความกลัวเป็นปัจจัยหลักที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้เรื่องราวมาหลอกลวง อ้างว่าบัญชีธนาคารเกี่ยวพันกับยาเสพติด การฟอกเงิน หากไม่โอนมาให้ตรวจสอบก็จะถูกอายัด เมื่อมาถึงตรงนี้คนก็กลัวกัน และส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกลวงจะอยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป ที่จะมีเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิตที่จะไว้ใช้ยามบั้นปลาย เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์รู้ข้อมูลจากตรงนี้ก็จะใช้ความกลัวเข้าหลอกลวง 

“ข้อมูลของเหยื่อก็มาจากคนไทยด้วยกันที่มาหลอกกันเอง คนร้ายต่างชาติแค่เซตรูปแบบการหลอกลวงขึ้นมา ผมบอกได้เลยว่า หากคนไทยไม่ร่วมมือด้วย การหลอกลวงมันก็เกิดได้ยาก แต่ผมยืนยันกับคนไทยได้เลยว่า ไม่ต้องกังวลใจและใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ต้องตั้งสติทุกครั้งเมื่อต้องทำรายการทางการเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม และที่สำคัญคือ ไม่ว่าคนร้ายจะสร้างเรื่องราวมาหลอกลวงเราอย่างไร สุดท้ายจะไปจบที่การโอนเงิน หากเราไม่เชื่อและไม่โอนเงินเสียอย่าง ก็ไม่มีปัญหาตามมา” บิ๊กโจ๊ก ให้ความมั่นใจผ่านดวงตาที่แดงก่ำ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเพราะทำงานมาอย่างหนัก แต่ละวันก็แทบจะไม่ได้นอน

จากวันที่ก้าวเท้าออกจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เติบโตในอาชีพราชการตำรวจผ่านหลายยุคสมัย และพกความ “อารี” รักพวกพ้องติดตัวมาโดยตลอด จนได้ฉายาว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ฉายานี้น่าจะยืนยันได้จากระหว่างการพูดคุย เพราะโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครื่องของเจ้าตัวจะดังขึ้นแทบจะทุกๆ 10 นาที และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่ปฏิเสธที่จะรับสาย พร้อมยืนยันไปยังปลายทางในทำนองว่า “ผมจัดการให้ครับพี่ ได้ครับ เรียบร้อยแน่นอนครับ” หรือแม้แต่การสั่งการไปยังปลายสายด้วยพระเดชที่เจ้าตัวมีซึ่งแสดงออกถึงอำนาจที่มีอยู่ในมือ เพื่อจัดระเบียบตำรวจในสังกัดของตัวเองอย่างดุดัน

คำถามในข้อเคลือบแคลงว่านายตำรวจผู้นี้คือผู้มากบารมีตัวจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้ายแทบจะทุกครั้ง จะต้องมีชื่อของเจ้าตัวปรากฏทั้งจากการซุบซิบในวงการสีกากี หรือในสังคมทั่วไปที่สนใจงานราชการตำรวจ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายการพูดคุยด้วยคำตอบของคำถามนี้ว่า“การโยกย้ายแต่งตั้งอะไรก็ตาม ทุกครั้งจะมีชื่อผมไปปรากฏในข่าวว่าเป็นผู้มากบารมี จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่ที่ ผบ.ตร. ผมก็จะรับผิดชอบในส่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะเป็นหน่วยงานที่ผมกำลังทำงานอยู่ในขณะนี้ เป็นงานที่ผมรับผิดชอบ ต้องประชุมคัดกรองลูกน้องตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ แต่เรื่องอื่นๆ ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยว ผมยืนยันได้ ผมไม่ใช่ผู้มากบารมีอะไรหรอก ผมเป็นตำรวจที่ต้องทำงาน”

“ไม่รับคนจบราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน” ศักยภาพ”บัณฑิต”ไม่ถึง หรือ “บริษัท”คิดไปเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/538332

  • วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 18:35 น.

"ไม่รับคนจบราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน" ศักยภาพ"บัณฑิต"ไม่ถึง หรือ "บริษัท"คิดไปเอง?

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

“ขอบคุณค่ะที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ เเต่บริษัทฯ ไม่สะดวกรับพนักงานวุฒิ ป.ตรี ที่จบจาก ม.ราชมงคล/ราชภัฏ/เอกชน ค่ะ”

ประโยคแสนเจ็บปวดที่ชายหนุ่มได้รับจากฝ่ายบุคคลของบริษัทแห่งหนึ่งกลายเป็นเรื่องฮือฮาในโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย บ้างบอกว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะเลือกบุคคลเข้าทำงาน  บ้างบอกว่าบริษัทไม่ควรให้คำอธิบายแบบนั้น และอีกมากตั้งคำถามว่าบริษัทยังยึดติดกับชื่อเสียงของสถาบันมากกว่าการพิจารณาจากความสามารถของตัวบุคคลอีกเหรอ ?

โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ

มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่ตั้งอยู่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของประเทศ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยครู หลังจากนั้น ได้รับพระราชทานนาม “ราชภัฏ” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เป็นชื่อประจำสถาบัน พร้อมทั้ง พระราชทาน พระราชลัญจกรเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย โดยในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏ มีอยู่ทั้งสิ้น 38 แห่ง ทั่วประเทศ

ขณะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  ปัจจุบันมีอยู่ 9 แห่งทั่วประเทศ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2518 ในชื่อ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และได้ยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548

ด้วยความที่รูปแบบสถาบันทั้งสองแห่งพัฒนามาจากวิทยาลัย ทำให้หลายคนอาจยังไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาบัณฑิตย์ ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กหลายคนมักเลือกสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำเป็นอันดับแรกๆ ก่อน เมื่อพลาดเป้าจึงเริ่มหาโอกาสทางการศึกษาจากกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ราชภัฏ และราชมงคล

ผศ.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยอมรับว่า ความเชื่อเรื่องการเลือกรับนักศึกษาจากชื่อมหาวิทยาลัยอดีตอาจมีบ้าง แต่ตลาดงานยุคปัจจบันไม่มีแล้ว หลายองค์กรไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องความเก่งความฉลาดทางปัญญาของบัณฑิตเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากคุณลักษณะอื่นประกอบ อาทิ เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ มีวินัย เสียสละ เป็นจิตอาสา ตลอดจนการภาวะการเข้าสังคมและทำงานร่วมกับผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการทำงานแทบทั้งสิ้น

ขณะที่หลักสูตรและบุคลากรทางวิชาการของมหาลัยราชภัฏ ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมั่นใจได้ว่า มีมาตรฐานเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งของประเทศ  จึงมองว่าควรให้โอกาสบัณฑิตทุกสถาบันอย่างเท่าเทียม เพื่อจะได้มีโอกาสแสดงความสามารถการทำงาน หากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ก็สามารถยกเลิกการจ้างงานได้

“ควรให้โอกาสทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย”  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์บอก

เขากล่าวต่อว่า จุดแข็งของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎจากต่างจังหวัด คือความมีวินัย มีจิตอาสา มนุษยสัมพันธ์ดี และพร้อมสู้งานหนัก ซึ่งที่ผ่านมาเด็กจากสถาบันกลุ่มนี้ก็ประสบความสำเร็จในการทำงานและมีบทบาทในองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย

ในมุมมองของ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี การปฏิเสธของสถานประกอบการนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากการให้คำอธิบายไม่ใช่ความผิดพลาดของสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยต้องขอบคุณที่ทำให้ได้หันกลับมามองและพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อตอบโจทย์ทุกมิติของภาคอุตสาหกรรม

“มันก็ทำให้เราหันกลับมามองตนเองและพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่ผมเชื่อว่าวันนี้สถานประกอบการส่วนใหญ่รู้จักและยอมรับราชมงคล นักศึกษาของผมมากกว่า 87 เปอร์เซนต์จบไปมีงานทำ 60 เปอร์เซนต์เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ตลาดแรงงานรู้ว่าราชมงคลแต่ละแห่งมีความสามารถด้านไหนเป็นพิเศษ”

รศ.ดร.ประเสริฐ เชื่อว่าการปฏิเสธด้วยการอ้างว่าไม่รับบุคคลที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชมงมล น่าจะเป็นเพราะบุคคลผู้สมัครมีคุณสมบัติแหละความสามารถไม่ตรงกับความต้องการมากกว่าติดใจเรื่องสถานศึกษา

“ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธเด็กทุกคนจากราชมงคล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีกล่าว

โทษภาคเอกชนอย่างเดียวไม่ได้

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า การปฏิเสธบุคคลจากชื่อสถาบันจะโทษภาคเอกชนอย่างเดียวคงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการจัดอันดับหรือให้ข้อมูลความเข้มแข็งทางวิชาการอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ ภาคเอกชนจึงประเมินจากข้อมูลและประสบการณ์ที่มีเท่านั้น

“เขาเลือกกันแบบคร่าวๆ ว่าจะรับคนจากไหน ซึ่งพอเข้าใจการตัดสินใจดังกล่าวได้ เนื่องจากการพัฒนาในมหาวิทยาลัยเมืองไทยยังทำได้ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามในแง่หนึ่งการกระทำแบบนั้นก็เท่ากับปิดโอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถที่จบจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งไป”

อย่างไรก็ตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า จะรับบุคลากรจากสถาบันไหน ภาคเอกชนก็ต้องเจอกับปัญหาอื่นๆ อยู่ดี

“สถาบันที่มีคุณภาพ มีคนที่เข้าไปเรียนแล้วไม่ได้ผลก็มี ในภาพรวมการเลือกรับบุคคลจากสถาบันก็สะท้อนสภาพความเป็นจริงระดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเลือกใครก็ต้องเจอปัญหาอื่นๆ ต่อไป หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคนที่เขาใช้มันช่วยได้บ้าง แต่ยังต้องเหนื่อยกับการคัดคนและเทรนด์คนอีกทีจากสถาบันที่คุณคิดว่าดีแล้ว”

อดีตรองนายกรัฐมนตรี บอกต่อว่า ปัญหาของการคัดเลือกคนจากสถาบัน เป็นเหมือนยอดภูเขา ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากในระบบการศึกษาของประเทศ จนทำให้สุดท้ายแล้วเอกชนไม่มีเกณฑ์ในการคัดเลือกที่เป็นวิทยาศาสตร์มากนัก

“เขาไม่อยากใช้เวลามากเกินไป เลยจำกัดโอกาสและความผิดพลาดให้เหลือแคบลง แต่ผมเชื่อว่ายังจะเจอปัญหาอื่นๆ อีก”

จาตุรนต์ ชี้ว่าเวลานี้ประเทศไทยมีปัญหาในการสร้างคน หลักสูตรการศึกษายังไม่ได้ถูกปรับปรุงให้ทันกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกำหนดคุณสมบัติหลากหลายด้านสำหรับผู้ที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ เช่น ความสามารถในการคิด การวิเคราะห์ การแสดงออก การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำ ตลอดจนความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองในยุคสมัยใหม่ เป็นต้น

 

6 เกณฑ์ที่นายจ้างเลือก

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะองค์กรผู้ให้บริการการจ้างงานระดับโลก เปิดเผยว่าเกณฑ์การรับนักศึกษาของนายจ้างในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันบ้าง เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามมีหลักเกณฑ์สำคัญที่หลายบริษัทไม่เปลี่ยนแปลง

1.ทัศนคติ เป็นเรื่องหลักที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ โดยพิจารณาจากมุมมองต่อตนเอง มุมมองต่อองค์กร รวมถึงสิ่งแวดล้อมว่า มีทัศนคติว่าเชิงบวกอย่างไร

2.ประสบการณ์ เด็กจบใหม่พิจารณาจากประสบการณ์การฝึกงาน การผ่านงานพาร์ทไทม์ งานฟรีแลนซ์ ฯลฯ ว่ามีประสบการณ์สอดคล้องกับลักษณะงานที่รับหรือไม่

3.ทักษะวิชาชีพ พิจารณาจากเกรดเฉลี่ย โดยเฉพาะวิชาที่ตรงกับตำแหน่ง เพื่อดูว่าสามารถแก้ปัญหา วางแผนและรับผิดชอบงานได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงพิจารณาจากทักษะการใช้ชีวิตระหว่างเรียนช่วงทำกิจกรรมชมรมหรือกีฬา

4.บุคลิกภาพ ภายในดูจากการวางตัวและมนุษยสัมพันธ์ ภายนอกดูการแต่งกาย การพูดและการใช้ภาษากาย

5.การเตรียมตัวก่อนการสัมภาษณ์ ทั้งการเตรียมเอกสารข้อมูลประวัติส่วนตัว การศึกษาข้อมูลตำแหน่งหน้าที่และองค์กร เพื่อประกอบการพิจารณาว่า มีคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งงานอย่างไร

6.การนำเสนอ จุดนี้ต้องขายความเป็นตัวเองทุกอย่าง

“ต่อให้คุณเก่งหรือเป็นคนดียังไง หากขาดการนำเสนอที่ดี ก็ไม่อาจส่งผ่านไปถึงนายจ้างที่พิจารณาได้”

สุธิดา บอกว่า นักศึกษาควรเริ่มวางแผนเส้นการทำงานตั้งแต่ก่อนจบ โดยสังเกตจากความชอบ ความถนัด ความสนใจเพี่อที่จะมุ่งมั่นไปยังเส้นทางนั้นเต็มที่ จากประสบการณ์มักเห็นว่า นักศึกษาหลายคนแม้ช่วงใกล้เรียนจบก็ยังไม่ทราบว่าอยากทำงานอะไร ดังนั้นควรตั้งเป้าหมายอนาคตก่อนถึงเวลาออกไปสู่ตลาดแรงงานจริง

“การเดินแบบไม่มีจุดหมาย หมายถึงโอกาสต่อยอดในสายอาชีพยากกว่าคนที่วางแผนในชีวิตไว้แล้ว”

สุธิดา แนะนำเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญนักศึกษาจบใหม่ไม่ควรเลือกงาน เพราะบางคนพยายามหางานที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ ซึ่งความเป็นจริง เป็นเรื่องยากสำหรับคนไม่มีประสบการณ์ แนะนำว่าควรพยายามเรียนรู้และพัฒนาประสบการณ์การทำงานให้มากที่สุด เมื่อทำได้โอกาสและรายได้ที่ดีจะตามมา

ผจก.การตลาดแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ทิ้งท้ายว่า ประสบการณ์ต้องอาศัยเวลาในการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับโอกาสที่เข้ามาในชีวิต อยากให้บัณฑิตใหม่ทุกคนเตรียมตัว สำหรับทุกโอกาสที่เข้ามา และทำให้ดีที่สุด เพราะตลาดแรงงานยุคนี้ ชื่อสถาบันไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเสมอไปว่า นักศึกษาคนนั้นมีความสามารถ หรือจะประสบความสำเร็จ

เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้ เคยบอกว่า “การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก”  อย่างไรก็ตามหากมีความรู้เเต่ไร้ซึ่งโอกาส  ความสำเร็จในชีวิตของบุคคลก็ดูจะเป็นเรื่องยาก

ถึงเวลาหรือยังที่ “เซ็กส์ทอย” ควรถูกกฎหมายในไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537932

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 19:21 น.

ถึงเวลาหรือยังที่ "เซ็กส์ทอย" ควรถูกกฎหมายในไทย?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ดิลโด , ไวเบรเตอร์ , ไข่สั่น , ตุ๊กตายาง , ห่วงองคชาต อุปกรณ์ชื่อสยิวเหล่านี้นับเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย และทุกครั้งที่เกิดการจับกุมผู้ต้องหา ด้วยข้อหามีวัตถุหรือสิ่งของอันลามกไว้ในความครอบครองและจำหน่าย มักจะเกิดประเด็นถกเถียงและความกังขาในสังคมเสมอ

คำถามก็คือโลกปี 2018 เซ็กส์ทอยควรเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยได้หรือยัง ?

ดาบสองคม

เซ็กซ์ทอย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระตุ้นบริเวณรอบๆ และภายในอวัยวะเพศ เพื่อให้มีความรู้สึกคล้ายกับขณะร่วมเพศ มักใช้ประโยชน์ในผู้ที่เป็นโรคติดต่อหรือผู้ที่ไม่สามารถร่วมเพศกับผู้อื่นได้ รวมถึงใช้เพื่อกระตุ้นหรือตอบสนองความใคร่ส่วนตัวหรือระหว่างคู่รัก นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาครอบครัว กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสมรรถภาพ

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธ์ บอกว่า ผู้ที่ใช้เซ็กส์ทอยอย่างถูกต้องจะสามารถตื่นเต้นและสนุกสนานกับกิจกรรมส่วนตัวและเป็นวิธีการตอบสนองทางเพศที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องโรคติดต่อเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามหากใช้ผิดที่ผิดทางหรือหมกมุ่นก็จะกลายเป็นปัญหาโดยเฉพาะทางจิตใจ

“เหมือนคุณมีดาบ คุณจะเอาไว้ป้องกันตัวหรือว่าทำร้ายคน แล้วแต่คุณจะใช้มัน ขึ้นอยู่กับมุมมอง วิจารณญาณ เซ็กส์ทอยก็เหมือนกันเราจะใช้เพิ่มความสุข เติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป หรือเราจะหมกมุ่นมันจนกลายเป็นปัญหา”

เซ็กส์ทอยที่ได้รับการพูดถึงและได้รับความนิยมนั้นมีหลากหลาย ตัวอย่างเช่น

ไวเบรเตอร์ (vibrator) อุปกรณ์ใช้ในการนวดและการช่วยตัวเองสำหรับผู้หญิง มีหลายลักษณะรวมถึงลักษณะแท่งพลาสติก หรือเป็นรูปไข่ใช้สำหรับสำเร็จความใคร่โดยการสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด โดยจะมีการติดตั้งมอเตอร์สั่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการถึงจุดสุดยอดในผู้หญิงมากขึ้น

ไข่สั่น เม็ดสั่น หรือ ไข่รัก (egg vibrators) เป็นอุปกรณ์มีลักษณะอย่างไข่สัตว์ปีกหรือกระสุนปืนสำหรับสร้างความสั่นสะเทือนเพื่อเร้าอารมณ์โดยสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด

ตุ๊กตายาง (sex doll) ใช้สำหรับการร่วมเพศ โดยทำมาจากวัสดุยางและซิลิโคน ตุ๊กตายางอาจประกอบด้วยของร่างกายทั้งหมดที่มีใบหน้าหรือเพียงแค่หัวกระดูกเชิงกรานหรือร่างกายส่วนอื่นๆ ที่มีอุปกรณ์เสริมอย่าง ช่องคลอด , ทวารหนัก , ปาก , อวัยวะเพศชาย

ดิลโด (dildo) หรือ องคชาตเทียม เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายปลอม

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ภาพจากรายการ KalamareTV

 

กฎหมายไทยไม่อนุญาต

ประเทศไทยเห็นเซ็กส์ทอยเป็นของผิดกฎหมายลามกอนาจาร เป็นอันตรายต่อสังคม ผิดศีลธรรม และการจับกุมหลายครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมักแถลงว่า อุปกรณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมทางเพศ  ซึ่งผู้ครอบครองหรือค้าขาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 ที่ระบุว่า

(1) เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

(2) ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

(3) เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตามแม้จะผิดกฎหมาย แต่ก็มีผู้ต้องการ โดยปรากฎข่าวการจับกุมผู้ค้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น

12 ก.ค.59

ตำรวจจับกุม นายประวีร์ บริเวณถนนสายบ้านโคกสะแบง-อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีของกลางเป็นอวัยวะเพศเทียมไฟฟ้า ทั้งหญิงและชาย หรือที่เรียกว่า จิ๋มกระป๋อง และจู๋สวรรค์  โดยอวัยวะเพศหญิงเทียมไฟฟ้า 10 ชุด อวัยวะเพศชายเทียมไฟฟ้า 25 อัน ปลอกอวัยวะเพศชายเทียม 250 ชิ้น พร้อมทั้งแบตเตอรี่และเจลหล่อลื่นจำนวนมาก

20 พฤษภาคม 2560

ตำรวจภูธรภาค 5 ได้จับกุมตัว นายภูมิพัฒน์ อายุ 25 ปี เจ้าของเพจและทวิตเตอร์ขายสินค้าที่เป็นสื่อลามกอนาจาร โดยมีผู้ติดตามกว่า 8 แสนคน โดยยึดของกลางอวัยวะเพศชายเทียม 21 ชิ้น อวัยวะเพศหญิงเทียม 16 ชิ้น

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เห็นสินค้าเซ็กส์ทอย เป็นที่ต้องการของตลาด จึงสั่งซื้อมาจำหน่ายกว่า 3 เดือนแล้ว โดยสั่งสินค้ามาจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วมาประกาศขายทางออนไลน์ ราคาตั้งแต่ 700-1,500 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และกลุ่มสาวประเภทสอง

16 พ.ย. 2560

ตำรวจจับกุม นายณัฏ์ฐวิสิษฐิ์ ที่ จ.ลำปาง พร้อมของกลาง อวัยวะเพศเทียม ทั้งแบบของชายและหญิง และอุปกรณ์เซ็กส์ทอยแบบต่างๆ จำนวนกว่า 50 อัน

เขารับสารภาพว่าได้ซื้อเซ็กส์ทอยมาจากโปรแกรมทวิตเตอร์ ก่อนนำไปจำหน่ายโดยวิธีการลงประกาศพร้อมโฆษณาขายสินค้าทางบัญชีทวิตเตอร์

นพ.พันธ์ศักดิ์ บอกว่า เซ็กส์ทอยมีข้อดีก็จริง แต่การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งของลามกเป็นของถูกกฎหมาย ในประเทศไทยนั้นยังละเอียดอ่อนเกินไปที่จะพูดถึงตอนนี้

สินค้าเหล่านี้ถูกจำหน่ายอย่างเปิดเผยในโลกออนไลน์

 

ความต้องการเป็นเรื่องธรรมชาติ

ในวันที่โลกแคบลงและสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายดายขึ้น หลายคนบอกว่าควรหาประโยชน์จากอุปกรณ์ประเภทนี้มากกว่ากำจัดการเข้าถึงและเอาผิดกับรสนิยมด้านเซ็กส์ของแต่ละคน

“ผิดกฎหมายหนิ แต่ขายกันเกลื่อนถนนเลย” จันทวิภา อภิสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ องค์กรที่เทำงานด้านส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานบริการทางเพศได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไปบอกและว่า “พอดีมันเป็นเมืองไทยไง เซ็กส์ทอยเลยผิด”

เขาบอกว่า หากต้องการเราสามารถซื้อมาเล่นได้เลย ถ้าหลบไปซื้อที่ต่างประเทศแล้วลำบากนัก ความจริงเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติแล้วทุกคนต้องการมีเซ็กส์ เพราะฉะนั้นไม่เห็นต้องมีกฎหมายควบคุม กลับกันเซ็กส์ทอยยังเป็นตัวเลือกที่ดีในการตอบสนองทางเพศสำหรับคนที่ไม่มีคู่หรือต้องการเติมเต็มความสุขกับคู่รักด้วย

“เรื่องที่ควรจะควบคุมก็ไม่ควบคุม เรื่องที่ควรจะปล่อยก็ไม่ปล่อย จริงๆ มีช้อนส้อมกินข้าวได้ ก็มีเซ็กส์ทอยได้”

จันทวิภา แนะนำว่า ควรทำเหมือนในหลายประเทศที่เปิดโอกาสให้มีการซื้อขายเซ็กส์ทอยได้อย่างถูกกฎหมายกับบุคคลที่อายุเกิน 18 ปี

“เขาควบคุมอายุ ไม่ได้ควบคุมสินค้าหรือวัตถุ ก็เหมือนกันการบอกว่าอายุ 18 ปีถึงจะสามารถสอบใบขับขี่และขับรถไปบนท้องถนนได้”

 

หญิงแย้ นนทพร และ บุ๋ม ปนัดดา

 

หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข เซเลปสาวเซ็กซี่ บอกว่า เซ็กส์ทอยไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้สังคมเสื่อมทราม กลับกันอาจเป็นตัวช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและแก้ปัญหาให้กับคู่รักได้อีกต่างหาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องควบคุมอายุของผู้ซื้อ

“แต่ละคนมีความสุขและความคิดที่แตกต่างกัน มันเป็นเรื่องรสนิยม ส่วนใหญ่คนไทยก็ไปซื้อหามาจากเมืองนอกอย่างญี่ปุ่นกันจำนวนมากอยู่แล้ว หากทำให้ถูกกฎหมายรัฐบาลยังจะได้ประโยชน์ทางด้านภาษีด้วย”

บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงสาว เห็นว่า มีสินค้าหลายอย่างที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมของประเทศไทย แต่ถูกวางขายอย่างโจ๋งครึ่ม เช่นกันกับเซ็กส์ทอยที่เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปว่าจะหาสินค้าแบบนี้ได้ที่ไหน ในอนาคตควรเปิดกว้างและจัดพื้นที่ค้าขายเป็นลักษณะโซนนิ่ง

“เรารู้กันดีว่ามี แต่ไม่เปิดกว้างพอที่จะยอมรับให้มันถูกกฎหมายได้เหมือนต่างประเทศ คิดว่าทำเป็นโซนนิ่งเลยดีกว่าเพื่อการควบคุม เช่น ซอยคาวบอย แยกอโศก ถนนพัฒน์พงษ์ หรือตามพื้นที่ท่องเที่ยวกลางคืนต่างๆ หากมีร้านเซ็กส์ช้อปในพื้นที่แบบนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกและน่าจะยอมรับกันได้”

บุ๋ม ปนัดดา บอกว่า นอกเหนือจากการทำโซนนิ่งแล้ว ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงและจริงจังประกอบกันไปด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับของสังคม

“เซ็กส์ทอยเป็นรสนิยมและความตื่นเต้นของแต่ละชีวิตคู่ แค่ไม่ทำผิดกฎหมายหรือริดรอนเบียดเบียนสิทธิคนอื่นก็พอแล้ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย —————

ภาพจาก boompanadda , yae_uunws