จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง “ตู่ดิจิทัล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348823

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง “ตู่ดิจิทัล”

คนในข่าว  :  20 ต.ค. 2561
พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,ราชครู,ประชาธิปัตย์,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

ลีลานี้ เชื่อว่าคนไทยไม่เคยเห็นอดีตผู้นำไทยที่มาจากรัฐประหารคนไหนทำมาก่อน !

กับการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระโดดลงมาเล่นสื่อโซเชียลแบบเต็มตัว เปิดทั้งเว็บไซต์ https://prayutchan-o-cha.com เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา prayut chan-o-cha ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม @Prayutofficial เอาอย่างตามนักการเมืองคนอื่นๆ ที่ทำกันมานานแล้วบ้าง

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

          แต่ถ้าใครจะบอกว่า สมัยก่อนยังไม่มีโซเชียลแบบทุกวันนี้…ก็ได้อยู่ แต่ยังไงเครดิตก็ต้องยกให้เจ้าตัวอยู่ดี เพราะถ้าใจไม่รัก ถึงขนาดยกไม้เซลฟี่เองได้ ทำยังไงก็ไม่ปัง !!

บอกเลย งานนี้นอกจากเป็นการเปิดหน้าเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แบบสื่อสารทางตรง เพราะบิ๊กตู่บอกว่าทั้งหมดอ่านเอง เม้นต์เอง เป็นแอดมินเองแล้ว

    นี่ยังเป็นการปรับลุคจากภาพของนายกฯ ที่ ดุดัน เหวี่ยงวีน มาเป็นนายกฯ ที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย ใจดี จนได้รับการเรียกขานว่า “ตู่ดิจิทัล” ไปแล้วด้วย !

แต่เดี๋ยวก่อน หากถามว่างานนี้ไปยังไงมายังไง จัดเต็มขนาดนี้ ไม่มีกุนซือแนะมา…ก็คงโม้ไปนิด !

ปรากฏว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนหล่อๆ ที่คอยตอบคำถามนักข่าว เวลาเข้ามาถามเรื่องงานโซเชียลของบิ๊กตู่ตอนนี้นี่แหละ

เขาคือ “เสี่ยบี พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เคยเป็นแกนนำ กปปส. แต่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สดๆ ร้อนๆ ช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมานี่เอง

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

งานหลักที่ทำ สั้นๆ เลยคืองานพีอาร์ ประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล อย่างที่ตอนนี้ ก็ประเดิมด้วย “ตู่ดิจิทัล” กับตัวเลขสวยๆ ยอดกดไลค์ในเฟซบุ๊ก 2.6 แสน ยอดกดติดตาม 2.7 แสน

อย่าได้คิดว่า ตัวเลขนี้เอาเฉพาะกำลังพลในกองทัพ ก็มีกว่า 2-3 แสนนายแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่สงคราม แต่ตัวเลขที่เห็นคือประชาชนตัวจริงเสียงจริงต่างหาก !

และเช่นเดียวกัน นี่ก็ยังไม่ใช่คูหา ดังนั้นตัวเลขนี้อาจมาจากนิสัยคนไทยที่ชอบเข้ามาดูมาชม เป็นแค่อาการ “ไทยมุง” เท่านั้น ก็เป็นไปได้

ส่วนว่าจะเป็นอะไร เอาเป็นว่า ถือว่าเริ่มต้นได้ดีสำหรับงานแรกที่พรรคสีเขียวของคนชื่อ “บี พุทธิพงษ์” เลยทีเดียว

      จากราชครูสู่ ปชป.

“บี พุทธิพงษ์” ก่อนจะขยับเคลื่อนย้ายมาสังกัดเสื้อสีเขียว ในนาม “พรรคพลังประชารัฐ” ในวันนี้ ที่ผ่านมาคนไทยรู้ดีว่าเขาคือหนึ่งใน ส.ส.แถวหน้าของพรรคสีฟ้า

    จริงๆ แล้ว หนุ่มใหญ่จากตระกูล “ปุณณกันต์” นั้น ถือว่าเป็นลูกหลานซอยราชครู เนื่องจากมี 7 ตระกูลดัง อาทิ อดิเรกสาร, ชุณหะวัณ, ทัพพะรังสี, เชี่ยวสกุล, ปุณณกันต์ ฯลฯ อยู่ในซอยแห่งนี้มาก่อน

คุณปู่ของบี พุทธิพงษ์ คือ พล.อ.พงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม และคุณย่าก็คือ คุณหญิงสะอาด ปุณณกันต์ พี่สาวของ พล.อ.ประมาณ อดิเรกสาร

ด้วยเหตุนี้ มรดกการเมืองจึงตกทอดถึงรุ่นหลาน โดยเสี่ยบี เป็นลูกหม้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงเลือกตั้งครั้งแรกปี 2544 ก็เจอศึกหนักกับกระแสอัศวินคลื่นลูกที่สาม ทักษิณ ชินวัตร กันเลย

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

ครอบครัวปุณณกันต์

บีลงเขต 4 กทม. พ่ายให้แก่ “แอ้ กรรณิกา ธรรมเกษร” อดีตพิธีกรทีวี สังกัดพรรคไทยรักไทย หากหนึ่งปีผ่าน กกต.ให้ใบเหลืองเจ๊แอ้ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ 3 มีนาคม 2545 คราวนี้เสี่ยบี ได้เป็น ส.ส.สมใจ !

ระหว่างนั้นช่วงปี 2547 ในกระแส “คน ตจว.เลือกนายกฯ คนกทม.ไล่นายกฯ” ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง อภิรักษ์ โกษะโยธิน ไปคว้าเก้าอี้พ่อเมืองกทม. มาได้เป็นสมัยแรก ทั้งที่รัฐบาลยุคนั้นคือ รัฐบาลไทยรักไทยที่กำลังมาแรง !!

ครานั้น เสี่ยบี จึงได้ไปช่วยงานเป็นโฆษก กทม. จนต่อมาราวปี 2549 ก็ก้าวไปเป็นถึงรองผู้ว่าฯ กทม. ด้านการศึกษาและพัฒนาสังคม กีฬา การท่องเที่ยว และด้านการพาณิชย์

อย่างไรก็ดี รอยต่อช่วงปี 2548 น้องชายของบี หรือ “บรู๊ค ดนุพร ปุณณกันต์” เลิกงานบันเทิง หันมาเอาดีงานการเมืองบ้าง หากแต่ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย

ภาพของสองหนุ่ม จึงกลายเป็นเรื่องราวของ “พี่น้องต่างขั้ว” มาจนถึงบัดนี้ แต่คนไทยก็ไม่เคยเห็นสองพี่น้องมีวิวาทะทางการเมืองออกสื่อเลยสักครั้ง ในขณะที่บีเองก็เหมือนว่าจะหันไปเอาดีในสนาม กทม. ด้วยซ้ำ ! 

  ทหารเสือลุงกำนัน

แต่อะไรไม่แน่นอน ต่อมาช่วงปี 2553 บีกลับมาโลดแล่นบนถนนการเมืองใหญ่ จนได้เป็นถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แถมพอมาถึงการเลือกตั้งปี 2554 บีก็ยังฝ่ากระแสนารีขี่ม้าขาว (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มาเป็น ส.ส.กทม. เขต 7 (เขตห้วยขวาง) ได้อีก !

แต่จะเพราะชะตาฟ้าลิขิต หรือก็แค่ไหลไปตามน้ำ ปรากฏว่าช่วงวิกฤติการณ์การเมือง ปี 2556–2557 เสี่ยบีตัดสินใจลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเข้าไปเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. ร่วมกอดคอเป่านกหวีดกันแสบหูไปทั่วบ้านทั่งเมือง

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

แถมยังมีบทบาทชนิดโลดโผนเสี่ยงตาย จนได้ฉายา “สี่ทหารเสือ” กปปส. รวมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, ชุมพล จุลใส และ สกลธี ภัททิยกุล

ผลงานเด็ดๆ เช่นมุ่งหน้าไปปิดล้อมสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน้าสโมสรกองทัพบก สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ทำการชั่วคราวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"
จนที่สุดต้องตกสภาพเป็น “จำเลย” หลังศาลประทับรับฟ้องคดีกบฏ-ก่อการร้าย ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่เอง

โดยทหารเสือของเราคนนี้ เป็นผู้ต้องหาลำดับที่ 4 หากแต่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ 9 คน โดยตีหลักทรัพย์ค้ำประกันรายละ 6 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

จนปรากฏว่า ผ่านมาไม่กี่เดือน คดียังไม่อะไร ยังไง ก็มีข่าวว่า คุณชายบี เบนหัวเรือมานั่งทำงานในทำเนียบเสียแล้ว !

  ตั้งหลักใหม่ที่พรรคลุงตู่

ช่วงกันยายนที่ผ่านมา ข่าวรายงานตัวโตพร้อมกันว่า เสี่ยบีเข้ารับมอบหมายงานจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดย ครม.แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

แน่นอนช่วงแรก เจ้าเก่าอย่าง ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ก็ออกมาคัดค้าน เพราะบียังเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีกบฏ ร่วมกับแกนนำ กปปส.

แต่ทางหนึ่ง บีก็ออกมาแจงว่า ทุกอย่างยังเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยศาลชั้นต้นได้นัดตรวจสอบพยานปีหน้า ไม่มีเรื่องใดที่จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะวันนี้ยังถือว่าบริสุทธิ์ จึงไม่มีความกังวล

  แต่ทางที่แน่นอนที่สุด คือ อะไรก็ต้านทานพลังดูดไม่ไหว อย่างที่รู้กันว่าช่วงนั้น คนไทยเห็นอดีต ส.ส.ปชป. ถูกเกี่ยวไปอยู่พรรคสีเขียวเพียบ ไม่เว้นแม้แต่ 3 ใน 4 ทหารเสือ กปปส.

คือนอกจาก “บี” ก็มี สกลธี ภัททิยกุล (รองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา) และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้รับเลือกจากมติพรรคให้เป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย !!

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

  ดูแล้วบทบาทก็คละเคล้ากันไป หากแต่ “เสี่ยบี” ตอนนี้จะเข้าตากรรมการมากหน่อย ก็อย่างที่บอกว่าประเดิมงานแรก ก็ทำเอาคนไทยครางฮือ…ด้วยยอดไลค์ยอดติดตาม ที่หลายคนก็ยอมรับว่าไม่ได้ “บูสต์โพสต์ หรือ “ซื้อไลค์” อะไรมาเลย

แถมเสี่ยบียังการันตีเองว่า เพจนี้ของจริง ลุงตู่เป็นหนึ่งในแอดมินเองเสียด้วย ส่วนทีมงานซึ่งก็คือตนกับคนอื่นๆ อีกไม่มาก จะช่วยกันดูเรื่องทางเทคนิคอื่นๆ มีบ้างที่คอยสอดส่องคอมเมนต์เกรียนจนเกินรับ และไม่นำไปสู่การสร้างสรรค์ และลบออกบ้าง

ทั้งนี้ แต่ละวัน ลุงตู่จะมาให้แนวทางว่า วันนี้อยากจะสื่อสารกับคนไทยเรื่องใด ทีมงานจะทำกราฟฟิกรอไว้ให้ จากนั้นบิ๊กตู่ก็จะตรวจสอบก่อนที่จะปล่อยออกสื่อ

เรื่องของเรื่องมันก็เป็นมาฉะนี้…

ก็ไม่รู้ว่างานนี้ “กุนซือบี” คิดไกลถึงขั้นว่า ถ้าคนไทยปิดทีวีหนีทุกเย็นวันศุกร์ งั้นไปเจอกันที่หน้าจอมือถือแทน หรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ทุกพื้นที่ของลุงตู่ กำลังเป็น “สนามประลองคีย์บอร์ดแห่งใหม่” ที่คนรักคนชังรุมคอมเมนต์ ปล่อยมีม ยิงมุกกันสนุก ไปกดติดตามกันดูได้เลย !!

“ทำงานการเมืองเเม้ลงสมัครส.ส.ไม่ได้””พลนชชา จักรเพ็ชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348658

“ทำงานการเมืองเเม้ลงสมัครส.ส.ไม่ได้””พลนชชา จักรเพ็ชร”

คนในข่าว  :  19 ต.ค. 2561
พลนชชา จักรเพ็ชร,เพื่อไทย,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

“ทำงานการเมืองเเม้ลงสมัครส.ส.ไม่ได้””พลนชชา จักรเพ็ชร” : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“พลนชชา จักรเพ็ชร” คนหนุ่มวัย 24 ปี มาสวมเสื้อ “เพื่อไทย” ได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเเก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไว้น่าสนใจ หัวข้อ : ความท้าทายในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย:นโยบายประชานิยมคือทางออกหรือทางตันของประเทศ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)/ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน

“ผมทำวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้เพราะมองว่าบ้านเรานั้น หากยังเเก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ โอกาสการพัฒนาประเทศจะยิ่งล่าช้า” ท็อป ระบุ

เเละใจความช่วงหนึ่งของวิทยานิพนธ์ที่คนรุ่นใหม่ของเพื่อไทยคนนี้ เขียนไว้คือ “ประเทศไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงเนื่องจากความไร้ซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง ความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก จวบจนความไม่เสมอภาคต่างๆ ทางสังคมซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากโครงสร้างของสังคมไทยที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่มซึ่งผูกขาดอำนาจในการพัฒนาประเทศ

โดยสรุปตัวเลขต่างๆ ได้ชี้ว่าการดำเนินนโยบายจากล่างขึ้นบน (bottom up approach) โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีประสิทธิภาพในการแก้ไขความยากจนและความเหลื่อมล้ำมากกว่าการดำเนินนโยบายจากบนลงล่าง (top down approach) โดยรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และการลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนนั้นไม่มีทางจะบรรลุผลได้เลยหากปราศจากความร่วมมือจาก “กลุ่มผู้มีอำนาจ” ในประเทศนี้”

เเม้ท็อปจะลงสมัครส.ส.ไม่ได้ในคราวนี้ เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เเต่ความตั้งใจที่ทำให้สิ่งที่เล่าเรียนมานั้นไม่เสียเปล่าเเละมองว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการอยู่นั้นมันเดินเคียงข้างความเป็นจริงที่สุด เเม้ทางบ้านจะเป็นห่วงว่าการเมืองช่วงนี้นั้น “กระเเสลมเเรง”

เเต่ “ท็อป” มองว่า ”หากช้าไปปัญหาอาจเเรงขึ้น ฉะนั้นการมาช่วยงานพรรคเลยนั้น น่าจะมีผลดีในภาพรวมของประเทศ”

“ท็อป” อาสาเป็นตัวเล็กๆ ในทีมงานมันสมองของพรรคเเละช่วยงานด้านคนรุ่นใหม่ที่ถือว่าเป็นบันไดขั้นต้นๆ ในการสร้างพรรคให้เข้มเเข็ง

ชื่นชมในสปิริตคนรุ่นใหม่คนนี้ที่กล้าคิดกล้าทำในมุมต่างเเละมีความตั้งใจเพื่อสังคมที่เเท้จริง

“เขตรัฐ “สร้างสองสโมสรเเละให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348327

“เขตรัฐ “สร้างสองสโมสรเเละให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม

คนในข่าว  :  17 ต.ค. 2561
เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์

“เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” สร้างสองสโมสรเเละให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม :  คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” ลูกชาย “ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” นักคิดนักเขียนด้านการเมือง วันนี้ทำหน้าที่โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชนพรรคและฝ่ายอำนวยการพรรค ซึ่งเป็นภารกิจท้าทายสำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยวัย 29 ปี

“คุณพ่อ (ศ.ดร.เอนก) เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจให้เดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง เป็นไอดอลทางการเมืองก็ว่าได้ แต่ยังมีแรงจูงใจอื่นที่เป็นองค์ประกอบ จากการสัมผัสคนหลากวงการจุดหนึ่งที่ทุกคนพูดหมือนกันคือ ปัญหากับระบบที่วนไปวนมา ต้องทำงานภายใต้กติกาและระบบเดิมๆ ถ้าไม่สามารถ กำหนดทิศทางอะไรได้”

อีกแรงจูงใจส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงที่ลงพื้นที่ไปเจอวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่อยู่นอกเมือง

“ไม่อยากเป็นเพียงแค่ผู้ตามนโยบาย ผมต้องการเป็นผู้กำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนที่เรียนจบจากต่างประเทศ “Mindset” ตอนที่กลับมาเมืองไทยแรกๆ ก็ไม่เห็นไทยที่เป็นไทย ความเข้าใจของเราก็คือ เมืองไทยก็คือกรุงเทพฯ

เวลาจะทำอะไร เช่น ทำเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เราก็ต้องการให้ทันสมัย เขียนก็ต้องมีภาษาอังกฤษให้เยอะที่สุด มีรูปร่างหน้าตาให้ดูเท่เหมือนต่างชาติ ด้วยจริตที่เราชอบมันเป็นการไปกีดกันการเข้าถึงความเข้าใจของคนที่มีอยู่อีกหลายคนมากในประเทศไทย อันนี้ก็เป็นการเปิดโลกของเรา ทำให้เราทราบว่า เมืองไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ”

“เขตรัฐ” สื่อถึงความแตกต่างของคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ร่วมกันบนความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้คนสองวัยมีความคิดต่างกัน มองอะไรไม่เหมือนกัน นาทีนี้มันอาจจะมีปัญหาได้ ถ้าเด็กมุ่งหน้าจะพัฒนาโลกให้เป็นโลกของเด็ก เราจะทิ้งผู้สูงอายุที่เรากำลังจะก้าวไปสู่โลกของผู้สูงอายุที่มีจำนวนมหาศาลไม่ได้ คนทั้งสองวัยในสังคมไทยต้องก้าวไปพร้อมกัน

เเละอีกไอเดียที่ผุดขึ้นช่วงลงพื้นที่คือการสร้าง “สโมสรแม่บ้าน” และ “สโมสรผู้สูงอายุ” ที่ผู้สูงวัยเมื่อเกษียณออกมาก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงเสนอเเนวคิดให้ผู้สูงวัยจับงานด้านเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชน เพื่อคนสองวัยเดินไปด้วยกัน โดยคนรุ่นใหม่จะให้ผลักดันดิจิทัล อีโคโนมี เพื่อผลผลิตเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นแล้วมีตลาดรองรับ จะเป็นการดึงลูกหลานกลับสู่บ้านเกิด และเปลี่ยนผันตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรในท้องถิ่นตนเอง

ลองดูว่ารวมพลังประชาชาติไทย จะรับไอเดียคนหนุ่มคนนี้ไปขับเคลื่อนเเละผลักดันให้เกิดขึ้นกับนโยบายพรรค เเละรอวัดผลว่าสังคมจะตอบรับความคิดของคนรุ่นใหม่ทางการเมืองหรือไม่

“อรุณี กาสยานนท์””อุดมการณ์และนโยบายพรรคทำได้จริง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348162

“อรุณี กาสยานนท์””อุดมการณ์และนโยบายพรรคทำได้จริง”

คนในข่าว  :  16 ต.ค. 2561
อรุณี กาสยานนท์,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,นพวรงค์ เดชกิจวิกรม

“อรุณี กาสยานนท์””อุดมการณ์และนโยบายพรรคทำได้จริง” : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

เมืองสองแคว หรือ จ.พิษณุโลก เป็นสนามหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เบียดกับพรรคเพื่อไทย (พลังประชาชนและไทยรักไทยในอดีต) ดุเดือด

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคสะตอได้ไปสามเก้าอี้ พรรคเพื่อไทยได้สองเก้าอี้
ครั้งนี้ก็น่าจะเดือดไม่แพ้กันเพราะอย่าลืมว่าที่นี่คือฐานของเลขาธิการพรรคปชป.คนปัจจุบัน(จุติ ไกรฤกษ์) ที่ต้องยึดพื้นที่ไว้ให้ได้ โดยเขต 1 เมืองสองแควนั้น “หมอโก๋” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เป็นแชมป์เก่าสามสมัย โดย “เพื่อไทย” จะส่ง ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ หรือ “ดร.หญิง” ลงประชัน

มวยคู่นี้เสมือนศิษย์พี่ปะทะศิษย์น้อง เพราะ “หมอโก๋” เป็นอดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักไทย เมืองสองแคว (ไทยรักไทยยุคที่สอง) แต่พรรคเลือกอีกคนหนึ่งลงแทน…หมอโก๋จึงมาสวมเสื้อปชป. ด้วยคำเชิญของ ”นคร มาฉิม” ที่วันนี้ย้ายไปอยู่ฝ่าย ดร.หญิง

แม้เรื่องราวของหมอโก๋ที่เกี่ยวกับต้นสังกัดยามนี้จะเป็นเช่นใด…แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแน่นอนคือ “หมอโก๋” จะชิงดำกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคเพื่อไทยคนนี้ ที่บอกว่า “ติดตามงานการเมืองตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย”

ดร.หญิง กล่าวว่า “คุณพ่อเป็นสมาชิกสภาจังหวัด มา 25 ปี สมัยเด็กเดินแจกใบปลิวช่วยคุณพ่อ มันเหมือนซึมซับมา พอโตขึ้นมาได้มาเรียนรัฐศาสตร์ และส่วนตัวก็เป็นคนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง และด้วยบทบาทและความเป็นอุดมการณ์ เราได้สอนปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้นักศึกษา แต่มองว่าถ้าเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยก็จะได้เฉพาะนักศึกษา มีความรู้สึกว่า หากเราช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศในเรื่องนโยบายได้ และมีโอกาสได้มาช่วยดูเรื่องของนโยบายด้วยบทบาทผู้แทนฯ”

“สนใจพรรคเพื่อไทย เพราะทำนโยบายและนำเสนอในการหาเสียงตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย รู้สึกว่านโยบายต่างๆ ทำได้จริง ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้จริง รวมทั้งเรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เห็นได้อย่างชัดเจน จึงตัดสินใจมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย”

“ในฐานะคนรุ่นใหม่อยากให้คนรุ่นใหม่มองข้ามเรื่องของสีเสื้อ ไม่ว่าจะเป็นเหลืองหรือแดง อยากให้มองว่าทุกอาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เรื่องแบ่งสีแบ่งฝั่งสร้างความเสียหายมามากแล้ว อยากให้คนรุ่นใหม่มองถึงข้อเท็จจริงมากกว่า ว่าใครทำให้ประเทศหรือเศรษฐกิจเติบโตมากกว่ากัน ในฐานะคนรุ่นใหม่ จะนำเสนอข้อมูลให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และนำไปพิจารณา เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ต้องลอยอยู่เหนือวาทกรรมเหล่านี้ให้ได้”

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางการเกษตรเเละต้องต่อยอด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348027

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางการเกษตรเเละต้องต่อยอด”

คนในข่าว  :  15 ต.ค. 2561
องอาจ ปัญญาชาติรักษ์,ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์,วีรบุรุษประชาธิปไตย,เกษตร

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางการเกษตรเเละต้องต่อยอด” “องอาจ ปัญญาชาติรักษ์”  : คอลัมน์… ตลาดความคิด.. รุ่นใหม่การเมือง

ชื่อนี้หลายคนไม้รู้จัก เเต่เมื่อเห็นนามสกุลเเล้วก็คงคุ้นๆ มากขึ้น ชายหนุ่มวัย 35 ปี เป็นบุตรชายของไอ้ก้านยาว “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” วีรบุรุษประชาธิปไตยคนหนึ่งของเมืองไทย

ชายคนนี้ทำงานภาคเกษตรในฟาร์มเกษตรอินทรีย์เพชรล้านนา จ.ลำปาง เเละยังทำงานในคณะทำงานสภาเกษตรแห่งชาติ ภาคปศุสัตว์ และการตลาด ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2555 ได้นำสินค้าเกษตรในฟาร์มไปขายใน Model Trade (TOPS market) ในเครือเซ็นทรัล จนถึงปัจจุบัน มียอดขายมากกว่า 1,500,000 บาทต่อปี ต่อมาสร้างโรงขุนหมูเพิ่ม 2 โรง ทำให้ในฟาร์มมีกำลังการผลิตหมูได้ปีละ 2,000 ตัว ซึ่งเป็นการบริหารแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตลูกหมู จนถึงการขายเนื้อหมูร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่

ปี 2560 สนใจธุรกิจจากไม้ไผ่ เนื่องจากไม้ไผ่เป็นไม้ที่มีศักยภาพสูง สามารถนำมาใช้งานได้อย่างหลากกลาย จึงได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไผ่ ตำบลแม่สุก ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเกษตรกรในพื้นที่ เเละปีนี้ได้ก่อสร้างโรงงานผลิตถ่านไผ่คุณภาพสูง และพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น เเละยังสนใจการทำธุรกิจร่วมกับคนจีน เกี่ยวกับส่งออกสินค้าทางเกษตร อาทิ ข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และนำเข้าเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในด้านการตลาดและการผลิต

คนรุ่นใหม่ที่ลุยงานเกษตรกรรมเเบบต่อยอดร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่จนถือว่าเป็นดาวรุ่งคนหนึ่งที่ทำให้คีย์เเมนในพรรคพลังประชารัฐมองเห็นความสามารถจึงทาบทามให้มาช่วยงานพรรคน้องใหม่นี้เพื่อนำความรู้ที่มีมาช่วยวางนโยบายด้านการเกษตร

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางเกษตรกรรมทั่วประเทศ หากมีการเเนะนำเพื่อให้เกษตรกรต่อยอดเเละยืนได้ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าชีวิตเกษตรกรทุกสาขาจะดีขึ้นหลายเท่าตัว โดยต้องนำองค์ความรู้ไปเเนะนำเกษตรกรเเบบครบวงจร” องอาจระบุ

“ก่อนตัดสินใจได้สอบถามคุณพ่อเเล้ว คุณพ่อให้ผมตัดสินใจเอง บ้านผมประชาธิปไตยนะ น้องสาวผมวันนี้ไปทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ เเต่ผมสนใจเเนวทางของพรรคพลังประชารัฐ เราต่างคนต่างไปทำงานกับพรรคที่ตัวเองชอบในอุดมการณ์​เเต่ไม่ทะเลาะกันนะ อยู่บ้านก็คุยกันตามปกติ”

“อยากเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก”ต้น ณ ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/347696

“อยากเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก”ต้น ณ ระนอง

คนในข่าว  :  12 ต.ค. 2561
ต้น ณ ระนอง,ตลาดความคิดรุ่นใหม่การเมือง,กิตติรัตน์ ณ ระนอง,พรรคเพื่อไทย

“อยากเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก”ต้น ณ ระนอง : ตลาดความคิด…รุ่นใหม่การเมือง

หากถามว่าทายาทคนการเมืองที่เป็นหนุ่มสาวนั้นต้องการเจริญรอยตามบรรพบุรุษสานต่อภารกิจของบุคคลในครอบครัวที่พวกเขาชื่นชอบหรือไม่ คำตอบคือ ส่วนใหญ่พร้อมลงสนาม

“ต้น ณ ระนอง” บุตรชายของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คืออีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทยที่อาสามาเป็นคนการเมือง

“ต้น” กล่าวว่า ส่วนตัวสนใจการเมืองอยู่แล้วตั้งแต่เด็กและมองว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วและพรรคเพื่อไทยมีผู้ใหญ่อยู่แล้ว แต่ถูกมองว่าคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ยาก คิดว่าจะทำอะไรได้ในฐานะคนรุ่นใหม่จึงอยากจะมาเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรค

“ผมสนใจมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยเพราะนโยบายและพรรคเพื่อไทยได้ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ซึ่งเราก็เฝ้ามองมานานในเรื่องของประชาธิปไตยเป็นสำคัญ มีระบบการทำงานที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น คำว่าประชาธิปไตย เป็นเรื่องของสิทธิ สามารถพูดได้ ออกเสียงได้”

หากถามว่า “ต้น” ได้รับไฟเขียวจาก “โต้ง” ผู้เป็นบิดาหรือไม่ในการลงสนามคราวนี้นั้น

คำตอบที่ได้รับคือ “คุณพ่อไม่เคยอยากให้มาการเมือง ไม่เคยชวนให้มาลงการเมือง เพราะกลัวจะถูกมองว่ามาสืบทอดอำนาจ เรื่องความเหมาะสมซึ่งจะเป็นข้อครหา แต่ผมก็คุยกับคุณพ่อมาเรื่อยๆ จนท่านเข้าใจว่าสนใจจริงๆ”

“ผมเข้ามาในพรรคก็ได้รู้จริงๆ ว่าที่คนมองว่าพรรคเพื่อไทยมีคนสั่งการอยู่ ถูกครอบงำ เป็นเรื่องไม่จริง ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้และผู้ใหญ่ในพรรคก็รับฟัง พวกเรามีส่วนร่วมจริงๆ

ที่ผ่านมาสังคมมักมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของเด็ก มันเป็นเรื่องของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป เเต่การเมืองที่ขาดเด็กหรือคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสื่อสารในจุดนี้ เราจึงอยากเข้ามาเป็นตัวสื่อสาร เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งส่วนนี้ขาดไป ดังคำว่าที่ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแต่ผู้ใหญ่”

“เป้าหมายทางการเมือง ผมไม่จำเป็นต้องเป็นส.ส.หรือรัฐมนตรี แต่ขอให้เราได้แสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้หรือทำอะไรก็ได้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่า ผมเข้ามาในวงการการเมืองที่ตัวเองเปรียบเหมือนแก้วเปล่า ที่พร้อมจะให้เติมอะไรลงไป”

“พรพรหม วิกิตเศรษฐ์”เลือกตั้งพน.พรรคคือจุดเริ่มประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/347535

“พรพรหม วิกิตเศรษฐ์”เลือกตั้งพน.พรรคคือจุดเริ่มประชาธิปไตย

คนในข่าว  :  11 ต.ค. 2561
พนิช วิกิตเศรษฐ์,พรพรหม วิกิตเศรษฐ์,หัวหน้าพรรค,ประชาธิปไตย

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ “เลือกตั้งหัวหน้าพรรคคือจุดเริ่มประชาธิปไตย” : คอลัมน์… ตลาดความคิด  รุ่นใหม่การเมือง

หนึ่งในเลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์ “พรพรหม” บุตรชาย พนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเลือดใหม่ปชป.เเละเข้าพรรคในช่วงจังหวะชิงตำเเหน่งหัวหน้าพรรคก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ในต้นปีหน้า

พรพรหม กล่าวถึงการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคค่ายสีฟ้าว่า “การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ มีความรู้สึกตื่นเต้น เพราะพรรคเราเป็นพรรคแรกที่เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมเช่นนี้ ซึ่งผมเคยสังเกตการณ์กระบวนการดังกล่าวที่ต่างประเทศมาก่อน ดีใจที่พรรคมีระบบเลือกหัวหน้าพรรคเช่นนี้ มันคือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ที่ให้สมาชิกเลือกคนที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเลือกครั้งนี้อาจไม่ได้คนดีที่สุด นั่นหมายความว่าครั้งต่อไปพวกเขาก็ต้องเลือกคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีโอกาสเลือกได้ตลอด ซึ่งมันคือระบอบประชาธิปไตยในพรรค”

“ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ต้องกล่าวว่าดีใจที่มีส่วนร่วมกับพรรคนี้ และได้ทำงานภายในพรรค ซึ่งพรรคอื่นๆ บางพรรคอาจทำไม่ได้เหมือนพรรคเรา เพราะมีสมาชิกน้อย แต่เรามีฐานสมาชิกเดิม 2 ล้านกว่าคน ซึ่งทุกคนมีความเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน”

สำหรับกระแสวิจารณ์เรื่องการเมืองในอนาคต ที่จะมีการมาของนายกฯคนนอกนั้น พรพรหม กล่าวว่า ตอบแทนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ แต่ถ้าส่วนตัวแล้ว แน่นอนว่าจะไม่ยกมือสนับสนุนนายกฯ คนนอกแน่นอน แต่จะยอมรับรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชนเป็นผู้เลือก โดยที่ ส.ว.ไม่มีส่วนมาเกี่ยวข้องเลย

ส่วนการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรพรหม กล่าวว่า “ครั้งล่าสุดที่ผมมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกก็ตอนอายุ 18 ปี มาตอนนี้ก็มีวัยรุ่นอีกหลายๆ คนที่จะได้ใช้สิทธิเป็นครั้งแรก เชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะต้องมีความตื่นเต้น และตื่นตัวต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างแน่นอน”

เเต่พรพรหมจะได้ลงสมัคร ส.ส.พรรคสีฟ้าหรือไม่นั้น รอดูผลการชิงหัวหน้าพรรคให้เสร็จสิ้น จากนั้นหน้าใหม่ปชป.คงจะทยอยเปิดตัวต่อสังคม

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก “การเเก้ปัญหาต้องผ่านรัฐสภา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/347352

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก “การเเก้ปัญหาต้องผ่านรัฐสภา”

คนในข่าว  :  10 ต.ค. 2561
พลออาทิตย์ กำลังเอก,พลอฐิติวัจน์ กำลังเอก,พรรคชาติพัฒนา,รัฐสภา,แก้ปัญหา,การเมือง,เลือกตั้ง,บิ๊กซัน

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก พรรคชาติพัฒนา”การเเก้ปัญหาต้องผ่านรัฐสภา” : คอลัมน์… ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

“บิ๊กซัน” คือฉายาของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เเละเมื่อพ้นวาระการครองเครื่องเเบบ “วีรบุรุษสะพานมัฆวาน” ก็ลงสนามการเมืองด้วยการเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย

“ปวงชนชาวไทย” คือพรรคการเมืองที่บิ๊กซันตั้งขึ้น เเละเป็นจุดสตาร์ทของพรรคชาติพัฒนาเมื่อหลายสิบปีก่อน เเละเมื่อ “อาทิตย์อัสดง” ทายาทของบิ๊กซันคือ “พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก” ก็พร้อมสานเจตนาของบิดาบนสนามการเมือง

“บิดาของผม เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคปวงชนชาวไทย และทำงานร่วมกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รวมถึงสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จากพรรคปวงชนชาวไทยมาเป็นพรรคชาติพัฒนา ผมคลุกคลีอยู่กับพล.อ.อาทิตย์ ได้รู้และเห็นแนวทางทางการเมืองมาตั้งแต่เด็ก

ในฐานะที่เคยร่วมวงคนทำงานปฏิรูปการเมือง (สภาปฏิรูปแห่งชาติ, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ล่าสุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ) จึงเห็นและรับรู้สำหรับเสียงของคนที่กล่าวถึงนักการเมือง โดยส่วนใหญ่จะพูดในทางไม่ดี ผมจึงต้องการเข้ามาเป็นนักการเมืองเพื่อเป็นแบบอย่างให้สังคมเห็นว่านักการเมืองน้ำดี และปฏิบัติตัวดีๆ ยังมีอยู่”

“ขณะเดียวกันผมเป็นนายทหารที่ทำงานอยู่พื้นที่ชนบท (จ.อุบลราชธานี) จึงเห็นว่าพื้นที่ต่างจังหวัดยังมีปัญหาอยู่มาก ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำและความยากจน จึงคิดว่าเมื่อเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วจะสามารถผลักดันแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ได้”

การเมืองสไตล์ พล.อ.ฐิติวัจน์ จะเป็นแบบไหนนั้น เสธ.เอ็กซ์ ตอบว่า

“ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ยึดถือคำพูดเป็นนาย ดังนั้นหากสรุปคือ พูดจริงและทำจริง ขณะเดียวกันยังพร้อมยึดแนวทางปรองดอง ร่วมทำงานกับทุกฝ่าย”

ส่วนอุดมการณ์และแนวคิดรวมถึงนโยบายทางการเมืองนั้น คำตอบที่ได้รับคือ

“ผมให้ความสนใจและสำคัญต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความปรองดอง ตามปณิธานของ พล.อ.ชาติชาย ที่มีอยู่เดิม คือหันหน้าเข้าหากัน สร้างสรรค์เศรษฐกิจใหม่ ดังนั้นสิ่งที่หวังจะขับเคลื่อนคือการแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง คือการขับเคลื่อนผ่านรัฐสภา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องหาแรงสนับสนุนพรรคผ่านการเลือกตั้ง”
เมื่อหวนมองสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เเละการตัดสินใจในคราวนี้นั้น

เสธ.เอ็กซ์บอกว่า “เป็นความเห็นส่วนตัว ปมหนึ่งที่ยังไม่คลี่คลาย คือ ความปรองดอง เพราะยังพบการแข่งขันแย่งชิงตำแหน่ง ดังนั้นสิ่งสำคัญต้องสร้างสำนึกให้ประชาชน”

“ขณะที่ภาพรวมของการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนตัวผมชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพราะเป็นนายทหารที่ทำงานเก่ง ส่วนการเข้ามาเป็นนายกฯ นั้น ถือเป็นการเข้ามาโดยอุบัติเหตุ สิ่งที่ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะลงสนามการเมือง เพราะการจะสนับสนุนหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของพรรคชาติพัฒนาจะตัดสิน”

“เพื่อนสมคิด” ลิขิตแห่งดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/346843

“เพื่อนสมคิด” ลิขิตแห่งดวงดาว

คนในข่าว  :  6 ต.ค. 2561
อุตตม สาวนายน,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

“เพื่อนสมคิด” ลิขิตแห่งดวงดาว

มากกว่า “สามมิตร” คือ “มวลหมู่มหามิตร” มิใช่ลีลาโวหาร หากแต่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ได้กลั่นกรองแล้ว จึงปักธงเหนือสมรภูมิเลือกตั้ง ด้วยมุ่งหวัง “กำลัง” ของเพื่อนมิตรพิชิตชัย และบรรลุพันธกิจสานต่อ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองแค่ไหน แต่ทีมงานของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ยังเดินหน้าสู่กระบวนการจัดตัั้งพรรคการเมืองให้แล้วเสร็จทันฤดูกาลเลือกตั้งที่จะมาถึงต้นปีหน้า

วันก่อน “อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้า “พรรคพลังประชารัฐ” ได้เข้าขอจดจัดตั้งพรรคให้ถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดแรก ยังประกอบด้วย “ทีมสมคิด” อีก 3 คนคือ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค, “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นรองหัวหน้าพรรค และ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกพรรค

อย่างที่ทราบกัน โครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐจะมีนักการเมืองที่มีประสบการณ์มาร่วมงานด้วยหลายกลุ่ม ซึ่งกลุ่มก้อนที่ตกเป็นข่าวฮือฮาคือ “กลุ่มสามมิตร”

“ผมกลับสู่การเมืองเพราะคุณสมคิด (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ขอให้มาช่วย บอกว่าจะทำพรรคที่เป็นมิตรกับทุกพรรค พรรคที่ทำนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำพรรคเพื่อให้หลุดพ้นจากความขัดแย้ง ผมคุยกับท่านสมคิดตั้งแต่ยังไม่มีชื่อพรรค อย่างนี้ผมจะนำกลุ่มสามมิตรไปสังกัดพรรคอื่นได้ยังไง”

เป็นครั้งแรกที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เปิดเผยเบื้องหลังการก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ แต่เรื่องความสัมพันธ์ของ “สมคิด-สุริยะ” ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายของคนทั่วไป

 

คำบอกเล่าของสุริยะ ทำให้นึกเห็นภาพข่าวที่ “สมคิด” ไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพ “ประเสริฐ เทพสุทิน” บิดาของสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่วัดคลองโป่ง ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เมื่อ 18 กรกฎาคม 2558 ซึ่งค่ืนนั้น สุริยะได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก หลังมีข่าวว่าป่วยหนักมาก่อนหน้านี้

ถัดมาไม่ถึงเดือนสมคิดจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในรัฐบาลประยุทธ์ และมีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

ย่างเข้าหน้าฝนปีนี้ สมศักดิ์ เทพสุทิน กับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกเดินสายพบปะอดีตส.ส. ในนาม “กลุ่มสามมิตร” นักวิเคราะห์ข่าวทั้งหลายก็ขานชื่อ “3 ส.” ออกมาทันที ประกอบด้วย ส.สมคิด ส.สุริยะ และ ส.สมศักดิ์

ปะหน้านักข่าว สมคิดจึงถูกซักไซ้เรื่องกลุ่มสามมิตร ก็เลยตอบเลี่ยงๆไปว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น และไม่ใช่แค่สามมิตร เป็นมวลหมู่มหามิตรเลย เป็นเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น วงการเมืองคือเพื่อนๆ กัน”

คำว่า “มวลหมู่มหามิตร” ไม่ใช่แค่ถ้อยวลีการเมือง แต่พิสูจน์กันมาแล้วสมัยไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ยาวนาน สมคิดได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ (สมัยโน้น) ที่เข้าได้กับทุกฝ่าย

    เบ้าหลอม “ไทยรักไทย”
“สมคิด” มาจากครอบครัวเชื้อสายจีน ด้วยฐานะที่ไม่ดีของครอบครัว ทำให้เขาต้องไปใช้ชีวิตในช่วงต้นกับญาติ เขาเติบโตกับความยากลำบากของชีวิต เนื่องจากกิจการค้าขายเล็กๆ ของบิดาต้องล้มละลายไปในช่วงที่ลืมตาดูโลก แต่สมคิดมีแรงบันดาลใจอย่างสูงในการช่วยตนเอง และการศึกษามาตัั้งแต่สมัยเรียนมัธยมจนถึงอุดมศึกษา

หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาในปี 2527 สมคิดได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านบริหารการตลาดเข้าไปทำงานให้บริษัทเอกชนหลายแห่งรวมทั้งการเป็นอาจารย์สอนที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

สมคิดกลับเมืองไทยช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เขาได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มธุรกิจที่สำคัญหลายแห่ง ทำให้เขามีความเข้าใจผู้คนต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง บุคลิกที่นุ่มนวลเข้ากับคนได้ดี กลายเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนที่รู้จักจะชอบเขาเป็นพิเศษเสมอ

“ทักษิณ ชินวัตร” ไทคูนสื่อสารเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ชักชวนให้สมคิดมาช่วยงานการเมืองตั้งแต่สมัยทักษิณเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐบาลชวน ในโควตาพรรคพลังธรรม

เมื่อทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทย สมคิดมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ได้เข้ามาช่วยทำนโยบายประชานิยม ได้แก่นโยบายช่วยเหลือชาวนาในรูปแบบต่างๆ นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นโยบายค่าโดยสารฟรี นโยบายการรักษาพยาบาลฟรี แต่ปรับแนวนโยบายให้เป็นไปตามแนวคิด 30 บาทรักษาทุกโรคของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

หลังพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็แต่งตั้งสมคิดเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และสมคิดได้รับการปรับตำแหน่งอยู่เรื่อยๆ จนหมดยุครัฐบาลทักษิณ

สมัยพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง ทักษิณมีขุนพลรอบกายต่างๆ มากมาย มีทั้งที่เปิดเผยตนเองและมีเป็นจำนวนมากที่ยินดีจะทำงานแบบเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง สมคิดก็จัดอยู่ในประเภทหลัง

สมคิด..มากมิตรการเมือง
นับแต่แยกทางจากทักษิณเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สมคิดซุ่มซ่อนสะสมเครือข่ายสายสัมพันธ์ โดยตั้งกลุ่มธรรมาธิปไตย เชื่อมร้อยกับกลุ่มต่างๆ ที่แตกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทย

ปี 2550 มีข่าวสมคิดไปร่วมงานการเมืองกับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่แสดงตนชัดเจน กระทั่งการเลือกตั้งผ่านไป สมคิดได้เร้นกายหายไปจากแวดวงการเมือง

หลายปีต่อมา สมคิดจับมือ นพ.ประเวศ วะสี ก่อตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” เป็นจุดนัดพบของภาคประชาสังคมกับภาคธุรกิจ และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ก็คือประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสัมมาชีพในยุคแรกๆ

สมคิดไม่ใช่นักวิชาการที่เพิ่งลงจากหอคอยงาช้าง หากแต่เขาสั่งสมประสบการณ์การเมืองมายาวนาน ผ่านยุคที่พรรคไทยรักไทย อุดมไปด้วยมุ้งย่อยมากมาย สมคิดย่อมรู้จักมักคุ้นกับประมุขของมุ้งการเมืองเหล่านี้เป็นอย่างดี

มิเพียงสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน เท่านั้น “กลุ่ม 16” ไล่มาแต่ สุชาติ ตันเจริญ, เนวิน ชิดชอบ, สรอรรถ กลิ่นประทุม และสนธยา คุณปลื้ม

นักการเมืองกลุ่มวังพญานาคทั้ง พินิจ จารุสมบัติ, ปรีชา เลาหพงษ์ชนะ และสิทธิชัย โควสุรัตน์ ก็รู้จักมักคุ้นกับสมคิดเป็นอย่างดี

สมรภูมิเลือกตั้ง 2562 สมคิดจำต้องพึ่ง “มวลหมู่มหามิตร” เพื่อบรรลุเป้าหมายสานต่อยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือพันธกิจของลูกผู้ชายชื่อกวง

000000000000

      “อุตตม”ประมุขพลังประชารัฐ
เอ่ยชื่อ “อุตตม สาวนายน” ในบทบาทของหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ อาจดูละอ่อนในสายตานักเลือกตั้งรุ่นเก๋า แต่หากย้อนกลับไปดูเส้นทางเดินของผู้ชายคนนี้ ก็จะพบความช่ำชองเชิงยุทธ์ไม่แพ้รุ่นพี่ที่เคารพรักคนนั้น

“อุตตม” เป็นลูกชาย “เล็ก สาวนายน” อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ที่เป็นผู้ว่า กฟน.ยาวนานถึง 10 ปี รู้จักกับสมคิดตั้งแต่สมัยที่เขาทำปริญญาโทบริหารธุรกิจ เอกการเงิน ที่ Kellogg School of Management ขณะนั้นสมคิดทำปริญญาเอก

หลังจากนั้น “สมคิด-อุตตม” กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นิด้า ต่อมา อุตตม ลาไปทำปริญญาเอกด้านการจัดการ เอกการเงิน จาก University of Massachusetts-Amherst สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบก็กลับมาสอนหนังสือต่อที่นิด้า อุตตมจึงมีโอกาสได้ร่วมงานใกล้ชิดกับรุ่นพี่-สมคิดในหลายโครงการ

เมื่อธนาคารนครหลวงไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความเป็นผู้นำ อุตตมเห็นว่าเป็นงานท้าทาย จึงอาสาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิจัยและวางแผน ได้มีโอกาสร่วมงานกับ “สม จาตุศรีพิทักษ์” พี่ชายของสมคิด ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ในขณะนั้น

ปี 2544 ชีวิตของอุตตม ก็มีเหตุต้องหักเหอีกครั้งเมื่อรุ่นพี่-สมคิดให้มาช่วยงานเต็มเวลา ในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีคลัง รัฐบาลทักษิณ

อุตตมต้องทิ้งเงินเดือน 6 หลัก และความสะดวกสบายส่วนตัว มาทำงานการเมือง เพราะความเคารพในตัวของรุ่นพี่คนนี้ที่รู้จักกันยาวนาน
กว่า 20 ปี

นับแต่ปีนั้นมา อุตตมก็ติดตามสมคิดไปนั่งในตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายกระทรวง จนกระทั่งสมคิดตกปากรับคำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มาเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ อุตตมจึงก้าวสู่ถนนการเมืองอีกครั้ง

ปี 2558 อุตตมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในรัฐบาลประยุทธ์ แต่ได้ยื่นหนังสือลาออกเพื่อให้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกระทรวงที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่

ปี 2559 อุตตมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม และปลายปีนี้ อุตตมได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม” ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/345550

“สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม” ??

คนในข่าว  :  28 ก.ย. 2561
สนธยา คุณปลื้ม,คุณตู่ปลื้ม,ประยุทธ์,บิ๊กตู่,นายกเมืองพัทยา,ม44

“สนธยา” คุณปลื้ม ?? ใครปลื้มบ้างไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ใจคือ “บิ๊กตู่” น่าจะปลื้ม !!

               จู่ๆ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ ก็ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้งให้ “สนธยา คุณปลื้ม” เป็น “นายกเมืองพัทยา” ทั้งที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่งเปิดทำเนียบรับ “สนธยา” และน้องชายอีกคนคือ “อิทธิพล คุณปลื้ม” มาช่วยงาน

               ครั้งนั้น “บิ๊กตู่” ให้ “สนธยา” มาทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษานายกฯ ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน” ส่วน อิทธิพล มีตำแหน่ง “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ” ซึ่งต่อมามอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

               หลังจากการเซ็นแต่งตั้งครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้เซ็นแต่งตั้งจริง แต่เป็นตามขั้นตอนของส่วนราชการ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอมา

               “เมื่อตรวจสอบไม่มีอะไรเสียหายก็อนุมัติตามขั้นตอนนายสนธยาจะมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และให้คำปรึกษา ซึ่งผมก็ต้องฟังเพราะจำเป็นต้องมีฝ่ายการเมืองมาให้คำปรึกษาบ้างเพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้ตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่เพราะวันนี้กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งจึงจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้มาให้คำปรึกษา เนื่องจากส่วนตัวไม่รู้ว่าที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองได้ดำเนินการมาอย่างไรบ้าง” ท่าทีของบิ๊กตู่ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม เพราะก่อนหน้านั้นเคยแสดงอาการรังเกียจนักการเมือง

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านต่อ…”บิ๊กตู่” ไม่รังเกียจ “ตระกูลคุณปลื้ม”)

               ขณะที่ครั้งนั้นนายสนธยาให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 27 เมษายน ว่า “เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมืองโดยได้รับการทาบทามเข้ามาช่วยงานเกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ(อีอีซี) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายหรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องของการเมืองว่าต้องหนุนหรือไม่หนุน”

               แต่ก็บอกว่า “การเข้ามาก็สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว ถ้าไม่สนับสนุนหรือเห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่เข้ามานั่งทำงานร่วมด้วย แต่ในส่วนที่ว่าเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันหรือไม่นั้นวันนี้ยังไม่มีการเลือกตั้ง และยังไม่มีการประกาศแนวทางทางการเมืองที่ชัดเจน เราก็ต้องมองอนาคตข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร”

               ผ่านมา 5 เดือน พล.อ.ประยุทธ์เซ็นใหม่ ตั้ง “สนธยา” ให้ไปเป็น “นายกเมืองพัทยา” ซึ่งนายสนธยาต้องลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เพราะตาม พ.ร.บ.เมืองพัทยา ห้ามผู้บริหารเมืองพัทยาเป็นข้าราชการการเมือง

               ในการคำสั่งแต่งตั้งนายสนธยาครั้งนี้ ให้เหตุผลว่า “เมืองพัทยาซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน พัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ จัดให้มีกิจกรรมภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร จัดทําโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาเมืองให้ทันสมัยระดับนานาชาติ…จึงมีความจําเป็นต้องได้มาซึ่งนายกเมืองพัทยาและผู้บริหารเมืองพัทยาที่มีศักยภาพสูง พร้อมด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ต่อการสนับสนุนกิจกรรมและการดําเนินการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมทั้งเป็นการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นอันจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปประเทศ”

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านละเอียด…คลิก)

 

               โดยสรุปมีเหตุผล 2 ประเด็น คือ หนึ่ง เมืองพัทยาจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอีอีซี โครงการที่รัฐบาลกำลังทำ และสอง นายสนธยา เป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถ

               นายกฯ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เป็นการแต่งตั้งตามความเหมาะสม ขออย่ามองเป็นเรื่องการเมือง”

               พล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกด้วยว่าครั้งที่แล้วก็เป็นคนแต่งตั้งนายกเมืองพัทยา ที่ปรับย้ายไม่ใช่เพราะมีความผิดอะไร เพียงแต่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ผ่านมาอาจจะเน้นเรื่องความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก ขณะนี้กำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจ เรื่องอีอีซี ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนที่มีความชำนาญเรื่องเหล่านี้ มีความคุ้นเคยกับพื้นที่

               “อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองหมด เพราะถ้ามองเป็นการเมืองไปหมดก็ทำอะไรไม่ได้ ขยับอะไรก็เป็นการเมืองหมด ไม่ได้หรอก เพราะคนที่ทำงานก็มีอยู่ไม่กี่คนที่จะเข้ามาช่วยผม หลายคนก็เป็นห่วงเป็นใยแต่ก็ไม่โอเคที่จะเข้ามาเอง”

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

​​(อ่านต่อ…มาตรา 44 ตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” นายกเมืองพัทยา)

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านต่อ…”บิ๊กตู่” แจงงัด “ม.44” ตั้ง “สนธยา” นั่ง “นายกเมืองพัทยา”)

               สำหรับตำแหน่งนายกเมืองพัทยานี้ จากประกาศ คสช. ออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีที่นายกหมดวาระหรือตำแหน่งว่างลง ทำให้ในช่วงแรกหลังจาก “อิทธิพล คุณปลื้ม” พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระในเดือนมิถุนายน 2559 ปลัดเมืองพัทยาจึงมาทำหน้าที่เป็นนายกเมืองพัทยา แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 สั่งให้ “พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี” ซึ่งเดิมเป็นรองประธานสภาเมืองพัทยามาเป็นนายกเมืองพัทยาแทนปลัด

               เหตุผลในการตั้ง พล.ต.ต.อนันต์ ครั้งนั้น คือ “เนื่องจากการบริหารจัดการเมืองพัทยา ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการที่มีศักยภาพสูง ในการประสานงานกับราชการส่วนกลางทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การปกครอง ตลอดจนการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงภาคประชาชนอย่างมีเอกภาพทั้งต้องเป็นผู้มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ และสามารถบริหารงบประมาณบังคับบัญชาบุคลากร ตลอดจนบริหารงานบุคคลให้ได้อย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่พนักงานและลูกจ้างเมืองพัทยา และภาคประชาชน โดยเฉพาะในการรักษาความสะอาดการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การแก้ปัญหาการจราจร การพัฒนาชุมชน การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของเมืองท่องเที่ยว และปัญหาเร่งด่วนต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล”

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านละเอียด…คลิก)

               ด้วยเมื่อครั้งมีการตั้ง พล.ต.ต.อนันต์ มาเป็นนายกเมืองพัทยาแทนปลัด ก็ให้เหตุผลเพราะ “มีศักยภาพสูง” จึงอดไม่ได้ที่จะมีการตั้งคำถามว่าทำไมต้องเปลี่ยนอีกครั้ง ถึงแม้ตอนนั้นไม่ได้พูดถึงนโยบายอีอีซีของรัฐบาล แต่รายละเอียดที่เขียนไว้ก็ถือว่าครอบคลุมหากไม่ใช่เพราะเรื่องการเมือง ?

               อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในเมื่อ “อิทธิพล คุณปลื้ม” เคยดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยามาก่อน โดยเขาดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 2 สมัย คือ ปี 2551-2559 จึงมีคำถามว่า ทำไมไม่ให้ “อิทธิพล” กลับไปเป็นนายกเมืองพัทยา ?

               คำตอบอาจเพราะว่า ตอนนี้มีการวางตัวให้ “อิทธิพล” ไปเป็นผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่ถูกวางให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

               อีกกรณีที่มองข้ามไม่ได้ว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลคุณปลื้มเข้ามาช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่คือ การที่กระทรวงยุติธรรมอนุมัติการพักโทษให้ “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม อดีตผู้กว้างขวางในภาคตะวันออก ผู้พ่อในวัย 80 ปี ที่ถูกจับตัวได้เมื่อต้นปี 2556 ระหว่างหนีคดีร่วมกันทุจริตการซื้อขายที่ดินทิ้งขยะเขาไม้แก้วที่ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 4 เดือน และคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูร ที่ศาลพิพากษาจำคุก 25 ปี (อ่านต่อ…ลำดับเวลา2คดีจำคุก’กำนันเป๊าะ’) ไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วด้วยเหตุผล “เจ็บป่วยร้ายแรง เป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย มีอายุเกิน 70 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้”

               โดยช่วงที่ “พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เซ็นอนุมัติพักโทษให้กำนันเป๊าะ ก็มีกระแสข่าวเรื่องการเจรจากับนักการเมืองตระกูลคุณปลื้ม เพื่อขอให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ซึ่งในที่สุดในเดือนเมษายน ปีนี้ สองพี่น้องตระกูลคุณปลื้มก็เข้ามาช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ จนนำมาถึงการแต่งตั้งให้นายสนธยา กลับไปคุมพื้นที่พัทยาในฐานะนายกเมืองพัทยา

               นั่นคือ ข้อมูลด้านหนึ่ง

               แต่ถ้าถามว่า “สนธยา” มีดีอะไร จึงทำให้ “บิ๊กตู่” ปลื้ม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญถึงสองครั้งในรอบ 5 เดือน ก็คงต้องพิจารณาจากโพรไฟล์ของเขา

               สนธยากำลังจะอายุครบ 55 ปี ในเดือนหน้า เขาเป็นลูกชายคนโตของกำนันเป๊าะ เป็น ส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2535 โดยสังกัดพรรคสามัคคีธรรมของ “ณรงค์ วงศ์วรรณ” ที่สนับสนุน “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เป็นนายกฯ หลังเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ส.ส.พรรคสามัคคีธรรมแตกไปอยู่หลายพรรค สนธยาย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

               ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2538 เขาย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทย และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่ “กลุ่ม 16” ที่มี “เนวิน ชิดชอบ” และ “สุชาติ ตันเจริญ” เป็นแกนนำ และเขาเป็นสมาชิกอยู่ด้วยกำลังเฟื่องฟู

               ต่อมา สนธยายังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาล “ชวน 2”

               ในปี 2544 สนธยาได้ขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีว่าการครั้งแรกที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และต่อมามีการปรับให้ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ตั้งขึ้นใหม่

               ปี 2548 ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทยและถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี หลังจากพรรคไทยรักไทยถูกยุบ เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วย ที่เรียกว่า “สมาชิกบ้านเลขที่ 111”

               ในปี 2554 หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้เป็นนายกฯ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สนธยา จึงส่งภรรยา คือ “สุกุมล คุณปลื้ม” มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเมื่อนายสนธยาพ้นโทษแบน เขาก็กลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแทนภรรยา

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(สนธยา และภรรยา)

               ปัจจุบันเขามีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังชลด้วย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงอยู่ที่ จ.ชลบุรี ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะพาอดีต ส.ส.จากพรรคพลังชล มาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่

               นอกจากนี้ เขายังมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมกีฬาจังหวัดชลบุรี และประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลชลบุรี ที่มี “วิทยา คุณปลื้ม” น้องชายอีกคนที่เคยเข้ามาโลดแล่นอยู่ในการเมืองสนามใหญ่ด้วย เป็นประธาน

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(สนธยา กับ วิทยา น้องชาย และ นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ อดีต ส.ส.ชลบุรี)

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

               แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอให้ “บิ๊กตู่” ปลื้ม ??

====================

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์