‘เกศปรียา แก้วแสนเมือง’ เชื่อในโอกาสเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/352289

‘เกศปรียา แก้วแสนเมือง’ เชื่อในโอกาสเพื่อการเปลี่ยนแปลง

คนในข่าว  :  15 พ.ย. 2561
เกศปรียา แก้วแสนเมือง,อดีตผู้ประกาศข่าว,พรรคเพื่อชาติ

เชื่อในโอกาสเพื่อการเปลี่ยนแปลง ‘เกศปรียา แก้วแสนเมือง’ พรรคเพื่อชาติ : คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เพื่อชาติ” หนึ่งในพรรคที่หลายคนมองว่าเป็นพรรคของคนเสื้อแดงที่แยกตัวมาจากเพื่อไทย เพราะแกนนำที่ทำหน้าที่กองเชียร์อย่าง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” และ “จตุพร พรหมพันธุ์” ถือว่าเป็นขุนพลชั้นนำของเพื่อไทยและนปช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

“เกศปรียา แก้วแสนเมือง” อดีตผู้ประกาศข่าวที่ผันตัวมาสวมเสื้อคนการเมืองกับพรรคเพื่อชาติที่ถือว่าเป็นหน้าใหม่และรุ่นใหม่บนเวทีนี้

หญิงสาวจากเมืองขอนแก่น วัย 28 ปี มีดีกรี ป.โท วารสารศาสตร์ จากสำนักท่าพระจันทร์ โดยหลายคนไม่เคยรู้จักในแวดวงการเมืองมาก่อน แต่วันนี้ “เดียร์” จะลงสมัคร ส.ส.จัดสรรปันส่วนผสมกับพรรคเพื่อชาติ และรอว่าผู้ใหญ่ในพรรคจะมอบหน้าที่ใดให้ทำงาน

“เดียร์” ระบุว่า แต่เดิมนั้นไม่ค่อยสนใจการเมืองแต่ในช่วงที่ทำงานทีวีก็พบว่าผู้หญิงในหลากเวทีมีบทบาทน้อย รวมทั้งคนรุ่นใหม่ด้วยที่ผู้ใหญ่บางคนสอนว่าอย่าไปยุ่งการเมือง ทั้งๆ ที่การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากสุด เช่น หากผู้หญิงมีลูกก็มีกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิของเด็กแรกเกิดแล้ว จากนั้นก็ต้องไปโรงเรียน รัฐต้องดูแลสวัสดิการเหล่านี้ เป็นต้น

ในฐานะผู้หญิงและคนรุ่นใหม่อยากใช้โอกาสที่ผู้ใหญ่ชวนให้มาทำงานการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลง ตอนแรกที่ผู้ใหญ่ในพรรคมาชวนก็คิดหลายครั้งแต่เมื่อตกผลึกแล้วก็คิดว่าโอกาสคือการเปลี่ยนแปลง จึงขออาสามาทำหน้าที่นี้ ทั้งๆที่ตนไม่ใช่คนโด่งดังในสังคม แต่เมื่อพรรคให้โอกาสก็ขอใช้โอกาสเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น

รัฐสภาเมืองไทยมีผู้หญิงที่ทำงานการเมืองร้อยละ 6 เท่านั้น ทั้งๆ ที่บทบาทของผู้หญิงในสังคมถือว่าไม่น้อยกว่าผู้ชาย และอยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้หญิงน่าจะได้มีโอกาสบนเวทีการเมืองเพิ่มขึ้น

“ตอนที่มาพรรคนี้ช่วงแรกอึดอัด ไม่รู้จักใคร และมีผู้ชายเยอะ ก็กังวลนะ(ยิ้ม) แต่เมื่อได้แสดงความเห็นกับผู้ใหญ่ในพรรคก็พบว่ามีความเป็นมิตรและให้เดียร์แสดงทัศนะเพื่อบรรจุไว้ในร่างนโยบายพรรค ตรงนี้คือประสบการณ์ชีวิตอีกขั้นหนึ่ง”

“ถามว่ามาพรรคนี้กังวลไหม ตอนแรกก็กังวลบ้าง เมื่อได้สอบถามทางบ้านแล้วและตัดสินใจแล้ว เราตัดสินใจแบบนี้ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

จากเวทีนางงามสู่ถนนการเมือง”เชอรี่” เมลิสา พรรคชาติพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/352161

จากเวทีนางงามสู่ถนนการเมือง”เชอรี่” เมลิสา พรรคชาติพัฒนา

คนในข่าว  :  14 พ.ย. 2561
เมลิสา มหาพล,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,เชอรี่,พรรคชาติพัฒนา,เวทีนางวาม,ถนนการเมือง

จากเวทีนางงามสู่ถนนการเมือง”เชอรี่” เมลิสา มหาพล พรรคชาติพัฒนา : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

ไม่นานมานี้ “พรรคชาติพัฒนา” เปิดตัว “เชอรี่” เมลิสา มหาพล อดีตมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 2549 เป็นสมาชิกพรรค ถือว่าสร้างความฮือฮาไม่น้อย เพราะ “เชอรี่” ถือเป็น “นางงาม” อีกคนที่เปิดตัวลงสู่ “สนามการเมือง”

ในการประชุมพรรคชาติพัฒนา วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่มีวาระ เลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ “เชอรี่” ถูกวางตัวให้เป็นทีมงานประชาสัมพันธ์ และรั้งตำแหน่ง “รองโฆษกพรรค” เพื่อใช้จุดเด่น ความเป็นนางงาม ดีกรีดอกเตอร์ เข้าถึงประชาชน

ด้วยบุคลิกที่เคยผ่านงานประกวดระดับชาติ และไปไกลถึงระดับโลก แถมขณะนี้ยังมีงานพิธีกร เเละอีเวนท์ “เชอรี่” บอกว่า คืองานที่ถนัด และด้วยความสวยที่พ่วงด้วย “ปริญญาเอก” จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จึงเป็นเครื่องการันตีว่า “งานสื่อสาร” เป็นเรื่องที่ไม่ต้องห่วง

แต่ในสมรภูมิการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ และวันข้างหน้าไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง “อดีตมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2549” บอกว่าไม่กลัว โดยเฉพาะการขุดคุ้ยเรื่องฉาวมาโจมตี

“ตั้งแต่ลงประกวดเวทีนางงาม เจอมาตลอดทั้งการขุดคุ้ยและโจมตี ซึ่งเราสามารถผ่านมาได้ ดังนั้นจากนี้ไปคงไม่มีอะไรที่น่าหวั่นใจ และด้วยความตั้งใจที่อยากทำงานรับใช้สังคมฐานะนักการเมือง จึงไม่ห่วงหรือกลัวอะไรกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

กับก้าวแรกบน “ถนนการเมือง” ในสายตานางงาม “เชอรี่” บอกว่า เต็มไปด้วยความท้าทาย และจากที่ทำงานเพื่อสังคมมาพอสมควร ทำให้เห็นว่า เวทีการเมืองคือ การเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้เข้าถึงปัญหาและนำปัญหาไปสู่การแก้ไขได้ในวงกว้าง

“หากใครจำได้ ตอนขึ้นเวทีประกวดนางงาม เชอรี่เคยบอกว่าตอนเด็กๆ ถูกลักพาตัว และเป็นความโชคดีที่รอดมาได้ นั่นเป็นจุดหนึ่งที่เราคิดว่าหากเรามีโอกาสสิ่งที่ต้องถูกยกระดับให้มากๆ คือ เรื่องสวัสดิภาพเด็ก ผู้ด้อยโอกาส เพราะไม่อยากเห็นเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส ถูกใครรังแกหรือตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีอีก และปัจจุบันปัญหาสังคมเกิดขึ้นเยอะมาก ดังนั้นอยากจะเข้าไปช่วยให้การแก้ไขปัญหาทำได้จริง”
สำหรับแนวคิดนี้…จากเวทีนางงาม เมื่อปี 2549 ที่มีโอกาสสัมผัสงานด้านสังคมต่างๆ ผ่านไป 12 ปี ทำไมเพิ่งคิดและตัดสินใจลงสนามการเมือง ? ซึ่ง “เชอรี่” บอกว่า ปีนี้อายุครบ 36 ปีแล้ว และเคยบอกตัวเองว่า พร้อมแล้ว ที่ผ่านมายอมรับมีหลายพรรคการเมืองทาบทามให้ไปร่วมงาน แต่ปฏิเสธไปทุกครั้งเพราะคิดว่ายังไม่พร้อม แต่เมื่อได้มาเจอผู้ใหญ่ในพรรคชาติพัฒนา ได้คุยและแลกเปลี่ยนความเห็น ทำให้เห็นแนวทางและงานที่เราอยากทำชัดเจนขึ้น จึงตัดสินใจลงสู่สนามการเมือง

“กับโอกาสลงสู่สนามการเมือง ในนามผู้สมัคร ส.ส. แม้ตอนนี้ยังต้องรอการตัดสินใจอีกครั้งจากคนที่เกี่ยวข้อง แต่หากได้รับโอกาสก็พร้อมทำเต็มที่ โดยการเมืองสไตล์เชอรี่คือการใช้ความเป็นผู้หญิงที่มีความอ่อนหวานเข้าหาประชาชน เพราะเชื่อว่าการเมืองยุคนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยคำโจมตี ด่าทอ หรือดิสเครดิตใครเพื่อชนะเลือกตั้งต่อไป”

ลุงกำนันเป็นโค้ช เราทำหน้าที่พลเมือง ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/351898

ลุงกำนันเป็นโค้ช เราทำหน้าที่พลเมือง ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล

คนในข่าว  :  12 พ.ย. 2561
บั๋ม,ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล,พรรรวมพลังประชาชาติไทย,พรรคลุงกำนัน,ลุงกำนัน,กำนันสุเทพ,กปปส

“คุณลุงก็คือคนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ ถ้าเรามีอุดมการณ์ เราก็ไม่สามารถทิ้งอุดมการณ์นั้นโดยที่เพิกเฉย”

          ใครเปิดไปดูเฟซบุคแฟนเพจของ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่ ลุงกำนัน “สุเทพ เทือกสุบรรณ”กำลังนำทีมเดินคารวะแผ่นดินอยู่ทั่วไทยตอนนี้

          ช่วงไม่กี่วันก่อน มีหน้าสวยใสของหญิงสาวคนหนึ่งที่มาในนาม “ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย” กับลีลาการพูดจาฉะฉานว่า ทำไม รปช. จึงเชิญ “สุเทพ” มาเป็นที่ปรึกษาพรรค

ลุงกำนันเป็นโค้ช เราทำหน้าที่พลเมือง ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล

          “คุณลุงก็คือคนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ ถ้าเรามีอุดมการณ์ เราก็ไม่สามารถทิ้งอุดมการณ์นั้นโดยที่เพิกเฉย ตอนนี้บ้านเมืองจำเป็นต้องปฏิรูป เราต้องเข้ามาทำอะไรสักอย่างที่จะช่วยปฏิรูปประเทศต่อไปข้างหน้าได้ มันคือหน้าที่พลเมืองหนึ่งคนที่มีอุดมการณ์แน่วแน่ และมีพรรคการเมืองหนึ่งพรรคที่ตั้งขึ้นมา พรรคที่จำเป็นจะต้องมีโค้ช คุณลุงรับหน้าที่เป็นโค้ช เป็นแค่พลเมืองหนึ่งคนที่มีอุดมการณ์แน่วแน่ และไม่ทิ้งความฝัน”

          เธอผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ “บั๋ม ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล” บุตรสาวของ “บรรเจิด เหล่าปิยะสกุล” อดีตเลขานุการส่วนตัว คนสนิทของลุงกำนันเราดีๆ นี่เอง มารดาคือ “รัตนา เหล่าปิยะสกุล” มีพี่ชายฝาแฝดอีกสองคน คือ บิ๊กกับเบิร์ด “จิรวงศ์” และ “จิรพงศ์”

ลุงกำนันเป็นโค้ช เราทำหน้าที่พลเมือง ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล

          บั๋ม ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล เกิดวันที่ 5 กรกฎาคม 2529 ปัจจุบันอายุ 32 ปี เดิมชื่อ “จิรนันท์” แต่เพิ่งเปลี่ยนเป็น “ธารจิรา” ช่วงปี 2561 นี้เอง

          จากเด็กสาวจากภาคใต้ เมื่อเข้าสู่วัยมัธยม บิดาได้วางแผนเรื่องคอนเนคชั่นให้เธอมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงจัดแจงให้มาเรียนร.ร.วัฒนาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ

          โดยเธอเองก็เพิ่งรู้ตอนโตว่า การเรียนที่ ร.ร.นี้สามารถสร้างคอนเนคชั่นให้กับตนเองได้เยอะ โดยทุกวันนี้เครือข่ายเพื่อนฝูงยังช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี

          ต่อมาเธอเรียนต่อเอกมนุษย์ศาสตร์ภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แล้วไปต่อปริญญาโทที่ กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในสายการตลาด

ลุงกำนันเป็นโค้ช เราทำหน้าที่พลเมือง ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล

          เจ้าตัวเคยเล่าในรายการ ผู้หญิงมหัศจรรย์ Wonder Woman ช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ตอนที่เรียน ป.โทไปได้เกือบจบ ก็มาค้นพบว่าชอบงานโรงแรม ก็เลยลงเรียนต่อในสาขาการโรงแรมอีกใบ

          จนเมื่อเรียบจบก็มาช่วยงานที่บ้านทำกิจการโรงแรม “ไอยรา วิลล่า” อ.เขาหลัก จ.พังงา

          ต่อมาเริ่มสนใจงาน Wedding Planner ที่เริ่มจากเพื่อนฝูงมาขอให้ช่วยเป็นแม่งานให้ ด้วยความที่รสนิยมดี ชอบจัดการสิ่งต่างๆ มาตั้งแต่ทำโรงแรม

          ที่สุดก็พบว่าเป็นงานที่รักและมีความถนัดอย่างมาก ทุดวันนี้เธอกลายมาเป็นผู้จัดงานแต่งงานอย่างเต็มตัว และได้รับการยอมรับ ส่งต่อกันปากต่อปาก แม้เพียงรันมาแล้ว 2 ปีเศษก็ตาม

ลุงกำนันเป็นโค้ช เราทำหน้าที่พลเมือง ธารจิรา เหล่าปิยะสกุล

          อย่างไรก็ดี ด้วยความที่เป็นลูกสะตอด้วยกัน ครอบครัวมีความสนิทสนมกับตระกูล “เทือกสุบรรณ” อย่างถึง “วงใน” เมื่อใดที่ลุงกำนันมีภารกิจ จึงไม่แปลกที่สาวบั๋มจะเข้าไปร่วมด้วยช่วยกัน

          บางคนจะคุ้นหน้าเธอจากความเป็น “สมาชิกกลุ่มแนวร่วม กปปส’56” มาก่อนหน้านี้ ซึ่งบั๋มก็ได้เข้าร่วมเป่าจนนกหวีดสึกไปหลายอันอยู่!

          มาวันนี้ เมื่อลุงกำนันกลับมาสานต่อภารกิจ “ปฏิรูปประเทศ” ทายาทของ บรรเจิด เหล่าปิยะสกุล คนนี้จึงเอาบ้าง

          แม้จะตั้งต้นในฐานะของ “ผู้ร่วมก่อตั้ง” พรรค รปช. และช่วยลุงกำนันเดินสายแจกเอกสารพรรคอย่างไม่กลัวผิวเสีย

          แต่หลังจากนี้ถนนสายการเมืองของเธอ จะเดินไปไกลขนาดไหน น่าติดตามยิ่ง!!

//////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค Bam Laopiyasakul

ส่อง “สงกรานต์”ผู้ชายปลายฝนชนหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/351709

ส่อง “สงกรานต์”ผู้ชายปลายฝนชนหนาว

คนในข่าว  :  10 พ.ย. 2561
สงกรานต์ เตชะณรงค์

ส่อง “สงกรานต์”ผู้ชายปลายฝนชนหนาว  : รายงาน

และแล้ว หลังจากที่ครบ 1 ปีพอดี ที่ สงกรานต์ เตชะณรงค์ ประกาศเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2560 ว่าจะไม่ยอมเลิกรากับศรีภรรยา แอฟ ทักษอร (ขณะยังเป็นเตชะณรงค์) แน่นอน

พอเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ผู้ชายคนเดียวกันนี้ที่เป็นฝ่ายโทรไปง้ออดีตเมีย ให้มาเซ็นใบหย่าเองเสร็จสรรพ ! (อ่าน http://www.komchadluek.net/news/ent/337935)

ส่อง "สงกรานต์"ผู้ชายปลายฝนชนหนาว 

 

ตอนแรกคนไทยก็งง คาดเดาและจับแพะชน “แมท” เอ๊ย ชนแกะอยู่พักใหญ่ตามสายธารข่าวลือ…

ปรากฏว่าเมื่อวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สาวแมท ภีรนีย์ คงไทย ออกมาเฟิร์มแล้วจ้า ว่ากำลังคุยอยู่กับคนนี้นั่นแหละ สารภาพ !! (อ่านhttp://www.komchadluek.net/news/ent/351190)

ส่อง "สงกรานต์"ผู้ชายปลายฝนชนหนาว 

 

ก็เมื่อเห็นแมทแจงยิบไปแล้ว คงไม่ต้องบรรยายต่อว่า “ซัมติงสเปเชียล” มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

สู้หันมาดูฝ่ายชายกันดีกว่า…ที่จะว่าไป หลังจากบ่นชีวิตอยู่สองสามคำ มาวันนี้ไม่ว่าโลกข้างนอกจะสะเทือนไหว ด้วยแรงตบตีของ FC สองสาวขนาดไหน

แต่สำหรับ “คนรูปหล่อ พ่อรวย” อย่าง “สงกรานต์ เตชะณรงค์” นี่มันสิวๆ ทุกอย่างผ่านมาก็จะผ่านไป จากนี้ไปจึงประกาศขอเริ่มต้นใหม่ !!

คนมาถึงวัย 35 ได้…ประสบการณ์มันสอนมาเยอะ !!

และกับบทบาทของทายาทโบนันซ่า ที่ผ่านชีวิตจากเด็กเสเพล มาสู่คนหนุ่มที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง เรื่องความหล่อไม่ต้องพูดถึง เพราะกินไม่ได้ แต่เรื่อง “พ่อรวย” นี่สิเด็ด !

สำหรับ เจ้าพ่อโบนันซ่าวัยเก๋า “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” บิดาของสงกรานต์ ที่เคยออกตัวเป็นกาวใจเหนียวหนึบให้อดีตลูกสะใภ้คืนรัง วันนี้หัวอกพ่อไม่รู้ว่ากำลังลุ้นให้ลูกชายเดินหน้ารักใหม่อย่างมีสติหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ คนนี้แหละที่ไม่ว่าสงกรานต์ไปที่ไหน ทำอะไร ก็จะมีใบหน้าของเขาปรากฏเป็นแบ็กดร็อปอยู่เบื้องหลังชีวิตของบุตรชายไปทุกที่

คือนอกจากความรวยจากรุ่นพ่อจะส่งให้รุ่นลูก ฉายสีในแวดวงแสงเพชรแล้ว เสี่ยไพวงษ์ยังเป็นเหมือนผู้ปัดเป่าข่าวร้าย ช่วงบุตรชายมีปัญหากับอดีตเมีย ก็จะคอยเคลียร์โจทย์กับนักข่าวให้เสมอ

แถมยังหนุนเสริมภาพลักษณ์คนทำงานของบุตรชายมาตลอด ว่าต่อให้สายรักวุ่นวายติดลบยังไง แต่สายงาน สงกรานต์เต็มร้อย !!

 

ส่อง "สงกรานต์"ผู้ชายปลายฝนชนหนาว 

ทั้งหมดนี้ บอกเลย คนที่เติบโตมาได้ถึงวัยเก๋าขนาดนี้ ประสบการณ์มันสอนมาเยอะ (กว่า) !!

คนระดับไพวงษ์ จึงมีวันนี้ ทั้งสินทรัพย์ที่เป็นอาณาจักรธุรกิจ สั่งสมเม็ดเงินท่วมล้นยุ้งฉาง และทรัพย์สินในรูปของเครือข่ายสายสัมพันธ์ ที่ยิ่งหนุนเสริมกันในเรื่องต่างๆ ชนิดใช้ยังไง…ไม่มีวันหมด !!

ก่อนจะมาใช้บั้นปลายชีวิตในขุมทองคำ และเลี้ยงหลาน “ปีใหม่” อย่างชื่นใจคุณปู่ “ไพวงษ์” ก็ได้ชื่อว่าเป็นอีกเจ้าของตำนานการสร้างตัวคนหนึ่งของเมืองไทย

ชีวิตวัยเด็กเขาต้องดิ้นรนขายลอตเตอรี่อยู่ในสวนลุมพินี พอโตมาก็ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอาหารที่อเมริกา จากนั้นทำร้านอาหาร เรียนไปทำงานไปสู้ชีวิตสุดๆ !!

จนเมื่อจบปริญญาตรี ด้านคอมเมอร์เชียล อาร์ต จากมหาวิทยาลัยวู้ดเบอรี่ สหรัฐอเมริกา ก็กลับมาเมืองไทยแล้วเริ่มต้นทำเทรดดิ้งส่งสินค้าไปขายในอเมริกา

กระทั่งมาลงมือทำโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในชื่อ “โบนันซ่า” ที่เขาใหญ่ ตามความฝันที่เคยวาดไว้สำเร็จ โดยเริ่มดำเนินโครงการเมื่อปี 2535 บนเนื้อที่รวมกว่า 5 พันไร่ ออกแบบอาณาจักรในสไตล์ American Country ที่ใช้ไม้กว่า 80% เป็นวัสดุในการสร้าง เข้าเส้นคนไทยสุดๆ

แน่นอน อาณาจักรโบนันซ่าประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น และธุรกิจอื่นๆ ก็เติบโตตามมา จนภายหลังไพวงษ์ได้เป็นกรรมการอีกกว่า 22 บริษัท !!

แม้ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราระบุว่า ทั้ง 22 บริษัทเลิกดำเนินการแล้ว ที่มีก็คือกิจการในเครือโบนันซ่า ซึ่งอยู่ในความดูแลของภรรยา ภัสสรา เตชะณรงค์ และบุตร-ธิดา ทั้ง 4 โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 700 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี คนโตขนาดนี้ ย่อมมีเครือข่ายสายสัมพันธ์ที่เป็นขุมกำลัง คือนอกจากด้านหนึ่งเขาเป็นอดีตนายกสมาคมคนไทยในอเมริกา ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนไทยแทบทุกระดับแล้ว

กับสิ่งที่เขาเคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร Hello ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ต่อไปนี้ คนไทยอ่านกี่ทีก็ขนลุก !

“ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนคนรู้จักโบนันซ่ามากขึ้น เพราะอาศัยว่าผมเป็นคนกว้างขวาง เพราะอะไร เพราะเราดูแลเขา ผมเป็นคนที่ตำรวจทหารเข้าหาเยอะสุด เพราะบรรดานาย เป็นน้องๆ ผมทั้งนั้น แล้วผมเคยอยู่หน้าห้องพี่จิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใยุทธ) หน้าห้องนายกฯ มาตั้งกี่สมัย การที่เราช่วยเหลือคนไปเรื่อย มันแผ่กิ่งก้านสาขา”

นอกจากนี้ ไพวงษ์ยังได้เคยร่วมหุ้นทำธุรกิจกับ คฤกพล ยงใจยุทธ บุตรชาย “บิ๊กจิ๋ว” ตั้งแต่ปี 2529 ในชื่อ บริษัท เพื่อน จำกัด (ปิดตัวไปแล้ว)

ส่อง "สงกรานต์"ผู้ชายปลายฝนชนหนาว 

ในช่วงปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทยของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรืองอำนาจ คงจำกันได้ว่า “ป๋าไพวงษ์” เคยเป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย และที่ปรึกษา รมช.กลาโหม พล.ต.สมบัติ รอดโพธิ์ทอง ด้วย

ทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะคอลัมนิสต์ นามปากกา “ไก่ชน” และเป็นประธานบริษัท ลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม.จำกัด, ประธานหนังสือพิมพ์แทบลอยด์รายวัน บางกอกทูเดย์ หรือในทางสังคมยังเป็นนายกสมาคมต่างๆ สมาชิกกิตติมศักดิ์ในสถาบันต่างๆ อีกมากมาย (อ่าน http://www.komchadluek.net/news/people/296590)

เนื่องจากบารมีและคอนเนกชั่นที่กว้างขวางของ “ไพวงษ์” ส่งผลให้ “สงกรานต์” กลายเป็น “คนมีสี” ที่หล่อรวยครบสูตร

นับจากปลายปี 2554 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เวลานั้น “สงกรานต์” ได้เป็นโฆษกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และปรากฏมีภาพลูก “ป๋าไพวงษ์” แต่งชุดตำรวจในงานหนึ่ง จนหลายคนสงสัยว่าเขารับราชการตั้งแต่เมื่อไร

สงกรานต์ตอบคำถามนักข่าวว่า เขาได้รับแต่งตั้งให้ได้รับยศ ร.ต.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่งการเงิน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 โดยโอนมาจากทหาร

ย้อนไป ช่วงรัฐบาลทักษิณ 2 สงกรานต์ได้เข้าเป็นทหารในสังกัดหน่วยทหารพัฒนา โดยเวลานั้น ก็ร่ำลือกันว่า ป๋าไพวงษ์มีสัมพันธ์อันดีกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และแกนนำพรรคไทยรักไทย

ส่อง "สงกรานต์"ผู้ชายปลายฝนชนหนาว 

(อ่าน http://www.komchadluek.net/news/people/300913)

ปี 2556 นายตำรวจหนุ่มไฮโซ ได้สมัครโอนย้ายหน่วยจากกองการเงิน ไปสังกัดกองปราบปราม และปัจจุบัน ร.ต.อ.สงกรานต์ ดำรงตำแหน่งเป็น รองสารวัตร กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม

สังเกตได้ว่า บนเส้นทางราชการตำรวจของสงกรานต์ เกิดในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ รู้จักมักคุ้นกับป๋าไพวงษ์ทั้งนั้น

จึงไม่น่าแปลก ที่ลูกชายของป๋าไพวงษ์ จะขยับตัวคราใด ย่อมตกเป็นข่าวเสมอ

‘พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์’ หวังพรรคภราดรภาพได้ส.ส.สิบคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/351559

‘พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์’ หวังพรรคภราดรภาพได้ส.ส.สิบคน

คนในข่าว  :  9 พ.ย. 2561
พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรคภราดรภาพ,สส,เลือกตั้ง

‘พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์’ หวังพรรคภราดรภาพได้ส.ส.สิบคน : คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

วันนี้พรรคต่างๆ ในกระดานการเมือง ต่างมีพรรคตัวจริงและพรรคเครือข่าย (นอมินี) ไว้เป็นพันธมิตร เพราะกฎหมายหลักของประเทศระบุไว้ชัดเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ส.ที่แยบยล บางจุดในข้อกฎหมายกลายเป็นโอกาสที่พรรคขนาดกลางและเล็กอาจจะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากส่งผู้สมัครส.ส.ลงครบทั่วประเทศหรือมากที่สุด

“ภราดรภาพ” คือพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นการลงสนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่พรรคนี้ต้องปะทะกับพรรคอื่นๆ หลายสิบพรรคบนเวทีเลือกตั้ง

ภราดรภาพโดนสังคมมองว่า “เป็นพรรคนอมินีของแกนนำกลุ่มสามมิตรคนหนึ่ง” ที่ตอนนี้กำลังเดินเครื่องวางผู้สมัคร ส.ส.ให้พลังประชารัฐ และพรรคนี้จะเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของพลังประชารัฐ เพราะอดีต ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทยหลายคนที่ใกล้ชิดอดีตหนึ่งขุนพลคนเคยรักทักษิณที่วันนี้ยืนเป็นหลักให้กลุ่มสามมิตร” มาร่วมงานกับพรรคนี้

“พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” เลขาธิการพรรคภราดรภาพย้ำว่า “พรรคไม่ใช่นอมินีของใคร เรารวมตัวกันทำพรรคให้เป็นทางเลือกของสังคมอีกทางหนึ่ง”

ชายหนุ่มวัยต้นสี่สิบปีที่อยากทำงานการเมืองและวันนี้ได้ทำหน้าที่แม่บ้านพรรคโดยจะลงสมัคร ส.ส.จัดสรรปันส่วนผสม โดยในอดีตพันธ์ยศเคยร่วมก่อตั้งบริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด และร่วมก่อตั้ง บริษัท ไทยพลัสมีเดีย จำกัด (เครือเรดิโอโอเค)

“ที่ผ่านมาผมไปร่วมทำงานเป็นที่ปรึกษาและนักวิชาการหลายคณะในรัฐสภา และช่วยงานหอการค้าไทยในบางคณะ รวมทั้งกิจกรรมในสังคมอื่นๆ ผมสนใจงานการเมือง ที่ผ่านมาผมศึกษานโยบายและการทำงานของพรรคต่างๆ มาแล้ว รวมทั้งเคยไปหารือกับหลายพรรคในการร่วมงาน และไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้พบผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันก็มีแนวคิดตรงกันจึงมาลงตัวที่พรรคนี้ และได้โอกาสทำหน้าที่เลขาธิการพรรคชุดปัจจุบัน”

เป้าหมายของพรรคนั้น เราจะส่ง ส.ส.ครบ 350 เขต และปาร์ตี้ลิสต์ ตอนนี้กำลังเร่งเดินสายพบประชาชนเพื่อแนะนำตัวและขอโอกาสทำงาน คำนวณแล้วพรรคน่าจะมี ส.ส. 10 คนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงนั้นไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นพิเศษ เนื่องจากพรรคมีอุดมการณ์ที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะขณะนี้เรื่องสำคัญคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

รอดูว่าสังคมจะให้โอกาสภราดรภาพสร้างความภราดรให้สังคมและการเมืองไทยบังเกิดได้จริงหรือไม่…

‘ชนภัทท์ จันทรุเบกษา’จะสร้างการเมืองยุคใหม่เพื่อคนไทยทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/351395

‘ชนภัทท์ จันทรุเบกษา’จะสร้างการเมืองยุคใหม่เพื่อคนไทยทุกคน

คนในข่าว  :  8 พ.ย. 2561
ชนภัทท์ จันทรุเบกษา,บะหมี่,ชาติพัฒนา

‘ชนภัทท์ จันทรุเบกษา’จะสร้างการเมืองยุคใหม่เพื่อคนไทยทุกคน : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“บะหมี่” ชนภัทท์ จันทรุเบกษา เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ของวงการ ที่วันนี้ เบนเข็มเส้นทางเดินจาก “นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง” มาเจริญรอยตาม เส้นทางการเมืองคนรุ่นพ่อ “ชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา” รองโฆษกพรรคชาติพัฒนา

บะหมี่ ปัจจุบันมีตำแหน่งทางธุรกิจ คือ “ฝ่ายบริหารของบริษัทการบิน” ที่ธุรกิจของครอบครัว “จันทรุเบกษา” และเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ได้ปักหมุดบนเส้นทางการเมืองกับ “พรรคชาติพัฒนา” ในตำแหน่งดรีมทีมเศรษฐกิจ และวางยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์และกลยุทธ์ของพรรค

ผู้ชายวัย 27 ปี บอกว่าตั้งใจลงสู่สนามการเมืองเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะที่คนรุ่นใหม่จะได้ลงสู่สนามการเมือง เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก ตนเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คลุกคลีอยู่กับงานด้านการเมือง และคุณพ่อเคยมีตำแหน่งเป็นรองโฆษกรัฐบาลด้วย ทำให้ซึมซับและเข้าใจว่างานการเมืองคืออะไร และโดยส่วนตัวชอบเรียนรู้ อยากหาประสบการณ์ จากคำชักชวนของคุณพ่อจึงก้าวสู่เส้นทางการเมืองด้วยความสนใจจริงๆ”

“จุดขาย” ที่จะทำให้ประชาชนรู้จักคนรุ่นใหม่ท่ามกลางภาพจำของ “นักการเมืองรุ่นเก่า” ซึ่ง “ชนภัทท์” เพิ่งจะกระโดดลงสนามการเมืองครั้งแรกระบุว่า “ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยากไปเสียทีเดียว “หากวันที่ผมได้รับเลือกให้ลงสมัครส.ส. จะให้ไปเคาะประตูทุกบ้านเพื่อขอคะแนน ผมก็ทำ แม้ผมจะมีนามสกุลเป็นครอบครัวการเมือง แต่สิ่งที่ผมต้องการให้ประชาชนเห็นคือตัวตนของผม ที่เป็นคนมุ่งมั่น ชัดเจน และพูดคำไหนคำนั้น รวมถึงต้องทำสิ่งที่พูดให้เป็นจริงและต้องการสร้างการเมืองรุ่นใหม่ เพื่อคนทุกคน”

“ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนา” ชายคนนี้ระบุว่าจะใช้ประสบการณ์จากที่ได้ทำธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนแก้ปัญหา นำโมเดลที่ดีมาปรับให้เข้ากับสไตล์ไทย โดยเฉพาะการสร้างโอกาสและผลักดันกลุ่มวัยรุ่นให้ตั้งตัว รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอี ให้มีที่ยืนในตลาดธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและขาดโอกาสสนับสนุนที่ทัดเทียมกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

ประเด็นสำคัญซึ่งคนทั้งประเทศมองว่า “ชาติพัฒนา” คือ พรรคของคนโคราช ทำให้หลายพื้นที่พลาดโอกาสรับคะแนนนั้น “ชนภัทท์” ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “ไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองของคนที่มองได้ เพราะยอมรับว่าพรรคชาติพัฒนา เกิดมาจากคนโคราช คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่ตอนนี้พรรคมีเป้าหมายสำคัญคือ พัฒนาทั้งประเทศ ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะภาค หรือจังหวัดใดเท่านั้น”

เชื่อว่าพรรคชาติพัฒนา จะถือเป็นอีกพรรคการเมืองที่ใช้ความคิดของคนรุ่นใหม่ผสมกับคนรุ่นลายคราม เป็นเรื่องของยุทธวิธีที่ต้องปรับเพื่อรับศึกการเมืองที่ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ “ชนภัทท์” หวังว่าจะสร้างพลังและการเปลี่ยนแปลงการเมืองสไตล์ไทยที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “การเมืองน้ำเน่า” ได้มากน้อยแค่ไหน รอชม…

‘ชุติมณฑน์’ประสบการณ์ออนไลน์ในอาเซียน กับสิ่งที่อยากผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/351248

‘ชุติมณฑน์’ประสบการณ์ออนไลน์ในอาเซียน กับสิ่งที่อยากผลักดัน

คนในข่าว  :  7 พ.ย. 2561
เอสเอ็มอีไทย,ชุติมณฑน์ สุรัตพิพิธ,ออนไลน์,ตลาดอาเซียน,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

‘ชุติมณฑน์ สุรัตพิพิธ’ประสบการณ์ออนไลน์ในอาเซียน กับสิ่งที่อยากผลักดัน : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“ดรีม” สาวไทยคนหนึ่งที่เคยออกไปลุยตลาดอาเซียนด้วยตัวเอง (สินค้าคอสเมติก) เริ่มจากการไปในประเทศที่ไม่รู้จักตลาด แต่ความกล้าที่จะลุยนั้นในช่วงเดือนแรกๆ คว้ากำไรหลักหมื่นบาท จากนั้นค่อยๆ ขยับเพดานจนวันนี้ สิ่งที่ดรีม หรือ “ชุติมณฑน์ สุรัตพิพิธ” เดินหน้า เข้าตาแกนนำพรรคพลังประชารัฐและถูกขอแรงให้มาช่วยแชร์ไอเดียเพื่อปลุกพลังคนรุ่นใหม่ลุยตลาดออนไลน์

“ประสบการณ์การส่งออกตลาด CLMV กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ที่ได้มา มีความเห็นว่าสื่อในโลกออนไลน์สำคัญมาก เพราะทุกประเทศที่กล่าวมาใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารและติดตามข่าวสารของกันและกัน รวมถึงแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้า

การใช้งานออนไลน์ของสี่ประเทศนั้น ไม่แพ้ไทยเราเลย ทั้งกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ล้วนใช้อินเทอร์เน็ต, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม ในการค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ เช่น เวียดนาม ค่านิยมของประเทศคือความคุ้มค่า และเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะซื้อ หรือสิ่งที่จะลงทุนกับมันเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด คือการค้นหา (search) ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางโลกออนไลน์ ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งมีรีวิว และคอมเมนต์จากผู้ใช้งานจริงมากเท่าไหร่ ยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือ และมีความคุ้มค่าที่จะซื้อมัน เนื่องด้วยได้กำจัดความเสี่ยงเบื้องต้นแล้ว

เมียนมาร์และกัมพูชา ที่ความเจริญบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกลุ่มหัวเมืองหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนยุคนี้มีความนิยมในการใช้งานสื่อบนโลกออนไลน์ ซื้อของ รวมถึงติดต่อธุรกิจผ่านทางโลกออนไลน์มากขึ้น”

ที่กล่าวมานี้ถือเป็นผลดีแก่เอสเอ็มอีไทย เพราะผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเหมือนแต่ก่อน เพื่อที่จะไปทำการตลาดในบ้านเมืองนั้นๆ ไม่ต้องไปลงเงินเป็นก้อน เราแค่ต้องเรียนรู้การใช้สื่อและแพลตฟอร์มบนโลกออนไลน์ให้ได้ประโยชน์สุงสุด ทำ SEO (Search Engine Optimization) ให้ลูกค้าในแต่ละประเทศหาเราเจอ เราก็สามารถทำธุรกิจได้แล้วในระดับหนึ่ง

เอสเอ็มอีไทย คือจุดแข็งของประเทศ อนาคตนอกจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะขับเคลื่อนประเทศเราแล้ว เอสเอ็มอีไทยจะเป็นหนึ่งในผู้นำแถวหน้าที่จะไปบุกตลาด CLMV อาจจะดูเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่เชื่อหรือไม่ว่า เอสเอ็มอีไทยหลายๆ ที่ ยังไม่มีออนไลน์แพลตฟอร์มเป็นของตัวเลย และหลายคนอาจจะกำลังเสียโอกาสในการโกอินเตอร์ เพราะถึงเรามีสินค้าดี หรือบริการที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่ลูกค้าต่างชาติไม่สามารถหาสินค้าของเราเจอนั้น มันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่มีคนรู้จักอยู่ดี

“ผู้ใหญ่ในพลังประชารัฐเห็นสิ่งที่ดิฉันดำเนินการจึงชวนมาช่วยแชร์ความคิดเพื่อบรรจุเป็นนโยบายให้คนรุ่นใหม่ในไทยเติบโตและไม่ตกเทรนด์ ตรงนี้ภูมิใจที่มีส่วนเล็กๆ ในการช่วยให้คนไทยเติบโตไปด้วยกัน”

“ต้องการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มเเข็ง” “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/350418

“ต้องการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มเเข็ง” “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”

คนในข่าว  :  1 พ.ย. 2561
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรคภูมิใจไทย,ชาดา ไทยเศรษฐ์

“ต้องการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มเเข็ง” “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” : คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย หลานชาย ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.อุทัยธานีหลายสมัย ปัจจุบันชาดาเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

“จุดเริ่มต้นที่สนใจการเมืองเพราะผมเกิดมาในครอบครัวนักการเมือง พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน คุณแม่เป็นนายกเทศมนตรี และคุณลุง(ชาดา) ก็เป็นนายกเทศมนตรี เเละ ส.ส. ผมจึงเติบโตมากับการเมืองและซึมซับมาเรื่อยๆตั้งแต่เด็กจนโต และได้เห็นคุณลุงช่วยคนช่วยชาวบ้าน มองแล้วรู้สึกดีและโชคดีที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร เพราะผมต้องการช่วยเหลือคน ช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้อยู่ดีกินดี”

หลานชายอดีต ส.ส.อุทัยธานี กล่าวว่า หลังจากเรียนจบจึงกลับมาอยู่ที่ จ.อุทัยธานี และได้ลงพื้นที่กับคุณแม่ ไปช่วยทำงานในพื้นที่ต่างๆ กับคุณแม่มาตลอด มีคนเริ่มรู้จักเยอะขึ้น มีกระแสเริ่มดี จึงมีคนมาทาบทามให้มาทำการเมืองเต็มตัว เชื่อว่าพวกเขาเห็นคุณค่าในตัวเรา และเราก็ได้รับโอกาสในฐานะคนรุ่นใหม่

“หากถามว่าคุณลุงได้แนะนำอะไรในทางการเมืองหรือเปล่า บอกได้เลยว่าไม่เคยเลย คุณลุงไม่เคยแนะนำอะไร แต่ผมติดตามคุณลุงไปตลอด คุณลุงจะทำให้เราเห็น ใช้วิธีการให้เราซึมซับ จะไม่บอกว่าต้องทำ 1 2 3 4 แต่ให้เราดูแล้วนำเอาไปใช้เอง”

“ตัดสินใจมาอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย เพราะเห็นนโยบายของพรรค โดยเฉพาะเรื่อง “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ซึ่งนโยบายนี้ เชื่อว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด ส่วนตัวเชื่อว่าท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ท้องถิ่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาต่างๆ หากท้องถิ่นแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแกร่ง”

ในฐานะคนรุ่นใหม่ก็จะดูตัวอย่างของคนรุ่นเก่าเป็นแบบอย่าง อะไรที่ดีจะนำมาทำต่อ ส่วนอะไรที่ไม่ดีจะนำมาปรับเปลี่ยน สิ่งที่จะทำเป็นสิ่งแรกคือ “ท้องถิ่น” เพราะอยู่ในพื้นที่มาตลอด พบว่า ถนน ประปา ไฟฟ้านั้นยังมีปัญหา การแก้ปัญหาในจังหวัดคือต้องทำให้จังหวัดมั่นคงและยั่งยืน และมีความจริงใจในการแก้ปัญหา จะใช้พลังหนุ่มมาแก้ปัญหา

“เป้าหมายสูงสุดคงหนีไม่พ้นการได้เป็นตัวแทนของประชาชน นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนได้แล้ว ผมยังได้ทำตามความฝันของตัวเองอีกด้วย ผมพร้อมที่จะทำ หากได้เป็น ส.ส. ก็จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จะนำนโยบายต่างๆ มาดำเนินการในส่วนของท้องถิ่นให้เต็มที่”

“ใช้แรงบันดาลใจ ผลัก “พลเมือง” สร้างการเมืองเปลี่ยนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/350100

“ใช้แรงบันดาลใจ ผลัก “พลเมือง” สร้างการเมืองเปลี่ยนประเทศ

คนในข่าว  :  30 ต.ค. 2561
อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์,พรรคพลังท้องถิ่นไท,โค้ชสอนเชียร์ลีดดิ้ง,ปอมปอมเชียร์

“ใช้แรงบันดาลใจ ผลัก “พลเมือง” สร้างการเมืองเปลี่ยนประเทศ  อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์  : คอลัมน์…  ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

“พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยจะเน้นคนรุ่นใหม่ และคนที่มีหลากลายแนวความคิดสุดล้ำ

“ว่าที่กรรมการบริหารพรรค” ชุดใหม่คือ “หนึ่ง” อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์ นักสร้างแรงบันดาลใจและนักทำกิจกรรมเพื่อสังคม หากเอ่ยชื่อจริงและนามสกุล หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู เเต่หากระบุว่า “นาตาเลีย เพลียแคม” แชมป์เดรกเรซ ไทยแลนด์ 2018 หลายคนอาจจะร้องอ๋อ!! เพราะจดจำคนคนนี้ได้ ในมาด “มาดามผมสีชมพูสุดเวอร์วัง”

การเปลี่ยนบทบาทจาก “โค้ชสอนเชียร์ลีดดิ้ง และปอมปอมเชียร์” มาเป็นนักการเมือง “อัษฎายุทธ” บอกว่า “จากจุดเริ่มที่ไปเป็นโค้ชเชียร์ลีดดิ้ง คนหูหนวก ทำให้รู้จักกับคุณชัช (ชัชวาลย์ คงอุดม ) ที่ทำงานด้านสังคม แม้ตอนนั้นจะรู้จักกันเฉพาะงานด้านสังคม ไม่เคยคุยเรื่องการเมือง แต่เมื่อรู้ว่ามีพรรคและลองคุยเรื่องนโยบาย เห็นว่ามีแนวทางตรงกันจึงเข้าร่วมงานการเมือง แต่ไม่คิดว่าจะลงสมัครส.ส. หรือวางบทบาทการเมืองเพราะมีความตั้งใจที่เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สังคมและประเทศก้าวไปข้างหน้า เกิดการพัฒนาและไม่ขัดแย้ง”

แม้ “อัษฎายุทธ” จะยังวางบทบาทของตัวเองไม่ชัด แต่พรรควางใจให้ นั่งแท่นกรรมการบริหารพรรค ในฐานะคนรุ่นใหม่และคนที่มีจุดเด่นเรื่องไอเดีย-สร้างแรงบันดาลใจ และความหลากหลาย

“อัษฎายุทธ” จึงเตรียมเสนอนโยบายด้านการศึกษาที่จะสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เริ่มต้น

“ที่ผ่านมาเด็กนักเรียนต้องแข่งขันเพื่อให้เข้าสถานศึกษาที่ดีๆ และผู้ปกครองยอมแลกกับการจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะ แต่พอจบจากสถาบันนั้นแล้ว กลับพบว่าบางส่วนชื่อสถาบันไม่ใช่สิ่งการันตีเรื่องอนาคตได้ ดังนั้นแนวทางอย่างหนึ่งคือ การศึกษาต้องปฏิรูป โดยเฉพาะการเข้ารับการศึกษาที่เน้นไปที่ความสามารถของเด็กมากกว่าวัดว่าใครมีเงินหรือจ่ายเงินเพื่อเข้าไปเรียนมากกว่ากัน”

นอกจากนั้นยังมีนโยบายเฉพาะทางที่เตรียมเสนอสำหรับ “มนุษย์พันธุ์พิเศษ” เพราะโดยบุคลิกและความสามารถของ “อัษฎายุทธ” ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเพศทางเลือก หรือ “LGBTQ” คือการชูเรื่องที่ไปไกลกว่าการสมรสเพศเดียวกัน, เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ คือ การสร้างแนวทางการอยู่ร่วมกันของกลุ่มเพศทางเลือกในหมู่คนพิการ โดยเริ่มจาก ผู้พิการทางหู

แม้ “นักสร้างแรงบันดาลใจ” จะมองว่าแรงบันดาลอาจไม่มีนัยสำคัญกับเกมการเมือง แต่แรงบันดาลใจนั้นคือแรงผลักดันที่จะทำให้ “พลเมือง” ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศก้าวไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองได้

“เพชรชมพู กิจบูรณะ”พรรคของเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/349446

“เพชรชมพู กิจบูรณะ”พรรคของเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค”

คนในข่าว  :  25 ต.ค. 2561
เพชรชมพู กิจบูรณะ,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,เลือกตั้ง

“เพชรชมพู กิจบูรณะ”พรรคของเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค :  คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เพชรชมพู กิจบูรณะ” คือหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่ร่วมงานการเมือง เพราะเธอคือหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ดีกรีจบเมืองนอก ด้านปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ และยังเคยเป็นตัวแทนขึ้นเวทีระดับโลก One Young World 2017 ในการปาฐกถา เรื่องปัญหาของประเทศ จนได้รับเสียงชื่นชม

เพชรชมพู เล่าถึงสาเหตุที่ร่วมงานกับพรรคน้องใหม่ว่า “เพราะเชื่อในโครงสร้างของพรรค และอุดมการณ์ที่ทางพรรคต้องการสร้างการเมืองใหม่ ให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคของเราค่อนข้างต่างจากพรรคการเมืองเก่าๆ ที่มักระบุว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่พรรคให้สิทธิมากกว่านั้น คือเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคร่วม ด้วยการให้พวกเขาร่วมลงทุนจ่ายค่าบำรุงพรรค แสดงความคิดเห็น เลือกคณะทำงานอย่าง คณะกรรมการบริหาร ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. โดยพรรคเรายืนยันว่าจะใช้วิธีไพรมารีโหวตด้วย เชื่อว่าระบบการเมืองแบบนี้จะช่วยปฏิรูปการเมืองไทยได้”

ในส่วนที่พรรคอื่นๆ มีนักการเมืองรุ่นเก่าอยู่แน่นพรรค เตรียมสู่การเลือกตั้งนั้น เพชรชมพู ให้ความเห็นว่า “ถ้าเรากลัวว่าเราจะสู้พรรคการเมืองเก่าไม่ได้ ก็เดินหน้าไม่ได้ พรรคแค่ต้องการเผยแพร่แนวคิดการเมืองแบบนี้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่สมัยนี้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง จากเหตุการณ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราต้องทำคือไปกระตุ้นพวกเขา จากความเบื่อหน่ายทางการเมือง ให้รู้ว่าเราแม้จะเป็นคนธรรมดา แต่ถ้ารวมตัวกันโดยคนที่มีความรู้หลายสาขาอาชีพ ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนสร้างชาติได้”

“สิ่งที่อยากเห็นหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือการยุติความไม่สงบในการเมืองไทยที่ผ่านมา แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้มีความเห็นต่างเลย เรื่องนี้ถือเป็นเสน่ห์ของระบอบประชาธิปไตย แต่ทำอย่างไรให้ความเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ โดยอยู่บนหลักของความเป็นจริง ไม่มีความรุนแรง ไม่สาดโคลนใส่กันพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล แทนที่จะมุ่งเรื่องของนโยบาย” เธอกล่าวทิ้งท้าย