เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569151

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ความเป็นกลางของ “กกต.” กำลังโดนท้าทาย จาก 2 มรสุมใหญ่ หลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงวันเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่พรรค การเมืองหลายพรรคต่างเดินหน้าไปเต็มตัวกันแล้ว โดยเฉพาะการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าปี่กลองการเมืองได้ดังขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสที่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายจับตา คือ การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นับตั้งแต่ กกต. 5 คน จากทั้งหมด 7 คน เข้ามาทำงานเต็มตัว ก็ถูกจับจ้องมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดนี้มาจากความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็เป็นที่ทราบดีว่า สนช.มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่ที่หนักไปกว่านั้นคือ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ประกาศสนใจงานการเมือง ประจวบเหมาะกับจังหวะที่มีการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้ กกต.ยิ่งโดนจับตาว่าจะดำรงความเป็นกลางได้อย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับหรือไม่อย่างไร

โดยจะว่าไปแล้ว กกต.ทราบถึงข้อท้วงติงนี้ จึงได้พยายามสื่อสารกับสังคมมาตลอดว่าการทำงานของ กกต.จะยังคงดำรงความเป็นกลางให้มากที่สุด

ทว่ามาถึงจุดนี้ ความเป็นกลางของ กกต.กำลังโดนท้าทายเข้าอย่างจัง ภายหลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก โดยมีอย่างน้อยสองมรสุมที่พัดโหมมาที่ กกต.

มรสุมที่ 1 การยุบพรรคเพื่อไทย ประเด็นนี้ถูกจุดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายเดือน นับตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือกรณีที่มีข่าวว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับทักษิณ

ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะนำประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เกี่ยวกับการปล่อยให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ กกต.สามารถทำสำนวนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคได้

เดิมที กกต.ก็พยายามสงวนท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยอ้างว่ายังไม่มีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงที่จะเข้าไปตรวจสอบตามกระบวนการ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบกรณีของพรรคเพื่อไทย

“การเมืองเวลานี้เรียบร้อยดีที่พูดจาอะไรกันก็ว่ากันไป เพราะขนาดทักษิณอยู่ต่างประเทศยังพูดถึงพรรคของเขาเลย และถามว่าพูดแบบนั้นผิดหรือไม่ ต้องให้ กกต.พิจารณา แต่เราคงไม่ไปสั่ง กกต.เพราะเราสั่งเขาไม่ได้ ให้เขาทำของเขาเอง” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 22 ต.ค.

พอข้ามคืนมาเป็นวันที่ 23 ต.ค. กกต.ก็ออกตัวรับลูกสัญญาณที่ส่งมาจาก พล.อ.ประวิตร ทันที

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา การจะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ กกต.จะพิจารณาว่าพรรคการเมืองนั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมหรือไม่หากเข้าข่ายความผิดจะส่งผลให้พรรคการเมืองนั้นอาจถูกยุบพรรค” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ระบุ

เมื่อมีการรับส่งลูกกันเช่นนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ กกต.จะถูกรุมถล่มมาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์ เพราะถ้าดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรค จะพบว่าการยุบพรรคไม่ได้ยากหรือง่ายจนเกินไป ทำให้พรรคการเมืองออกอาการผวาพอสมควรอย่างเห็นได้ชัด

มรสุมที่ 2 การปฏิบัติกับพรรคการเมืองในลักษณะแตกต่างกัน พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคแรกที่เจอกับอำนาจของ กกต.เข้าเต็มประตู ภายหลังห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้ประชาชนร่วมบริจาคให้พรรค

สวนทางกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ถูกบางฝ่ายมองว่ากิจกรรมของพรรครวมพลังประชาชาติไทยบางกิจกรรมมีลักษณะของการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนกับคำสั่งของ คสช. เช่น การเดินสายพบประชาชน เป็นต้น แต่กลับไม่ถูก กกต.เพ่งเล็งมากนัก

สถานการณ์ที่ กกต.เผชิญอยู่เวลานี้ จะโทษ กกต.อย่างเดียวก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของ คสช.ที่ไม่ยอมปล่อยให้การเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรีภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย 100%

ถ้าการเมืองได้รับการปลดล็อก พรรคการเมืองจะไม่มีข้ออ้างเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติ และจะช่วยให้ กกต.สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อการเมืองยังติดล็อกอยู่ จึงทำให้ กกต.ต้องมาอยู่ตรงระหว่างความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขนาดเวลานี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง กกต.ยังโดนถล่มขนาดนี้ แทบไม่อยากนึกเลยว่าเมื่อประกาศเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กกต.จะโดนกระหน่ำขนาดไหน

แต่สิ่งที่น่ากลัวไปกว่ากระแสถล่ม กกต. คือ บรรยากาศการเลือกตั้งที่เสียไปทีละเล็กทีละน้อย น่าเป็นห่วงว่าหากไปกระทบความเปราะบางของผู้มีอำนาจบางคน ก็อาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถเป็นกรรมการที่รักษาบรรยากาศได้ แทบไม่อยากนึกว่าการเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568863

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 08:23 น.

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม 'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิศทางการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังประกาศต่อสาธารณะ “สนใจงานด้านการเมือง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

คู่ขนานไปกับการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ด้วยเป้าหมายการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานภารกิจที่ได้เริ่มต้นเดินหน้าไว้ให้สำเร็จถึง เป้าหมายตามที่มุ่งหวัง

งานสำคัญเวลานี้หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งประชาสัมพันธ์ นำเสนอผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. ว่าได้ทำสิ่งใดมาแล้วอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนไปแล้วบ้าง

โดยเฉพาะโครงการประชารัฐอันถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. ที่อัดเม็ดเงินลงพื้นที่ และบรรดาสารพัดโครงการเอาใจผู้มีรายได้น้อยทั้งหลายแหล่ อันจะเป็นการซื้อใจรากหญ้าที่ให้เห็นถึงคุณูปการการเข้ามาบริหาร

ทว่า “จุดอ่อน” สำคัญคือเรื่องปัญหาการสื่อสารไปถึงประชาชนที่ยังยึดติดกรอบข้าราชการไม่ทันเทคโนโลยีจนไม่อาจเข้าถึงประชาชนอย่างที่ต้องการ

รวมถึงต้องเร่งปรับภาพลักษณ์บุคลิกอันดุดันแบบนิสัยชายชาติทหาร ไม่ยอมใคร ซึ่งอาจจะใช้ได้ในฐานะหัวหน้าคสช. หรือผู้นำรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องง้อขอคะแนนเสียงชาวบ้าน

หากย้อนพิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลดโทนความดุดัน และระมัดระวังคำพูดคำจา ในช่วงการให้สัมภาษณ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนลงไปพอสมควร

ต่อเนื่องด้วยการรุกพื้นที่โซเชียล มีเดียเพื่อปรับภาพลักษณ์และนำเสนอความเป็นตัวเองในมุมที่ไม่ดุดัน เหมือนที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” อินสตาแกรม “Prayut Chan-o-cha” และทวิตเตอร์ “Prayut Chan-o-cha”

“จากการที่พวกเราส่วนใหญ่นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ จึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น หากท่านมีข้อ เสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ”

ต่อเนื่องด้วยการขยับเปลี่ยนตัว  พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มารับหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ซึ่งจะไปปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เพียงตำแหน่งเดียว

ในฐานะที่พุทธิพงษ์ถูกวางตัวให้มาดูแลรับผิดชอบงานด้านการสื่อสารของรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งวางกรอบการสื่อสารถึงประชาชนในรูปแบบใหม่ โดยจะเป็นกิจกรรมที่นายกฯ อยากสะท้อนถึงประชาชนในวิธีการที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่เครียดเกินไป

“นายกฯ อยากสื่อสารกับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่ รูปแบบการแถลงผลงาน ไม่เป็นหลักการมากเกินไป แต่เป็นในแง่ของความห่วงใย หรือสิ่งที่นายกฯ อยากพูด มุมมองที่ประชาชนอาจยังไม่เข้าถึง รวมถึงกิจกรรมของนายกฯ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน”

แต่หากมองลึกๆ แล้วการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล จาก พล.ท.สรรเสริญ ย่อมถือเป็นอีกความพยายามที่ต้องลดโทนปรับภาพทหารและ คสช.ออกจากรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

อีกทั้งช่วงเวลาต่อจากนี้ทิศทางการเมืองจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น ทั้งใน รูปแบบที่ต้องคอยชี้แจง ตอบคำถามสื่อมวลชน ในประเด็นที่คาบเกี่ยวกับเงื่อนปมการเมือง ทั้งกระแสดูด การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันไปถึงพรรคพลังประชารัฐ หรือเรื่องอื่นๆ ยังไม่รวมถึงบรรดาข่าวปล่อย กระแสโจมตี ที่จะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องได้คนการเมืองที่พอจะคุ้นเคยมาเป็นปากเสียงคอยชี้แจง ทำความเข้าใจอย่างทันท่วงที

ยังไม่รวมกับการเปิดเกมรุก ชิงจังหวะเรียกคะแนนในโอกาสที่ เหมาะสม ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง อันจะมีผลกระทบไปถึงคะแนนเสียงในอนาคต

วุฒิสภาลายพราง กองกำลังพิทักษ์’คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568750

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 07:20 น.

วุฒิสภาลายพราง กองกำลังพิทักษ์'คสช.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการห้ำหั่นของพรรคการเมืองในการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งกระบวนการสรรหา สว.กำลังดำเนินไปอย่างน่าสนใจเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องย้ำว่าการได้มาซึ่ง สว.ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีถนนที่สามารถเดินเข้าสภาได้ 3 ทาง

ทางที่ 1  การเป็น สว.โดยตำแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้จำนวน 6 คนเข้ามาเป็น สว.โดยอัตโนมัติ ได้แก่ ผู้บัญชาการกองทัพไทย  ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ  ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม

ทางที่ 2  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจำนวน 194 คน

ทางที่ 3  ให้ผู้สมัคร สว.ทำการเลือกกันเองทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศให้ได้จำนวน 200 คน และส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

กระบวนการสรรหา สว.ทั้งสามทางมีเพียงทางที่สามเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้ามากที่สุด ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดโอกาสให้ องค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เข้าลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในการเสนอชื่อบุคคลเป็น สว.และเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา

เดิมทีตามความตั้งใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อครั้งยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.นั้นไม่ได้ประสงค์จะให้สิทธิแก่นิติบุคคลในการเสนอชื่อ สว.เพราะต้องการให้สิทธิแก่ประชาชนธรรมดาที่จะสามารถเข้ามาสู่สภาสูงได้ โดยไม่ต้องสังกัดองค์กรใด

แต่เมื่อร่างกฎหมายเข้ามายัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏว่าในส่วนนี้ได้ถูกตัดต่อและกลายมาเป็นการให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าสมัครได้ด้วยตัวเองและการสมัครผ่านองค์กรตัวแทน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วการแก้ไขของ สนช.ในเวลานั้นตั้งอยู่บนเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ เนื่องจาก สนช.หลายคนมองว่าหากปล่อยให้ สว.มาจากการสมัครอย่างเสรีตามที่ กรธ.เสนอเข้ามา อาจเป็นช่องให้พรรคการเมืองส่งคนเข้ามาบล็อกโหวตเพื่อให้เอาคนของตัวเองเข้ามา เป็น สว.ได้

แม้ปลายทางของการเลือกคนมาเป็น สว.เดินเข้าสภาจะอยู่ที่ คสช.แต่ต้องไม่ลืมว่า คสช.ในจำนวน 50 คนนี้ คสช.ต้องเลือกมาจากบัญชีรายชื่อจำนวน 200 คนเท่านั้น เสมือนหนึ่งเป็นการมัดมือ คสช.เลยทีเดียว ดังนั้น สนช.จึงแก้เกมด้วยการให้มีองค์กรนิติบุคคลเข้ามาเสนอชื่อได้ อย่างน้อยจะได้รู้ที่มาที่ไปของคนที่จะเข้ามาเป็น สว.บ้าง

มาถึงจุดนี้ต้องยอมรับว่ากระบวนการสรรหา สว.ไม่ว่าจะมีรูปแบบที่สวยงามและดูเป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่สุดท้ายต้องมาจบที่ คสช.ในฐานะเข้ามาเป็นผู้จูงมือ สว.เข้าสภาอยู่ดี

วุฒิสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามบทเฉพาะกาลกำลังจะเข้ามาทำหน้าที่สองด้านที่ขึ้นอยู่กับบริบทของการเมืองในวันข้างหน้า

หากพรรคพลังประชารัฐรวบรวมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ สว.ชุดนี้ที่ คสช.เลือกเข้ามา คงเทคะแนนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งอย่างไม่มีข้อสงสัย เรียกได้ว่าพรรคพลังประชารัฐมีเสียงในรัฐสภาแน่นอนแล้วจาก สว.ถึง 250 เสียง จาก สส.และ สว.ทั้งหมดจำนวน 750 คน

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีโอกาสเป็นนายกฯ อีกครั้ง ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ สว.ทั้ง 250 คน พร้อมยกมือผ่านกฎหมายให้กับรัฐบาลอย่างเต็มที่โดยไม่ข้อสงสัยเหมือนกับที่ สนช.ชุดปัจจุบันกำลังทำ

แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐแพ้การเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียงไม่พอที่จะขึ้นเป็นนายกฯ การเลือกนายกฯ ในรัฐสภาก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะไม่จบภายในวันเดียว โดยอาจมี สว.250 คน ที่มาจาก คสช.เป็นกระดูกชิ้นโตขวางอยู่

ยิ่งไปกว่านั้นในระยะยาวบรรดา กติกาตามรัฐธรรมนูญที่เข้ามาคุมรัฐบาลไม่ให้กระดิกตัวได้ลำบากก็คง ขับเคลื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะการให้วุฒิสภาเข้ามาติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นๆ ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ ออกตัวกันค่อนข้างชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งนั่นอาจไม่ถึงการไม่ใช้พิมพ์เขียวของ คสช.ในการขับเคลื่อนประเทศ นั่นย่อมจะทำให้ สว.หยิบเอากติกาตามรัฐธรรมนูญขึ้นมากดดันรัฐบาล จนรัฐบาลของพรรคการเมืองไม่อาจทำงานได้อย่างเป็นสุข

เห็นแบบนี้มิพักต้องบอกเลยว่าการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายพรรคการเมืองที่ต้องไม่เพียงแต่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังฝ่าด่านวุฒิสภาด้วย จะทุลักทุเลขนาดไหน

การเมืองไทยที่เดินหน้าสู่การเลือกตั้งกำลังเผชิญกับทางแยกที่สำคัญระหว่างการเลือกพรรคตัวแทนของคสช.จะได้ผลทางการเมืองแบบหนึ่ง และการเลือกพรรคการเมืองโดยแท้จะนำมาซึ่งผลอีกแบบหนึ่ง โดยมี สว.เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น การสรรหา สว.ที่ได้เดินหน้าในตอนนี้อาจเป็นเพียงการคัดตัวบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่บอดี้การ์ดให้กับ คสช.

บล็อก “ทักษิณ” ต้อนเพื่อไทยเข้ามุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568727

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 19:50 น.

บล็อก "ทักษิณ" ต้อนเพื่อไทยเข้ามุม

บิ๊กป้อมส่งสัญญาณ บล็อก “ทักษิณ-เพื่อไทย ไม่ให้ทวงคืนสู่อำนาจจากการเลือกตั้ง

*************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดหน้าท้าชนกันอย่างดุเดือดระหว่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี นายใหญ่แห่งพรรคเพื่อไทย โดยต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายทางการเมืองเหมือนกัน คือ ต่างดิสเครดิตซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การคว้าชัยชนะเลือกตั้ง ปี 2562

แม้ “ทักษิณ” จะตระเวนอาศัยอยู่ในต่างประเทศแบบไม่เป็นหลักแหล่ง แต่สามารถเคลื่อนไหวผ่านโซเซียลมีเดีย หรือการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ สะท้านสะเทือนการเมืองไทยได้อย่างหนักหน่วง ยิ่งเมื่อกฎหมายและวันเลือกตั้งค่อนข้างชัดเจน “ทักษิณ” ออกตัวแรงขึ้นเรื่อยๆ เดินสายเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ

อาทิ ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในต่างประเทศแบบถี่ยิบ ทุกถ้อยคำพุ่งเป้าโจมตีรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมๆ กับส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างเข้มข้นไปยังบรรดาลูกน้องนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย ด้วยการประกาศความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเกิน 300 ที่นั่งอย่างแน่นอน อดีต สส.คนใดคิดจะตีจากพรรคตอนนี้มีแต่สอบตก

เป็นความเคลื่อนไหวแบบแพ็กคู่ระหว่าง “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกสื่อควงคู่กันบ่อยครั้ง จับสัญญาณที่เข้มข้นนี้ คงหนีไม่พ้นแอบแฝงด้วยนัยทางการเมือง คือ ต้องการหยุดภาวะเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย ที่ทราบกันดีว่า อดีต สส.เพื่อไทย โดนพลังดูดไปอยู่กับ “กลุ่มสามมิตร” อดีตแกนนำล้วนแต่เคยทำงานให้กับ “ทักษิณ” เมื่อครั้งตั้ง พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย

3 คีย์แมน คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ทั้งสามแกนนำมีส่วนสำคัญในการผลักดันทำให้ “ทักษิณ” จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อปี 2544 ด้วยการเดินสายดูด อดีต สส.จากพรรคต่างๆ เหมือนที่ทำกันอยู่ในตอนนั้น จนทำให้พรรคไทยรักไทย ที่ “ทักษิณ” เป็นหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ดังนั้นในสายตา “ทักษิณ” จะประมาทไม่ได้ เกมการเมืองรอบนี้จึงไม่หมูเหมือนเมื่อการเลือกตั้ง เมื่อปี 2554 ที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ชนะเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

การต่อสู้ทางการเมืองของ “ทักษิณ” ในครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ เพราะส่งสัญญาณแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยการเคลื่อนไหวโจมตีตรงๆ ต่อ “บิ๊กป้อม” เพราะทราบดีว่า “บิ๊กป้อม” หนุนหลังพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มสามมิตร ในการสนับสนุน “บิ๊กตู่” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

จึงทำให้ทั้ง “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” แพ็กคู่เคลื่อนไหวทางการเมืองในต่างประเทศ ไล่ตั้งแต่ “ทักษิณ” ออกมาโพสต์รำลึกเหน็บแนมการปฏิวัติรัฐประหารของกองทัพ 2 ครั้งในรอบ 12 ปี ทำให้บ้านเมืองถอยหลังลงคลอง คำพูดเช่นนั้น เหมือนแหย่รังแตน “บิ๊กป้อม” ควันออกหูรีบออกมาโต้กลับทันที ว่า ที่ประเทศวุ่นวายกันอยู่จนถึงทุกวันนี้เพราะใคร

ไม่รอช้า “ทักษิณ” ทวิตเตอร์ทวงบุญคุณสมัย “บิ๊กป้อม” มาเกาะโต๊ะ ขอตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ท.บ.) จนกลายเป็น แฮชแท็ก #สุดฮิตในโลกออนไลน์ นับแต่นั้นมา “ทักษิณ” เคลื่อนไหวหนักมากขึ้นเรื่อยมา ผ่านการเดินสายรับงานไปให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศแบบถี่ยิบ

ทั้งให้สัมภาษณ์สื่ออังกฤษ หลังงานเลี้ยงฉลองวันเกิดปีที่ 51 ให้แก่ยิ่งลักษณ์ หรือให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น โดย “ทักษิณ” ประกาศอย่างมั่นใจว่าฝ่ายประชาธิปไตยได้ที่นั่งในสภามากกว่า 300 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง รัฐบาล คสช.จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณได้ และต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่วุฒิสภาที่ไม่มีส่วนในการลงคะแนน ดังนั้นรัฐบาลที่กองทัพหนุนหลัง ไม่นานจะล่มภายในไม่กี่สัปดาห์

คำพูดเช่นนั้นมีหรือ “บิ๊กป้อม” จะไม่ของขึ้น ออกมาให้สัมภาษณ์ถล่ม “ทักษิณ” กลับพร้อมประกาศกร้าวผ่านสื่อแบบส่งสัญญาณต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้รับลูกสั่งสอบพฤติกรรม “ทักษิณ” เป็นการบงการพรรคการเมือง ทำแบบนี้เข้าข่ายต้องยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่!

ไม่เท่านั้นยังแขวะว่า “ทักษิณ” มีหน้าจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือ ทั้งๆ ที่ตัวเองมีคดีความเต็มไปหมดต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ในต่างประเทศ แถมลูกชาย “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ยังโดนคดีเงินแบงก์กรุงไทยอีกต่างหาก ซึ่งคำพูดดังกล่าวของ “บิ๊กป้อม” ย้อนเกล็ดทำให้ “ทักษิณ” เจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที ย่อมต้องออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้อีกแน่นอน

แม้ข้อกฎหมายคดียุบพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ชัดเจนว่า จะเอาผิด “ทักษิณ” ได้หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การเล่นงานพรรคเพื่อไทย แต่สัญญาณหรือไม้เด็ดที่ “บิ๊กป้อม” ส่งออกมาแบบนี้ จะสามารถบล็อก หรือ หยุด การเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” ระหว่างตระเวนบินรอบโลกให้ข่าวถล่ม คสช. ได้หรือไม่

แต่นัยหรือสัญญาณที่ “บิ๊กป้อม” ส่งออกไปยัง กกต.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการต้อนและบล็อก “ทักษิณ” และ พรรคเพื่อไทยไม่ให้ทวงคืนสู่อำนาจจากการเลือกตั้งในครั้งหน้าเท่านั้นเอง

เพื่อไทยจบศึกใน พร้อมสู้ศึกนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568402

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 08:49 น.

เพื่อไทยจบศึกใน พร้อมสู้ศึกนอก

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยเริ่มลงตัวทั้งเชิงโครงสร้างและตัวบุคคล เหลืออยู่ก็เพียงศึกนอกที่ต้องเผชิญ

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมคิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนมากกว่า 300 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง นี่คือเวลาที่ประชาชนจะหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อขับไล่เผด็จการออกจากประเทศไทย”

เป็นคำพูดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น ที่ฮ่องกง ซึ่งได้มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา

คำพูดของทักษิณที่ปรากฏออกมาแน่นอนว่าต้องมีนัยทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่พูดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ซึ่งตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากต้องการจะสื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้รับชัยชนะในสนามเลือกตั้งอีกครั้ง

หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ทักษิณคิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้กลับมาเป็นเสียงข้างมากอีกครั้ง คือ การจัดการแก้ไขปัญหาภายในพรรคเพื่อไทย

เดิมทีหลายเดือนก่อนหน้านี้ในพรรคเพื่อไทยมีความไม่ลงรอยกันพอสมควร โดยเฉพาะการสรรหาตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรายชื่อที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นนายหญิงของพรรคมาตลอด แต่ดูเหมือนว่าจะมี สส.หลายคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะฐานของคุณหญิงสุดารัตน์กระจุกอยู่ใน กทม.เป็นหลัก จึงไม่มั่นใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะดูแล สส.ภาคอื่นหรือไม่

แต่เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ได้รับแรงสนับสนุนจากบ้านใหญ่ “ชินวัตร” ก็เป็นอันว่าคลื่นใต้น้ำในพรรคเพื่อไทยเริ่มเบาบางลง

บทสรุปของการประชุมพรรคในวันที่ 28 ต.ค. โครงสร้างบริหารน่าจะเป็นไปในลักษณะให้“พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” เป็นหัวหน้าพรรค ส่วน “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็นเลขาธิการพรรคตามเดิม

ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ จะเป็นชื่อแรกในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีที่ต้องเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้ง

การดันคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้นำพรรคในครั้งนี้ ด้านหนึ่งเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยต้องการให้เกิดความชัดเจนในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อรักษาฐานเสียงของพรรค

ต้องไม่ลืมว่าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย ความเคี่ยวกรำทางการเมืองถือได้ว่ามีอยู่พอตัว มิเช่นนั้นที่ผ่านมาคงไม่เป็นรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง

นอกจากนี้ หากระหว่างการหาเสียงมีใบหน้าของคุณหญิงสุดารัตน์ติดอยู่ก็น่าจะทำให้พออุ่นใจแก่บรรดาสมาชิกในการลงพื้นที่ได้ว่าชินวัตรยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ไม่ใช่แต่เรื่องของหัวหน้าพรรคเท่านั้นที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเริ่มลงตัว แต่ปัญหาพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยก็เริ่มจะเรียบร้อยเช่นกัน

เดิมทีพรรคเพื่อไทยถูกมองว่ามีพรรคสาขาอยู่สองพรรค ได้แก่ พรรคเพื่อธรรม และพรรคเพื่อชาติ

กรณีของพรรคเพื่อธรรมดูจะแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทยอยู่สมควร เนื่องจาก “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค ก็เคยเป็นหนึ่งในแกนนำของพรรคเพื่อไทยมาก่อน ส่วนพรรคเพื่อชาติดูเหมือนว่าถึงจะมีจุดเชื่อมถึงพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีเท่าใดนัก

พรรคเพื่อชาติก่อตั้งโดยอาศัยฐานของมวลชนเสื้อแดงเป็นหลัก ซึ่งในช่วงหลังมานี้ความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยจะดีต่อกันมากนัก เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการให้เสื้อแดงเข้ามาภายในพรรค เพื่อไม่ต้องการให้พรรคตกเป็นเป้าทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้บรรดาแกนนำเสื้อแดงบางคนที่เริ่มจะไม่มีที่ลงในพรรคจึงเลือกที่จะออกมาตั้งพรรคเองเพื่อลงสนามเลือกตั้งในอนาคต

สำหรับพรรคเพื่อธรรมเดิมทีมีวัตถุประสงค์อยากให้เป็นพรรคการเมืองที่คอยเก็บคะแนน สส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้เกมระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองได้ สส.มากเกินไป

แต่ทำไปทำมาเริ่มประเมินกันว่าการแยกร่วมกันชนะอาจจะไม่ได้ผลในการเลือกตั้ง แทนที่จะได้คะแนนเสียงอย่างเป็นกอบเป็นกำ อาจจะกลายเป็นการตัดคะแนนกันเอง จนเสียท่าให้กับคู่แข่ง

ทางที่ดีจึงกลับไปใช้แนวทางที่ตัวเองถนัด คือ การเก็บแต้ม สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด

กล่าวคือถึงอย่างไรเสียเชื่อว่าถ้าตัวเองได้ สส.แบ่งเขตเลือกตั้ง 200 เสียงขึ้นไปเหมือนกับที่เคยทำได้เมื่อการเลือกตั้ง 2554 ที่ได้ สส.เขตมาถึง 204 คน ย่อมมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน และนั้นพรรคการเมืองอื่นๆ ต้องเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคเพื่อธรรมอาจจะส่ง สส.ลงเฉพาะบางเขตเลือกตั้งเพื่อให้เป็นตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.และพรรคการเมืองเท่านั้น เพราะหากพรรคเพื่อธรรมทำแต่กิจกรรมอย่างอื่น โดยที่ไม่ส่ง สส.ลงสมัครรับเลือกตั้งอาจสิ้นสภาพความเป็นพรรคในอนาคต นอกจากนี้ยังมีภารกิจในการเป็นพรรคสำรอง หากพรรคเพื่อไทยถูกยุบแบบคาดไม่ถึงขึ้นมา

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยเริ่มจะลงตัวเป็นระยะ ทั้งในเชิงโครงสร้างและตัวบุคคล หากจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งและท้าชิงเก้าอี้นายกฯ กับพรรคพลังประชารัฐก็คงจะไม่ผิดนัก

เหลือแต่เพียงยุบพรรคเท่านั้น ที่พรรคเพื่อไทยยังต้องลุ้นไปตลอดว่าหวยนี้จะออกมาที่พรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่

เงื่อนไข’ปฏิวัติ’ ฉุดกองทัพเข้าวังวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568098

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 07:22 น.

เงื่อนไข'ปฏิวัติ' ฉุดกองทัพเข้าวังวน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความสัมพันธ์ระหว่าง “กองทัพ” กับ “การเมือง” ดูจะตัดกันไม่ขาดอย่างที่หลายฝ่ายตั้งความหวัง

เมื่อล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.คนใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นเรื่อง “ปฏิวัติ”  ด้วยการตั้ง “เงื่อนไข” แบ่งรับแบ่งสู้ที่ชวนให้คิดว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

“สิ่งที่สื่อถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ผมหวังอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีอะไร”

แน่นอนว่าการหยิบยกเรื่อง “ความขัดแย้งทางการเมือง” อันอาจเป็นต้นเหตุแห่ง “จลาจล” มาเป็นเงื่อนไขเพื่อเปิดประตูปฏิวัตินั้น ดูจะไม่สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ภายใต้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งร่วม 4 ปี และเตรียมเดินหน้าตามโรดแมปพาประเทศกลับเข้าสู่ระบอบและกลไกปกติด้วยแล้ว

การส่งสัญญาณจากผู้มีอำนาจในกองทัพเช่นนี้จึงมีแต่จะยิ่งทำให้ “ทหาร” ยากจะกลับไปประจำกรมกองเพื่อทำหน้าที่แบบทหารมืออาชีพ แยกขาดจากการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้

หากจำได้สถานกาณ์บ้านเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งในแง่ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ส่งผลถึงการค้า การลงทุนต้องชะงักงันไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาจนเกิดการสูญเสียโอกาสของประเทศเป็นอย่างมาก

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่นานาชาติเริ่มเห็นบรรยากาศภายในประเทศกำลังจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใน ปีหน้า การส่งสัญญาณของผู้บัญชาการทหารบกจึงอาจไม่ใช่เรื่องเหมาะสม ในสถานการณ์เช่นนี้

เมื่อทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้งทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ปล่อยให้ระบบและกลไกตามครรลองประชาธิปไตย เดินหน้าไปด้วยตัวของมันเอง

อันจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นที่เคยล้มหายไปในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา  ให้กลับคืนมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความต่อเนื่อง

จะเห็นจากแค่เมื่อครั้งต้องเลื่อนกรอบเวลาการเลือกตั้งออกมาเรื่อยๆ นั้น ล้วนแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ จนนักลงทุนหลายเจ้าต้องพับแผนย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีความเชื่อมั่นมากกว่า

ดังนั้น หากเห็นสัญญาณ “ปฏิวัติ” ที่เปิดประตูรอพร้อมจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นที่กำลังดีขึ้นต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ที่สำคัญเงื่อนไข เรื่องความขัดแย้งหรือจลาจลที่มีสาเหตุมาจากการเมืองนั้น ล้วนแต่เป็นหนึ่งในเหตุผลเดิมๆ ที่ทางทหารมักจะหยิบยกมาใช้เพื่อทำการรัฐประหารในอดีต

ทั้งที่ในความเป็นจริงการปฏิวัติ รัฐประหาร อาจไม่ใช่เพียง “ทางออก” เดียวที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้อง ชั่งน้ำหนักถึงสิ่งที่ได้รับ และสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว

อีกทั้งที่ผ่านมามีความพยายามพูดถึงเงื่อนไขเรื่องการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยตัวระบอบและกลไกที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แม้อาจต้องใช้เวลาหรือมีอุปสรรคปัญหาอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยจะได้เกิดการเรียนรู้ของสังคมและเป็นบทเรียนสร้างความเข้มแข็ง     ให้กับการเมืองต่อไปในระยะยาว

หากพิจารณาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเห็นว่ามีการออกแบบที่สร้างการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมทั้งมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับการใช้อำนาจ ใช้งบประมาณ

หรือแม้กระทั่งการเข้าไปควบคุมออกนโยบาย ซึ่งจะเป็นด่านแรกสำหรับป้องกันปัญหาการใช้อำนาจรัฐที่จะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่ผ่านมา

รวมไปถึงบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลายที่จะทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ ซึ่งผ่านการปรับปรุงแก้ปัญหาจุดอ่อนในอดีตมาเรียบร้อยแล้ว น่าจะช่วยให้กลไกทุกอย่างเดินหน้าไปตามวิถีทางประชาธิไตย

ที่สำคัญ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องคิดเห็นเหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง ความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ใช่อุปสรรคขวางกั้นในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นความสวยงามที่จะเห็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น และต้องไม่ใช้เสียงข้างมากละเลยเสียงข้างน้อย

การนำเสนอแนวนโยบาย แนวทางการบริหาร จุดยืนต่อเรื่องต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันนั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าเลือกใครมาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของตัวเอง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงควรจะถูกควบคุมด้วยกฎกติกาที่กำหนดขึ้นมา มากกว่าการใช้จาก “กองทัพ” เข้ามาล้มกระดานแล้วเริ่มต้นระบบกันใหม่

เมื่อในทางปฏิบัติแล้ว การใช้อำนาจเข้ามารีเซตระบบ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ไม่ได้สลายไป เพียงแต่ถูกซุกเก็บไว้ไม่ให้ก่อตัวออกมาเคลื่อนไหวเท่านั้น

ที่สำคัญการรัฐประหารถือเป็นการทำลายการเรียนรู้ประชาธิปไตยของสังคม เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดปัญหา แทนที่จะร่วมกันหาทางออกตามระบบ อาจจะร้องหารัฐประหารเพื่อคลี่คลายปัญหา

สุดท้ายกลายเป็นวังวนที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่อาจก้าวไปไหนได้สักที

“ประชาธิปัตย์”อ่วมพิษดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567915

  • วันที่ 17 ต.ค. 2561 เวลา 13:55 น.

"ประชาธิปัตย์"อ่วมพิษดูด

ประชาธิปัตย์กำลังเผชิญภาวะ “เลือดไหลไม่หยุด” จากการที่อดีตสมาชิกพรรคถูกดูดไปร่วมกับพรรคอื่นจนทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ไม่สู้ดีสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานี้ ต้องเผชิญทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน” จนบั่นทอนเอกภาพและความเข้มแข็ง ซึ่งล้วนแต่จะมีผลกระทบไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2562

เริ่มตั้งแต่ “ศึกใน” ที่กำลังไต่ระดับความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะเป็น การชิงชัยระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค

ประเมินจากทิศทางลมแล้วเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง ชวน หลีกภัย และบัญญัติ บรรทัดฐาน ประกาศตัวเลือกยืนอยู่ฝั่ง “อภิสิทธิ์” โอกาสของ“หมอวรงค์” ที่มีฐานเสียงสนับสนุนจากฝั่ง กปปส.จำนวนไม่น้อย ก็พลอยจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที ​

ยิ่งหลายคนในพรรคเริ่มเป็นห่วงปฏิบัติการแทรกซึมเข้าครอบงำจากฝั่ง กปปส.ด้วยแล้ว ยิ่งจะปลุกให้คะแนนสนับสนุนอภิสิทธิ์มีมากขึ้น ดังจะเห็นจากหลายฝ่าย เช่น อดีต สส.กทม. เปิดหน้าแสดงพลังออกมาสนับสนุนให้อภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ ​

แน่นอนว่าการแข่งขันครั้งนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ “รอยร้าว” ภายใน ระหว่างฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ขยายวงกว้างมากขึ้น แม้กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์จะประกาศชัดว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็จะอยู่ช่วยงานพรรคต่อไปไม่ย้ายออกไปไหน แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้เกิดความสนิทใจได้เหมือนเดิม

แต่อย่างไรก็ตามในสถานการณ์นี้ยังสร้างโอกาสให้ผู้สมัครทั้ง 3 คน ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน สมาชิกพรรคตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่ติดล็อกคำสั่ง คสช.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง จนกระทั่งเริ่มมีกระแสดักคอว่านี่เป็นการใช้โอกาสหาเสียงล่วงหน้าของประชาธิปัตย์

แต่ “ศึกนอก” ซึ่งน่าจะเป็นงานหินสำหรับประชาธิปัตย์ คือ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ปัญหาของประชาธิปัตย์เวลานี้อยู่ตรงที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งทั้ง พรรคเพื่อไทยในฐานะคู่ปรับเก่า และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

การเผชิญกับศึกสองด้านที่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวขนาบเข้ามายิ่งทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ของประชาธิปัตย์​ดูจะหนักหนากว่าทุกครั้ง ยังไม่รวมกับมรสุมการดูดที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงทั่วประเทศ

ไล่มาตั้งแต่พื้นที่ภาคใต้ ฐานที่มั่นสำคัญของประชาธิปัตย์ซึ่งเกือบจะเป็นพื้นที่ผูกขาด แต่เบื้องต้นมีอดีตสส. ย้ายออกไปแล้ว 6 คน ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี 3 คน จากตระกูล เทือกสุบรรณ ได้แก่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ธานี เทือกสุบรรณ เชน เทือกสุบรรณ​ ที่ออกไปร่วมก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย

ส่วนอีก 3 คน ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พื้นที่ จ.นราธิวาส คือ รำรี มามะ เจะอามิง โตะตาหยง และสุรเชษฐ์ แวอาแซ ซึ่งเบื้องต้นจะย้ายไปอยู่กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ตามการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่พื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด มี สส.ลดลงเหลือ 50 คน จากเดิมมี สส.ได้ 53 คน ทำให้โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะเสียเก้าอี้ทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อในฐาน ที่มั่นของตัวเองก็เป็นไปได้สูง

ถัดมาพื้นที่ ภาคกลาง-ตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส.ของประชาธิปัตย์ย้ายออกมากที่สุด โดยเบื้องต้นมีไหลออกแล้ว 9 คน ได้แก่ ประมวล เอมเปีย อดีต สส.ชลบุรี ที่ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ ธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต สส.จันทบุรี สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ บุญเลิศ ไพรินทร์ ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา ที่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ

ล่าสุด ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อัฏฐพล โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี บุตรชายของกำนันเซี๊ยะ ประชา โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลาออกจากประชาธิปัตย์เพื่อจะไปลงสมัคร สส. ในนามพรรคพลังประชารัฐ

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการ ต่อเรื่องด้วยเงื่อนไขคดีบุกรุกที่ดินราชพัสดุจังหวัดกาญจนบุรีถึงราชบุรีของกำนันเซี๊ยะ ซึ่งศาลฎีกาตัดสินจำคุกจนต้องหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

รวมถึง​ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีต สส.สระบุรี ของประชาธิปัตย์ ที่ถูกทาบทามไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จนกลายเป็นเรื่องเมื่อดูดไปซ้ำซ้อนกับพื้นที่ของตระกูลอดิเรกสาร

ด้านภาคเหนือ ​​​แม้จะมีข่าวว่ากำลังถูกดูดอย่างรุนแรงนั้น แต่เบื้องต้นมีเพียงแค่ สมควร โอบอ้อม อดีต สส.นครสวรรค์ ซึ่งย้ายไปพรรค ภูมิใจไทย แต่ยังมีปัญหาตรงที่ติดคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และศาลตัดสินจำคุกแต่รอลงอาญาอาจทำให้ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม อัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคเหนือของประชาธิปัตย์ แต่ขณะเดียวกัน ชาญวิทย์ วิภูศิริ ที่เคยถูกวางตัวจะให้ลง สส.กทม.ประชาธิปัตย์ ได้ย้ายไป​เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนพื้นที่ กทม.ขุนพลจาก กปปส. ทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ​ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

อาการเลือดไหลไม่หยุดของประชาธิปัตย์ในเวลานี้จึงมีแต่จะยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ของพรรคน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

“สงครามไซเบอร์” ชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567767

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 08:14 น.

"สงครามไซเบอร์" ชี้ขาดเลือกตั้ง

“บิ๊กตู่”มีอาวุธครบมือสำหรับลงสนามเลือกตั้งแล้ว โอกาสชนะมีมากกว่าใคร เหลือเพียงแต่อย่าสะดุดขาตัวเองเท่านั้น

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งมากเท่าไรก็เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของพรรค การเมือง ไม่เว้นแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากขึ้นเท่านั้น

อย่างล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมด้วยการสื่อสารในรูปแบบออนไลน์อย่างเป็นทางการหลายช่องทาง ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแต่แฟนคลับออกแรงทำให้มาเป็นเวลานาน

“สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน จากการที่พวกเราส่วนใหญ่ นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ ผมจึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น

หากท่านมีข้อเสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ” เป็นข้อความแรกจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha”

การใช้สื่อออนไลน์ของรัฐบาลไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในทางการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้ทีมโฆษกของรัฐบาลก็ได้ใช้การสื่อสารลักษณะดังกล่าวอยู่เป็นระยะ แต่เมื่อครั้งนี้เป็นกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเล่นด้วยตนเอง จึงนับว่ามีนัยทางการเมืองสำคัญอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งมาเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งตลอดเวลากว่า 4 ปีมานี้ นายกฯ ไม่ได้มีการสร้างช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบนี้มาก่อน โดยจะหนักไปทางการสื่อสารทางเดียวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการจัดรายการทุกวันศุกร์

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสื่อสารตามแบบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แม้จะมีความถี่ในการใช้เครื่องมือก็ตาม ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะระยะหลังมานี้รัฐบาลจะขยับตัวไปทางไหน ก็มักจะโดนก้อนอิฐอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นธรรมชาติของรัฐบาลที่อยู่มาเป็นเวลานานและกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

ด้วยเหตุนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องพยายามสื่อสารทางบวกกับประชาชนให้มากขึ้น เพื่อเร่งผลงานของรัฐบาลในโค้งสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้หวังผลเพียงแค่การประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลหรือของตัวเองเท่านั้น แต่หวังผลไปถึงการหาเสียงเลือกตั้งด้วย

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการก้าวเข้ามาใช้สื่อออนไลน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นช้ากว่าคู่แข่งไปพอสมควร เพราะบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองหลายคนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างเดินหน้าใช้ระบบออนไลน์กันไปไกลพอสมควร

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคนติดตามในเฟซบุ๊กประมาณ 6 ล้านคน สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ ทักษิณ ชินวัตร และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มีคนตามประมาณ 2 ล้านคน หรือแม้แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็มีคนติดตามราว 1 แสนคน

อีกทั้งพรรคการเมืองหลายพรรคก็ได้ลงมาในสนามออนไลน์เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองด้วย ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของพรรคอนาคตใหม่ ที่ทุมกำลังกับการสร้างความนิยมผ่านโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ได้ผลตอบรับอย่างดี ภายหลังชื่อของ “ธนาธร” ติดเข้ามาอยู่ในโพลประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ ด้วย ทั้งๆ ที่เป็นหน้าใหม่และไม่มีฐานทางการเมืองมาก่อน

นอกจากนี้ เมื่อระบบการเลือกตั้ง ที่เปลี่ยนมาใช้ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวในการหา ทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ยิ่งเป็นปัจจัยให้การเสียงจะใช้รูปแบบกึ่งสำเร็จที่เน้นการเดินสายหาเสียงและตั้งเวทีปราศรัยรูปเดิมเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป

ประกอบกับมีการคาดการณ์กันว่าตัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะมีราว 40 ล้านคน และจำนวนหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก (New Voter) ประมาณ 6-7 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนไม่น้อย ซึ่งหากสามารถหาวิธีการที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะได้จำนวน สส.มากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานจึงไม่มีทางเลือกตั้ง นอกจากจะต้องลงในสมรภูมินี้ แม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าตามหลังเพื่อนอยู่หลายก้าวก็ตาม เพราะการ จะหวังพึ่งแต่พละกำลังของพรรค พลังประชารัฐเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่สามารถสร้างกระแสแข่งกับฝั่งตรงข้ามได้มากนัก

แต่กระนั้นการตามหลังของนายกฯ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่รั้งท้ายเสีย ทีเดียว เนื่องจากเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีสถานะเป็นรัฐบาลที่กุมอำนาจรัฐ

ในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอาวุธครบมือสำหรับลงสนามแล้ว โอกาสชนะการเลือกตั้งมีมากกว่าใคร เหลือเพียงแต่อย่าสะดุดขาตัวเองเท่านั้น

กกต.เจอรับน้อง ศึกใหญ่รอพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567665

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

กกต.เจอรับน้อง ศึกใหญ่รอพิสูจน์

กกต.ในเวลานี้เรียกได้ว่าเป็นยักษ์ที่มีกระบองถึง 3 กระบอง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง สส. และกฎหมายพรรคการเมือง

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในต้นปี 2562 เกิดขึ้นท่ามกลางความใหม่หลายประการ

เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่มีชื่อ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”ซึ่งใช้ระบบบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว แต่จะเข้ามาชี้ขาดถึง 3 เรื่องด้วยกัน “สส.เขต-สส.บัญชีรายชื่อ-การเลือกนายกฯ” ซึ่งสร้างความปวดหัวให้กับทุกพรรคการเมืองอย่างถ้วนหน้า

พรรคการเมืองใหม่ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค นำมาซึ่งตัวละครหน้าใหม่ที่เคยลงสนามการเมืองมาก่อน รวมไปถึงคนหน้าเดิมที่ตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งอาจเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่

นอกจากนี้ ผู้คุมกติกาการเลือกตั้งอย่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ก็ยังเป็นคนใหม่ป้ายแดงเช่นกัน

การมาของ กกต.ชุดนี้ ที่มี “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน ถูกเพ่งเล็งจากหลายฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง เนื่องจากเข้ามาดำรงตำแหน่งในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แม้ว่า กกต.ชุดนี้จะมาโดยถูกตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่ในทางการเมืองแล้วค่อนข้างจะถูกจับผิดเป็นพิเศษพอสมควร

ไม่เพียงแต่เรื่องการเข้ามาสู่ตำแหน่งในยุคของ คสช.เท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดก่อนควรได้ทำหน้าที่จนครบวาระการดำรงตำแหน่งของตัวเอง ทว่ามาเกิดเหตุการณ์เซตซีโร่โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันโดนสปอตไลต์ส่องมากกว่า กกต.ในอดีต

ในที่สุด กกต.เดินมาถึงจุดที่กำลังเจอแรงเสียดทานทางการเมืองเข้าอย่างจัง ภายหลังการเลือกตั้งกำลังจะเริ่มขึ้น

ขณะนี้ กกต.กำลังมีเรื่องที่ได้เข้ามาดำเนินการกับพรรคการเมืองอย่างน้อย 2 เรื่อง ท่ามกลางข้อกังขาหลายประการ

1.การห้ามพรรคการเมืองรับบริจาค พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่โดนไม้เรียวของ กกต. เนื่องจาก กกต.ได้ออกคำสั่งห้าม พรรคอนาคตใหม่ ทำกิจกรรมขอรับเงินบริจาคจากประชาชน

กกต.พยายามให้เหตุผลการทำกิจกรรมดังกล่าวยังไม่ได้รับการปลดล็อกจาก คสช.เพราะการคลายล็อกของคสช.ก่อนหน้านี้กำหนดให้ดำเนินกิจกรรมในบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ระบุถึงการอนุญาตให้พรรคการเมืองรับบริจาคได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาขวางของ กกต.ในครั้งนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เนื่องจากการทำกิจกรรมดังกล่าวไม่น่าจะมีลักษณะของการสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

2.การยุบพรรคการเมือง ก่อนหน้านี้เกิดกระแสข่าวมาตลอดว่า กกต.กำลังเข้ามาตรวจสอบการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในข้อหาให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรค

การยุบพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นจะว่าทำได้ยากก็ไม่เชิง หรือจะมองว่ายุบพรรคได้ง่ายก็ไม่ถูกนัก เพียงแต่มาตรา 92 ที่ระบุถึงเหตุในการยุบพรรคใช้คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการตีความแบบไม่เคร่งครัด

พรรคการเมืองภายใต้กติกาปัจจุบัน จึงอยู่ในความเสี่ยงที่อาจถูกยุบพรรคได้ทุกเวลา

กกต.เองรู้ถึงแรงเสียดทานตรงนี้ดี มิเช่นนั้นคงไม่ออกมาตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการบอกว่า กกต.ยังไม่มีความคิดที่จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีของพรรคเพื่อไทยมีเพียงแต่การติดตามจากข่าวของสื่อมวลชนเป็นหลัก

“ยืนยันเราเป็นเครื่องมือของกฎหมาย กฎหมายให้ทำอย่างไรต้องทำอย่างนั้นไม่อยากให้พรรคการเมืองทำอะไรผิดกฎหมาย อยากให้เหลืออยู่ทุกพรรคจนถึงเลือกตั้ง” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุ

การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายฝ่ายจับตามองว่า กกต.จะเอาจริงหรือไม่ เนื่องจากจะมีผลถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายทันที หากการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งไม่ถึง 90 วัน อันเป็นผลให้สมาชิกพรรคการเมืองไม่สังกัดพรรคใหม่ได้ครบ 90 วัน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.

สถานะของ กกต.เวลานี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยักษ์ที่มีกระบองถึง 3 กระบอง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง สส. และกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งแต่ละกระบองอุดมไปด้วยอำนาจเป็นอย่างมาก ภายใต้หลักการที่ต้องการให้ กกต.ควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่กระนั้นอำนาจที่มีในมืออย่างมหาศาลกำลังจะเป็นบทพิสูจน์ กกต.ชุดนี้ว่าจะช่วยให้การเลือกตั้งอันเป็นกระบวนการสำคัญของการเปลี่ยนผ่านได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือไม่

หรือเป็นเพียงยักษ์ที่มีกระบองแต่ใช้กระบองไม่ถูกที่ถูกเวลา

‘ชินวัตร’แลกหมัด เพื่อไทยพร้อมสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567350

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 08:29 น.

'ชินวัตร'แลกหมัด เพื่อไทยพร้อมสู้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภาพการปรากฏตัวของคนในครอบครัวแบบพร้อมหน้ากันทุกคนของครอบครัวชินวัตรศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 10 ต.ค. เป็นภาพที่มีนัยทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พินทองทา คุณากรวงศ์ แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีพินทองทา เดินทางมาให้กำลังใจ พานทองแท้ ชินวัตร ที่ตกเป็นจำเลยในคดีร่วมกันฟอกเงินปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร

อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้มีความเห็นสรุปได้ว่า พานทองแท้  มีความผิดร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปี 2542 มาตรา  5 9 และ 60 และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5  ปี 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 ปี 2526 มาตรา 4

ขั้นตอนของคดี อัยการในฐานะโจทก์ได้ทำการสั่งฟ้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อย ส่วนพานทองแท้ ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมกับ ได้รับการประกันตัวด้วยการวาง หลักทรัพย์ราคา 1 ล้านบาท และมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และศาลนัดสอบคำให้การในวันที่ 5 พ.ย. เวลา 10.00 น.

จากกรณีของ พานทองแท้  ดังกล่าวทำให้ได้เห็นท่าทีทางการเมืองของคนในครอบครัวชินวัตร พอสมควรผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

“พานทองแท้” โพสต์ข้อความระบุว่า “ผมไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา และไม่มีเหตุผลอะไร ที่คนกู้เงินมา ร่วมหมื่นล้าน จะเอาเงินมาฟอกเพียงแค่ 10 ล้าน แถมบุคคลที่ใช้ให้ฟอกเงิน คือลูกชายของนายกรัฐมนตรี  ณ ขณะนั้นอีกด้วย การเมืองไหมล่ะ”

“แพทองธาร” โพสต์ว่า “ลูกทักษิณไม่เคยได้รับอะไรเหมือนคนอื่นเค้าหรอก ลูกทักษิณได้รับอะไรแรงกว่าคนอื่นเสมอ แต่รู้มั้ย เลือดเนื้อของทักษิณ ก็วิ่งอยู่ในตัวเราทั้ง 3 คนนั่นแหละจะเข้มแข็ง ให้สมกับเป็นลูกทักษิณ”

เช่นเดียวกับ “พินทองทา” ซึ่งแสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ทำนองเดียวกันว่า “ครอบครัวเราผ่านอะไรกันมาเยอะ ถูกการเมืองเล่นมาเยอะ แต่ก็คิดมาเสมอว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จนกระทั่งมาเป็นเรื่องพี่โอ๊ค มาถึงรุ่นพวกเราแล้วเหรอเนี่ย แต่ในเมื่อจะทำกันขนาดนี้ เราก็คงจะไม่นั่งนิ่งเฉยให้ถูกรังแก”

ทั้งนี้ มีไม่บ่อยนักที่พี่น้องครอบครัวชินวัตรจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตีความเป็น อย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าครอบครัวชินวัตรพร้อมกลับมาสู้ในสนามการเมืองอีกครั้ง

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ลำบากพอสมควร โดยเฉพาะการที่อดีต สส.ชั้นดีของพรรคหลายคนถูกดูดไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการสถาปนาตัวเองเป็นขั้วอำนาจใหม่ทางการเมือง

อีกทั้งเร็วๆ นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเข้ามาตรวจสอบพรรคเพื่อไทยว่ามีการกระทำความผิด อันเป็นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้ หรือไม่ ภายหลังปรากฏข่าวสมาชิกพรรคไปทางไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ต่างประเทศ

การเมืองที่เล่นกันแรงในช่วงหลังและพุ่งตรงมาที่พรรคเพื่อไทย ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยเกิดอาการระส่ำพอสมควร เนื่องจากบรรดาลูกพรรค หลายคนไม่ได้มีความมั่นใจว่านายใหญ่   ยังคงจะลงทุนลงแรงกับสนามเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ จึงเป็นเหตุให้หลายคนเอาใจออกห่างและไปซบพรรคการเมืองอื่นแทน

แต่เมื่อมีคดีของพานทองแท้เกิดขึ้น พร้อมกับสัญญาณที่ส่งออกมาจากคนในครอบครัวชินวัตร จึงเป็นการตอกย้ำว่าชินวัตรและพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าสู้ในสนามเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้มากที่สุด

การเลือกตั้งเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรได้กลับมามีที่ยืนทางการเมืองเต็มสองเท้าอีกครั้ง  นอกจากนี้ จะเป็นการลดอำนาจทางการเมือง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้น้อยด้วย

จากนี้ไปแน่นอนว่า พรรคเพื่อไทยคงเดินหน้ายุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินแต่ร่วมกันชนะ” โดยให้พรรคเพื่อไทยเน้นเก็บชัยชนะในสนามเลือกตั้ง สส.ระบบ  แบ่งเขตเลือกตั้งให้มากที่สุด

ส่วนการเก็บแต้ม สส.ระบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นหน้าที่ของพรรคพี่พรรคน้องของพรรคเพื่อไทยอย่าง “พรรคเพื่อธรรม-พรรคเพื่อชาติ” ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจการเป็นผู้แพ้ในเขตเลือกตั้งแต่จะเป็นผู้ชนะใน สส.บัญชีรายชื่อ

เรียกได้ว่าเป็นการย้อนเกล็ดรัฐธรรมนูญที่ต้องการไม่ให้พรรค การเมืองเดียวมีเสียงข้างมาก เด็ดขาด เลยใช้วิธีการตั้งพรรคลูกเพื่อเดินเกมสอดประสานกันในอนาคต

สถานการณ์การเมืองในวันข้างหน้าคงหนีไม่พ้นการหยิบข้อกฎหมายขึ้นมาห้ำหั่นกันแบบไม่มีใครยอมใคร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าสู่อำนาจ ขณะที่ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการทำทุกทางเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้