พบซากเรือดำน้ำอาร์เจนติน่าที่สูญหายไปแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571129

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 18:42 น.

พบซากเรือดำน้ำอาร์เจนติน่าที่สูญหายไปแล้ว

ทัพเรืออาร์เจนติน่า พบซากเรือดำน้ำที่สูญหายไปพร้อมลูกเรือ 44 ชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว

กระทรวงกลาโหมอาร์เจนติน่าได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า พบซากของเรือดำน้ำ ARA San Juan ของกองทัพเรือ ซึ่งสูญหายไปพร้อมลูกเรือ 44 นาย เมื่อวันที่ 15 พฤษจิกายน ปี 2017 ที่ผ่านมาแล้ว โดยได้ระเบิดและจมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกลึกราว 800 เมตร

 

 

รายงานระบุว่าผู้ที่พบซากเรือดำน้ำนี้คืิอบริษัท Ocean Infinity ของสหรัฐ ซึ่งได้เริ่มต้นทำภารกิจค้นหาเรือดำน้ำลำดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลการระบุพิกัดล่าสุดของเรือ  San Juan ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีโซนาร์ใต้น้ำ

 

สำหรับเรือดำน้ำ  San Juan ลำดังกล่าวได้สูญหายไปเมื่อช่วงวันที่ 15 พฤษจิกายน 2017 โดยพบว่าพิกัดล่าสุดอยู่ที่ราว 280 ไมล์ ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนติน่า ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางกลับฐานทัพหลังจากที่พบปัญหาบนเรือ ขณะกำลังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในแถบทางเหนือฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

 

 

ทั้งนี้ ทางกองทัพเรืออาร์เจนติน่าได้ยุติการค้นหาเรือดำน้ำดังกล่าวหลังการสูญหายของเรีอได้เพียง 2 สัปดาห์ โดยยอมรับว่าโอกาสที่ลูกเรือทั้ง 44 ชีวิตจะรอดชีวิตนั้นเลือนลางน้อยลงทุกที สร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อบรรดาญาติของเจ้าหน้าที่บนเรือ

ซึ่งหลังจากที่ล่าสุดทางกลาโหมอาร์เจนฯ ได้เปิดเผยถึงการพบซากเรือดังกล่าวนั้น เมื่อวานนี้บรรดาญาติของผู้เสียชีวิตต่างทราบข่าวการค้นพบครั้งนี้ ได้เดินทางมาขอบคุณต่อนาย Mauricio Macri ประธานาธิบดีอาร์เจนติน่า ที่เคยให้คำมั่นว่าจะค้นหาซากเรือดังกล่าวให้พบให้ได้แม้ว่าจะไม่พบร่างของผู้เสียชีวิตก็ตามที

 

 

ย้อนเหตุการณ์เรือ ARA San Juan สูญหาย

ย้อนกลับไปช่วงต้นเดือนพฤษจิกายนปี 2017 ที่ผ่านมา เรือดำน้ำ ARA San Juan ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ฐานทัพ Mar Del Plata ทางตอนเหนือของประเทศ แค่ทว่าระหว่างเดินทางนั้น เรือได้แจ้งต่อฐานทัพที่เมือง Ushuaia ระบุว่า พบปัญหาเกี่ยวกับการลัดวงจรของแบตเตอร์รี่

ส่งผลให้ทางฐานทัพเรือที่เมือง Ushuaia ออกคำสั่งให้เรือเดินทางกลับมายังฐานทัพ แต่หลังจากนั้นเรือก็ขาดการติดต่อไปเมื่อเวลา ประมาณ 07.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 15 พ.ย. 2017

 

 

กระทั่งเรือก็ขาดการติดต่อไปเมื่อเวลาประมาณ 07.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 15 พ.ย. 2017 ซึ่งภายหลังจากการสูญหายได้ 8 วัน หน่วยงานเฝ้าระวังทางด้านนิวเคลียร์นานาชาติ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับสัญญาณทั่วโลกว่ามีการทดลองระเบิดปรมาณูแบบลับ ๆ นั้นได้ตรวจพบสัญญาณผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณห่างจากพิกัดสุดท้ายก่อนที่เรือจะหายไปราว 30 ไมล์ทะเล

โดยพบเป็นลักษณะระเบิดใต้น้ำที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลทางหลังจากนั้นราว 2 อาทิตย์ทางกองทัพอาเจนติน่าได้ยอมรับว่าโอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตบนเรือนั้นริบหรี่ลงทุดที กระทั่งทางกองทัพประกาศยุติการค้นหา พร้อมยอมรับว่าลูกเรือทั้ง 44 นาย ได้เสียชีวิตแล้ว 

ทั้งนี้ รายงานไม่ได้ระบุว่า หลังจากที่สามารถระบุพิกัดที่ชัดเจนของเรือซึ่งระเบิดกลายเป็นเศษซากอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรแล้วนั้น จะทำการกู้ซากเรือต่อขึ้นมาหรือไม่

สาวรัสเซียฟ้องกองทัพ ไม่อนุญาตให้ผญ.เป็นสไนเปอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571125

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 17:27 น.

สาวรัสเซียฟ้องกองทัพ ไม่อนุญาตให้ผญ.เป็นสไนเปอร์

สาวรัสเซียยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหม ไม่เปิดโอกาสให้ทหารหญิงเป็นพลซุ่มยิง

สื่อรัสเซียรายงานว่า กลุ่มหญิงรัสเซียจำนวน 8 คน ได้ยื่นฟ้องต่อกองกำลังรักษาดินแดนแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Rosgvardia) รวมถึงกระทรวงกลาโหมรัสเซีย จากการที่ระบุว่าถูกปฏิเสธในการเข้าปฎิบัติภารกิจในหน่วยงานพิเศษของทางกองทัพ

พลตรี Igor Virukhin แห่งกองกำลังรักษาดินแดนรัสเซีย ระบุว่า ปัจจุบันในหน่วยงานของเขานั้น มีผู้หญิงรับราชการอยู่ราว 20,000 คน ซึ่งภายใต้ข้อบังคับต่างๆ ที่อนุญาตให้ผู้หญิงรับราชการในกองทัพในตำแหน่งแม่ครัว เจ้าหน้าที่สื่อสาร เจ้าหน้าที่สารสนเทศ และตำแหน่งอื่นๆที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ

“เรามีหลายตำแหน่งรองรับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง แต่ไม่ใช่ในตำแหน่งพลซุ่มยิง ขณะเดียวกันผู้หญิงไม่สามารถขับรถถัง หรือทำงานเป็นช่างของรถหุ้มเกราะได้” นายพล Igor กล่าว

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวอาร์ทียังรายงานว่า ตำแหน่งพลซุ่มยิงหญิงนั้น มีบทบาทสำคัญอย่างมากครั้งหนึ่งของกองทัพรัสเซียต่อการเอาชนะกองทัพนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้ โดยพลซุ่มยิงหญิงที่เป็นตำนานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงโซเวียตคือ Lyudmila Pavlichenkova ซึ่งเคยทำการปลิดชีพทหารนาซีมากถึง 309 นาย รวมไปถึงพลสุ่มยิงฝ่ายศัตรูอีก 39 คน ในระหว่างปฎิบัติการที่เมืองโอเดสซาในแถบทะเลดำ

ทั้งนี้ ปีที่แล้วกลาโหมรัสเซียได้เริ่มการฝึกนักบินหญิงในกองทัพอีกครั้ง นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต หลังจากที่ทางกลาโหมได้รับจดหมายร้องเรียนจากบรรดาสาวรัสเซียหลายคนถึงความปรารถนาในการรับราชการเป็นนักบินของกองทัพอากาศ

 

ภาพ : Sputnik

หนุ่มอังกฤษฟ้อง ‘บริติชแอร์เวย์’ ฐานสายการบินให้เขานั่งข้างผดส.อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571124

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 16:32 น.

หนุ่มอังกฤษฟ้อง 'บริติชแอร์เวย์' ฐานสายการบินให้เขานั่งข้างผดส.อ้วน

นทท.อังกฤษฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก บริติชแอร์เวย์ เหตุที่ต้องนั่งข้างผู้โดยสารหนักร้อยโลฯ ตลอดเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพ-ลอนดอน

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า นาย Stephen Prosser วัย 51 ปี วิศวกรชาวอังกฤษได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากสายการบินบริติช แอร์เวย์ เป็นเงินจำนวน 10,000 ปอนด์ หรือราว 420,000 บาท โดยเอาอ้างว่า ต้อนทนทุกข์ทรมาณจากการนั่งข้างผู้โดยสารอีกราย ซึ่งขนาดตัวหนักถึงร้อยกิโลกรัม

รายงานระบุว่า นาย Prosser ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากการเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศไทยไปยังกรุงลอนดอน ด้วยสารการบินบริติช แอร์เวย์ แต่เขากลับต้องทนทรมานนั่งข้างผู้โดยสารอีกรายหนึ่งที่มีขนาดตัวใหญ่มากเป็นเวลาถึง 12 ชั่วโมงตลอดเที่ยวบิน

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางศาลของเขต Pontypridd ในแคว้นเวลส์ ได้เปิดการไต่สวนเรื่องดังกล่าว โดยนาย Prosser อ้างว่า ลูกเรือของสายการบินได้ละเลยข้อเรียกร้องของเขาว่า เขาอาจจะได้รับบาดเจ็บหากนั่งข้างผู้โดยสารที่มีขนาดตัว “ใหญ่มากๆ” โดยเขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า ชายคนที่เขาทนนั่งข้างๆมาตลอดเที่ยวบินนั้น มีความสูง 1.93 เมตร น้ำหนักประมาณ 140 กิโลกรัม

นาย  Prosser ผู้ซึ่งมีส่วนสูง 1.60 เมตร ระบุว่า ชายคนที่นั่งข้างๆเขานั้น มีขนาดตัวใหญ่มากจนเขาไม่สามารถวางแขนไว้ที่พักแขนข้างที่นั่งได้

“หัวเข่าของชายคนดังกล่าวชิดติดกับเบาะที่นั่งด้านหน้า ขณะที่ร่างกายของเขาก็เบียดจนแทบไม่เหลือที่ว่าง เขารู้ในทันทีว่านี่เป็นปัญหาแน่ เนื่องจากน้ำหนักของชายคนดังกล่าวกดเข้ากับร่างกายของเขา จนทำให้นั่งผิดธรรมชาติไปตลอดเที่ยวบิน”

ขณะที่ทางสายการบินระบุว่า เขาไม่สามารถเปลี่ยนที่นั่งได้เนื่องจากในเที่ยวบินดังกล่าวถูกจองเต็มแล้ว รวมถึงไม่อนุญาตให้เปลี่ยนที่นั่งกับผู้โดยสารท่านอื่น

อย่างไรก็ตาม ทนายความตัวแทนของสายการบินได้ให้การต่อศาล โต้คำกล่าวอ้างของนาย Prosser ระบุว่า นาย Prosser  นั้นกล่าวเกินจริงว่าผู้โดยสารที่นั่งข้างเขานั้นน้ำหนักเกินนับร้อยกิโลกรัม

ขณะที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องซึ่งอยู่บนเที่ยวบินดังกล่าวด้วย ได้ให้การต่อศาลว่า ตลอดเที่ยวบินดูท่าทางนาย Prosser ไม่มีท่าทีอึดอัดแต่อย่างใด ทั้งนี้ การไต่สวนยังคงดำเนินต่อไป

เจฟฟ์ เบโซส์ : “สักวันหนึ่งบริษัทอเมซอนของเขาจะล้มละลาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571118

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 15:21 น.

เจฟฟ์ เบโซส์ : "สักวันหนึ่งบริษัทอเมซอนของเขาจะล้มละลาย"

ซีอีโออเมซอน เผยว่าบริษัทของเขาแม้จะใหญ่แค่ไหน ก็อาจล้มละลายได้ในสักวันหนึ่ง

ซีเอ็นบีซีของสหรัฐรายงานว่า นายเจฟฟ์ เบโซส์ วัย 54 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของบริษัท Amazon เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซชื่อดัง ได้กล่าวระหว่างการประชุมที่สำนักงานใหญ่อเมซอนในเมืองซีแอตเทิลเมื่อวันพฤหัสบดี (15 พ.ย.) ที่ผ่านมา

นายเบโซส์ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก ด้วยทรัยพ์สินมากถึง 137 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการจัดอันดับของฟอร์บส์ ต่อกลุ่มพนักงานของเขาเมื่อเขาถูกถามถึงอนาคตของบริษัท โดยมหาเศรษฐีวัย 54 ปีได้เปิดเผยว่า

“แม้บริษัทอเมซอนจะมีขนาดใหญ่เท่าใดก็ตาม มันก็อาจจะล้มละลายได้ในสักวันหนึ่งในอนาคต สิ่งที่พวกเราทำได้ขณะนี้คือการ ยื้อไว้ให้นานที่สุด” นายเบโซส์ ตอบคำถามต่อพนักงาน หลังจากถูกเรื่องการล้มละลายของห้างสรรพสินค้า Sears ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ของสหรัฐ

“อเมซอนอาจล้มละลายในสักวันหนึ่ง หากพวกคุณลองมองบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐ ส่วนใหญ่มีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป แต่มีน้อยมากที่จะอยู่เกิน 100 ปี” นายเบโซส์กล่าว

นายเบโซส์ ยังระบุอีกว่า “วันใดที่เราเริ่มมุ่งความสนใจไปที่ตัวเราแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ลูกค้า เมื่อนั้นคือจุดจบของเรา เราต้องพยายามยื้อไม่ให้วันนั้นเกิดขึ้นนานที่สุด”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเปิดเผยดังกล่าวของนายเบโซส์นั้น จะดูห่างไกลจากความเป็นจริงในปัจจุบันที่มูลค่าทางตลาดของบริษัทอเมซอนสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ก็ตามที ($1 trillion)

ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวของนายเบโซส์นั้นมีขึ้นหลังจากที่ทางบริษัทอเมซอน ได้ประกาศเลือกรัฐนิวยอร์ก และรัฐเวอร์จิเนีย เป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่แห่งที่ 2 ของบริษัท ซึ่งจะเพิ่มการจ้างงานในองค์กรอีกราว 50,000 ตำแหน่ง

ลาก่อน “เลอกรองกา” รู้จักนิยามใหม่ของ “กิโลกรัม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571110

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 14:18 น.

ลาก่อน "เลอกรองกา" รู้จักนิยามใหม่ของ "กิโลกรัม"

นักวิทย์โหวตใช้มาตรฐานใหม่ของหน่วย “กิโลกรัม” แล้ว

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมประชุมมาตรฐานชั่งตวงวัดนานาชาติ (General Conference on Weights and Measures) ครั้งที่ 26 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแวร์ซาย ในประเทศฝรั่งเศส ได้ลงมติรับรองการกำหนดนิยามมาตรฐานหน่วย “กิโลกรัม” รูปแบบใหม่ จากเดิมซึ่งมีการใช้การอ้างอิงหน่วยกิโลกรัมจากก้อน Le Grand K หรืออ่านว่า เลอกรองกา

 

ก้อนเลอกรองกา

 

ซึ่งนับตั้งแต่เจ้าก้อนเลอกรองกา ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปี 1889 นั้น เพื่อใช้เป็น “แม่แบบ” ในการอ้างอิงหน่วยกิโลกรัมทั่วโลกนั้น แต่นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่าเจ้าก้อนนี้กลับมีน้ำหนักของมันลดน้อยลงในระดับหน่วย “ไมโครกรัม” ทุกครั้งที่นำออกมาทำความสะอาด

อ่านเพิ่มเติม : นักวิทย์เล็งกำหนดนิยามมวลน้ำหนัก “กิโลกรัม” ใหม่

 

แม้ว่าน้ำหนักที่หายไปนั้นจะอยู่ในระดับหน่วย “ไมโครกรัม” เท่านั้น แต่แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องรีบหาวิธีการอ้างอิงมาตรฐานกิโลกรัมรูปแบบใหม่ จึงเป็นที่มาของผลการประชุมดังกล่าว

 

 

 

กิโลกรัมเก่า VS กิโลกรัมใหม่

สำหรับวิธีการอ้างอิงหน่วยกิโลกรัมแบบเดิมนั้น นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันมาตรฐานชั่งตวงวัดนานาชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศสจะใช้วิธีการสร้างก้อนเลอกรองกา ฉบับ”สำเนา” แจกจ่ายไปยังประเทศสมาชิกต่างๆทั่วโลก แต่ทว่าทุกครั้งที่สร้างก้อนสำเนานั้น นักวิทย์ไม่สามารถสร้างก้อนสำเนาให้มีน้ำหนักเท่ากันแบบเป๊ะๆ จากก้อนต้นแบบได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการหาวิธีสร้าง “ต้นแบบใหม่” ของหน่วยกิโลกรัม

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ คือการเปลี่ยนการอ้างอิงมาตรฐานนิยามกิโลกรัมจากเลอกรองกา มาใช้ ค่าคงที่ของพลังค์ (Planck’s constant) ซึ่งเป็นวิธีการหามวลน้ำที่ใช้ในตาชั่งแบบคิบเบิล (kibble balance) ซึ่งเป็นการใช้การวัดน้ำหนักด้วยกระแสไฟฟ้า ประกอบกับหลักฟิสิกส์อันซับซ้อนตามสูตร ค่าคงที่ของพลังค์ มาคำนวณหาค่ามวล 1 กิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์หาค่าหน่วยกิโลกรัมได้อย่างแม่นย่ำ และไม่ต้องใช้การเทียบน้ำหนักจากเลอกรองกาอีกต่อไป

 

เครื่องชั่งแบบคิบเบิล

 

ส่งผลต่อชีวิตประจำวันเราแค่ไหน

หากเทียบกับการชั่งน้ำหนักสินค้าตามตาชั่งในตลาด หรือการชั่งน้ำหนักตัวของเราแล้วละก็ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นไม่ส่งผลใดๆในชีวิตประจำวันเลยด้วยซ้ำ

แต่สำหรับในวงการวิทยาศาสตร์นั้น ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากต้องใช้ความแม่นย่ำสูงในการวัด หรือคำนวณในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการกำหนดนิยามใหม่ให้เครื่องน้ำหนักตามเครื่องชั่งทั่วไปในชีวิตประจำวันของเราด้วย กล่าวคือ เครื่องชั่งน้ำหนักตามตลาด หรือเครื่องชั่งน้ำหนักตัวที่เราทุกคนใช้ในชีวิตประจำวันนั้น เป็น “ปลายน้ำ” ของการกำหนดมาตรฐานหน่วยกิโลกรัมแล้วนั้นเอง

นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าวนั้น ยังได้ให้กำหนดนิยามของหน่วยวัดอื่นๆในระบบเอสไอ ด้วยเช่น หน่วยวัดอุณหภูมิเป็นเคลวิน หน่วยวัดกระแสไฟฟ้าเป็นแอมแปร์  และหน่วยวัดปริมาณของสสารเป็นโมล

โรงเรียนอังกฤษ ห้ามนร.ใส่เสื้อหนาวแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571078

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

โรงเรียนอังกฤษ ห้ามนร.ใส่เสื้อหนาวแพง

โรงเรียนมัธยมในอังกฤษ ห้ามนักเรียนสวมเสื้อกันหนาวแบรนด์เนม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

เดลิเมล์รายงานว่า Woodchurch High School  โรงเรียนมัธยมศึกษาในเมืองลิเวอร์พูล ของประเทศอังกฤษ ได้ออกประกาศห้ามนักเรียนของโรงเรียนสวมเสื้อกันหนาวแบรนด์เนมที่มีราคาแพงกว่า 1,000 ปอนด์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม และไม่เกิน 300 ปอนด์ สำหรับนักเรียนเด็กเล็ก

รายงานระบุว่า โรงเรียนดังกล่าวได้ส่งจดหมายถึงผู้ปกครอง โดยอ้างเหตุผลระบุว่าเพื่อไม่ให้นักเรียนรู้สึกถูกแบ่งทางชนชั้น และจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในช่วงต้นเดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป

 

Woodchurch High School

 

ในจดหมายดังกล่าวยังได้ระบุถึง ตัวอย่างของแบรนด์เสื้อกันหนาวยี่ห้อดังหลายแบรนด์ด้วยทั้ง Canada Goose, Moncler และ Pyrenex หรือแบรนด์เสื้อผ้าอื่นๆที่มีราคาเกินตามที่ได้ระบุไว้

ด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน ระบุุว่า จากการตรวจสอบของโรงเรียนพบว่ามีนักเรียนจำนวน 1,400 รายที่ผู้ปกครองมีปัญหาด้านรายได้ โรงเรียนจึงมีความกังวลว่า การใช้เสื้อหนาวราคาแพงดังกล่าวอาจทำให้นักเรียนคนอื่นๆรู้สึกแตกต่างทางชนชั้น ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยผู้ปกครองประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

 

 

ทั้งนี้ โรงเรียนดังกล่าวไม่มีการบังคับให้นักเรียนต้องใส่เครื่องแบบ หรือซื้อเสื้อกันหนาวของโรงเรียนแต่อย่างใด ขณะที่หลังจากมีประกาศดังกล่าว ด้านผู้ปกครองบางส่วนมองว่า การที่โรงเรียนออกกฎลักษณะนี้จะยิ่งเป็นการทำให้นักเรียนรู้สึกแบ่งแยกทางชนชั้นมากขึ้น ขณะที่บางส่วนก็สนับสนุนมาตรการดังกล่าวโดยระบุว่า เป็นเรื่องดีที่ผู้ปกครองควรซื้อสิ่งของให้บุตรหลานตามความจำเป็นเท่านั้น

5 สิ่งสุดยอดโรงแรมหรูในหลุมยักษ์ของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571066

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 11:30 น.

5 สิ่งสุดยอดโรงแรมหรูในหลุมยักษ์ของจีน

ชมภาพ โรงแรมหรูกลางเหมืองร้างยักษ์ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของนครเซี่ยงไฮ้

เรียกได้ว่าถูกจองห้องพักเต็มเรียบร้อยตั้งแต่อย่างไม่ทันเปิดอย่างเป็นทางการ สำหรับโรงแรมอินเตอร์ คอนติเนนตัล เซี่ยงไฮ้ วันเดอร์แลนด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงแรมที่มีความพิเศษตรงที่ก่อสร้างอยู่ในหลุมยักษ์ลึกกว่า 80 เมตร ในพื้นที่เหมืองเก่าชานนครเซี่ยงไฮ้ของจีนแล้ว โรงแรมแห่งนี้ยังมีความพิเศษอื่นอีก

 

 

1. โรงแรมแห่งนี้มีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 พ.ย. นี้ โดยมีความสูง 17 ชั้น ห้องพักรวมทั้งสิ้น 336 ห้อง งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 288 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,500 ล้านบาท

 

 

2. เป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น โรงแรมมีทั้งสิ้น 19 ชั้น โดย 17 ชั้นอยู่เหนือพื้นดิน ส่วนอีก 2 ชั้น ถูกสร้างลงไปใต้ดิน ซึ่งนับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ลึกมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น รวมถึงห้องพัก และร้านอาหารใต้น้ำด้วย

 

 

3. ความพิเศษของโรงแรมแห่งนี้ไม่เพียงแค่จะถูกสร้างลึกลงไปใต้ดินเท่านั้น มันยังรายล้อมด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์หลายกิจกรรม ทั้งการพายเรือคายัดในทะเลสาบก้นเหมือง การปีนหน้าผาสูง การเดินไปตามทางเดินกระจกรอบหลุมเหมือง รวมถึงการแสดงไฟยามค่ำคืนด้วย

 

 

4. ไอเดียการก่อสร้างนี้มาจากนักลงทุนชาวจีนที่ชื่อ นาย Xu Rongmao ประธานกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัยพ์ Shanghai Shimao Group โดยโครงการดังกล่าวได้รับการเปิดเผยในปี 2006 จากการที่เขาไปเยี่ยมชมหลุมเหมืองร้างดังกล่าว จนปิ๊งไอเดียออกมา และเริ่มการก่อสร้างในปั 2015 กระทั่งแล้วเสร็จ และด้วยความที่โรงแรมนี้สร้างขึ้นมาในหลุมลึก จึงต้องเผชิญกับปัญหาจากฝนที่ตกลงมาในหลุมจนส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ทางโรงแรมจึงต้องติดตั้งระบบระบายน้ำขนาดใหญ่จากก้นหลุมเพื่อป้องกันน้ำท่วม

 

 

5. ส่วนห้องพักของโรงแรมนั้นจะเริ่มเปิดให้จองผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยสนนราคาห้องพักต่ำสุดอยู่ที่ราว 320 ดอลลาร์ต่อคืน ราว 10,500 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ : Intercontinental Hotels

ศาลสั่งทำเนียบขาว คืนบัตรนักข่าวซีเอ็นเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571057

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

ศาลสั่งทำเนียบขาว คืนบัตรนักข่าวซีเอ็นเอ็น

ศาลสหรัฐสั่งทำเนียบขาว คืนบัตรนักข่าวประจำทำเนียบของ จิม อาคอสต้า หลังปะทะคารมกับปธน.ทรัมป์

เมื่อวานนี้ ผู้พิพากษา ทิโมธี เคลลีย์ (Timothy Kelly) ประจำศาลแขวงเขตดิสทริค ออฟ โคลัมเบีย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้การออกคำสั่งให้คืนสถานะบัตรสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวให้แก่นาย จิม อาคอสต้า ตามเดิมจนกว่าจะมีการเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเต็มรูปแบบ

โดยทางศาลระบุว่า ควรมีการพิจารณาเรื่องนี้ผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเสียก่อน ตามสิทธิ์ของผู้ที่ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว 6 ราย ประกอบไปด้วย นางซาราห์ ฮัลเคิลบีย์ แซนเดอร์ โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว นายจอห์น เคลลี่ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว นายวิลเลียม ไชน์ รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ผู้อำนวยการหน่วยอารักขาประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีที่ยึดบัตรของนายอาคอสต้า รวมไปถึงประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย หลังจากที่นายอาคอสต้า ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นประจำทำเนียบขาว ได้เกิดการปะทะคารม กับปธน.ทรัมป์ในระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบ

จนส่งผลให้นายอาคอสต้าถูกเจ้าหน้าที่ทำเนียบ ยึดบัตรสื่อประจำทำเนียบของเขา ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายของซีเอ็นเอ็น ได้อ้างบทบัญญัติข้อที่ 5 ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งคุ้มครองให้มีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมต่อนักข่าว รวมถึงบทบัญญัติเพิ่มเต้มข้อที่ 1 ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองเสรีภาพสื่อด้วย

อย่างไรก็ดี คดีดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจของสังคมที่ว่า แม้กระทั่งสื่อสายอนุรักษ์นิยมอย่าง FOX News ที่มักจะเสนอข่าวสนับสนุนปธน.ทรัมป์ ก็ยังออกมาสนับสนุนการฟ้องร้องของซีเอ็นเอ็นครั้งนี้ด้วย

พบผู้เสียชีวิตจากไฟป่าแคลิฟอร์เนียเพิ่มขึ้นทุกชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571018

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 18:07 น.

พบผู้เสียชีวิตจากไฟป่าแคลิฟอร์เนียเพิ่มขึ้นทุกชั่วโมง

ไฟป่าแคลิฟอร์เนียเผาผลาญไปแล้ว 3 แสนไร่ ทำลายเมืองราบเป็นหน้ากลอง สูญหายกว่า 600 พบศพมากขึ้นเรื่อยๆ

สื่อสหรัฐรายงานว่า จากความรุนแรงของไฟป่า “แคมป์” ซึ่งเผาผลาญหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น ล่าสุดพบว่าขณะนี้จำนวนผู้สูญหายพุ่งสูงถึง 630 รายแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 63 ราย และมีความกังวลว่ายอดผู้เสียชีวืตจะมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เจ้าหน้าที่มีการพบศพอยู่เสียชีวิตอยู่เรื่อยๆ

 

 

สำหรับไฟป่าแคมป์ดังกล่าวปะทุขึ้นบริเวณเชิงเขาเซียร์ร่าเนวาด้า เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และถูกบันทึกว่าเป็นไฟป่าที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐ

โดยเหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนั้น เจ้าหน้าที่ระบุว่า ด้วยกระแสลมแรง ประกอบกับอากาศที่แห้ง จึงส่งผลให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 141,000 เอเคอร์ หรือราว 356,730 ไร่

 

 

ขณะที่เมืองที่มีความเสียหายมากที่สุดคือ เมืองพาราไดซ์ ที่ตั้งอยู่ในเขตบัตต์ โดยเมืองดังกล่าวมีประชากรอยู่ราว 27,000 คน โดยไฟป่าแคมป์ได้ทำลายบ้านเรือนเกือบ 9,700 หลัง และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆอีก 11,800 แห่งภายในเมืองราบเป็นหน้ากลองเพียงไม่กี่ชั่วโมง ชาวเมืองในแถบใกล้เคียงต้องอพยพออกจากพื้นที่กว่า 52,000 คน

 

 

อย่างไรก็ดีจากจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวนั้น สำนักนายอำเภอเขตบัตต์ ระบุจากตัวเลขผู้สูญหายกว่า 630 คนนั้น ตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่นิ่งเนื่องจากมีผู้ถูกเพิ่ม และถอดออกจากรายชื่อเนื่องจากเสียชีวิตในเกือบทุกชั่วโมง

 

 

 

ปู่ชาวญี่ปุ่น พบฟิล์มการ์ตูนเรื่องแรกของ มิกกี้ เมาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571009

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 16:15 น.

ปู่ชาวญี่ปุ่น พบฟิล์มการ์ตูนเรื่องแรกของ มิกกี้ เมาส์

ดิสนีย์ค้นพบประวัติศาสตร์ที่สูญหาย หลังปู่ชาวญี่ปุ่นเก็บม้วนฟิลม์การ์ตูน “มิกกี้ เมาส์” เรื่องแรกที่ออกฉายเมื่อ 90 ปีก่อน

อาซาฮีชิมบุน ของญี่ปุ่นรายงานว่า มีการพบประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปของดิสนีย์ หลังจากที่มีคุณปู่ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ได้เก็บรักษาม้วนฟิล์มการ์ตูน แอนิเมชั่นเรื่องแรกของมิกกี้ เมาส์ ที่เคยออกฉายในปี 1928 หรือเมื่อ 90 ปีก่อน

 

 

รายงานระบุว่าคุณปู่ชาวญี่ปุ่นรายนี้ชื่อว่า Yasushi Watanabe วัย 84 ปี โดยคุณปู่เปิดเผยว่า ในวัยเด็กของคุณปู่ก็เช่นเดียวกับเด็กๆทั่วไปที่ชอบเก็บสะสมการ์ตูน ซึ่งในยุคนั้นการตูนแอนิเมชั่นมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ที่พบว่าตัวการ์ตูนในหนังสือมันสามารถขยับได้ราวกับมีชีวิตจริงๆ

 

 

โดยคุณปู่ได้พบซื้อม้วนฟิล์มมิกกี้ เมาส์ เรื่องแรกที่มีชื่อว่า “Neck n ‘Neck” จากร้านขายวิดิโอในเมืองโอซาก้า ขณะที่ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมเมื่อ 70 ปี ก่อน โดยขณะนั้นคุณปู่ซื่้อม้วนวิดิโอนี้มาในราคา 500 เยน หรือราว 145 บาท จากนั้นก็เก็บม้วนฟิล์มดังกล่าวเป็นเวลาหลายสิบปีจนแทบจะลืมมันไปแล้ว

กระทั่งวันหนึ่งคุณปู่ได้อ่านหนังสือเรื่อง “Oswald the Lucky Rabbit: The Search for the Lost Disney Cartoons” ที่เขียนโดยอดีตนักสร้างการตูนเอนิเมชั่นของดิสนีย์ ที่ชื่อว่า David Bossert ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บางส่วนของมิกกี้ เมาส์ที่หายไป

 

 

คุณปู่จึงนึกขึ้นได้ว่า ตนเองที่แฟนของดิสนีย์มานาน และสะสมสิ่งของต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนดิสนีย์ จึงค้นหาม้วนฟิล์มดังกล่าวที่เก็บไว้มานาน ก่อนจะติดต่อไปทางอาซาฮีชินบุน เพื่อประสานไปยังหอจดหมายเหตุของวอลต์ดิสนีย์ ในการยืนยันว่าม้วนฟิลส์ดังกล่าว คือส่วนของการ์ตูนมิกกี้เมาส์ที่หายไป

หลังจาการตรวจสอบ ทางด้าน Becky Cline ผู้อำนวยการของหอจดหมายเหตุดิสนีย์ ระบุว่า เรารู้สึกดีใจมากที่ได้พบว่ายังมีสำเนาของฟิลม์การ์ตูนดิสนีย์ที่หายไปของมิกกี้ เมาส์ มันเหมือนการพบประวัติศาสตร์ที่ศูนย์หาย

อย่างไรก็ดี การค้นพบดังกล่าวนั้นมีขึ้นในระหว่างการครบรอบ 90 ปีของตัวละคร มิกกี้ เมาส์ ในวันที่ 18 พ.ย.นี้เช่นกัน

ภาพ : asahi shimbun