ผู้ถูกรางวัลแจ็คพอต”เมกะ มิลเลียนส์” ยังไม่ไปขึ้นรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570748

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 11:54 น.

ผู้ถูกรางวัลแจ็คพอต"เมกะ มิลเลียนส์" ยังไม่ไปขึ้นรางวัล

สหรัฐฯยังไม่พบเศรษฐีใหม่ที่ถูกหวย “เมกะ มิลเลียนส์” มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท นำสลากไปขึ้นเงินรางวัล

สื่อสหรัฐรายงานว่า หลังจากก่อนหน้านี้ ที่มีรายงานการถูกรางวัลแจ็คพอต ล็อตโตเมกะมิลเลี่ยน ของสหรัฐ ซึ่งมีเงินรางวัลสะสมสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีการประกาศรางวัลไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น

แม้ว่าจะมีการระบุว่าจะพบว่าล็อตโตใบที่ถูกรางวัลนั้นจะถูกซื้อไปในร้านขายของ KC มาร์ท ในเมือง Simpsonville รัฐเซาท์ แคโรไลน่า แต่ทว่าผ่านไปจนถึงตอนนี้กว่า 3 สัปดาห์แล้ว ผู้ถูกรางวัลดังกล่าวก็ยังไม่มีการนำล็อตโตใบที่ถูกรางวัลไปขึ้นเงินรางวัลแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้ถูกรางวัลจะยังไม่ได้ไปขึ้นเงินรางวัลนั้น แต่ตามกฎระบุว่า ผู้ถูกรางวัลมีเวลา 180 วัน หลังจากการประการรางวัล ในการนำล็อตโตใบที่ถูกรางวัลไปขึ้นเงิน ซึ่งหากเป็นไปตามนี้จะหมายความว่า ผู้ที่ถูกเงินรางวัลจะมีเวลาจนถึงวันที่ 21 เมษายน 2019 ในการนำสลากไปขึ้นเงินรางวัลมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์

แต่หากผู้ถูกรางวัลไม่มาขึ้นเงินรางวัลนั้น เงินจะถูกมอบให้กับทางรัฐเซาท์แคโรไลน่า เพื่อให้ทางรัฐนำไปใช้ในกิจการด้านต่างๆแทน และแม้ว่าผู้ถูกรางวัลจะนำสลากใบดังกล่าวไปขึ้นเงินก็ตาม เขาก็มีสิทธิในการปกปิดชื่อเสียงเรียงนามของตน ตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งรัฐเซาท์แคโรไลน่า เป็นหนึ่งใน 8 รัฐทั่วสหรัฐ ที่มีกฎหมายปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ถูกรางวัลเพื่อความปลอดภัย

วังอังกฤษเผยภาพเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570739

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 10:47 น.

วังอังกฤษเผยภาพเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา

วังเคนซิงตันเผยพระฉายาลักษณ์ เจ้าชายชาลส์ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์

สำนักพระราชวังอังกฤษ เผยแพร่ภาพพระฉายาลักษณ์อย่างเป็นทางการ เนื่องในวโรกาสที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ทรงมีพระชนมายุครบ 70 ชันษา ในวันนี้ (14 พ.ย.) โดยในพระฉายาลักษณ์ดังกล่าวประกอบด้วย จ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ แคเทอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ เจ้าชายหลุยส์ พระโอรส และพระธิดาในเจ้าชายวิลเลียยม เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกส์ และ เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกส์

 

 

ประมูลเพชรสีชมพูราคาแพงสุดในประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570737

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 10:07 น.

ประมูลเพชรสีชมพูราคาแพงสุดในประวัติศาสตร์

เพชรสีชมพูสุดหายากน้ำหนัก 19 กะรัต ถูกประมูลไปในราคากว่าพันล้านบาท

สำนักประมูลคริสตี้ในเมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้นำเพชรสีชมพู “Pink Legacy” ซึ่งเพชรเม็ดนี้เคยเป็นสมบัติของตระกูลออพเพนไฮเมอร์ที่เคยบริหารเดอเบียร์ส บริษัทอัญมณีชื่อดังของแอฟริกาใต้มาก่อน

 

 

ก่อนที่ต่อมาจะตกอยู่ในมือของแฮร์รี วินสตัน บริษัทอัญมณีอเมริกันในเครือสวอตซ์กรุ๊ปของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประมูลเพชรดังกล่าวมาได้ด้วยราคาสูงถึง  50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,645.65 ล้านบาท) พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น (Winston Pink Legacy)

ส่งผลให้เพชรเม็ดดังกล่าวสร้างสถิติราคาประมูลเพชรสีชมพูที่แพงที่สุดในโลก

 

 

ด้านสำนักประมูลคริสตี้ระบุว่า เพชรเม็ดนี้ตกราคากะรัตละ 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 85 ล้านบาท  ถูกพบครั้งแรกในเหมืองแอฟริกาใต้ และคาดว่าจะถูกเจียระไนครั้งแรกในช่วงคศ.1920  ได้รับการจัดเกรดเป็น fancy vivid ซึ่งเป็นเกรดดีที่สุดของเพชรสี

โอเปกเล็งลดผลิตวันละ 1 ล้านบาร์เรล ปรับสมดุลในตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570708

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 19:41 น.

โอเปกเล็งลดผลิตวันละ 1 ล้านบาร์เรล ปรับสมดุลในตลาด

โอเปกส่งสัญญาณปรับสมดุลตลาดน้ำมัน กันซัพพลายล้น ด้านซาอุดิอาระเบียเตรียมลดผลิตเดือนหน้า

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) และผู้ส่งออกน้ำมันนอกโอเปก ออกแถลงการณ์หลังการประชุมที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมัน และคาดว่าการขยายตัวของซัพพลายในปี 2019 อาจมากกว่าดีมานด์โลก เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งโอเปกจะพิจารณาทางเลือกในการปรับกำลังการผลิต และอาจต้องใช้กลยุทธ์ใหม่เพื่อปรับสมดุลของตลา

ขณะที่ คาลิด อัล-ฟาลีห์ รัฐมนตรีพลังงานซาอุดิอาระเบีย ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยว่า ซาอุดิอาระเบียจะลดการส่งออกน้ำมัน 5 แสนบาร์เรล/วัน ในเดือน ธ.ค. เนื่องจากดีมานด์ลดลงตามฤดูกาล ซึ่งจะทำให้ซัพพลายน้ำมันหายจากตลาดไปประมาณ 0.5% พร้อมระบุว่า โอเปกจะตัดสินใจว่าจะลดการผลิตหรือไม่ และจะลดเท่าไร ในการประชุมนโยบายที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย วันที่ 6 ธ.ค.นี้

“เราต้องหากลยุทธ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลดกำลังการผลิต หรือกลยุทธ์อื่นๆ แต่จะไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิต” รัฐมนตรีพลังงานยูเออี เจ้าภาพการประชุม กล่าว

อัล-ฟาลีห์ เปิดเผยว่า โอเปกและผู้ส่งออกน้ำมันนอกโอเปก เห็นพ้องกันว่า ผลการวิเคราะห์ระบุว่าผู้ส่งออกน้ำมันต้องลดกำลังการผลิตในปีหน้าประมาณ 1 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตของเดือน ต.ค.เพื่อปรับสมดุลของตลาด

ด้านรัสเซีย ผู้ส่งออกน้ำมันอันดับที่ 2 ของโลก เปิดเผยเพียงว่า รัสเซียจะทำตามข้อตกลงเรื่องกำลังการผลิตของโอเปก และผู้ส่งออกนอกโอเปก

การประกาศว่าซาอุดิอาระเบียจะลดการส่งออกน้ำมันในเดือนหน้า เพื่อป้องกันภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ หลังเข้าสู่ตลาดหมี ส่งผลให้สัญญาราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวขึ้น 1.7% ไปอยู่ที่ 71.39 ดอลลาร์สหรัฐ (บาร์เรล) เช่นเดียวกับสัญญาราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ปรับตัว 1.1% มาอยู่ที่ 60.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ระหว่างการซื้อขาย วานนี้

ด้านเว็บไซต์ข่าวชานา ของกระทรวงน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านได้ขายน้ำมันดิบ 7 แสนบาร์เรล ให้กับบริษัทเอกชน รอบที่ 2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ที่เริ่มใช้ช่วงต้นเดือนนี้ โดยมีเอกชน 3 แห่งที่ไม่ระบุชื่อ ซื้อน้ำมันอิหร่านที่ราคา 64.97 ดอลลาร์/บาร์เรล

อีก 12 ปีทัวร์จีนจะครองโลก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570707

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 19:28 น.

อีก 12 ปีทัวร์จีนจะครองโลก!

“ยูโรมอนิเตอร์” บริษัทวิจัยตลาด เผยนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่อาจกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอีก 12 ปีข้างหน้า

จากการศึกษาของบริษัทวิจัยตลาด ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่า นักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่อาจกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าสหรัฐ ในอีก 12 ปีข้างหน้า โดยผลวิจัยเผยว่า นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 97.5 ล้านคน ในปีนี้ เป็น 259 ล้านคน ในปี 2573 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสหรัฐมาก ซึ่งมีชาวอเมริกันเดินทางไปท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 159 ล้านคนต่อปี และเยอรมนี 138 ล้านคน

ยูโรมอนิเตอร์กล่าวว่า การขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนมีผลมาจากรายได้ของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่สูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความต้องการท่องเที่ยวมากขึ้น ขณะที่ฮ่องกงและมาเก๊ายังคงเป็นเมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งถือเป็นการเดินทางระหว่างประเทศ โดยพบว่าในปี 2017 มีนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปเยือนราว 46 ล้านคน

จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปยังต่างประเทศ มีมากขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และหากเศรษฐกิจจีนยังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้ประเทศต่างๆ อาทิ ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และมาเลเซีย จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ประเทศจีนเองก็จะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางต่างชาติในปี 2573 เช่นกัน แต่ไม่ได้มีสถิติเจาะจง โดยจากตัวเลขในปีนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจีนราว 67 ล้านคน ซึ่งจะเพิ่มเป็น 88 ล้านคน ในปี 2566

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจของอีโคโนมิกส์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต คาดว่า ในปี 2573 กลุ่มคนจีนที่มีรายได้สูงจะเพิ่มขึ้นถึง 480 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรจีน หมายความว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

มือซ่อนเข็มในสตรอเบอร์รี่แค้นฝังหุ่นบริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570704

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 18:53 น.

มือซ่อนเข็มในสตรอเบอร์รี่แค้นฝังหุ่นบริษัท

อดีตหัวหน้าคนงานหญิงของฟาร์ม ระบุสาเหตุซ่อนเข็มในสตรอเบอร์รี่ เพราะโกรธแค้นบริษัทที่ปฏิบัติไม่ดี หวังแก้แค้นให้เจ๊ง

จากกรณีผวาพบเข็มเย็บผ้าซ่อนอยู่ในผลสตรอเบอร์รี่ซึ่งวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ประเทศออสเตรเลีย จนเป็นข่าวใหญ่เมื่อ 2 เดือนก่อน หลังเริ่มระบาดในรัฐควีนส์แลนด์เป็นแห่งแรก ก่อนจะแพร่กระจายไปอีกหลายรัฐ จนมีผู้เคราะห์ร้ายกลืนเข็มลงคอ สร้างความหวาดผวาไปทั่วทั้งประเทศ

ล่าสุด ตำรวจออสเตรเลียสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้แล้วเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา คือ มีอูจินห์ วัย 50 ปี อดีตหัวหน้าคนงานหญิงของฟาร์มเบอร์รี ลิสเชียส และเบอร์รี ออบเซสชั่น ในรัฐควีนส์แลนด์ อดีตผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามซึ่งอาศัยอยู่ในออสเตรเลียมานานกว่า 20 ปีแล้ว

ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากมีพลเมืองดีแจ้งเบาะแส จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พยายามสืบหาตัวคนร้ายมือซ่อนเข็มนานกว่า 2 เดือน กระทั่งพบหลักฐานมัดตัว เป็นผลดีเอ็นเอ (DNA) ของอดีตหัวหน้าคนงานหญิง ซึ่งตรงกับเข็มเย็บผ้าเล่มแรกที่ซ่อนอยู่ในสตรอเบอร์รี่ของฟาร์มเบอร์รีลิสเชียส และเบอร์รี ออบเซสชั่น จนนำไปสู่การจับกุมมีอูจินห์

จินห์ถูกนำตัวขึ้นศาลชั้นต้น ในเมืองบริสเบนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ย. 2561) เธอให้การว่า โกรธแค้นบริษัทที่ปฏิบัติไม่ดีกับเธอ และต้องการแก้แค้นให้ธุรกิจเสียหาย โดยเธอได้บอกกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ว่าจะทำให้บริษัทเจ๊งและออกไปจากวงการธุรกิจ จึงลงมือซ่อนเข็มในผลสตรอเบอร์รี่ จนนำไปสู่พฤติกรรมการเลียนแบบที่พบทั่วประเทศกว่า 100 เคส รวมถึงผลไม้อื่นๆ ทั้งกล้วย แอปเปิล และมะม่วง ก็พบว่ามีเข็มเย็บผ้าซ่อนอยู่เช่นกัน สร้างความหวาดผวาแก่ผู้บริโภค

ตำรวจตั้งข้อหาจินห์ 7 กระทง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการทำให้อาหารปนเปื้อน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี แต่หลังจากเกิดเรื่องรัฐบาลออสเตรเลียมีประกาศเพิ่มโทษ ทำให้เธออาจต้องเจอโทษจำคุกสูงสุด 10-15 ปี ขณะที่ระหว่างอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคดี จินห์ไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลให้ประกันตัว โดยจะขึ้นศาลครั้งต่อไป ในวันที่ 22 พ.ย.นี้

ด้านสมาคมผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ของรัฐควีนส์แลนด์ ระบุว่า เป็นข่าวดีอย่างมากที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ แต่ผู้ที่มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบก็ควรจะถูกจับและได้รับโทษด้วยเช่นกัน โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีสะเทือนขวัญทุกราย

ทั้งนี้ กระแสหวาดกลัวสตรอเบอร์รี่ซ่อนเข็มในขณะนั้น ทำให้อุตสาหกรรมปลูก-ขายสตรอเบอร์รี่ในออสเตรเลีย ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 130 ล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี ( ประมาณ 3,100 ล้านบาท) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สตรอเบอร์รี่ถูกเรียกคืนจากซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงบริษัทนำเข้าสตรอเบอร์รี่รายใหญ่สุดในนิวซีแลนด์ 2 บริษัทก็ระงับการนำเข้าสตรอเบอร์รี่ออสเตรเลียเพื่อเฝ้าระวัง จนเกษตรกรได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน

ที่มา www.m2fnews.com

อังกฤษอาจเสีย “สายการบินแห่งชาติ” ให้สเปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570701

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 18:29 น.

อังกฤษอาจเสีย "สายการบินแห่งชาติ" ให้สเปน

“บริติช แอร์เวย์” อาจกลายเป็นสายการบินสัญชาติสเปน หากไม่สามาถบรรลุข้อตกลงหลังเบร็กซิตได้

สื่ออังกฤษรายงานว่า สายการบินบริติช แอร์เวย์ ซึ่งมีบริษัทแม่คือ International Airlines Group (IAG) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงมาดริด ของสเปน อาจต้องย้ายฐานปฎิบัติการบินไปยังกรุงมาดริด จากปัจจุบันที่มีฐานปฎิบัติการอยู่ที่สนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลังจากอังกฤษออกจากเบร็กซิตได้

รายงานระบุว่า ทาง IAG ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริติช แอร์เวย์ ได้เจรจากับทางรัฐบาลสเปน เพื่อขอหลักประกันว่าบริติช แอร์เวย์ จะยังมีสถานะทางการบินในสหภาพยุโรป รวมถึงการอนุญาตให้ยังคงสามารถเปิดเส้นทางบินต่างๆในยุโรปได้ต่อไปเมื่ออังกฤษดำเนินการออกจากเบร็กซิตแล้ว

แต่ทว่าหากไม่สามารถตกลงกันได้ จะส่งผลให้ทางบริติชแอร์เวย์ ต้องย้ายฐานปฎิบัติการบินไปยังกรุงมาดริด ของสเปน ซึ่งส่งผลให้สายการบินแห่งชาติของอังกฤษนั้น ไม่ต่างอะไรกับสายการบินของสเปนไปโดยปริยาย

เรื่องนี้ส่งผลให้บรรดา ส.ส.ของพรรคแรงงานต่างออกมาโจมตี รัฐบาลนางเทเรซา เมย์ว่า บริติช แอร์เวย์ คงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “สแปนิช แอร์เวย์”

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวดูเหมือนทางอังกฤษจะมีทางเลือกไม่มาก เนื่องจากทางสหภาพยุโรปได้ออกกฎเกณฑ์ที่ระบุว่า สายการบินที่ครองส่วนแบ่งตลาดในอียู จะต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นสัญชาติอียูเท่านั้น แต่ทว่าบรรดาผู้ถือหุ้นใน IAG นั้นส่วนใหญ่คือนักลงทุนจากสหราชอาณาจักร ซึ่งจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพลเมืองอียูต่อไปหลังจากเบร็กซิต

ด้าน El Pais สื่อท้องถิ่นของสเปน รายงานว่า สถานะของ IAG ในฐานะสายการบินในยุโรปอาจต้องมีความเสี่ยง ซึ่งไม่เพียงแค่บริติชแอร์เวย์ เท่านั้น IAG ยังถือหุ้นในสายการบินไอบีเรีย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของสเปน รวมถึงสายการบินต้นทุนต่ำอย่างสายการบิน LEVEL และสารการบินของไอร์แลนด์อย่าง Aer Lingus ด้วยเช่นกัน แต่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดเห็นจะเป็นทางบริติชแอร์เวย์

ทั้งนี้ IAG ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 จากการควบรวมกันระหว่างสองสายการบินใหญ่ๆทั้งสายการบินบริติช แอร์เวย์ และสายการบินไอบีเรีย โดยมีสำนักจดทะเบียนและฐานปฏิบัติการหลักในลอนดอน แต่มีสำนักงานในกรุงมาดริดของสเปน นับเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญที่สุดอันดับ 6 ของโลก อย่างไรก็ดี เมื่อ

ด้าน โฆษกของ IAG กล่าวว่า “เรายังคงมั่นใจว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงการขนส่งทางอากาศที่ครอบคลุมระหว่างสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลสหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรปมีความสนใจที่จะมีข้อตกลงการบินอย่างเสรี”

ภาพดาวเทียมแฉเกาหลีเหนือ อาจยังคงแอบพัฒนานิวเคลียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570684

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 15:57 น.

ภาพดาวเทียมแฉเกาหลีเหนือ อาจยังคงแอบพัฒนานิวเคลียร์

องค์กรสหรัฐแฉ เกาหลีเหนือยังแอบซุกฐานยิงนิวเคลียร์อีกหลายสิบแห่ง

สื่อสหรัฐได้มีการเปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมเหนือพื้นที่ของเกาหลีเหนือ ซึ่งแสดงให้เห็นฐานยิงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือแห่งอื่นๆจำนวน 13 แห่งที่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อน

การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยทางสำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์รายงานระบุว่า จากภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าจะมีการรับปาก และลงนามกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐ ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

 

 

รายงานระบุว่าจากข้อตกลงดังกล่าวนั้น เกาหลีเหนือได้ให้คำมั่นว่าจะยุติการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ รวมถึงทำลายสถานที่ทดสอบนิวเคลียร์ทั้งหมด และแม้ว่าก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือจะมีการเชิญสื่อมวลชน รวมถึงองค์กรนานาชาติเข้าชมการทำลายฐานทดสอบนิวเคลียร์ดังกล่าวแล้วก็ตาม

 

 

แต่ทางศูนย์เพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies) หรือ CSIS เปิดเผยว่า เกาหลีเหนืออาจเปิดเผยไม่หมด เกี่ยวกับศูนย์ทดสอบขีปนาวุธ และอาวุธนิวเคลียร์ โดยจากหลักฐานดังกล่าวนั้นเกาหลีเหนือยังคงมีศูนย์อาวุธนิวเคลียร์ที่ทำการอยู่อย่างน้อย 13 แห่ง และอาจจะมีมากกว่านี้ถึง 20 แห่งที่ยังไม่เปิดเผยต่อนานาชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฐานทดสอบนิวเคลียร์ Sakkanmol missile base ยังคงพบการเคลื่อนไหวอยู่

 

รายงานของศูนย์ CSIS ยังระบุว่า ฐานปฏิบัติการขีปนาวุธเหล่านี้นั้น ใช้สำหรับขีปนาวุธพิสัยใกล้ ไปจนถึงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป และฐานยิงเหล่านี้ยังคงปฎิบัติงานได้ ซึ่งอาจจะต้องรอการยืนยันถึงการรื้อถอนในข้อตกลงการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือก่อน ถึงจะมีความชัดเจนว่าเกาหลีเหนือแอบซุกฐานยิงนิวเคลียร์แห่งอื่นๆอีกหรือไม่

อย่างไรก็ดี ด้านสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือ CIA ยังไม่ได้ออกมายืนยันถึงภาพดาวเทียมดังกล่าวว่าเกาหลีเหนือยังคงแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่หรือไม่

ด้านโฆษกหญิงประจำทำเนียบบลูเฮาส์ ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่า ขณะนี้ทางเกาหลีใต้กำลังดำเนินอย่างใกล้ชิดกับนานาชาติในการปิดฐานต่างๆของเกาหลีเหนือ

 

 

ทั้งนี้ การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของ CSIS นั้นมีขึ้นหลังจากที่นางคัง คยองวา รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ เผยว่าเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า  เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวกับเกาหลีใต้ว่าเกาหลีเหนือแจ้งเตือนมาว่าขอยกเลิกกำหนดเจรจากับสหรัฐ ในระหว่างการพบปะกันที่จะมีการหารือในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงการหารือถึงกำหนดการจัดประชุมสุดยอดครั้งที่สองระหว่างนายคิมจองอึน กับ ปธน.ทรัมป์ด้วย แต่ไม่มีมีการเปิดเผยถึงเหตุผลที่เกาหลีเหนือยกเลิกแต่อย่างใด

 

จีนย้ายตึก 5 ชั้น ทางแม่น้ำแยงซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570672

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 14:05 น.

จีนย้ายตึก 5 ชั้น ทางแม่น้ำแยงซี

ชมคลิป เมืองฉงชิ่งสั่งย้ายตึกผิดกฎหมาย ผ่านทางเรือล่องไปตามแม่น้ำแยงซี ของจีน

สื่อจีนรายงานว่าบรรดาชาวเมืองฉงชิ่งของจีน ต่างต้องแปลกใจเมื่อพบว่า มีเรือสองลำ กำลังผลักดันแพซึ่งบรรทุกอาคารสูงขนาด 5 ชั้น ล่องไปตามแม่น้ำแยงซี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า อาคารแห่งนี้เป็น ภัตตาคารลอยน้ำ ที่สร้างโดยละเมิดกฎข้อบังคับของสภาเมือง จึงต้องดำเนินการย้ายภัตตาคารดังกล่าวไปยังพื้นที่อื่น ทั้งนี้ ภัตตาคารดังกล่าวนั้นสร้างอยู่บนแพลอยน้ำ ซึ่งไม่มีการติดเครื่องยนต์แต่อย่างใด จึงต้องอาศัยเรือสองลำในการผลักดันให้ล่องไปตามแม่น้ำตามคลิปที่ปรากฎดังกล่าว

 

ไฟป่าแคลิฟอร์เนีย คร่าชีวิตสูงสุดในประวัติศาสตร์ของรัฐถึง 42 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/570660

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 13:03 น.

ไฟป่าแคลิฟอร์เนีย คร่าชีวิตสูงสุดในประวัติศาสตร์ของรัฐถึง 42 ราย

ไฟป่ารัฐแคลิฟอร์เนียยังคงเผาผลาญไม่หยุด คาดปะทุไปตลอดทั้งเดือน พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 42 ราย นับเป็นเหตุไฟป่าที่คร่าชีวิตมากที่สุดของรัฐ

เอ็นบีซีของสหรัฐรายงานว่า ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟป่าในแถบตอนเหนือ และตอนกลางของรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น พุ่งสูงที่อย่างน้อย 42 รายแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐจากเหตุดังกล่าว

 

 

รายงานระบุว่าเหตุไฟป่าแคลิฟอร์เนียที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเหตุดังกล่าวได้ และเปลวไฟยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าที่เขตบิวต์ เคาท์ตี้ มีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 29 ราย ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังมีผู้สูญหายอีกราว 228 คน

ด้านเจ้าหน้าที่ปกครองเขตบิวต์ ได้ระบุผ่านสื่อว่า จากจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากไฟป่า “แคมป์” ในครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 42 รายแล้ว ซึ่งนับเป็นการเสียชีวิตจากเหตุไฟป่าครั้งรายแรงที่สุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

 

ขณะที่เมืองพาราไดซ์ ซึ่งต้้งอยู่เชิงเทือกเขาเซียร์ร่า เนวาดา ในเขตบิวต์พบผู้เสียชีวิตพบผู้เสียชีวิตมากที่สุด ส่วนตัวเมืองพบว่ามีความเสียหายมากถึง 80-90%

ทั้งนี้ ไฟป่า”แคมป์” ที่ได้ปะทุขึ้นเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 113,000 เอเคอร์ หรือราว 285,890 ไร่ บ้านเรือนประชาชนราว 7,000 แห่ง และอีกราว 25% ของพื้นที่ป่าตามธรรมชาติ ตามข้อมูลของกรมป่าไม้แคลิฟอร์เนีย และสำนักงานบรรเทาอัคคีภัยของรัฐ (แคลไฟร์)

 

 

เจ้าหน้าที่แคลไฟร์ ยังระบุอีกว่า การปะทุของไฟป่าครั้งนี้คาดว่าน่าจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

ขณะเดียวกัน ทางตอนกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้เกิดไฟป่าที่ชื่อว่า “วูลซีย์” ได้เผาทำลายพื้นที่ป่าไปแล้วราว 91,000 เอเคอร์ ซึ่งขณะนี้ได้ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว 340 หลัง ในย่านเวนทูร่า และชานเมืองลอส แองเจลิส

 

 

ด้านเจ้าหน้าที่คาดว่าจะควบคุมไฟป่าวูลซีย์ ได้ในอีกไม่เกินสัปดาห์นี้ ซึ่งขณะนี้เหลือไฟที่ยังปะทุอยู่ราว 20% เท่านั้น นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า ควันจากไฟป่าแคมป์ได้พัดไปทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่ามลพิษในแถบนครซานฟราซิสโก และเมืองใกล้เดียงด้วย