นิทรรศการ‘HAPPY ENDINGS’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376379

นิทรรศการ‘HAPPY ENDINGS’

นิทรรศการ‘HAPPY ENDINGS’

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับนิทรรศการเดี่ยว ครั้งที่ 2 ในประเทศไทยของ โจแอน คอเนลลา (Joan Cornellà) ศิลปินชาวสเปนผู้มีผลงานโดดเด่นด้วยลายเส้นการ์ตูนสดใสแต่สอดแทรกตลกร้ายถ่ายทอดความจริงออกมาเป็นจินตนาการชวนขันในคราบงานศิลปะแบบไร้คำพูด “HAPPY ENDINGS” (แฮปปี้ เอนดิ้งส์) นิทรรศการล่าสุด นำเสนอผลงานมากกว่า 80 ชิ้น ที่จะชวนคุณมาตีความหมายต่างมุมของจุดจบแสนหวานแต่มีลางร้ายในแบบที่คุณคาดไม่ถึง โดยเฉพาะผลงานชิ้นพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นระหว่างพักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งหยิบเอาสถานการณ์บ้านเรามาจิกกัดแบบชวนยิ้มเป็นไฮไลท์ ที่ไม่ควรพลาดนอกจากนี้ยังมีการวางจำหน่ายหนังสือ เสื้อยืด กระเป๋าผ้า ซึ่งมีจำนวนจำกัด โดยจะได้รับลายเซ็นจาก โจแอน คอเนลลา

โดย โจแอน คอเนลลา กล่าวว่า “งานของผมนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีให้กับปัญหาต่างๆ ซึ่งอันที่จริงแล้ว รอยยิ้มเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงความสุขจริงๆ แต่เป็นการเสเแสร้งให้ดูมีความสุขไปวันๆ เท่านั้น ปัญหายังคงอยู่และเราก็ยังพยายามใช้ชีวิตต่อไปเช่นเดิม ด้วยความที่งานของผมเป็นการ์ตูนแบบไม่ใส่คำพูด จึงสามารถตีความได้อย่างเปิดกว้างและเข้าถึงได้ในหลายเชื้อชาติ แต่โดยรวมแล้ว ความหมายแฝงในงานแต่ละชิ้นของผมคือความสามารถในการมองข้ามปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และร่วมมีความสุขไปกับมันได้”

ด้าน ผไทวัฒน์ จ่างตระกูล ผู้บริหาร ฟาร์มกรุ๊ป ในฐานะภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ กล่าวว่า “เรามุ่งหวังให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงความสวยงามของงานศิลปะกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะผลงานศิลปะในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะความงามเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นสถานการณ์จริงจากมุมมองสร้างสรรค์ เป็นศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนภาพและบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม”

ผู้สนใจ สามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2561เวลา 11.00-22.00 น. เป็นต้นไป ณ WOOF PACK, ศาลาแดง ซอย 1 ราคาบัตรเข้าชมนิทรรศการ 200 บาท และจองบัตรล่วงหน้าได้ที่ http://www.ticketmelon.com/event/joancornellahappyendings

CITIZEN ฉลองครบรอบ 100 ปี จัดนิทรรศการนาฬิกาหาชมยากและเปิดตัวรุ่น Limited Edition

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376364

CITIZEN ฉลองครบรอบ 100 ปี จัดนิทรรศการนาฬิกาหาชมยากและเปิดตัวรุ่น Limited Edition

CITIZEN ฉลองครบรอบ 100 ปี จัดนิทรรศการนาฬิกาหาชมยากและเปิดตัวรุ่น Limited Edition

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของแบรนด์อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการของนาฬิกา CITIZEN เตรียมจัดนิทรรศการครบรอบ 100 ปี นาฬิกา CITIZEN ภายในประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน “CITIZEN 100th Anniversary: Celebrating a Century of CITIZEN” ระหว่างวันที่ 12-20 พฤศจิกายน 2561 นี้ ที่เอ็มโพเรียม แกลเลอรีชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม

ภายในนิทรรศการได้จำลองยกเอาพิพิธภัณฑ์นาฬิกา CITIZEN ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลไม่เปิดให้บุคคลทั่วไป เข้าชมตั้งอยู่ภายในสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่น ยกมาไว้บนพื้นที่ในโซนเดอะ แกลเลอรี ของศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เพื่อจัดแสดงนาฬิกาเรือนพิเศษที่หาดูได้ยากทั้งจากพิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่นเอง รวมไปถึงคอลเลคชั่นที่เคยจำหน่ายในประเทศไทยในอดีต ตั้งแต่ปี 1918-2018 ให้บุคคลทั่วไปได้ยลโฉม Museum Piece มากกว่า 20 เรือน ซึ่งล้วนแล้วแต่ประเมินค่ามิได้ อาทิ นาฬิกา CITIZEN Pocket Watch นาฬิกา CITIZEN เรือนแรกของโลก (ปี 1924), ต้นตำรับของความแม่นยำเที่ยงตรง: นาฬิกา CITIZEN Crystron Mega (ปี 1975) นาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ให้ความแม่นยำ ± 3 วินาทีต่อปี, กลไก Calibre 0100 พลังงานแสงที่ให้ความเที่ยงตรงแม่นยำที่สุดในโลก คลาดเคลื่อนเพียง ± 1 วินาทีต่อปีที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2018, ต้นตำรับของความบางที่สุด: CITIZEN รุ่น Diamond Flake นาฬิกา 3 เข็มที่บางที่สุดในโลก (ปี 1962),ต้นตำรับแห่งเทคโนโลยี: นาฬิกา CITIZEN รุ่น Parashock นาฬิกาป้องกันการกระแทกเรือนแรกของญี่ปุ่น (ปี 1986) ที่เปิดตัวอย่างโด่งดังโดยการทิ้งนาฬิกาเรือนจริงจากเฮลิคอปเตอร์ลงสู่สนามเบสบอล, ต้นตำรับแห่งนาฬิกากันน้ำ: CITIZEN รุ่น Parawater ซึ่งเป็นนาฬิกากันน้ำเต็มรูปแบบเรือนแรกของญี่ปุ่น (ปี 1959) และ CITIZEN รุ่น Aqualand 200M Depth Meter ซึ่งเป็นนาฬิกาควอทซ์เรือนแรกที่ใช้เซ็นเซอร์ไฟฟ้าในการวัดมาตรความลึก (ปี 1985), ต้นตำรับนาฬิกาพลังงานแสง: นาฬิกา CITIZEN Crystron Solar Cell นาฬิกาพลังงานแสงเรือนแรกของโลก (ปี 1976), Radio-Controlled นาฬิกาข้อมือที่สามารถปรับเวลาผ่านคลื่นสัญญาณวิทยุเรือนแรกของโลก และอีกมากมาย

นอกจากนี้ศรีทองพาณิชย์ยังเอาใจแฟน CITIZEN ชาวไทยได้เก็บสะสม โดยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษครบรอบ 100 ปีLimited Edition 1 ศตวรรษ จำนวน 3 รุ่น พร้อมวางตลาดในเดือนพฤศจิกายนนี้ ได้แก่

CITIZEN Promaster Diver 200m นาฬิกาสำหรับนักกีฬามืออาชีพทั่วโลก สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้คำว่า “GO BEYOND” ที่ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ คือ “ฟังก์ชั่นการทำงาน” “ความทนทาน” และ “ความปลอดภัย” ดำน้ำได้ในความลึกถึง 200 เมตร พร้อมโหมดจับเวลาและเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยกรอบหน้าปัดของนาฬิกาแบบทิศทางเดียว (Unidirectional Bezel) และกลไกการล็อกสกรูสำหรับปุ่มกดต่างๆ มาในสีดำ-ทอง หรูหราแต่แข็งแรง

CITIZEN Promaster Dark Raider หรือ Bull Head รุ่นยอดฮิตในอดีตที่คนไทยนิยมเรียกติดปากว่า “มดแดง” เนื่องจากการออกแบบเป็นพิเศษ โดยการนำเม็ดมะยมและปุ่มจับเวลาขึ้นมาอยู่ด้านบนสุดของนาฬิกา เพิ่มความดุดันขึ้นด้วยตัวเรือนและสายสีดำ เป็นการย้อนคืนสู่ยุควินเทจ แต่ในครั้งนี้จะเป็นการกลับมาของ PROMASTER รุ่น “Dark Raider” หรือ “มดดำ”

CITIZEN Eco-Drive Satellite Wave GPS F990 เป็นนาฬิกาพลังงานแสงที่สามารถรับสัญญาณดาวเทียมและสัญญาณ GPS ในการปรับเวลาอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่นจับเวลาตั้งปลุก และดำน้ำที่ระดับความลึก 200 เมตร ตัวเรือนเป็นวัสดุซูเปอร์ไทเทเนียมเคลือบดูราเทค DLC เทคนิคขั้นสูงในการปกป้องพื้นผิวจากรอยขีดข่วน

ทั้งนี้ ศรีทองพาณิชย์ จะจัดพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เวลา 17.30 น. เป็นต้นไปโดยได้รับเกียรติจาก มร.ฮิโรชิ คาวามูระ อัครราชทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทน สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยเซเลบริตี้และดารานักแสดงชื่อดัง โดม-ปกรณ์ ลัม พรีเซ็นเตอร์นาฬิกา CITIZEN คนแรกของประเทศไทย และศิลปินวง BNK48

เทคโนโลยี ‘ส่องกล้อง 3D 4K’ ทางเลือกผ่าตัดมดลูก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376359

เทคโนโลยี ‘ส่องกล้อง 3D 4K’ ทางเลือกผ่าตัดมดลูก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

เทคโนโลยี ‘ส่องกล้อง 3D 4K’ ทางเลือกผ่าตัดมดลูก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พญ.จุฑาธิป พูนศรัทธา

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ล้วนเคยมีอาการปวดท้องน้อย ปวดประจำเดือนประจำเดือนมามาก หรือมานานผิดปกติ และบางรายอาจคลำพบก้อนในช่องท้อง หรือมีก้อนยื่นออกมาทางช่องคลอด อาการเหล่านี้มักนำมาสู่โรคต่าง ๆ ของคุณผู้หญิง ซึ่งในแต่ละปีผู้หญิงไทยจำนวนมาก จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทางนรีเวช โดยเฉพาะการผ่าตัดมดลูกเพียงอย่างเดียว มีจำนวนมากกว่า 40,000 ราย/ปี เลยทีเดียว

แพทย์หญิงจุฑาธิป พูนศรัทธา สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้หญิงในการสำรวจและสังเกตตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติใดๆ ควรพบสูตินรีแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง และรับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งการรักษาอาจมีทั้งการใช้ยา และการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับลักษณะโรคของผู้ป่วย

ทั้งนี้ โรคที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทางนรีเวชที่พบได้บ่อย ได้แก่ 1.เนื้องอกมดลูก 2.เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ 3.ถุงน้ำรังไข่ หรือเนื้องอกรังไข่ 4.ภาวะมดลูกหย่อน 5.ภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง และมีพังผืดในช่องท้อง ซึ่งการผ่าตัด ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับคุณผู้หญิงหลายๆ คน แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ประกอบกับความชำนาญของแพทย์ ทำให้การผ่าตัดทางนรีเวชในปัจจุบันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ทั้งเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง การแสดงภาพด้วยเทคโนโลยี 3D 4K เอื้อให้แพทย์มองเห็นรอยโรคได้อย่างคมชัด สามารถมองขยายภาพได้มากขึ้น เพื่อผลการผ่าตัดที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปิดแผลขนาดเล็ก ผู้ป่วยจึงเจ็บแผลน้อยฟื้นตัวไว สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญยังสามารถทำการผ่าตัดแบบไร้แผล เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นบนหน้าท้องของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดแม้แต่น้อย

ขณะที่เทคนิคในการผ่าตัดทางนรีเวชในปัจจุบันนั้น มีการพัฒนาขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดทางนรีเวชมีเทคนิคดังนี้ 1.การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เป็นการผ่าตัดที่ใช้มาเป็นเวลายาวนาน แพทย์จะผ่าตัดแผลตามแนวยาว หรือตามขวาง หลังการผ่าตัดมักหลงเหลือแผลเป็น เป็นทางยาวและเจ็บแผลหลังผ่าตัดค่อนข้างนาน 2.การผ่าตัดทางช่องคลอด ใช้ได้กับการรักษาในบางกรณีเท่านั้น เช่น การตัดมดลูก ที่มดลูกค่อนข้างหย่อน 3.การผ่าตัดส่องกล้อง เป็นวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน ข้อดีของการผ่าตัดแบบนี้คือ แผลเล็ก เจ็บแผลน้อย ใช้เวลาในการพักฟื้นหลังการผ่าตัดค่อนข้างสั้น 4.การผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผล หลังการผ่าตัดจะไม่หลงเหลือแผลเป็นที่หน้าท้องของผู้ป่วยเลย การเจ็บแผลหลังการผ่าตัดจึงลดลงได้อีก นับเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีแผลที่หน้าท้อง

ข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้อง คือแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เพียง 0.5-1 ซม. หรือไม่มีแผล ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่เลือก ลดการเกิดแผลเป็นจากการผ่าตัด ความเจ็บปวดจากการผ่าตัดน้อยมาก เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้องลดการเกิดพังผืดภายในช่องท้องหลังการผ่าตัด อีกทั้ง กล้อง 3D 4K ที่ใช้ในการผ่าตัด มีความคมชัด และมีความสามารถในการมองขยาย สามารถเห็นรอยโรคที่มีขนาดเล็กๆ ได้ จึงได้ผลการผ่าตัดที่ดียิ่งขึ้น ใช้ระยะเวลาพักฟื้นไม่นานผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ตั้งแต่วันแรกหลังผ่าตัด และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ภายใน 1-2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม โรคแต่ละโรค มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และมีผลดีผลเสียไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ และเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสม และดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ประชารัฐ @ เครือสหพัฒน์ ศรีราชา ร่วมใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376332

x

ประชารัฐ @ เครือสหพัฒน์ ศรีราชา ร่วมใจ

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครือสหพัฒน์ จัดงาน “ประชารัฐ @ เครือสหพัฒน์ ศรีราชา ร่วมใจ” โชว์แนวคิดโครงการประชารัฐในเครือสหพัฒน์ 11 โครงการ พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษ ทั้งสอนอาชีพ อบรมความรู้ บริการทางการแพทย์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อปและผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ตัวแทนจากชุมชน รวมทั้งประชาชนในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นการแสดงพลังความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ตามแนวคิดประชารัฐ

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า เครือสหพัฒน์ได้ริเริ่มดำเนินโครงการประชารัฐมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขานรับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุนให้บริษัทในเครือจัดทำโครงการประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ และประชารัฐเพื่อสังคม ซึ่งโครงการต่างๆ มีผลการดำเนินการเป็นที่น่าพอใจ เครือสหพัฒน์จึงได้จัดงาน “ประชารัฐ @ เครือสหพัฒน์ ศรีราชา ร่วมใจ”

งาน “ประชารัฐ @ เครือสหพัฒน์ ศรีราชา ร่วมใจ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬากลางเครือสหพัฒน์ ศรีราชา ภายในงานมีการจำหน่ายอาหารและสินค้าโอท็อป จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน กิจกรรมส่งเสริมอาชีพ และการแสดงศิลปะพื้นบ้าน การแสดงผลงานโครงการประชารัฐในเครือสหพัฒน์ให้ผู้สนใจได้ศึกษาวิธีคิดและรายละเอียดการดำเนินงาน และนำไปต่อยอดในการพัฒนาชุมชนของตนเอง รวมทั้งยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ สาธิตการเย็บถุงผ้า ตกแต่งถุงผ้า พร้อมจำหน่ายถุงผ้าเพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิพระดาบส, กิจกรรมฐานการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 4 ฐาน ได้แก่ ฐานสบู่และเทียนเจลหรรษา ฐานของเล่นวิทยาศาสตร์แสนสนุก ฐานบิงโกวิทยาศาสตร์ และฐานหุ่นยนต์,ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ และตกแต่งหมวกเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ทำคีโม, อบรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขอนามัยช่องปาก และการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกวิธีและสอนการแต่งหน้าขั้นพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพผิวที่ดี

โครงการประชารัฐเครือสหพัฒน์ที่นำมาจัดแสดงในงานนี้ มี 11 โครงการ ได้แก่ โครงการสถานศึกษาต้นแบบทวิภาคี สานพลังประชารัฐ (Excellent Model School) โดยบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)โครงการนาฏศิลป์ไทยสู่เยาวชน พัฒนศิลป์สร้างคน สืบทอดวัฒนธรรมไทย โดยความร่วมมือของ 4 บริษัทในเครือสหพัฒน์ ได้แก่ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) โครงการ Sahapat Admission โดยบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) โครงการScience on Mobile โดยบริษัท เอส แอนด์ เจอินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)โครงการ OCC สานพลังประชารัฐ พัฒนาความรู้ สู่เส้นทางสายอาชีพ โดยบริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) โครงการสอนเย็บผ้า สร้างอาชีพสู่สังคม โดยบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) โครงการเกษตรพอเพียง ดร.เทียม โชควัฒนาจังหวัดลำพูน โดยบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โครงการ ปลูกไผ่คืนผืนป่า สร้างอาชีพ โดยบริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย โครงการประชารัฐร่วมใจ ต้านภัยมะเร็งเต้านมเพื่อชุมชน โดยบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) โครงการ LION Oral Health Promotion and Prevention โดยบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด และ โครงการประชารัฐร่วมใจ ILC หัวใจสีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด

‘เอพี ไทยแลนด์’ เผยงานศิลป์ชิ้นมาสเตอร์พีซ ในงานเปิดตัว ‘The Palazzo ศรีนครินทร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376370

‘เอพี ไทยแลนด์’ เผยงานศิลป์ชิ้นมาสเตอร์พีซ ในงานเปิดตัว ‘The Palazzo ศรีนครินทร์’

‘เอพี ไทยแลนด์’ เผยงานศิลป์ชิ้นมาสเตอร์พีซ ในงานเปิดตัว ‘The Palazzo ศรีนครินทร์’

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรณ์-วรกร-กานต์ จาติกวณิช

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเมือง ร่วมกับเซเลบริตี้โฮสต์คนดัง เปิ้ล-ศิโรจน์ และยุ้ย-อรวรรณ เสตะพันธุ เนรมิตคฤหาสน์หรู The Palazzo ศรีนครินทร์ ให้เป็นเสมือนอาร์ตมิวเซียม ในงาน Unveiling The Masterpiece Collection เพื่อแสดงผลงานมาสเตอร์พีซของหลากหลายศิลปินระดับโลก อาทิ ภาพ La ColombeBleue (Blue Dove), 1961 ของปิกัสโซ่, ภาพ Feneralia ของ Frank Stella และ ภาพ Mindstream 21 ของ James Verbicky ฯลฯ พร้อมถ่ายทอดเบื้องหลังแนวคิดการรังสรรค์โครงการ The Palazzo ศรีนครินทร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Masterpiece for Generations นิยามของผลงานชิ้นเอกที่อยู่เหนือกาลเวลา โดดเด่นทั้งงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในสไตล์ American Neo Classic

นายสรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์แบรนด์องค์กร เผยว่า เริ่มต้นจากความประทับใจใน The Palazzo ศรีนครินทร์ ที่นำเอาความสง่างามของสถาปัตยกรรมแบบ American Neo Classic ที่เน้นความหรูหราโอ่อ่า แต่ผสานความคลาสสิกและความทันสมัยเข้าด้วยกัน เปรียบได้กับงานมาสเตอร์พีซที่ควรค่ากับการชื่นชมและเก็บรักษา เอพีจึงได้เลือกสรรผลงานศิลปะซึ่งเป็นมาสเตอร์พีซในคอลเลคชั่นสะสมส่วนตัวที่มีคุณค่าต่อจิตใจของผู้เป็นเจ้าของมาจัดแสดง ภายในงานมีครอบครัวคนดังนักสะสมงานศิลปะเข้าร่วมชมมากมาย อาทิ กรณ์-วรกร-กานต์ จาติกวณิช, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-ศศิวิมลโรจนพรพันธุ์ และ นราวดี-อภินารา ศรีกาญจนา เป็นต้น

หนึ่งในงานศิลปะไฮไลท์ของงาน ได้แก่ La ColombeBleue (Blue Dove), 1961 โดยปิกัสโซ่ ของเปิ้ล-ศิโรจน์และ ยุ้ย-อรวรรณ เสตะพันธุ เซเลบริตี้นักสะสมที่ให้เกียรตินำชิ้นงานมาสเตอร์พีซ สุดหวงแหนมาโชว์ในงาน ยุ้ย-อรวรรณ เซเลบริตี้โฮสต์คนดัง กล่าวว่า ประทับใจในผลงานชิ้นนี้ เพราะปิกัสโซ่สามารถถ่ายทอดความหมายที่ต้องการสื่อ ซึ่งในที่นี้หมายถึงสันติภาพออกมาด้วยลายเส้นที่เรียบง่ายแต่มีพลัง และให้ความหวัง เมื่อนำมาจัดแสดงใน The Palazzo ศรีนครินทร์ ยิ่งรู้สึกว่าความสง่างามและความโอ่อ่าของสถานที่ขับให้ภาพดูมีพลัง และลงตัวมากยิ่งขึ้น ราวกับวางชิ้นงานมาสเตอร์พีซไว้ในสถานที่ที่เป็นมาสเตอร์พีซ

ขณะที่เหล่านักสะสมคนดังต่างให้นิยามของคำว่า “มาสเตอร์พีซ” ในแง่มุมที่ต่างกันไป เริ่มที่ กรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า “ในฐานะครอบครัวของเราหลงใหลในศิลปะ เมื่อพูดถึงผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซนั่นหมายถึง ผลงานชิ้นนั้นมีเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง เป็นที่ยอมรับ สามารถคงคุณค่า เป็นอมตะในทุกยุคทุกสมัย และมีมูลค่ามากขึ้นตามกาลเวลา”

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี จิตรกรวาดภาพพอร์ตเทรตชื่อดังของเมืองไทย กล่าวว่า “เมื่อนำชิ้นงานศิลปะเข้ามาผสานกับสถาปัตยกรรมยิ่งส่งเสริมให้ทุกอย่างดูลงตัวและสมดุล ทำให้สถานที่นั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่จดจำ คู่ควรต่อการส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป เปรียบเสมือนกับการลงทุนโดยเฉพาะในเรื่องที่อยู่อาศัย หากเราเลือกในสิ่งที่เป็นมาสเตอร์พีซที่เติมเต็มความต้องการที่จะอยู่กับเราไปอย่างยาวนาน”

พิธาน องค์โฆษิต นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง กล่าวถึงความหมายของ “มาสเตอร์พีซ” ว่า “คือ สิ่งที่สามารถส่งต่อให้คนในเจเนอเรชั่นถัดไปได้ เพราะของสิ่งนั้นต้องยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป”

THE PALAZZO ศรีนครินทร์ ออกแบบสไตล์ American Neo Classic โดยได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมแบบ “แอนทีเบลลัม (AntebellumArchitectural)” ลดทอนความซับซ้อนแต่ยังคงความใหญ่โต โอ่อ่า และสวยงามเหนือกาลเวลา เอกสิทธิ์พิเศษสำหรับ 52 ครอบครัวเท่านั้น

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง กับ อรวรรณ เสตะพันธุ

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง กับ อรวรรณ เสตะพันธุ

พิธาน องค์โฆษิต

พิธาน องค์โฆษิต

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-ศศิวิมล โรจนพรพันธุ์

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-ศศิวิมล โรจนพรพันธุ์

เปิ้ล-ศิโรจน์ และยุ้ย-อรวรรณ เสตะพันธุ

เปิ้ล-ศิโรจน์ และยุ้ย-อรวรรณ เสตะพันธุ

แฟชั่นโชว์เด็กบนลานน้ำแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376367

แฟชั่นโชว์เด็กบนลานน้ำแข็ง

แฟชั่นโชว์เด็กบนลานน้ำแข็ง

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เปิดประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่กับแฟชั่นโชว์สำหรับเด็กบนลานน้ำแข็ง แห่งแรกในประเทศไทยใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมชมแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจาก ทับทิม-อัญรินทร์ดารานักแสดงนางเอกชื่อดัง และมาร่วมลุ้นกันว่าใครจะได้เป็นนายแบบและนางแบบประจำแบรนด์คนต่อไป พร้อมกิจกรรมและรางวัลอีกมากมายส่งท้ายปี ในงานMALINDA FASHION WEEK 2018 “SNOW WORLD” วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2561 @ SUB ZERO ICE SKATE CLUB SUKHUMVIT (BTS เอกมัย) ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/MALINDA888Thailand โทร.065-8842500

‘100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก’ เล่ม 2 ภาคต่อของหนังสือติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376372

‘100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก’ เล่ม 2 ภาคต่อของหนังสือติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์

‘100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก’ เล่ม 2 ภาคต่อของหนังสือติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาสร้างแรงบันดาลใจอีกครั้ง สำหรับภาคต่อของหนังสือติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงทั่วโลกกล้าฝันให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นและสู้ให้หนักขึ้น Good Night Stories for Rebel Girls 2 หนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดเล่ม 2 ตามมา ด้านฉบับภาษาไทยยังคงเป็นสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ที่คว้าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์และจัดจำหน่าย ในชื่อว่า 100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก เล่ม 2 โดย 3 นักแปลคนเดิมจากเล่มแรก อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท, หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ และ พลอยแสง เอกญาติ

“100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก เล่ม 2” หรือ Good Night Stories for Rebel Girls 2 เป็นเรื่องเล่าก่อนเข้านอนเล่มใหม่ล่าสุดของสองเพื่อนซี้ชาวอิตาลี เอเลนา ฟาวิลลี และ ฟรันเชสกา คาวัลโล ที่ทั้งคู่อยากทำหนังสือเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ (เด็ก) หญิงทุกคนเชื่อมั่นว่าตัวเอง “เป็น” และ “ทำ” ได้ทุกอย่างถ้ามุ่งมั่นและพยายามมากพอ ภาคต่อของหนังสือติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงทั่วโลกกล้าฝันให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นและสู้ให้หนักขึ้น เพื่อสรรเสริญผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของโลก ตั้งแต่ เนเฟอร์ติติ บียอนเซ โรซาลินด์ แฟรงคลิน ออดรี เฮปเบิร์น ไปจนถึง เจ.เค. โรว์ลิ่ง พระราชินี นักเคลื่อนไหว นักเต้นบัลเลต์ นักกฎหมาย โจรสลัด นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ มนุษย์อวกาศและนักประดิษฐ์เป็นต้น พร้อมภาพประกอบสวยงามของหญิงสาว 100 คน ที่ปรากฏในเล่ม ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยสไตล์การวาดอันเป็นเอกลักษณ์จากศิลปินหญิงชื่อดัง 50 คนทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการนำความแตกต่างหลากหลายอันน่าตื่นตาตื่นใจมาร้อยเรียงไว้ด้วยกัน จนทำให้รู้สึกว่าอะไรก็เป็นไปได้

คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด กล่าวว่า “การจัดพิมพ์หนังสือ 100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก เล่ม 1 ในปีที่ผ่านมา ถือว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักอ่านชาวไทย เมื่อเราทราบว่าจะมีเล่ม 2 ออกมา จึงซื้อลิขสิทธิ์มาแปลอย่างไม่รอช้า โดยยังคงได้รับเกียรติจากนักแปลคนเดิมจากเล่มแรกทั้ง 3 ท่าน คือ อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ และ พลอยแสง เอกญาติ ทั้ง 3 ท่านต่างทุ่มเทให้กับงานแปลนี้อย่างมาก ซึ่งรับรองว่าสำนวนภาษาที่สื่อออกมาจะสร้างอรรถรสในการอ่านไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ และไม่ว่าผู้อ่านจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย 100 เรื่องเล่าในหนังสือเล่มนี้จะช่วยส่งสารแห่งแรงบันดาลใจไปปลุกพลังแห่งความมุ่งมั่น กล้าฝัน กล้าตั้งเป้าหมาย และกระตุ้นให้คุณพร้อมจะมุ่งสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท กล่าวว่า “ดีใจที่ได้กลับมาแปลหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง เพราะว่าเป็นหนังสือที่อุ้มและลูกๆ ชอบมาก ทีแรกดูรายชื่อผู้หญิงในเล่ม 2 แล้วไม่ค่อยรู้จัก แต่พอได้อ่านและแปลเรื่องราวของทั้ง 33 คน และไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแต่ละคน อุ้มกลับรู้สึกดีใจที่ได้รู้จักพวกเขาและได้รู้เรื่องราวที่ทรงพลังมากๆ อุ้มว่าความดีงามของหนังสือเล่มนี้คือ ความแตกต่างหลากหลายของผู้หญิงที่อยู่ในเล่ม มันช่วยปลุกพลังความเชื่อในตัวเราว่าผู้หญิงเป็นอะไรได้มากมาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกนี้ได้ ถ้าเราตั้งใจและยืนยันทำในสิ่งที่เชื่อ ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่คนรอบตัวหรือสังคมเห็นด้วยก็ตาม ซื้อหนังสือเล่มนี้ไว้อ่านกับลูกหลาน หรือแม้แต่อ่านให้ตัวเองฟังเถอะค่ะ… มันดีจริงๆ”

ด้าน หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์กล่าวว่า “หนิงเชื่อว่าเด็กๆ หรือใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะได้เรียนรู้ว่าหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้นั้นต้องผ่านความพยายาม ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความอดทน และรักในสิ่งที่ทำ นอกจากนี้ คนอ่านยังจะได้เข้าใจว่า ความแตกต่างทางเพศ ไม่ได้เป็นตัววัดความแตกต่างด้านความสามารถ ฉะนั้นจงภูมิใจที่เราเกิดมาเป็นผู้หญิง”

พลอย โจนส์ หรือ พลอยแสง เอกญาติ เผยว่า “หนังสือเล่มนี้ยังคงมีความโดดเด่นเหมือนเล่มแรก ตรงที่เลือกประวัติของผู้หญิงที่น่าสนใจมาเล่าได้อย่างกระชับและตรงประเด็น โดยเน้นตัวอย่างที่ดีและให้กำลังใจแก่ผู้อ่าน เหมาะที่ผู้ใหญ่จะเล่าให้เด็กฟังก่อนนอน เพราะนอกจากได้ความสนุกแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวการผจญภัยที่ตื่นเต้นมีเรื่องเล่าความกล้าหาญ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของผู้หญิงเปลี่ยนโลกทุกคนที่น่าประทับใจมากๆ เชื่อว่าเด็กๆ ที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากหนังสือเล่มนี้จะฝันดีและฝันถึงอนาคตที่เปิดกว้างในด้านโอกาสอย่างแน่นอน ถึงเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีเจ้าหญิง แต่ก็มีผู้หญิงคนเก่งที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าออกนอกกรอบเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้โลกใบนี้”

มาเปลี่ยนความรู้สึกล้มเหลวให้อยากมีพลังใจเพื่อลุกขึ้นสู้อีกครั้ง กับ 100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก เล่ม 2 สั่งจองในราคาพิเศษเพียง 636 บาท (จากปกติ 795 บาท) พร้อมรับฟรี กระเป๋าผ้าฝันดีสุดชิค ตั้งแต่วันนี้-17 พฤศจิกายน 2561 รับหนังสือพร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป สอบถามได้ที่โทร.02-6623000 กด 0 หรือต่อ 4333 และ www.nanmeebooks.com และwww.facebook.com/nanmeebooksfan ติดตามข่าวสารและหนังสือที่น่าสนใจอีกมากมายเพียง ADD LINE @nanmeebooks

หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยาจีระแพทย์

หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยาจีระแพทย์

พลอยแสง เอกญาติ

พลอยแสง เอกญาติ

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

เปิดแล้ว นิทรรศการ ‘ศิลปิน ๒ รัชสมัย ณ วังสวนผักกาด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376339

เปิดแล้ว นิทรรศการ ‘ศิลปิน ๒ รัชสมัย ณ วังสวนผักกาด’

เปิดแล้ว นิทรรศการ ‘ศิลปิน ๒ รัชสมัย ณ วังสวนผักกาด’

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อภิชัย การิกาญจน์ จิตรกรแห่งยุคอธิบายผลงานให้ ชวน หลีกภัย

กลุ่มศิลปิน ๒ รัชสมัย ประกอบด้วย บุญทรง คลอสเนอร์, อภิชัย การิกาญจน์, ธนิตย์ ด้วงดำรง, สิปปวิชญ์ พลสิงห์, ศุภสิทธิ์ วงศ์ร่มเงิน, ชยานันท์ อาวะโต, ชิงชัย อุดมเจริญกิจ, นาวี เรืองระเบียบ, สานิต เธียรวรคุณ, ไมตรี โพธิราช, ประพันธ์ หมื่นเผื่อ และ วรสุดา ชุมสาย ณ อยุธยา รวมตัวกันจัดนิทรรศการศิลปะ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย” โดยได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 และเปิดให้คนรักศิลปะเข้าชมได้ไปจนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ณ ห้องศิลปะทรรศมารศี พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ถ.ศรีอยุธยา โดยรายได้จากการจำหน่ายภาพส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์

โอกาสนี้ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดนิทรรศการ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย” กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนทำงานศิลปะเช่นกัน รู้สึกชื่นชมยินดีที่คณะศิลปิน ๒ รัชสมัย ได้จัดนิทรรศการครั้งนี้ขึ้น เพราะศิลปะทุกแขนงคือสิ่งที่ช่วยจรรโลงและยกระดับจิตใจของคนเราได้ และยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถของศิลปินไทยในการแสดงออกผ่านทางผลงานศิลปะ ซึ่งประเทศไทยมีศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวประเทศไทย สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือไม่ว่าจะเป็นศิลปะแขนงใดศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่าลืมรากเหง้าในศิลปะของประเทศไทยเราและควรช่วยกันอนุรักษ์ส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไป

ดร.จินดารัตน์ ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนอ.) ในฐานะประธานจัดนิทรรศการครั้งนี้ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจาก สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษฯ ได้จัดนิทรรศการ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย” เนื่องในโอกาสครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี แห่งการก่อตั้งสมาคมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาณ ที่ทำการสมาคมถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและนักสะสมเป็นอย่างมากแต่เนื่องจากระยะเวลาการจัดนิทรรศการเป็นเพียงช่วงสั้นๆ จึงทำให้มีผู้พลาดชมการจัดนิทรรศการในครั้งนั้น

“เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้รักงานศิลปะได้เสพงานศิลป์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ศิลปินที่ได้ร่วมงานกันครั้งที่แล้ว จึงร่วมมือร่วมใจกันจัดนิทรรศการศิลปิน ๒ รัชสมัย ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งการจัดนิทรรศการครั้งนี้จะแสดงผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในหลากหลายเทคนิคไม่ว่าจะเป็นสีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิกรวมถึงผลงานประติมากรรมสื่อผสม รวม 50 ผลงาน โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ให้คณะศิลปินได้มาจัดนิทรรศการภายในห้อง ห้องศิลปะทรรศมารศี พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ที่มีความสวยงาม ร่มรื่น เหมาะแก่การชมงานศิลป์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นรายได้จากการจำหน่ายภาพในนิทรรศการครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดอีกด้วย”

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปะ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย” ได้ตั้งแต่วันนี้-28 พฤศจิกายน 2561 โดยไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องศิลปะทรรศมารศี พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ถ.ศรีอยุธยา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.099-4464199 และ www.artistsofthe2reigns.com

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดพวงมาลัยเปิดนิทรรศการ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย”

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดพวงมาลัยเปิดนิทรรศการ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย”

ผลงาน ไมตรี โพธิราช

ผลงาน ไมตรี โพธิราช

ผลงาน อภิชัย การิกาญจน์

ผลงาน อภิชัย การิกาญจน์

ผลงาน ประพันธ์ หมื่นเผื่อ

ผลงาน ประพันธ์ หมื่นเผื่อ

ผลงาน สิปปวิชญ์ พลสิงห์

ผลงาน สิปปวิชญ์ พลสิงห์

โสภาพิมพ์ (เศรษฐบุตร) สิมะกุลธร อุปนายก สนอ., ดร.วรพิมพ์สุข ผ่องสมัย, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ และ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ นายก สนอ. ร่วมชมนิทรรศการ

โสภาพิมพ์ (เศรษฐบุตร) สิมะกุลธร อุปนายก สนอ., ดร.วรพิมพ์สุข ผ่องสมัย, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ และ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ นายก สนอ. ร่วมชมนิทรรศการ

ดร.จินดารัตน์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร.ปีเตอร์ บาเกโร, ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร

ดร.จินดารัตน์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร.ปีเตอร์ บาเกโร, ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร

‘อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์’ เรียนรู้และเข้าใจโรคทางจิตเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376357

‘อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์’ เรียนรู้และเข้าใจโรคทางจิตเวช

‘อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์’ เรียนรู้และเข้าใจโรคทางจิตเวช

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมวย-สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์ กับดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร และคุณแม่

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวโครงการ “อุ่นรักอุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life” เรียนรู้และเข้าใจโรคทางจิตเวช พร้อมมอบโอกาสให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข

เนื่องด้วยทุกวันนี้ คนไทยประมาณร้อยละ 10-15 มีปัญหาสุขภาพจิต แต่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่มาพบแพทย์ในขณะที่ประเทศไทย พบว่ามีผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนหรือทางการแพทย์เรียกว่า “ไบโพลาร์” เป็นจำนวนมากนับหลายแสนคน โดยจากรายงานล่าสุดในการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชของประเทศไทย กรมสุขภาพจิต และคลังข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2559 พบว่า มีผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ทั้งสิ้น32,502 คน จากผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด 712,359 คน ซึ่งยังมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าตนป่วย หรือไม่กล้ามาพบแพทย์ จึงไม่อยากให้เกิดความชะล่าใจ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่คิดว่าเป็นอาการของโรคแปรปรวน และหากปล่อยไว้อาจเกิดอันตรายได้ทั้งกับตัวผู้ป่วยเอง คนใกล้ชิด และสังคมรอบข้างได้ เนื่องด้วยผู้ป่วยมักใช้ความรุนแรงทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว บางครั้งก็มาจากการที่มีอารมณ์แบบสุดขั้ว บางรายมีอาการซึมเศร้าถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งจากสถิติพบว่าคนไข้ 1 ใน 5 สามารถฆ่าตัวตายได้สำเร็จ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในฐานะแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้ตระหนักและรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรคภัยต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “โรคทางจิตเวช” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม 7 โรค ที่แพทยสมาคมฯ ได้ดำเนินงานอยู่ภายใต้ “โครงการอุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคมฯ” สำหรับปีนี้ “ไบโพลาร์” หนึ่งในโรคทางจิตเวชได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกระแสในสังคมทำให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงถือโอกาสเปิดตัว “โครงการอุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life” ขึ้นเพื่อสร้างพลังในเชิงบวกให้กับกลุ่มผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วย รวมถึงสะท้อนถึงมุมมองและประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยและคนในครอบครัว ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่คนในสังคมได้รับรู้ถึงความรู้สึกและเข้าใจอาการของผู้ป่วยไบโพลาร์ รวมถึงผู้ป่วยทางจิตเวชให้มากยิ่งขึ้น เพื่อผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้มีที่ยืนในสังคมได้อย่างเป็นธรรม โดย “โครงการอุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์” นี้ จะมุ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านกิจกรรมการสัญจรให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ เพื่อให้สังคมช่วยกันสังเกตพฤติกรรมคนใกล้ชิด เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี เนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้และสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งกำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้าง รวมถึงได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อีกทั้ง เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วมีประสิทธิผล ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวควรได้รับความรู้ความเข้าใจ  ทั้งเรื่องธรรมชาติของโรค ปัจจัยเสี่ยง การรักษา วิธีการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ การจัดการกับความเครียด การจัดการกับจัดการกับปัญหาในชีวิตตลอดจนส่งเสริมให้มีการสื่อสารที่มีคุณภาพในครอบครัว เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการรักษา และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคไบโพลาร์ ว่ามีอยู่หลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรือการเลี้ยงดู โดยทางพันธุกรรมนั้นในครอบครัวที่พ่อแม่ป่วยโรคนี้ ลูกก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นไบโพลาร์มากกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกันทุกคน รวมถึงการเลี้ยงดู หากเลี้ยงดูจนทำให้เด็กเกิดความเครียด หรือไม่สามารถปรับตัวได้ ก็เสี่ยงที่จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดโรคได้มากขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อม เป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง ทำให้การควบคุมอารมณ์เปลี่ยนไป โดยผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ จะมีอารมณ์แปรปรวนที่ผิดปกติแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ อารมณ์เศร้าหรืออารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกติ  ในช่วงระยะอารมณ์ซึมเศร้าจะมีอาการแบบนี้ติดๆ กันนานถึง 2 สัปดาห์-1 เดือน ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เศร้า หดหู่ ร้องไห้ง่าย เบื่ออาหาร รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มีคุณค่า มองตัวเองในแง่ลบ และมีความคิดฆ่าตัวตาย ส่วนในช่วงที่มีอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกตินานติดๆ กัน 2 สัปดาห์-1 เดือนเช่นกันผู้ป่วยจะรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดีมากกว่าปกติ คึกคัก มีความมั่นใจมากขึ้น แต่ขาดความยับยั้งชั่งใจ หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบมีอาการหลงผิดแบบมีพลังวิเศษ หรือมีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น จนถึงมีภาวะหวาดระแวงได้

อดีตนักแสดง หมวย-สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์ ได้เปิดใจ ว่า “ตอนแรกคนรอบข้างไม่เข้าใจเรา คิดว่าหมวยเป็นบ้า เป็นคนเหวี่ยงวีน ช่วงนั้นควบคุมสติไม่ได้ ปกติเราอาจจะโกรธแค่ระดับ 5 แต่ถ้าคนที่เป็นโรคนี้ โกรธได้ถึงระดับ 100 จริงๆ หมวยพยายามควบคุมอารมณ์ แต่มันทำไม่ได้ เพราะโรคไบโพลาร์เกิดจากสารเคมีในสมองไม่เท่ากัน มันเป็นโรคที่เครียด ผิดหวังเรื่องที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นกับตัวช่วงนั้นโปแตสเซียมตก ต้องถูกนำตัวส่งห้อง ICU ก่อนหน้านี้มีอาการขึ้นๆ ลงๆ แบบสองขั้ว เวลามีความสุขก็แทบจะอยากจุดพลุ แต่ถ้ามีอะไรสะกิดปั๊บมันจะดิ่งลงมา รู้สึกว่าต้องฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้ จนรู้สึกว่าเริ่มรับมือไม่ไหวก็เลยไปหาหมอดีกว่า ชีวิตตอนนี้มีความสุขดี ตอนที่หายป่วยใหม่ๆ ยังไม่มีงาน แฟนและคนรอบข้างก็ให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวอีก 2-3 เดือนจะมีงาน อดทนนะ ฝ่าฟันไปให้ได้นะ ชีวิตมันไม่ได้ต้องการอะไร แค่มีคนที่ฝ่าฟันไปด้วยกัน แฟนและคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ชีวิตหมวยดีขึ้น ดีขึ้นมากๆ เข้าใจโลกมาก”

และอีกประสบการณ์ตรงของ ดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ในฐานะที่เคยป่วยเป็นไบโพลาร์ ขอแชร์เพื่อจุดประกายคนที่กำลังป่วยหรือคนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็สามารถหายใช้ชีวิตปกติได้ “ช่วงที่ผมป่วยระยะ Mania มีอาการถึงขั้นคิดว่าสามารถเข้าทรงได้ คิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษต่างๆ นานา นี่มันเป็นอาการของโรคเลย คือเห็นตัวเองมีอำนาจวิเศษมันจะค่อยๆ ขยับตัวเองขึ้นไป เช่น ฉันเก่ง เก่งมาก เริ่มมีอำนาจวิเศษ บางคนถึงขั้นคิดว่าตัวเองเหาะเกินเดินอากาศได้ ขึ้นไปบนตึกแล้วกระโดดลงมาเพราะคิดว่าตัวเองบินได้ เนื่องจากสมองสั่งให้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนด้านพฤติกรรมความก้าวร้าว ผมเคยถึงขั้นชี้หน้าว่าแขกรับเชิญและผู้ร่วมงานด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย และเมื่อเข้าสู่ระยะ Depressed  จะเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากจะทำอะไร นอนไม่หลับ อยากจะอยู่แต่บนเตียง ไม่อยากทำงาน ร้องไห้ ขับรถมาทำงานก็ร้องได้ ถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลแล้วเป็นตัวเราที่ถูกครอบด้วยโรค เมื่อเรารู้ไม่ทันมัน เรารักษาไม่ทันมันก็จะเกิดความเสียหายทางร่างกายและจิตใจของทั้งตัวเองและครอบครัว จึงอยากเป็นกระบอกเสียงให้คนเข้าใจว่าผู้ป่วยไบโพลาร์ ไม่ใช่คนบ้า ไม่ใช่คนโรคจิต แต่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางอารมณ์ที่จะสามารถรักษาหายได้ด้วยยาและจิตบำบัดผมจะบอกเสมอการไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรเลย การไปหาจิตแพทย์มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เมื่อเราได้ปรึกษา เราจะได้ตัดเรื่องอารมณ์ความคิดอะไรออกไป เราจะมีสติมากขึ้น”

ทั้งนี้ โครงการ “อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Happy mind, Happy life” จะจัดโรดโชว์ใน 3 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ลำพูนอุดรธานี และสงขลา เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชและสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยในพื้นที่รวมทั้งเครือข่ายครอบครัวของผู้ป่วยในการจัดการกับโรคจิตเวชเพื่อความผาสุกของชีวิตและสังคม สามารถติดตามข่าวสารความคืบหน้าของโครงการฯได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ อุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคม

รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์

รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์

พระองค์หญิง ทรงออกแบบเมคอัพคอลเลคชั่นพิเศษ SHISEIDO X SIRIVANNAVARI‘Princess Hanayaka’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376382

พระองค์หญิง ทรงออกแบบเมคอัพคอลเลคชั่นพิเศษ SHISEIDO X SIRIVANNAVARI‘Princess Hanayaka’

พระองค์หญิง ทรงออกแบบเมคอัพคอลเลคชั่นพิเศษ SHISEIDO X SIRIVANNAVARI‘Princess Hanayaka’

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงฉายพระรูป ร่วมกับผู้บริหาร ชิเซโด้ อาทิ, มร.ฌอง ฟิลลิปป์ ชาลิเย่ ประธาน& CEO บริษัท ชิเซโด้ ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก, วริศรา ไพรสานฑ์กุล ผจก.ทั่วไป ธุรกิจเพรสทีส, ยูมิโกะ นิชิกาว่า, มร.โยชิอากิ โอคาเบะ ผอ.ฝ่ายการตลาด แบรนด์ชิเซโด้ จากญี่ปุ่น, มร.ทัตสึกิ นากาโอะ กก.ผจก.บริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จำกัด

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ ทรงออกแบบผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นพิเศษลิมิเต็ด เอดิชั่น SHISEIDO X SIRIVANNAVARI “Princess Hanayaka” ที่สื่อความหมายว่า “สตรีผู้มีความสดใสและความงดงามประดุจเจ้าหญิง” ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง SHISEIDO แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นและแบรนด์ SIRIVANNAVARI และได้เสด็จร่วมงานเปิดตัว เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมเดอะ สยาม กรุงเทพฯเมื่อวันก่อน

ทั้งนี้เป็นเวลากว่า 2 ปีที่พระองค์หญิงทรงงานออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษนี้โดยทรงใส่พระทัยในทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ทรงเลือกสีของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนทรงออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่โดดเด่นด้วยการนำลวดลายกราฟิกทรงออกแบบจากคอลเลคชั่นของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในอดีตมาผสมผสานเกิดเป็นลวดลายใหม่ที่มีความเรียบหรูและงดงาม

ทรงมีรับสั่งถึง Princess Hanayaka Collection ว่า “แบรนด์ SIRIVANNAVARI มีความต้องการที่จะทำเครื่องสำอางที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงเอเชียได้อย่างครบวงจร ซึ่งตรงกันกับความต้องการของทางแบรนด์ชิเซโด้ในฐานะผู้ผลิตเครื่องสำอางที่มีคุณภาพและเข้าใจผู้หญิงเอเชียเป็นอย่างดี ทำให้เกิดเป็นที่มาของความร่วมมือกันในครั้งนี้ ก็รู้สึกดีใจที่เราทั้งสองต่างมีความตั้งใจที่เหมือนกัน นั่นคือการนำเสนอสิ่งที่ช่วยเผยความงามของผู้หญิงเอเชียให้เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จร่วมงานแนะนำเมคอัพคอลเลคชั่นพิเศษ

สำหรับคอลเลคชั่นนี้ พระองค์มีพระประสงค์ที่จะทำเครื่องสำอางที่ง่ายต่อการแต่งเติมและสะดวกต่อการพกพา โดยสีสันที่อยู่ในตลับนั้นต้องสวยและสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลากหลาย ใช้แต่งหน้าได้ทั้งเนเชอรัลลุคสำหรับกลางวันไปจนถึงแกลมลุคสำหรับกลางคืน ในหนึ่งพาเลตต์สามารถแต่งได้ทั้ง ตา แก้มและปาก มาพร้อมเนื้อสัมผัสของเมคอัพที่สามารถผสมผสานกันได้อย่างอิสระ ส่วนสีสันทั้งหมดของคอลเลคชั่นนี้ เป็นเฉดสีที่ทรงเลือกเองทั้งหมด โดยดูคู่สีที่เหมาะสมว่าเฉดไหนผู้หญิงแต่งแล้วสวย จากนั้นจึงนำมาผสมผสานกับลวดลายกราฟิกบนแพ็กเกจจิ้งที่ได้แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นแฟชั่นของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในอดีต ซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่น หล่อหลอมเข้ากับรวงข้าว ผึ้ง และนกเลิฟเบิร์ด ที่มาใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบ จึงทำให้ลวดลายดูลงตัว เหมาะที่จะนำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในครั้งนี้”

มร.ทัตสึกิ นากาโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างสูงสุด ที่ชิเซโด้ได้มีโอกาสจัดทำเมคอัพคอลเลคชั่นพิเศษ ภายใต้พระดำริ ทรงออกแบบคอลเลคชั่นนี้ด้วยองค์เองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ทรงเลือกเนื้อของผลิตภัณฑ์และทรงจัดคู่สีสันของอายคัลเลอร์ เฟซคัลเลอร์ รวมถึงลิปคัลเลอร์ที่สวยงาม สีสันที่ทรงเลือกนั้น
ล้วนแล้วแต่เป็นสีสันที่โปรดและทรงเห็นว่าใช้งานง่ายรวมถึงยังสามารถครีเอทเมคอัพลุคใหม่ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนั้นยังประทานดีไซน์ลายกราฟิกที่ทรงออกแบบอย่างงดงามให้กับแพ็กเกจจิ้งของทุกผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นนี้อีกด้วย นับได้ว่าเป็นโอกาสพิเศษที่ผู้หญิงไทยจะได้สัมผัสผลงานทรงออกแบบของพระองค์หญิงที่ทรงคุณค่าและงดงามอย่างหาที่สุดไม่ได้”

Princess Hanayaka นั้น ประกอบไปด้วย 4 ผลิตภัณฑ์ ดังนี้ Eye Color Palette อายคัลเลอร์ 8 เฉดสี โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มโกลเด้น บราวน์ของรวงข้าวสำหรับ Natural Look  4 เฉดสี และกลุ่มซิลเวอร์มิดไนท์บลูสำหรับ Glam Look 4 เฉดสี, Face Illuminator & Blush Palette-Natural Lookบลัชออนสีเกรปฟรุตจับคู่กับไฮไลท์เตอร์สีอ่อนโยนของ Wild Lily และ Face Illuminator & Blush Palette- Glam Look บลัชออนในโทนสีคอรัลที่จับคู่กับ ไฮไลท์เตอร์สีทองเพื่อพวงแก้มดูสุกปลั่งสดใส และ Lip Collection คู่สีลิปสติกเฉดสีแดงเข้ม มอบเนื้อสัมผัสแบบซาติน และลิปสติกสีนู้ดโทนน้ำตาลเนื้อกึ่งแมตต์ ได้รับการเลือกสรรจากเฉดสียอดนิยม มาพร้อมกับแปรงทาลิปสติกของชิเซโด้ กล่องบรรจุภัณฑ์ตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกที่ทรงออกแบบภายใต้กลิ่นอายของศิลปะนีโอคลาสิกและโดดเด่นตัวอักษร “S” ที่สื่อความหมายทั้งสองแบรนด์คือแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ SHISEIDO พิมพ์ทองและพิมพ์นูนบนเนื้อเครื่องสำอางด้วย

ภายในงาน มีการสาธิตการแต่งหน้าเนเชอรัลลุค โดย ภูวษา พรธรรมฉัตร และการแต่งหน้าแกลมลุค โดย กมล ฉัตรเสน เมคอัพอาร์ติสท์ ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ก่อนปิดท้ายด้วยแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI