“เนื้อแดง-เนื้อแปรรูป” ไม่ว่าเมนูไหน ก็เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641563

วันที่ 30 ธ.ค. 2563 เวลา 11:38 น.“เนื้อแดง-เนื้อแปรรูป” ไม่ว่าเมนูไหน ก็เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดได้ลด “ไนโตรซามีน” สารก่อมะเร็ง ตัวการมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มักอยู่ในเมนูปิ้งย่างและชาบู อาหารยอดฮิตติดลมบน

ใครจะรู้ว่าอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน จะแฝงไปด้วยปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปที่ผ่านการหมัก รมควัน หรือกระบวนการต่างๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหาร เช่น เบคอน ไส้กรอก แหนม ลูกชิ้น หมูยอ และกุนเชียง เป็นต้น โดยอาหารเหล่านี้มีสารเคมี ไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อมีการสะสมในร่างกายจะทำปฏิกิริยากับปัจจัยอื่นในร่างกาย เช่น การอักเสบของระบบทางเดินอาหาร หรือสารอื่นที่ร่างกายได้รับผ่านทางอาหาร ส่งผลให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

ในปัจจุบันร้านอาหารแนวบุฟเฟ่ต์กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะแนวปิ้งย่างและชาบู แต่รู้หรือไม่ การรับประทานเนื้อแดงไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อแพะ ที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง หรือถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงแบบต้ม ก็มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เนื่องจากการนำเนื้อแดงไปประกอบอาหารในความร้อนสูง จะทำให้เกิดสารสารโพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAH) และสารเฮเทอโรไซคลิกอโรมาติกเอมีน (HAA) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

เป็นที่น่าสนใจว่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น เพิ่มขึ้นตามปริมาณเนื้อแดงที่รับประทาน โดยพบว่าการรับประทานเนื้อแดงปริมาณ 100 กรัมต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น 17% และการรับประทานเนื้อแปรรูปปริมาณ 50 กรัมต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากถึง 18 %

เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าอาหารปิ้งย่างจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้เพียงอย่างเดียว แต่การรับประทานเนื้อแดง หรือเนื้อแปรรูป ในวิธีประกอบอาหารอื่นๆ ก็สามารถเป็นปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำว่า การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 50-100 กรัมต่อวัน พยายามรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น ไข่ เต้าหู้ และถั่ว ทดแทนเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป และให้เพิ่มการรับประทานผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เป็นพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนกันค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตประจำวันที่เคยชิน เพราะฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยง หรือคนที่มาอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับการตรวจส่องกล้องทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อหาความผิดปกติในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในปัจจุบัน สามารถตรวจพบติ่งเนื้อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าติ่งเนื้อนั้นจะมีขนาดเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว และเมื่อมีการตรวจพบติ่งเนื้อจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์สามารถทำการตัดติ่งเนื้อออกได้ทันทีอย่างปลอดภัยด้วยเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ทั้งนี้ ในผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไปแล้วในระยะต้นบางคน ยังสามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องในการรักษาได้ ซึ่งจะไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัดใหญ่ และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อย ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการผ่าตัดส่องกล้องรักษานี้ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

การผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีที่คนไทยต้องรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641467

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:40 น.การผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีที่คนไทยต้องรู้แพทย์ไทยใช้เทคโนโลยีพัฒนาการเรียนการสอนการผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางผ่าตัดข้อสะโพกของเอเชีย

ภาวะข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากผิวข้อสะโพกสึกหรอตามวัย กระดูกบริเวณข้อสะโพก และรอบข้างบางลง หรือเกิดจากการทรุดตัวของหัวสะโพก ทำให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวได้น้อยลงคนไข้อาจมีอาการ เจ็บข้อสะโพก ปวดบริเวณขาหนีบ หากหัวสะโพกยุบตัว อาจทำให้ขายาวไม่เท่ากัน เดินลำบาก จากสถิติในปี 2559 ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีโอกาสป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมถึง 37.4% และจะมีโอกาสพบมากขึ้นเนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

ขณะเดียวกันเราจะพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยเพิ่มขึ้นอีกด้วย วัยกลางคนมีภาวะของกระดูกสะโพกตายมากขึ้น มีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน, การสูบบุหรี่ และการได้รับยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง โรค SLE ข้ออักเสบรูมาตอยด์ รักษาด้วยการทานยาลดการอักเสบ แก้ปวด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก ทำกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดข้อติดแข็ง แต่ถ้าหากทำการรักษาแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีการผิดรูปของข้อสะโพก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมศัลยแพทย์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิม เป็นการผ่าตัดเปิดแผลเข้าทางด้านหลัง (Posterior approach) หรือเข้าทางด้านข้าง (Lateral approach) ที่ต้องทำการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพกออก ทำให้ฟื้นตัวช้าหลังผ่าตัด และเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อสะโพกเทียมหลุดหลังผ่าตัดเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกตัดออกไป ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่การผ่าตัดสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct Anterior Approach หรือ DAA) แพทย์จะผ่าตัดเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (direct anterior approach) เข้าระหว่างกล้ามเนื้อ Tensor fascia lata และ Sartorius โดยผู้ป่วยจะนอนหงายขณะผ่าตัด ช่วยให้ใส่ข้อสะโพกเทียมได้ตรงจุดและประเมินความยาวของขาได้แม่นยำขึ้น แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้า (Anterior) ขนาดแผลผ่าตัดเล็กลงจากเดิม และสูญเสียเลือดน้อยกว่า คนไข้ฟื้นตัวเร็วกว่าปกติ ลดอาการเจ็บหลังผ่าตัด สามารถเดินได้โดยไม่มีการกระเผลกเอียงของลำตัว (Limping) คนไข้สามารถเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด และกลับบ้านได้ภายใน 1-3 วัน ใช้เวลาพักพื้น 5-7วัน และใช้เวลา 4 สัปดาห์ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปรกติ

ผศ.ดร.นพ.สักกาเดช ลิ้มมหาคุณ หรือหมอปั๋ง ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ กระดูกและข้อ กล่าวว่า “การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เป็นการผ่าตัดรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ส่วนในเมืองไทยเพิ่งได้รับความนิยมได้เพียง 5 ปี จึงไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร ทำให้ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผ่าตัดวิธีนี้ในโรงเรียนแพทย์ ปัจจุบันมีแพทย์ที่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้มีจำนวนน้อย ในขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละ 25,000 ราย แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนาการเรียนการสอนแต่ยังมีข้อจำกัดสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ๆในการจะมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ในเคสผ่าตัดจริง เนื่องด้วยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก ทำให้ในแต่ละครั้งมีแค่หมอผ่าตัดและผู้ช่วยเบอร์ 1 เท่านั้นที่จะสามารถเห็นการผ่าตัดได้ และกว่าที่แพทย์จะมั่นใจในเทคนิคการผ่าตัดดังกล่าวต้องผ่านเคสมากกว่า 100 ราย ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรและใช้เวลานานเกินไป”

หมอปั๋ง จบปริญญาเอกด้านข้อสะโพกเทียมที่ประเทศออสเตรเลีย และศึกษาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมที่ Massachusetts General Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการเรียนการผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในรูปแบบออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีเวอร์ชวล เรียลลิตี้ หรือ VR จัดเวิร์กช้อปกับแพทย์ฝึกอบรมมามากกว่า 2 ปี กล่าวถึงแรงบันดาลใจในครั้งนี้ว่า “ขณะเรียนอยู่ผมประทับใจในผลการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทางด้านหน้าโดยไม่ตัดกล้ามเนื้อมาก มันไม่ปวดเหมือนการผ่าตัดวิธีเดิมๆ และสามารถช่วยให้คนไข้กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” เมื่อกลับมาที่เมืองไทยจึงพยายามผลักดันวิทยาการนี้ ได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยพัฒนาการสอนเพื่อเผยแพร่วิทยากรให้ได้รวดเร็วและมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผู้เรียนสามารถเข้าร่วมเรียนได้โดยไม่ว่าจะมาจากสถาบันไหน หมดปัญหาการเข้าถึง ซึ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเราก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปรกติ

การสอนผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในรูปแบบออนไลน์ จะช่วยยกระดับ การเพิ่มประสบการณ์ในการเรียนรู้ ให้กับแพทย์ผ่าตัด ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎี และเทคนิคการผ่าตัดแบบแอนิเมชั่น และทำเวิร์กช้อป หลังเรียนจบจะมีการทดสอบประเมินผล และมอบประกาศนียบัตรเพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต”

หมอปั๋งกล่าวเสริมว่า “ความท้าทายของการผ่าข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อเป็นเหมือนเรื่องไก่กับไข่ ประชาชนยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกการรักษา ส่งผลให้ความนิยมการเลือกเรียนของแพทย์ไม่เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่เทคโนโลยีการรักษาไปไกลและพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

ปัจจุบันหมอปั๋งยังคงเดินหน้าผลักดันการเรียนการสอนออนไลน์และเวิร์กช้อปให้กับนักเรียนแพทย์เพื่อช่วยให้คนไข้มีทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม และหวังว่าจะมีศัลยแพทย์เฉพาะทางเก่งๆ มากขึ้นเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลางเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกของเอเชีย

5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641465

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:10 น.5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่เซเลบริตี้ ฟิตเนส ชวนฟิตกล้ามเนื้อ 5 ท่าปั้นเรียวขาและบั้นท้ายสวยรับปีใหม่

ทิ้งท้ายก่อนสิ้นปีด้วยการบอกลาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย ลด ละ เลิก นิสัยกินจุบจิบ และหันมาฟิตหุ่นให้กระชับเป๊ะปัง ด้วยท่าออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ปั้นเรียวขาและบั้นท้ายคุณให้สวยก่อนปีใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสวมใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งไปกับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ในฟิตเนส

สำหรับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ เซเลบริตี้ ฟิตเนส คัดเลือกมาให้คุณได้ลองทำเพื่อฟิตหุ่นให้กระชับรับปีใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นท่าที่ช่วยให้คุณฟิตหุ่นได้ทุกนาทีแบบเน้นๆ โดนๆ พร้อมการสร้างกล้ามเนื้อแบบตรงจุด ที่สำคัญไม่ต้องกังวลว่าท่ายากจะเยอะ เพราะเราคัดเลือกท่าที่เหมาะสมกับผู้ออกกำลังกายในทุกๆ เลเวล

เริ่มต้นด้วยท่าที่ 1 Barbell Squat: เน้นกระชับต้นขาและสะโพก กับท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้กระชับ โดยเฉพาะต้นขาด้านหน้า รวมไปถึงต้นขาด้านหลังและกล้ามเนื้อช่วงสะโพกให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการยกบาร์เบลไว้ด้านหลัง พร้อมกับหย่อนสะโพกลงทำท่า Squat ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการลงนั่งเก้าอี้ แล้วยืดตัวกลับขึ้นมา ทางเลือกสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจใช้เพียงน้ำหนักตัวของเราก่อนได้ โดยไม่ต้องใช้บาร์เบล 

ท่าที่ 2 Barbell Deadlift: เน้นสำหรับสะโพกและต้นขาด้านหลัง ท่านี้เวลาก้มและยกบาร์เบล ต้องออกแรงจากสะโพกและดันขึ้น ไล่บาร์เบลจากระดับเหนือหัวเข่าขึ้นไปตามหน้าขา จะฟีลที่กล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาด้านหลังเต็มๆ แถมกล้ามเนื้อช่วงต้นแขนยังได้ออกแรงไปในตัวอีกด้วย ใครอยากปั้นก้นให้กลมเด้งรับรองเห็นผล มีทริกเล็กน้อยคือยืนโดยให้เท้ามีระยะห่างกว้างเท่าช่วงสะโพก และงอเข่าได้เล็กน้อย

ท่าที่ 3 Cable Kick Back: ท่านี้เป็นการออกแรงไปพร้อมกับการเกร็งหน้าท้องและก้น ด้วยการใช้อุปกรณ์ Cable Crossover Machine โดยดึงสายเคเบิ้ลมาล็อคกับข้อเท้า งอเข่าเล็กน้อยและเตะขาไปด้านหลัง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายท่านี้แนะนำให้เลือกน้ำหนักพอประมาณที่รู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้ และอย่าลืมเกร็งกล้ามเนื้อท้องและก้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น

ท่าที่ 4 Dumbbell Sumo Squat: ท่านี้บริหารก้นและต้นขาด้านในโดยใช้ดัมเบล 1 ลูกมาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย โดยถือดัมเบลพร้อมกางขาให้กว้างกว่าช่วงสะโพก และให้ปลายเท้าชี้ไปด้านข้างประมาณ 45 องศา หลังจากนั้นหย่อนก้นลงเหมือนท่า Squat โดยมีทริกง่ายๆ คือ ช่วงย่อตัวลงอย่าลืมเกร็งก้น เพื่อให้กล้ามเนื้อก้นทำงานมากขึ้น บั้นท้ายจะได้กระชับ

ปิดท้ายกับท่าที่ 5 Abduction/Adduction: สำหรับเน้นสะโพกด้านข้าง (Abduction) และต้นขาด้านใน (Adduction) ที่จะช่วยให้สะโพกกระชับ ขาไม่เบียดกัน และกล้ามเนื้อขามีความสมดุลมากขึ้น

· ท่า Abduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้แคบเข้ามาและวางขาไว้ด้านใน จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงขาดันที่วางขาให้เปิดออก

· ท่า Adduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้กว้างออกและวางขาไว้ด้านนอก จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงหุบขาดันที่วางขาเข้ามา

จะสังเกตได้ว่าท่าออกกำลังกายทั้ง 5 ท่า จะเน้นไปที่กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายในแต่ละท่า แนะนำว่าควรทำอย่างน้อย 15-20 ครั้งต่อเซ็ต รวม 3-4 เซ็ต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ที่สำคัญควรทำในคลับฟิตเนส และมีผู้เชี่ยวชาญหรือเทรนเนอร์ คอยให้คำแนะนำ

‘อะโครเมกาลี’ โรคหายากที่สิทธิบัตรทองใช้รักษาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641380

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 09:36 น.'อะโครเมกาลี' โรคหายากที่สิทธิบัตรทองใช้รักษาได้รู้จักกับโรคหายาก ‘อะโครเมกาลี’ โรคที่สามารถใช้สิทธิรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แล้ว

หากเอ่ยถึงโรคไจแกนติสซึม (Gigantism) และอะโครเมกาลี (Acromegaly) เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จัก โรค “ไจแกนติสซึมและอะโครเมกาลี” จัดเป็นหนึ่งในโรคหายาก (Rare Disease) เนื่องจากมีความชุกของโรคต่ำมากในกลุ่มประชากร เนื่องจากการมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมากทำให้การพัฒนายาเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัย บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหายากนี้เกิดขึ้นช้ากว่าการพัฒนายาสำหรับโรคที่มีความชุกสูงๆ ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคหายากนี้จึงจัดเป็น “ยากำพร้า” ซึ่งมักจะมีราคาสูงหรือยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ พรพัฒน์กุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลระบุว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีความชุกของโรคอะโครเมกาลีประมาณ 50 ราย ต่อประชากร 1 ล้านคน ถือว่าเป็นหนึ่งในโรคหายาก สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีข้อมูลศึกษาที่ชัดเจนแต่มีการคาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลีจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ

โรคไจแกนติสซึม

และอะโครเมกาลีเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth hormone) ในเลือดสูงกว่าปกติ ฮอร์โมนเจริญเติบโตนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกาย หากพบฮอร์โมนนี้สูงเกินกว่าปกติในวัยเด็กจะทำให้ร่างกายมีการสูงใหญ่กว่าปกติจะเรียกว่าโรคไจแกนติสซึมหรือโรคยักษ์ แต่ถ้าหากมีฮอร์โมนสูงกว่าปกติหลังพ้นวัยเจริญเติบโตก็จะเกิดโรคอะโครเมกาลี ซึ่งผู้ป่วยจะมีกระดูกบางส่วนของร่างกายแผ่ขยายขนาดเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ อาทิเช่นกระดูกใบหน้า มือและเท้า ทำให้มีรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป มีสันคิ้วหนา กรามใหญ่ คางยื่น การสบฟันผิดปกติ และมีมือเท้าใหญ่ขึ้น

การที่มีระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตสูงผิดปกตินอกจากจะทำให้ร่างกายสูงใหญ่ รูปหน้าเปลี่ยนแปลง มือเท้าใหญ่ขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย อาทิเช่น ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ลิ้นโตคับปาก หัวใจโต ข้อเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำให้มีโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงตามมาได้ ผู้ป่วยที่มีโรคไจแกนติสซึมอะโครเมกาลี จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 2-3 เท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ กล่าวว่า สาเหตุของโรคนี้มักเกิดจากเนื้องอกของต่อมใต้สมองเป็นหลักส่วนอาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นอาการของโรคซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นอาการที่เกิดจากการที่เนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง โดยสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน สังเกตได้จากมือและเท้าที่ใหญ่กว่าปกติจนผู้ป่วยต้องเปลี่ยนขนาดแหวน ขนาดรองเท้า การมีใบหน้าที่

เปลี่ยนแปลงไป เช่น กรามใหญ่ คางยื่น จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา ผิวหนังหน้าหยาบขึ้น หรือร่างกายที่สูงผิดปกติเป็นต้น ขณะเดียวกันอาจจะมีหัวใจโต ความดันโลหิตสูง มีโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก เและอาการอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมองไปเบียดอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น เช่น เส้นประสาทตา เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา เส้นประสาทที่เลี้ยงความรู้สึกบริเวณใบหน้า ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมีอาการชาบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม

“โรคนี้มีอาการที่หลากหลาย ผู้ป่วยบางคนอาจจะมาด้วยอาการปวดศีรษะหรือมองเห็นผิดปกติ บางคนถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หัวใจโตเหนื่อยง่าย บางคนอาจมาเพราะเกิดจากมีคนทักรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้แพทย์จะประเมินอาการแสดงที่เข้าได้กับโรคนี้ (ซึ่งสามารถดูได้จากภาพ) และการตรวจยืนยันว่ามีฮอร์โมนเจริญเติบโตสูงเกินระดับปกติหรือไม่ ร่วมกับการตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพื่อประเมินก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง”

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรคอะโครเมกาลี ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคหายากที่สามารถใช้สิทธิรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ได้แล้วฉะนั้น หากมีอาการสงสัยและคิดว่าจะเป็นโรคนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ตามสิทธิการรักษาได้ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้นและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร มีโอกาสที่จะมีโรครุนแรงและโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มาก แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถตรวจพบได้เร็วและทำการรักษาเพื่อที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนของผู้ป่วยใกล้เคียงกับคนปกติก็จะช่วยลดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ลงได้

การรักษาจะมีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุดและการลดขนาดของก้อนเนื้องอก แนวทางการรักษาแพทย์จะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกเป็นลำดับแรกถ้าหากไม่มีข้อห้ามของการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือลุกลามมากซึ่งไม่สามารถผ่าตัดออกให้หมดได้ หรือในผู้ป่วยที่ไม่หายขาดหลังการผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการฉายแสง หรือการใช้ยาเพื่อลดและควบคุมระดับฮอร์โมน หรืออาจใช้ทั้งการฉายแสงควบคู่ไปกับการให้ยา

Covid-19 : สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640886

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 10:40 น. Covid-19 : สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทบทวนกันไว้ ปลอดภัยจาก Covid-19

เมื่อสถานการณ์โรคติดต่อกลับมาให้เราต้องเฝ้าระวังตัวกันอีกครั้ง หลายคนเลือกไม่ออกจากบ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำก็คือการเลือกสั่งของเดลิเวอรี่ ทั้งอาหารพร้อมทาน ของสด ของแห้ง วิธีการดังกล่าวก็ต้องอาศัยความมั่นใจเชื่อใจว่าอาหารที่เราได้มานั้นวางใจได้ ไม่ส่งผลเสียกับร่างกายและไม่นำเชื้อโรคใดๆ มาสู่ตัวเรา

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เน้นใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการที่จัดบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี

  1. คัดเลือกร้านอาหารได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
  2. ติดตามสถานการณ์และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์คนขนส่งอาหาร เช่น การสวมหน้ากากที่ถูกวิธี และขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง เป็นต้น ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
  3. จัดบริการหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือให้แก่คนขนส่งอาหาร
  4. จัดบริการตรวจสุขภาพให้แก่คนขนส่งอาหาร หากพบคนขนส่งอาหารมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที

กลุ่มที่ 2 ร้านอาหารให้บริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี

  1. อาหารปรุงสำเร็จต้องปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปรุงให้สุกด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการจำหน่ายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
  2. หากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
  3. จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่สำหรับล้างมือ หรือจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ
  4. จัดสถานที่ให้เพียงพอกับจำนวนคนขนส่งอาหารที่เข้ามาใช้บริการโดยจัดระยะห่าง 1 เมตร และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม
  5. จัดหาภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท แข็งแรง ปกปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนในระหว่างการขนส่ง ไม่ใช้โฟมในการบรรจุอาหาร
  6. อาหารปรุงสำเร็จ มีการติดฉลากที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ชื่อร้านอาหาร วัน/เดือน/ปี เวลาที่ผลิต ระยะเวลา และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาอาหาร เป็นต้น

กรณีจัดส่งอาหารเสี่ยง เช่น อาหารที่ใช้มือสัมผัสมาก เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบและอื่นๆ อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ นม ควรแนะนำให้ผู้บริโภคนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน ผู้ประกอบอาหาร ร้านอาหาร ผู้จำหน่ายอาหาร เพื่อนำสู่กระบวนการส่งอาหาร โดยมีทั้งร้านอาหารที่ทำการส่งแบบเดลิเวอรีอยู่แล้ว และร้านอาหารที่เพิ่งเปิดให้บริการส่งแบบ เดลิเวอรี ทางกรมอนามัยมีคำแนะนำว่า ร้านอาหารมีการจดแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุขอยู่แล้ว แต่จะมีมาตรการเพิ่มเติมขึ้นในเรื่องของสถานที่ อุปกรณ์ ผู้สัมผัสอาหาร เนื่องจากอาหารบางชนิดไม่เหมาะแก่การนำมาส่ง เดลิเวอรี เช่น อาหารที่บูดเสียง่าย อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หากมีผู้ที่ป่วยอยู่ในร้านอาหารจะต้องหยุดปฏิบัติงาน รวมไปถึงจะต้องใส่ภาชนะที่เหมาะสมในการใส่อาหาร

กลุ่มที่ 3 คนขนส่งอาหารเดลิเวอรี ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาหารตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้ออาหาร การรับอาหารจากร้านอาหาร และขนส่งอาหารไปสู่ผู้บริโภค จะต้องปฏิบัติดังนี้

  1. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ไอ จาม ปนเปื้อนอาหาร และลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการ
  2. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานขนส่งอาหาร ก่อนเข้าร้านอาหาร หลังการส่งอาหารให้ผู้บริโภค หลังเข้าส้วม หลังจับสิ่งสกปรก และจับเงิน
  3. หากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
  4. จัดหากล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะสำหรับขนส่งอาหารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ปกปิดมิดชิดในลักษณะที่ช่วยป้องกันการปนเปื้อน และใช้กล่องบุฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและน้ำยาทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคด้วย Alcohol 70% โดยสเปรย์หรือหยด Alcohol 70% ลงบนผ้าสะอาดพอหมาดๆ เช็ดไปในทิศทางเดียวกันเป็นประจำทุกวัน
  5. ตรวจสอบคุณภาพอาหารทันทีหลังได้รับจากร้านอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีสภาพดี ไม่ชำรุด การปกปิดอาหาร ฉลากอาหาร เป็นต้น
  6. การส่งอาหารต้องแยกเก็บอาหารเป็นสัดส่วน ระหว่างอาหารปรุงสำเร็จและเครื่องดื่ม และจัดส่งถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด
  7. ไม่ควรเปิดกล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะจนกว่าจะพบผู้สั่งซื้ออาหาร โดยก่อนเปิดกล่องใส่อาหารทุกครั้งควรทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ จัดส่งอาหารให้ผู้สั่งซื้อโดยตรงหรือจุดที่ผู้สั่งซื้อกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการผู้สั่งซื้อ ในการส่งอาหาร คนขนส่งอาหารควรอยู่ห่างผู้รับอาหารอย่างน้อย 1 เมตร หรือในกรณีที่ไม่ได้ส่งอาหารให้กับผู้สั่งอาหารได้โดยตรง สถานที่หรือบริเวณที่จะส่งอาหารต้องไม่ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อน เช่น ไม่ส่งอาหารบริเวณใกล้ถังขยะ เป็นต้น และภายหลังส่งอาหารและหลังการจับเงินให้ทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
  8. ถอดถุงมือผ้าในระหว่างการหยิบจับอาหาร เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่สะสมในถุงมือผ้า กรณีใส่ถุงมือผ้าในระหว่างการใช้ยานพาหนะขนส่งให้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนการสวมใส่ทุกครั้ง และเปลี่ยนถุงมือทุก 4 ชั่วโมง ทำความสะอาดถุงมือด้วยน้ำยาทำความสะอาดทุกวัน

กลุ่มที่ 4 ผู้สั่งซื้ออาหาร/ผู้บริโภค เมื่อได้รับอาหารแล้วควรปฏิบัติดังนี้

  1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ หลังการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร
  2. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย ในระหว่างการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร
  3. หลีกเลี่ยงการสั่งซื้ออาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ที่ปรุงไม่สุก อาหารที่เน่าเสียง่าย อาหารที่ปรุงด้วยนม กะทิ เป็นต้น ควรนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน
  4. ตรวจสอบคุณภาพอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย ความเหมาะสมของภาชนะบรรจุ การปกปิดอาหาร เป็นต้น

ไข้หวัดใหญ่-โควิด หากติดร่วมกันเพิ่มโอกาสตายได้ร้อยละ 29–55 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640880

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 09:40 น.ไข้หวัดใหญ่-โควิด หากติดร่วมกันเพิ่มโอกาสตายได้ร้อยละ 29–55แพทย์ไทยเตือนประชาชนให้ความสำคัญในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในช่วงการระบาดของ โควิด-19 เพราะหากติดเชื้อร่วมกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 29–55

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความวิตกกังวลต่อคนทั่วโลก รวมถึงประชาชนยังขาดการรับรู้และขาดความเข้าใจในเชิงป้องกันในโรคทั้งสองที่มีอาการที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีโรคระบาดทั้งสองโรคพร้อมกัน นอกจากความเสี่ยงที่จะติดโรคใดโรคหนึ่งแล้ว ประชาชนยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อร่วมกัน (co-infection) จากทั้งไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการรุนแรง เกิดอาการแทรกซ้อน และยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงได้จัดระดมแนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสวนาเรื่อง “ความสำคัญของการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดของโควิด-19” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ประโยชน์การดูแลรักษาป้องกันโรค รวมถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับภาคประชาชน

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย กรมควบคุมโรค ปี 2563 ท่ามกลางการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 พฤศจิกายน 2563 มีรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 119,300 ราย คิดเป็นอัตราป่วยไข้หวัดใหญ่ 179.44 ต่อประชากรแสนคน โดยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคยังคงพบในเด็กเล็กกลุ่มอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5–14 ปี ขณะที่ข้อมูลสำคัญคือ ในจำนวนดังกล่าวนี้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ทั้ง 4 ราย มีอายุระหว่าง 36–77 ปี โดยร้อยละ 75 มีประวัติโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ร้อยละ 50 มีภาวะอ้วน มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 และพบว่าร้อยละ 50 ไม่มีประวัติการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มาก่อน

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ระบาดในทุกๆ ปี และตลอดปีจะระบาดมากในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว สำหรับในปีพ.ศ. 2563 นี้ มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในช่วงนี้ จึงมีความน่ากังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะอาการของทั้งสองโรคนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีอาการที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะมีน้ำมูกไม่เยอะ และยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นจากการสัมผัสน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยเมื่อมีการไอและจามเหมือนกันอีกด้วย จากการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-80 และการติดเชื้อร่วมกันกับโควิด-19 พบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีโอกาสทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการติดเชื้อร่วมกันนั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 29-55

ล่าสุดเดือนธันวาคม 2563 ในประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่าโควิด-19 ถึง 28 เท่า พบผู้เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ ถึงร้อยละ 2 ทั่วโลก โดยในปี 2561-2562 พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่มากที่สุดในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน แต่ในปี 2563 พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดมากในช่วงมกราคม และมีแนวโน้มลดลงในเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ประชาชนหันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ใส่หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลายอาจจะทำให้คนไทยละเลยการดูแลสุขภาพ จึงแนะให้ประชาชนควรใส่ใจป้องกันตนเองและคนใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ หมั่นล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด รวมถึงควรรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมกับการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังระบาดนี้

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ มี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ โดยชนิด 4 สายพันธุ์สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 สายพันธุ์ กล่าวคือครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ทั้ง H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B ทั้งตระกูล Victoria และ Yamagata จึงเพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ดีขึ้น จึงควรได้รับการฉีดเป็นประจำทุกปี เนื่องจากวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี เป็นเชื้อต่างชนิดกันและบางสายพันธุ์คาดการณ์การระบาดได้ยาก ดังนั้นควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้มีภูมิคุ้มกันสูงตลอดเวลาและครอบคลุมสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ ให้มากที่สุดโดยฉีดปีละครั้ง ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตลอดปี โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ก่อนฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม) และก่อนฤดูหนาว (เดือนตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ถือเป็นอีกวิธีที่คุ้มค่ามากที่สุดที่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ อีกทั้งมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ทำมาจากเชื้อที่ตายแล้ว ทำให้หมดความสามารถในการก่อโรค และยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณร้อยละ 50-90 แต่ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายไม่แข็งแรง การตอบสนองต่อวัคซีนอาจลดลง อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังมีประโยชน์ในการลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน โอกาสที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตลงได้

ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของคนไทยในช่วงการระบาดโควิด-19 ว่าตอนที่อยู่ในช่วงที่มีการ lockdown พบว่าการให้วัคซีนในเวชปฏิบัติลดลงคล้ายกับในประเทศอื่น อย่างไรก็ตามภายหลังการปลด lockdown ดูเหมือนความสนใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือปอดบวมมากขึ้นและทำให้การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็มากขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งสังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ยิ่งต้องเกิดภาวะพึ่งพาด้านสาธารณสุขมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการเจ็บป่วย ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย

ปัจจุบันการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังได้รับการสนับสนุนในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยก็มีการสนับสนุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีการเจ็บป่วยรุนแรง แต่ก็ยังพบว่าอัตราการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคเรื้อรังยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจำเป็นต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจในวงกว้างถึงความสำคัญของการป้องกันโรคที่มีความรุนแรง และควรเริ่มจากคนในครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยปัจจัยพื้นฐานด้วยการรับวัคซีนเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น ในกรณีไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อทั่วไปอาการมักไม่รุนแรง แต่หากเกิดในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังควรฉีดวัคซีนแก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วยเช่นกัน

นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานครสูง หัวหน้าเขตตรวจราชการ 3 กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมีมาตรการดูแลป้องกันอย่างเข้มข้น โดยมีการเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงมีแนวทางตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา และได้จัดตั้งคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจในทุกศูนย์บริการสาธารณสุข (ARI Clinic) คัดกรองผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทั้งหมด ไม่ให้เข้าไปในตัวอาคารของสถานพยาบาล เพื่อลดการแพร่เชื้อทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ อีกทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคที่มากับฤดูฝน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน จำแนกได้ 7 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) และโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัม/ตารางเมตร) ซึ่งได้รับการจัดสรรวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อขอรับการฉีดวัคซีนผ่าน Line : @ucbkk สร้างสุข ซึ่งได้กำหนดเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา สามารถไปรับบริการได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ทั้ง 68 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กล่าวปิดท้ายว่า “องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โลกมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ (Pandemic Influenza) แต่ความน่ากังวลของการเกิดไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ก็คือ ไม่มีทางรู้ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่จะระบาดที่ประเทศไหนและจะมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน WHO ได้ติดตามและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งกำลังดำเนินงานอยู่ใน 153 สถาบันจาก 114 ประเทศ โดยทุกๆ ปี WHO จะออกคำแนะนำว่าเชื้อที่กลายพันธุ์สายพันธุ์ใดควรถูกบรรจุอยู่ในรายการวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี ในฐานะมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงขอแนะนำประชาชนทุกท่านที่มีโอกาสรับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 7 กลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีจากรัฐบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสการสูญเสียชีวิต

นอนเสริมภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640827

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 15:10 น.นอนเสริมภูมิคุ้มกันรศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ส่งต่อความรู้ “การนอนเสริมภูมิคุ้มกัน”

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ความรู้เรื่อง “นอนเสริมภูมิคุ้มกัน” ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ความว่า

โควิด-19 รอบสองในบ้านเราคาดการณ์กันไว้แล้วในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือยับยั้งหรือชะลอการระบาดลง อย่าเพิ่งตื่นตระหนก หรือโยนความผิดให้คนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างชาติ ว่ากันตามตรงเราเองคนไทยควรดูแลสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีกว่านี้ สร้างสุขอนามัยให้กับพวกเขามากกว่านี้ ลองมาดูวิธีป้องกันตนเองทั้งคนไทยทั้งแรงงานต่างชาติกันดีกว่าว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

เตือนกันเวลานี้คือป้องกันตัวโดยสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการเข้าสู่พื้นที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันมากๆ ล้างมือให้บ่อยด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ วางระยะห่างจากคนอื่นให้มากพอ อย่าใช้มือสัมผัสสิ่งแวดล้อมให้บ่อยนัก ดีที่สุดเวลานี้คือพักอยู่กับบ้าน ทำร่างกายให้มีภูมิต้านทานโรคให้มากโดยกินอาหารที่ดี ออกกำลังกายพอเหมาะ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

การนอนไม่เพียงพอนำไปสู่การมีสุขภาพเลว ภูมิต้านทานลด การนอนเพียงพอช่วยสุขภาพอย่างมาก ทั้งช่วยให้รับรสชาติอาหารได้ดีขึ้นแถมยังทำให้น้ำหนักไม่มากขึ้นอีกต่างหากนอกจากนี้ยังป้องกันโรคอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ การนอนไม่พอบ่อยครั้งเข้าจะกลายเป็นคนด้อยประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว อาจเกิดปัญหาด้านสมองได้ด้วยซ้ำ

ผู้ใหญ่ควรนอน 6-8 ชั่วโมง ส่วนเด็กนอนมากกว่าผู้ใหญ่สักหนึ่งชั่วโมง ต้องกำหนดวินัยในการนอน เข้านอนให้เป็นเวลาและตื่นให้เป็นเวลา จะทำให้ร่างกายสามารถกำหนดวงจรของการนอนได้กระทั่งเป็นปกติ การกำหนดที่ว่านี้ให้รวมถึงวันหยุดด้วย จัดทำห้องนอนให้เหมาะกับการนอน ปรับแสงให้มืดสนิทและเงียบ อย่าให้ห้องรกด้วยหนังสือ อย่าทำให้ห้องนอนมีบรรยากาศของห้องทำงานหรือห้องเรียน

ระหว่างวันต้องทำงานใช้แรงกายบ้าง ออกกำลังกายให้บ่อย จะได้หลับง่าย หลับเร็ว หลับลึก อย่าเผลอออกกำลังกายก่อนนอนสองชั่วโมง อีกเรื่องหนึ่งคือพยายามรับแสงอาทิตย์ตอนเช้า คอยเลี่ยงแดดจัดหน่อย เพื่อช่วยให้วงจรสารเมลาโทนินในสมองเป็นปกติ สมองจะได้รับรู้ว่าช่วงไหนเป็นกลางวันหรือกลางคืน ก่อนนอนสองสามชั่วโมงอย่าพยายามเจอแสงจ้าให้มากนักเพราะจะทำให้เมลาโทนินทำงานไม่ปกติ สารฮอร์โมนตัวนี้เกี่ยวข้องกับการปรับเวลากลางวันกลางคืนจึงเกี่ยวข้องกับการนอนของคนเรา

คอยระวังเรื่องการดื่มกาเฟอีนกับแอลกอฮอล์ให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เวลานอน พยายามดื่มน้ำระหว่างวันให้มาก แต่อย่าดื่มน้ำให้มากเกินไปเวลาก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นเข้าห้องน้ำตอนดึก ต้องทำใจให้สงบอย่าคิดเตลิดเปิดเปิงให้มากนัก ทำสมาธิก่อนนอนได้ก็ดี สุดท้ายเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของพวกเรา ช่วยกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ไทยเพิ่มการดูแลแรงงานต่างชาติ ใส่ใจดูแลสุขภาพของพวกเขาให้มากขึ้น ดูแลพวกเขาให้ได้ดีเท่ากับที่ดูแลพวกเรานั่นแหละ พยายามทำให้ได้อย่างนั้น

นอนกรน vs ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640160

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 06:30 น.นอนกรน vs ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอย่าคิดว่า “นอนกรน” เป็นเรื่องปกติ อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายถึงชีวิต

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คนเราควรนอนหลับให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง นอกจากการตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น สามารถปฏิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอีกด้วย แต่ในระหว่างที่เรานอนหลับนั้น อาจเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น โดยที่เจ้าตัวเองอาจจะไม่รู้ตัว เช่น การนอนกรน หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่น่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีอันตรายถึงชีวิตได้

มีข้อมูลที่น่าสนใจโดย นายแพทย์ ณัฎฐพงศ์ อื้อเศรษฐศักดิ์ อายุรแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เปิดเผยเกี่ยวกับอาการเหล่านี้มาให้ได้ลองสังเกตกัน

นอนกรน อันตรายจริงไหม?

เป็นความจริง เพราะอาการนอนกรน บ่งบอกถึงการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นเป็นช่วง ๆ ง่วงนอนในเวลากลางวัน มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุจราจรหรือจากการทำงานมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่า มีความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

เด็กนอนกรนสังเกตอย่างไร?

ในเด็กอาจมีอาการนอนกรนได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเด็กที่มีท่าทางการนอนที่ผิดปกติ เช่น ชอบนอนคว่ำ นอนตะแคง หรือเด็กที่ไม่มีสมาธิที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน หรืออาการสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder : ADD) เด็กที่หงุดหงิดง่าย และปัสสาวะราดในเวลากลางคืน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตบุตรหลานว่ามีอาการข้างต้นหรือไม่

ลดอาการกรนด้วยวิธีแปะปาก แปะคาง (ไม่ให้อ้า) ช่วยได้จริงไหม?

วิธีดังกล่าวข้างต้น ไม่สามารถช่วยแก้อาการนอนกรนได้ ในทางการแพทย์วิธีที่สามารถรักษาอาการนอนกรนได้ คือ การใช้เครื่องมือทางทันตกรรมช่วยเลื่อนขากรรไกรลงมาทางด้านหน้า เพื่อทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หรือ การใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (Continuous Positive Airway Pressure : CPAP)

ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยเป็นการนำหน้ากากครอบจมูก ขณะนอนหลับ หน้ากากจะต่อเข้ากับเครื่องที่สามารถขับลมแรงดันบวกออกมาขยายทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น

รับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนกรน?

หลีกเลี่ยงยา หรือ เครื่องดื่ม ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาลดน้ำมูกชนิดที่ทำให้ง่วง

รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน หากปล่อยไว้ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตตนเองหรือให้คนใกล้ชิดช่วยสังเกต ว่ามีภาวะนี้เกิดขึ้นกับเราหรือไม่ โดยอาการที่บ่งบอกว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ มีอาการหายใจขัด หายใจไม่สะดวก คล้ายสำลักน้ำลาย มีอาการสะดุ้งผวา หรือหายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ นอนกรน นอนกระสับกระส่ายมาก

การตรวจ Sleep Test

สำหรับผู้ที่มีภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์ โดยทางการแพทย์จะใช้เครื่องมือ Sleep Test ในการตรวจ เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีอาการนอนกรน และ ผู้ที่มีอาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้แก่ ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้า ไม่สดชื่น นอนไม่เต็มอิ่ม ทั้ง ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ง่วงนอนตอนกลางวัน เผลอหลับกลางวัน นอนหลับไม่ราบรื่น เช่น ฝันร้าย ละเมอ กระสับกระส่าย หายใจขัด หายใจไม่สะดวก ขณะนอนหลับ มีอาการสะดุ้งผวา หายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ ประสิทธิภาพในการทำงาน หรือผลการเรียนแย่ลง เพราะอาการง่วง ขาดสมาธิ

ชั่วโมงทองของ “หัวใจวาย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640156

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 08:40 น.ชั่วโมงทองของ “หัวใจวาย”อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เผยเจ็บแน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกรและแขนซ้าย เหงื่อออก หน้ามืด ใจสั่น อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจวาย รีบพบแพทย์ “โดยเร็วที่สุด” เพื่อลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย คือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันจนกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือดไปเลี้ยง สาเหตุเกิดจากการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป หรือปัจจัยอื่นที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วกว่าปกติ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง หรือการมีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจ จึงทำให้ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีอายุน้อยกว่าสถิติมากขึ้นเรื่อยๆ

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการเจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอกเหมือนมีอะไรกดทับ จนปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกร ไหล่หรือแขนซ้ายเป็นอาการนำที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยหัวใจวาย มักแสดงอาการนานต่อเนื่อง 15 – 30 นาที นั่งพักแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการนำดังกล่าว นอกจากนี้อาจมีอาการเหงื่อออก ใจสั่น ปวดจุกลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน ในบางรายอาจหายใจหอบเหนื่อย หน้ามืด หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย โดยผู้ป่วยควรต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

“การรักษาผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันในปัจจุบันมีทั้งการให้ยาละลายลิ่มเลือดและการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) สำหรับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนนั้น ผู้ป่วยจะไม่มีแผลผ่าตัด พักฟื้นในโรงพยาบาลไม่นาน ฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันหลายเส้นหรือแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ” นายแพทย์ศุภสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การรักษาภาวะหัวใจวายทุกขั้นตอนควรทำให้แล้วเสร็จภายใน 60 – 90 นาที เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของผู้ป่วยหรือการเกิดภาวะหัวใจ

ล้มเหลวในอนาคต อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุดของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น หากมีอาการที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยควรรีบบอกคนรอบข้างและมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศ ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640155

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 07:40 น.แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศ ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาทศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง ชี้จุดสังเกตอาการปวดหลังบ่อยๆ จนร้าวลงขาและชา อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท โรคที่มนุษย์ออฟฟิศควรระวัง!!

พฤติกรรมนั่งทำงานนานๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงมีโอกาสที่จะเกิดหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม แตกและปลิ้นมากกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังในระดับอื่น

นายแพทย์เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยส่วนทีอยู่บริเวณศูนย์กลาง มีลักษณะอ่อนนุ่มคล้ายเจลลี่ ,ส่วนที่อยู่โดยรอบ มีลักษณะยืดหยุ่นเป็นพังผืด และส่วนที่ยึดติดกับข้อกระดูกสันหลัง มีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและรับแรงกระแทกของกระดูกสันหลัง หากกระดูกสันหลังถูกใช้งานหนัก ใช้งานผิดท่า รับน้ำหนักมากเกินไป เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง หรือแม้แต่ความเสื่อมตามอายุ ก็อาจทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังแตกและปลิ้นออกมาจนไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ร้าวลงขาหรือเท้า รวมทั้งมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นควบคุมการขับถ่ายลำบาก

“โดยมากจะพบผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาทจากความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น แต่ในปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคนี้ในช่วงอายุที่น้อยลง เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรืออาจนั่งผิดท่าร่วมด้วย รวมถึงการยกของหนักผิดท่า นอกจากนี้การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอและการสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายเช่นกัน” นายแพทย์เอกพลกล่าว

สำหรับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท ในรายที่อาการไม่รุนแรงหรืออยู่ในระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการใช้ยาแก้ปวด กายภาพบำบัด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 4 – 6 สัปดาห์ อาจต้องใช้วิธีผ่าตัด โดยปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดด้วยกล้อง Endoscope ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 เซนติเมตร ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลสั้น ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วขึ้น

แม้ว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาทที่เกิดจากความเสื่อมตามวัยได้ แต่เราสามารถชะลอการเกิดและลดความรุนแรงของอาการได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ทั้งการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นั่ง ยืน ก้ม เงยและยกของหนักในท่าที่ถูกต้อง เปลี่ยนอิริยาบถขณะนั่งทำงานบ่อย ๆ รวมทั้งระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อกระดูกสันหลัง