หึ่งทำเนียบฯ “เนติบริกร” วิษณุ เครืองาม ส่อวางมือการเมืองอำลารัฐบาลลุงตู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497721

21 ธ.ค. 2564 |09:21 น.

หึ่งทำเนียบฯ "เนติบริกร" วิษณุ เครืองาม ส่อวางมือการเมืองอำลารัฐบาลลุงตู่

สะพัดหนักมาก “เนติบริกร” วิษณุ เครืองาม มือกฎหมายหลายรัฐบาล อาจถึงเวลาต้องขอวางมือทางการเมืองในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายา “เนติบริกร” มือกฎหมายชั้นนำหลายรัฐบาล เปรยถึงเวลาที่ต้องขอพักงานทางการเมืองขณะที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  วอนขอให้อยู่ร่วมทำงานไปนานๆก่อน  

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 64  แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆ นี้ นายวิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ได้เปรยกับคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ว่าอาจถึงเวลาที่ตนเองคงต้องขอพักการทำงานทางการเมือง 

ไม่เพียงเท่านั้น นายวิษณุ ยังได้เปิดเผยกับคณะทำงานด้านกฎหมายถึงการหยุดพักการทำงาน ในฐานะตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากได้ทำงานร่วมกับหลายรัฐบาล และมีระยะเวลานานพอสมควรแล้ว  

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า   การตัดสินใจของนายวิษณุครั้งนี้ยังทราบไปถึงพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  จึงได้พูดคุยกับนายวิษณุด้วยว่า “ขอให้อยู่ร่วมทำงานกับนายกฯจนถึงอายุ 70 ปีก่อน”  

วิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนายวิษณุ ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับนายกฯแล้ว  ขณะเดียวกัน นายกฯก็ยังได้ตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายเพื่อแบ่งเบาภาระงานจากนายวิษณุอีกด้วย 

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ยืนยันว่า นอกจากประเด็นเรื่องของอายุการทำงานที่มากขึ้นกอปรกับปัญหาสุขภาพที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลหลายด้าน ต้องการใช้เวลาพักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์  รวมถึงล่าสุดจะได้มีเวลาอยู่ดูแลหลานชายคนแรก หรือ “น้องลูกสน”  ซึ่งเป็นบุตรของ นายวิชญะ-นางนันทนัช เครืองาม โดยให้กำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ธ.ค.2564  ซึ่งตรงกับวันรัฐธรรมนูญ 

อนึ่ง นายวิษณุ เครืองาม ถือว่าเป็นมือกฎหมายคนสำคัญระดับประเทศ มีความสามารถโดดเด่นเกี่ยวกับกระบวนการทางข้อกฎหมายทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และสำนักพระราชวัง  จากความเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รับโอนมาสังกัดสำนักนายกฯ  จากตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจนขยับขึ้นสู่ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)และได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการด้านกฎหมายในหลายคณะ ทั้งคณะกรรมการกฤษฏีกา บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ขณะนั้น ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลว่า “เนติบริกร” 

ทั้งนี้ ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ  รสช. เข้ายึดอำนาจ นายวิษณุ ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   จนต่อมา สมัยรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองนายกฯรัฐมนตรี  ซึ่งนายวิษณุ ยังเคยปรากฎตัวร่วมอยู่บนเวทีหาเสียงของพรรคไทยรักไทยขณะนั้นด้วย 

เมื่อปี 2549 ภายหลังรัฐบาลทักษิณ ถูกยึดอำนาจโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ (คมช.)  นายวิษณุว่างเว้นงานการเมือง  แต่ได้ถูกเทียบเชิญเข้ารั้วทหารเพื่อทำการยกร่างคำสั่งต่างๆ กับมือกฎหมายชั้นครู อย่าง นายมีชัย ฤชุพันธ์  นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ  

ไม่เพียงเท่านั้น  ในยุคสมัยที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. เข้ายึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557  คสช.ได้แต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษากฎหมายร่วมกับมือกฎหมายหลายราย ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เกิดปรากฎการณ์มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในการกำหนดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อหัวหน้าคสช.  ซึ่งนายวิษณุ อีกเช่นเคย เป็นผู้ออกมาแถลงให้คำอธิบายมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวต่อสื่อมวลชน   หลังจากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ยังได้แต่งตั้ง นายวิษณุ ให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีมาจนถึงปัจจุบัน  

เพียงแต่ระยะหลังบทบาทการให้คำปรึกษาทางกฎหมายน้อยลง กอปรกับปัญหาสุขภาพ จึงประกาศกับครม. อาจถึงเวลาของตนเองได้พักผ่อนบ้าง 

“ครม.” แจกของขวัญปีใหม่ชุดใหญ่ ช้อปดีมีคืน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497745

21 ธ.ค. 2564 |07:36 น.

"ครม." แจกของขวัญปีใหม่ชุดใหญ่ ช้อปดีมีคืน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ด่วนประชุม “คณะรัฐมนตรี”วันนี้ เคาะของขวัญปีใหม่ชุดใหญ่แจกประชาชน กระทรวงการคลังชง ช้อปดีมีคืน-ผ่อนดีมีคืน- ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ลุ้น คนละครึ่ง เฟส 4 ส่วน สธ. ชงต่อเงินค่าเสี่ยงภัยให้กับ อสม. เดือนละ 500 บาท ไปอีก 6 เดือน

การประชุม “คณะรัฐมนตรี” วันนี้ (21ธ.ค.64) กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการของขวัญปีใหม่ 2565 ให้ “ครม.” พิจารณาในเบื้องต้น จะมีโครงการช้อปดีมีคืน ซึ่งจะนำกลับมาใช้ใหม่ตามคำเรียกร้องของภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้า  โดยจะมีการให้สิทธิซื้อสินค้าเพื่อนำวงเงินไปใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีสูงสุด 30,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงต้นปี 2565 รวมถึงมาตรการภาษีเงินได้นิติบุคคลอื่นๆ ด้วย 

และกระทรวงการคลัง ยังจะชงมาตรการผ่อนดีมีคืนของธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้กับลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนดี โดยจะคืนให้รายละไม่เกิน 1,000 บาท

ส่วนโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินอาจเป็นคนละ 1,500 บาท หรือ 3,000 บาท และระยะเวลาการใช้จ่ายที่จะมอบให้ประชาชน เนื่องจากคนละครึ่ง เฟส3 จะสิ้นสุด 31 ธ.ค.นี้ โดยผู้ได้รับสิทธิ์และมีการใช้จริง รวม 26.30 ล้านคน  แบ่งใช้ครบวงเงินที่ให้  6.5 ล้านคน ส่วนอีก 19.80 ล้านคน ใช้สิทธิ์แต่ยังไม่เต็มวงเงินที่ให้ 

โดยคนละครึ่งเฟส 3 นั้น รัฐบาลได้โอนเงินให้รวม3,000 บาท ตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค.2565  ซึ่งต้องหารือสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับวงเงินที่จะนำมาใช้ เนื่องจากตามพ.ร.ก.กู้เงิน มีวงเงินเหลือเพียง 200,000 ล้านบาทเท่านั้น

ส่วนเรื่องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดการระบาดโรคโควิด-19 นั้น  กระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอต่อที่ประชุม “คณะรัฐมนตรี”ขอใช้งบกลางจำนวน 3,510 ล้านบาท ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อเงินค่าเสี่ยงภัยให้กับ อสม. ไปอีก 6 เดือน เดือนละ 500 บาท 

กระทรวงพลังงาน เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการส่งเสริมการใช้และส่งเสริมการลงทุน รวมถึงมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้รถ EV ในประเทศ 

สำหรับแพ็กเกจที่จะประกาศนี้จะสนับสนุนทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิต ลูกค้าที่ซื้อรถ EV ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลจะทำให้เกิดดีมานด์ตามโรดแมปที่รัฐบาลได้วางไว้ โดยจะสามารถผลิตรถอีวีได้ถึง 10% ของการผลิตรถยนต์ในปี 2568 และขยายไปถึง 30% ภายในปี 2573

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชงมาตรการ  เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4  ให้สิทธิอีก 2 ล้านห้อง เดินทางช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2565 เสนออนุมัติงบประมาณ 13,200 ล้านบาท

วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497711

20 ธ.ค. 2564 |21:47 น.

วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 กลายเป็นวันที่ถูกจารึกไว้ว่าเป็นวันก่อการรัฐประหารครั้งที่ 11 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังจากว่างเว้นการรัฐประหารมานานถึง 15 ปี ติดตามได้ ย้อนรอย89ปีรธน. ตอนวังวนรัฐประหาร EP.13

วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 กลายเป็นวันที่ถูกจารึกไว้ว่าเป็นวันก่อการรัฐประหารครั้งที่ 11 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังจากว่างเว้นการรัฐประหารมานานถึง 15 ปี นับจากการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย “พลเรือเอกสงัด  ชลออยู่”เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519
 

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือที่เรียกอย่างย่อกันว่า รสช.เป็นคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล ที่มี “พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ภายใต้การนำของ “พลเอกสุนทร คงสมพงษ์”ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนสายทหารว่า “นายพลเสื้อคับ” เนื่องจากบุคลิกส่วนตัว ที่ชอบแต่งเครื่องแบบรัดรูป และมีคติประจำตัวคือ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” 

คณะรัฐประหาร รสช.คณะรัฐประหาร รสช.

วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13

โดยร่วมมือกับ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร”ผู้บัญชาการทหารบก, “พล.อ. อิสระพงศ์ หนุนภักดี” รองผู้บัญชาการทหารบก และ “พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล”ผู้บัญชาการทหารอากาศ วางแผนควบคุมตัว “พล.อ.ชาติชาย”พร้อมคณะผู้ติดตาม บนเครื่องบินซี 130 ของกองทัพพอากาศ ขณะกำลังจะทะยานนำคณะบินไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ในเวลา 11.00 น.
 

อันมีชนวนเหตุสำคัญข้อหนึ่ง คือ “พล.อ.ชาติชาย” ตัดสินใจที่จะให้ “พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก” อดีตผู้บัญชาการทหารบก ครองตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลที่เป็นผู้นำกองทัพในสมัยนั้น

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี
 
สำหรับพล.อ.ชาติชาย ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ส.ส.นครราชสีมา ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2531 สืบต่อจาก “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” อดีตนายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 8 ปี
 

เหตุการณ์ยึดอำนาจบริหารประเทศในครั้งนี้ จึงนับเป็นการปิดฉากของประชาธิปไตยครึ่งใบของไทยลง ด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่อรัฐบาลในขณะนั้นว่า “เป็นรัฐบาลบุฟเฟ่คาร์บิเน็ต”ที่ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมหาศาล ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต เป็นเผด็จการทางรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร และบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นได้ชัดเจนจากประกาศฉบับที่ 1 ของ รสช.
 
วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13
 
และในวันเดียวกันนี้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ยังได้ออกประกาศฉบับที่ 3 เรื่อง “การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 13” อันรวมไปถึงวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และการปฏิบัติงานตามปกติขององค์มนตรี และศาลทั่วประเทศตามมา
 

จากนั้นถัดมาอีก 7 วัน รสช.จึงได้ประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 14 หรือธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2534 ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2534 ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งสิ้น 33 มาตรา โดยธรรมนูญฉบับนี้ มีแนวทางการปกครอง คล้ายคลึงกับธรรมนูญการปกครอง ฉบับ พ.ศ.2520 ซึ่งลดบทบาทรัฐสภาให้มีหน้าที่เพียงจัดทำรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดเท่านั้น
 

แต่การรัฐประหารของคณะ รสช.ในครั้งนี้ ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต่างจากการก่อการรัฐประหารครั้งก่อนๆมา คือ ไม่ได้ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง
 


“… คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีเจตนารมณ์ที่จะให้การดำเนินการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่สถานการณ์เข้าสู่ปรกติแล้ว คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จึงยังไม่ยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2524 เพื่อให้พรรคการเมืองยังคงสภาพอยู่ได้ต่อไป แต่เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย จึงห้ามมิให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว ดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจกรรมใดๆทางการเมือง และการดำเนินการเพื่อการจัดตั้งหรือจดทะเบียนพรรคการเมือง ให้ระงับไว้เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้จนกว่าจะได้มีประกาศเป็นอย่างอื่น…”
 

และอีกประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ได้รับการกล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบันคือ ประกาศฉบับที่ 26 ที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินอดีตรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของพล.อ.ชาติชาย ทั้งสิ้น 25 คน และมีผลสรุปให้ดำเนินการยึดทรัพย์สินของอดีตรัฐมนตรี 10 คน รวมทั้งสิ้น 1,969.38 ล้านบาท 

วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13

แต่ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาว่า คำสั่งยึดทรัพย์สินนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญทางการเมืองในการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารในเวลาต่อมา 

การรัฐประหารครั้งนี้ ยังถูกกล่าวถึงเบื้องหลังตามรายงานของ “เซอร์ ไมเคิล แรมซีย์ เมลฮ์อูอิช” (Michael Ramsay Melhuish)เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ที่จัดส่งรายงานชื่อ”ประเทศไทย: บทเรียนจากการรัฐประหาร” จากกรุงเทพฯ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษในกรุงลอนดอน และเอกสารนี้ได้ถูกปรับลดชั้นความลับ มาเป็นเอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณะได้ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2562 มีความยาว 10 หน้า

ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 วันที่ รสช. ซึ่งนำโดย “พล.อ.สุนทร” นำกำลังเข้ายึดอำนาจล้มรัฐบาล “พล.อ.ชาติชาย” หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเอกสารบางช่วงบางตอน ยังระบุด้วยว่า 

“…การรัฐประหารดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยในปี 2534 เป็นประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากที่ยอมให้มีการยึดอำนาจทางทหารต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ 1950, 60 และ 70 นับแต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ระบบพรรคการเมืองไทย พัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความไม่ราบรื่นอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลง จากสถานะในอดีตที่พรรคการเมืองที่อาจจะดูเหมือนจะเป็นแค่ส่วนประกอบในระบบรัฐราชการ ไปสู่บทบาทที่สำคัญมากขึ้น ในฐานะของการเป็นตัวแทนประชาชน…

วังวนรัฐประหาร”นายพลเสื้อคับนำทีม จปร.5 ตั้ง รสช.”ยึดอำนาจฉีกรธน.EP.13

…โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถกเถียงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งได้กำหนดให้ รสช. แปรสภาพเป็นสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และได้มอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ พล.อ.สุนทร ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ยิ่งทำให้สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ รสช.อย่างมาก และทำให้ถูกมองว่า เหตุผลของการรัฐประหารครั้งนี้ เป็นข้อแก้ตัวที่”กลวงเปล่า” ดังจะเห็นได้จากการตรวจสอบการทุจริตภายใต้รัฐบาล “พล.อ.ชาติชาย” มุ่งเน้นจัดการแค่นักการเมืองบางคน ในขณะที่การทุจริตของทหาร ที่โจ่งแจ้งไม่แพ้กัน ก็ถูกเพิกเฉย…”

ศึกเลือกตั้งซ่อม เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึดสงขลา-ชุมพร หวังโค่นปชป.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497730

20 ธ.ค. 2564 |21:36 น.

ศึกเลือกตั้งซ่อม เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึดสงขลา-ชุมพร หวังโค่นปชป.

เลือกตั้งซ่อมส.ส.ใต้ระอุ! เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึด “สงขลา-ชุมพร” หวังโค่นปชป. ศึกเลือกตั้งซ่อมส.ส. แต่รอผลการประชุมของพรรคในวันอังคารที่ 21 ธ.ค.นี้อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจส่งรายชื่อผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมส.ส.อย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. ได้นัดกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดร่วมประชุมกันวันอังคารที่ 21 ธ.ค.นี้ เพื่อหารือและร่วมลงมติตัดสินใจ เรื่องการส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส. ชุมพร เขตเลือกตั้งที่ 1 และสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6 เพราะขณะนี้ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งซ่อมออกมาแล้วเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา และคาดกันว่าจะมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 16 ม.ค. 2565

ศึกเลือกตั้งซ่อม เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึดสงขลา-ชุมพร หวังโค่นปชป.

ทั้งนี้ แหล่งข่าวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การประชุมวันอังคารนี้ (21 ธ.ค.) คงได้ข้อยุติแล้วเพราะหากช้ากว่านี้อาจทำให้พรรคเตรียมตัวช้ากว่าพรรคอื่น ตอนนี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์-พรรคกล้าได้เปิดตัวและเริ่มให้ผู้สมัครทำพื้นที่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพปชร.ได้มีมติออกมาแล้วในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ให้พรรคส่งคนลงสมัครเลือกตั้งซ่อมทั้งที่ชุมพรและสงขลา  แต่ไม่ได้มีการแถลงข่าวออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการรอฟังผลการประชุมใหญ่ของพรรคปชป.เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก่อน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์บางอย่างตามที่แกนนำพรรคต้องการ

“มติที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันอังคารที่แล้ว (14 ธ.ค.) หลังให้สมาชิกพรรคได้อภิปรายแสดงความเห็นกันระดับหนึ่งแล้ว ที่ประชุมก็ให้ลงมติกันแบบไม่เปิดเผยชื่อผู้ลงคะแนน โดยเริ่มจากที่สงขลา ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 20 เสียงให้ส่งคนลงสมัครส.ส.ในนามพรรค โดยไม่มีใครไม่เห็นด้วย ส่วนที่ชุมพร ที่ประชุมมีมติด้วยเสียงข้างมาก 17: 3 เห็นควรให้ส่งคนลงเช่นกัน แต่เมื่อผลออกมา ที่ประชุมก็คุยกันว่า ขออย่าเพิ่งแถลงข่าว ขอให้รอดูสถานการณ์อีกหนึ่งสัปดาห์” แหล่งข่าวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ระบุ

แหล่งข่าวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐรายนี้ กล่าวต่อว่า พรรค พปชร.รอฟังผลประชุมใหญ่สามัญของประชาธิปัตย์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพราะเราอยากรู้ว่า ทิศทางของประชาธิปัตย์เขาจะเอาอย่างไร ว่าสุดท้ายแล้วรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ คุมพื้นที่ทั้งหมดในภาคใต้ของประชาธิปัตย์ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของพลังประชารัฐ จะเป็นใครระหว่าง ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หรือ เดชอิศม์ ขาวทอง หรือนายกชาย เพราะมีผลกับการแข่งขันกับพลังประชารัฐมาก หากเป็นชินวรณ์ การตัดสินใจก็อย่างหนึ่ง เป็นนายกชาย การตัดสินใจก็จะไปอีกแบบหนึ่ง เพราะที่สงขลา นายเดชอิศม์ก็ส่งภรรยาตัวเอง คุณน้ำหอม-สุภาพร กำเนิดผล ลงเลือกตั้ง  พอนายกชายมาเป็นรองหัวหน้าพรรค แล้วออกศึกครั้งแรก เขาก็ต้องทำทุกอย่างให้ภรรยาตัวเองชนะ แพ้ไม่ได้ ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยเฉพาะสายภาคใต้ เลยขอดูผลก่อน ซึ่งพอผลออกมาว่านายกชายขึ้นมา  แบบนี้การประชุมวันอังคารนี้เราก็ต้องมาคุยกันว่าจะเอาอย่างไร จะเดินหน้าส่งคนลงตามเดิมทั้งที่สงขลาและชุมพรหรือไม่

ศึกเลือกตั้งซ่อม เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึดสงขลา-ชุมพร หวังโค่นปชป.
ศึกเลือกตั้งซ่อม เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึดสงขลา-ชุมพร หวังโค่นปชป.

“เท่าที่เช็คกระแสกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ หลังรู้ว่านายเดชอิศม์ ขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บางคนก็บอกว่า ให้เอาตามมติเดิม คือส่งคนลงทั้งสองเขต ส่วนบางคนก็บอกว่าขอมาคุยกันวันอังคารนี้อีกที เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  แต่สำหรับผมที่เป็นกรรมการบริหารพรรคด้วยคนหนึ่งเห็นว่า พลังประชารัฐต้องส่ง และต้องหวังผลเอาชนะประชาธิปัตย์ให้ได้ เพราะหากประชาธิปัตย์แพ้ โดยเฉพาะที่สงขลา จะมีผลสะเทือนต่อประชาธิปัตย์มากไปจนถึงเลือกตั้งใหญ่ได้เลย  หากภรรยารองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคใต้ แพ้เลือกตั้งให้กับพลังประชารัฐ” แหล่งข่าวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐรายนี้ ย้ำ

แหล่งข่าวกรรมการบริหารพรรคพปชร.กล่าวด้วยว่า ส่วนการที่กรรมการบริหารพรรคพปชร.มีมติ 17:3 ให้ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพร แม้จะมีข่าวว่า กลุ่มลูกหมี-ชุมพล จุลใส มีสัญญาใจกับ พล.อ.ประวิตร ว่าจะขนทีมของตัวเองที่ชุมพร ย้ายมาพลังประชารัฐในการเลือกตั้งรอบหน้า แต่รอบนี้ส่ง นายอิสระพงษ์ มากอำไพ หลานภรรยาของนายชุมพล ลงเลือกตั้งในนามพรรคปชป. นั้น เป็นเพราะกรรมการบริหารพรรคพปชร.มองว่า เมื่อพรรคพปชร.จะส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม ก็ต้องส่งทั้งสองเขต ไม่ใช่จะส่งแค่ที่สงขลา ไม่ส่งที่ชุมพร อีกทั้งหลายเสียงไม่ค่อยเชื่อว่า นายชุมพล จะให้ทีมของตัวเองย้ายมาพปชร.จริง  จึงเห็นว่ายังไงก็ควรส่งคนลงก่อน

“มติ 17: 3 ดังกล่าว คาดว่า 3 เสียงที่ไม่เห็นควรให้ส่ง น่าจะมาจากกรรมการบริหารพรรคกลุ่มสามมิตร ส่วนท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคที่ คนมองว่า สนิทกับนายกชาย เดชอิศว์ ขาวทอง จนมีข่าวว่าไม่ต้องการให้พลังประชารัฐส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมที่สงขลาเพื่อหลีกทางให้นั้น พบว่าก่อนประชุมกรรมการบริหารพรรค ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดอีกห้องหนึ่งในตึกที่ทำการพรรค เพื่อพูดคุยเจรจานอกรอบกับกรรมการบริหารพรรคและส.ส.ภาคใต้บางคน โดยเฉพาะต้องการอยากรู้ว่ากรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่คิดอย่างไร ซึ่งก็ปรากฏว่า ร.อ.ธรรมนัส ก็ไม่ได้ขวางไม่ให้ส่งคนลงที่สงขลา แม้เขาจะสนิทกับนายกชาย สาเหตุก็เพราะร.อ.ธรรมนัส ก็รู้ดีว่าสงขลา เป็นพื้นที่รับผิดชอบของ “อนุมัติ อาหมัด” อดีตสว. หัวหน้าทีมภาคใต้ซึ่งแข่งกับนายกชายและประชาธิปัตย์ เขาจึงไม่อยากลงมาก้าวก่ายอะไร ส่วนตอนนี้นายกชาย ขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จะทำให้ ร.อ.ธรรมนัส จะขอให้พรรคพลังประชารัฐไม่ส่งคนลงที่สงขลาหรือไม่ ก็ต้องรอดูกันวันอังคารนี้ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะมีท่าทีอย่างไร เพราะกรรมการบริหารพรรคลงมติเอกฉันท์ไปแล้วให้ส่งคนลงสู้กับประชาธิปัตย์ หาก ร.อ.ธรรมนัส จะมาขอไม่ให้พรรคส่งคนลงที่สงขลา คงดูแปลก ๆ” แหล่งข่าวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ระบุ

ศึกเลือกตั้งซ่อม เปิดมติ “กก.บห.พปชร.” ตั้งเป้ายึดสงขลา-ชุมพร หวังโค่นปชป.

อย่างไรก็ตาม พื้นที่เลือกตั้งซ่อมส.ส.ที่สงขลานั้น คนที่กลุ่มภาคใต้เตรียมไว้จะส่งลงเลือกตั้งซ่อมก็คือ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ทายาทผู้ถือหุ้นและผู้บริหารบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ที่เป็นเด็กปั้นของนายอนุมัติ อาหมัด คู่ปรับการเมืองคนสำคัญของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคปชป.คนใหม่

วุฒิสภา เห็นชอบ “5 กสทช.” ชุดใหม่ -ตีตก 2 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497722

20 ธ.ค. 2564 |19:58 น.

วุฒิสภา เห็นชอบ "5 กสทช." ชุดใหม่ -ตีตก 2 คน

วุฒิสภา เห็นชอบ “กรรมการ กสทช.” ชุดใหม่ 5 คน ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ – พิรงรอง รามสูต-สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ -ต่อพงศ์ เสลานนท์- ศุภัช ศุภชลาศัย ขณะที่ “กิตติศักดิ์ -ร.ท.ธนกฤษฏ์” โดนตีตก

การประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ “กสทช.” ซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน เรียบร้อยแล้ว โดยที่ประชุมจึงได้มีการพิจารณาเป็นรายงานลับ เนื่องจาก มีรายละเอียดบางประการที่จำเป็นต้องรักษาเป็นความลับ และพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมลับแล้ว ที่ประชุมได้มีการนับคะแนนผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” จำนวน 7 คน ผลปรากฏว่า   

1. พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ด้านกิจการกระจายเสียง ได้รับคะแนนเสียง 212 เสียงต่อ 5 เสียง ไม่ออกเสียง 6 เสียง 

2.ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้รับคะแนนเสียง 213 สียงต่อ 4 ไม่ออกเสียง 6 เสียง 

3. ศาสตราจารย์ คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับคะแนนเสียง 210 เสียงต่อ 6 เสียง ไม่ออกเสียง 7 เสียง 

4. นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้รับคะแนนเสียง 196 เสียงต่อ 19 เสียง ไม่ออกเสียง 8 เสียง  

5. รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นด้านอื่นๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ได้รับคะแนนเสียง 205 ต่อ 11 เสียง ไม่ออกเสียง 7 เสียง 

ขณะที่ นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ ด้านกิจการโทรคมนาคม ได้รับความเห็นชอบ  63 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 145คะแนน ไม่ออกเสียง 15คะแนน 

เช่นเดียวกับ ร.ท.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ ด้านอื่นๆ ได้รับความเห็นชอบ  60 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 142 คะแนน ไม่ออกเสียง 21  คะแนน

ดังนั้น สรุปที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบทั้งหมด 5 คน และไม่เห็นชอบ 2 คน คือนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ  และร.ท.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ เนื่องจากได้รับความเห็นชอบน้อยว่า 124 คะแนน จึงเป็นผู้ไม่ได้รับความเห็นชอบเป็น กรรมการ กสทช.

“สมชาย” เผย 3 บิ๊กยุติธรรม รุดแจง ส.ว. ปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตคอร์รัปชัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497716

20 ธ.ค. 2564 |18:57 น.

“สมชาย” เผย 3 บิ๊กยุติธรรม รุดแจง ส.ว. ปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตคอร์รัปชัน

“สมชาย” เผย 3 บิ๊กยุติธรรม รุดชี้แจง ส.ว. ปมลดโทษนักโทษคดีทุจริต โดยส.ว.แนะแก้ปัญหาลดโทษแก่นักโทษทั้งในส่วนวิธีการ และการใช้ดุลพินิจของบุคคลที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในการกำหนดเกณฑ์การลดโทษ-เลื่อนชั้นนักโทษ รวมทั้งการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ปี 2560

วันนี้ (20 ธ.ค.) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่า วันนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (ส.ว.) ได้มีการประชุมเกี่ยวกับการพิจารณากระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ และหารือถึงข้อเสนอเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 ซึ่งวันนี้ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม,  ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เดินทางมาชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว 

“สมชาย” เผย 3 บิ๊กยุติธรรม รุดแจง ส.ว. ปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ ทั้ง 3 คน ได้ชี้แจงในประเด็นข้อหารือที่ทางกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ได้กำหนดไว้ คือ 1. การกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ 2. วิธีการเลื่อนชั้นนักโทษ และ 3.กรณีคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว ที่มีการทุจริตเงินจำนวนมากถึง 1.6 แสนล้านบาท แต่มีการลดโทษแก่นักโทษมากถึง 4 ครั้งในรอบ 1 ปี ซึ่งสังคมไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งการเชิญมาหารือและชี้แจงในประเด็นดังกล่าว ก็เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ประชุมได้กำหนดไว้เป็น 3 ระยะด้วยกัน คือระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว 
 

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นนั้น ให้มีการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น  หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาที่ออกไปแล้ว เจอปัญหาอไร ก็ให้ตรวจสอบดูว่ามีบุคคล หรือมีช่องว่างอะไร ก็ให้ไปแก้ปัญหา ซึ่ง กมธ.อยากให้แก้ปัญหา เช่น ถ้าเกิดช่องว่างว่าไปเลื่อนชั้นนักโทษคนใด เกิดปัญหาตรงไหน เกิดจากวิธีการ หรือเกิดจากดุลพินิจ ที่เสนอมาจากเรือนจำ จากกรมราชทัณฑ์ ก็ให้ไปแก้ไข และการประกาศเลื่อนชั้นนักโทษแต่ละปีนั้นเป็นยังไง บางคนได้ลดโทษถึง 4 ครั้งติดต่อกันใน 1 ปี ก็ให้ไปดูว่าปัญหาเกิดจากตรงไหน ถ้าปัญหาเกิดจากกติกา ก็ต้องไปแก้ไข 

“คือต้องตรวจสอบว่าการประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่ลดโทษไป โดยเฉพาะในปี 2558, ปี 2559, ปี 2563 และปี 2564 เกิดช่องว่างอะไร ใครได้ประโยชน์ หรือกระทำให้บุคคลบางคน บางกลุ่มได้ประโยชน์หรือเปล่า เช่น กรณีจำนำข้าว 1 ปี ลดไป 4 ครั้ง โทษลดไปตั้ง 42 ปี โดยเฉพาะที่มีการระบุว่าเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมตั้งแต่ต้นนั้น มีเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างไร เพราะอย่างกรณีคดีทุจริตจำนำข้าว ประเทศชาติได้รับความเสียหายถึง 1.6 หมื่นล้านบาท  และยังไม่มีการนำเงินมาชดเชยให้กับประเทศชาติเลย จะกลายเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมได้อย่างไร” นายสมชาย ระบุ

“สมชาย” เผย 3 บิ๊กยุติธรรม รุดแจง ส.ว. ปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ประธานกมธ.สิทธิมนุษยชนฯ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาระยะกลาง คือให้ไปแก้ไขในชั้นบริหาร ว่าควรจะแก้ไขยังไง ถ้าเจ้าหน้าที่มีการใช้ดุลพินิจผิด ก็ต้องไปตรวจสอบ และแก้ไข  เช่น กรณีตรวจพบว่านักกีฬามีการใช้ยาโด๊ปเพื่อให้ได้ชัยชนะ ก็ต้องยึดเหรียญทองคืนมา หรือถ้ากรรมการตัดสินผิด ก็ต้องมีการแก้ไขใหม่  กรณีคดีลดโทษนี้ ไม่ใช่ความผิดของพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ แต่ผิดที่ตัวบคคล ก็ต้องเอาตัวบุคคลออกมาเพื่อแก้ปัญหา

“ถามว่ามีนักโทษคนไหนในประเทศนี้ที่มีการลดโทษทีเดียว 4 ครั้ง ใน 1 ปี ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จะมาอ้างกฎหมายไม่ได้ ก็ต้องไปแก้ไขในรายละเอียด  กมธ.ไม่ได้มาจับผิดรัฐมนตรี ปลัด กระทรวง หรืออธิบดี แต่ถ้าไม่แก้ไข ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมของกระบวนการลงโทษ เพราะกรณีการลดโทษที่เกิดขึ้นนั้น คณะกรรมาธิการฯ เห็นแล้วไม่สบายใจ ส่วนเรื่องของคนที่ออกไปจากเรือนจำแล้วนั้น กมธ.ก็มีความเห็นกันหลายครั้ง เช่น กรณีกำไลข้อเท้า EM หรือกรณีการบำบัดนักโทษยาเสพติด การบำบัดรักษา เราก็สนับสนุนให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาเพื่อช่วยให้เรือนจำเบาบางลง ลดจำนวนนักโทษลง นำคนดีคืนสู่สังคม และควรเอาคนที่โทษน้อยได้ออกมา แต่คนโทษน้อยที่ยังไม่ได้ชดใช้เลย ก็ควรได้รับการดูแลในคุกก่อน เพราะได้ข่าวว่าจะมีการพักโทษตอนต้นปีหน้าด้วย ” นายสมชาย ย้ำ 

“สมชาย” เผย 3 บิ๊กยุติธรรม รุดแจง ส.ว. ปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตคอร์รัปชัน


นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะยาว เช่น พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 จะมีการแก้ไขปัญหาตรงไหน เช่น นักโทษที่มีคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง อย่าง นายสมคิด พุ่มพวง จะมีการพิจารณาโทษอย่างไร  หรือกรณีของการจ่ายค่าปรับแทนการขังคุก ซึ่งมีมากถึง 1,000 คนที่เข้าข่ายนี้ ก็ต้องนำมาพิจารณา โดยทำเป็นข้อมูล Big Data ซึ่งก็มีข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายสมชาย เคยโพสต์เฟซบุ๊ก เรื่องข้อเสนอการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการและข้อกฎหมาย ที่ทำให้เกิดการลดหย่อนโทษในคดีคอร์รัปชันที่มีปัญหาและสังคมตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะคดีทุจริตสำคัญร้ายแรงทุจริตจำนำข้าว โดยแบ่งแนวทางการแก้ไขเป็น 3 ระยะดังนี้คือ

แนวทางเร่งด่วน นายกรัฐมนตรีควรสั่งให้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ที่สังคมให้ความเชื่อถือ โดยอย่างน้อยต้องมีผู้แทน จากกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม กรรมการอัยการ กรรมการป.ป.ช. องค์กรต่อต้านคอรัปชัน ผู้แทนสื่อมวลชน ฯลฯ ร่วมดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จใน 30 วัน ระหว่างนี้ให้ชะลอการบังคับใช้การลดหย่อนโทษดังกล่าวออกไประยะหนึ่งก่อน โดยกรรมการควรมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างน้อยดังนี้

1) ตรวจสอบกฎกติกาและกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษที่มีรายชื่อเข้าเกณฑ์ลดโทษในคดีร้ายแรงสำคัญเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับคดีนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ร้ายแรง คดีฆ่าคนตายที่มีโทษประหารชีวิต คดีฆ่าข่มขืนที่เป็นภัยสังคมร้ายแรง คดีค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่เดิมมีนโยบายไม่ลดโทษแบบคดีทั่วไป เพราะคดีทุจริตโกงจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษร้ายแรงสำคัญ
ไม่ควรอยู่ในเกณฑ์ลดโทษเช่นคดีปกติทั่วไป

2) เร่งตรวจสอบกระบวนการภายในของกรมราชทัณฑ์ ในการใช้ดุลยพินิจทุกขั้นตอนของผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้บัญชาการเรือนจำ อธิบดี และคณะกรรมการราชทัณฑ์ ในการพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดเป็นชั้นดี ชั้นเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง ว่า มีเหตุต้องสงสัยหรือไม่ ที่อาจมุ่งให้เฉพาะนักโทษเด็ดขาดบางคน มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิพิเศษต่อเนื่อง เพื่อรอเวลาพระราชทานอภัยโทษตามห้วงเวลาสำคัญประจำปี โดยอ้างว่าทำถูกกฎหมายและระเบียบหรือไม่

3) ถ้าพบปัญหาจากข้อ1)และข้อ2)เป็นรายบุคคลให้นำเสนอแนวทางแก้ไขเฉพาะรายหรือเฉพาะคดี หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายให้เสนอแก้ไขกฎหมายหรือกฎกระทรวงหรือระเบียบ

4) ให้แก้ไขนำหลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2559 กลับมาใช้เป็นเกณฑ์


แนวทางระยะกลาง
1) ครม./ส.ส. /ประชาชน ยื่นเสนอแก้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 มาตรา 52 และมาตราที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มระยะเวลาปลอดภัยแก่สังคม 15-20 ปี เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้มีโทษหนักประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือมีโทษจำคุกในคดีสำคัญพิเศษร้ายแรง ได้แก่ คดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ คดีฆาตกรฆ่าข่มขืน คดีทุจริตสำคัญร้ายแรง ฯลฯ ต้องได้รับโทษขังในเรือนจำขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 15-20 ปี หรืออย่างน้อย 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งของโทษโดยจะไม่มีการพิจารณาลดโทษ พักโทษ หรือปล่อยตัวก่อนกำหนด เพื่อให้สังคมมั่นใจว่า สังคมจะปลอดภัยจากผู้กระทำผิดร้ายแรงที่เป็นภัยสังคมจะยังอยู่ในเรือนจำ ในระยะเวลาอย่างน้อย 15-20 ปี หรืออย่างน้อย1ใน3หรือกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลมีคำพิพากษา

2) ให้ศาลเข้ามาเป็นผู้พิจารณาและสั่งการลดโทษหรือพักโทษหรือปล่อยนักโทษก่อนกำหนด โดยเฉพาะคดีความผิดภัยสังคมร้ายแรง ที่มีโทษประหารชีวิต โทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยให้กรมราชทัณฑ์ ทำเรื่องขอไปยังศาลให้พิจารณา และเป็นการช่วยคัดกรองการรับโทษอย่างเหมาะสมพอเพียง การปรับปรุงตัว ก่อนที่กรมราชทัณฑ์จะทำเรื่องนำนักโทษคดีสำคัญเหล่านั้น เข้ากระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ ส่วนความผิดต่ำกว่านั้นให้คณะกรรมการราชทัณฑ์ดำเนินการตามกฎหมายเองได้ต่อไป

3) ควรแก้ไขกฎหระทรวงและระเบียบราชทัณฑ์นักโทษคดีสำคัญ ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ได้แก่นักโทษประหารชีวิต นักโทษจำคุกตลอดชีวิต นักโทษจำคุก 20-50 ปีขึ้นไป นักโทษคดีทุจริตร้ายแรง หรือนักโทษที่เป็นภัยสังคม เช่น ฆ่า ข่มขืน หรือพวกใช้ความรุนแรง ก่อนที่นักโทษเหล่านี้จะได้รับลดโทษการปล่อยตัวจำเป็นต้องมีการประเมินความพร้อม และต้องจัดให้มีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่เข้าประเมินร่วมด้วย

แนวทางระยะยาว
1) แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 เพื่อให้ผู้ต้องหาที่กระทำผิดร้ายแรงหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระ เพื่อให้ศาลได้พิพากษาให้นักโทษได้รับการลงโทษจริงมากกว่ามีข้อห้ามจำคุกไว้ไม่เกิน 50 ปี ตามที่มีข้อจำกัดเดิม

2) เร่งแก้ไขปัญหาคนล้นคุกอย่างจริงจัง ควบคู่มาตรการอื่นๆ อย่างจริงจัง อาทิ มาตรการค่าปรับแทนจำคุก การบริการทางทางสังคม การบำบัดยาเสพติด การเข้ารับการบำบัดพฤติกรรม การให้คำปรึกษาทางการเงินสำหรับผู้มีหนี้สิน การติดแท็กส์อิเลกทรอนิกส์ติดตามความเคลื่อนไหว ฯลฯ และการให้ประกันตัวผู้ต้องหาแทนการคุมขังระหว่างสู้คดี

3) ควรพิจารณาอนุญาตให้มีโครงการเรือนจำเอกชน และโครงการจัดแยกสถานที่กักขังผู้ต้องหาที่ศาลไม่อนุญาตประกันตัว ออกจากเรือนจำปกติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา
กฎหมายประเทศในยุโรปและหลายประเทศสากล เช่น ฝรั่งเศส ได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 132-23(6) กำหนดว่า คดีที่ศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ศาลจะต้องกำหนดมาตรการปลอดภัยให้สังคมคือการห้ามลดโทษ พักโทษหรือปล่อยตัวก่อน 18 ปี และหากศาลเห็นว่า เป็นผู้กระทำผิด ศาลสามารถกำหนดระยะเวลาปลอดภัยให้สังคมได้ 18-22 ปี ดังนั้นนักโทษร้ายแรงที่ถูกศาลจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษหนัก 50 ปี จะต้องถูกคุมขังในเรือนจำแน่นอนอย่างน้อย 18-22 ปี โดยไม่รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด และเมื่อครบกำหนด 18-22 ปี ในระยะปลอดภัยของสังคมที่ศาลกำหนดแล้ว ศาลจะเป็นผู้ประเมินการปล่อยตัวเป็นรายๆพร้อมกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวหรืออาจยังให้ยังขังต่อไปในเรือนจำจนกว่าจะครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาหรือมีการเสนอให้ศาลประเมินใหม่

กระบวนการลดโทษ ปล่อยตัวของไทยเป็นระบบปิด โดยฝ่ายบริหารของกรมราชทัณฑ์ และคณะกรรมการราชทัณฑ์ โดยศาลไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องใด ทั้งๆ ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นสืบสวนสอบสวนในชั้นตำรวจ ป.ป.ช. จนถึงชั้นอัยการในการส่งฟ้อง และมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพิจารณาคดีนานอย่างหนักทั้งผู้ฟ้องคดี อัยการ โจทก์ หรือจำเลย บางคดีต่อสู้กันถึง 3 ชั้นศาล แต่พอชั้นพักโทษ ลดโทษ หรือปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาด ให้คนออกจากคุก กลับไม่มีกระบวนการให้ยุติธรรมแบบเดียวกัน จึงสมควรแก้กฎหมายให้ศาลเป็นผู้พิจารณาพักการลดโทษหรือปล่อยตัวนักโทษคดีสำคัญร้ายแรง คดีอุกฉกรรจ์ ที่ส่งผลร้ายต่อสังคม ก่อนที่คณะกรรมการราชทัณฑ์ จะนำเข้าสู่กระบวนลดโทษ พักโทษหรือขอพระราชทานอภัยโทษ ครับ จึงเรียนเสนอมาเพื่อช่วยกันพิจารณาแก้ไขหาทางออกคืนความเป็นธรรมและความยุติธรรมให้กับชาติบ้านเมืองและสังคมไทยครับ 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2564  มีการพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ที่มีความประพฤติดีให้ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ และปล่อยตัว ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ รอบ 2 ปรากฏว่ามีนักการเมืองและอดีตข้าราชการระดับสูงที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดวันต้องโทษจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เช่น

– นายภูมิ สาระผล อายุ 65 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว พิพากษาจำคุก 36 ปี เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม รอบแรก ลดโทษเหลือจำคุก 12 ปี รอบสอง เหลือจำคุก 8 ปี กำหนดพ้นโทษ 25 ส.ค. 2568

– นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อายุ 61 ปี อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว พิพากษาจำคุก 48 ปี เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม รอบแรก ลดโทษเหลือจำคุก 16 ปี รอบสอง เหลือจำคุก 10 ปี กำหนดพ้นโทษ 21 เม.ย. 2571

– นายมนัส สร้อยพลอย อายุ 69 ปี อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พิพากษาจำคุก 40 ปี เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม รอบแรก ลดโทษรอบสอง เหลือจำคุก 8 ปี กำหนดพ้นโทษ 11 ก.ค. 2569

– นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง อายุ 64 ปี นักธุรกิจค้าข้าว พิพากษาจำคุก 48 ปี เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม รอบแรกลดโทษเหลือจำคุก 9 ปี รอบสอง เหลือจำคุก 6 ปี 3 เดือน 26 วัน กำหนดพ้นโทษ 26 ธ.ค. 2566


– นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อายุ 75 ปี อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้ต้องหาคดีทุจริตรับสินบนเงินใต้โต๊ะการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok International Film Festival) ปี 2545 พิพากษาจำคุก 50 ปี เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม รอบแรกเหลือจำคุก 17 ปี รอบสองเหลือจำคุก 9 ปี 5 เดือน 24 วัน กำหนดพ้นโทษ 16 ก.ย. 2569

“นายกฯ” โพสต์ ขอบคุณพี่น้องชาวไทย หลังยอดฉีดวัคซีน ครบ 100 ล้านโดส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497707

20 ธ.ค. 2564 |18:17 น.

"นายกฯ" โพสต์ ขอบคุณพี่น้องชาวไทย หลังยอดฉีดวัคซีน ครบ 100 ล้านโดส

“นายกรัฐมนตรี” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์ ขอบคุณพี่น้องชาวไทย หลังยอดฉีดวัคซีนวันนี้บรรลุเป้าครบ 100 ล้านโดสภายในปี 64 ลั่น เราสามารถทำภารกิจที่เหมือนเป็นไปไม่ได้ …ให้เป็นไปได้ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี”  โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ

#ประเทศไทยต้องชนะ เป็นเป้าหมายสูงสุดใน สงครามโควิด ที่เราชาวไทยได้ร่วมมือกันต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ  แม้ว่าสงครามในครั้งนี้จะยืดเยื้อเกินกว่าที่ทั่วโลกหรือใคร ๆ จะคาดคิดไว้ และเรายังไม่ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่ในวันนี้ (20 ธ.ค.64) ก็ถือเป็นอีกวันหนึ่ง ที่เราบรรลุเป้าหมายสำคัญ นั่นคือการสามารถฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องชาวไทย ทะลุยอด 100 ล้านโดสได้สำเร็จภายในปี 2564 ตามที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้

นับตั้งแต่ โดสแรก เมื่อวันที่ 28 ก.พ.64 เราใช้เวลารวม 265 วันหรือเฉลี่ยวันละ 377,358 โดส  เป็นเข็มแรกมากกว่า 50 ล้านโดส ครอบคลุม 70% ของประชากรไทย

เป็นเข็มสองมากกว่า 44 ล้านโดส ครอบคลุม 61% ของประชากรไทย

เป็นเข็มสามมากกว่า 5 ล้านโดส ครอบคลุม 6% ของประชากรไทย

ซึ่งเมื่อรัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายนี้ หลายคนอาจคิดว่า เป็นเป้าหมายที่… เป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย 

เป็นเป้าหมายที่ … ต้องอาศัยทั้งแรงกาย แรงใจ ความทุ่มเทเสียสละ จากบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่นับพันนับหมื่นชีวิต ทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และ อสม.ทั่วประเทศ 

จนกระทั่งวันนี้ เราสามารถทำภารกิจที่เหมือนเป็นไปไม่ได้ …ให้เป็นไปได้ 

เป็นการพิสูจน์คำกล่าวอีกครั้งที่ว่า หากคนไทยร่วมแรงร่วมใจทำอะไรแล้ว จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้น เป็นไปได้

ยิ่งกว่านั้น ยังมีข่าวที่น่ายินดีก็คือ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางสุขภาพ (Global Health Security Index : GHS) อันดับที่ 5 ของโลก จากทั้งหมด 195 ประเทศ เป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย จากการประเมินความพร้อมของประเทศในการรับมือการแพร่ระบาดโรคติดต่อปี 2021 โดยมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins Center for Health Security) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อปี 2019 ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 6 ของโลก

นั่นแสดงให้เห็นว่าการที่ไทยสามารถจัดการรับมือกับสถานการณ์โควิด จนกดยอดผู้ติดเชื้อให้ต่ำลงและเปิดประเทศได้อีกครั้ง ทำให้ถูกจัดอันดับโลกสูงขึ้นอีก 1 อันดับ อีกทั้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทย ยังได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) จากองค์การสหประชาชาติ 

ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย และความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ 

ผมต้องขอขอบคุณและชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชน ทุกคน ที่ให้ความร่วมมือ อดทน เสียสละ #สู้ไปด้วยกัน มาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และขอให้ทุกคนได้ร่วมภาคภูมิใจกับ ชัยชนะ ของศึกย่อยในสงครามครั้งนี้ ที่ยังไม่จบสิ้น ซึ่งผมมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า หลังจากผ่านมา 2 ปี รัฐบาลและ ศบค. รวมทั้งหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ ทั่วประเทศ มีความพร้อมมากยิ่งกว่าเดิม ในการรับมือกับโรคระบาด โดยเฉพาะเชื้อโอมิครอนที่กำลังก่อปัญหาในหลายประเทศ

โดยผมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกับการตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศในทุกช่องทาง สกัดกั้นการลักลอบเข้าประเทศ และให้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมแผนเผชิญเหตุหากเกิดการระบาดขึ้น ดังที่เราเคยดำเนินการมาแล้ว ตั้งแต่การตรวจเชื้อ-แยกตัว-ส่งต่อ-รักษา ให้เร็วที่สุด โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพิจารณามาตรการทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบและสมดุลที่สุด เพื่อสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตามโรดแมปที่วางไว้ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า…รัฐบาลได้เตรียมการไว้อย่างดีที่สุด เพื่อ #ชัยชนะของประเทศไทย  ครับ

“นิโรธ” เหน็บ “สภาล่ม” เหตุหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นร่างทรงคนไกลหรือเปล่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497685

20 ธ.ค. 2564 |15:46 น.

"นิโรธ" เหน็บ "สภาล่ม" เหตุหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นร่างทรงคนไกลหรือเปล่า

นิโรธเหน็บ “สภาล่ม” ตั้งข้อสังเกตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นร่างทรงคนไกลหรือไม่ โต้ข้อกล่าวไร้น้ำยาคุมสภาไม่อยู่ สวนกลับ “ชอบกินน้ำพริก” เผยประชุมร่วม กกต.- วิปรัฐบาล ต้องหาข้อสรุปร่วมกัน ชี้วิปรัฐบาลชงนำคะแนนทั้งหมดหารจำนวน ส.ส. เพื่อให้ได้ปาตี้ลิสต์

วันนี้ (20 ธ.ค.) นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยก่อนเข้าประชุมคณะทำงานของวิปรัฐบาลในการพิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้งส.ส. ว่า วันนี้จะมีการหารือเรื่องกฎหมาย โดยความเห็นของวิปรัฐบาล กับกกต.ในเรื่องวิธีการนับคะแนน คำนวนการได้มาของของส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อคล้ายกัน แต่บางเรื่องมีนายละเอียดต่างกัน โดยในส่วนที่ไม่ตรงกันวิปรัฐบาลจะขอให้แต่ละพรรคการเมืองไปเสนอเพื่อแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ โดยรัฐบาลต้องการให้นำคะแนนของแต่ละพรรคที่ได้ทั้งหมดมาหารจำนวนส.ส.เขต เพื่อให้ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งความเห็นที่ต่างกันต้องมาหาข้อสรุป ข้อดีข้อเสีย และให้พรรคเล็กมีโอกาส 

"นิโรธ" เหน็บ "สภาล่ม" เหตุหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นร่างทรงคนไกลหรือเปล่า

นายนิโรธ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องสภาล่มซ้ำซากในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ล่มถึง 2 ครั้ง ว่าเหตุสภาล่มในวันพุธที่ 15 ธันวาคม เนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิค ส่วนการประชุมในศุกร์ที่ 17 ธันวาคม เป็นความคิดของนายชวน หลีกภัยประธานรัฐสภาที่มีความคิดให้ประชุมเพิ่ม ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขัดข้องแต่เกรงจะมีปัญหาเรื่องการประชุม ซึ่งนายชวนบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะเป็นเรื่องของสภา และให้ตนเองไปคุยกับฝ่ายค้าน ซึ่งได้หารือกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเห็นด้วยกับการประชุมในวันศุกร์เพื่อพิจารณาเรื่องของกรรมาธิการที่พิจารณาเสร็จแล้วเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และได้มีการประชุม แต่เหตุการณ์สภาล่มวันศุกร์ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ยืนยันรัฐบาลเข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ขณะที่ฝ่ายค้านมี 14 เสียง

“ผมไม่ขอถกเถียงเรื่ององค์ประชุมว่าควรจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพราะไม่แน่ใจว่าชุดความคิดแบบนี้ถูกต้องหรือไม่  และไม่ทราบว่ามีเงาของใครทอดยาวมาถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะปกติ นพ.ชลน่าน เป็นคนอ่อนโยน จิตใจละมุน เพราะเป็นสูตินรีแพทย์ มีความละเอียดอ่อน” นายนิโรธ กล่าว

"นิโรธ" เหน็บ "สภาล่ม" เหตุหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นร่างทรงคนไกลหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม นายนิโรธ ได้ย้ำว่าคำว่ามีเงาทอดยาวมาทับ นพ.ชลน่านหลายครั้ง ซึ่งล่าสุด นพ.ชลน่านได้ออกมาแถลงข่าวเพราะคงนึกได้ว่าเคยพูดคุยกับตนเองไว้อย่างไร ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าปัญหาสภาล่ม ไม่ทำให้เกิดการยุบสภาเพราะเสถียรภาพรัฐบาลยังดีอยู่ และการยุบสภาเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร แต่การประชุมสภาเป็นอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นบ้านของส.ส.ทุกคน ไม่แน่ว่าคิดถูกหรือผิดที่พูดเช่นนั้น

ส่วนที่หลายฝ่ายพุ่งเป้ามาที่บทบาทของตนว่าไม่มีน้ำยา ขาดการประสานงานที่ลงลึกในรายละเอียด นายนิโรธ กล่าวยืนยันว่าได้มีการพูดคุยหารือกับ นพ.ชลน่านแล้ว พร้อมกล่าวถึงนักวิชาการคนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้น้ำยา ว่านักวิชาการคนดังกล่าวเก่งเรื่องวิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่ไม่รู้เรื่องการเมือง ก่อนทิ้งท้ายติดตลกว่า ทราบได้อย่างไร เพราะตนเองไม่ชอบน้ำยา แต่ชอบกินขนมจีนน้ำพริก
 

ด้านนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอการนับคะแนนเพื่อให้ได้มาของส.ส.บัญชีรายขื่อ จะให้เอาคะแนนทั้งหมดมาหารจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งร้อย และจำนวนเศษทศนิยมที่เหลือ ก็ให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเศษมากที่สุดได้จำนวนส.ส.เพื่อให้ครบจำนวนหนึ่งร้อย 

"นิโรธ" เหน็บ "สภาล่ม" เหตุหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นร่างทรงคนไกลหรือเปล่า

ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์และกกต. เห็นตรงกันว่าควรกำหนดหมายเลขบัญชีรายชื่อและส.ส.เขตเป็นหมายเลขเดียวกัน แต่ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้ใช้คนละหมายเลข ซึ่งวันนี้จะรับฟังความเห็น กกต. ส่วนในเรื่องของพรรคการเมืองต้องการให้ลดค่าธรรมเนียมใการเข้าเป็นสมาชิกพรรคเหลือ 20 บาท หากเป็นตลอดชีพ 200 บาทนั้น สุดท้ายแล้ววิปรัฐบาลจะต้องเสนอความเห็นร่วมกัน เพื่อเสนอเป็นร่างเดียวเข้าสู่การพิจารณาของสภา

“วิรัช” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา “ทุจริตสนามฟุตซอล” โคราช นัดไต่สวนโจทก์ 14 มิ.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497681

20 ธ.ค. 2564 |15:18 น.

"วิรัช" ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา "ทุจริตสนามฟุตซอล" โคราช นัดไต่สวนโจทก์ 14 มิ.ย.

“วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีตประธานวิปรัฐบาล กับพวกปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา “ทุจริตสนามฟุตซอล” นัดตรวจหลักฐาน 17 พ.ค.ปีหน้า พร้อมนัดไต่สวนโจทก์นัดแรก 14 มิ.ย.

20 ธ.ค.2564  ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา ออกนั่งบังลังก์นัดพิจารณาคดีครั้งแรก (สอบคำให้การจำเลย) คดีหมายเลขดำ อม.17/2564 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กับพวก รวม 87 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11, 12, 13, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162, 264, 265, 268, 83, 86, 91 กรณีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา

โดยศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 64 ทำให้นายวิรัช , นางทัศนียา รัตนเศรษฐ และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ส.ส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล 

เมื่อถึงเวลานัด นายวิรัช และจำเลยอื่นที่เดินทางมาศาล ซึ่งศาลให้ผู้ที่มาศาลทุกคนทั้งอัยการ ทนายความ รวมถึงสื่อมวลชน จะต้องสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อตรวจสอบรายชื่อ พร้อมตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิดด้วยวิธี ATK และปฎิบัติตามมาตราการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

"วิรัช" ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา "ทุจริตสนามฟุตซอล" โคราช นัดไต่สวนโจทก์ 14 มิ.ย.

องค์คณะฯ ได้อ่านและอธิบายคำฟ้องโจทก์ให้จำเลยฟัง และสอบคำให้การจำเลย ซึ่งจำเลยทั้ง 87 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และวันนี้ จำเลยที่ 74 ยื่นคำร้องขอโอนคดีที่อัยการจังหวัดนครราชสีมา ยื่นฟ้องจำเลยที่ 74 ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา มาพิจารณาคดีในศาลนี้ เนื่องจากจำเลยระบุว่าคดีที่อัยการยื่นฟ้องเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับศาลนี้ แต่ในคำร้องของจำเลยไม่ได้ปรากฎคำฟ้องของอัยการ จึงต้องสอบถามโจทก์ก่อน ศาลจึงยังไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นคดีอาญาเดียวกันหรือไม่ ให้นัดฟังคำสั่งขอโอนคดี ในวันที่ 10 ก.พ.65 เวลา 13.30 น.

และศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 17 พ.ค.65 เวลา 9.30 น. นัดไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 14 มิ.ย.65 เวลา 9.30 น. ให้คู่ความยื่นบัญชีพยานก่อนวันนัดตรวจพยาน ไม่น้อยกว่า 14 วัน และให้คู่ความตรวจสอบบัญชีพยาน หากมีข้อโต้แย้งให้ยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 7 วัน หากมีพยานภายนอกที่จะนำเข้าพิจารณา ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลเรียกพยานมาโดยเร็ว เพื่อให้ทันการไต่สวน ทั้งนี้ เหตุที่นัดนานเนื่องจากทนายความจำเลยทั้งหมดไม่มีวันว่างตรงกัน

สำหรับคดีนี้ทาง ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมชี้มูลความผิดนายวิรัชสมัยเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมกันกับพวก รวม 87 คน ทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณปี 2555 ที่นำไปจัดสร้างสนามฟุตซอลให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา 18 จังหวัด มูลค่า 4,459 ล้านบาท รวมทั้งโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 จ.นครราชสีมาด้วย แต่ปรากฏว่าการสร้างสนามฟุตซอลใน จ.นครราชสีมา กลับสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถใช้งานได้

เพื่อไทยรับ “สุขุมพงศ์ โง่นคำ”กลับพรรค เจ้าตัวลั่นขอสร้าง พท.เป็นรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497673

20 ธ.ค. 2564 |14:42 น.

เพื่อไทยรับ "สุขุมพงศ์ โง่นคำ"กลับพรรค เจ้าตัวลั่นขอสร้าง พท.เป็นรัฐบาล

เพื่อไทย รับ ‘สุขุมพงศ์ โง่นคำ’กลับพรรคหลังพ้นโทษแบนตัดสิทธิการเมือง ด้าน สุขุมพงศ์ ลั่น ขอสร้างพรรคเพื่อไทยให้ได้เป็นรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาให้ชาติและประชาชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา ประธาน ส.ส.พรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย  ที่ปรึกษาพรรค ให้การต้อนรับ “นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ” อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรี แถลงข่าวเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย 

โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวต้อนรับว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ “นายสุขุมพงศ์” ได้กลับมาร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ซึ่ง “นายสุขุมพงศ์” เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย 2 สมัย และเคยเป็นอดีตรัฐมนตรี ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค  วันนี้ “นายสุขุมพงศ์” จะมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในด้านกฎหมายเพื่อช่วยกลั่นกรองดูแลงานด้านกฏหมายในสภาผู้แทนราษฎรด้วย 

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่”นายสุขุมพงศ์” ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปก็ไม่เคยหายไปไหนเพราะคอยให้คำปรึกษาชี้แนะความเห็นด้านกฎหมายอยู่สม่ำเสมอ เมื่อวันนี้เพื่อไทยปรับทีมเสริมแกร่งจึงได้อาสาเข้ามาช่วยเสริมทีมด้านกฎหมายของพรรคให้แข็งแรงยิ่งขึ้นเพื่อร่วมสู้ศึกเลือกตั้งอันใกล้นี้เต็มที่ 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารประเทศ จึงเป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนต้องระดมผู้มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญามาร่วมกันคิดร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ “นายสุขุมพงศ์” จะได้เข้ามาช่วยมีส่วนในการช่วยดูแลให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ที่เราเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องและประเทศชาติได้  

ด้าน”นายสุขุมพงศ์” กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่มีโอกาสได้กลับมาบ้านหลังนี้อีกครั้ง ด้วยประสบการณ์ที่เคยทำการเมืองมาเป็นเวลา 10 ปีตั้งแต่เป็นส.ส.ตลอดจนถูกยุบพรรคไป และมารับใช้ประเทศชาติด้านกฎหมายอย่างต่อเนื่องอีก จึงได้เห็นว่าบ้านเมืองเรานี้ยังมีปัญหาที่ควรต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกติการัฐธรรมนูญ ตนเองพอมีประสบการณ์ด้านกฎหมายและนิติบัญญัติอยู่บ้างจึงขออาสาเข้ามาทำงานเพื่อให้เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยและประเทศชาติอีกครั้ง

ผมเกิดทางการเมืองจากพรรคไทยรักไทย และตายทางการเมืองจากการยุบพรรคพลังประชาชน ถ้าผมจะเกิดทางการเมืองเพื่อรับใช้บ้านเมืองที่ผมรักแล้ว ผมขอเกิดกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง เพื่อสร้างพรรคเพื่อไทยให้ได้เป็นรัฐบาลในคราวหน้า แก้ไขปัญหาให้ชาติและประชาชนให้ดีที่สุด นายสุขุมพงศ์ กล่าว