ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหมืองขุด เหรียญคริปโต โดย รามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498708

รามจักร

28 ธ.ค. 2564 |07:45 น.

ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหมืองขุด เหรียญคริปโต โดย รามจักร

การซื้อขายเหรียญคริปโตเป็นธุรกิจที่เป็นสากลที่สามารถซื้อขายได้ในต่างประเทศโดยไร้ขอบเขต ดังนั้นจึงมีการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ในต่างประเทศ ได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่ต้องระวัง เพราะมีการฉ้อโกง

ขณะนี้ พูดกันเลอะไปหมด เกี่ยวกับเรื่องเหรียญคริปโต จนสับสนวุ่นวาย และเข้าใจผิดกันมากมาย จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง 

เรื่องเหมืองขุดเหรียญคริปโตหรือเครื่องขุดเหรียญนั้น มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องคือ 

(1) การลงทุนซื้อเครื่องขุดมาขุดเหรียญคริปโต 

(2)ธุรกิจให้เช่าสถานที่ วางเครื่องขุด 

(3) ธุรกิจออกเหรียญคริปโต 

(4) ธุรกิจเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายเหรียญคริปโตและ 

(5) ตลาดซื้อขายเหรียญคริปโต

(6) ธุรกิจ ซื้อขายเหรียญคริปโตในตลาดซื้อขาย

ธุรกิจตามข้อ (1) เป็นธุรกิจที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยลงทุนซื้อเครื่องขุด มาขุดเองที่บ้าน หรือตั้งที่ไหนก็ได้ ที่ต้องระวังให้มากก็คือ อย่าไปลักใช้ไฟหลวงเป็นอันขาดเพราะมีความผิดทางอาญา และอาจถูกยึดเครื่องขุดได้ด้วย

ธุรกิจตามข้อ (2) ก็เป็นธุรกิจที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ให้เช่าจัดสถานที่ ให้เช่าตั้งเครื่องขุด โดยคิดค่าเช่าเป็นรายเดือน

ธุรกิจตามข้อ(3)-(5) เป็นธุรกิจที่กำกับควบคุมโดย กลต. และต้องได้รับอนุญาต จากกลต.จึงจะดำเนินธุรกิจได้ มิฉะนั้นเป็นการผิดกฎหมาย

ธุรกิจตามข้อ (6) ผู้ซื้อหรือขายเหรียญคริปโตจะต้องทำการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ตาม(4) 

แต่เนื่องจาก การซื้อขายเหรียญคลิปโตเป็นธุรกิจที่เป็นสากลที่สามารถซื้อขายได้ในต่างประเทศโดยไร้ขอบเขต ดังนั้นจึงมีการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ในต่างประเทศ ได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่ต้องระวัง เพราะมีการฉ้อโกง และ ทางราชการกำกับควบคุมดูแลไม่ได้จึงมีความเสี่ยงอยู่มาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจบางพวก สำคัญผิดคิดว่า การขุดเหรียญคริปโตเป็นเหมือนตู้ม้า แล้วไปแสวงหาประโยชน์จากผู้ประกอบการ ด้วยวิธีการอันไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ นั้น
อย่าไปลุ่มล่ามจะดีกว่า เดี๋ยวจะติดคุกหรือถูกไล่ออกจากราชการเอาง่ายๆ 

เพราะเครื่องขุดเหรียญไม่ใช่ของผิดกฎหมาย และการซื้อขายเหรียญคริปโตก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย และมีหน่วยงานเฉพาะคือกลต.กำกับดูแลรับผิดชอบอยู่ ไม่ใช่เรื่องของตำรวจ 

ถ้ามีกรณีลักใช้ไฟหลวง ก็ต้องให้การไฟฟ้า เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี เพราะไฟฟ้าไม่ใช่ของสาธารณะ แต่เป็นของการไฟฟ้า

ส่วนการไปหลอกลวงชาวบ้าน ให้นำเงินมาลงทุนโดยสัญญาว่า จะจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นรายเดือนในอัตราที่สูงนั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเหรียญคริปโต แต่เป็นการหลอกลวงฉ้อโกง

แค้นเก่า “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ซุกลุงป้อม สกัดลูกช้างยึดชุมพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498790

27 ธ.ค. 2564 |20:28 น.

แค้นเก่า "ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย" ซุกลุงป้อม สกัดลูกช้างยึดชุมพร

การเมืองเรื่องมายา “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ทิ้ง ปชป.ซุกลุงป้อม หลังชิงนายก อบจ.ชุมพร 2 รอบพ่ายลูกช้าง หวั่นไม่มีที่ยืนให้ลูกชาย หากตระกูลจุลใสยึดชุมพรเบ็ดเสร็จ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

การเมืองประหลาด “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” แถลงลาออกจาก ปชป. หลังพา ชวลิต อาจหาญ เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จนค่าย พปชร.มีการกลับมติส่งเลือกตั้งซ่อมชุมพร เขต 1

คนชุมพรรู้ดีว่า “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” เป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลจุลใส เคยต่อสู้ในสังเวียนนายก อบจ.ชุมพร 2 รอบ แต่ศิริศักดิ์พ่ายยับ

จังหวะก้าว “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ในเกมดีลลับดีลลวงระหว่างลุงป้อมกับพี่น้องลูกช้าง-ลูกหมี คงมีคำเฉลยชัดๆ หลังทราบผลเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพร

วันที่ 27 ธ.ค.2564 ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร 6 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ เปิดบ้านที่ ต.ท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร แถลงข่าวลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชป. เนื่องจากตัวเองให้การสนับสนุนทนายแดง หรือชวลิต อาจหาญ ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ

ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย หรือโทน ท่าตะเภา หรือพรมาลัย อดีตนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ยังได้เล่าว่า ตัวเขาและทนายแดง ได้เดินทางไปพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่บ้านป่ารอยต่อฯ เพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนทนายแดง ด้วยเหตุนี้ จึงขอลาออกจาก ปชป.

นี่คือหลังฉากอาการยึกยักของลุงป้อมเรื่องจะส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกซ่อมชุมพร กลับไปกลับมาหลายเที่ยว สุดท้ายก็กลับมติส่งทนายแดง

‘คู่แค้นเก่า’

“ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ไม่พอใจการเข้ามาสู่ ปชป.ของลูกหมี ชุมพล จุลใส เมื่อปี 2550 เนื่องจากลูกหมี ได้รับการสนับสนุนจากสุเทพ เทือกสุบรรณ

นับแต่การเลือกตั้งปี 2535 จนถึงปี 2554 สนามชุมพร ถูกผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์ โดย ส.ส.ขาประจำ 3 คนคือ ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย, สุชาติ แก้วนาโพธิ์ และสุวโรช พะลัง

เมื่อสุชาติ แก้วนาโพธิ์ วางมือ ในการเลือกตั้งปี 2550 เพื่อเปิดทางให้ลูกหมี ชุมพล จุลใส ลงสนาม ครั้งนั้นใช้กติกาพวงใหญ่ ชุมพลคว้าอันดับ 1 ได้ 209,982 คะแนน เหนือ ส.ส.รุ่นพี่พรรค ปชป. อย่างศิริศักดิ์ อ่อนละมัย

เลือกตั้งปี 2554 เปลี่ยนกติกาเขตเดียวเบอร์เดียว ศิริศักดิ์ให้ลูกชายลง ส.ส.เขต ส่วนตัวเองเตรียมตัวลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.ชุมพร

ปี 2555 สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังเป็นเลขาธิการ ปชป. ได้สนับสนุนลูกช้าง สุพล จุลใส สวมเสื้อ ปชป.ลงแข่งกับศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ชิงเก้าอี้นายก อบจ.ชุมพร ผลปรากฏว่า สุพลได้ 122,290 คะแนน ส่วนศิริศักดิ์ได้ 84,693 คะแนน

ปลายปี 2563 เลือกตั้งนายก อบจ.ชุมพร นพพร อุสิทธิ์ สามีของ สุจิตรา อุสิทธิ์ น้องสาวของสุพล จุลใส ได้ 147,326 คะแนน เอาชนะศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ที่ได้แค่ 59,115 คะแนน

สรุปว่า ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย พ่ายแพ้ให้แก่ตระกูลจุลใสถึง 2 หน ในสังเวียนเลือกตั้งนายก อบจ.ชุมพร

‘ลูกช้างผงาด’

ข่าวการย้ายเข้าพลังประชารัฐของตระกูลจุลใส ทำให้ “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” เป็นกังวล และจะส่งผลต่ออนาคตลูกชาย-สราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร เขต 2

ผลพวงจากการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ชัยชนะของ ลูกช้าง สุพล จุลใส ที่เขต 3 และลูกหมี ชุมพล จุลใส ที่เขต 1 ได้สร้างปรากฏการณ์บ้านใหญ่ยึดชุมพรไปโดยปริยาย

ในอนาคต ลูกช้างจะสวมเสื้อพรรคไหน ยังไม่ชัด แม้จะเปิดดีลกับลุงป้อมไว้แล้ว วันนี้ ลูกช้างได้ถักทอเครือข่ายไปทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ผ่านการเคลื่อนไหวของ อบจ.ชุมพร ที่บริหารโดยกลุ่มพลังชุมพร

เขต 1 อ.เมือง และอำเภอสวี (ยกเว้น ต.เขาทะลุ และ ต.เขาค่าย) เป็นฐานเดิมของลูกหมีตระกูลจุลใส ต้องส่งอิสรพงษ์ มากอำไพ เข้าสภาฯให้ได้ในการเลือกซ่อมหนนี้

ศิริศักดิ์ อดีต ส.ส.ชุมพร ซุกลุงป้อม เพื่ออนาคตลูกชายศิริศักดิ์ อดีต ส.ส.ชุมพร ซุกลุงป้อม เพื่ออนาคตลูกชาย

เขต 2 อ.ท่าแซะ, อ.ปะทิว และอ.เมือง(บางตำบล) เป็นฐานเสียงของ สราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร ลูกชายของศิริศักดิ์ ซึ่งในการเลือกตั้งนายก อบต.ที่เพิ่งผ่านไป ลูกช้างส่งทีมพลังชุมพรเข้าไปยึด อบต.ในเขต อ.ท่าแซะ และ อ.ปะทิว ไว้ได้หลายแห่ง

เขต 3 อ.หลังสวน อ.ละแม อ.พะโต๊ะ อ.ทุ่งตะโก และอ.สวี (บางตำบล) ฐานที่มั่นของลูกช้าง สุพล จุลใส งานนี้ยากที่ใครจะล้มตระกูลจุลใสได้

การเคลื่อนไหวของศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ก็ไม่มีอะไรมากมาย นอกจากความพยายามจะรักษาพื้นที่เขต 2 ให้ลูกชายสมัยหน้า จึงวิ่งเข้าบ้านป่ารอยต่อฯ และลาออกจาก ปชป.

ศึกกะยา “กะเหรี่ยงแดง” รุกทหารเมียนมา ต้นเหตุสังหารหมู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498783

27 ธ.ค. 2564 |19:43 น.

ศึกกะยา "กะเหรี่ยงแดง" รุกทหารเมียนมา ต้นเหตุสังหารหมู่

เบื้องหลังสังหารหมู่ 30 ศพชาติพันธุ์ “กะเหรี่ยงแดง” ทหารเมียนมาตอบโต้กองทัพประชาชน KNDF และกองทัพกะเรนนี ที่ดำเนินสงครามจรยุทธ์ประสบผลสำเร็จ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

โลกสะเทือนใจเหตุสังหารหมู่ 30 ศพในรัฐกะยาหรือ “กะเหรี่ยงแดง” ยูเอ็นเรียกร้องรัฐบาลทหารเมียนมาสอบสวนเรื่องดังกล่าวอย่างโปร่งใส

หลังมินอ่องหล่ายยึดอำนาจ หนุ่มสาว “กะเหรี่ยงแดง” ได้รวมตัวจัดตั้งกองกำลังประชาชนต่อต้านทหารเมียนมา โดยการฝึกของกองทัพกะเรนนี

ยิ่งปราบปรามยิ่งลุกขึ้นสู้ “กะเหรี่ยงแดง” ชาติพันธุ์ที่ไม่ยอมจำนน กองกำลังประชาชนและกองทัพกะเรนนี จึงเปิดแนวรบสู้ทหารเมียนมาทุกรูปแบบ

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่รัฐกะยา เกิดขึ้นที่เมืองพรูโซ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2564 มีการปะทะกันระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงแดง (KNDF) บนถนนสายหนึ่ง และมีรถยนต์ 7 คัน ถูกทหารเมียนมาตั้งด่านสกัด พวกเขาถูกสังหารทั้งหมดและมีการจุดไฟเผารถยนต์

สื่อท้องถิ่นในรัฐกะยารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 คนในจำนวนนี้ มีเด็กและผู้หญิงที่ถูกเผาไหม้เกรียม จากเหตุการณ์ดังกล่าว มาร์ติน กริฟฟิทส์  รองเลขาธิการยูเอ็นด้านมนุษยธรรม ได้ออกแถลงการณ์ประณามผู้ก่อเหตุการณ์อันเลวร้ายในครั้งนี้และการโจมตีพลเรือนเมียนมาทั้งหมด พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาเร่งสืบสวนเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วนและโปร่งใส

นับแต่เดือน พ.ค.2564 ในรัฐกะยา มีกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาถูกจัดตั้งขึ้นหลายกลุ่มซึ่งมีองค์กรหลักที่ชื่อว่า กองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงแดง (Karenni Nationalities Defense Force-KNDF)

กองกำลังกะเหรี่ยงแดง KNDF ได้ปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง สร้างความปั่นป่วนให้กองทัพเมียนมา จนพวกเขาต้องก่ออาชญากรรมร้ายแรง อาทิการยิงปืนใหญ่ถล่มหมู่บ้าน และการสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์

‘ทัพกะเรนนี’

ชาติพันธุ์กะเรนนีหรือ “กะเหรี่ยงแดง” อาศัยอยู่ในรัฐกะยา (Kayah State) เป็นรัฐที่เล็กที่สุดของพม่า อยู่ติดกับพรมแดนไทยด้าน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

รัฐกะยา มีเนื้อที่ 11,737 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงและป่าไม้ ที่ราบมีน้อย โดยแบ่งการปกครองเป็น 3 อำเภอ 7 ตำบล 106 หมู่บ้าน เมืองหลวงของรัฐชื่อล๋อยก่อ

ในอดีต รัฐกะยาเป็นรัฐอิสระ ไม่เคยอยู่ใต้รัฐบาลพม่า หลังจากพม่าได้เอกราชจากอังกฤษในปี 2491 รัฐกะยาถูกรวมเข้าในสหภาพพม่า จึงมีการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวกะเหรี่ยงแดง

ทหารกองทัพประชาชนกะเหรี่ยงแดง (KNDF)ทหารกองทัพประชาชนกะเหรี่ยงแดง (KNDF)

กองทัพกู้ชาติกะเรนนี ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2491 ในนาม “กองทัพแห่งชาติกะเรนนี” (Karenni National Army-KNA) ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) ทำการต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมาที่ยึดครองแผ่นดินของพวกเขา

ปัจจุบัน พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) นำโดยนายพลบีทู ไม่ได้เข้าร่วมเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลทหาร และยืนยันจะต่อสู้กับเผด็จการทหารเมียนมาต่อไป

‘นักรบกะเหรี่ยงแดง’

เมื่อ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เยาวชน “กะเหรี่ยงแดง” ได้ลุกฮือเดินขบวนประท้วงเผด็จการทหาร และถูกทหารเมียนมาปราบปรามอย่างหนัก


ต่อมา เยาวชนกะเหรี่ยงแดงได้รับการฝึกอาวุธจากกองกำลังกะเหรี่ยงแดง (Karenni Army) ซึ่งเป็นกองทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) ก่อนจะออกปฏิบัติการตอบโต้ทหารเมียนมา

หลังมีการจัดตั้งกองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงแดง (KNDF) เป็นกองทัพขนาดใหญ่ ก็มีเยาวชนคนหนุ่มสาวจากหลายพื้นที่ในเมียนมา เดินทางมารับการฝึกกับกองกำลัง KNDF โดยมีนายทหารผู้มีความเชี่ยวชาญในการรบมาช่วยเป็นครูฝึก

หลายครั้ง กองกำลังประชาชน KNDF จะร่วมกับกองทัพกะเรนนี (Karenni Army) ออกทำการสู้รบกับทหารเมียนมา เช่นการโจมตีสถานีตำรวจ และด่านตรวจ

สงครามจรยุทธ์โดยกองกำลัง KNDF ในรัฐกะยา ประสบชัยชนะต่อเนื่อง ส่งผลให้ทหารเมียนมาต้องตอบโต้แบบเหวี่ยงแห อย่างเช่นกรณีสังหารหมู่ 30 ศพ

อย่าติเราต่างศรัทธา ต่างอยู่พื้นที่เดียวกัน  โดย โคทม อารียา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498558

27 ธ.ค. 2564 |11:55 น.

อย่าติเราต่างศรัทธา ต่างอยู่พื้นที่เดียวกัน  โดย โคทม อารียา

ทำไมเราไม่ทำตามคำสอนที่เรามีศรัทธา และไม่ใช้ศรัทธาของเราไปข่มคนอื่นโดยคิดว่าศรัทธาของเราถูกต้องกว่า  ติดตามในเจาะประเด็นร้อน โดย โคทม อารียา

ขณะที่เตรียมและกินอาหารเช้า ผมฟังเพลงคริสต์มาส เปิดมือถือฟังได้เป็นชั่วโมง หวนนึกถึงความศรัทธาของชาวคริสต์ทั่วโลก ซึ่งวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นวันเตรียมตัวเข้าโบสถ์ตอนเที่ยงคืน เพื่อรับการมาของพระกุมารเยซู แล้วมากินอาหารเฉลิมฉลองกันในครอบครัว อาหารที่นิยมคือไก่งวงอบ ใส่ไส้เกาลัด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ชาวคริสต์กว่าพันล้านคนทั่วโลกจะเฉลิมฉลองกันในวันและคืนนี้ ไม่ว่าโควิดจะระบาดหนักแค่ไหน ก็ยังอยากฉลองกัน โดยร่วมโต๊ะอาหารหรือโดยผ่านวิดีโอออนไลน์ก็ยังดี

ผมได้มีโอกาสคุยกับชาวตุรกีคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาและเพื่อนร่วมชาติต่างเป็นมุสลิม แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทะเลาะกันและทำร้ายกันถึงขนาดนี้ เลยถามเขาถึง Fethullah Gülen ปราชญ์แห่งอิสลามและผู้นำทางความคิด 

ผมจำข้อเสนอของเขาได้ว่า ปัญหาหลักของเราในขณะนี้มี 3 ข้อคือ ความไม่รู้ ความยากจน และความขัดแย้ง และแนวทางแก้ไขคือ การศึกษา การช่วยเหลือคนจน และการสานเสวนา (dialogue) ไม่เพียงแต่เทศน์ในฐานะผู้นำศาสนา กูเล็นยังส่งเสริมการลงมือปฏิบัติด้วย โดยเป็นผู้นำทางความคิดของขบวนการ Hizmet (แปลว่า บริการ) ที่ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมมากมาย ขบวนการนี้ก่อตั้งโรงเรียนหลายแห่งทั้งในตุรกีและในต่างประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ก่อตั้งมหาวิทยาลัย สถานีโทรทัศน์ โรงพยาบาล หน่วยงานสาธารณกุศล หน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่มีอาสาสมัครพร้อมออกปฏิบัติการทั่วโลก (เช่นในกรณีพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่า เมื่อปี 2551) ฯลฯ

ขบวนการฮิสเมตเคยมีอาสาสมัครระหว่าง 3 ถึง 6 ล้านคน ในด้านการสานเสวนา กูเล็นเขียนหนังสือในเรื่องนี้และเรื่องขันติธรรมและการทนกันได้ (tolerance) เขาส่งเสริมการสานเสวนาระหว่างศาสนา และจัดให้มีการประชุมสานเสวนาในเรื่องนี้หลายครั้ง และได้เดินทางไปพบพระสันตปะปาที่เป็นผู้นำของศาสนจักรคาทอลิกเพื่อเป็นตัวอย่างหนึ่งของการสานเสวนา


แต่เมื่อทหารพยายามทำรัฐประหารแต่ล้มเหลวในปี 2559 ขบวนการฮิสเมตถูกอำนาจรัฐในตุรกีรื้อถอนและปราบปรามอย่างหนัก โดยกล่าวหาว่ากูเล็นซึ่งลี้ภัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2542 เป็นผู้ต้นคิด (mastermind) ของการรัฐประหาร

ผมถามเพื่อนชาวตุรกีว่าความพยายามทำรัฐประหารนั้นเป็นมาอย่างไร เขาตอบว่าเรื่องยังมืดมน ฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐสภาทำการสืบสวนสอบสวนแต่ฝ่ายรัฐบาลปฏิเสธ ผมถามว่าคำกล่าวหาที่มีต่อกูเล็นเป็นเรื่องการเมืองใช่ไหม คำตอบคือเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า เพราะขบวนการฮิสเมตเติบโตขึ้นและช่วงชิงพื้นที่และอิทธิพลทางสังคมไปจากผู้นำรัฐ

ถ้าจะกล่าวถึงผู้นำที่ถือศาสนาอิสลามและเปี่ยมด้วยความกรุณาและขันติธรรม ผมนึกถึงเศาะลาฮุดดิน ที่ฝรั่งเรียกชื่อว่า Saladin เขาทำสงครามต่อต้านการรุกรานของนักรบครูเซด และประสบความสำเร็จในการเข้ายึดเมืองเยรูซาเล็มคืนจากพวกแฟรงก์เมื่อ ค.ศ. 1187 (พ.ศ. 1630) หลังจากที่เมืองนี้ตกอยู่ในมือของพวกแฟรงก์เป็นเวลา 88 ปี แต่แทนที่จะทำแบบพวกแฟรงก์ที่สังหารหมู่คนนับหมื่นอย่างเหี้ยมโหดทารุณ และปล้นสะดมไม่เลือกหน้า กองทัพของเศาะลาฮุดดินปฏิบัติต่อชาวเยรูซาเล็มด้วยดีอย่างมีอารยธรรม แม้กระทั่งไว้ชีวิตผู้นำพวกแฟรงก์และปล่อยให้อพยพกลับไป ตรงตามคำกล่าวที่ว่า เขาเคยทำร้ายเราในฐานะผู้ชนะ แต่เมื่อเราเป็นผู้ชนะก็ทำแบบเรา ไม่จำเป็นต้องเอาอย่างเขา


อีกตัวอย่างหนึ่งคือจักรพรรดิอักบาร์มหาราชแห่งราชวงศ์โมกุล (ประสูติ พ.ศ. 2085 ครองราชย์ พ.ศ. 2099 สวรรคต พ.ศ. 2148) ทรงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่บีบบังคับศาสนิกอื่นให้มานับถืออิสลาม ทรงยกเลิกกฎเซซิยะห์ที่ให้ผู้ที่ไม่นับถืออิสลามต้องเสียภาษีสูงกว่า ทรงเชื้อเชิญผู้นำศาสนาอิสลาม ฮินดูให้มาสานเสวนาแลกเปลี่ยนกัน เป็นต้น พระองค์จึงเป็นกษัตริย์มุสลิมที่อยู่ในใจชาวอินเดียมาตลอด

ในทางตรงกันข้าม หลายชายของพระองค์ถือเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาของชาวมุสลิม เพราะได้นำกฎเซซิยะห์มาบังคับใช้ใหม่ และฟื้นฟูศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี ทรงสั่งประหารพี่ชายสองคนและน้องชายหนึ่งคน และคุมขังพระบิดาเพื่อขึ้นครองราชย์ จนเมื่อประชวรหนักใกล้สิ้นพระชนม์ ทรงปรารภในที่บรรทมว่า 

“แปลกที่ฉันเข้ามาในโลกโดยไม่มีอะไรเลย 
และตอนนี้ฉันกำลังจะจากไป
พร้อมกับกองคาราวานแห่งความบาปที่น่าทึ่งนี้
ไม่ว่าฉันจะมองไปที่ใด ฉันก็เห็นแต่พระเจ้า
… ฉันทำบาปอย่างมหันต์ และฉันไม่รู้ว่า
อะไรคือการลงโทษที่รอฉันอยู่”

ในเรื่องนักปราชญ์แห่งศาสนาอิสลาม ผู้ที่ประทับใจผมอีกคนคือ รูมี ผู้เป็นมุสลิมสายซูฟี ขอยกคำกล่าว (quotation) ของเขามาอ้างสักเล็กน้อย 

“เมื่อวานฉันเก่งกาจ
ฉันจึงอยากเปลี่ยนแปลงโลก
วันนี้พอได้มีปัญญาญาณ
ฉันจึงกำลังเปลี่ยนแปลงตนเอง”

“ฉันไม่สังกัดศาสนาใด
ศาสนาของฉันคือความรัก
หัวใจทุกดวงคือวิหารของฉัน”


“ศาสนนิกายเจ็ดสิบสองนิกายในโลก 
จริง ๆ แล้วไม่มีอยู่ 
ขอสาบานต่อพระเจ้า
ทุก ๆ นิกาย คือฉันเอง”

ผมพยายามค้นหาใน google ถึงคำกล่าวที่จำได้ลาง ๆ แต่หาไม่เจอ เลยขออ้างถึงตามความทรงจำ ที่อาจผิดพลาดบ้าง รูมี กล่าวว่า “จงวางเท้าข้างหนึ่งให้มั่นในมหาสุมทรของเจ้า อีกข้างหนึ่งให้กวาดไปทั่วเจ็ดมหาสมุทร”  

ผมตีความว่าคำกล่าวนี้คล้ายกับปณิธาน 3 ประการของท่านพุทธทาสที่ว่า 1) จงเข้าถึงหัวใจศาสนาตน 2) ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา 3) นำโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม ผมเข้าใจว่าสองข้อแรกตรงกับคำกล่าวของรูมี นั่นคือ รู้ (ศาสนา) เราให้มั่นคง และเรียนรู้เขาด้วย โดยท่านพุทธทาสเสริมว่า เพราะเรามีภารกิจร่วมกัน

น่าเสียดายที่ผมได้รับข้อความเป็นเท็จอยู่บ่อย ๆ ที่เพื่อน ๆ ส่งมาทาง Line ที่แสดงความหวาดระแวงต่อคนศาสนาอื่น โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม บ้างอ้างว่ามุสลิมเตรียมยึดประเทศไทยในเวลาห้าปี/สิบปี

บ้างอ้างว่ามี ส.ว. แต่งตั้งที่เป็นมุสลิมมีจำนวนนับร้อย บ้าง “เปิดโปง” โครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” ของมูลนิธิรัฐบุรุษว่าเอาใจเยาวชนมุสลิมเกินไป เมื่อรัฐบาลมีโครงการสนับสนุนการไปประกอบพิธีฮัจญ์ก็ใช้วาจาไม่สุภาพที่มีความหมายว่าจับโกหกที่ซ่อนไว้ได้แล้ว เมื่อได้ข่าวว่ามีการขออนุญาตตั้งมัสยิดแห่งใหม่ก็จะออกมาต่อต้าน เป็นต้น

ทำอย่างไรหนอ พวกช่างคิดที่เห็นแต่การสมคบคิดไปทั่ว จึงจะคล้อยตามท่านพุทธทาส โดยเข้าถึงหัวใจของศาสนาตน และทำความเข้าใจระหว่างศาสนาให้มาก แทนที่จะกล่าวหาหรือกล่าวร้ายแก่กัน

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมไปเที่ยวที่สกลนคร และถือโอกาสไปที่อำเภอท่าแร่ ตอนแรกก็ตั้งข้อรังเกียจเรื่องการกินหมา แต่ข้อมูลจาก google บอกว่า เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ธุรกิจเนื้อหมาก็ยังเฟื่องฟู แต่ปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะมีกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ คนในพื้นที่ไม่นิยมกิน มีบ้างก็คนนอกพื้นที่นั่นแหละ ท่าแร่เป็นชุมชนที่นับถือศาสนาคาทอลิกมากที่สุด จนเป็นอัครสังฆมณฑลที่มี archbishop ปกครอง

นอกจากท่าแร่ก็มีกรุงเทพฯที่เป็นอัครสังฆมณฑลอีกแห่งหนึ่งที่มี cardinal ปกครอง ที่ท่าแร่มีถนนสายหนึ่งอยู่ติดกับอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล บนถนนสายนี้มีอาคารเก่าสไตล์โคโลเนียลที่สวยงามสามสี่หลัง และมีอาคารศิลาแลงหลังหนึ่งถูกไฟไหม้มานานแล้ว มีป้ายอธิบายความเป็นมาว่า ประมาณปี 2427 มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสและเยอรมันมาเผยแพร่ศาสนาที่สกลนคร และมีชาวเวียดนามที่ได้รับการปลดปล่อยจากการเกณฑ์แรงงาน และคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบมาเข้ารีตจำนวมาก ทำให้ขาดที่ดินทำกิน ประกอบกับถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง เลยต่อแพอพยพชาวคาทอลิกประมาณ 20 ครัวเรือนมาที่ท่าแร่ ล่องจากตัวเมืองข้ามทะเลสาบหนองหารมา จนเป็นชุมชนคาทอลิกใหญ่ในปัจจุบัน

ตำนานที่บอกเล่าไว้ข้างอาคารถูกเผา เล่าถึงลูกสาวรองข้าหลวงสกลนคร ชื่อหนูนา เธอสนใจศาสนาคาทอลิกแต่พ่อไม่เห็นด้วยจึงถูกจับขัง ยังดีที่พี่ชายช่วยปล่อยตัวและพามาที่ท่าแร่ รองข้าหลวงตามมาและจะตั้งข้อหาลักพาตัวแก่บาดหลวง แต่หนูนายืนยันว่ามาด้วยความสมัครใจ จึงถูกผู้เป็นบิดาชักดาบออกมาและประกาศตัดญาติกับลูกสาว ซึ่งต่อมาได้แต่งงานและตั้งถิ่นฐานที่ท่าแร่ บ้านที่ถูกเผาหลังนี้เองเคยเป็นที่พักอาศัยของโฮจิมินห์ สมัยที่ข้ามลาวมาขอความสนับสนุนจากชาวเวียดนามอพยพที่อยู่ที่นี่ แต่พอเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถูกลอบสังหาร โฮจิมินห์สันนิษฐานว่าตนเป็นเป้าหมายมากกว่าเลยถอนตัวไป แต่สาเหตุที่บ้านหลังนี้ถูกเผาไม่เกี่ยวกับโฮจิมินห์ ตำนานสันนิษฐานว่า มีการใช้เป็นสถานที่ประกอบมิซซาที่เป็นพิธีทางศาสนา มีเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วย บ้านจึงถูกเผา

ตำนานที่ติดไว้ข้างบ้านหลังนี้ยังเล่าต่ออีกว่า บาดหลวงคนหนึ่งถูกจับและถูกลากเครามาจะไปจองจำ เจ้าตัวบอกว่าเป็นชาวเยอรมันไม่ใช่ฝรั่งเศส เลยรอดตัวไป การรังแกชาวคาทอลิกในสมัยนั้น คงเกิดในหลาย ๆ ที่ และมีสาเหตุมาจากการขาดขันติธรรมต่อผู้มีศรัทธาที่แตกต่าง และมาจากความคิดชาตินิยมที่ทำให้รังเกียจชาวฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าอาณานิคมด้วย

ในสังคมไทย มีภาษาพูดที่เป็นภาษาแม่ราว 70 ภาษา นั่นหมายความว่าเรามีกลุ่มชาติพันธุ์มากมายเช่นกัน แต่ละชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตน ราชการไทยรับรองศาสนาอยู่ 5 ศาสนา แต่ละศาสนามีนิกายต่าง ๆ กันไป อีกทั้งยังมีคนที่ไม่ถือศาสนาใด ๆ ทั้งนี้ยังไม่นับความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองที่มีได้ต่าง ๆ นานา แถมยังมีความเป็นพลวัตสูง คู่อริทางการเมืองวันนี้ อาจเป็นพันธมิตรกันได้ในภายภาคหน้า

ความแตกต่างหลากหลายเป็นเรื่องธรรมดา ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไม่จำเป็นต้องเกลียดกันมิใช่หรือ เราไม่จำเป็นต้องทำร้ายกันมิใช่หรือ ที่ขำไม่ออกคือศาสนาต่างสอนให้เรารักเพื่อนมนุษย์ แต่บางครั้งเราก็ทำร้ายกันในนามของศาสนาและความศรัทธาที่ต่างกัน

ทำไมเราไม่ทำตามคำสอนที่เรามีศรัทธา และไม่ใช้ศรัทธาของเราไปข่มคนอื่นโดยคิดว่าศรัทธาของเราถูกต้องกว่า 

ศาสนาพุทธสอนว่า เราเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย เราอยู่ในพื้นดินเดียวกัน กรุณาอย่าติว่าเรามีศรัทธาที่ต่างกัน ขอให้นึกเสมอว่า เราอยู่พื้นเดียวกัน และควรร่วมรู้สึกและช่วยเหลือกันมากกว่า       

เลือกตั้งซ่อมหลักสี่กทม. พรรคใหญ่ กลาง เล็ก พร้อมลงสมรภูมิ โดย นายหัวไทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498630

นายหัวไทร

27 ธ.ค. 2564 |07:31 น.

เลือกตั้งซ่อมหลักสี่กทม. พรรคใหญ่ กลาง เล็ก พร้อมลงสมรภูมิ โดย นายหัวไทร

สนามเลือกตั้งซ่อมเมืองหลวงเริ่มคึกคักแล้ว จับตา “พลังประชารัฐ-เพื่อไทย” ขณะที่ก้าวไกล ส่ง “เพชร กรุณพล”ดารานักแสดงลงชิงด้วย ติดตามได้เจาะประเด็นร้อน โดย นายหัวไทร

อีกสนามเลือกตั้งซ่อมที่น่าจับตามองสำหรับคอการเมือง
ครั้งครานี้เป็น “สนามเมืองหลวง”

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ชี้ขาดว่า “สิระ เจนจาคะ” นักการเมืองฝีปากกล้า ต้องกระเด็นหลุดจากเก้าอี้ ส.ส.กทม.เขต 9 (จตุจักร-หลักสี่) เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก คดีฉ้อโกง กระทำการโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ตามคำร้องเรียนของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย คู่กัดในคณะกรรมาธิการฯส่งผลให้ต้องมีการจัด “เลือกตั้งซ่อม” ภายใน 45 วัน

พรรคใหญ่หลายพรรคเริ่มขยับในการพิจารณาส่งคนชิงเก้าอี้ ส.ส.เมืองหลวงแห่งนี้ นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้จะยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อชี้ขาดว่าจะส่งใครลงเลือกตั้งซ่อม แต่ “เทพไท เสนพงศ์” ออกหน้าออกตาเชียร์ “ผู้การหูดำ” หรือผู้การแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่เคยลงสมัครเมื่อปี 2562 แต่พ่ายแพ้ให้แก่ “สิระ”ลงแก้มืออีกครั้ง 

สำหรับผู้การแต้มในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วนอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว คะแนนที่ได้ก็ไม่สวยงามนัก เพราะได้คะแนนมาอันดับ 4


สำหรับพรรคเพื่อไทยน่าจะส่งนายสุรชาติ เทียนทอง ทายาทของ “ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทอง ลงสู้ศึกอีกครั้ง เพราะการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คะแนนมาอันดับ 2 ควรจะได้สิทธิ์ในการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง 


ในขณะที่พรรคพลังปะชารัฐ (พปชร.) ที่ต้องสูญเสียสิระไปก็ยังถือว่าเป็นแชมป์สนามนี้อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการบริหารพรรคเคาะตัวว่าจะส่งใคร ก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอนของพรรค ให้คนที่ดูแลพื้นที่ กทม.ไปคัดสรร และเสนอชื่อมาตามขั้นตอน แต่คาดกันว่าจะส่ง “สรัลรัศมิ์ เตชะจิรสิน” ภรรยานายสิระลงแข่ง โดยก่อนหน้านี้สิระเปิดตัวว่าจะให้สรัลรัศมิ์ลงเขตดอนเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เมื่อสนามหลักสี่-จตุจักรว่างลง ก็คงจะโยกเขตมาลงแทนสามี


แต่ที่เป็นที่ฮือฮามาก เมื่อพรรคก้าวไกล มีมติเอกฉันท์ส่ง “เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ” นักแสดงชื่อดัง ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม.เขตหลักสี่-จตุจักรด้วย ก็น่าจะสร้างสีสันให้สนามนี้คึกคักขึ้น

กล่าวสำหรับ “เพชร กรุณพล” เป็นดารา-นักแสดงผู้มีชื่อเสียงมายาวนาน เล่นละครเรื่องแรกคือ ขอหยุดหัวใจไว้เพียงเธอ เมื่อปี 2544 หลังจากนั้นเล่นยาวมาอีกนับ 30 เรื่อง อยู่ใน “วงการมายา” มาไม่น้อยกว่า 20 ปี เคยเป็นพิธีกร และเคยแสดงภาพยนตร์ 1 เรื่องคือ “เฮี้ยน” รับบทเป็น “พัฒน์” ออกอากาศเมื่อปี 2546

ในทางการเมืองชื่อของ “เพชร กรุณพล” เพิ่งได้รับการจับตาภายหลังการเคลื่อนไหวของ “ม็อบราษฎร” ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีทัศนคติเข้าข้าง “กลุ่ม 3 นิ้ว” ส่งผลให้ถูก “แบน” ออกจากวงการจอแก้วมาแล้ว
     

พรรคไทยภักดี ที่มีหมอวรงค์ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม เป็นหัวหน้าพรรค ก็มีมติกระโดดลงสู้ศึกกับเขาด้วย และถือเป็นสนามแรกของไทยภักดี โดยมีมติส่งนายพันธ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ อายุ 43 ปี นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอบริษัทหลายบริษัท ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
     

หมอวรงค์ ยืนยันว่า ส.ส.1 เสียงของไทยภักดีถ้าชนะการเลือกตั้งก็จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะมีภาพของความซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักษ์ภักดี
     

แต่ที่ต้องจับตาต่อไป คือพรรคเสรีรวมไทย ของ พล.ต.อ.เสรี คู่ปรับของสิระ จะส่งใครลงชิงด้วยหรือไม่ และจะส่งใครลงเลือกตั้งครั้งนี้
 #นายหัวไทร #เลือกตั้งซ่อม

เกมตัดแต้ม “เพชร กรุณพล” ชนสายแข็งสุรชาติ เทียนทอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498635

26 ธ.ค. 2564 |21:03 น.

เกมตัดแต้ม "เพชร กรุณพล" ชนสายแข็งสุรชาติ เทียนทอง

ศึกในฝ่ายประชาธิปไตย “เพชร กรุณพล” เสื้อสีส้ม โยกมาจากราษฎร์บูรณะ ลุยสังเวียนหลักสี่ เจอเจ้าของพื้นที่ สุรชาติ เทียนทอง อดีตแชมป์ปี 2554 คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดฉากชิมลาง “เพชร กรุณพล” ตีรถด่วนจากเขตราษฎร์บูรณะ มาลงเขตหลักสี่ ตามแผนยุทธศาสตร์ค่ายก้าวไกล ไม่หวั่นเจ้าของพื้นที่ สุรชาติ เทียนทอง ค่ายเพื่อไทย

อาศัยชื่อเสียงเด่นดัง “เพชร กรุณพล” ต่อยอดจากของเดิม 2.5 หมื่นคะแนน ก้าวไกลจึงวาดหวังไว้สูงยิ่ง แถมชิงแต้มจากเพื่อไทยได้อีกต่างหาก

ดังนั้น คู่เอกไทยไฟท์หลักสี่คือ “เพชร กรุณพล” มวยดาวรุ่งปะทะมวยรุ่นพี่ สุรชาติ เทียนทอง ในวันที่ค่ายพลังประชารัฐขาลง และลุงตู่เรตติ้งร่วง

พลันที่สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐพ้นจาก ส.ส.ไม่ทันถึง 48 ชั่วโมง ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ได้ประกาศส่งผู้สมัคร ส.ส.ในสนามเลือกตั้งซ่อมกรุงเทพฯ เขต 9 (หลักสี่ และจตุจักร) ทันที ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกองเชียร์สองสี ทำนองว่าฝ่ายประชาธิปไตยตัดแต้มกันเอง แพ้ฝ่ายลุงตู่-ลุงป้อมแน่ๆ

การชิงจังหวะเร่งเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคก้าวไกล สะท้อนว่า สมรภูมินี้มีความสำคัญและคาดว่า จะปักธงได้ เนื่องจากผลคะแนนจากการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ไม่ได้ห่างกันเลย

สุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม. ได้ 32,115 คะแนะ ส่วนผู้สมัครโนเนม กฤษณุชา สรรเสริญ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 25,735 คะแนน ตัวเลขนี้บ่งชี้ความนิยมของค่ายสีส้มในเขตหลักสี่ได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ แกนนำก้าวไกล จึงตัดสินใจเลือก “เพชร กรุณพล” นักแสดงที่สนใจการเมือง และมีเอฟซีมากมาย เข้าสเปกทั้งดังและโดนมาลงสนาม

‘ดาราการเมือง’

นับแต่มีขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ชื่อของ กรุณพล เทียนสุวรรณ หรือ “เพชร กรุณพล” ดารานักแสดง ก็อยู่ในความสนใจของสื่อหลัก เพราะเพชรจะแสดงความเห็นวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์แบบแรงๆอยู่บ่อยครั้ง จึงคาดหมายว่า เขาคงสนใจเล่นการเมือง

เป็นที่ทราบกันในแวดวงแกนนำพรรคก้าวไกล ได้มีการทาบทามเพชร กรุณพล ให้ลงสมัคร ส.ส.กทม. เขตราษฎรบูรณะ หากมีการยุบสภาและเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากเพชรมีภูมิลำเนาอยู่แถบนั้น และตระกูลเทียนสุวรรณ มีวงศ์วานว่านเครือกินแดนชายขอบกรุงเทพฯ และพระสมุทรเจดีย์

ดังนั้น เพชร กรุณพล จึงเป็นคนแปลกหน้าของเขตหลักสี่ โดยสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ทำงานในพื้นที่มาระยะหนึ่งแล้วคือ วรวรรษ รักวงษ์ ที่ถูกวางตัวให้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 9

“ขอแสดงความยินดีกับพี่เพชร กรุณพลด้วยครับ ผมสนับสนุนพี่เพชร 100% และจะช่วยพี่เพชรหาเสียงเต็มที่” นี่คือข้อความของวรวรรษ ในเฟซบุ๊คส่วนตัว หลังทราบมติพรรคก้าวไกล

ความในใจของวรวรรษ สะท้อนการตัดสินใจให้เพชร กรุณพล ลงสนามนั้น ไม่ใช่แค่ชิมลาง โดยหวังถึงขั้นชนะเลือกตั้ง

‘ไม่ใช่คนสระแก้ว’

คู่แข่งสำคัญของ “เพชร กรุณพล” อาจไม่ใช่ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ หากแต่เป็นสุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย

สุรชาติ เทียนทอง เป็นทายาทเสนาะ เทียนทอง นักการเมืองอาวุโส แต่เกิดและเติบโตที่ซอยวิภาวดี 20 เขตจตุจักร เนื่องจากสุรชาติเป็นลูกของ จิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ ภรรยาคนแรกของเสนาะ

ตามข้อมูลที่เปิดเผยทั่วไป เสนาะ เทียนทอง มีบุตรและธิดา 5 คน จากจิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ 3 คน คือ สุรศักดิ์ เทียนทอง ,สุรเกียรติ เทียนทอง และสุรชาติ เทียนทอง จากอุไรวรรณ เทียนทอง 2 คน คือ สรวงศ์ เทียนทอง และสิริวัลย์ เทียนทอง

สมัยที่พรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู สุรชาติ เทียนทอง เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า สนใจการเมือง แต่หากลงสมัคร ส.ส. ก็จะลงที่กรุงเทพฯ ไม่ไปสระแก้ว อยากลุยงานการเมืองด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งคำว่าบ้านใหญ่ หรือตระกูลเทียนทอง

การเลือกตั้งปี 2550 สุรชาติ เทียนทอง จึงลงสมัคร ส.ส.กทม. เขตหลักสี่,จตุจักรและบางซื่อ (เลือกตั้งพวงใหญ่) ในนามพรรคประชาราช 

เขาประสบความพ่ายแพ้ พรรค ปชป.ชนะยกทีม และหนึ่งในนั้นคือ สกลธี ภัททิยกุล

การเลือกตั้งปี 2554 เขตหลักสี่ และเขตดอนเมือง(1 แขวง) สุรชาติ สวมเสื้อเพื่อไทย เอาชนะสกลธี ภัททิยกุล ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

แม้จะพ่ายในสมัยที่แล้ว สุรชาติก็ลงพื้นที่มาตลอด ไม่เคยหนีหน้าไปไหน และมั่นใจว่า หากมีเลือกตั้งใหม่ ก็จะกลับมาเป็น ส.ส.อีกครั้ง

กะเหรี่ยง BGF รบ “กะเหรี่ยง KNU” พิทักษ์ขุมทรัพย์ทุนจีนที่เมียวดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498589

26 ธ.ค. 2564 |15:42 น.

กะเหรี่ยง BGF รบ "กะเหรี่ยง KNU" พิทักษ์ขุมทรัพย์ทุนจีนที่เมียวดี

เสียงปืนเสียงระเบิดสนั่นลั่นริมเมย “กะเหรี่ยง KNU” ต้านการล้อมปราบโดยทหารเมียนมาผสมกะเหรี่ยง BGF สงครามไล่ล่าฝ่ายต่อต้าน PDF และพิทักษ์ขุมทรัพย์กลุ่มทุนจีนที่เมียวดี คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สงครามริมเมย “กะเหรี่ยง KNU” ต้านล้อมปราบยุทธการเลเก่ก่อ ทหารเมียนมาส่งกะเหรี่ยง BGF ลุยภาคพื้นดิน ประสานปืนใหญ่ ฮ.ติดอาวุธ และเครื่องบินรบ

แล้งนี้ ทหารเมียนมาหวังเผด็จศึก “กะเหรี่ยง KNU” กวาดล้างฝ่ายต่อต้าน และปกป้องเขตเศรษฐกิจกลุ่มทุนจีน ซึ่งดูแลโดยกะเหรี่ยง BGF

ศึกนอกใหญ่หลวง “กะเหรี่ยง KNU” ยังเจอศึกใน ไม่เป็นเอกภาพ ชาวบ้านนับพันคนรับเคราะห์หนีภัยการสู้รบข้ามน้ำเมยมาพึ่งพาฝั่งไทย

ไม่เหนือความคาดหมาย ช่วงวันที่ 24-26 ธ.ค.2564 ทหารเมียนมาได้ส่ง ฮ.ติดอาวุธ และเครื่องบินรบ ถล่มที่มั่นทหารกะเหรี่ยง 

KNU/KNLA กองพลน้อยที่ 6 ในเขตเมืองใหม่เลเก่ก่อ และหมู่บ้านโดยรอบ ส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงหนีภัยการสู้รบข้ามแม่น้ำเมย เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านริมชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก

ดังที่ทราบ การข่าวของทหารเมียนมารู้ว่า กลุ่มนักศึกษาและเยาวชนในนาม (People’s Defense Force–PDF) ได้เข้าร่วมการฝึกยุทธวิธีการรบกับกะเหรี่ยง KNU/KNLA กองพลน้อยที่ 6 ก่อนจะกลับเข้าสู่เมืองใหม่ รัฐบาลทหารเมียนมา จึงต้องการทำลายที่มั่นฝ่ายต่อต้านแห่งนี้

อีกด้านหนึ่ง ที่มั่นเมืองใหม่เลเก่ก่อนั้น ใกล้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษชเวโก๊กโก่ ของกลุ่มทุนจีน ใน จ.เมียวดี ทหารเมียนมาและทหารกะเหรี่ยง BGF จึงหวาดระแวงการเติบใหญ่ของฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหาร

‘ขุมทรัพย์ BGF”

ศึกเลเก่ก่อแล้งนี้ “กะเหรี่ยง KNU” และกองกำลัง PDF เป็นเป้าหมายการกวาดล้างของทหารเมียนมา และทหารกะเหรี่ยง BGF (Border Guard Force)

เมียวดี เป็นเมืองหน้าด่านที่เป็นประตูค้าขายระหว่างไทย-เมียนมา มีกลุ่มทุนจีนได้เข้ามาลงทุนสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เรียกว่า ชเวโก๊กโก่ โดยทหารเมียนมา ได้มอบให้กองกำลังพิทักษ์ชายแดน(BGF) เป็นผู้คุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ในชเวโก๊กโก่

รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้กะเหรี่ยง BGF ของกลุ่มนายพล ซอว์ ชิตตู  หรือ นายพลชิตตูเช่าที่ดินนับแสนไร่ระยะยาว 70-80 ปี มอบให้นักลงทุนจีนสร้างเขตเศรษฐกิจและเมืองใหม่ ประกอบด้วยหมู่บ้านหรูหลังละ 50-80 ล้านบาท,กาสิโน, แหล่งสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ ,ห้างสรรพสินค้า,ศูนย์กระจายสินค้าชายแดน ฯลฯ

นายพลชิตตู ผู้นำกองกำลัง BGF จ.เมียวดีนายพลชิตตู ผู้นำกองกำลัง BGF จ.เมียวดี

เขตเศรษฐกิจพิเศษชเวโก๊กโก่ ของกะเหรี่ยง BGF อยู่ห่างจากเมืองใหม่เลเก่ก่อ ของกะเหรี่ยง KNU/KNLA กองพลน้อยที่ 6 ประมาณ 15 ก.ม. หลังรัฐประหารต้นปี 2564 มีนักศึกษาและเยาวชนเข้ามารับการฝึกอาวุธในพื้นที่ของกองพลน้อยที่ 6 ทำให้กะเหรี่ยง BGF วิตกกังวล กลัวเป็นภัยต่อขุมทรัพย์ชเวโก๊กโก่

ฉะนั้น กองพันทหารราบเบาที่ 560 กองบัญชาการทหารกองทัพน้อยตะวันออกเฉียงใต้ จึงร่วมกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) จ.เมียวดี เปิดยุทธการกวาดล้างฝ่ายต่อต้านในเมืองใหม่เลเก่ก่อ มาตั้งแต่ 15 ธ.ค.2564

การศึกหน้าแล้ง แม่ทัพนายกองกะเหรี่ยง KNU/KNLA พอจะประเมินได้ว่า การสู้รบหนักแน่ แต่ที่ยังเป็นปัญหาภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคือ ความเป็นเอกภาพของ KNU

‘รู้จักกะเหรี่ยง BGF”

หลายเดือนก่อน กะเหรี่ยง BGF ประกาศว่า จะไม่ช่วยเหลือทหารพม่า โจมตี KNU/KNLAกองพลน้อยที่ 5 บริเวณ จ.ผาปูน ตรงข้ามแม่สามแลบ จ.แม่ฮ่องสอน แต่มาวันนี้ กะเหรี่ยง BGF กลับลืมคำสัญญา เพราะพวกเขาต้องการปกป้องขุมทรัพย์ชเวโก๊กโก่ จ.เมียวดี

กองกำลังพิทักษ์ชายแดน(BGF) เป็นกองกำลังทหารกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ลงนามหยุดยิงและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพพม่า ใช้ชุดฝึก อาวุธ และงบประมาณจากกองทัพพม่า มีกำลังพลประมาณ 9,000 นาย

เฉพาะกะเหรี่ยง BGF นายพลชิตตู เลขาธิการกองกำลังป้องกันชายแดนในรัฐกะเหรี่ยง เป็นแม่ทัพใหญ่ บังคับบัญชากองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ที่ 1020, 1021, 1022 และ1023 โดยมีเขตการควบคุมพื้นที่ จ.เมียวดี และ จ.กอกะเร็ก

นายพลชิตตู จึงเคลื่อนกำลังกะเหรี่ยง BGF ร่วมกับทหารเมียนมาเข้ากวาดล้างทหาร KNU และ PDF ตามคำพยากรณ์ของบอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหาร KNU/KNLA ที่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบว่า กองทัพเมียนมาจะวิเคราะห์กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม และวางแผนจะทำลายกลุ่มไหนก่อน

ทหารเมียนมา จะไม่ปล่อยให้กลุ่มกองกำลังต่างๆ รวมถึงประชาชนที่ไม่เห็นด้วยจับอาวุธขึ้นมาท้าทายและต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารมิน อ่องหล่ายอย่างแน่นอน

นายกฯชายนั่งตีขิมรอ “เสี่ยเฮ้ง”ลงกรำศึกสงขลา “ขุดบ่อล่อปลามาตายน้ำตื้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498540

นายหัวไทร

26 ธ.ค. 2564 |11:49 น.

นายกฯชายนั่งตีขิมรอ “เสี่ยเฮ้ง”ลงกรำศึกสงขลา “ขุดบ่อล่อปลามาตายน้ำตื้น

ทำไมพรรคพลังประชารัฐ ไม่ส่ง “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ลงมาเป็นแม่ทัพสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ทั้งที่รับผิดชอบ ลงพื้นที่ภาคใต้ต่อเนื่อง แต่กลับส่ง  “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ติดตามเจาะประเด็นร้อน โดย นายหัวไทร

ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 พื้นที่เก่า “ถาวร เสนเนียม” อดีต รมช.คมนาคม ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งจากเหตุศาลตัดสินจำคุก พรรคพลังประชารัฐ ตัดสินใจส่งผู้สมัคร ด้วยข้ออ้างว่ามีส.ส.มากถึง 4 คน จาก 8 คนของสงขลา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทิ้งไม่ได้ ต้องกวาดต้อนขยายฐานให้ได้มากที่สุด ส.ส.สงขลาเองก็พร้อมออกศึกครั้งนี้ และมีตัวช่วยสำคัญอย่าง “อนุมัติ อาหมัด” อดีตสมาชิกวุฒิสภา

สนามเลือกตั้งซ่อมสงขลา พรรคพลังประชารัฐไม่มีเรื่องให้ต้องเกรงใจใครมาก เพราะถาวร กับ “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” ทายาทเจ้าของธุรกิจถุงมือยางศรีตรัง ผู้สมัครส.ส.สงขลา ของพรรคพลังประชารัฐ ซี้ปึ้กกันอย่างกับลูก กับหลาน เพราะอนุกูล คือลูกของหัวคะแนนถาวร
     

งานนี้ถาวรลอยตัวอยู่เหนือปัญหา-ความขัดแย้ง เสร็จภารกิจเปิดบ้านรับกำลังใจจากขาวบ้านเสร็จ จองตั๋วบินกลับบ้านกรุงเทพทันที และร่วมงานพบปะชาวใต้ฝั่งตะวันออกที่ร่วมรบกันมากับ กปปส. ซึ่งจัดขึ้นในวันคริสต์มาสพอดี

ขณะที่คู่แข่งของพรรคพลังประชารัฐ “คุณนายน้ำหอม” สุภาพร กำเนิดผล อดีตรองนายกฯอบจ.สงขลา และอดีตนางงามสมิหลา ภรรยาของ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ แม่ทัพคนใหม่แห่งแดนสะตอ ก็คุ้นเคยกันดีกับถาวร 

แต่ประเด็นสำคัญ และคอการเมืองร้องถามมันอยู่ตรงที่ว่า งวดนี้ทำไมพรรคพลังประชารัฐ ไม่ส่ง “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ลงมาเป็นแม่ทัพสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ทั้งที่รับผิดชอบ ลงพื้นที่ภาคใต้ต่อเนื่อง แต่กลับส่ง  “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน และกรรมการบริหารพรรค มาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมสงขลา มันผิดฝาผิดตัวไปหรือเปล่า

เพราะ “เสี่ยเฮ้ง” ไม่ใช่ผู้ชำนาญการพื้นที่ภาคใต้ แต่ถนัดในสายตะวันออก ขณะที่ตัวผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐอย่าง “อนุกูล” เอง “เสี่ยเฮ้ง” ก็ยังไม่ได้รู้จัก ไม่เคยพบหน้าพบตากันด้วยซ้ำ แต่กลับได้รับมอบหมายให้มาเป็นแม่ทัพคุมศึกแพ้ไม่ได้

เกมลาก “เสี่ยเฮ้ง” มาเชือดหรือเปล่า หมากของใคร


โดยในช่วงการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐ ได้รับชัยชนะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีตารางพ่ายแพ้โดยมี “ผู้กองนัส” เป็นแม่งานใหญ่ ทั้งสนามขอนแก่น ลำปาง และนครศรีธรรมราช 

สถิติตรงนี้จะค้ำคอ“เสี่ยเฮ้ง” เพราะหากคุมทัพเลือกตั้งซ่อมที่สงขลาแพ้พ่าย จะเป็นครั้งแรกที่ล้มเหลวของพรรคพลังประชารัฐ ในสนามเลือกตั้งซ่อม 

งานนี้คนที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆคือ “เสี่ยเฮ้ง”แล้วที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ คนเป็นแม่ทัพคุมศึกต้องเป็นคนหากระสุนดินดำมายิง “เสี่ยเฮ้ง” ที่ไม่ใช่คนกระเป๋าหนัก ใจถึงพึ่งได้อย่างผู้กองนัส คงต้องวิ่งพล่านหาเงินกันให้จ้าละหวั่นเพราะดูแล้วงวดนี้ต้องใช้กระสุนดินดำมหาศาล เนื่องจากคู่แข่งอย่าง “นายกชาย” ก็เป็นพวกใจถึงพึ่งได้ สไตล์ นักเลงภูธร คนสงขลาเขารู้กัน

ดูแล้วกระสุนดินดำยิงกันสนั่นหวั่นไหวในการเลือกตั้งซ่อมสงขลาแน่ แต่ยังดีว่า อนุกูลก็เป็นทายาทคนมีกระสุน พอจะยิงเองได้บ้าง ไม่ทำให้กระสุนขัดลำกล้อง หากเสี่ยเฮ้งหมุนไม่ทัน

“เสี่ยเฮ้ง” เองก็แพ้ไม่ได้ เพราะรอบนี้ถ้าหอบความพ่ายแพ้กลับไป เสียทั้งเครดิต เสียทั้งกระสุนดินดำจะมีผลทางการเมืองของตัวเองค่อนข้างเยอะ 

นอกจากไม่ชำนาญสนามสงขลาเท่ากับ “นายกฯชาย” ที่ขลุกอยู่กับสนามเลือกตั้งสงขลามายาวนาน มีนักการเมืองท้องถิ่นหนุนช่วยเกือบเต็มร้อย


และเผลอๆงานนี้ “เสี่ยเฮ้ง” อาจไม่ได้สู้กับแค่นายกชายคนเดียว แต่อาจต้องออกแรงสู้กับคนในพรรคกันเองอีก อย่างที่รู้กันว่า นายกชาย กับ “ผู้กองนัส” คือ เพื่อนรัก เดินสายนักเลงอยู่ในยุทธจักรหม่นๆ ด้วยกันมานาน ไม่แตกต่างจากการมีสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายกฯชาย กับชาดา ไทยเศรษฐ์ แห่งพรรคภูมิใจไทย

“ผู้กองนัส” ไม่อยากชนกับ นายกฯชายตั้งแต่แรก แต่ไม่มีทางเลือกในเมื่อเสียงกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่า ต้องส่ง “อนุกูล” ที่มีฐานเสียงลงแข่งขัน ที่สำคัญคนเคาะให้แข่งคือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

การที่ ผู้กองนัส ไม่นำทัพเอง นอกจากจะได้ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจกับ นายกฯชาย ซี้เก่าแก่แล้ว อีกทางหนึ่ง น่าจะต้องการแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรบางอย่างให้คนบนตึกไทยคู่ฟ้าได้เห็นว่า “วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก วันไหนสำนึกแล้วเธอจะเสียใจ”

เพราะหากพรรคพลังประชารัฐพ่ายแพ้ มันจะเพิ่มเครดิตให้ “ผู้กองนัส” ทันที ทำให้เห็นว่า พรรคพลังประชารัฐขาดขุนพลคนนี้ไม่ได้ 

ขณะเดียวกันยังเป็นการได้เหยียบ “เสี่ยเฮ้ง” คู่รัก คู่แค้น ร่วมพรรค ที่ระยะหลัง “เสี่ยเฮ้ง”กลายเป็นเงาตามตัว เป็นเด็กสายตรงคนโปรดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ทั้งครั้งที่ออกต่างจังหวัดบิ๊กตู่จะต้องหนีบ “เสี่ยเฮ้ง”  ไปด้วย

ใครหนอชั่งคิดวางหมากวางเกม ลาก “เสี่ยเฮ้ง” ลงสู่ลานประหาร อย่าลืมว่า ถ้าพลังประชารัฐพ่ายแพ้ มันหมายถึง ส.ส.สงขลาทั้ง 4 คนของพลังประชารัฐแพ้ไปด้วย และยังสะเทือนไปถึง “บิ๊กตู่”ด้วย เพราะที่ผ่านมาหลายคนเชื่อว่าที่พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ภาคใต้มา 13-14 คน เป็นเพราะกระแส “บิ๊กตู่” 

หากพลาดพลั้งรอบนี้อาจถูกลากโยงเป็นการเมืองว่า  “กระแสบิ๊กตู่” หมดแล้ว และที่ผ่านมาคนที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ ขุนพลที่บิ๊กตู่ มองเป็นหอกข้างแคร่อย่าง “ผู้กองนัส” ยิ่งเป็นการเพิ่มความสำคัญให้ ผู้กองนัส ขึ้นไปอีก 

หาก “อนุกูล” แพ้ 4 ส.ส.สงขลาของ พปชร.ก็แพ้
“เสี่ยเฮ้ง” ก็แพ้ พรรคพลังประชารัฐก็แพ้ และ “บิ๊กตู่” แพ้ด้วย คนชนะ คือ “ผู้กองนัส”คนเดียว….555


 #นายหัวไทร #เลือกตั้งซ่อมสงขลาเขต6 #ผู้กองนัส #เสี่ยเฮ้ง

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ปฏิรูปจัดการทุจริต  ไปไหวมั้ย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498534

26 ธ.ค. 2564 |10:16 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช "ปฏิรูปจัดการทุจริต  ไปไหวมั้ย"

เมื่อกลไกรัฐไม่สามารถปฏิบัติงานภายใต้กรอบธรรมาภิบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ล่าช้า มีพฤติกรรมการอุปถัมภ์ระหว่างกัน การปราบปรามการทุจริตจึงไม่สัมฤทธิ์ผล ติดตามได้เจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

การทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยมาช้านาน มีลักษณะซับซ้อนเชื่อมโยงกันอย่างรุนแรง มีการปรับรูปแบบจากเดิมที่เป็นการทุจริตทางตรงเป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่มีการแก้กฎหมาย ระเบียบหรือนโยบายให้เป็นประโยชน์กับตนเองและพวกพ้องมากยิ่งขึ้น

 
ประกอบกับกลไกรัฐไม่สามารถปฏิบัติงานภายใต้กรอบธรรมาภิบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถระงับยับยั้งปัญหาในระดับปฏิบัติได้เท่าที่ควร การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ล่าช้า มีพฤติกรรมการอุปถัมภ์ระหว่างกัน การปราบปรามการทุจริตจึงไม่สัมฤทธิ์ผล

รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกง ได้กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ในการวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด และต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงภัยที่เกิดจากการทุจริต มีกลไกส่งเสริมการรวมตัวมีส่วนร่วมของประชาชน

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ไว้เพียง 2 ประการ คือ

 
1) ประเทศไทยมีการทุจริตและประพฤติมิชอบลดลง   ตั้งค่าเป้าหมาย ปี 2565 อยู่ที่การมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย หรือ CPI  45 จาก 100 คะแนน


2) หน่วยงานภาครัฐมีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต  ตั้งค่าเป้าหมาย ปี 2565 อยู่ที่หน่วยงานภาครัฐผ่านการประเมิน ITA คะแนน 85 ขึ้นไป จำนวนร้อยละ 80

สำหรับกิจกรรม โครงการปฏิรูปที่ส่งผลกระทบสำคัญ (big rock) และตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนควรติดตามเอาใจช่วย  ได้แก่


1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการต่อต้านการทุจริต
– จำนวนเครือข่ายและองค์กรภาคประชาชนในจังหวัด อำเภอ ตำบล ที่เข้าร่วมการขับเคลื่อนงานป้องกันและเฝ้าระวังทุจริต
– บทบาทและผลงานของแนวร่วมภาคเอกชนต่อต้านการทุจริต CAC


2.พัฒนาระบบการเข้าถึงข้อมูลและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
– พรบ.ป้องกันการฟ้องปิดปาก
– พรบ.ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ
– ระบบการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างครบวงจร


3.พัฒนากระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ
– จำนวนคดีทุจริตที่คั่งค้างในทุกหน่วยงานได้รับการแก้ไขสะสางจนลดลงอย่างชัดเจน


4.พัฒนาระบบราชการไทยให้โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์
– กำหนดให้ข้าราชการต้องแสดงฐานะการเงิน
– รายงานผลประเมิน ITA หน่วยงานรัฐทุกประเภท ทุกระดับ


5.สะกัดกั้นทุจริตเชิงนโยบายโครงการขนาดใหญ่และอื่นๆ
– กำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐที่มีโครงการขนาดใหญ่ระดับ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต้องประเมินความเสี่ยงต่อทุจริตเชิงนโยบาย
– กฎหมายป้องกันการข่มขู่ผู้แจ้งเบาะแส Anti SLAPP Law
– แก้ไขเพิ่มเติมและออกกฎหมายใหม่ รวม 10 ฉบับ (หากสนใจ กรุณาค้นคว้าเพิ่มเติม) 

…………………………………….
Key Message
รายงานปฏิรูปประเทศ โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป
“ปฏิรูปจัดการทุจริต  ไปไหวมะ”
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ควรจับตา
– จำนวนเครือข่ายภาคประชาชน และแนวร่วมภาคเอกชนที่เข้าร่วมการขับเคลื่อนงาน ป.ป.ช.
– จำนวนคดีทุจริตที่คั่งค้างในทุกหน่วยงานได้รับการแก้ไขสะสางจนลดลงอย่างชัดเจน
– ระบบการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างครบวงจร
– รายงานผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ITA หน่วยงานรัฐทุกประเภท ทุกระดับ
– รายงานผลประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย หรือ CPI ประจำปี  
– รายงานการประเมินความเสี่ยงทุจริตเชิงนโยบายของโครงการขนาดใหญ่ 
– พรบ.ป้องกันการฟ้องปิดปาก  พรบ.ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ  และกฎหมายป้องกันการข่มขู่ผู้แจ้งเบาะแส

พระฆ่าตัวตายเป็นอาบัติอะไร โดย ทิดโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498382

26 ธ.ค. 2564 |09:47 น.

พระฆ่าตัวตายเป็นอาบัติอะไร โดย ทิดโบราณ

ข่าวพระธรรมวงศาจารย์ (นิมิต จิตทนฺโตเถระ) วัย 87 ปี เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ จังหวัดสงขลา ทำอัตวินิบาตกรรม ทำให้พากันสลดใจ และเศร้าใจ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า หลวงพ่อที่มีเมตตา และชีวิตมีแต่ให้ ไม่น่าคิดสั้น ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย ทิดโบราณ

ข่าวพระธรรมวงศาจารย์ (นิมิต จิตทนฺโตเถระ) วัย 87 ปี ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ จังหวัดสงขลา ทำอัตวินิบาตกรรม โดยใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกคอตัวเอง มรณภาพ ในกุฏิ เมื่อเช้าวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ทำให้คณะสงฆ์ คณะศิษย์ คนใกล้ชิด ต่างตกใจ ปลงธรรมสังเวช พากันสลดใจ และเศร้าใจ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า หลวงพ่อที่มีเมตตา และชีวิตมีแต่ให้ ไม่น่าจะคิดสั้น

อัตโนประวัติย่อๆ ชื่อเดิม นิมิต นามสกุล วงศ์จันทร์ เกิด 10 พย. 2479 อุปสมบท พศ. 2500 วุฒิการศึกษา ปธ.4 พธบ.
นอกจากเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแล้ว ตำแหน่งทางการปกครอง เคยเป็นเจ้าคณะจังหวัดสงขลา และเจ้าคณะภาค 18 สุดท้ายเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18
 

เรื่องพระผู้ใหญ่ มีทั้งอำนาจและวาสนาฆ่าตัวตาย เคยมี ในอดีตไม่นาน คือ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโรนามสกุบ ฝังมุข ) อายุ 58 ปี ทำอัตวินิบาตกรรม โดยผูกคอตายในกุฏิ ที่วัดสระเกศ วัดที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ทำเอาคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ตกใจไปตามๆ กัน เพราะไม่นึกว่าท่านจะคิดสั้น 

ถ้าดูตำแหน่งพระพรหมสุธี (เสนาะ) จะพบว่าไม่ธรรมดา นอกจากเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว) แล้ว ยังครองตำแหน่ง กรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะภาค 12 อีกด้วย
 

เมื่อสมเด็จเกี่ยวมรณะภาพ ท่านจัดพิธีสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพให้ยิ่งใหญ่ สมเกียรติสมเด็จที่เคยปฏิบัติหน้าที่สังฆราชมานานหลายปี
 

ปัญหาที่ทำให้คิดสั้น น่าจะเกี่ยวกับศักดิ์ศรี เมื่อท่านถูกปลด ลดชั้น หลังจากจัดงานศพสมเด็จเกี่ยวแล้วเคลียร์เงินหลวงกับเงินบริจาคไม่ทันจบ แต่ถูกพระเถระที่มีอำนาจเหนือถอดถอนท่านทุกตำแหน่ง รวมทั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสด้วย

แบบนี้ใครจะอยู่ได้ เพราะตนเคยนั่งหัวแถว ต้องมานั่งเป็นพระอันดับ คนเราย่อมมีศักดิ์ศรี จึงไม่ขออยู่สู้หน้าจึงอำลาโลกไปเลย


 ที่เขียนเรื่องพระฆ่าตัวตายมาซะยาวนั้น เพื่อตั้งประเด็นว่าพระฆ่าตัวตายเป็นอาบัติอะไร เป็นอาบัติปาราชิก หรือไม่ หลายคนอยากรู้ เพราะอาบัติปาราชิกข้อ 3 ว่าภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย เป็นอาบัติปาราชิก แต่นี่ท่านฆ่าตัวเอง
 

ผมอ่านอธิบายวินัย สำหรับ ชั้น นธ.ตรี โท และเอก ของพระพรหมกวี (ที่เป็น มส สดๆ ซิงๆ) มีคำอธิบายเรื่องกำหนดวัตถุแห่งอาบัติ ว่ามนุษย์เป็นวัตถุแห่งปาราชิก อมนุษย์ เช่นเปรต ยักษ์ และสัตว์เดรัจฉานที่มีฤทธิ์ เป็นอาบัติถุลลัจจัย ฆ่าสัตว์เดรัจฉาน เป็นอาบัติปาจิตตีย์
 

ที่น่าทึ่งคือพยายามฆ่าตัวเอง เป็นอาบัติทุกกฏ อาบัติเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น

พระพรหมกวี อธิบายในวงเล็บว่า ภิกษุทำตนเองให้บาดเจ็บ และฆ่าตนเองให้ตาย ยังหาคำอธิบาย และปรับอาบัติไม่พบ แต่ถ้าว่าตามมูลเหตุของการบัญญัติสิกขาบทนี้ (ปาราชิกข้อที่ 3 ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ) น่าจะปรับเป็นอาบัติถุลลัจจัย และปาราชิก เพราะเป็นกายมนุษย์ เช่นเดียวกัน 

ที่ท่านอธิบายชัดเจน คือวินัยนี้ บัญญัติเพื่อปรับอาบัติภิกษุที่ทำให้คนอื่นตาย ส่วนความตายเป็นเรื่องของกรรม

ดังนั้นพระฆ่าตัวตาย หากพิจารณาว่าฆ่ากายมนุษย์ ย่อมต้องอาบัติปาราชิก(ได้) แต่ถ้าพยายามฆ่า ปรับเพียงอาบัติทุกกฏ อาบัติ จิ๊บๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ฆ่าเองก็ดี ให้คนอื่นฆ่าก็ดีซึ่งมนุษย์ เป็นบาปแรง (ทางศาสนาและเป็นอาญาทางฝ่ายบ้านเมือง) เป็นอกุศลกรรม สาธุชนไม่ควรทำอย่างยิ่ง