ครม.ไฟเขียวร่างกม.ลูกเลือกตั้ง บัตรสองใบ ส.ส. 400 เขตและปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498938

28 ธ.ค. 2564 |20:51 น.

ครม.ไฟเขียวร่างกม.ลูกเลือกตั้ง บัตรสองใบ ส.ส. 400 เขตและปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน

ครม. ไฟเขียวร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง บัตรสองใบ ทั้งแบบส.ส.เขต 400 และแบบส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 100 และร่างกฎหมายพรรคการเมือง โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้คนละไม่เกิน 10 รายชื่อจากเดิม 15 รายชื่อ

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รวม 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ เพื่อให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2564 ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 83 มาตรา 86 และมาตรา 91 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) (พ.ศ. ….) มีสาระสำคัญ อาทิ

1.ให้ กกต.ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน และการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน

2.ให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วจึงมีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และต้องกำหนดให้ส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยต้องกำหนดวันที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 3 วัน

3.กำหนดให้มีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 7 คน มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในที่เลือกตั้งและนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งแต่ละแห่ง
 

4.ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบละ 1 ใบ (บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนหีบบัตรเลือกตั้งให้มีลักษณะตามที่ กกต. กำหนด)

5.แก้ไขเพิ่มเติมการประกาศผลเลือกตั้ง โดยเมื่อรวมผลเลือกตั้งแล้ว คะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น รวมทั้งคะแนนที่ได้จากการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง และการลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแล้ว ให้ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง ดำเนินการประกาศผลรวมคะแนน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง คะแนนที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ผลการรวมคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และคะแนนที่ไม่เลือกพรรคการเมืองใด แล้วรายงาน กกต. โดยเร็ว

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญดังนี้ 
1.แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการสรรหาของแต่ละพรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 100 รายชื่อ
2.แก้ไขเพิ่มเติมให้สมาชิกพรรคการเมืองลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อได้คนละไม่เกิน 10 รายชื่อจากเดิม 15 รายชื่อ

มติ ครม.แก้กฎหมายคุมใช้สารต้องห้าม ตามเงื่อนไขวาด้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498917

28 ธ.ค. 2564 |17:45 น.

มติ ครม.แก้กฎหมายคุมใช้สารต้องห้าม ตามเงื่อนไขวาด้า

มติ ครม. เห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 พ.ศ. …. สอดคล้องกับ WADA วาด้า แก้ปมถูกตัดสิทธิเสนอตัวเป็นเจ้าภาพแข่งขันกีฬา-โดนแบนธงชาติ เชื่อส่งผลกระทบเศรษฐกิจ 5.5 หมื่นล้าน

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาพ.ศ. 2555พ.ศ. ….ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา(สคก.)เสนอ

โดยสาระสำคัญของร่างพระราชกำหนดคีอแก้ไขบทนิยามแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ

1.บทนิยาม อาทิการแก้ไขนิยามคำว่า“สารต้องห้าม”การเพิ่มบทนิยามคำว่า“วิธีการต้องห้าม”การแก้ไขนิยามคำว่า“สมาคมกีฬา” “การแข่งขันกีฬา” “นักกีฬา”และ“บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา”เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่กำหนดไว้ในWADA Codeและมาตรฐานสากล

2.คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาเช่น-ยกเลิกให้ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาเป็นผู้ช่วยเลขานุการเพื่อให้

สำนักงานฯมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ(operating independence) -ยกเลิกอำนาจในการเสนอแนะรัฐมนตรีในการกำหนดรายชื่อสารต้องห้ามและยกเลิกอำนาจในการประกาศกำหนดระดับประเภทชนิดกีฬาและการแข่งขันกีฬาที่ควบคุมการใช้สารต้องห้าม 

 คณะกรรมการเฉพาะเรื่องเช่นคณะกรรมการการแพทย์,คณะกรรมการพิจารณาโทษและคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการพิจารณาเช่นคกก.พิจารณาโทษมีอำนาจพิจารณาโทษละออกคำสั่งลงโทษได้เองโดยไม่ต้องส่งให้กกท.ออกคำสั่งเพิ่มเติมให้โอกาสนักกีฬาบุคคลที่สนับสนุนการกีฬาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสโต้แย้งและแสดงหลักฐานในกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม

3.สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬามีการปรับปรุงการปฏิบัติงานและหน้าที่และอำนาจให้มีความเป็นอิสระมากขึ้นโดยแยกการปฏิบัติงานระหว่างคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาและคณะกรรมการเฉพาะเรื่องให้มีความเป็นอิสระต่อกันและให้สำนักงานฯจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับสารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามและเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก

4.มาตรการลงโทษ  ยกเลิกการกำหนดโทษซึ่งกำหนดให้โทษทางกีฬามิใช้โทษทางอาญาโดยกำหนดให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาประกาศเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการลงโทษที่กำหนดไว้ในWADA Codeซึ่งเป็นมาตรการการลงโทษทางการกีฬาที่ถือปฏิบัติกันในวงการการกีฬาทั่วโลกที่ไม่ใช่โทษทางอาญา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นายก้องศักดิ์  ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่ประเทศยไทยยังชี้แจ้งนที่ประชุมคณะรัฐมนตรียืนยันว่าร่างพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาพ.ศ. 2555ว่าสอดคล้องกับหลีกการของWADAและมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการออกกฏหมายในรูปแบบพ.ร.ก.เพื่อไม่ให้ไทยถูกตัดสิทธิในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาเป็นต้น

“นอกจากนี้คาดการณ์ว่าจะทำส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีพ.ศ. 2565ประมาณ55,000ล้านบาทซึ่งหากไทยดำเนินการแก้ไขกฎหมายได้กกท.จะดำเนินการขอให้WADAพิจารณายกเลิกมาตรการลงโทษต่างๆซึ่งรวมถึงการปลดล็อคเรื่องการชักธงชาติไทยให้ทันการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน”นายธนกร กล่าวในที่สุด

สรัลรัศมิ์ชี้ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังพปชร. ส่งชิงชัยเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498921

28 ธ.ค. 2564 |17:37 น.

สรัลรัศมิ์ชี้ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังพปชร. ส่งชิงชัยเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่

“สรัลรัศมิ์” ภรรยา “สิระ” ขอบคุณ “ลุงป้อม-กก.บห.” ลั่นไม่ใช่ผู้สมัครหน้าใหม่ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน มั่นใจคนกรุงยังรัก “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” หลัง พปชร.เคาะส่งชิงชัยเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่

วันนี้ (28 ธ.ค.) ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์  ส.ส. กทม. เขต 2 ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า การประชุมของคณะกรรมการสรรหา พรรคพลังประชารัฐ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค เป็นประธาน ได้นำเสนอชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหา ให้กับกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ในที่สุดกก.บห.ได้พิจารณาและมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรให้ นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยาของนายสิระ เจนจาคะ อดีตส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 9 ของพรรค โดยมีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กรรมการบริหารพรรค เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง

สรัลรัศมิ์ชี้ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังพปชร. ส่งชิงชัยเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่

ด้าน นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากที่ประชุม กก.บห. พรรคพลังประชารัฐ มีมติเอกฉันท์ ส่งลงเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ว่า ตนเองต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจ ซึ่งตนเองจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน 

สรัลรัศมิ์ชี้ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังพปชร. ส่งชิงชัยเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่

นางสรัลรัศมิ์ กล่าวว่า ตลอดเวลาที่นายสิระเป็น ส.ส.ตนเองได้ช่วยเหลืองานดูแลประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด อย่างเช่น เมื่อครั้งที่สถานการณ์โควิดระบาดอย่างหนัก ตนเองก็ทำหน้าที่โดยไม่ได้พักผ่อน และตนเองไม่ใช่ผู้สมัครหน้าใหม่ เนื่องจากมีความคุ้นเคย สนิทสนมกับชาวบ้านในพื้นที่เพราะดูแลชาวบ้านแบบให้ใจกับเขา จึงมั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่จะมอบความไว้วางใจและให้โอกาสตนเองสานต่องานจากนายสิระ อย่างแน่นอน จึงไม่มีความกังวลในเรื่องของคู่แข่ง 

เมื่อถามว่ากังวลกับกระแสของพรรคพลังประชารัฐใน กทม.หรือไม่ นางสรัลรัศมิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา สร้างผลงานให้กับประชาชนไว้มากมาย รวมถึงพรรคพลังประชารัฐที่นำโดย พล.อ.ประวิตร ก็ดูแลประชาชนเรื่องปากท้องมาโดยตลอด จึงมั่นใจว่า คนกรุงเทพยังรักและศรัทธาการบริหารประเทศของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ

ขณะที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กรรมการบริหารพรรค ระบุว่า พรรคอยากจะขอความสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ให้พรรค ได้มีโอกาสดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาล และผลงานรัฐบาลในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 และมาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ พรรคพลังประชารัฐ เราก็ได้ดำเนินนโยบายอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ ดังนั้น พรรคจึงหวังว่าจะยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตหลักสี่ และจตุจักร(แขวงเสนานิคม แขวงจันทรเกษม และแขวงลาดยาว) ต่อไป

ทั้งนี้ การที่นางสรัลรัศมิ์ ได้รับเลือกจากพรรคพลังประชารัฐให้เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขตหลักสี่นั้น สืบเนื่องจากตำแหน่ง ส.ส.กทม.เขต หลักสี่ ว่างลง เพราะนายสิระ เจนจาคะ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส. 
 

สรัลรัศมิ์ชี้ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังพปชร. ส่งชิงชัยเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่

“ต้นสน สันติธาร เสถียรไทย” ยันไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498916

28 ธ.ค. 2564 |16:38 น.

"ต้นสน สันติธาร เสถียรไทย" ยันไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

“ต้นสน สันติธาร เสถียรไทย” บุตรชายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยันไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. แต่คอยเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ดับข่าวลงสมัครในนามพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้ ด้านพรรคก้าวไกลยันไม่ใช่ สันติธาร คัดสรรคนที่จะลงสมัครได้แล้ว แย้มเป็นผู้ชาย

“นายสันติธาร เสถียรไทย” หรือต้นสน นักเศรษฐศาสตร์ การเงิน ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซชื่อดัง บุตรชายนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ  ได้โพสต์เฟซบุ๊กสยบข่าวที่ว่านายสันติธาร จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามของพรรคก้าวไกล ว่าผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ เพื่อชี้แจงกับทุกท่าน ว่ากระแสข่าวที่ออกมาว่าผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ไม่เป็นความจริง

ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ย่อมเป็นกังวลกับความท้าทายต่าง ๆ ที่ประเทศเรากำลังเผชิญ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับคนทุกรุ่นในประเทศ ผมจะยังคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดและแชร์ข้อคิดที่ผมมีต่อสาธารณะตามโอกาสที่เหมาะสม บทบาทหลักที่ผมให้ความสำคัญในขณะนี้คือการทำหน้าที่ประธานทีมเศรษฐกิจและผู้บริหารบริษัท Sea 

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ และผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ครับ 

ด้านแกนนำพรรคก้าวไกล  บอกว่า กลไกการทาบทามของพรรคก้าวไกล มีหลายสาย โดยยืนยันเเคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่ากทม. ของพรรคก้าวไกล ไม่ใช่นายสันติธาร ขณะนี้ พรรคก้าวไกล คัดสรรจนเหลือเเคนดิเดตเพียงคนเดียวเเล้ว โดยไม่ใช่ผู้สมัครสตรี เเม้ก่อนหน้านี้ จะมีตัวเลือกเป็นผู้หญิงในกระบวนการคัดสรรพิจารณา แต่ ณ วันนี้ ไม่ใช่ผู้หญิง จะมีช่วงอายุมากกว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เล็กน้อย  และเตรียมเปิดตัวในวันที่ 23 ม.ค.65

ครม.อนุมัติร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่ กกต.คาดหย่อนบัตร 30 ม.ค. 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498898

28 ธ.ค. 2564 |15:10 น.

ครม.อนุมัติร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่ กกต.คาดหย่อนบัตร 30 ม.ค. 65

ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่ แทนตำแหน่งส.ส.ของนายสิระ เจนจาคะ ที่ว่างลง โดยกกต.คาดจัดวันเลือกตั้งได้ 30 ม.ค. 2565

วันนี้ (28 ธ.ค.) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 9 แทนตำแหน่งที่ว่างลง พ.ศ… ทั้งนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2564 ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 9 ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(10) นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง คือวันที่ 24 มี.ค. 2562 ซึ่งทำให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง   

ดังนั้น จึงต้องดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 105(1) ประกอบมาตรา 102 ให้ถือว่าตำแหน่งว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย คือวันที่ 22 ธ.ค. 2564 กล่าวคือต้องมีการจัดเลือกตั้งภายในวันที่ 4 ก.พ. 2565   

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดทำร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง โดยคาดว่าพระราชกฤษฎีกาฯ จะมีผลใช้บังคับวันที่ 2 ม.ค. 2565 จากนั้น กกต. ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งและวันรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง วันที่ 3 ม.ค. 2565 ประกาศหน่วยเลือกตั้งและรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในวันที่ 4 ม.ค. 2565 รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างลง ระหว่างวันที่ 6-10 ม.ค. 2565 และ จัดการเลือกตั้งได้ในวันที่ 30 ม.ค. 2565

ส่องเบื้องหลังซูเปอร์โพลยก”บิ๊กป้อม”คะแนนพุ่งปรู๊ดติดอันดับบุคคลแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498886

28 ธ.ค. 2564 |15:06 น.

ส่องเบื้องหลังซูเปอร์โพลยก"บิ๊กป้อม"คะแนนพุ่งปรู๊ดติดอันดับบุคคลแห่งปี

ส่องเบื้องหลังซูเปอร์โพล สำรวจความนิยมบุคคลแห่งปีด้านต่างๆ แม้แต่คอการเมืองต้องตะลึงยก”บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับความนิยมในหลายๆด้าน เผยซูเปอร์โพลสร้างพันธมิตร รับทำโพลให้ภาครัฐ สถานศึกษาเพียบ

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทางการเมือง ภายหลัง ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจ เรื่อง บุคคลของสังคมแห่งปี2564 ในใจประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,124 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่21 – 25 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา 

ผลของการสำรวจครั้งนี้จะไม่ฮือฮาขึ้นมาได้เลย ถ้าไม่มีการสอบถามความนิยมในหัวข้อ บุคคลแห่งปีที่ช่วยเหลือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนและปัญหาสังคม หนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และอื่น ๆ ลดความเดือดร้อนปัญหาปากท้องของประชาชน    และ การสอบถาม บุคคลแห่งปีที่เป็นหลักดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงของประเทศ  ซึ่งปรากฎว่า  “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งสองหัวข้อ และสื่อมวลชนก็หยิบยกไปพาดหัวข่าวในทำนอง “ซูเปอร์โพล” เปิดผลสำรวจยก “พล.อ.ประวิตร เป็นบุคคลแห่งปี ” 

ทั้งที่หากพิจารณาจากผลสำรวจฉบับเต็ม เริ่มต้นให้ความสำคัญ คนดีของสังคมแห่งปี 2564  ที่มีบทบาทสำคัญช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ด้อยโอกาส ระดมทุนบริจาคเพื่อความดีส่วนรวมของสังคม พบ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 ตูน บอดี้สแลม อาทิวราห์ คงมาลัย อันดับที่ 2 ได้แก่ ปวีณา หงสกุล และอันดับที่ 3 ได้แก่ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี 

ถัดมา ซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจ คุณหมอของสังคมแห่งปีช่วยวิกฤตโควิด พบ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 หมอ ยง ภู่วรวรรณ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 2 ได้แก่ หมอ เหรียญทอง แน่นหนา โรงพยาบาล มงกุฏวัฒนะ  และอันดับที่ 3 ได้แก่ หมอ นิธิ มหานนท์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ

ก่อนที่จะมาสอบถามบุคคลแห่งปี ที่ช่วยเหลือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนและปัญหาสังคม หนี้ นอกระบบ ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และอื่นๆ ลดความเดือดร้อนปัญหาปากท้องของประชาชน พบ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ รองนายกรัฐมนตรี 

โดยมีการให้เหตุผลว่าเพราะเป็นรองนายกฯ ที่ดูแลใส่ใจแก้ปัญหาด้วยตนเองโดยเฉพาะความ 2 เดือดร้อนทุกข์ยากของคนฐานราก เช่น หนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน ปัญหาค้ามนุษย์ เป็นปัญหาเรื้อรังยากต่อ การแก้ไขแต่ พล.อ.ประวิตรฯ เกาะติดใช้ความตั้งใจจริงทุ่มเทกำกับดูแลแบบกัดไม่ปล่อยจนช่วยเหลือเหยื่อ ขบวนการหนี้นอกระบบ จัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนฐานรากจำนวนมาก และแก้ปัญหาค้ามนุษย์ ได้ผลที่น่าพอใจมากกว่าอดีต

อันดับที่ 2 ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอันดับที่ 3 ได้แก่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามลำดับ 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการสอบถามความนิยม บุคคลแห่งปีที่เป็นหลักดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงของประเทศ  กลับพบ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี อันดับที่ 2 พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอันดับที่ 3  พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

ยังไม่หมด “ซูเปอร์โพล” ทำแบบสอบถาม บุคคลแห่งปีที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้มีบารมีทางการเมือง  พบว่า 3 อันดับแรก มีพล.อ.ประวิตร ติดกลุ่มเช่นกัน โดยอันดับที่ 1 นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร  อันดับที่ 2 ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและรองนายกรัฐมนตรี  และอันดับที่ 3  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

กล่าวโดยสรุปผลการสำรวจบุคคลแห่งปีด้านต่างๆ มีชื่อ พล.อ.ประวิตร  ติดกลุ่มความนิยมมากกว่าใครเพื่อน จึงไม่แปลกที่บรรดาคอการเมืองตั้งข้อสังเกตการทำงานของ “ซูเปอร์โพล” 

ระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา  ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงผลสำรวจที่ออกมา มีความแม่นยำ เที่ยงธรรม เพียงพอหรือไม่ เพราะบ่อยครั้งผลสำรวจออกไปในทางสนับสนุนหรือเป็นผลบวกกับคนในรัฐบาล ขณะที่คนในฝ่ายค้านมักได้รับผลสำรวจออกไปทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งไม่ต่างกับการสำรวจบุคคลแห่งปีในครั้งนี้ก็มีกล่าวถึงเช่นกัน  

กล่าวถึง “ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา”  ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัย “เอแบคโพลล์” ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) มาก่อน และก็เคยถูกสื่อมวลชนหลายสำนักตั้งคำถามในลักษณะเดียวกับที่มาเป็นผอ.ซูเปอร์โพล เช่นกัน 

เมื่อครั้งที่เป็นผอ.เอแบคโพล  “ดร.นพดล” ถูกกล่าวหาว่าในช่วงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฯ บริหารงาน จนเกิดความเสียหายกว่า 48.4 ล้านบาท 

ข้อมูลจาก”กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” ได้นำเสนอ รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่ปรากฏในรายงานประกอบวาระการประชุมสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2558 ระบุว่า ช่วงที่ ดร.นพดล ดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เกิดปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ผลต่างการทำโพลล์สาธารณะที่ไม่มีการแสดงรายการ เป็นจำนวนเงินมากกว่า 11 ล้านบาท และคณะกรรมการมีข้อเสนอแนะว่ามหาวิทยาลัยควรมอบให้ทนายความดำเนินการกับบุคคลที่มีส่วนในการรับผิดชอบ

อย่างไรก็ดี “ดร.นพดล”  ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ทำทุกอย่างถูกต้อง และชี้แจงกับอธิการบดีเอแบคไปแล้ว และเรื่องนี้จบไปแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดร.นพดล จึงมาก่อตั้ง “ซูเปอร์โพล” เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า “ซูเปอร์โพล” ถูกจดทะเบียนในชื่อ บริษัท ซูเปอร์โพล จำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2558 ทุนปัจจุบัน 5 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 899/191 ถนนอ่อนนุช ประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 

วัตถุประสงค์ที่ส่งงบการเงินปีล่าสุด การวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปรากฏชื่อ นายนพดล กรรณิกา นางสาววันทนา ปุณยธร เป็นกรรมการ นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2563 มีรายได้รวม 13,957,026 บาท รายจ่ายรวม 12,666,493 บาท กำไรสุทธิ 1,290,533 บาท

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พบว่า ระหว่างปี 2560-2564 บริษัท ซูเปอร์โพล จำกัด เป็นคู่สัญญาหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ อย่างน้อย 30 สัญญา รวมวงเงิน 26.05 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการจ้างปรึกษา จ้างปรับปรุงการทำแบบสอบถาม จ้างจัดฐานข้อมูล เป็นต้น

กลุ่มลูกค้าและเครือข่ายซูเปอร์โพลกลุ่มลูกค้าและเครือข่ายซูเปอร์โพล

เมื่อเข้าไปตรวจสอบเว็ปไซต์ของซูเปอร์โพล ยังได้นำเสนอภาพ “กลุ่มลูกค้าและเครือข่ายซูเปอร์โพล”  ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงการคลัง  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม  สถาบันทางการศึกษา  องค์กรมหาชน ร่วมใช้บริการ”ซูเปอร์โพล” จำนวนมาก   

ขณะที่ ดร.นพดล ผอ.ซูเปอร์โพล เปิดเผย ถึงการทำสำรวจบุคคลแห่งปี 2564 ในผลการศึกษาครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ ยังเห็นการทำดี ทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องสำคัญ ที่สังคมไทยยังให้การยอมรับ เห็นคุณค่าและยกย่อง เชิดชู

“เห็นได้จาก มีผู้ใหญ่ใจดีที่คอยดูแล เป็นที่พึ่งแก้ปัญหาปากท้อง หนี้สินนอกระบบ น้ำและที่ดินทำกินในภาพรวม เพื่อช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกัน มีคนผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมือง คอยดูแลความ ปลอดภัยส่วนรวมและความสงบเรียบร้อยของสังคม มีนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่และมีบารมีพอ เป็นที่พึ่ง สร้างบรรทัดฐานที่ดีและจริยธรรมทางการเมือง” ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว 

ทั้งนี้ เราต้องสนับสนุนและให้กำลังใจกันและกัน ไม่ด่าทอ ว่าร้าย เสียดสีกัน เพียงเพราะอคติ การแสดงความคิดเห็นต่างเชิงสร้างสรรค์ ถือเป็นเรื่องดีของสังคมในวิถีประชาธิปไตย ที่เราต่างต้องเดินหน้า พัฒนาสังคมและอยู่ร่วมกันในประเทศอันเป็นที่รักของเราทุกคน  

พรรคกล้า ส่ง “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ลงชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมหลักสี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498873

28 ธ.ค. 2564 |13:11 น.

พรรคกล้า ส่ง "อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี" ลงชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมหลักสี่

เลขาธิการพรรคลงเอง พรรคกล้า ส่ง “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ลงชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ มั่นใจ ชนะแน่ หวังปักธง กทม. ปัดตอบส่งผู้ว่าฯ กทม. ด้วยหรือไม่ ขอให้เป็นทีละเรื่องไป

วันที่ 28 ธ.ค. 64 พรรคกล้า เปิดตัวเลขาธิการพรรค “นายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี” ลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่ โดย “นายอรรถวิชช์” กล่าวถึงเหตุผลที่อาสาตัวลงเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ตนไม่กลัวแพ้แต่ต้องกล้า เพราะทุกเกมการเมืองมีความเสี่ยง การเมืองมีทั้งแพ้และชนะ แต่ต้องทำการเมืองให้สร้างสรรค์และมีคุณภาพมากที่สุด หวังประชาชนในเขตหลักสี่จะให้โอกาส ให้พรรคกล้าเป็นทางเลือกของประชาชน เนื่องจากตนเคยเป็นส.ส.ในพื้นที่มาก่อน รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดีจึงต้องการที่จะมาสานงานต่องานเดิมที่ทำค้างไว้  จึงมั่นใจจะพาพรรคกล้าชนะเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อปักธงในพื้นที่ กทม.

ส่วนคู่แข่งจากพรรคการเมืองอื่นนั้น “นายอรรถวิชช์” กล่าวว่า  ไม่รู้สึกกลัว เพราะการทำหน้าที่ ส.ส.ไม่ใช่ต้องฟาดฟันกันในสภาแต่ต้องพัฒนางานในพื้นที่ ซึ่งตนมั่นใจว่าเข้าใจปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างดีจึงอาสาตัวลงสู้ศึกในครั้งนี้  

ด้านหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า การส่ง “นายอรรถวิชช์”ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรค ลงสู้ศึกครั้งนี้ สะท้อนวัฒนธรรมของพรรคที่เน้นปฏิบัติ กล้าที่จะลงมือทำ การแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติทางการเมือง ซึ่งพรรคเลือกได้เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เหมาะสมและมีความพร้อมมากที่สุดเพื่อรับใช้ประชาชน ส่วนการส่งผู้ว่า กทม. ของพรรคนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ ขอให้เป็นทีละเรื่องไป

ทั้งนี้ “นายอรรถวิชช์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขต 9 หลักสี่-จตุจักร เคยเป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร 2 สมัย รวมถึงดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท กฎหมายการเงินการธนาคาร มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา

สมัยเป็นข้าราชการที่กระทรวงการคลัง มีผลงานเด่นเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน การปรับลดเกณฑ์ดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลเหลือร้อยละ 28 ต่อปี และงานควบรวมกิจการ ธนาคารทหารไทย ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม

อีกทั้งช่วงเป็น ส.ส. และที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังได้ผลักดันเรื่องทำถนนย่อย เส้นทางลัด และระบบระบายน้ำในซอยขนาดเล็กในเขตจตุจักร สำเร็จไปแล้วหลายเส้น ยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่

เปิดบัญชีทรัพย์สิน “ร.อ.ธรรมนัส” 702.92 ล้าน บ้าน รถ ที่ดิน เครื่องเพชร เพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498851

28 ธ.ค. 2564 |11:29 น.

เปิดบัญชีทรัพย์สิน "ร.อ.ธรรมนัส" 702.92 ล้าน บ้าน รถ ที่ดิน เครื่องเพชร เพียบ

เปิดบัญชีทรัพย์สิน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” อดีต รมช.เกษตรฯ หลังพ้นตำแหน่ง อู้ฟู่ 702.92 ล้าน บ้าน รถ ที่ดิน เครื่องเพชร เพียบ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 กันยายน2564 โดยยื่นพร้อมคู่สมรส 2 ราย ได้แก่ นางอริสรา พรหมเผ่า จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 ปัจจุบันมีตำแหน่งที่ปรึกษา บริษัท สบายใจ มาร์เก็ต จำกัด และ น.ส. ธนพร ศรีวิราช อยู่กินกันฉันสามีภริยา  ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด ปัจจุบันมีตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯรัฐมนตรี และที่ปรึกษาบริษัทกิตติณัฏฐ์ 88 จำกัด

“ร.อ.ธรรมนัส” ระบุ มีบุตร รวม 7 คน ประกอบด้วยบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 2 คนและบุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่บิดาได้แสดงออกหรือรับรอง โดยอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา ดูแลรักษาพยาบาล แสดงออกต่อสังคมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมว่าเป็นบุตรของตน จำนวน 5 คน

“ร.อ.ธรรมนัส” แจ้งข้อมูลรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมคู่สมรส นางอริสรา พรหมเผ่า โดยระบุว่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 702,924,663 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 166,916,424 บาท โดยเป็นหนี้สินจากเงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ประกอบด้วยของ ร.อ.ธรรมนัส จำนวน145,433,890 บาท ของนางอริสรา จำนวน 21,482,534 บาท

สำหรับทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 702,924,663 บาทนั้น ประกอบด้วย ทรัพย์สินของผู้ยื่น 606,657,059 บาท เป็นเงินฝาก 149,307,462 บาท เงินลงทุน 11,150,000 บาท ที่ดิน 120,103,156 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างสาม 15,256,451 บาท ยานพาหนะ48,750,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 94,969,989 บาท ทรัพย์สินอื่น 147,120,000 บาท

ทรัพย์สินของนางอริสรา 38,067,208 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก6,673,552 บาท เงินลงทุน 4,262,500 บาท ที่ดิน 222,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง10,330,156 บาทยานพาหนะ 8,149,000 บาททรัพย์สินอื่น 8,430,000 บาท

ทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 58,200,395 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 16,852,346 บาท สิทธิและสัมปทาน 41,348,049 บาท
 

“ร.อ.ธรรมนัส” แจ้งข้อมูลรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของคู่สมรสที่อยู่กินฉันสามีภริยา น.ส. ธนพร ศรีวิราช ว่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 55,922,431 บาทประกอบด้วยเงินฝาก 531,096 บาท เงินลงทุน 7,568,369 บาท ที่ดิน 887,030 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง516,216 บาท ยานพาหนะ 16,589,999 บาท สิทธิและสัมปทาน 1,367,647 บาท  ทรัพย์สินอื่น 28,462,073 บาท และมีหนี้สินทั้งสิ้น 11,575,486 บาท เป็นหนี้สินจากเงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงินอื่น

สำหรับที่ดิน 74 โฉนดเป็นของ “ร.อ.ธรรมนัส” ผู้ยื่น 70 โฉนดส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพมหานคร พะเยา นครราชสีมา ปทุมธานี นครปฐม ลพบุรี และจำนวน 2 โฉนดเป็นของคู่สมรส อยู่ที่อำเภอเมืองพะเยา และอีก 2 โฉนดเป็นของคู่สมรสอยู่กินฉันสามีภริยา อยู่ที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา


ในส่วนของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง รวม 13 หลัง ประกอบด้วย บ้านพัก ตึกแถว ห้องชุด ทั้งในกรุงเทพ ธนบุรี ชลบุรี พะเยา

ยานพาหนะรวม 34 คัน ประกอบด้วยรถยนต์ 33 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน (ฮอนด้า สกูปปี้) ซึ่งยานพาหนะส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ยี่ห้อหรู อาทิ เบนซ์ , โรลส์รอยซ์ , ปอร์เช่ , เล็กซัส , เทสล่า , เบนท์ลีย์ , ฮัมเมอร์  บี เอ็ม ดับเบิลยู ,โฟล์ค สวาเก้น อย่างไรก็ตามในบัญชีระบุว่า น.ส.ธนพร เพิ่งซื้อรถยี่ห้อเล็กซัส รุ่น LM300H ป้ายแดง(สัญญาเช่าซื้อ) เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

ในส่วนของทรัพย์สินอื่น รวม 126 รายการ เป็นของผู้ยื่นจำนวน 35 รายการ ได้แก่ พระเครื่อง 6 องค์ นาฬิกายี่ห้อหรู 16 เรือน แหวนเพชร แหวนทับทิม แหวนหยก รวม 11 วง อาวุธปืน 7 กระบอก อาทิ กึ่งอัตโนมัติ ลูกโม่ ไรเฟิล

อย่างไรก็ตามทรัพย์สินอื่นของคู่สมรส และคู่สมรสอยู่กินฉันสามีภริยา นั้น ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกายี่ห้อหรู และกระเป๋าสตรียี่ห้อหรู พระเครื่อง และเครื่องประดับสตรี รวมทั้ง มงกุฎเพชร 12.35 กะรัต ของน.ส.ธนพรด้วย

ก่อนหน้านี้ “ร.อ.ธรรมนัส” แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.พะเยา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 แจ้งว่า มีคู่สมรส 2 ราย มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 866,022,010 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 73,361,936 บาท ดังนั้น พบว่า “ร.อ.ธรรมนัส” ทรัพย์สินลดลง 107,174,916 บาท มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 105,129,974 บาท

“ลุงป้อม” ยอมรับฉายาสื่อทำเนียบฯ ตั้งให้ ย้ำ“รองช้ำเพื่อชาติ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498846

28 ธ.ค. 2564 |11:18 น.

“ลุงป้อม” ยอมรับฉายาสื่อทำเนียบฯ ตั้งให้ ย้ำ“รองช้ำเพื่อชาติ”

“ลุงป้อม”ยอมรับฉายาสื่อทำเนียบฯ ตั้งให้ พร้อมย้ำ“รองช้ำเพื่อชาติ” ไม่เป็นไรเพราะรากฐานของพรรคพลังประชารัฐนั้นจะต้องช่วยคนจน ช่วยเหลือประชาชน ส่วนส่งภรรยา “สิระ” ลงเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่หรือไม่นั้นให้เป็นมติ กก.บห.พรรค

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการได้รับฉายา “รองช้ำ” จากสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนเองก็จะทำต่อไปให้ดีที่สุดในการช่วยเหลือประชาชน ถือเป็นรากฐานของพรรคที่เราจะต้องช่วยคนจน ส่วนฉายา “รองช้ำ” ที่สื่อมวลชนตั้งให้นั้น  “ผมก็รองช้ำเพื่อชาติ ไม่เป็นไร เพื่อให้ประเทศชาติอยู่ต่อไปได้” 

“ลุงป้อม” ยอมรับฉายาสื่อทำเนียบฯ ตั้งให้ ย้ำ“รองช้ำเพื่อชาติ”

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงการเตรียมเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขตหลักสี่ แทนนายสิระ เจนจาคะ ที่พ้นสภาพส.ส.ไปว่า ในช่วงบ่ายนี้กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะมีการประชุมกัน ส่วนจะส่งให้นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ซึ่งเป็นภรรยาของนายสิระ จากเดิมที่วางตัวไว้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. ในเขตดอนเมือง มาลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เขตหลักสี่หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค 

“ลุงป้อม” ยอมรับฉายาสื่อทำเนียบฯ ตั้งให้ ย้ำ“รองช้ำเพื่อชาติ”

“ก็แล้วแต่ กก.บห.พรรคเขาว่าไป ผมเป็นประธานเฉยๆ” พล.อ.ประวิตร ย้ำและว่าส่วนที่ตนเองลงพื้นที่แล้วมีนายสิระ ติดตามไปด้วยนั้น ก็เป็นธรรมดาเพราะนายสิระ เป็นสมาชิกพรรค ก็ติดตามลงพื้นที่ด้วย ก็ตามไปเรื่อยในทุกที่ 

“ลุงป้อม” ยอมรับฉายาสื่อทำเนียบฯ ตั้งให้ ย้ำ“รองช้ำเพื่อชาติ”

“สุวัจน์” ชี้ฉายา“รัฐบาลยื้อยุทธ์” เป็นสีสันการเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498827

28 ธ.ค. 2564 |09:43 น.

“สุวัจน์” ชี้ฉายา“รัฐบาลยื้อยุทธ์” เป็นสีสันการเมืองไทย

‘สุวัจน์’ ชี้สื่อตั้งฉายาให้รัฐบาล รัฐมนตรีและนักการเมือง ถือเป็นสีสันการเมืองไทยเพราะต้องเป็น “Someone” หรือ “คนสำคัญ” เท่านั้นถึงได้รับการตั้งฉายาให้ ซึ่งก็เคยได้รับฉายาจากสื่อมวลชนเช่นกัน

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงการตั้งฉายาให้รัฐบาล รัฐมนตรีและนักการเมือง ของสื่อมวลชน ว่า ถือเป็นสีสันการเมืองไทยในทุกปี และเป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย ก่อนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่ต้องไปซีเรียส โดยบุคคลที่ได้รับการตั้งฉายาถือว่าเป็น “Someone” หรือ “คนสำคัญ” มีบทบาทสำคัญในการเมืองเท่านั้น ถึงจะได้รับการตั้งฉายาให้และได้รับการนึกถึงจากสื่อมวลชน ซึ่งปีหน้าก็จะมีการตั้งฉายาใหม่อีกครั้ง ซึ่งตนเองก็เคยได้รับฉายาจากสื่อมวลชนเช่นกัน ถือเป็นความรักความผูกพันกัน ก็สะท้อนออกมา

“สุวัจน์” ชี้ฉายา“รัฐบาลยื้อยุทธ์” เป็นสีสันการเมืองไทย

“สมัยผมก็เคยได้รับฉายา “หอกข้างแคร่” เพราะว่าพอพรรคชาติพัฒนาไปอยู่ในรัฐบาลชุดไหน ก็ทำให้เขาต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงตลอด  ส่วนฉายา “สุวัจน์ 24 ชม.” นั้นก็เพราะผมมีประชุมตลอด แล้วพอจบการประชุมก็จะแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนทันที ทำให้สื่อสะท้อนตรงนี้ออกมา” นายสุวัจน์ กล่าว

“สุวัจน์” ชี้ฉายา“รัฐบาลยื้อยุทธ์” เป็นสีสันการเมืองไทย

สำหรับการตั้งฉายารัฐบาล และรัฐมนตรีประจำปี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ในการสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติ ได้มีมติตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2564 ร่วมกันดังนี้

ฉายารัฐบาล 
“ยื้อยุทธ์” 
ภาพของรัฐบาล ที่ยื้อแย่งกันเองทั้งในส่วนของอำนาจ และ ตำแหน่ง โดยไม่สนใจประชาชนและ การเดินหน้าประเทศ ถูกมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม และ มองการดำรงอยู่ของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะเป็นประโยชน์มากกว่า จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อยื้อให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไป ไม่ว่าจะมีการชุมนุมขับไล่ไสส่งอย่างไร ใครไม่อยู่ แต่พล.อ.ประยุทธ์อยู่

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
“ชำรุดยุทธ์โทรม”
การบริหารราชการแผ่นดินตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถือได้ว่า เป็นผู้ที่รับบทหนักที่สุดแห่งปี  ถูกมองว่าล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารราชการ หรือแม้แต่เรื่องทางการเมือง ถูกโจมตีรอบด้าน แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังอยู่ในตำแหน่งได้ แต่ก็ทรุดโทรม เสื่อมสภาพไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
“รองช้ำ” 
ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พี่ใหญ่ในตระกูล 3 ป.อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีประสบกับเรื่องช้ำๆ เจ็บซ้ำๆ มาโดยตลอด หลายสถานการณ์ต้องตกเป็นรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องการเมือง โดยเฉพาะปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่เกิดความแตกแยกอย่างหนัก สะเทือนถึงพี่น้องอีก 2 ป สั่นคลอน ” 3ป Forever ” ซ้ายก็น้องรัก ขวาก็ลูกน้องที่รัก หักใจเลือกใครไม่ได้ สุดท้ายต้องยอมแบกความเจ็บช้ำไว้คนเดียว


อนุทิน ชาญวีรกูล
“ว้ากซีน”

ล้อมาจากคำว่า “วัคซีน” ภาพที่ผู้คนชกต่อยยื้อแย่งวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์ ดาหน้าออกมาเรียกร้องวัคซีนชนิด mRNA   ผู้คนว้าก โวย เหวี่ยง ตำหนิการจัดหาและให้บริการวัคซีน ที่ถูกเลื่อนไม่มีกำหนด เพราะวัคซีนไม่มาตามนัด ไม่ว่านายอนุทิน จะชี้แจงอย่างไร กระแสตอบรับโดยเฉพาะใน Social Media ไม่มีคำว่ารักษาน้ำใจ หรือ เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาภาวะวิกฤต จนนายอนุทิน ต้องออกโต้ตอบอย่างดุเดือด ผ่านสื่อและโซเชียลทุกครั้งที่มีโอกาส

จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์
“นายกฯ บางโพล”
แม้ปีนี้ยังไม่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง  แต่หัวหน้าพรรคการเมืองหลายพรรค แสดงความพร้อมประกาศตัวเป็นนายกรัฐมนตรี หนึ่งในนั้น คือนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ที่มีผลสำรวจความคิดเห็น หรือ โพล บางสำนักเท่านั้น ที่ต้องการให้นายจุรินทร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เปรียบได้กับการเป็นนายกรัฐมนตรีแค่บางโพล ไม่ใช่ทุกโพล

สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์
“มหาเฉื่อย 4D” ( อ่านว่าโฟร์ดี)
ตลอดการดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ยังแสดงฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่เด่นชัด เช่น ปัญหาราคาน้ำมันแพง จนสมาคมรถบรรทุกออกมาประท้วงและหยุดวิ่งประชาชนกลายเป็นประชาจน เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แม้จะผุดโปรเจ็คต่างๆ  ก็ถูกมองเป็นนโยบายขายฝัน ด้วยเอกลักษณ์ เดินถือแก้วกาแฟชิลๆ มอบนโยบายเหมือนบรรยายธรรม โดยเฉพาะนโยบาย 4D ท่องจนเป็นคาถาติดปาก จึงได้รับฉายานี้ไป

สุชาติ  ชมกลิ่น
“สุชาติ ชมเก่ง”
เกือบทุกครั้งในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อพูดถึงนโยบายของรัฐบาล หรือ งานในความรับผิดชอบ นายสุชาติมักจะขึ้นต้นประโยค ด้วยการชื่นชมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคของตนเอง จะถูกยกยอปอปั้นอยู่เสมอ แถมยังติดสอยห้อยตามการลงพื้นที่ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นรัฐมนตรีหนึ่งเดียว ที่ขันอาสาออกหน้ารับคำท้า ขึ้นชกมวยคาดเชือก กับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ แทนนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาท้าว่า ใครแพ้ลาออก และ หากไม่รับคำท้าไม่ใช่ลูกผู้ชาย

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
“สายขม นมชมพู” 
ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่คาราคาซังมานานข้ามปี ยังไม่มีข้อยุติ ผลพวงจากภาระหนี้สินก้อนใหญ่ ยังหาทางออกไม่ได้ กลายเป็นเรื่องขมคอของหลายหน่วยงานภาครัฐ     ซ้ำเจ้าตัวยังมีภาพหลุด ที่ ส.ส. พรรคเล็กขุดมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อมโยงคลัสเตอร์โควิด-19 สถานบันเทิงย่านทองหล่อ ก่อนออกมาชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวแค่สะท้อนชีวิตหนุ่มโสด ร้องคาราโอเกะดื่มนมชมพู หาความสุขหลังเลิกงาน ไม่ใช่ชายเสเพล ใช้ชีวิตประมาท จนเกิดคลัสเตอร์การระบาด 

พิพัฒน์  รัชกิจประการ
“ดีลล่มระดับโลก”
การท่องเที่ยวถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศไทย อีเว้นต์ที่จะปลุกให้ทั่วโลกหันกลับมามองประเทศไทย และ ฟื้นเศรษฐกิจอีกครั้ง คือ งานเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ออกตัวการันตี Lisa วง Black Pink ศิลปินเกาหลี สัญชาติไทย ที่โด่งดังระดับโลก ตอบรับมาร่วมงาน  ก่อนที่ดีลจะล่มไม่เป็นท่า เมื่อต้นสังกัดออกแถลงการณ์ดับฝัน ทำให้รัฐบาลเสียเครดิต แม้แต่โครงการ Sandbox  ก็เกือบจะเป็น Sadbox ต้องลดพื้นที่ให้เหลือแค่จังหวัดภูเก็ต เพราะสถานการณ์โควิด-19 ปะทุ

วาทะแห่งปี 2564
“นะจ๊ะ”
เป็นคำพูดติดปากของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แม้จะเป็นคำสามัญธรรมดาที่ใช้ทั่วไป แต่กลายเป็นคำไม่ธรรมดา เมื่อออกจากปากของผู้นำประเทศในช่วงสถานการณ์วิกฤติ ที่ประชาชนสิ้นหวัง มีผู้คนล้มตายข้างถนน ตกงาน ขาดรายได้ จากวิกฤตโควิด-19 แม้นายกรัฐมนตรีเลือกใช้คำดังกล่าว เพื่อที่จะลดอุณหภูมิของสถานการณ์ลง แต่สังคมสะท้อนกลับให้เห็นผ่านเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ว่าเป็นการใช้คำไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ กระทบกระเทือนจิตใจผู้คน โดยเฉพาะการพูดหลังการประชุมวัคซีนและการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ที่ตึกภักดีบดิทร์ ทำเนียนรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ประชาชนต่างรอคอยการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาข้อเสนอมาตรการล็อกดาวน์ กทม.และปริมณฑล สะท้อนภาวะความเป็นผู้นำ ที่ล้มเหลวในการสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ

ขณะที่ “ฉายาของรัฐสภา” ประจำปี 2564 สื่อมวลชนประจำรัฐสภาได้ร่วมกันตั้งฉายารัฐสภาเพื่อเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อสรุปดังนี้

1.ฉายาสภาผู้แทนราษฎร : สภาอับปาง
สภาผู้แทนราษฎรเปรียบเสมือนเรือขนาดใหญ่ บรรทุกความรับผิดชอบชีวิตของประชาชนและงานบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยวิธีการเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่อให้หน่วยราชการได้มีอำนาจไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร แต่พบว่าเรือสภาฯลำนี้ในรอบปี 2564 กลับประสบปัญหาสภาล่มอับปาง โดยเริ่มตั้งแต่ปลายสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา สมัยแรก และหนักข้อขึ้นตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งตามปกติปัญหาสภาล่มไม่ใช่เรื่องปกติ แต่สภาฯชุดนี้กลับทำให้เห็นอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นความซ้ำซาก และไม่คิดที่จะอุดรูรั่วของเรือเพื่อป้องกันปัญหา ทั้งที่ความจริงสภาล่มคือเรื่องใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงงานราชการต่างๆที่รอให้สภาผ่านหยุดชะงักลง ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาส เพียงเพราะส.ส.ฝั่งรัฐบาลไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของส.ส. ประกอบกับตายใจว่าตนเองเป็นเสียงข้างมากและพ้นจากภาวะเสียงปริ่มน้ำไปแล้ว จึงเข้าร่วมประชุมสภาฯน้อย ขณะเดียวกันส.ส.ฝ่ายค้านมัวแต่จ้องจะเล่นเกมการเมือง เมื่อเห็นว่าส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยู่น้อย จะขอนับองค์ประชุมทันที และพร้อมใจไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม ทั้งที่อยู่ร่วมพิจารณาเรื่องต่างๆในที่ประชุมสภาฯ ฉะนั้น การที่สภาอับปางบ่อยกว่าเรือล่ม จึงเป็นการสะท้อนว่าส.ส.ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยึดถือประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

2.ฉายาวุฒิสภา :  ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก (คสช.)
สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ถูกมองว่าคอยทำหน้าที่ปกป้องเฝ้ารักษามรดกที่เป็นโครงสร้างและกลไกสืบทอดอำนาจของคสช.อย่างเหนียวแน่น  โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่ทั้งฝ่ายค้าน และภาคประชาชนพยายามเสนอขอแก้ไขเรื่องการล้มล้างอำนาจคสช. ทั้งการยกเลิกแผนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี การยกเลิกคำสั่งต่างๆของคสช.และหัวหน้าคสช. การยกเลิกส.ว.หรือริบอำนาจส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต่างถูกส.ว.โหวตคว่ำ ไม่ให้ความเห็นชอบทุกครั้ง ใครที่คิดจะทำหรือแก้ไขกฎหมายที่มีผลกระทบต่อกลไกอำนาจของคสช. จะถูกผู้เฒ่าส.ว.ต่อต้าน ขัดขวางไปหมด เหมือนกับคอยพิทักษ์มรดกของคสช.ให้อยู่สืบต่อไป

3.ฉายานายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร : ชวนพลังท่อม  
ฉายานี้ได้มาจากการติดตามการทำงานของ “ชวน หลีกภัย” ทั้งการนั่งเป็นประธานบนบัลลังก์ในการประชุมสภาฯ และการประชุมรัฐสภา ที่สามารถนั่งควบคุมการประชุมได้อย่างยาวนาน พลันเสร็จจากงานประธานในที่ประชุมก็ปฏิบัติภารกิจอื่นๆอีกมากมาย ขึ้นเหนือล่องใต้เยี่ยมเยือนประชาชนทั่วประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับคนเคี้ยวใบกระท่อมที่จะมีเรี่ยวแรง อึด ถึก ทนมากเป็นพิเศษ 

4.ฉายานายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา : ร่างทรง
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำงานให้คสช.มายาวนาน ตั้งแต่สมัยคสช.เรืองอำนาจ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จนมาถึงยุคปัจจุบันที่คสช. กลายร่างมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง นายพรเพชรก็ยังได้รับความไว้วางใจต่อเนื่องให้เป็นประธานวุฒิสภา เพื่อเป็นหัวขบวนของสมาชิกวุฒิสภาคอยช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่บทบาทของนายพรเพชรในฐานะประธานวุฒิสภา ไม่มีความโดดเด่น ทั้งที่เป็นถึงประมุขสภาสูง และยังถูกมองว่า คอยสนองความต้องการของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว  ตำแหน่งประมุขสภาสูงของนายพรเพชร จึงเป็นเพียงหัวโขนทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแท้จริง  ไม่ต่างจากร่างทรงที่ถูกฝ่ายกุมอำนาจกุมบังเหียน ต้องคอยช่วยคอนโทรลให้การทำงานของวุฒิสภาเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล

5.ฉายานายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร : สมพงษ์ตกสวรรค์
แม้ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ จากนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ตาม แต่นพ.ชลน่าน เพิ่งเข้ามาและยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ ฉะนั้น จึงขอตั้งฉายาให้กับนายสมพงษ์ไปก่อน อย่างไรก็ตาม นายสมพงษ์ได้ตำแหน่งมาเพราะมีคนมอบให้ นอนมาแบบแบเบอร์ ไร้คู่แข่ง แต่ครั้นได้รับตำแหน่งกลับไร้บทบาท ไม่โดดเด่น มิหนำซ้ำเรื่องเล็กๆน้อยๆยังพลาด เช่น เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสมพงษ์ ก็เอ่ยชื่อ-นามสกุลพล.อ.ประยุทธ์ ผิดติดต่อกัน 2-3 ครั้ง กระทั่งมีการประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เท่ากับหลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯโดยปริยาย จึงเปรียบได้ว่าเป็น “สมพงษ์ตกสวรรค์” 

6.ดาวเด่นแห่งปี : นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
นพ.ชลน่าน มีบทบาทในวิปฝ่ายค้านมานาน แต่กลับพลาดตำแหน่งสำคัญๆ ทว่า คนเป็นดาวเด่นย่อมมีแสงในตัวเอง เขาโด่ดเด่นในสภาตลอดมา การอภิปรายสภาแต่ละครั้งมีหลักการและเหตุผล สามารถแนวโน้มใจให้ส.ส.เห็นด้วยกับสิ่งที่อภิปราย โดยไม่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย สุดท้ายผลงานเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จนได้รับการผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรค และขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ

7.ดาวดับ : วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ
อดีตประธานวิปรัฐบาลซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาท สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างให้ความเชื่อถือและความเกรงใจ แต่ปรากฎว่าบทบาทของนายวิรัช ในฐานะประธานวิปรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา การควบคุมส.ส.ภายในพรรคพลังประชารัฐ และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธภาพ หลายครั้งเกิดเหตุความขัดแย้งระหว่างส.ส.ภายในพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อีกทั้งเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง  สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากคดีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา สมัยที่นายวิรัชยังเป็นส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย จากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เขาเป็นดาวดับ 

8.เหตุการณ์เด่นแห่งปี : แผนกบฎการเมืองล้มนายกรัฐมนตรี
ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 6 รัฐมนตรี แต่ไฮไลท์กลับอยู่ที่นอกห้องประชุม เมื่อมีรายงานข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยนั้นยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินสายล็อบบี้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ให้ลงมติไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความลับนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน กลายเป็นข่าวใหญ่โต ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ลูกพรรคเดินเกมล็อบบี้ส.ส.ในพรรคของตัวเอง เพื่อโค่นล้มนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างนายกฯกับร.อ.ธรรมนัส นายกฯมอง ร.อ.ธรรมนัส เป็นอากาศธาตุ อีกทั้งหลังเหตุการณ์นั้นไม่นานมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาปลดร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ จนถึงทุกวันนี้ความรู้สึกกินแหนงแคลงใจก็ยังคงอยู่

9.วาทะแห่งปี : “วัคซีนเต็มแขน”   
คำชี้แจงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับวัคซีน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี2564 ว่า “ไตรมาส 3 วัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย อยู่เต็มโรงพยาบาลแล้วครับ อยู่เต็มแขนของพี่น้องประชาชนคนไทยแล้ว” ภายหลังจากที่ชี้แจงในสภาได้กลายเป็นไวรัลในสังคมที่คุยว่าจะมีวัคซีนเต็มแขน แต่สุดท้ายวัคซีนไม่มาตามนัด เกิดการขาดแคลนวัคซีน ทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนขวนขวายหาวัคซีนกันเอง จนกระทั่งช่วงปลายปีวัคซีนจึงเริ่มเข้ามาตามกำหนด และถึงแม้รัฐบาลจะหาวัคฉีนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ก็ยังล้าช้า เพราะยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน

10.คู่กัดแห่งปี : เสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  
ในเวลาที่มีการประชุมรัฐสภาร่วมกัน ทั้งสองคนนี้มักโต้เถียงกันบ่อยครั้งและมีแนวโน้มจะไม่เลิกใช้คำพูดที่รุนแรง อย่างเช่นกลางดึกของวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มรีโซลูชั่น ต่างฝ่ายต่างไม่ลดละและท้าทายกัน โดยนายเสรี กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “โลงศพเขาไม่ได้ใส่คนแก่ แต่โลงศพเอาไว้ใส่คนตาย และคนตายบางทีอายุน้อยก็ตายได้” ทำให้นายวิโรจน์ สวนว่า “ที่บอกว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนตาย ผมว่าไม่เกี่ยวเลย ผมขอแก้ว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนปากอย่างท่าน” และนายเสรีโต้กลับอีกครั้งว่า “พอดีคุณวิโรจน์ปากเหมือนผม” ฉะนั้น เหตุการณ์นี้ถือว่าเลยเถิดเกินความสมควร

11.คนดีศรีสภา : ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฎว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นการถาวร จนกว่าในอนาคตจะมีสมาชิกรัฐสภาที่มีความประพฤติที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวต่อไป

 

“สุวัจน์” ชี้ฉายา“รัฐบาลยื้อยุทธ์” เป็นสีสันการเมืองไทย