ภารกิจต่อไปของ”ลุงป้อม” ปรับภาพ”พลังประชารัฐ”ให้โดนใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495575

05 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

ภารกิจต่อไปของ"ลุงป้อม" ปรับภาพ"พลังประชารัฐ"ให้โดนใจ

ฝุ่นควันการแตกแยกของ3ป.น่าจะจางลง หลังจาก”ลุงตู่กับลุงป้อม”ลงพื้นที่จ.อุดรธานีพร้อมกันเป็นครั้งแรก และอาจเป็นฤกษ์ดีที่สมาชิกและส.ส.พปชร.รอมาหลายชั่วยาม ภารกิจจากนี้ คือการปรับภาพลักษณ์ พปชร.เพื่อรอลงสนาม กับเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

กระแสขัดแย้งของแกนนำ3ป.”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” น่าจะบรรเทาลงแล้ว  

ฝุ่นควันการแตกแยกของ3ป.น่าจะจางลง หลังจาก”ลุงตู่กับลุงป้อม”ลงพื้นที่จ.อุดรธานีพร้อมกันเป็นครั้งแรก และอาจเป็นฤกษ์ดีที่สมาชิกและส.ส.พปชร.รอมาหลายชั่วยาม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่พร้อมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่จ.อุดรธานี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่พร้อมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่จ.อุดรธานี

“การหนุน”ลุงตู่”ทำงานครบวาระและไม่ขอเป็นสร.1แน่นอน” คือคำยืนยันของ”ลุงป้อม”ที่ต้องการแจ้งสังคมให้รับรู้(นัยว่าสยบแรงกระเพื่อมทางการเมืองทั้งในและนอกพรรค)

ดังนั้นการบ้านในห้วงหนึ่งปีเศษจากนี้ไปคือ “การปรับภาพลักษณ์พรรคเพื่อตอบโจทย์หย่อนบัตรสนามต่อๆไป”(เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.+นายกเมืองพัทยา/เลือกตั้งส.ส.) หัวหน้าพรรคพปชร.ต้องกุมบังเหียนบัญชาการให้ ลูกพรรค พปชร.เดินไปให้ถึงฝั่งฝันเพื่อกลับสภาเกียกกายอีกครั้งในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าคราวที่แล้ว

“ลุงป้อม”มีงานใหญ่ที่ขอแรงคนขั้วพปชร.ในวาระอันใกล้ให้ดำเนินการคือ “ลงพื้นที่เกาะติดชาวบ้าน-รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ให้รัฐบาลรับรู้เพื่อแก้ปัญหา-ทำงานในรัฐสภาอย่างเต็มที่-วางตนให้สังคมยอมรับ-อย่าทำผิดกติกาที่ทำให้เสียชื่อเสียงของตัวเองและพรรค”

หากใครมิดำเนินการแล้วนั้น….”โอกาส”ที่จะได้รับในการขอความไว้วางใจจากประชาชนก็น่าจะปิดไป   เพราะมองแล้ว”ลุงป้อม”คงไม่การันตีคนที่มีปัญหาลงสมัครส.ส.ในนามพรรคครั้งหน้าแน่นอน   เนื่องจากป้ายต่อไป หลากพรรคทั้งใหม่และเก่า(รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลในตอนนี้)จะล้อมโต๊ะพปชร.แบบล็อกดาวน์เพื่อชิงแต้มให้ผู้สมัครส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ให้มากที่สุด 

สายสืบในพลังประชารัฐ แจ้งว่า เมื่อเกมการเมืองส่อแววจะขยับไปแบบนี้ คำขอแรงจากปาก”ลุงป้อม”ส่งไปยังคนในพรรคให้ดำเนินการนั้น “ต้องดำเนินการทันที” และยังทราบมาว่า ตอนนี้ส.ส.และสมาชิกพรรคที่มี“คดีความค้างคา-ใครบางคนที่เริ่มปันใจจ่อย้ายบ้าน-ผู้แทนฯที่มิขยับตามคำสั่งหัวหน้าพรรค”นั้น  “ลุงป้อม”น่าจะมีการวาง”ตัวสำรองทางการเมือง”ไว้แล้วเนิ่นๆ 

โดย”คนที่ไม่ขยับตามคำสั่งหัวหน้าพรรค” (ลงพื้นที่น้อย-โดดประชุมรัฐสภาบ่อยครั้ง)นั้น ทราบว่ามีขั้นตอนลงโทษหลายระดับที่แจ้งให้ทราบกันทั่วพรรคแล้ว

ส่วน”คนที่มีคดีความ”นั้น  อาทิ “เอกราช ช่างเหลา” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และแกนนำอีสานเหนือ จากคดีทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นหลายร้อยล้านบาทซึ่งเอกราชไปเกี่ยวพัน

คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะชี้สถานภาพ ส.ส.ของ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์”อดีตรมว.ดีอีเอสและส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ “

“ธนิกานต์ พรพงศาโรจน์” ส.ส.กทม. จากเหตุเสียบบัตรแทนกัน

“สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.เกี่ยวกับ”คุณสมบัติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”ในคดีเคยต้องคำพิพากษาฉ้อโกง

“ปารีณา ไกรคุปต์”ส.ส.ราชบุรี ในคดีถือครองที่ดินโดยมิชอบ

“วิรัช รัตนเศรษฐ”ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และครอบครัวกับคดีโกงงบสนามฟุตซอล

“สามารถ เจนชัยจิตวนิช” อดีตผู้ช่วยรมต.ยุติธรรมกับเหตุส่งตำรวจไปเรียนและเข้าสอบแทน

“ลุงป้อม”น่าจะมีตัวเลือกสำรองในใจแล้ว รอเพียงการชี้ขาดจากกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับแผนการเล่นด้วยการส่งผู้เล่นหน้าใหม่ลุยพื้นที่เหล่านั้นแทนบุคคลของพรรคที่อาจต้องรับโทษจากผลการกระทำของตัวเอง

ด้าน”คนที่จ่อย้ายสังกัด”นั้น ทราบว่า”ลุงป้อม”ได้หารือขั้นต้นทำความเข้าใจกันและกันไปบ้างแล้ว แต่หากรั้งไว้ไม่ได้ก็แล้วแต่การตัดสินใจ และยังจ่อเปิดตัวคนมากบารมีทางการเมืองมาช่วยงานพปชร.ในห้วงถัดไปด้วย

ตอนนี้พรรครอประเมินผลว่า “การเมืองช่วงต่อไปนั้นจะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติด้วยวิธีใดบ้าง”

ดังนั้นการบ้านข้อใหญ่ที่ลุงป้อมหวังใจไว้สำหรับการเมืองวันข้างหน้าคือ “สร้างพปชร.ให้เป็นปึกแผ่นและสังคมยอมรับ ทำให้บ้านเมืองสงบและประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น” 

แปลว่า”ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่พรรคพลังประชารัฐ” และสิ่งนี้”ลุงป้อม”ทราบดี ฉะนั้น หากสิ่งที่หวังไว้ว่าจะสำเร็จผลนั้น  การปรับภาพลักษณ์พปชร.ให้เดินไปตามแนวทางที่ลุงป้อมวางไว้

“ต้องลงมือทันที…เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในวันข้างหน้า”

เช็คจังหวะลุงตู่ มั่นใจเต็มกระเป๋า “อยู่ยาว 4 ปี-คัมแบ็ค”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495576

05 ธ.ค. 2564 |10:00 น.

เช็คจังหวะลุงตู่ มั่นใจเต็มกระเป๋า "อยู่ยาว 4 ปี-คัมแบ็ค"

“…ก็ต้องปี 66 ถ้าบ้านเมืองสงบสุข  เราก็อยู่ให้ครบวาระไปก็เท่านั้นเอง” ชัดซะยิ่งกว่าชัดต่อดำรงอยู่บนเก้าอี้นายกฯ ทว่าคำยืนยันของ”ลุงตู่”ครั้งนี้ มีผลไปถึงกลุ่มก๊วนในพปชร.ที่ยังไม่ลงรอยกับลุงตู่ จะวางตัวอย่างไร ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

น่าจะมีความมั่นใจเต็มกระเป๋าสำหรับ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หลังจากยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า  รัฐบาลชุดนี้จะอยู่จนถึงเดือนมีนาคม 2566 

 “ผมยังอยู่ในการเป็นรัฐบาลอยู่ไม่ใช่หรือ”  

เมื่อถามว่า ถึงเดือนมี.ค. 2566 ใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า “ก็ใช่สิ  ตามกรอบกฎหมายเขียนไว้เช่นนั้นไม่ใช่หรือ จะอยู่ถึงปี 67 ได้ไหมล่ะ ไม่ได้ ก็ต้องปี 66   ถ้าบ้านเมืองสงบสุข  เราก็อยู่ให้ครบวาระไปก็เท่านั้นเอง”

และตอนนี้ลุงตู่เป็นนักการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์

” ก็ต้องเป็น เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง  ผมเป็นทหารอยู่หรือเปล่าล่ะ  ผมเป็นทหารเกษียณแล้วนะ  และการมียศนำหน้า จะให้ไปลดยศ หรือตัดยศออกไปก็คงไม่ใช่ เพราะเป็นยศที่ได้รับพระราชทานมา”  

เช็คจังหวะลุงตู่ มั่นใจเต็มกระเป๋า "อยู่ยาว 4 ปี-คัมแบ็ค"

รวมทั้งตอบคำถามที่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วจะลงเลือกตั้งด้วยหรือไม่  “พล.อ. ประยุทธ์” บอกว่า” เป็นเรื่องของอนาคตและรอให้ใกล้เลือกตั้งก่อน ยังไม่ถึงเวลา ขออย่าเพิ่งถามตอนนี้”

ส่วนบิ๊กบราเธอร์แห่งค่าย 3ป.”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบชัดหลังชาวบ้านขอให้เป็นนายกรัฐมนตรี  โดย”ลุงป้อม”ย้ำอีกครั้งว่า “ไม่เป็นหรอก  เดินยังไม่ไหวเลย”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่พร้อมกันที่จ.อุดรธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่พร้อมกันที่จ.อุดรธานี

ในเมื่อ”ลุงตู่-ลุงป้อม”ชัดเจนแล้วแบบไม่แทงกั๊กทางการเมืองเช่นนี้  (หลังจากสร.1ลงพื้นที่จ.อุดรธานี(เมืองหลวงของคนเสื้อแดงและฐานกำลังของพรรคเพื่อไทยในแดนอีสาน) พร้อมกับพล.อ.ประวิตร รวมทั้งแกนนำพรรคที่เป็นรัฐมนตรีหลายคนเมื่อเร็วๆนี้)  เพราะเสียงเชียร์จากมวลชนที่มาให้กำลังใจนั้นเติมพลังให้”ลุงตู่”แบบเกินร้อย

แม้จะมีบางเสียงที่ส่งสัญญาณไปให้”ลุงตู่”ระคายหูว่า  ” ไม่ไหวก็ให้เกษียณ ให้คนอื่นมาทำแทน”แต่ระบอบประชาธิปไตยนั้นเสียงส่วนน้อยก็ต้องรับฟัง 

แต่รหัสการเมืองล่าสุดที่”ลุงตู่”สื่อออกมาแบบไม่ต้องตีความกันเยอะนั้น  แสดงว่าตอนนี้น่าจะ “มั่นใจขั้นสูงสุด”ในการกุมสภาพการเมืองของ”รัฐบาล-รัฐสภา”ไว้ได้ในเวลาที่มีอยู่  จึงกล้าปักหมุดการเมืองไว้จนครบอายุสี่ปีของรัฐบาล  และมีแนวโน้มว่าหย่อนบัตรผู้แทนราษฎรรอบหน้า “ลุงตู่”มีโอกาสกลับตึกไทยคู่ฟ้าอีกวาระแม้ต้องลุ้นการวินิจฉัยตามที่ฝ่ายค้านจุดประเด็น “วาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของพล.อ. ประยุทธ์ สิ้นสุดวันไหน”

โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ระบุว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

เพราะอย่าลืมว่า”ลุงตู่”เป็นหัวหน้าคสช.แล้วขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลตั้งแต่ 24 สิงหาคม  2557 ประกาศราชกิจจานุเบกษา พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์  เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29  และครองตำแหน่งสร.1สมัยที่สอง เมื่อผลการลงมติของส.ส.และส.ว.747 คน ด้วยคะแนน 500 เสียง จากผลการเลือกตั้งส.ส. 24 มีนาคม 2562

เกมนี้เคยทำนายไว้ว่า “ลุงตู่”เชื่อว่า การนับวาระสร.1สองสมัยติดต่อกันนั้นในยุค“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”เป็นกรณีพิเศษและไม่อาจใช้กติกาหลักนับห้วงเวลาย้อนหลังไปได้ ดังนั้นการนับการดำรงตำแหน่งสร.1ต้องเริ่มนับวาระหลังการหย่อนบัตรเลือกตั้งส.ส.24มีนาคม2562


อีกทั้ง ภาวะการบ้าน-การเมืองยามนี้ “ลุงตู่และทีมงาน”น่าจะอ่านจังหวะของขั้วตรงข้ามที่ออกกิจกรรมต่างๆนานามานับไม่ถ้วนแล้วนั้น คำตอบที่ได้รับคือ “ยังขย่มเรือเหล็กให้รั่วและล่มกลางอ่าวไม่ได้”  

แม้บางคราวจะมี”รอยปริ”จากคนกันเองในบางลีลาและจังหวะการเมืองก็ตาม แต่การปรับบทของ”ลุงตู่”ให้แนบชิดรมต.ซึ่งเป็นแกนนำพรรคพปชร.มากขึ้น พร้อมพบปะส.ส.อย่างใกล้ชิดในห้วงเวลาตามกระแสข่าวปรากฏ ย่อมแสดงให้เห็นว่า”ลุงตู่”ประเมินจังหวะการเมืองไปอีกชั้นหนึ่งและจัดระเบียบในพปชร.ได้ลงตัวระดับหนึ่งแล้ว จึงพลิกบทแสดงในการใกล้ชิดมวลชนต่างจังหวัดที่มีนัยทางการเมืองต่ออนาคตของพปชร.มากขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการที่จ.อุดรธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการที่จ.อุดรธานี

จับภาพ การลงพื้นที่พร้อมกันของพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร ที่จ.อุดรธานี นับเป็นครั้งแรก และลบคำครหาพี่ใหญ่-น้องเล็กแตกคอแยกทางเดิน  หลังจากที่สร.1ปราบกบฏในครม.ด้วยการปลด”ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” หลุดรมช.เกษตรและสหกรณ์-“นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” พ้นรมช.แรงงานช่วงเสร็จศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ   โดย”ผู้กองคนดัง-มาดามบิ๊กอายส์”เป็นคนคู่ใจของ”ลุงป้อม” แต่ต้องกระเด็นไปและเคยออกอาการฟึดฟัดจะตั้งพรรคอีสานล้านนาแต่สุดท้ายก็กลับคำพูด  

อย่าลืมว่า…ตอนนี้กบฏสองชีวิตเหลือเพียงเก้าอี้ส.ส.พะเยาและเลขาธิการพรรค-เหรัญญิกพรรค และพยายามลงพื้นที่ชิงหน้าข่าวอย่างสม่ำเสมอ  ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่ง”พีรพันธุ์ สารีรัฐวิภาค”เข้าไปในพปชร.แล้ว ด้วยการผ่าอำนาจพ่อบ้านพรรคไปให้แกนนำหลายคนรับงานแทน โดยที่”ลุงป้อม” แต่งตั้งพล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคที่วางแผนเดินหน้าพรรคแทน ร.อ. ธรรมนัส

อย่าลืมว่า ….ช่วงถัดมา “พล.อ.ประยุทธ์” ลงพื้นที่ตรวจราชการต่างจังหวัดถี่ยิบและ”ลุงป้อม”ก็ดำเนินการเช่นกัน แต่แปลกตรงที่รมต.แกนนำพรรคกระจายกำลังในการลงพื้นที่กับแกนนำ3ป.อย่างชัดเจน(ลุงตู่ควงแขนพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยบ่อยครั้ง ส่วน”ลุงป้อม”ไปกับ2กบฏและแกนนำพรรคบางขั้ว เช่น วิรัช รัตนเศรษฐ)แกนนำบางคนในพปชร.ที่ยังเป็นเสนาบดีก็สวิทช์จังหวะไปกับ”ลุงตู่”บ้างลุงป้อมบ้าง ท่ามกลาง3ป.แตกคอกันเพราะ 2กบฏ ในรัฐบาล-พปชร.(รวมทั้งมีกระแสข่าวการตั้งพรรคสำรองมากมาย  แต่ยังไม่มีการยืนยันจนถึงตอนนี้)   แต่ภาพที่พี่ใหญ่-น้องเล็กเยือนเมืองอุดรคราวนี้มันก็สยบข่าวลือต่างๆนานาไปได้

อย่าลืมว่า.… หลังพ้นหน้าที่ในครม. “ผู้กองคนดัง-มาดามบิ๊กอายส์”  เน้นการไปต่างจังหวัดเพื่อดูกิจกรรมพรรคและฟุ้งว่าจะปักธงผู้แทนฯในจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ โดยรู้กันว่า2กบฏนั้นเลือกไปในพื้นที่ที่ยังไร้การจับจองจากแกนนำพรรคพปชร.หลากขั้ว นัยว่า ขอไปควบคุมดูแลพื้นที่ร้างส.ส.ด้วยตัวเอง  และแปลกตรงที่ผู้กองคนดังไม่เอ่ยถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครั้งหน้าของพปชร.ว่าคือใคร และโยนให้หัวหน้าพรรคเป็นคนคลายปมนี้เอง

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากลุ่มสามมิตรของ”สมศักดิ์ เทพสุทิน” อาจจะย้ายกลับพรรคเพื่อไทย โดยรมต.แห่งเมืองสุโขทัยตอบว่า “เป็นเรื่องงาน ที่บางคนไม่มีโอกาสทำงานของตัวเอง และขอให้ไปถามสื่อที่เขียนฉบับแรก เรารู้กันหมดว่าใครเริ่มตรงนี้ แต่ขออย่าไปทำลายกัน ตนก็ไม่อยากพูด และยังไม่มีการพูดคุยอะไรกันทั้งสิ้นเกี่ยวกับข่าวที่ออกมา ทั้งนี้ ได้สอบถามกับคนที่รักกันทางการเมือง ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น” แค่นี้ก็อ่านออกแล้วว่า”สมศักดิ์”กล่าวถึงใคร….

การย้ำชัดจุดยืนแบบนี้ ภาวะของผู้กองคนดังที่พยายามขับเคลื่อน พปชร.ให้ได้ผู้แทนฯมากสุดในเกมหน้า(และสร้างส.ส.ในปีกของตัวเองให้มากสุดเพื่อราคาทางการเมืองวันหน้า) ตรงนี้จะคลาดสายตาไม่ได้

เพราะไม่มีใครยอมใครเป็นแน่แท้

จับตาสงครามโลก ชนวนรัสเซียส่งกองกำลังทหารประชิดชายแดนยูเครน โดย รามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495574

รามจักร

05 ธ.ค. 2564 |09:00 น.

จับตาสงครามโลก ชนวนรัสเซียส่งกองกำลังทหารประชิดชายแดนยูเครน โดย รามจักร

กองกำลังทหารรัสเซีย กว่าแสนนายเคลื่อนประชิดชายแดนยูเครน  คำถามตามมา จะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ และจะโยงไปถึงความเคลื่อนไหวของชาติอื่นๆอย่างไร  เกาะติดสถานการณ์โลกไปด้วยกันในเจาะประเด็นร้อนสเปเชี่ยลกับ รามจักร

สถานการณ์ความมั่นคงของโลกใบนี้มีอยู่หรือไม่คำตอบว่า ไม่เคยมีมาจนถึงปัจจุบัน   รังแต่เพิ่มความตรึงเครียดเข้าใส่กัน และพร้อมปะทุให้เกิดสงครามโลก 

ดังเห็นได้จากช่วงการแพรระบาดไวรัสโควิด แต่ความตรึงเครียดของประเทศยักษ์ใหญ่ก็ไม่ได้มีความลดราวาศอก ยิ่งเหตุการณ์ที่กลับมาเป็นข่าวต่างประเทศที่ทุกสายตาจับตามองอีกครั้ง นั่นคือ กรณีที่ กองกำลังทหารรัสเซีย กว่าแสนนายเคลื่อนประชิดชายแดนยูเครน  คำถามตามมา จะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ และจะโยงไปถึงความเคลื่อนไหวของชาติอื่นๆอย่างไร  

แล้วกับไทยเราหล่ะ จะเป็นอย่างไร มาสังเคราะห์กันดู 

1. ยูเครนทำกร่างกับรัสเซียจนถึงที่สุดเพราะเชื่อว่ากลุ่มนาโต้จะคุ้มครองให้ตัวเองได้ เป็นเหตุให้รัสเซียสุดจะทนไหวจึงเคลื่อนกำลังทหาร 1 แสนคนไปประชิดชายแดนยูเครน และเสริมอาวุธจำนวนมากเข้าไปที่นั่น 


ล่าสุดยูเครนแถลงว่ารัสเซียเตรียมบุกยึดยูเครนในช่วงเดือนมกราคม 2565


ยูเครนได้รับการสนับสนุนจากยุโรปบางประเทศโดยเฉพาะอังกฤษ ส่งทหารไปที่โปแลนด์ 1หมื่นคนเตรียมช่วยยูเครน


2. ถ้าเกิดสงครามขึ้นที่ยูเครนก็จะมีลักษณะที่รุมรัสเซีย ซึ่งรัสเซียได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าเกิดสงครามก็จะใช้อาวุธนิวเคลียร์กับประเทศที่เป็นปรปักษ์ทันที โดยไม่ยอมให้สงครามยืดเยื้อ


3. สถานการณ์เช่นนั้นจีนคงไม่ปล่อยให้รัสเซียโดดเดี่ยว เพราะถ้ารัสเซียโดดเดี่ยวจีนก็จะโดดเดี่ยว ดังนั้น สภาพจึงกำหนดให้จีนต้องช่วยรัสเซียและวิธีการไม่จำต้องส่งทหารไปรัสเซียก็ได้โดยเข้ายึดไต้หวัน


4. ไต้หวันก็กร่างกับจีนจนจีนสุดจะทนเพราะเชื่อว่าสหรัฐและญี่ปุ่นจะคุ้มครองได้ จีนจึงระดมแสนยานุภาพเข้าประชิดไต้หวันจำนวนมาก จนไต้หวันต้องยอมรับว่าขณะนี้จีนมีความพร้อมยึดไต้หวันแล้ว 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ 3 เดือนทั้งไต้หวันและสหรัฐประเมินว่าอีก 5 ปีจีนจะพร้อมยึดไต้หวัน 


จึงเป็นไปได้สูงที่ถ้าเกิดสงครามที่ยูเครน จีนก็จะเข้ายึดไต้หวัน เพื่อดึงกำลังสหรัฐไว้ในแปซิฟิกและมีโอกาสสูงที่จีนจะยึดไต้หวันได้อย่างรวดเร็ว


5. สำหรับอิหร่านซึ่งจ้องล้างแค้นสหรัฐ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่อิหร่านจะทำลายกองเรือที่ 5 ของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย โดยอาจโจมตีกองทัพของซาอุดิอาระเบียด้วย 


และถ้าเป็นเช่นนั้นขบวนการปฏิวัติอิสลามทั้งหลายทั้งในเลบานอน ปาเลสไตน์ และซีเรีย รวมทั้งเยเมน ก็จะโหมกันโจมตีอิสราเอลด้วย


6. ส่วนเกาหลีเหนือนั้นเป็นพันธมิตรสนิทยิ่งของจีนและตรึงกำลังอยู่กับญี่ปุ่นและฐานทัพสหรัฐที่โอกินาว่าและกวม ซึ่งขณะนี้สหรัฐต้องเคลื่อนอาวุธจำนวนมากจากพื้นที่ดังกล่าวไปอยู่ที่หมู่เกาะเล็กๆในแปซิฟิกในที่ห่างไกล เห็นได้ว่าเพื่อป้องกันการโจมตีจากเกาหลีเหนือ


สภาพการณ์เช่นนี้ จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดสงครามในหลายสมรภูมิและอาจบานปลายเป็นสงครามโลก 


แต่การใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้นน่าจะมีการยับยั้งชั่งใจจากทุกฝ่ายเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ 


ที่สำคัญคือทั้งจีนและรัสเซียมีขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงและมีระบบการป้องกันชั้นสูง จึงอาจจะเป็นจุดยับยั้งการตัดสินใจการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสหรัฐและประเทศยุโรปด้วย

ประเทศไทยเราก็ต้องจับตามองสถานการณ์นี้ เพราะปีใหม่ที่จะมาถึงอาจจะเป็นการเริ่มต้นของสงครามโลกก็ได้และจะรับมืออย่างไร

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “กระบวนการยุติธรรม ที่ประชาชนอยากเห็น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495429

05 ธ.ค. 2564 |00:00 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช   “กระบวนการยุติธรรม ที่ประชาชนอยากเห็น”

เจาะประเด็นร้อนสุดสัปดาห์ เกาะติดความเคลื่อนไหว ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ โดยรอบนี้ มาโฟกัสที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกันบ้าง โดยในปี 2565 มีการตั้งเป้าหมายไว้กับเรื่องอะไรบ้าง ผ่าน มุมมอง น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป

กระบวนการยุติธรรม หมายถึงวิธีดําเนินการให้ความคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ และให้ความเป็นธรรมในทางกฎหมายแก่บุคคลโดยบุคลากรและองค์กร หรือสถาบันต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานยุติธรรม ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ ศาล กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์


การปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม กำหนดเป้าหมายหลักไว้ 2 อย่าง คือ 

1) การอำนวยความยุติธรรมในแต่ละขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และเข้าถึงง่ายโดยเสมอภาค   


ตรงนี้เขาตั้งค่าเป้าหมายเอาไว้ด้วยว่า ในปี 2565 


–  ร้อยละ 100 ของคดีความจะมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการในแต่ละขั้นตอนและสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้


–   ร้อยละ 80 หน่วยงานกระบวนการยุติธรรม มีมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย พยาน ผู้ต้องหา จำเลย ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้โดยง่ายและเสมอภาค 

–  ร้อยละ 100 ของคู่ความและผู้เกี่ยวข้องในคดีความที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส จะได้รับความคุ้มครองสิทธิและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

2) การบังคับการตามกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาระบบบริหารงานยุติธรรม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เลือกปฏิบัติและยุติธรรม  

ตรงนี้เขาตั้งค่าเป้าหมายว่า ในปี 2565 

–   ร้อยละ 75 ของขั้นตอนการอำนวยความยุติธรรมที่สำคัญจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยบริการ . 

–   ร้อยละ 100 มีมาตรการเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรม

สำหรับประเด็น Big Rock ที่จะส่งผลกระทบสำคัญต่อการปฏิรูป และตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น ได้แก่ 

1.การให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม

– เมื่อไรจะได้เห็นจำนวนคดีที่คั่งค้างในหน่วยงานระดับต้นน้ำ(ตำรวจ) กลางน้ำ(อัยการ) และปลายน้ำ(ศาล) ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

2.การรับแจ้งความร้องทุกข์ต่างพื้นที่
– ประชาชนจะได้เริ่มใช้บริการจริงเมื่อไร

3.การจัดหาทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจ
– อยากรู้จำนวนและรายชื่อสถานีตำรวจที่มีทนายความอาสาประจำโรงพัก

4.ปฏิรูประบบการปล่อยชั่วคราว
– นอกจากกำไล EM แล้ว มีมาตรการอะไรอีก

5.การบันทึกภาพ เสียงในการตรวจค้น จับกุม สอบสวนและสอบปากคำในการสอบสวน
– จะเริ่มใช้จริงเมื่อไร

6.พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ…. 
– เมื่อไรจะผ่านกระบวนการรัฐสภาและมีผลบังคับใช้
………………………………………

Key Message


 “กระบวนการยุติธรรม ที่ประชาชนอยากเห็น”

–    ทุกคดีความมีกำหนดระยะเวลาในแต่ละขั้นตอน ตรวจสอบความคืบหน้าได้. 

–    คู่ความและผู้เกี่ยวข้องในคดีความทุกคนได้รับความคุ้มครองสิทธิ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม. 

–    เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคนได้รับคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม.

–    จำนวนคดีที่คั่งค้างในหน่วยงานตำรวจ อัยการ และศาล ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

–    ประชาชนสามารถแจ้งความร้องทุกข์ต่างพื้นที่

–    จะได้เริ่มใช้บริการจริงเมื่อไร

–    มีทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจ

–    พรบ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับใหม่ ผ่านรัฐสภา มีผลบังคับใช้.

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495551

04 ธ.ค. 2564 |17:00 น.

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

เจาะแผนยึดประเทศไทย.. ในศึกเลือกตั้งครั้งหน้ากับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ที่วันนี้เขาไม่ใช่แค่ “ดาวสภา” แต่เป็นแม่ทัพที่จะกรำศึกเลือกตั้ง เพื่อนำพรรคเพื่อไทย.. ก้าวไปสู่แลนด์สไลด์ เขาจะทำได้จริงหรือไม่ ไปล้วงลึกทุกความเป็นไปได้กัน !!

วินาทีนี้ต้องยอมรับกันแล้วว่าภายในปีหน้า 2565 หรือหลังจากเดือนมีนาคมปี 2566 จะต้องมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือทุกพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวหาเสียงกันอาจไม่ถึงปีด้วยซ้ำ หรืออาจจะแค่ปีกว่านิดๆ ดังนั้น การสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ส.แบบเต็มสูบ รวมถึงการงัดกลยุทธ์ของแต่พรรคการเมืองออกมาเรียกเรตติ้งและคะแนนนิยม จะกลายเป็นปรากฏการณ์เลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างมาก 

วันนี้ “เจาะประเด็นร้อน” โดย อักษร 8 ทิศ .. มีโอกาสจับเข่าคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยป้ายแดงหมาดๆ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เพราะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนี้และประกาศให้โลกรู้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมานี่เอง .. เมื่อมีโอกาสได้คุยกันทั้งที มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องคุยกันเรื่องเลือกตั้ง เรื่องแผนการชนะเลือกตั้งแบบแลนสไลด์ ที่ใคร ๆ ได้ยินคำนี้แล้ว ภาพของพรรคเพื่อไทยเป็นต้องผุดขึ้นในหัว ซึ่งพรรคเพื่อไทยตั้งเป้าตัวเลขแลนด์สไลด์เอาไว้ว่าพรรคต้องได้ส.ส.จากการเลือกตั้งครั้งหน้าทั้งสิ้น 253 คน 

“เป็นเป้าหมายของเราอยู่แล้ว.. ถ้าระบบเลือกตั้งเอื้ออำนวย บัตรเสียน้อย คนมาเลือกตามวัตถุประสงค์ มันก็ทำให้คำว่าแลนด์สไลด์ของเราเป็นไปได้จริงมากขึ้น” 

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นักการเมืองหนุ่ม(เริ่ม)ใหญ่วัย 60 ปี ผู้มีฉายาจากสื่อมวลชนรัฐสภาว่า “ดาวสภา” บอกกับเราแบบตรงประเด็นว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ที่หันกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ ส่งผลอย่างมากที่จะช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบทางการเมือง และอาจทำให้ชนะศึกเลือกตั้งได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญที่ห้ามมองข้าม..

บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ.. ในแง่ของผู้ใช้สิทธิที่จะมาออกเสียงเลือกตั้ง ก็จะตรงกับความต้องการของตนเอง เพราะส.ส.มี 2 ประเภท คือส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะเลือกในสิ่งที่เขาต้องการ และวิธีเลือกไม่ซับซ้อน ตรงไปตรงมา โดยระบบแล้วเนี่ย ถามว่าเพื่อไทยได้เปรียบหรือไม่ หรือมีโอกาสมากกว่าพรรคอื่นหรือไม่ สิ่งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับ 


1. สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเป็นมา 


2.การเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ พรรคที่จะได้เปรียบ ไม่ใช่เฉพาะเพื่อไทย แต่พรรคการเมืองที่ใหญ่สามารถส่งผู้สมัครส.ส.ได้ทุกเขต ย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว  พรรคการเมืองที่ใหญ่และเป็นที่รู้จัก มีผลงานชัดเจน พี่น้องประชาชนสนับสนุน อันนี้ก็มีโอกาสอยู่แล้ว


3.การสื่อสารทางการเมือง ถ้าพรรคไหนสามารถที่จะสื่อสารให้ประชาชนได้เข้าใจและเห็นภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เราจะบอกและเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ โดยเฉพาะนโยบายของพรรค ก็ย่อมทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากกว่า 

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐธรรมนูญได้เปิดทางให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ ในส่วนของกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเร็ว ๆ นี้  มีการมองกันว่าอาจมีการเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบเบอร์เดียวทั้งประเทศ ในประเด็นนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกถึงแนวทางบัตรเบอร์เดียวว่า.. 

“ในส่วนของพรรคเพื่อไทยว่า เราเสนอร่างกฎหมายนี้อยู่แล้ว และก็สอดคล้องกับ กกต.ด้วย เพราะ กกต.เสนอว่าให้มีบัตรเลือกตั้งที่เป็นเลขเบอร์เดียวทั้งในส่วนของพรรคและผู้สมัคร ส.ส. เพื่อความสะดวกของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก และสะดวกแก่พรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ป้องกันความสับสนและป้องกันบัตรเสีย เพราะถ้าบัตรแยกกันจะเกิดความสูญเสียเยอะมาก ก็กำลังรณรงค์เรื่องนี้กันอยู่”

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังชี้เป้าถึงโอกาสในการชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า เพื่อไทยเราเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ไม่ว่าระบบเลือกตั้งจะเป็นแบบไหน เราก็ชนะเลือกตั้งมาตลอด แม้กระทั่งปี 2562 ที่ใช้วิธีเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว คือการเลือกตั้งแบบระบบจัดสรรปันส่วนผสม(MMA) แต่วิธีการคำนวณทำให้เราได้คะแนนไม่ถึงเป้าเพราะไปตัดสัดส่วนของส.ส.บัญชีรายชื่อเราไป แต่เมื่อเป็นระบบบัตร 2 ใบ เราก็น่าจะมีโอกาสมากกว่าพรรคที่ตั้งใหม่ มากกว่าพรรคที่ไม่ค่อยมีผลงาน มากกว่าพรรคที่ใช้กลไกอื่น ๆ กรณีที่ประชาชนเขาต้องการให้เราเป็นที่พึ่งที่หวังจริง เพราะประเด็นที่เรานำเสนอไม่ใช่แค่นโยบาย เรามีผลงานในอดีต บุคลากรของเรา คนของเราก็จะเป็นปัจจัย และเราจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ครบทั้ง 400 เขต 

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

ชัดเจนแล้วว่าศึกเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ส.ส.ครบทั้ง 400 เขต อย่างแน่นอน ทีนี้เราลองมาดูจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยกันบ้างว่าจะทำให้ได้คะแนนจริง ไม่ใช่คะแนนทิพย์ดังที่คิดหวังไว้อย่างไร ซึ่ง นพ.ชลน่าน ชูจุดแข็งของพรรคให้ได้รู้ว่า จุดแข็งของเพื่อไทยที่ทำให้เรามีความมั่นใจว่าเราจะชนะเลือกตั้งคือ.. 

1.เรื่องนโยบายของพรรคเพราะเราเป็นพรรคการเมืองที่พี่น้องประชาชนว่าเป็นนโยบายที่จับต้องได้ นโยบายที่กินได้และเป็นภาพที่เราประสบผลสำเร็จมาแล้วในอดีต ถึงแม้นโยบายที่ทำจะนานแล้ว และคู่แข่งพยายามจะทำลายนโยบายของเรา เช่น โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค  หรือโอทอป (โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์) ก็ยังอยู่ ก็ถือเป็นจุดแข็ง 

2.ความที่เป็นเพื่อไทยที่เราอยู่กับพี่น้องประชาชนมาตลอด ตัวสัญลักษณ์เพื่อไทย แบรนด์เพื่อไทย ยังเป็นจุดแข็งเพราะเรามีส.ส.ในพื้นที่มากที่สุด เราวาง ส.ส.ลงเขตให้มากที่สุดทั้ง 400 เขต อันนี้คือจุดแข็ง  รวมทั้งเรื่องเครือข่ายของเราด้วย และ

3. เราคิดว่าการสื่อสารทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางแนวราบ หรือทางโซเชียลมีเดีย อันนี้เราก็ไม่น้อยกว่าพรรคไหน ทั้ง 3 เรื่องนี้ถือเป็นจุดแข็งของพรรค 

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

ในส่วนจุดยืนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยนั้น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำว่าเราเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ยึดมั่นในระบอบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพรรคที่ยึดเอาพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เราก็จะส่งเสริมให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ให้พี่น้องประชาชนมีสิทธิ์ มีเสียง เข้ามามีส่วนร่วมในการจะพัฒนา 

“จุดยืนของเราต้องการเป็นสถาบันการเมือง ที่ทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด  ยั่งยืนที่สุด ทำงานอย่างมีแบบแผนที่สุด ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย เราจะรักษาซึ่งสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เคารพตรงนั้น” 

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำถึงสิ่งที่พรรคจะทำให้กับประชาชนชาวไทยด้วยว่า “อำนาจอธิปไตยหมายถึงอำนาจในการปกครองประเทศ ที่ทุกท่านจะมอบอำนาจให้ตัวแทนของท่านมาใช้อำนาจแทน ต้องคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าคนนั้น เป็นตัวแทนของท่านจริงหรือไม่ แล้วนำอำนาจนั้นมาจัดสรรผลประโยชน์ให้ท่านจริงหรือไม่ พรรคเพื่อไทยเราตอบคำถามนี้ได้ เราเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน เรามีความมุ่งมั่นว่าถ้าเราได้อำนาจนั้นแล้ว เราจะคืนสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขคืนแก่พี่น้องประชาชนโดยรวม ไม่เลือกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรามุ่งมั่นและมั่นใจที่จะทำให้กับพี่น้องประชาชนในการเอาอำนาจของท่านนั้นมาทำให้เป็นประโยชน์”

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งสนามใหญ่ ก็ต้องถามถึงการเลือกตั้งสนามท้องถิ่นอย่างศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. ด้วยเช่นกัน ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกสั้นๆ ว่า ขณะนี้คณะทำงานของพรรคกำลังพิจารณากันอยู่ แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าเราจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่  หรือจะส่งใคร แต่ในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นั้น เราส่งผู้สมัคร ส.ก.ทุกเขต

ถ้าพูดถึงพรรคฝ่ายค้าน ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่าพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และเป็นพรรคการเมืองที่มีพัฒนาการของพรรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากอดีตที่เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลและได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อพรรค โครงสร้างพรรค หรือแม้แต่ผู้บริหารของพรรคในรอบกว่า 20 ปีเลย ตั้งแต่เดิมที่ชื่อพรรคไทยรักไทย มาสู่พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน และในยุคสมัยนี้ที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลสูงต่อการเลือกตั้ง ทุกกลยุทธ์คงจะถูกนำมาใช้แบบไม่ยั้ง !!

แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของพรรคเพื่อไทยอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อ “โทนี่ วู้ดซัม” จะไม่พูดถึงเลยก็คงแปลก และยิ่งถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งชนะแบบแลนด์สไลด์ โอกาสที่จะหาวิธีหรือช่องทางให้อดีตนายกฯ “ทักษิณ” กลับเมืองไทยก็มีความเป็นไปได้สูง ในเรื่องนี้ นพ.ชลน่าน แม่ทัพเพื่อไทย บอกว่า..

“หลายคนอาจจะมีความคิดความเห็นว่า พรรคเพื่อไทยต้องพาอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับมา.. จริง ๆ ไม่ใช่แค่เพื่อไทยหรอก แต่คนที่รักทักษิณ คนที่อยากให้ท่านได้กลับมาพัฒนาบ้านเมือง ก็ล้วนแต่อยากให้ท่านกลับมา ฉะนั้นไม่ต้องถาม แต่ถ้าจะกลับมา จะมีวิธีการอย่างไร ในรายละเอียด ช่องทางต่อไป ทำได้ไหม และมีช่องทางที่เปิดกว้างหรือไม่ ก็ต้องไปดูในรายละเอียดด้วย” 

เลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยตั้งเป้ายึด 253 ส.ส.แลนด์สไลด์ ปูทาง “ทักษิณ” กลับบ้าน

ตอบชัด ๆ กันไปแล้วว่ามีหลายคนที่ต้องการให้อดีตนายกฯ ทักษิณ กลับมา ส่วนจะกลับมาในรูปแบบใดนั้น กฎหมายนิโทษกรรม ก็อาจเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้อดีตนายกฯ ทักษิณ กลับมาได้ หากมีการแก้ไขกฎหมายนิรโทษกรรม ในประเด็นนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบแบบไม่ลังเลว่า จริง ๆ เรามองภาพรวม เพราะมันมีกฎหมายหลายฉบับที่จะต้องแก้ไข อันไหนที่ไม่สอดคล้อง ใช้แล้วไม่เกิดประโยชน์ ใช้แล้วเป็นโทษ เราก็มีความมุ่งหวังที่จะแก้อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่กฎหมายนิรโทษกรรม หรือกฎหมายอื่น ๆ 

“การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ดี ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะหลายคนที่ถูกตีตราว่าเป็นนักโทษทางความคิด นักโทษทางการเมือง ก็จำเป็นต้องเข้าไปดูในรายละเอียด”

ก่อนจบบทสนทนา.. เราถามถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันชัดเจนว่า .. “เราเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันกษัตริย์ก็ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูน เป็นองค์พระประมุขของประเทศ เรามีจุดยืนอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้องค์ประมุขของประเทศอยู่ในตำแหน่งแห่งหนที่เหมาะสม ไม่ถูกใครก็ได้เอาไปอ้าง เอาสถาบันมาปนเปื้อนกับการเมือง อันนี้เราจะทำให้ใสสะอาดขึ้น เราต้องปกป้องสถาบันไม่ให้เข้ามาแปดเปื้อน ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจากคนที่ไม่หวังดีกับสถาบัน อันนี้เราต้องช่วยกัน” 



ปูด “ยุบพรรคเพื่อไทย” เขย่ากองเชียร์ เลือกตั้งแลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495518

04 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

ปูด "ยุบพรรคเพื่อไทย" เขย่ากองเชียร์ เลือกตั้งแลนด์สไลด์

เขย่าแรงเชียร์แลนด์สไลด์ ทักษิณ ปูด “ยุบพรรคเพื่อไทย”พรรคก้าวไกล จากข้อกล่าวหาให้เงินสนับสนุนขบวนการล้มล้างสถาบัน

Thailand is a rumour driven society หรือ ประเทศไทยเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข่าวลือ เป็นคีย์เวิร์ดที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้ในโพสต์ล่าสุดทางเฟสบุ๊ค เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ข่าวลือที่ว่า คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลจะถูกยุบ เพราะเขาเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน เพื่อขับเคลื่อนขบวนการล้มเจ้า  แต่ในฐานะที่ถูกพาดพิงจึงต้องเกทับ ใครมีหลักฐาน จะให้รางวัลอย่างงาม   แม้ข้อกล่าวหาล้มเจ้า จะกลายเป็นเงาติดตามทุกความเคลื่อนไหวอดีตนายกฯคนแดนไกล   แต่ก็มีคำถามที่น่าสนใจว่าอดีตนายกฯคนนี้ เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ถึงกับทำให้ทั้งสองพรรคจะถูกยุบ หากพิสูจน์ได้ตามข่าวลือว่าเขาสนับสนุนด้านการเงินแก่ขบวนการล้มเจ้า

การประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่  28 ตุลาคม ที่จังหวัดขอนแก่น เปิดตัว อุ๊งอิ๊ง 
แพทองธาร ชินวัตร  ทายาทโดยตรง เป็นประธานด้านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมฯของพรรคเพื่อไทย ได้รับคำอธิบาย จาก ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคจากการประชุมคราวเดียวกัน อย่างตรงไปตรงมา  เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการ ครอบงำ จนอาจทำให้พรรคเพื่อไทยต้องถูกยุบ อดีตนายกฯทักษิณประกาศจะชนะแบบแลนสไลด์  หลังรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มีผลบังคับ  เพื่อไทยก็รับมาขับเคลื่อนเป็นนโยบายพรรค ข้อหาครอบงำอาจทำอะไรไม่ได้ เพราะผ่านกลไกลที่เรียกว่าพันธุกรรม  จึงอาจนำมาสู่ข่าวลือที่ว่าอาจถูกยุบพรรคจากข้อกล่าวหาสนับสนุนการล้มเจ้า 
 

นับตั้งแต่เดือนธันวาคม2563 เพื่อไทยถูก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้ยุบพรรค เพราะอดีตนายกฯทักษิณ ขอให้คนเชียงใหม่สนับสนุนผู้สมัครนายก อบจ.ที่สังกัดพรรคเพื่อไทย เข้าข่ายเป็นการควบคุม ครอบงำ ชี้นำการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จนถึงขณะนี้ มีนักร้องยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ที่กกต.รวมแล้ว 10 กรณี    ถามว่า คนเพื่อไทย กลัวการยุบพรรคหรือไม่ มีผลการเลือกตั้งหลังประสบอุบัติเหตุทางการเมืองทุกครั้ง ในฐานะผู้ถูกกระทำเป็นคำตอบ
ถามว่า จู่ๆทำไมอดีตนายกฯทักษิณออกมาโพสต์เรื่องยุบพรรคด้วยข้อกล่าวหาคาใจ
คำตอบคือ สังคมไทยขับเคลื่อนด้วยข่าวลือ และข่าวลือ คือข่าวที่คนปล่อยอยากให้เป็นจริง 

ไม่รอไทย “รถไฟลาว” สองผู้นำลาว-จีน เปิดหวูดเดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495440

03 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

ไม่รอไทย "รถไฟลาว" สองผู้นำลาว-จีน เปิดหวูดเดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์

เปิดคู่มือนั่ง “รถไฟลาว” สายประวัติศาสตร์ สีจิ้นผิง-ทองลุน สีสุลิด ร่วมเปิดหวูดรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ พร้อมกันทั้งนครหลวงเวียงจันทน์ และนครคุนหมิง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

บ่าย 3 โมง วันที่ 3 ธ.ค.2654 “รถไฟลาว” ขบวนแรกในประวัติศาสตร์ ได้เคลื่อนไปบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน ปลดแลนด์ล็อกสู่แลนด์ลิงก์

คนลาวรอมากว่า 5 ปี กว่าจะได้ยลโฉม “รถไฟลาว” ขบวนล้านช้าง ที่จะเชื่อมต่อกับรถไฟขบวนฟูซิ่ง วิ่งจากนครหลวงเวียงจันทน์ สู่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน

“รถไฟลาว” เปิดหวูดเดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์ ได้ร่วมฉลองวันสถาปนา สปป.ลาว ครบรอบ 46 ปี และวันก่อตั้งความสัมพันธ์ทางการทูตลาว-จีน ครบรอบ 60 ปี

เวลา 15.30 น.วันที่ 3 ธ.ค.2564 ท่านทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานประเทศ สปป.ลาว กับท่านสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดีจีน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการเส้นทางรถไฟลาว-จีน ผ่านระบบวิดีโอคอล อย่างเป็นทางการ

พิธีเปิดการเดินรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ครั้งนี้ ได้จัดพร้อมกับ 2 จุดคือ สถานีนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และสถานีคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งเมื่อได้เวลา ผู้สองประเทศ ได้ออกคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยรถไฟออกจากสถานีทั้งสองพร้อม

รถไฟ EMU ขบวนล้านช้าง จะวิ่งจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงสถานีบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำ และรถไฟฟูซิ่ง วิ่งจากนครคุนหมิง ถึงสถานีบ่อหาน ชายแดนจีน-ลาว โดยระยะแรกนี้ ยังไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศ เนื่องสถานการณ์โควิด

เช่นเดียวกัน สปป.ลาว ยังไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะยอดผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในประเทศยังสูงอยู่ เฉลี่ยวันละพันคน คนไทยอยากไปนั่งรถไฟหัวกระสุนเมืองลาว คงต้องรอปีหน้าฟ้าใหม่

‘ปลดล็อกแลนด์ลิงก์’

พรรคประชาชนปฏิวัติลาว อยากได้ “รถไฟลาว” เพื่อเปลี่ยนประเทศจากดินแดนแลนด์ล็อกหรือชาติไม่มีทางออกสู่ทะเล ให้เป็นแลนด์ลิงก์ มาตั้งแต่สถาปนา สปป.ลาว ใหม่ๆ

ปี 2519 ท่านไกสอน พมวิหาน นายกรัฐมนตรีลาวขณะนั้น ยกคณะไปเยือนสหภาพโซเวียตจึงได้ปรึกษาสหายโซเวียตเรื่องการสร้างเส้นทางรถไฟ สหายโซเวียตแนะนำว่า ลาวควรฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม แผนสร้างทางรถไฟ จึงพับไว้ก่อน

ปี 2536 ท่านคำไต สีพันดอน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ไปเยือนจีน จึงปรึกษาสหายจีน เรื่องการสร้างทางรถไฟ สหายจีนรับเรื่องไว้ แต่ยังไม่ให้คำตอบ

จนมาถึงยุคท่านจูมมะลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศ เวลานั้น สปป.ลาว มีความใกล้ชิดกับจีน ประกอบกับท่านสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ดำเนินยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง จึงให้ฝันของผู้นำลาวเป็นจริง

ปี 2553 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ตั้งท่านสมสะหวาด เล้งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เป็นหัวหน้าคณะเจรจาเรื่องการสร้างทางรถไฟ โครงการสร้างทางรถไฟลาว-จีน จึงได้ดำเนินการก่อสร้างในปี 2558

รถไฟขบวนล้านช้าง รถไฟขบวนล้านช้าง

โครงการรถไฟสายจีน-ลาว มีมูลค่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.99 แสนล้านบาท) จีนรับผิดชอบภาระทางการเงิน 70% ของมูลค่าโครงการ ส่วนที่เหลือลาวรับผิดชอบ

‘คู่มือนั่งรถไฟลาว’

คนไทยจำนวนไม่น้อย มีความสนใจอยากข้ามโขงไปนั่ง “รถไฟลาว” เพื่อไปท่องเที่ยวภาคเหนือของลาว และข้ามไปเที่ยวเมืองจีน แต่สถานการณ์โควิด ทำให้หลายคนฝันสลาย

นับแต่วันที่ 4 ธ.ค.2564 บริษัท รถไฟลาว-จีน จะเปิดการเดินรถไฟ EMU ขบวนล้านช้าง ระยะแรก 2 เที่ยวคือ นครหลวงเวียงจันทน์-บ่อเต็น 1 เที่ยว (ไป-กลับ) และนครหลวงเวียงจันทน์-หลวงพระบาง 1 เที่ยว (ไป-กลับ)

ค่าโดยสารรถไฟ จากนครหลวงฯ-บ่อเต็น มี 2 ราคาคือ ชั้น 1 ราคา 1,510 บาท ชั้น 2 ราคา 950 บาท ค่าโดยสารรถไฟ ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเศษ จากนครหลวงฯ-หลวงพระบาง ชั้น 1 ราคา 895 บาท ชั้น 2 ราคา 565 บาท ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง

รถไฟฟูซิ่ง วิ่งจากคุนหมิง-บ่อหาน รถไฟฟูซิ่ง วิ่งจากคุนหมิง-บ่อหาน

ในส่วนของจีน รถไฟฟูซิ่ง (Fuxing) ก็จะเปิดบริการเดินรถในวันที่ 4 ธ.ค.เช่นเดียวกัน โดยวิ่งจากนครคุนหมิง ถึงบ่อหาน ชายแดนจีน-ลาว แต่ยังบริการให้คนในประเทศก่อน เพราะด่านพรมแดนจีน-ลาว ยังปิดอยู่

ค่าโดยสารรถไฟฟูซิ่ง จากคุนหมิง-บ่อหาน ชั้น 1 ราคา 1,355 บาท ชั้น 2 1,220 บาท ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 596 ก.ม.

คาดหมายว่า กลางปี 2565 ทั้งลาวและจีน คงจะเปิดให้ประชาชนสองประเทศไปมาหาสู่กันด้วยรถไฟหัวกระสุนขบวนล้านช้าง และขบวนฟูซิ่ง

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “ทนายคู่กัดแห่งปี” แตกแยกในดวงชะตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495426

03 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "ทนายคู่กัดแห่งปี" แตกแยกในดวงชะตา

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต “ทนายคู่กัดแห่งปี” เดชา-ษิทรา แตกแยกในดวงชะตา หากปรองดองจะก่อโชคลาภอภิมหาทรัพย์ก้อนใหญ่ เพราะชะตาชีวิตหากทำงานร่วมกัน จะรวยด้วยกันทั้งคู่ เพราะดวงชะตาได้กำลังธาตุเสริม

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤตวิเคราะห์ “ทนายคู่กัดแห่งปี” ดวงคู่แค้นต่างวัย เหมือนเกิดเพื่อที่จะต้องขัดแย้งกันตลอด ระหว่าง ทนายเดชา กิตติวิทยานนท์ และ ทนายตั้ม ษิทรา  เบี้ยบังเกิด เหมือนฟ้าส่งมาเกิดเพื่อฆ่ากัน

แต่ดวงชะตาถึงจะไม่ลงรอยกัน แต่หากวันใดจับมือร่วมงานกัน อาจรวยเป็นพันล้าน เพราะกำลังธาตุที่เกื้อหนุนกัน แต่ต้องตัดความขัดแย้งออกจ่กกัน ให้เหลือธุรกิจและการงาน แต่หากวันใดที่มองหน้ากันไม่ได้ก็จะเป็นเช่นนี้ตลอด

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "ทนายคู่กัดแห่งปี" แตกแยกในดวงชะตา

ทนายเดชา กิตติวิทยานนท์ เกิดวันอาทิตย์ที่ 28 เดือนตุลาคม 2505 ปีขาล ธาตุทอง วัย 59 ปี จากพฤติกรรมที่เป็นคนไม่ยอมคน เอาความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ชอบเครียดชอบคิดอะไรล่วงหน้า 

ทนายเดชา เป็นคนที่เจ้าสงสัยตลอดในลักษณะโหงวเฮ้ง เป็นคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นและมักจะถูกเอาเปรียบ มีความมั่นคงอาชีพในดวงชะตา ทำอะไรมักจะชอบฉกฉวยโอกาศ เป็นคนอ่านคนได้ออก รักครอบครัวห่วงใยครอบครัว

ในดวงชะตามีเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีปมขัดแย้งไม่ถูกชะตากับ ทนายษิทรา เพราะเป็นศัตรูคู่อาฆาต

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "ทนายคู่กัดแห่งปี" แตกแยกในดวงชะตา
ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เกิดเมื่อวันพุธที่ 13 เดือนสิงหาคม 2523 ปีวอก ธาตุทอง ทนายความรูปหล่อ วัย 40 ปี ตามดวงชะตา เป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์ดี มีความทะเยอทะยาน ไม่นิ่งอยู่กับที่นิสัยตรงไปตรงมากล้าได้กล้าเสีย ละเอียดถี่ถ้วน 

ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวงชะตา ทนายษิทราอีกว่า ทำงานติดต่องานประสานงานดี ทำงานเป็นทีม เรียนรู้อะไรได้เร็ว ชอบหยอกเย้ากระเซ้าแหย่ นัดหมายกับใครถ้าผิดนัดหงุดหงิดไม่สบายใจ

ไม่ชอบคนหลอกลวงปลิ้นปล้อน มีดวงคู่ปะทะไม่ลงรอยหักเหลี่ยมลูบคม และด้วยทนายเดชาไม่ยอมคน ผลก็คือต้องมีปะทะกันตลอดเวลาแน่นอน หากไม่รู้เขารู้เราหรือจักถอยหลังบ้าง ปีหน้าเป็นปีปะทะ ที่จะต้องระวังปัญหาที่จะก่อให้เกิดการแตกแยกและให้รู้หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิด

ซินแสเข่ง กล่าวเติมว่า ถึงแม้นดวงชะตาของทั้งสองทนายจะไม่ถูกกัน ขัดแย้งไม่ปรองดอง แตกแยกวุ่นวาย ไม่เข้าใจ โรมรัดสาดซัด แต่ถ้าทั้งสองสามัคคีกัน จับมือทำงานร่วมกัน ก็จะกลายเป็น หลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน อภิมหาทรัพย์ก็จะบังเกิด

เพราะดวงกำลังธาตุที่จะเกื้อกูลส่งเสริม ก่อให้เกิดทรัพย์ที่หลั่งไหลให้ไดรับผลประโยชน์ แต่ถ้าทำใจยากชีวิตนี้ก็คงจะเป็นศัตรูที่ไม่สามารถบรรจบกันได้เลย แต่ปีหน้าก็ต้องเตือน ทนายษิทรา ว่าปี 2565 มรสุมชีวิตกำลังจะเกิด ควรระวังไว้ให้มากที่สุด

แยกกันไม่ได้ “ประวิตร” พึ่งประยุทธ์สู้ศึกเมืองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495419

03 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

แยกกันไม่ได้ "ประวิตร" พึ่งประยุทธ์สู้ศึกเมืองหลวง

เก็บตกทัวร์คำชะโนด “ประวิตร” ประกบประยุทธ์ โชว์ปึ้กพี่น้อง 3 ป. นำทัพพลังประชารัฐ เตรียมพร้อมสู่สมรภูมิ กทม. และเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ทัวร์คำชะโนดยังไม่จบ “ประวิตร” ติดขบวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อุดรธานี หนีไม่พ้นการเมืองเรื่องพี่น้อง 3 ป.

ก่อนหน้านั้น “ประวิตร” เพิ่งย้ำสัมพันธ์พี่น้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ มา 40 ปีต่อหน้า ส.ส.กทม.พลังประชารัฐ ไม่มีวันแยกจากกัน

“ประวิตร” รู้ดีไปอุดรฯ ไม่มีผลอะไรกับพลังประชารัฐ แต่ประมุขบ้านป่ารอยต่อฯ มองการณ์ไกลในสนาม กทม. ยังไงก็ต้องพึ่งพาน้องรัก ป.ประยุทธ์

ควันหลงตรวจราชการเมืองอุดรธานีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สื่อหลายสำนักยังนำคลิปกองเชียร์อดีตหมู่บ้านเสื้อแดง และคลิปสาวบ้านดุง มาเล่นกันสนุกสนาน

จริงๆแล้ว ผู้รับหน้าที่จัดการมวลชนเพื่อต้อนรับคณะนายกรัฐมนตรี ก็คือ อานนท์ แสนน่าน อดีตผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ซึ่งตอนหลังได้มาทำงานให้กับแรมโบ้อีสาน-เสกสกล อัตถาวงศ์

ในมิติการเมือง สนามเลือกตั้งอุดรธานี พรรคเพื่อไทยยึดครองได้ทั้งเก้าอี้ ส.ส. และนายก อบจ. มาหลายสมัยแล้ว ยังยากที่จะมีพรรคอื่นมาต่อกรได้

ดังนั้น ภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ควงคู่กันไปเมืองอุดรฯ จึงส่งผลต่อการเมืองภายในพลังประชารัฐมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้มีแต่ข่าวความขัดแย้งของ ส.ส.แต่ละกลุ่มแต่ละซุ้ม

เหนืออื่นใด สัญญาณการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานครได้มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ควรจะถึงวาระเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)

‘กระแสตัวชี้ขาด’

สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร “พล.อ.ประวิตร” แถลงชัดพลังประชารัฐจะไม่ส่งผู้ว่าฯ กทม. แต่จะส่ง สก.ทั้ง 50 เขต เพื่อปูทางสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ซึ่งการต่อสู้ในสนามเมืองหลวงเป็นเรื่องของกระแส มากกว่าฐานเสียงของตัวบุคคล

ในแง่การตลาดการเมือง ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังขายได้ในคนกรุงเทพฯกลุ่มหนึ่ง หากดูจากผลการสำรวจของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว

ย้อนดูผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้เกือบ 8 แสนคะแนน สูสีกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ 8 แสนคะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 6 แสนคะแนน และพรรคประชาธิปัตย์ ได้กว่า 4 แสนคะแนน

โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เป็นการต่อสู้ 2 กระแสคือ กระแสความสงบจบที่ลุงตู่ กับกระแสพ่อของฟ้า จึงทำให้คะแนนของเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ลดลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2554

ยกตัวอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 3 มี.ค.2556 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พรรคประชาธิปัตย์ พลิกเอาชนะพงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคเพื่อไทย ในสัปดาห์สุดท้าย เมื่อมีการปลุกกระแสต้านระบอบทักษิณ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น โพลทุกสำนักระบุตรงกันว่า คุณชายสุขุมพันธุ์แพ้พงศพัศ

‘ต้องพึ่งลุงตู่’

แม้จะมีการปล่อยข่าว “ประวิตร” มอบให้ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นแม่ทัพ กทม. แต่เสียงจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ครั้งล่าสุด ย้ำชัดว่า จะขอดูแลสนามเมืองหลวงเอง เพื่อลดความขัดแย้งภายในพรรค

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2564 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานมอบนโยบายการทำงานของภาค กทม.แก่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ตอนหนึ่ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมจะมาดู กทม.เอง ขอให้สบายใจได้ ขอให้รักกัน ไม่ทะเลาะกัน ขอให้อยู่ด้วยกัน”

พล.อ.ประวิตร ประกาศว่า 12 ส.ส.ที่เคยได้นั้น ถือว่าน้อยไป เลือกตั้งครั้งหน้าอยากได้เพิ่มอีก 12 คน ซึ่งจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสำเร็จในสนามกรุงเทพฯ กระแสภาพรวมของผู้นำและพรรคเป็นปัจจัยหลัก ส่วนฐานเสียงของ ส.ส.หรือผู้สมัคร ส.ส.แต่ละคนเป็นปัจจัยรอง

ลึกๆแล้ว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พยายามจะเข็น พล.อ.ประวิตร นำทัพเมืองหลวงเอง โดยไม่ต้องพึ่ง ป.ประยุทธ์ แต่ประมุขบ้านป่ารอยต่อฯ รับรู้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างธรรมนัส กับ ส.ส.กทม.บางกลุ่ม จึงกระโดดเข้ามาคุม กทม.เอง

ดังที่รู้กัน 12 ส.ส.กทม.พลังประชารัฐ มากกว่าครึ่งนั้น ไม่ได้สังกัดกลุ่มธรรมนัส และมีความใกล้ชิดกลุ่ม 6 รัฐมนตรีที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์

“40 กว่าปีผมกับนายกฯ ดูแลกันมาตลอด ยืนยันเป็นหนึ่งเดียวไม่แตกแยก นายกฯ มีหน้าที่บริหารประเทศ ผมมีหน้าที่บริหารพรรค” คำพูดของ พล.อ.ประวิตร ต่อหน้า ส.ส.กทม.วันนั้น ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เลือกตั้งสมัยหน้า พลังประชารัฐยังต้องพึ่งพากระแสลุงตู่ เหมือนปี 2562

“คนกลางคืน” รับ 5 พันบาท ต่อเดือน เซ่นพิษโควิด กิจการปิด ขาดรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495384

03 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

"คนกลางคืน" รับ 5 พันบาท ต่อเดือน เซ่นพิษโควิด กิจการปิด ขาดรายได้

ก.แรงงาน เตรียมเยียวยา “คนกลางคืน” ทั่วประเทศ รายละ 5 พันบาทต่อเดือน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายสามารถประกอบอาชีพได้

กว่าสองปีที่ผู้ประกอบอาชีพ นักร้อง นักแสดง นักดนตรี และผู้ประกอบการสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอะเกะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แม้รัฐบาลจะให้การช่วยเหลือบางส่วน สำหรับผู้ที่อยู่ใน 29 จังหวัดควบคุม ด้วยเยียวยารายละห้าพันบาท ตลอดระยะเวลาควบคุมที่ประกาศดังกล่าว แต่ทว่าปัญหาโควิดที่ยังมีการแพร่ระบาด ก็ทำให้มีผู้เดือนร้อน เพิ่มขึ้นจากตัวเลขที่มีอยูในระบบกว่าสองหมื่นราย มาครั้งนี้ รวมทั้งประเทศประมาณการผู้ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 1-2 แสนคน

"คนกลางคืน" รับ 5 พันบาท ต่อเดือน เซ่นพิษโควิด กิจการปิด ขาดรายได้

จำนวนดังกล่าวรวมไปถึงกลุ่มคนขับรถรับส่งนักดนตรี เด็กเสิร์ฟ หรืออาชีพที่ได้รับการรับรองจากสมาคมฯ และสมาคมฯ ยืนยันได้ ซึ่งตัวเลขของผู้ประกอบการกับตัวเลขที่รัฐบาลมี ต่างกันอยู่หลายเท่าตัว ทำให้ต้องวางหลักเกณฑ์คล้ายกับการเยียวยาผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้าง มีเงื่อนไขต้องอายุไม่เกิน 65 ปี เหมือนกัน จึงจะเข้าข่ายได้รับการเยียวยาตามมาตรา 40 ในครั้งนี้ กรณีคนขับรถรับจ้าง เป็นหน้าที่กระทรวงคมนาคมรับไม้ต่อ กรณีคนกลางคืนต้องพึ่งบริการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

หลังได้ข้อสรุปจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ จากสมาคมผู้ประกอบการสถานบันเทิง สัปดาห์หน้าจะนำข้อมูล เสนอสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดงบประมาณ ซึ่งคาดการไว้ในเบื้องต้นใช้งบฯจากเงินกู้ หนึ่งพันล้านบาทสำหรับการเยียวยา ในรอบหนึ่งเดือน เพื่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี อนุมัติก่อนจัดสรรให้ตามลำดับต่อไป  บรรทัดฐานการเยียวยาอยู่ที่รายละ 5,000 บาทซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับ การเยียวผู้ประกอบการใน29 จังหวัดที่ผ่านมาและหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ไม่สามารถเปิดกิจการผับบาร์ คาราโอเกะได้ หลังวันที่ 16 มกราคมปีหน้า ก็จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือในรอบต่อไป ส่วนใครที่กังวลว่านายกฯจะถอดใจ ก่อนจะได้รับการเยียวยา มีคำตอบสดๆร้อนๆวันนี้ ว่าจะอยู่จนครบวาระ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางเมืองเกิดขึ้นเสียก่อน 

"คนกลางคืน" รับ 5 พันบาท ต่อเดือน เซ่นพิษโควิด กิจการปิด ขาดรายได้